3 นักวิทย์คว้าโนเบลฟิสิกส์ 2025 จากการศึกษาพลศาสตร์ควอนตัม ปูทางสู่อนาคต

3 นักวิทย์คว้าโนเบลฟิสิกส์ 2025 จากการศึกษาพลศาสตร์ควอนตัม ปูทางสู่อนาคต

8 ต.ค. 2568 00:09 น.

3 นักวิทย์คว้าโนเบลฟิสิกส์ 2025 จากการศึกษาพลศาสตร์ควอนตัม ปูทางสู่อนาคต

3 นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกัน คว้ารางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ประจำปี 2025 ไปครอง จากผลงานการศึกษาวิจัยเรื่องกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งปูทางไปสู่คอมพิวเตอร์อันทรงพลังในยุคใหม่

เมื่อ 7 ต.ค. 2568 คณะกรรมการโนเบลประกาศมอบรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ประจำปี 2025 (พ.ศ.2568) ให้แก่ ศ.จอห์น คลาร์ก, ดร.มิเชล เดโวเร็ต และ ดร.จอห์น มาร์ตินิส จากผลงาน “การทดลองที่เปิดเผยการทำงานจริงของฟิสิกส์ควอนตัม”

คณะกรรมการผู้มอบรางวัลโนเบลระบุในแถลงการณ์ว่า “เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปีนี้ ได้มอบโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมยุคต่อไป ซึ่งรวมถึง การเข้ารหัสควอนตัม (quantum cryptography), คอมพิวเตอร์ควอนตัม (quantum computers) และ เซนเซอร์ควอนตัม (quantum sensors)”

ผู้ชนะรางวัลโนเบลได้ทำการทดลองในช่วงกลางทศวรรษ 1980 โดยใช้ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่สร้างจากตัวนำยิ่งยวด (superconductors) และแสดงให้เห็นว่า คุณสมบัติทางกลศาสตร์ควอนตัม สามารถทำให้เป็นรูปธรรมในระดับที่ใหญ่ขึ้นมาก หรือในระดับ มหภาค (macroscopic scale) ได้

ทั้งนี้ เทคโนโลยีควอนตัมเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปแล้ว เช่น ทรานซิสเตอร์ ในไมโครชิปคอมพิวเตอร์เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่พบได้ในชีวิตประจำวัน

ศ.คลาร์ก จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเบิร์กลีย์ สหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ในงานประกาศรางวัลว่า เขารู้สึกอึ้งมากที่ได้รับรางวัลโนเบล และเสริมว่า “ผมกำลังพูดผ่านโทรศัพท์มือถือ และผมก็คิดว่าคุณเองก็เช่นกัน และเหตุผลพื้นฐานอย่างหนึ่งที่ทำให้โทรศัพท์มือถือทำงานได้ คืองานวิจัยทั้งหมดนี้”

อนึ่ง ดร.เดโวเร็ต เกิดในฝรั่งเศส เป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเยล และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในเมืองซานตาบาร์บารา ในสหรัฐฯ ที่เดียวกันกับ ดร.มาร์ตินิส ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ควอนตัมของ Google จนกระทั่งเขาลาออกในปี 2020 (พ.ศ. 2563)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เขื่อนเวียดนามแตก น้ำทะลักมหาศาล ต้องอพยพประชาชนเร่งด่วน

เขื่อนเวียดนามแตก น้ำทะลักมหาศาล ต้องอพยพประชาชนเร่งด่วน

7 ต.ค. 2568 23:44 น.

เขื่อนเวียดนามแตก น้ำทะลักมหาศาล ต้องอพยพประชาชนเร่งด่วน

เขื่อนของโรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำในเวียดนามแตก เนื่องจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้น้ำทะลักเข้าท่วมหลายพื้นที่ ชาวบ้านได้อพยพล่วงหน้าเพียงไม่กี่ชั่วโมง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เขื่อนของโรงงานไฟฟ้าพลังน้ำ บักแค 1 (Bac Khe 1) ในตำบล ตันเตียน (Tan Tien) จังหวัด หลั่งเซิน (Lang Son) ทางภาคเหนือของเวียดนามได้ “แตก” เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 7 ต.ค. 2568 หลังเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องอันเป็นอิทธิพลของไต้ฝุ่น “แมตโม” ทำให้ประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงทั้งหมดต้องอพยพอย่างเร่งด่วน

ตามการเปิดเผยของนาย เหงียน มัญ ต๋วน (Nguyen Manh Tuan) รองประธานคณะกรรมการประชาชนตำบลตันเตียน ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 6-7 ตุลาคม ทำให้ระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งในเวลา 9.00 น. ของวันที่ 7 ต.ค. ทั้งปริมาณน้ำไหลเข้าและไหลออกจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำบักแคต่างอยู่ที่ 1,181 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ภายในเที่ยงวัน ปริมาณน้ำไหลเข้าและไหลออกก็เพิ่มเป็น 1,562 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และในเวลาประมาณ 13:30 น. เขื่อนบักแค 1 ก็แตกออกบางจุด

โรงไฟฟ้าพลังน้ำบักแค 1 ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน บักแค (Bac Khe) มีกำลังผลิตติดตั้ง 2.4 เมกะวัตต์ พื้นที่รับน้ำ 325 ตารางกิโลเมตร และมีอ่างเก็บน้ำที่รองรับน้ำได้ 1.572 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่รอยแตกมีความกว้างประมาณ 4–5 เมตร และลึก 3-4 เมตร

การประเมินเบื้องต้นพบว่า สาเหตุของการพังทลายของเขื่อนเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่อง ซึ่งทำให้น้ำไหลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 1,572 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จนทำให้ส่วนที่เป็นคอนกรีตบริเวณปากทางน้ำไหลเข้า (water intake) แตกเสียหาย เขื่อนที่แตกยังทำลายห้องควบคุมกลาง และสร้างความเสียหายต่ออุปกรณ์ต่างๆ

อย่างไรก็ตาม เคราะห์ดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ แต่เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างประเมินความเสียหายในด้านทรัพย์สิน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของเวียดนามระบุว่า เมื่อเช้ามืดที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าตรวจสอบเขื่อน และตรวจพบรอยร้าว ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการแตกหัก จึงมีการประกาศเตือนทันที และอพยพครัวเรือนประมาณ 200–300 หลังคาเรือน ในสี่หมู่บ้านท้ายน้ำไปยังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว

การพังทลายของเขื่อนและฝนที่ตกต่อเนื่องจะทำให้เกิดน้ำท่วมเฉพาะพื้นที่ในตำบลใกล้เคียง เช่น ทัดแค (That Khe) และ จ่างดิ่ญ (Trang Dinh) แต่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นยืนยันว่า ยังไม่มีเหตุน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มเกิดขึ้น

ขณะนี้ ทางการกำลังระดมกำลังตำรวจ ทหาร ทีมแพทย์ และหน่วยกู้ภัย เพื่อช่วยในการอพยพและการสนับสนุนฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยังคงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากถนนหลายส่วนของทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3B ถูกตัดขาดจากเหตุน้ำท่วมรุนแรง

รัฐบาลท้องถิ่นยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการประเมินความเสียหายและป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : vietnamplus

ครูญี่ปุ่น “ทำงานหนักที่สุด” ในกลุ่ม OECD เกินค่าเฉลี่ยโลกกว่า 10 ชั่วโมง/สัปดาห์

ครูญี่ปุ่น "ทำงานหนักที่สุด" ในกลุ่ม OECD เกินค่าเฉลี่ยโลกกว่า 10 ชั่วโมง/สัปดาห์

7 ต.ค. 2568 16:31 น.

ครูญี่ปุ่น “ทำงานหนักที่สุด” ในกลุ่ม OECD เกินค่าเฉลี่ยโลกกว่า 10 ชั่วโมง/สัปดาห์

ผลสำรวจระหว่างประเทศเผย ครูในประเทศญี่ปุ่นยังคงมีชั่วโมงการทำงานยาวนานที่สุดในบรรดาสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และประเทศอื่น ๆ โดยทำงานเฉลี่ยสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 10-14 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แม้มีความพยายามปฏิรูปเงื่อนไขการทำงานและลดชั่วโมงล่วงเวลามาหลายปี

ผลสำรวจระหว่างประเทศด้านการเรียนการสอนและการเรียนรู้ (TALIS) ประจำปี 2024 ที่เผยแพร่โดย OECD เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ยืนยันว่า ครูชาวญี่ปุ่น ยังคงมีชั่วโมงการทำงานที่ยาวนานที่สุดในบรรดาประเทศและภูมิภาคที่เข้าร่วมการสำรวจ โดยครองตำแหน่งนี้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ผลสำรวจครั้งก่อนในปี 2018

โดยพบว่าครูประถมในญี่ปุ่นทำงานเฉลี่ย 52.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ส่วนครูมัธยมต้น ในญี่ปุ่นทำงานเฉลี่ย 55.1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตัวเลขนี้รวมถึง “งานล่วงเวลาที่นำกลับไปทำที่บ้าน” ซึ่งเป็นงานที่ทำในช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งนับว่ายังสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกเกิน 10 ชั่วโมง

แม้ว่าชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อสัปดาห์ของครูญี่ปุ่นจะลดลงเล็กน้อยที่ 4.0 ชั่วโมงสำหรับทั้งระดับประถมและมัธยมต้นเมื่อเทียบกับผลสำรวจครั้งก่อน แต่ก็ยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยสากลอย่างมาก โดยค่าเฉลี่ยสากล อยู่ที่ 40.4 ชั่วโมง สำหรับครูประถม และ 41.0 ชั่วโมง สำหรับครูมัธยม ขณะที่ชั่วโมงการทำงานของครูญี่ปุ่น สูงกว่าค่าเฉลี่ยสากล ถึง 11.7 ชั่วโมง (ประถม) และ 14.1 ชั่วโมง (มัธยมต้น)

การวิเคราะห์ชั่วโมงการทำงานแสดงให้เห็นว่า ครูญี่ปุ่นใช้เวลาในการทำกิจกรรมนอกหลักสูตรและงานธุรการ ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างประเทศอย่างเห็นได้ชัด

โดยกิจกรรมนอกหลักสูตร ครูมัธยมต้นในญี่ปุ่นใช้เวลาเฉลี่ย 5.6 ชั่วโมง เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 1.7 ชั่วโมง ส่วนงานธุรการ ครูประถมใช้เวลา 4.5 ชั่วโมง และครูมัธยมต้นใช้เวลา 5.2 ชั่วโมง เทียบกับค่าเฉลี่ยโลกที่ 2.7 และ 3.0 ชั่วโมงตามลำดับ

กระทรวงศึกษาธิการฯ ญี่ปุ่นยอมรับว่า แนวทางการศึกษาแบบองค์รวมที่เน้นการพัฒนาทั้งความรู้ คุณธรรม และสุขภาพกาย อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชั่วโมงการทำงานยาวนาน

นอกจากภาระงานที่หนักแล้ว ผลสำรวจยังพบว่า การขาดแคลนครู เป็นปัญหาที่ถูกระบุมากที่สุดว่าเป็นอุปสรรคต่อการให้การศึกษาที่มีคุณภาพ

ครูใหญ่โรงเรียนประถม 40.7% ชี้ว่าประสบปัญหาขาดแคลนครู ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าจากผลสำรวจครั้งก่อน และครูใหญ่โรงเรียนมัธยมต้น 35.6% ชี้ว่าการขาดแคลนครูเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยระหว่างประเทศมากกว่า 10 จุด

เจ้าหน้าที่กระทรวงศึกษาธิการฯ ญี่ปุ่นให้ความเห็นว่า แม้จะยังมีความท้าทาย แต่ความพยายามในการปฏิรูปก็กำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง และจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการขาดแคลนครูอย่างจริงจังในฐานะประเด็นสำคัญต่อไป.

ที่มา THE MAINICHI

ฮ.หน่วยแพทย์ฉุกเฉินตกกลางทางหลวงในแคลิฟอร์เนีย เจ็บสาหัส 3 ราย

ฮ.หน่วยแพทย์ฉุกเฉินตกกลางทางหลวงในแคลิฟอร์เนีย เจ็บสาหัส 3 ราย

7 ต.ค. 2568 15:26 น.

ฮ.หน่วยแพทย์ฉุกเฉินตกกลางทางหลวงในแคลิฟอร์เนีย เจ็บสาหัส 3 ราย

เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ผ่านมา (6 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น เกิดเหตุเฮลิคอปเตอร์ของหน่วยแพทย์ฉุกเฉินตกกลางทางหลวงหมายเลข 50 ในเมืองแซคราเมนโต รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 3 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นลูกเรือบนเครื่อง ได้แก่ นักบิน พยาบาล และเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินทางการแพทย์

จัสติน ซิลเวีย โฆษกหน่วยดับเพลิงแซคราเมนโต เปิดเผยว่า เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวเพิ่งส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลและกำลังบินกลับฐาน ก่อนเกิดเหตุขัดข้องทางอากาศ เวลาประมาณ 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น “น่าทึ่งมากที่ไม่มีใครบนถนนได้รับบาดเจ็บ ทั้งที่เครื่องตกกลางถนนพอดี” พร้อมเผยว่าผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า เครื่องบินลดระดับอย่างรวดเร็วทำให้รถทุกคันชะลอความเร็วทัน

หนึ่งในผู้บาดเจ็บติดอยู่ใต้เครื่อง เธอได้รับการช่วยเหลือโดยทีมดับเพลิงร่วมกับประชาชนบนทางหลวงกว่า 15 คน ที่ช่วยกันยกร่างเครื่องขึ้นเพียงพอให้ดึงตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย ก่อนนำส่งโรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่ทางหลวงแคลิฟอร์เนีย (CHP) ระบุว่า ต้องปิดช่องทางขาออกของทางหลวงหมายเลข 50 ชั่วคราว ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและเก็บกู้ซากเฮลิคอปเตอร์

บริษัท REACH Air Medical Services เจ้าของเครื่อง ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อทีมงานและครอบครัว พร้อมยืนยันว่ากำลังตรวจสอบสาเหตุของเหตุการณ์และติดตามอาการของลูกเรือทั้งสามคนที่ถูกนำส่งโรงพยาบาล

ภาพจากสื่อสังคมออนไลน์แสดงให้เห็นแถวรถยนต์ยาวเหยียดติดค้างอยู่ด้านหลังจุดเกิดเหตุ โดยมีควันสีขาวลอยออกจากซากเฮลิคอปเตอร์

ลิซา แคปแลน สมาชิกสภาเมืองแซคราเมนโต ซึ่งร่วมเดินทางกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปยังที่เกิดเหตุ กล่าวว่า “ภาพที่เห็นทำให้รู้สึกสะเทือนใจมาก เหตุการณ์นี้ทำให้ตระหนักถึงความเสียสละของนักบินและเจ้าหน้าที่แพทย์ที่เสี่ยงชีวิตทำงานเพื่อช่วยผู้อื่นในทุกวัน” โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างละเอียด.

ที่มา AFP

อินโดนีเซียยุติการค้นหา ยืนยันพบร่างผู้เสียชีวิต 61 ศพ เหตุอาคารโรงเรียนถล่ม

อินโดนีเซียยุติการค้นหา ยืนยันพบร่างผู้เสียชีวิต 61 ศพ เหตุอาคารโรงเรียนถล่ม

7 ต.ค. 2568 12:34 น.

อินโดนีเซียยุติการค้นหา ยืนยันพบร่างผู้เสียชีวิต 61 ศพ เหตุอาคารโรงเรียนถล่ม

ทางการอินโดนีเซียประกาศยุติปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 7 ตุลาคม หลังจากที่อาคารของโรงเรียนประจำอิสลามอัล โคซินี ในเมืองซิโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก ได้เกิดเหตุพังถล่มลงมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เนื่องจากปัญหาโครงสร้าง ยืนยันยอดผู้เสียชีวิตรวม 61 ศพ

นายอับดุล มูฮารี หัวหน้าศูนย์ข้อมูล ภัยพิบัติ และการสื่อสารของสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (BNPB) เปิดเผยว่า ทีมกู้ภัยร่วมได้ดำเนินการอพยพและทำความสะอาดซากปรักหักพังเสร็จสิ้นแล้ว และไม่มีกิจกรรมของเครื่องจักรหนักในสถานที่เกิดเหตุอีกต่อไป โดยเศษคอนกรีตและซากปรักหักพังถูกปรับระดับให้เสมอกับพื้นดินทั้งหมด

นายอับดุลกล่าวว่า จากปฏิบัติการช่วยเหลือตลอด 7 วัน ทีมกู้ภัยได้อพยพ ร่างผู้เสียชีวิตรวม 61 ศพ ออกจากซากปรักหักพังของอาคารละหมาด ซึ่งรวมถึง 7 ชิ้นส่วนของร่างกาย ที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล

พล.ต. บูดี อีราวาน รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินของ BNPB กล่าวเสริมว่า ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าชิ้นส่วนร่างกายทั้ง 7 ชิ้น มาจากเหยื่อ 2 ราย ที่เคยระบุว่ายังไม่พบหรือไม่ โดยจะต้องรอผลการยืนยันหลังเสร็จสิ้นกระบวนการพิสูจน์เอกลักษณ์

ข้อมูลสรุปโดยละเอียดระบุว่า จากจำนวนเหยื่อที่บันทึกไว้ทั้งหมด 165 คน มีผู้ เสียชีวิต 61 ศพ และสามารถระบุตัวตนแล้ว 17 ราย และมีผู้ที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัย 104 คน

เหตุการณ์อาคารถล่มครั้งนี้เกิดขึ้นขณะที่นักเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กชายวัยรุ่น กำลังเข้าร่วมพิธีละหมาดในช่วงบ่าย อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่สามารถหนีออกมาได้อย่างปลอดภัย.

ที่มา KOMPAS

อียิปต์เปิดให้เข้าชม สุสาน “ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3” เก่าแก่กว่า 3 พันปี เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ

อียิปต์เปิดให้เข้าชม สุสาน "ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3" เก่าแก่กว่า 3 พันปี เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ

7 ต.ค. 2568 12:10 น.

อียิปต์เปิดให้เข้าชม สุสาน “ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3” เก่าแก่กว่า 3 พันปี เป็นครั้งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ

เป็นครั้งแรกที่ทางการอียิปต์เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมสุสาน “ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3” เก่าแก่กว่า 3,000 ปี หลังปิดบูรณะมายาวนานกว่าสองทศวรรษ

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 กระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุของอียิปต์ เปิดสุสาน “ฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3” (Amenhotep III)  แห่งยุคอาณาจักรใหม่ ในหุบผากษัตริย์ (Valley of the Kings) บนฝั่งตะวันตกของเมืองลักซอร์ ให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก หลังปิดแหล่งโบราณสถานแห่งนี้เพื่อทำการบูรณะซ่อมแซมมายาวนานกว่า 2 ทศวรรษ

โดยสุสานแห่งนี้เป็นของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3 กษัตริย์ผู้ปกครองอียิปต์โบราณเมื่อกว่า 3,500 ปีก่อน โดยตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของหุบผากษัตริย์ ซึ่งเป็นสุสานหลวงอันโด่งดังของอียิปต์ ทางหน่วยงานด้านโบราณวัตถุของอียิปต์ระบุว่า สุสานแห่งนี้ถูกค้นพบครั้งแรกในปีคศ. 1799 ต่อมาได้ถูกปล้นทรัพย์สินไปจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือโลงศพหินสมัยโบราณ (sarcophagus).

ฝูงชนต้อนรับ “เกรตา ทุนแบร์ก” ถึงกรีซแล้ว หลังถูกอิสราเอลเนรเทศจาก “กองเรือช่วยเหลือกาซา”

ฝูงชนต้อนรับ "เกรตา ทุนแบร์ก" ถึงกรีซแล้ว หลังถูกอิสราเอลเนรเทศจาก "กองเรือช่วยเหลือกาซา"

7 ต.ค. 2568 11:41 น.

ฝูงชนต้อนรับ “เกรตา ทุนแบร์ก” ถึงกรีซแล้ว หลังถูกอิสราเอลเนรเทศจาก “กองเรือช่วยเหลือกาซา”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกรตา ทุนแบร์ก นักเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน ได้เดินทางถึงสนามบินนานาชาติเอเลฟเธอริออส เวนิเซลอส ในกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ หลังถูกทางการอิสราเอลเนรเทศออกจากประเทศ โดยทุนแบร์กเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือซูรุดโลก” ที่พยายามจะนำความช่วยเหลือเข้าไปในฉนวนกาซาเพื่อฝ่าวงล้อมของอิสราเอล

เธอได้รับการต้อนรับจากกลุ่มผู้ประท้วงที่ส่งเสียงตะโกนว่า “อิสรภาพแก่ปาเลสไตน์” ทันทีที่เดินทางมาถึง ทุนแบร์กกล่าวกับฝูงชนที่สนามบินเอเธนส์ โดยอ้างถึงปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในฉนวนกาซาว่า “ขอพูดให้ชัดเจนเลยว่า กำลังมีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เกิดขึ้น” 

“ระบบระหว่างประเทศของเรากำลังทรยศต่อชาวปาเลสไตน์ พวกเขาไม่สามารถป้องกันอาชญากรรมสงครามที่เลวร้ายที่สุดไม่ให้เกิดขึ้นได้” เธอกล่าว “สิ่งที่เราตั้งใจจะทำกับกองเรือซูมุดโลกคือการก้าวขึ้นมามีบทบาทเมื่อรัฐบาลของเราไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีทางกฎหมาย”

“มันเป็นเรื่องน่าอับอายที่ภารกิจแบบนี้ต้องเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ!” เธอกล่าวต่อว่า “ฉันสามารถเล่าเรื่องการถูกปฏิบัติอย่างเลวร้ายและการละเมิดสิทธิ์ในระหว่างถูกคุมขังได้อีกยาวมาก แต่ไม่ใช่เรื่องนั้นที่สำคัญที่สุด” เธอกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ผู้นำทั่วโลกและประชาชนทั่วไป “ยุติการสมรู้ร่วมคิดกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ที่กำลังเกิดขึ้นกับชาวปาเลสไตน์ในกาซา

ด้านรัฐบาลอิสราเอลได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการปฏิบัติที่ไม่ดีต่อนักเคลื่อนไหวที่ถูกเนรเทศไปยังตุรกี สเปน และอิตาลี ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาอย่างหนักแน่น ขณะเดียวกันก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาจากผู้เชี่ยวชาญว่าปฏิบัติการทางทหารในกาซาเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ลุบน่า ตูมา ทนายความจากสมาคม อาดาลอฮ์ ซึ่งเป็นตัวแทนนักเคลื่อนไหวในกองเรือกว่า 470 คน ที่ถูกควบคุมตัวเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เปิดเผยว่ามีนักเคลื่อนไหวราว 150 คน ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำคัทซิโอทของอิสราเอล ซึ่งรวมถึงมานด์ลา แมนเดลา หลานชายของเนลสัน แมนเดลา

นอกจากนี้ ตูมาระบุว่า นักเคลื่อนไหว 40 คนในกลุ่มนี้กำลัง ประท้วงอดอาหาร ซึ่งรวมถึงชาวตูนิเซียหลายคน แม้ว่าทนายความของอาดาลอฮ์จะเข้าพบนักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่แล้ว แต่ตูมากล่าวหาว่าทางการอิสราเอลได้ละเมิดสิทธิของนักเคลื่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่การสกัดกั้นในน่านน้ำสากล การส่งตัวมายังอิสราเอล และการย้ายไปยังเรือนจำความมั่นคงสูงสุดซึ่งมีการใช้ความรุนแรงทางกายภาพและการสร้างความอับอาย

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าสิทธิของนักเคลื่อนไหวได้รับการเคารพตลอดการควบคุมตัว และยังกล่าวหาว่ามีนักเคลื่อนไหวคนหนึ่งกัดเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์หญิง

ปฏิบัติการสกัดกั้นกองเรือในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ในหลายเมืองทั่วโลก รวมถึงมีการรวมตัวกันที่สนามบินเพื่อต้อนรับผู้ที่ถูกเนรเทศกลับประเทศ โดยนักเคลื่อนไหวหลายคนที่ได้รับการปล่อยตัวในช่วงสองวันที่ผ่านมา ได้ให้การถึงการปฏิบัติที่ไม่ดีจากทางการอิสราเอล.

ที่มา AP

ตร.ลอนดอนทลายขบวนการ “ขโมยมือถือส่งจีน” ยึดของกลางได้ 40,000 เครื่อง

ตร.ลอนดอนทลายขบวนการ “ขโมยมือถือส่งจีน” ยึดของกลางได้ 40,000 เครื่อง

7 ต.ค. 2568 11:27 น.

ตร.ลอนดอนทลายขบวนการ “ขโมยมือถือส่งจีน” ยึดของกลางได้ 40,000 เครื่อง

ลอนดอนบุกทลายขบวนการขโมยมือถือส่งจีน คดีใหญ่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ รวบผู้ต้องสงสัย 46 ราย พบเชื่อมโยงแก๊งปล้นรถส่ง iPhone 17  ยึดของกลางได้ 40,000 เครื่อง

ตำรวจนครบาลลอนดอนเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ ทลายเครือข่ายลักลอบขนโทรศัพท์มือถือที่ถูกขโมยจากอังกฤษส่งขายต่อไปยังจีนกว่า 40,000 เครื่อง ถือเป็นคดีปราบปรามโจรกรรมมือถือครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหราชอาณาจักร

การจับกุมนี้เกิดขึ้นภายใต้ปฏิบัติการชื่อ “Operation Echosteep” ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 หลังเจ้าหน้าที่พบกล่องบรรจุ iPhone จำนวนกว่า 1,000 เครื่อง ที่ถูกทิ้งไว้ใกล้สนามบินฮีทโธรว์ โดยตรวจสอบพบว่ามือถือส่วนใหญ่ เป็นของที่ถูกขโมยจากผู้ใช้ในลอนดอน และมีปลายทางถูกส่งไปยัง ฮ่องกงและจีนแผ่นดินใหญ่

ตำรวจเปิดเผยว่า สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทั้งหมด 46 คน ซึ่งในจำนวนนี้มีถึง 11 คนที่ถูกจับได้ขณะพยายามปล้นรถส่งของที่บรรทุก iPhone 17 รุ่นใหม่ล่าสุด

นายกเทศมนตรีลอนดอน ซาดิก ข่านกล่าวชื่นชมการทำงานของเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่านี่คือ ปฏิบัติการปราบปรามขบวนการขโมยโทรศัพท์มือถือครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษ โดยทางการมุ่งเป้าทั้งหัวหน้าเครือข่ายลักลอบส่งของ รวมถึงพวกโจรข้างถนนที่คอยฉกมือถือจากนักท่องเที่ยวและชาวเมือง

ข้อมูลจากตำรวจนครบาลระบุว่า ในปี 2024 เพียงปีเดียว มีโทรศัพท์มือถือถูกขโมยในลอนดอนมากกว่า 80,000 เครื่อง โดยเฉพาะย่านท่องเที่ยวชื่อดัง เช่น อ็อกซ์ฟอร์ดเซอร์คัส, โซโห และโคเวนต์การ์เดน ที่มักเป็นเป้าหมายของแก๊งฉกมือถือ

แหล่งข่าวในตำรวจเผยว่า เครือข่ายลักลอบขนมือถือข้ามประเทศมีการจัดระบบอย่างซับซ้อน ตั้งแต่ผู้ขโมยในพื้นที่ ไปจนถึงผู้รวบรวมสินค้าและผู้จัดส่งออกต่างประเทศ โดยมือถือเหล่านี้ส่วนใหญ่จะถูกรีเซ็ตและขายใหม่ในตลาดมืดของเอเชีย

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึง การขยายตัวของอาชญากรรมไซเบอร์และการลักขโมยอุปกรณ์เทคโนโลยีในระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่อย่าง iPhone 17 เพิ่งเปิดตัวและเป็นที่ต้องการสูงในตลาด

ตำรวจลอนดอนยืนยันว่าจะ เพิ่มการลาดตระเวนในย่านท่องเที่ยวและจุดขนส่งสาธารณะ พร้อมเร่งประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อสกัดเส้นทางลักลอบส่งออกโทรศัพท์ที่ถูกขโมย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ลอนดอน

ทรัมป์มั่นใจ “ข้อตกลงสันติภาพกาซา” มีโอกาสสำเร็จสูง

ทรัมป์มั่นใจ "ข้อตกลงสันติภาพกาซา" มีโอกาสสำเร็จสูง

7 ต.ค. 2568 11:10 น.

ทรัมป์มั่นใจ “ข้อตกลงสันติภาพกาซา” มีโอกาสสำเร็จสูง

การเจรจาทางอ้อมเพื่อข้อตกลงสันติภาพของสหรัฐฯ ในการยุติสงครามกาซากำลังดำเนินต่อไปที่เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ มั่นใจว่า “มีโอกาสดี” ที่จะบรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืน แม้กลุ่มฮามาสยังไม่ตอบรับเงื่อนไขสำคัญทั้งหมดในการปลดอาวุธและยุติบทบาทการปกครองกาซา

การเจรจาทางอ้อม เพื่อบรรลุข้อตกลงสุดท้ายตามแผนสันติภาพของสหรัฐอเมริกา เพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา มีกำหนดจะดำเนินต่อไปในวันอังคารนี้ ณ เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ โดยมีเจ้าหน้าที่จากอียิปต์และกาตาร์เป็นผู้จัดการเจรจาแบบไม่เปิดเผยตัว กับคณะผู้แทนจากอิสราเอลและฮามาส แยกกัน

เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์และอียิปต์เปิดเผยว่า การประชุมมุ่งเน้นที่การ “สร้างเงื่อนไขภาคสนาม” สำหรับการแลกเปลี่ยนตัวประกันที่เป็นไปได้ ซึ่งจะนำไปสู่การปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลทั้งหมด แลกกับ นักโทษชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่ง

ขณะที่การประชุมดำเนินไปเมื่อวันจันทร์ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวต่อผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า “เรามีโอกาสที่ดีจริง ๆ ที่จะทำข้อตกลงได้ และมันจะเป็นข้อตกลงที่ยั่งยืน” พร้อมเร่งให้ทุกฝ่าย “เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว” และระบุว่า เขาได้รับแจ้งว่าเฟสแรกของแผนสันติภาพ ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวประกัน “ควรจะเสร็จสิ้นในสัปดาห์นี้”

แผนสันติภาพ 20 ข้อดังกล่าว ซึ่งเห็นชอบร่วมกันระหว่างทรัมป์และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล เสนอให้มีการยุติการสู้รบในทันทีและปล่อยตัวประกัน 48 คน (ซึ่งคาดว่ายังมีชีวิตอยู่เพียง 20 คน) แลกกับการปล่อยตัวนักโทษชาวกาซาหลายร้อยคน

นอกจากนี้ แผนยังกำหนดเงื่อนไขสำคัญคือ กลุ่มฮามาสจะต้องไม่มีบทบาทในการปกครองกาซา และมีการเปิดประตูสำหรับรัฐปาเลสไตน์ในอนาคต โดยแผนระบุด้วยว่าเมื่อทั้งสองฝ่ายยอมรับข้อเสนอ “ความช่วยเหลือเต็มรูปแบบจะถูกส่งเข้าไปในฉนวนกาซาทันที”

กลุ่มฮามาสได้ตอบรับข้อเสนอส่วนหนึ่ง โดยระบุว่า “เห็นด้วยกับการปล่อยตัวนักโทษอิสราเอลทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิต ตามสูตรการแลกเปลี่ยนที่อยู่ในข้อเสนอของทรัมป์” หากมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เหมาะสมสำหรับการแลกเปลี่ยน

อย่างไรก็ตาม ฮามาส ไม่ได้กล่าวถึงหรือยอมรับ ข้อเรียกร้องสำคัญในแผนโดยเฉพาะเจาะจง คือ การปลดอาวุธ และการยุติบทบาทในการปกครองกาซาอย่างสิ้นเชิง โดยระบุเพียงว่าเห็นชอบกับการมอบการบริหารฉนวนกาซาให้แก่ “องค์กรปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ” ซึ่งขึ้นอยู่กับฉันทามติของชาติปาเลสไตน์ และฮามาสจะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของ “กรอบการทำงานระดับชาติ”

การเจรจารอบนี้เกิดขึ้นในวันครบรอบ 2 ปีของเหตุการณ์โจมตีอิสราเอลตอนใต้โดยกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 1,200 ราย และนำไปสู่ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในกาซา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 67,160 ราย ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขกาซา

นายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ และนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ต่างแสดงการสนับสนุนแผนของทรัมป์ โดยเลขาธิการยูเอ็นกล่าวว่า แผนนี้ “เป็นโอกาสที่ต้องคว้าไว้เพื่อยุติความขัดแย้งอันน่าเศร้าโศกนี้”

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอาวุโสของอิสราเอลเปิดเผยว่า การเจรจาในเบื้องต้นจะมุ่งเน้นที่การปล่อยตัวประกันเท่านั้น และให้เวลาฮามาสเพียงไม่กี่วันในการดำเนินการในเฟสนี้ให้เสร็จสิ้น โดยคาดว่าการหารือเหล่านี้จะเป็นการหารือที่สำคัญที่สุดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม และอาจเป็นตัวกำหนดว่าหนทางสู่การยุติความขัดแย้งจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมหรือไม่.

ที่มา BBC

ช็อกวงการแพทย์ ผลวิจัยชี้ “ยาสูดพ่นโรคหอบ” ในสหรัฐฯ ปล่อยคาร์บอนเทียบเท่ารถยนต์กว่า 5 แสนคันต่อปี

ช็อกวงการแพทย์ ผลวิจัยชี้ "ยาสูดพ่นโรคหอบ" ในสหรัฐฯ ปล่อยคาร์บอนเทียบเท่ารถยนต์กว่า 5 แสนคันต่อปี

7 ต.ค. 2568 10:49 น.

ช็อกวงการแพทย์ ผลวิจัยชี้ “ยาสูดพ่นโรคหอบ” ในสหรัฐฯ ปล่อยคาร์บอนเทียบเท่ารถยนต์กว่า 5 แสนคันต่อปี

ผลวิจัยชี้ ยาสูดพ่นโรคหอบ และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังในสหรัฐฯ สร้างมลพิษเทียบเท่ารถยนต์กว่า 530,000 คันต่อปี โดยเฉพาะชนิดพ่นละอองแรงดัน ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 98% ของทั้งหมด

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส (UCLA) และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เปิดเผยงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชื่อดัง JAMA (Journal of the American Medical Association) ซึ่งระบุว่า ยาสูดพ่นรักษาโรคหอบหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่ใช้ในสหรัฐฯ ระหว่างปี 2557–2567 สร้างการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 24.9 ล้านตัน หรือสร้างมลพิษเทียบเท่ารถยนต์ประมาณ 530,000 คันต่อปี

งานวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลยาแห่งชาติ พบว่า ยาพ่นแบบแรงดัน (Metered-Dose Inhalers) ซึ่งใช้ก๊าซไฮโดรฟลูออโรอัลเคน (HFA) เป็นตัวขับแรงดัน เป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลัก คิดเป็น 98% ของการปล่อยทั้งหมด  ในขณะที่ยาสูดชนิดผงแห้ง (Dry Powder Inhalers) และ ชนิดละอองนุ่ม (Soft Mist Inhalers) อุปกรณ์สูดพ่นยาที่ไม่ต้องใช้แรงดันก๊าซช่วย แต่จะอาศัยแรงสูดลมหายใจของผู้ใช้เอง เพื่อพาอนุภาคยาผงเข้าสู่ปอด กลับมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำกว่าอย่างมาก

นายวิลเลียม เฟลด์แมน หัวหน้าทีมวิจัยและผู้เชี่ยวชาญโรคปอดจาก UCLA กล่าวว่า การก่อมลพิษเทียบเท่ารถกว่า 530,000 คันต่อปีเป็นเรื่องใหญ่มาก และสิ่งนี้สามารถแก้ไขได้ไม่ยาก หากผู้ป่วยมีทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมกว่านี้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถเปลี่ยนไปใช้ยาพ่นชนิดผงหรือชนิดละอองนุ่มได้ โดยประเทศอย่างสวีเดนและญี่ปุ่นได้ใช้อย่างแพร่หลายโดยไม่กระทบต่อประสิทธิภาพทางการรักษา

นักวิจัยระบุว่า ปัญหาสำคัญอยู่ที่ราคาและการเข้าถึงยาสูดชนิดผง ซึ่งมักไม่ได้รับการคุ้มครองจากประกัน ทำให้มีราคาสูง พร้อมย้ำว่า จุดประสงค์ของงานวิจัยไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษผู้ป่วย แต่เพื่อผลักดันให้เกิดการปฏิรูปด้านนโยบายและราคา มีการจัดหายาเหล่านี้ให้ผู้ป่วยอย่างยั่งยืน โดยไม่เพิ่มภาระแก่พวกเขา โดยเริ่มจากระดับนโยบายสูงสุดของประเทศ.

ที่มา Aljazeera