ผู้นำสูงสุดเวียดนามเตรียมเยือนเกาหลีเหนือ ครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ตอกย้ำสัมพันธ์ 75 ปี

ผู้นำสูงสุดเวียดนามเตรียมเยือนเกาหลีเหนือ ครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ตอกย้ำสัมพันธ์ 75 ปี

6 ต.ค. 2568 11:48 น.

ผู้นำสูงสุดเวียดนามเตรียมเยือนเกาหลีเหนือ ครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ตอกย้ำสัมพันธ์ 75 ปี

รัฐบาลเวียดนามและสื่อทางการเกาหลีเหนือยืนยันว่า นายโต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม จะเดินทางเยือนเกาหลีเหนือระหว่างวันที่ 9–11 ตุลาคมนี้ ซึ่งนับเป็นการเยือนของผู้นำระดับสูงจากเวียดนามครั้งแรกในรอบเกือบสองทศวรรษ

การเยือนของนายโต เลิม จะมีขึ้นเป็นเวลา 3 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม ตามคำเชิญของ นายคิม จอง อึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ การเยือนครั้งนี้มีขึ้นในช่วงเวลาที่เกาหลีเหนือจะจัดพิธี สวนสนามทหาร ในวันที่ 10 ตุลาคม เพื่อฉลองครบรอบ 80 ปี แห่งการก่อตั้งพรรคแรงงาน เจ้าหน้าที่เวียดนามเปิดเผยว่า นายฟาน วัน ซาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของเวียดนาม คาดว่าจะร่วมคณะผู้แทนในการเดินทางครั้งนี้ด้วย

เวียดนามและเกาหลีเหนือซึ่งต่างเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ยังคงรักษาความสัมพันธ์อันใกล้ชิด โดยในปีนี้ถือเป็นการครบรอบ 75 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต อย่างไรก็ตาม สถานทูตเวียดนามในเปียงยางระบุว่า ปัจจุบันทั้งสองประเทศไม่มีความสัมพันธ์ทางการค้าต่อกัน

ผู้นำเวียดนามคนสุดท้ายที่เยือนเกาหลีเหนือคือ นายหน่ง ดึ๊ก หมั่ญ หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ในขณะนั้น ซึ่งเดินทางเยือนเป็นเวลาสามวันเมื่อปี 2007 โดยเป็นการเยือนของหัวหน้าพรรคเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สมัยประธานาธิบดี โฮจิมินห์ ในปี 1957

ส่วนนายคิม จอง อึน เคยเดินทางมาเยือนกรุงฮานอยของเวียดนามเมื่อปี 2019 โดยมีไฮไลต์คือการประชุมสุดยอดกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ

การเยือนเกาหลีเหนือของนายโต เลิม มีขึ้นหลังจากที่เขาเพิ่งเดินทางเยือนเกาหลีใต้ ซึ่งมีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับเกาหลีเหนือเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นายโต เลิม ถือเป็นผู้นำต่างประเทศคนแรกที่ได้เข้าพบประธานาธิบดี อี แจ-มยอง ของเกาหลีใต้ นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมิถุนายน ซึ่งผู้นำเกาหลีใต้ให้คำมั่นว่าจะลดความตึงเครียดกับเกาหลีเหนือ

ทั้งนี้ เกาหลีใต้กำลังเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) ในเมืองคยองจู ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งคาดว่าประธานาธิบดีทรัมป์ของสหรัฐฯ จะเดินทางมาเยือนเกาหลีใต้ในช่วงการประชุมและมีการหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนด้วย.


ที่มา Reuters

ยอดตายตึกโรงเรียนถล่มอินโดนีเซียพุ่ง 54 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีกกว่า 13 ราย

ยอดตายตึกโรงเรียนถล่มอินโดนีเซียพุ่ง 54 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีกกว่า 13 ราย

6 ต.ค. 2568 11:11 น.

ยอดตายตึกโรงเรียนถล่มอินโดนีเซียพุ่ง 54 ศพ เร่งค้นหาผู้สูญหายอีกกว่า 13 ราย

โศกนาฏกรรมอาคารโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามในเกาะชวาของอินโดนีเซียถล่ม สังเวยชีวิตแล้ว 54 ราย เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงทำงานแข่งกับเวลาค้นหาผู้สูญหายที่คาดว่ามีอย่างน้อย 13 คน ท่ามกลางข้อสงสัยว่าการก่อสร้างอาคารไม่ได้มาตรฐานอาจเป็นสาเหตุของภัยพิบัติครั้งร้ายแรงที่สุดของอินโดนีเซียในปีนี้

เจ้าหน้าที่ทางการของอินโดนีเซียเปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุอาคารเรียนหลายชั้นของโรงเรียนอัล โคซินี ในเมืองซิโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก ถล่มลงมาอย่างกะทันหันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่นักเรียนกำลังรวมตัวกันเพื่อละหมาดในช่วงบ่าย เพิ่มขึ้นเป็น 54 ศพแล้ว โดยขณะนี้ ทีมกู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายที่เหลืออีก 13 ราย

นายยุธิ บรามันติโย ผู้อำนวยการปฏิบัติการของสำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติ เปิดเผยในการแถลงข่าวในเช้าวันนี้ (6 ต.ค.) ว่า “จนถึงเช้านี้ เราได้นำร่างผู้เสียชีวิตออกมาได้แล้ว 54 ราย ซึ่งรวมถึงชิ้นส่วนร่างกาย 5 ชิ้น”

ทีมกู้ภัยยังคงทำงานตลอด 24 ชั่วโมงในซากปรักหักพังของอาคาร และนายยุธิแสดงความหวังว่า “เราหวังว่าจะสามารถสรุปภารกิจการกู้ร่างในวันนี้ และจะส่งมอบศพให้กับครอบครัว”

ด้าน นายบูดี อิราวาน รองหัวหน้าสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ (BNPB) ระบุว่า เหตุการณ์อาคารถล่มในครั้งนี้นับเป็น ภัยพิบัติร้ายแรงที่สุดของอินโดนีเซียในปีนี้ โดยมีผู้ที่ยังคงสูญหายอยู่อย่างน้อย 13 คน

คณะสืบสวนกำลังตรวจสอบสาเหตุของการถล่ม แต่ตัวบ่งชี้เบื้องต้นจากผู้เชี่ยวชาญชี้ให้เห็นว่า การก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจมีส่วนทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ครอบครัวของผู้สูญหายได้ตกลงยินยอมให้ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ในการค้นหา หลังจากที่ “ช่วงเวลาทอง” 72 ชั่วโมง ซึ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูงสุดได้สิ้นสุดลง

ทั้งนี้ มาตรฐานการก่อสร้างที่หย่อนยานได้สร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาคารในอินโดนีเซีย โดยเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็เคยเกิดเหตุอาคารถล่มขณะจัดพิธีสวดมนต์ในชวาตะวันตก ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน.

ที่มา AFP

“คิม จองอึน” ตรวจเรือพิฆาตโชฮยอน คุยโวพร้อมตอบโต้ศัตรูหากเกิดการยั่วยุ

"คิม จองอึน" ตรวจเรือพิฆาตโชฮยอน คุยโวพร้อมตอบโต้ศัตรูหากเกิดการยั่วยุ

6 ต.ค. 2568 10:55 น.

“คิม จองอึน” ตรวจเรือพิฆาตโชฮยอน คุยโวพร้อมตอบโต้ศัตรูหากเกิดการยั่วยุ

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ เยี่ยมชมเรือพิฆาตโชฮยอน ในงานนิทรรศการทางทหาร ย้ำกองทัพเรือต้องพร้อม “ขัดขวางและลงโทษศัตรู” หากเกิดการยั่วยุ ขณะผู้เชี่ยวชาญชี้อาจเริ่มทดลองเดินเรือเร็วๆ นี้

วันที่ 6 ตุลาคม 2568 สำนักข่าว KCNA ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่านายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือ ได้เยี่ยมชมเรือพิฆาต “โชฮยอน” ระหว่างนิทรรศการแสดงยุทโธปกรณ์ประจำปี เมื่อวันอาทิตย์ (5 ต.ค.) ที่ผ่านมา

รายงานข่าวระบุว่า ผู้นำคิมกล่าวระหว่างตรวจเยี่ยมว่า กองทัพเรือเกาหลีเหนือจะต้องเตรียมพร้อมอย่างรอบด้าน เพื่อขัดขวาง ตอบโต้ และลงโทษการยั่วยุของศัตรู  พร้อมยกย่องความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางทหารว่าเป็นหลักฐานแห่งความรุ่งเรืองของกองทัพเกาหลีเหนือสมัยใหม่ 

รายงานระบุว่า นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอันโดดเด่น ของอาวุธยุทโธปกรณ์รุ่นใหม่ของเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญจาก SI Analytics ซึ่งตั้งอยู่ในเกาหลีใต้ เปิดเผยเมื่อเดือนกันยายนว่า ภาพถ่ายดาวเทียมพบการติดตั้งเครื่องยนต์บนเรือพิฆาตโชฮยอนเสร็จสิ้นแล้ว และคาดว่าเรืออาจเริ่มการทดลองเดินเรือภายในเดือนนี้.

เร่งช่วยนักปีนเขากว่า 200 คน หลังพายุหิมะซัด “เอเวอเรสต์” ฝั่งทิเบต

เร่งช่วยนักปีนเขากว่า 200 คน หลังพายุหิมะซัด "เอเวอเรสต์" ฝั่งทิเบต

6 ต.ค. 2568 10:53 น.

เร่งช่วยนักปีนเขากว่า 200 คน หลังพายุหิมะซัด “เอเวอเรสต์” ฝั่งทิเบต

ทางการจีนเร่งช่วยเหลือทีมนักปีนเขาและนักเดินป่ากว่า 500 คน ที่ติดอยู่ในพื้นที่ใกล้ยอดเขาเอเวอเรสต์ฝั่งทิเบต หลังเจอพายุหิมะและฝนตกหนักผิดปกติ นักท่องเที่ยวเผยสุดหนาวสั่นเสี่ยงภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ขณะที่ทีมกู้ภัยและชาวบ้านระดมกำลังเปิดเส้นทางช่วยเหลือนักปีนเขาอีกกว่า 200 คน ออกจากพื้นที่

สำนักข่าวของทางการจีนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (5 ต.ค.) ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้นำตัว นักปีนเขาและนักเดินป่าหลายร้อยคน ที่ติดค้างอยู่ใกล้พื้นที่ทางตะวันออกของ ภูเขาเอเวอเรสต์ ในเขตทิเบต ให้เดินทางออกมายังพื้นที่ปลอดภัยแล้ว หลังต้องเผชิญกับ พายุหิมะและฝนตกหนัก ผิดปกติที่พัดถล่มเทือกเขาหิมาลัย

สำนักข่าวซีซีทีวี รายงานว่า ณ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา นักเดินป่าจำนวน 350 คน ได้เดินทางถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ในเขตฉูตัง ได้อย่างปลอดภัยแล้ว ส่วนนักเดินป่าที่เหลืออีก กว่า 200 คน เจ้าหน้าที่สามารถติดต่อกับพวกเขาได้แล้ว และคาดว่าจะทยอยเดินทางถึงหมู่บ้านฉูตังเป็นระยะ ภายใต้การนำทางและการสนับสนุนจากทีมกู้ภัยที่จัดตั้งโดยรัฐบาลท้องถิ่น

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Jimu News รายงานว่า มีประชาชนเกือบ 1,000 คน ติดอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวบ้านท้องถิ่นหลายร้อยคนถูกระดมกำลังเพื่อช่วยกันเปิดเส้นทางที่ถูกหิมะปิดกั้น

เฉิน เกอซวง หนึ่งในทีมนักเดินป่า 18 ชีวิตที่รอดมาถึงฉูตัง เปิดเผยว่า “อากาศบนภูเขาเปียกและหนาวมาก นเสี่ยงภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ (Hypothermia) เป็นความเสี่ยงที่แท้จริง” เธอระบุว่า “สภาพอากาศปีนี้ไม่ปกติ” มัคคุเทศก์บอกว่าไม่เคยเจอสภาพอากาศแบบนี้ในช่วงเดือนตุลาคม และมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก

คณะของเฉินลงมาจากภูเขาในวันอาทิตย์ หลังจากที่ต้องเผชิญกับค่ำคืนที่น่ากลัวจากหิมะตกหนักประกอบกับพายุฝนฟ้าคะนอง เมื่อมาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านได้มอบชาอุ่น ๆ และให้ที่พักพิง ซึ่งทำให้พวกเธอรู้สึกอบอุ่นได้ในที่สุด ส่วนเอริค เหวิน นักเดินป่าอีกคน เล่าว่า “มีฝนและหิมะตกตลอดทั้งวัน เราไม่เห็นยอดเขาเอเวอเรสต์เลย” กลุ่มของเขาตัดสินใจเดินกลับลงมาตั้งแต่คืนวันเสาร์ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับหิมะที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่เกิดเหตุเป็นหุบเขาที่มีระดับความสูงเฉลี่ย 4,200 เมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเขตทัศนียภาพภูเขาเอเวอเรสต์ ซึ่งเป็นจุดยอดนิยมสำหรับนักเดินป่า พื้นที่นี้รวมถึงเบสแคมป์, จุดชมวิว และวัดวาอารามต่าง ๆ ซึ่งเป็นความพยายามของทางการท้องถิ่นในการพัฒนาการท่องเที่ยว

ในปี 2024 เขตทัศนียภาพภูเขาเอเวอเรสต์มีผู้มาเยือนเป็นประวัติการณ์ถึง 540,200 คน อย่างไรก็ตาม ผู้เข้าชมส่วนใหญ่ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในโลก โดยมีนักปีนเขาเกือบ 1,000 คนเท่านั้นที่ขึ้นถึงยอดเขาได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทางฝั่งประเทศเนปาล.


ที่มา Reuters BBC

ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

6 ต.ค. 2568 09:14 น.

ดัชนีนิกเกอิพุ่งทำนิวไฮ รับชัยชนะ “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” ว่าที่นายกฯ ญี่ปุ่นสายเศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นโตเกียวทะยานแรง หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะเลือกตั้งหัวหน้าพรรค LDP เตรียมขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนใหม่ของญี่ปุ่น ดันดัชนีนิกเกอิทะลุ 47,000 จุดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นแรงในวันจันทร์ หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ ชนะเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และเตรียมขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ส่งผลให้นักลงทุนแห่เข้าซื้อหุ้น รับคาดการณ์นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่

ดัชนี นิกเกอิ 225 พุ่งขึ้นถึง 3.9% แตะระดับ 47,566.84 จุด หลังทะลุระดับ 46,000 จุดเป็นครั้งแรกในช่วงเช้า ขณะที่ดัชนี โทปิกซ์ (Topix) ปรับขึ้น 2.3%

นักวิเคราะห์มองว่า ตลาดหุ้นให้การตอบรับเชิงบวกต่อแนวทางของทาคาอิจิ ซึ่งเป็นสายขยายงบประมาณและนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แตกต่างจากอดีตนายกรัฐมนตรี ชิเกรุ อิชิบะ ที่มีแนวทางเข้มงวดทางการคลัง

นายฮิโตชิ อะซาโอกะ หัวหน้านักกลยุทธ์จาก Asset Management One กล่าวว่า นิกเกอิเดิมมีแนวโน้มจะไปแตะ 48,000 จุดปลายปี แต่เมื่อทาคาอิจิได้รับเลือก ตลาดจึงพุ่งแรงแตะระดับนั้นเร็วกว่าที่คาด อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า หากรัฐบาลใหม่ไม่สามารถผลักดันนโยบายใช้จ่ายเพิ่มเติมได้จริง ดัชนีอาจเผชิญแรงเทขายทำกำไรก่อนสิ้นปี

เช่นเดียวกับหุ้นบริษัท Mitsubishi Heavy Industries ผู้รับเหมาด้านกลาโหมรายใหญ่ของญี่ปุ่น ทะยานขึ้นกว่า 13% หลังคาดว่า รัฐบาลทาคาอิจิจะเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร

ในทางกลับกัน กลุ่มธนาคารกลับปรับตัวลดลง โดยดัชนี Topix Banks Index ร่วงลง 2% เนื่องจากคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจชะลอการปรับขึ้นดอกเบี้ย ทำให้ส่วนต่างกำไรจากการปล่อยสินเชื่อลดลง

สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า ทาคาอิจิมีแผนแต่งตั้ง มิโนรุ คิฮาระ อดีตรัฐมนตรีกลาโหม เป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และอาจดึง โทชิมิตสึ โมเทงิ กลับมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรีต่างประเทศอีกครั้ง ส่วนตำแหน่งรัฐมนตรีคลังซึ่งเป็นจุดสนใจของตลาดการเงิน ยังไม่มีการเปิดเผยชื่ออย่างเป็นทางการ

ทาคาอิจิกล่าวภายหลังคว้าชัยว่า รัฐบาลและธนาคารกลางต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นบรรลุเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ภายในประเทศ พร้อมการปรับขึ้นค่าแรงและกำไรภาคเอกชนอย่างยั่งยืน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ดัชนีนิกเกอิ

อินโดนีเซียจัดพิธีสวนสนามยิ่งใหญ่ฉลอง 80 ปีวันกองทัพ

อินโดนีเซียจัดพิธีสวนสนามยิ่งใหญ่ฉลอง 80 ปีวันกองทัพ

6 ต.ค. 2568 09:06 น.

อินโดนีเซียจัดพิธีสวนสนามยิ่งใหญ่ฉลอง 80 ปีวันกองทัพ

ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต นำทัพเฉลิมฉลองวันกองทัพแห่งชาติอินโดนีเซีย ครบ 80 ปี จัดขบวนทหารสวนสนามสุดยิ่งใหญ่ พร้อมแสดงสมรรถภาพกองทัพบก–เรือ–อากาศ สะท้อนพลัง “ทหารเข้มแข็ง มืออาชีพ เป็นที่รักของประชาชน”

วันที่ 5 ตุลาคม 2568 กองทัพอินโดนีเซียจัดพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้งกองทัพแห่งชาติอินโดนีเซีย อย่างยิ่งใหญ่ ที่จัตตุรัสโมนาส ใจกลางจาการ์ตา โดยมีประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต เป็นประธานในพิธี ซึ่งภายในงานมีขบวนสวนสนาม การแสดงทางอากาศ และการสาธิตยุทธวิธีทางยุทธการจากเหล่าทัพทั้งสาม ทหารกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ  เข้าร่วมหลายพันนาย พร้อมจัดแสดงยุทโธปกรณ์ทางทหาร รถถัง ยานเกราะ และอาวุธยุทธภัณฑ์ทันสมัย

บรรยากาศยังคึกคักด้วยการแสดงจากหน่วยรบพิเศษและการแสดงทางวัฒนธรรมจากทั่วประเทศ สะท้อนภาพลักษณ์ของกองทัพที่แข็งแกร่งและเป็นหนึ่งเดียวกับประชาชน

งานเฉลิมฉลองในปีนี้จัดขึ้นภายใต้คำขวัญ “กองทัพแข็งแกร่ง มืออาชีพ และเป็นที่รักของประชาชน” เพื่อย้ำบทบาทของกองทัพอินโดนีเซียในฐานะเสาหลักแห่งความมั่นคงของชาติ ตลอดระยะเวลา 8 ทศวรรษแห่งการรับใช้สาธารณรัฐอินโดนีเซีย.  

ไต้ฝุ่น “แมตโม” พัดขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ทางการสั่งอพยพปชช. รวมกว่า 4 แสนคน

ไต้ฝุ่น "แมตโม" พัดขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ทางการสั่งอพยพปชช. รวมกว่า 4 แสนคน

6 ต.ค. 2568 08:41 น.

ไต้ฝุ่น “แมตโม” พัดขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ทางการสั่งอพยพปชช. รวมกว่า 4 แสนคน

พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” พัดขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ทางการสั่งอพยพประชาชนรวมกว่า 4 แสนคน พร้อมปิดเมือง หยุดเรียน ยกเลิกหลายเที่ยวบิน คลื่นซัดฝั่ง–น้ำทะเลหนุนท่วมท่าเรือและร้านค้า 

วันที่ 5 ตุลาคม 2568 สถานีโทรทัศน์ CCTV ของทางการจีนรายงานว่า “ไต้ฝุ่นแมตโม” (Matmo) ซึ่งเป็นพายุลูกที่ 21 ของปี ได้เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งบริเวณชายฝั่งมณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน เมื่อเวลาประมาณ 14.50 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง 42 เมตรต่อวินาที หรือราว 151 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  

ก่อนขึ้นฝั่ง พายุได้พัดนำลมแรงและคลื่นทะเลสูงเข้าถล่มคาบสมุทรเหล่ยโจวและเกาะไห่หนาน ทำให้น้ำทะเลหนุนเข้าท่วมท่าเรือ ร้านค้า และพื้นที่ชายฝั่งหลายแห่ง โดยเฉพาะที่ท่าเรือประมง ซึ่งประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน ขณะที่ระบบไฟฟ้าและน้ำประปาบางส่วนถูกตัดขาดเพื่อความปลอดภัย

ภาพจากสถานีโทรทัศน์ CCTV เผยให้เห็นต้นไม้หักโค่น ฝนตกหนัก และคลื่นทะเลซัดแรงในหลายเมืองของมณฑลกวางตุ้งและไห่หนาน ขณะที่ท่าเรือหลายแห่งมีน้ำทะเลท่วมสูงและเรือประมงต้องเร่งเข้าเทียบท่าหลบภัย

ทางการจีนได้ประกาศเตือนภัยพายุไต้ฝุ่นระดับ “แดง” และเตือนฝนตกหนักระดับ “ส้ม” ซึ่งเป็นสองระดับสูงสุดในระบบเตือนภัยสี่ขั้นของประเทศ ขณะที่มณฑลกวางตุ้ง ไห่หนาน และกว่างซี ได้ยกระดับแผนรับมือฉุกเฉินเป็นระดับสูงสุด

โดยศูนย์บัญชาการควบคุมน้ำท่วมและพายุไต้ฝุ่นของกวางตุ้งเผยว่า มีการอพยพประชาชนแล้วกว่า 271,500 คน ส่วนที่เกาะไห่หนานมีการย้ายผู้คนจากพื้นที่เสี่ยงกว่า 197,000 คน โรงเรียน หน่วยงานรัฐ ธุรกิจ และระบบขนส่งสาธารณะในเมืองไหโข่วถูกสั่งปิดทั้งหมดเป็นเวลาอย่างน้อย 1 วัน สนามบินนานาชาติไหโข่ว เหมยหลาน ยกเลิกเที่ยวบินทุกเที่ยว และปิดสะพานข้ามทะเลหลายแห่ง

ส่วนในเขตปกครองตนเองกว่างซี มีการระงับเส้นทางเรือโดยสารทั้งหมด และอพยพนักท่องเที่ยวกว่า 26,000 คน ออกจากเกาะเหว่ยโจว ขณะที่เจ้าหน้าที่ทางทะเลได้สั่งเรือประมงกว่า 20,000 ลำ เข้าจอดในท่าเรือและอพยพคนงานในแท่นขุดเจาะน้ำมันกว่า 4,000 คน เข้าสู่ที่ปลอดภัย

ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายพันนายถูกส่งไปประจำพื้นที่ล่วงหน้าเพื่อช่วยเหลือประชาชนในกรณีเกิดเหตุรุนแรง ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตหรือสูญหายจากพายุลูกนี้.

ระทึก คนร้ายก่อเหตุกราดยิงกลางนครซิดนีย์เจ็บ 20 ราย ผู้ก่อเหตุวัย 60 ปีถูกรวบแล้ว

ระทึก คนร้ายก่อเหตุกราดยิงกลางนครซิดนีย์เจ็บ 20 ราย ผู้ก่อเหตุวัย 60 ปีถูกรวบแล้ว

6 ต.ค. 2568 08:00 น.

ระทึก คนร้ายก่อเหตุกราดยิงกลางนครซิดนีย์เจ็บ 20 ราย ผู้ก่อเหตุวัย 60 ปีถูกรวบแล้ว

ตำรวจออสเตรเลียจับกุมชายวัย 60 ปีได้แล้ว หลังก่อเหตุกราดยิงกลางถนนย่าน Inner West ของนครซิดนีย์ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 20 ราย หนึ่งในนั้นอาการสาหัส

ตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ระบุว่า สามารถรวบตัวคนร้ายวัย 60 ปีได้แล้ว หลังก่อเหตุระทึกยิงปืนกว่า 50-100 นัด ใส่รถยนต์ที่ขับผ่านไปมา รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในบริเวณดังกล่าว 

เหตุการณ์เกิดขึ้นบนถนนสายหนึ่งในเขต Inner West ของซิดนีย์ ซึ่งเป็นย่านที่มีผู้คนพลุกพล่านในช่วงค่ำ โดยพยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เสียงปืนดังต่อเนื่องจนหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นเสียงพลุ

โจ อาซาร์พนักงานออฟฟิศซึ่งทำงานอยู่ฝั่งตรงข้ามถนน หนึ่งในผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเสียงหินขว้างใส่กระจกหรือพลุ แต่พอเห็นกระจกรถคนหนึ่งระเบิดแตก แล้วป้ายรถเมล์ก็พังทันที ถึงรู้ว่านี่คือเหตุยิงจริงๆ มันเกิดขึ้นเร็วมาก จนแทบไม่ทันตั้งตัว

หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่จำนวนมากได้เข้าปิดล้อมพื้นที่ ก่อนบุกเข้าจับกุมชายวัย 60 ปีภายในห้องพักชั้นบนของอาคารพาณิชย์ใกล้จุดเกิดเหตุ พร้อม ยึดปืนไรเฟิล 2 กระบอก

ผู้ต้องสงสัยถูกนำส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาบาดแผลที่ได้รับระหว่างการจับกุม โดยขณะนี้ยังไม่มีการตั้งข้อหาอย่างเป็นทางการ

ตำรวจเปิดเผยว่า มีชาย 1 คนเดินทางมารับการรักษาด้วยตนเองหลังถูกยิง และขณะนี้อยู่ในอาการสาหัส ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 19 คนได้รับบาดแผลจากสะเก็ดกระจกและเศษโลหะ ซึ่งหลายรายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการดูแลต่อ

โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนแรงจูงใจของคนร้าย รวมถึงตรวจสอบอาวุธและกระสุนที่ใช้ในเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่เบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการก่อการร้ายหรือกลุ่มอาชญากรรม.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหตุกราดยิง

สหรัฐฯ ชัตดาวน์ต่อ 2 พรรคยังฝ่าทางตันไม่ได้ วุฒิสภาเตรียมโหวตจันทร์นี้

สหรัฐฯ ชัตดาวน์ต่อ 2 พรรคยังฝ่าทางตันไม่ได้ วุฒิสภาเตรียมโหวตจันทร์นี้

6 ต.ค. 2568 07:22 น.

สหรัฐฯ ชัตดาวน์ต่อ 2 พรรคยังฝ่าทางตันไม่ได้ วุฒิสภาเตรียมโหวตจันทร์นี้

สหรัฐฯ ชัตดาวน์ต่อเป็นวันที่ 5 หลังจากผู้นำของพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อแก้ไขความเห็นที่ต่างกันเรื่องการจัดสรรงบประมาณได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้นำจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกันยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันมากในเรื่องวิธีการยุติการปิดทำการบางส่วนของรัฐบาลสหรัฐฯ หรือการ “ชัตดาวน์” ขณะที่วันลงมติในวันจันทร์ที่ 6 ต.ค. 2568 กำลังจะมาถึงแล้ว

ในการให้สัมภาษณ์แยกกันในรายการ Meet the Press ของสถานี NBC เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายฮาคีม เจฟฟรีส์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎร และ ไมค์ จอห์นสัน ผู้นำพรรครีพับลิกัน ต่างก็โทษว่าเป็นความผิดของพรรคอีกฝ่ายที่ทำให้ยังไม่สามารถฝ่าทางตันได้ ซึ่งการชัตดาวน์จะเข้าสู่วันที่ 5 ในวันจันทร์นี้

ประเด็นสำคัญที่สร้างความแตกแยกคือเรื่อง ประกันสุขภาพ (healthcare) โดยพรรคเดโมแครตต้องการทำให้แน่ใจว่า เงินอุดหนุนประกันสุขภาพสำหรับผู้มีรายได้น้อยจะไม่หมดอายุ และมีเป้าหมายที่จะยกเลิกการลดงบประมาณในโครงการสุขภาพเมดิเคด (Medicaid)

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายเพื่อจัดสรรงบประมาณให้รัฐบาลมีเงินใช้จนถึงวันที่ 21 พ.ย. 2568 ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ถูกตีตกในวุฒิสภาแล้วถึง 4 ครั้ง แม้ฝ่ายรีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากที่ 53 เสียง แต่มาตรการจัดสรรงบประมาณใด ๆ จะต้องได้รับเสียงสนับสนุนถึง 60 เสียง จึงจะผ่านได้

นายเจฟฟรีส์ กล่าวหาพรรครีพับลิกันว่า “โกหก” เกี่ยวกับเจตนาของพรรคเดโมแครตในการเจรจา “เพราะพวกเขากำลังแพ้ในเรื่องความเห็นของประชาชน” แต่นายจอห์นสัน กล่าวว่า พรรคเดโมแครต “ไม่จริงจัง” และเจรจาด้วยเจตนาไม่สุจริต “พวกเขากำลังทำเช่นนี้เพื่อหาข้ออ้างทางการเมือง”

คาดกันว่า วุฒิสภาจะมีการประชุมอีกครั้งในช่วงบ่ายวันจันทร์ และจะหยิบยกมติคงคลัง 2 ฉบับขึ้นมาพิจารณาอีกครั้งเพื่อจัดสรรงบประมาณให้กับรัฐบาล ก่อนจะมีการโหวตลงมติเป็นครั้งที่ 5

ในขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรจะมีการประชุมในวันจันทร์เพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น หลังนายจอห์นสันขยายช่วงพักของสภาผู้แทนราษฎรออกไปตลอดสัปดาห์ ซึ่งหมายความว่าสภาล่างของรัฐสภาจะไม่อยู่ในสมัยประชุมเพื่อรับพิจารณาร่างกฎหมายงบประมาณ หากวุฒิสภามีการเปลี่ยนแปลงและบรรลุข้อตกลงใดๆ

อีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจความคิดเห็นชุดใหม่จาก ซีบีเอส (CBS) ซึ่งเป็นพันธมิตรด้านข่าวในอเมริกาของบีบีซี พบว่า ชาวอเมริกันมองการจัดการปัญหาการ ชัตดาวน์ ของทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันไปในทางที่ไม่ดี และประธานาธิบดี ทรัมป์ ก็ได้รับผลตอบรับเชิงลบเช่นกัน

ผลสำรวจพบว่า 80% ของชาวอเมริกันเกือบ 2,500 คนที่ตอบแบบสำรวจ มีความกังวลมากหรือค่อนข้างกังวล เกี่ยวกับผลกระทบของการชัตดาวน์ มีเพียง 23% ของผู้ตอบแบบสอบถามเท่านั้นที่กล่าวว่าจุดยืนของพรรครีพับลิกันคุ้มค่ากับการปิดทำการของรัฐบาล ขณะที่ 28% กล่าวเช่นเดียวกันสำหรับข้อโต้แย้งของพรรคเดโมแครต

ผลโพลพบด้วยว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งโทษ นายทรัมป์และพรรครีพับลิกันในรัฐสภาสำหรับสถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้มากที่สุด ที่ 39% แต่พรรคเดโมแครตก็ไม่ได้ตามหลังมากนักโดยอยู่ที่ 30% ขณะที่มีชาวอเมริกันประมาณ 31% ที่ตอบแบบสำรวจว่า สมควรถูกตำหนิทั้งสองฝ่าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัสเซียยิงมิสไซล์-ส่งโดรนกว่า 500 ลำโจมตียูเครน ดับ 5 ศพ ไฟดับวงกว้าง

รัสเซียยิงมิสไซล์-ส่งโดรนกว่า 500 ลำโจมตียูเครน ดับ 5 ศพ ไฟดับวงกว้าง

6 ต.ค. 2568 04:57 น.

รัสเซียยิงมิสไซล์-ส่งโดรนกว่า 500 ลำโจมตียูเครน ดับ 5 ศพ ไฟดับวงกว้าง

รัสเซียโจมตียูเครนระลอกใหม่ โดยยิงทั้งมิสไซล์และส่งโดรนหลายร้อยลำเข้าโจมตี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ และเกิดไฟดับกระทบคนนับหมื่น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ต.ค. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาเปิดเผยว่า รัสเซียยิงมิสไซล์และส่งโดรนจำนวนหลายร้อยลำเข้าโจมตีหลายจุดเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 5 ศพ ขณะที่ประชาชนอีกหลายหมื่นคนต้องประสบปัญหาไฟฟ้าดับ

เซเลนสกีระบุว่า รัสเซียยิงมิสไซล์กว่า 50 ลูก และส่งโดรนโจมตีราว 500 ลำ เข้าใส่แคว้นอิวาโน-ฟรานคิฟสก์, เชอร์นิฮิฟ, ซูมี, คาร์คิฟ, เคอร์ซอน, โอเดสซา, ลวิฟ, ซาปอริชเชีย และ คิโรโวห์ราด

ผู้เสียชีวิต 4 รายจากจำนวนดังกล่าว เป็นสมาชิกครอบครัว 4 คนซึ่งรวมถึงเด็กหญิงอายุเพียง 15 ปี โดยทั้งหมดถูกสังหารหลังอาวุธของรัสเซียโจมตีหมู่บ้าน ลาปาอิฟกา ในแคว้นลวิฟ ทางตะวันตกของยูเครน ส่วนผู้เสียชีวิตอีกรายอยู่ที่แคว้นซาปอริชเชีย

ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านของยูเครนอย่างโปแลนด์ ก็ตัดสินใจส่งเครื่องบินรบออกปฏิบัติการ เพื่อรับรองความปลอดภัยของน่านฟ้าโปแลนด์ โดยเครื่องบินรบของชาติพันธมิตรนาโตก็ถูกส่งออกบินด้วย

ด้านกระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า กองทัพของพวกเขาประสบความสำเร็จในการโจมตีครั้งใหญ่ต่อโครงสร้างพื้นฐานและเป้าหมายทางทหารของยูเครน

ทั้งนี้ ผู้นำยูเครนยังเรียกร้องขอความคุ้มครองจากชาติพันธมิตร “เราต้องการ การป้องกันที่มากขึ้น และ การดำเนินการตามข้อตกลงด้านกลาโหมทั้งหมดที่เร็วขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อทำลายความหมายของการก่อการร้ายทางอากาศนี้”

“การหยุดยิงฝ่ายเดียวบนท้องฟ้าเป็นไปได้ และสิ่งนี้แหละที่จะสามารถเปิดทางไปสู่การทูตที่แท้จริงได้” ผู้นำยูเครนระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc