เร่งช่วยระทึก พายุหิมะถล่ม คนเกือบพันติดบนเขาเอเวอเรสต์ฝั่งทิเบต

เร่งช่วยระทึก พายุหิมะถล่ม คนเกือบพันติดบนเขาเอเวอเรสต์ฝั่งทิเบต

6 ต.ค. 2568 03:28 น.

เร่งช่วยระทึก พายุหิมะถล่ม คนเกือบพันติดบนเขาเอเวอเรสต์ฝั่งทิเบต

เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยเกือบ 1,000 คนที่ติดอยู่บนเขาเอเวอเรสต์ หลังหิมะตกหนักอย่างกะทันหัน โดยเบื้องต้นช่วยได้แล้วหลายร้อยคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันอาทิตย์ที่ 5 ต.ค. 2568 เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยเกือบ 1,000 คน ซึ่งติดอยู่บนจุดตั้งแคมป์บริเวณฝั่งตะวันออกของยอดเขาเอเวอเรสต์ หรือฝั่งทิเบต หลังเกิดพายุหิมะถล่มอย่างกะทันหัน

ชาวบ้านท้องถิ่นกับทีมกู้ภัยจำนวนหลายร้อยคนถูกส่งขึ้นไปเก็บกวาดหิมะที่กีดขวางเส้นทางไปสู่จุดตั้งแคมป์ ซึ่งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากกว่า 4,900 ม. โดยสำนักข่าว ซีซีทีวี (CCTV) ของประเทศจีนรายงานว่า มีนักท่องเที่ยวและนักปีนเขาได้รับความช่วยเหลือแล้ว 350 คน และอีก 200 คนกำลังถูกพาไปยังที่ปลอดภัย

หิมะเริ่มตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่เย็นวันศุกร์ (3 ต.ค.) และทวีความรุนแรงบริเวณที่ลาดชันฝั่งตะวันออกของยอดเขาเอเวอเรสต์ในทิเบต ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมไปปีนเขาหรือเดินเขา

ทีมกู้ภัย “บลูสกาย” (Blue Sky) ของทิเบตได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือระบุว่า เต็นท์ของพวกเขาพังเนื่องจากน้ำหนักของหิมะ ขณะที่นักปีนเขาบางคนเริ่มประสบภาวะอุณหภูมิในร่างกายต่ำแล้ว

บริษัทท่องเที่ยวเขตทิงกริ (Tingri) ระงับการขายตั๋วและห้ามเข้าถึงจุดชมวิวของเขาเอเวอเรสต์ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์แล้วเพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ พื้นที่แถบเทือกเขาหิมาลัยกำลังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้ว โดยเนปาลที่อยู่ใกล้เคียงต้องรับมือฝนตกหนัก ซึ่งทำให้เกิดทั้งน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด สร้างความเสียหายเป็นวงกว้าง และทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 47 ศพ ส่วนที่จีนก็กำลังเผชิญพายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ซึ่งทำให้คนกว่า 1.5 แสนคนต้องอพยพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา: bbc

ทรัมป์เชื่อ ตัวประกันในกาซาจะได้รับการปล่อยตัวในเร็วๆ นี้

ทรัมป์เชื่อ ตัวประกันในกาซาจะได้รับการปล่อยตัวในเร็วๆ นี้

6 ต.ค. 2568 01:15 น.

ทรัมป์เชื่อ ตัวประกันในกาซาจะได้รับการปล่อยตัวในเร็วๆ นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ เชื่อว่า ตัวประกันในฉนวนกาซาจะได้รับการปล่อยตัวในเร็วๆ นี้ ในขณะที่ผู้แทนอิสราเอลกับฮามาสเตรียมเจรจาข้อตกลงในวันจันทร์

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ต.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมากล่าวว่า เขาคิดว่าตัวประกันที่ถูกจับอยู่ในฉนวนกาซา จะเริ่มได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระในเร็วๆ นี้ ในขณะที่ผู้แทนจากอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสเตรียมจัดการเจรจาทางอ้อม เรื่องข้อตกลงสันติภาพที่ประเทศอียิปต์ในวันจันทร์นี้

การเจรจาดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ฮามาสเห็นชอบบางส่วนของแผนสันติภาพ 20 ข้อที่สหรัฐฯ เสนอ ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวตัวประกันและการมอบการปกครองฉนวนกาซาให้กับกลุ่มนักวิชาการชาวปาเลสไตน์

แต่ฮามาสต้องการเจรจาในประเด็นอื่นๆ และการตอบรับของพวกเขาก็ไม่พูดถึงข้อเรียกร้องสำคัญอย่างการปลดอาวุธ และการไม่เข้าไปมีบทบาทในการปกครองกาซาในอนาคต

เมื่อนักข่าวถามเรื่องการยืดหยุ่น นายทรัมป์ก็ตอบว่า “เราไม่ต้องการความยืดหยุ่นใดๆ เพราะทุกคนค่อนข้างจะเห็นชอบแล้ว แต่ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ”

นายทรัมป์เสริมด้วยว่า เขาได้ยินมาว่าการเจรจากำลังดำเนินไปด้วยดีมากๆ “นี่เป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมสำหรับอิสราเอล เป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมสำหรับโลกอาหรับทั้งหมด โลกมุสลิม และโลกใบนี้ เราจึงมีความสุขกับมันมาก”

ในขณะเดียวกัน การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซาก็ยังคงดำเนินต่อไป แม้ว่านายทรัมป์จะขอให้อิสราเอลหยุดการทิ้งระเบิดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากฮามาสตอบรับแผนการสันติภาพ

นายโชช เบโดรเซียน โฆษกรัฐบาลอิสราเอลบอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า “แม้ว่าการทิ้งระเบิดบางจุดในฉนวนกาซาจะหยุดลงจริงๆ แต่ ณ ตอนนี้ยังไม่มีการหยุดยิงเกิดขึ้น” พร้อมย้ำว่า นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ออกคำสั่งให้ทหารสามารถยิงตอบโต้เพื่อป้องกันตัวได้ หากมีภัยคุกคามต่อชีวิตของพวกเขาในสมรภูมิกาซา

ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว บีบีซี ระบุว่า พวกเขาได้ยินเสียงระเบิดจากในฉนวนกาซา และเห็นควันลอยขึ้นมาเมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ โดยกระทรวงสาธารณสุขในกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาสอ้างว่า การโจมตีของอิสราเอลในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาจนถึงเมื่อวันเสาร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 65 ศพ บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน

ด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ บอกกับสำนักข่าว ซีบีเอส นิวส์ ว่า การทิ้งระเบิดจำเป็นต้องหยุดลงเพื่ออำนวยความสะดวกในการปล่อยตัวตัวประกัน

“คุณไม่สามารถปล่อยตัวตัวประกันได้ในขณะที่ยังมีการทิ้งระเบิดเกิดขึ้น… สิ่งนั้นจะต้องหยุดลง แต่คุณก็ต้องจัดการกับเรื่องโลจิสติกส์อื่น ๆ ด้วยเช่นกัน” นายรูบิโอกล่าวในรายการ Face the Nation ของซีบีเอส นิวส์ เมื่อวันอาทิตย์ “เราต้องการให้ตัวประกันได้รับการปล่อยตัวโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 63 ศพ ในเนปาล-อินเดีย

สลด น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 63 ศพ ในเนปาล-อินเดีย

5 ต.ค. 2568 23:57 น.

สลด น้ำท่วม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 63 ศพ ในเนปาล-อินเดีย

เนปาลกับอินเดียเผชิญฝนตกหนัก ทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 63 ศพ ในขณะที่หน่วยกู้ภัยกำลังเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 5 ต.ค. 2568 ว่า เหตุน้ำท่วมและดินถล่มหลายจุด ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากฝนตกหนักในประเทศเนปาลกับอินเดีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 60 ศพ ในขณะที่หน่วยกู้ภัยกำลังเร่งเดินทางไปยังชุมชนห่างไกลบนภูเขาที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเพราะน้ำท่วมหรือเหตุดินถล่ม

ประเทศเนปาลเผชิญฝนตกหนักมาตั้งแต่เมื่อวันศุกร์แล้ว (3 ต.ค.) ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้นและเกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่

นาง ชานตี มาฮัต โฆษกหญิงของสำนักงานลดความเสี่ยงและบริหารจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของเนปาลเปิดเผยว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 43 ศพ และสูญหายอีก 5 คน โดยผู้เคราะห์ร้ายอย่างน้อย 37 ศพ เสียชีวิตในเหตุดินถล่มในเขตอิลลาม ซึ่งเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

“ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตลอดทั้งคืนทำให้ดินถล่มลงมา” นางสุนิตา เนปาล เจ้าหน้าที่เขตในพื้นที่กล่าว และเสริมว่า “เนื่องจากถนนถูกปิดกั้น ทำให้บางพื้นที่เข้าถึงได้ยาก ส่งผลให้ทีมกู้ภัยต้องเดินเท้าเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าว”

แม่น้ำหลายสายในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาลก็มีระดับน้ำสูงขึ้นเช่นกัน ทำให้ชุมชนที่ตั้งอยู่ริมตลิ่งเกิดน้ำท่วม ทำให้ทางการต้องส่งเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเข้าช่วยเหลือในปฏิบัติการกู้ภัย พร้อมด้วยเฮลิคอปเตอร์และเรือยนต์

เหตุดินถล่มยังปิดกั้นทางหลวงหลายสายและส่งผลกระทบต่อเที่ยวบิน ทำให้ผู้เดินทางหลายร้อยคน ซึ่งส่วนใหญ่กำลังเดินทางกลับหลังจากการเฉลิมฉลองเทศกาลฮินดู ดัซเซน (Dashain) ต้องติดค้าง

ในขณะเดียวกันที่ประเทศอินเดีย ฝนที่ตกหนักตลอดคืนทำให้เกิดน้ำป่าและดินถล่มที่ทำลายบ้านเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในรัฐเบงกอลตะวันตก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ ในเขตดาร์จีลิงที่เป็นพื้นที่ปลูกชาบนเนินเขา

ภาพจากข่าวโทรทัศน์อินเดียแสดงให้เห็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้สายเคเบิลเพื่อเข้าถึงพื้นที่ที่ถูกตัดขาด ขณะที่กระแสน้ำเชี่ยวกรากพุ่งเข้าชนสะพานและทำให้ถนนยุบตัวลง

ด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี กล่าวว่า เขารู้สึกเจ็บปวดจากการสูญเสียชีวิต “สถานการณ์ในดาร์จีลิงและพื้นที่โดยรอบกำลังถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิด หลังเกิดฝนตกหนักและดินถล่ม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลลั่น ไม่ได้ “หยุดยิง” ในกาซา แค่ระงับโจมตีบางจุดชั่วคราว

อิสราเอลลั่น ไม่ได้ “หยุดยิง” ในกาซา แค่ระงับโจมตีบางจุดชั่วคราว

5 ต.ค. 2568 22:06 น.

อิสราเอลลั่น ไม่ได้ “หยุดยิง” ในกาซา แค่ระงับโจมตีบางจุดชั่วคราว

อิสราเอลยืนยัน ไม่ได้หยุดยิงในฉนวนกาซา เพียงแต่ระงับการโจมตีบางจุดชั่วคราวเท่านั้น ในขณะที่ทีมเจรจาของอิสราเอลกับฮามาสจะหารือเรื่องข้อตกลงสันติภาพที่อียิปต์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 ต.ค. 2568 นาย โชช เบโดรเซียน โฆษกรัฐบาลอิสราเอล ออกมายืนยันว่า ไม่มีการ “หยุดยิง” ใดๆ ในฉนวนกาซา กองทัพของพวกเขาเพียงหยุดการทิ้งระเบิดบางจุดเป็นการชั่วคราวเท่านั้น และกองทัพในกาซายังคงมีปฏิบัติการเพื่อป้องกันตัวได้

คำพูดของนายเบโดรเซียนเกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กลุ่มฮามาสยอมรับประเด็นสำคัญบางส่วนของแผนสันติภาพที่สหรัฐอเมริกาเสนอ รวมถึง การยุติสงคราม การถอนกำลังของอิสราเอล และ การปลดปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลและนักโทษชาวปาเลสไตน์

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังเหลือบางประเด็นที่ยังต้องเจรจากันต่อ และมีคำถามที่ยังไม่ได้ข้อสรุป เช่น ฮามาสจะเต็มใจที่จะ ปลดอาวุธ หรือไม่ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องสำคัญจากอิสราเอลเพื่อยุติสงคราม

ทีมเจรจาของทั้งฝ่ายอิสราเอลกับฮามาสจะหารือกันที่เมืองรีสอร์ต ชาร์ม เอล-ชีคห์ ในอียิปต์ โดยที่นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล คาดหวังว่า ตัวประกันที่อยู่ในฉนวนกาซาจะได้รับการปล่อยตัวภายในไม่กี่วันข้างหน้า

นายเนทันยาฮูกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า เขาได้สั่งการให้ทีมเจรจาเดินทางไปยังอียิปต์ “เพื่อสรุปรายละเอียดทางเทคนิค” ขณะที่ทางการอียิปต์ยืนยันว่า พวกเขาจะเป็นเจ้าภาพต้อนรับคณะผู้แทนจากฮามาสเพื่อเจรจาเกี่ยวกับ เงื่อนไขและรายละเอียดการแลกเปลี่ยนตัวประกันชาวอิสราเอลกับนักโทษชาวปาเลสไตน์

สื่อของอียิปต์ระบุว่า ทีมเจรจาของอิสราเอลกับฮามาสจะพูดคุยกันทางอ้อมในวันอาทิตย์และวันจันทร์นี้ (5-6 ต.ค.) เพียงวันเดียวก่อนจะถึงวันครบรอบ 2 ปีของการโจมตีครั้งใหญ่ของกลุ่มฮามาส ซึ่งจุดชนวนสงครามในฉนวนกาซา เมื่อ 7 ต.ค. 2566

ด้านทำเนียบขาวสหรัฐฯ ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งทูต 2 คนเดินทางไปยังอียิปต์แล้ว ได้แก่นาย จาเรด คุชเนอร์ ผู้เป็นลูกเขย และนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 ต.ค.) โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้อิสราเอลหยุดทิ้งระเบิดในกาซา หลังจากฮามาสยอมรับข้อเสนอบางส่วน ซึ่งต่อมามีรายงานว่า รัฐบาลอิสราเอลได้สั่งการให้กองทัพระงับปฏิบัติการในกาซาซิตี้ชั่วคราว แต่การโจมตีของอิสราเอลก็ยังคงดำเนินต่อไป และทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบศพในวันเสาร์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ทวีกำลังแรง จีนอพยพประชาชนกว่า 1.5 แสนคนก่อนขึ้นฝั่ง

พายุไต้ฝุ่น "แมตโม" ทวีกำลังแรง จีนอพยพประชาชนกว่า 1.5 แสนคนก่อนขึ้นฝั่ง

5 ต.ค. 2568 12:02 น.

พายุไต้ฝุ่น “แมตโม” ทวีกำลังแรง จีนอพยพประชาชนกว่า 1.5 แสนคนก่อนขึ้นฝั่ง

ไต้ฝุ่น “แมตโม” ทวีกำลังแรงขึ้นจนแตะระดับสูงสุด ก่อนขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีนในวันนี้ (5 ต.ค.) ส่งผลให้ทางการต้องสั่ง อพยพครั้งใหญ่ ประชาชนกว่า 150,000 คน พร้อมประกาศเตือนภัยพายุไต้ฝุ่นระดับสีแดง ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดในระบบเตือนภัยของประเทศ

รายงานข่าวระบุว่า ไต้ฝุ่น “แมตโม” ได้ทวีกำลังขึ้นก่อนที่จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศจีนในวันอาทิตย์ (5 ตุลาคม) โดยทางการของมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีนได้ดำเนินการอพยพประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้วถึง 151,000 คน 

ศูนย์อุตุนิยมวิทยาแห่งชาติจีนแจ้งว่า พายุมีความเร็วลมสูงสุด 151 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อช่วงเช้าวันอาทิตย์ และคาดว่าจะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งในช่วงเที่ยงของวันเดียวกัน ทางการจีนได้ออกคำเตือนภัยพายุไต้ฝุ่น ระดับสีแดง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในระบบของประเทศ

มณฑลไหหลำ ซึ่งอยู่ในเส้นทางของพายุ ได้ยกเลิกเที่ยวบินและระงับบริการขนส่งสาธารณะ ตลอดจนสั่งปิดทำการธุรกิจต่าง ๆ ตั้งแต่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเพื่อเตรียมรับมือ ส่วนมณฑลกวางตุ้ง  ได้ดำเนินการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ทางตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งคาดว่าจะได้รับผลกระทบหนัก

ขณะที่เขตปกครองพิเศษมาเก๊า แม้จะไม่ได้อยู่ในเส้นทางตรงของพายุ แต่ก็ได้สั่งยกเลิกการเรียนการสอนและกิจกรรมติวพิเศษต่าง ๆ เนื่องจากสภาพอากาศ ทางการยังเตือนให้ระวัง ฝนตกหนัก โดยคาดว่าปริมาณน้ำฝนอาจสูงถึง 100 ถึง 249 มิลลิเมตร ในบางพื้นที่

ตามข้อมูลจากศูนย์อุตุนิยมวิทยาอุทกศาสตร์แห่งชาติของเวียดนาม  เมื่อเวลา 07.00 น. ของวันอาทิตย์ ตาพายุแมตโมอยู่ห่างจากเกาะไหหลำ ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ 70 กิโลเมตร และห่างจากจังหวัดกว๋างนิญ ซึ่งมีอาณาเขตติดกับจีนและเป็นที่ตั้งของอ่าวฮาลอง ประมาณ 420 กิโลเมตร

พายุมีความเร็วลมสูงสุดต่อเนื่อง 149 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีลมกระโชกแรงถึง 167−183 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยเคลื่อนตัวด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หลังจากขึ้นฝั่งจีนแล้ว พายุจะเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกและทิศเหนือ มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ทางตอนเหนือของเวียดนาม และมณฑลยูนนานของจีน โดยคาดการณ์ว่า ภายในเวลา 16.00 น. ของวันอาทิตย์ พายุจะเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกของคาบสมุทรเหลยโจว ของจีน ห่างจากกว๋างนิญประมาณ 250 กิโลเมตร โดยความเร็วลมสูงสุดจะลดลงเหลือ 133 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ส่วนภายในเวลา 04.00 น. ของวันจันทร์ พายุจะเคลื่อนตัวใกล้แนวชายฝั่งของกว๋างนิญ–ไฮฟอง โดยความเร็วลมลดลงเหลือ 75−88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และพายุแมตโมมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนตัวเข้าสู่แผ่นดินผ่านกว๋างนิญ ข้ามพรมแดนเวียดนาม–จีน และจะอ่อนกำลังลงเป็น ดีเปรสชันเขตร้อน ในที่สุด.

ที่มา CNA  VnExpress

ชิคาโกระอุ ทรัมป์ส่ง จนท. 300 คนคุมเมือง-ยิงหญิงติดอาวุธขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่

ชิคาโกระอุ ทรัมป์ส่ง จนท. 300 คนคุมเมือง-ยิงหญิงติดอาวุธขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่

5 ต.ค. 2568 11:16 น.

ชิคาโกระอุ ทรัมป์ส่ง จนท. 300 คนคุมเมือง-ยิงหญิงติดอาวุธขับรถพุ่งชนเจ้าหน้าที่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งเสริมกำลังกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 300 นายไปยังเมืองชิคาโกเพื่อจัดการกับปัญหาอาชญากรรมที่เขาอ้างว่า “ควบคุมไม่ได้” เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุปะทะกับผู้ประท้วงที่ต่อต้านการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งผู้นำรัฐและท้องถิ่นประณามว่าเป็น “การสร้างวิกฤต” และ “การใช้อำนาจในทางที่ผิด”

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ เผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ประท้วงในเมืองชิคาโก และได้ยิงใส่หญิงติดอาวุธรายหนึ่ง หลังจากที่เธอและกลุ่มผู้ประท้วงคนอื่น ๆ ได้ ขับรถพุ่งชนรถของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (4 ต.ค.)  ก่อนที่ทรัมป์จะอนุมัติการส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ โดยเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนชายแดน ได้ยิงใส่หญิงรายหนึ่งในชิคาโก ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเธอมีอาวุธและเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนที่ขับรถพุ่งชนรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้จะไม่ทราบอาการบาดเจ็บของเธอ แต่ DHS ระบุว่าเธอขับรถไปโรงพยาบาลในท้องถิ่นด้วยตัวเอง

แผนการส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากผู้นำท้องถิ่นและรัฐ โดย นายเจ.บี. พริตซ์เกอร์ ผู้ว่าการรัฐอิลลินอยส์ กล่าวหาว่าทรัมป์ “กำลังพยายามสร้างวิกฤต”

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวในชิคาโกมีขึ้นในขณะที่ผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางในเมือง พอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน ได้มีคำสั่ง ระงับการส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 200 นาย ของรัฐบาลทรัมป์ไปยังเมืองดังกล่าวเป็นการชั่วคราว

ผู้พิพากษา คาริน อิมเมอร์กัต ระบุว่า ถ้อยแถลงของทรัมป์เกี่ยวกับสถานการณ์ในพอร์ตแลนด์นั้น “ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง” และการส่งทหารโดยไม่ได้รับการยินยอมจากรัฐถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจ “ทำให้เส้นแบ่งระหว่างอำนาจพลเรือนและทหารของรัฐบาลกลางพร่ามัว” และเป็นการบ่อนทำลายอำนาจอธิปไตยของรัฐ

อบิเกล แจ็กสัน โฆษกทำเนียบขาว  กล่าวว่า “ท่ามกลางเหตุจลาจลรุนแรงและความไร้ระเบียบที่ผู้นำท้องถิ่นปฏิเสธที่จะเข้าจัดการ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้อนุมัติให้ส่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ 300 นาย เพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่และทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง” และย้ำว่าประธานาธิบดีจะไม่เพิกเฉยต่อความไร้ระเบียบในเมืองต่าง ๆ ของอเมริกา

ถึงแม้ว่าในช่วงสองปีที่ผ่านมา อัตราอาชญากรรมรุนแรงในชิคาโกจะลดลงอย่างมาก แต่ระดับอาชญากรรมโดยรวมยังคงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเมืองส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด.

ที่มา BBC

ยอดดับพุ่ง 36 ศพ อาคารโรงเรียอินโดนีเซียถล่ม ค้นหาผู้สูญหายเป็นวันที่ 7

ยอดดับพุ่ง 36 ศพ อาคารโรงเรียอินโดนีเซียถล่ม ค้นหาผู้สูญหายเป็นวันที่ 7

5 ต.ค. 2568 10:37 น.

ยอดดับพุ่ง 36 ศพ อาคารโรงเรียอินโดนีเซียถล่ม ค้นหาผู้สูญหายเป็นวันที่ 7

หน่วยกู้ภัยอินโดนีเซียเร่งค้นหานักเรียนที่ยังติดใต้ซากอาคารโรงเรียนศาสนาในชวาตะวันออก หลังสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติของอินโดนีเซีย เปิดเผยวันนี้ (5 ต.ค.) ว่า ยอดนักเรียนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์อาคารโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามถล่มในเมืองซิโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก ได้เพิ่มขึ้นเป็น 36 ศพ ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 16 รายเมื่อวันก่อนหน้า

ขณะนี้ ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยยังคงดำเนินต่อเนื่องเข้าสู่วันที่ 7 เพื่อค้นหาร่างของนักเรียนที่ยังคงถูกประกาศว่าสูญหายอีก 27 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนชายอายุระหว่าง 13 ถึง 19 ปี ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

อาคารของโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม “อัล โคซินี” ในเมืองซิโดอาร์โจ ได้ถล่มลงมาเมื่อวันจันทร์ที่แล้ว (29 ก.ย.) ขณะที่นักเรียนหลายร้อยคนกำลังประกอบพิธีละหมาดในช่วงบ่าย โดยเชื่อว่าสาเหตุมาจากการที่ฐานรากของอาคารไม่สามารถรองรับน้ำหนักของงานก่อสร้างที่กำลังดำเนินอยู่บนชั้นบนของอาคารได้ 

ทางการได้ระดมรถเครนเข้าช่วยขุดซากปรักหักพัง โดยระบุว่าการค้นหาและอพยพได้ดำเนินการไปแล้ว 60% และคาดว่าจะสามารถเคลียร์ซากทั้งหมดและเสร็จสิ้นภารกิจค้นหาในวันจันทร์ ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองให้ใช้เครื่องจักรหนักในการขุดค้น หลังจากที่การค้นหาด้วยการขุดอุโมงค์และใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวไม่พบสัญญาณชีพใดๆ 

ทั้งนี้  โรงเรียน อัล โคซินี เป็นโรงเรียนประจำสอนศาสนาอิสลาม หรือที่รู้จักกันในชื่อ เปอซันเตร็น (pesantren) ซึ่งจากข้อมูลของกระทรวงกิจการศาสนา ระบุว่า อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก มีโรงเรียนลักษณะนี้อยู่ประมาณ 42,000 แห่ง และมีนักเรียนรวม 7 ล้านคน.


ที่มา Reuters

เนทันยาฮูคาด “อีกไม่กี่วัน” จะประกาศปล่อยตัวตัวประกันจากกาซา

เนทันยาฮูคาด "อีกไม่กี่วัน" จะประกาศปล่อยตัวตัวประกันจากกาซา

5 ต.ค. 2568 10:12 น.

เนทันยาฮูคาด “อีกไม่กี่วัน” จะประกาศปล่อยตัวตัวประกันจากกาซา

นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เผยคาดหวังจะประกาศการปล่อยตัวตัวประกันในกาซาได้ภายในไม่กี่วันข้างหน้า หลังฮามาสตอบรับบางส่วนของแผนสันติภาพสหรัฐฯ ขณะที่การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลยังดำเนินต่อ และการเจรจาหยุดยิงทางอ้อมเตรียมเปิดฉากในอียิปต์วันจันทร์นี้

เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล แถลงผ่านโทรทัศน์เมื่อวันเสาร์ว่า เขาหวังว่าจะสามารถประกาศการปล่อยตัวตัวประกันที่ถูกควบคุมในฉนวนกาซาได้ “ภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า” พร้อมย้ำว่า “ฮามาสจะต้องถูกปลดอาวุธ และกาซาจะถูกปลดทหาร ไม่ว่าจะด้วยวิธีง่ายหรือยาก แต่ต้องสำเร็จแน่นอน”

ถ้อยแถลงของเนทันยาฮูเกิดขึ้นหลังจากฮามาสออกแถลงการณ์ยอมรับแผนสันติภาพของสหรัฐฯ ในบางส่วน โดยตกลงจะปล่อยตัวประกันทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและผู้เสียชีวิต แต่ไม่กล่าวถึงประเด็นการปลดอาวุธ ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของอิสราเอล

ภายใต้ “แผนทรัมป์” ซึ่งมี 20 ข้อ สหรัฐฯ เสนอให้ยุติการสู้รบทันทีและปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอล 20 คน รวมถึงศพของผู้เสียชีวิต แลกกับการปล่อยตัวผู้ต้องขังชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคนจากคุกอิสราเอล โดยมีรายงานว่าอิสราเอลยอมรับ “เส้นถอนทัพเบื้องต้น” ตามแผนดังกล่าวแล้ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวผ่านทรูธโซเชียล ว่า “จะไม่ทนต่อความล่าช้า” พร้อมเตือนฮามาสให้รีบดำเนินการ “โดยเร็วที่สุด” หากไม่เช่นนั้น “ทุกข้อตกลงจะเป็นโมฆะ” เขาย้ำว่า “ต้องทำให้สำเร็จ และต้องเร็ว”

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) โพสต์บน X ว่า ได้รับคำสั่งให้เตรียมพร้อมดำเนินการ “ระยะที่หนึ่งของแผนทรัมป์” เพื่อปล่อยตัวประกัน โดยเน้นว่าสวัสดิภาพของทหารเป็น “ความสำคัญสูงสุด”

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคเดิมยังคงอยู่ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องของฮามาสที่ให้อิสราเอลถอนทัพทั้งหมดออกจากกาซา และให้คำรับรองว่าจะไม่กลับมาโจมตีอีกหลังการปล่อยตัวประกัน ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่อิสราเอลยังไม่ให้คำมั่นชัดเจน

ในอิสราเอลเอง เนทันยาฮูถูกวิจารณ์ว่าจงใจยืดเวลาสงครามเพื่อประโยชน์ทางการเมือง ขณะที่รัฐมนตรีสายชาตินิยมสุดโต่งในรัฐบาลขู่จะลาออกหากสงครามยุติโดยไม่สามารถล้มล้างฮามาสได้ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลล่ม ขณะที่ผลสำรวจหลายสำนักชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ทำข้อตกลงแลกตัวประกันเพื่อยุติสงคราม

ในอีกฟากหนึ่งของสงคราม ฮามาสกล่าวว่าอิสราเอลยังคงก่อการสังหารหมู่ต่อประชาชนในกาซา แม้จะมีสัญญาณเจรจาหยุดยิง โดยระบุว่ามีผู้เสียชีวิต 66 รายในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตในกาซาตั้งแต่สงครามเริ่มเมื่อเดือนตุลาคม 2023 เพิ่มเป็นกว่า 67,074 ราย

แหล่งข่าวทางการแพทย์ในโรงพยาบาลอัลชิฟา ระบุว่า มีการโจมตีทางอากาศ 3 ครั้งในเมืองกาซาเมื่อเช้าวันเสาร์ หนึ่งในนั้นคร่าชีวิตประชาชน 1 ราย และบาดเจ็บอีกหลายคน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เพิ่งเรียกร้องให้อิสราเอล “หยุดทิ้งระเบิดทันที”

ชาวปาเลสไตน์ในกาซาตอบรับแผนสันติภาพด้วยความรู้สึกหลากหลาย บางส่วนหวังว่านี่คือโอกาสยุติสงครามสองปีได้จริง แต่บางคนกังวลว่าฮามาสอาจตกหลุมพราง และอิสราเอลจะกลับมาโจมตีอีกหลังได้ตัวประกันคืน

สงครามอิสราเอล–ฮามาสปะทุขึ้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 หลังการโจมตีทางบกของฮามาสที่คร่าชีวิตชาวอิสราเอลราว 1,200 คน และจับตัวประกัน 251 คน ปัจจุบันกาซาสูญเสียบ้านเรือนกว่า 90% ประชาชนถูกอพยพซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสื่อระหว่างประเทศยังคงถูกห้ามเข้าพื้นที่โดยอิสระ ทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างยากลำบาก.

ที่มา BBC

ทำความรู้จัก “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น ว่าที่นายกฯ หญิงคนแรกของประเทศ

ทำความรู้จัก "ซานาเอะ ทาคาอิจิ" สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น ว่าที่นายกฯ หญิงคนแรกของประเทศ

5 ต.ค. 2568 09:43 น.

ทำความรู้จัก “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” สตรีเหล็กแห่งญี่ปุ่น ว่าที่นายกฯ หญิงคนแรกของประเทศ

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นักการเมืองหญิงสายอนุรักษนิยม วัย 64 ปี ผู้ยกย่อง “มาร์กาเร็ต แธตเชอร์” เป็นแบบอย่าง และเคยเป็นมือกลองเฮฟวี่เมทัล ได้รับเลือกเป็นผู้นำพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลสำเร็จ ในความพยายามครั้งที่ 3 และเตรียมเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและแรงกดดันจากพรรคฝ่ายขวาจัด

ซานาเอะ ทาคาอิจิ นักการเมืองหญิงแนวอนุรักษนิยม วัย 64 ปี ประสบความสำเร็จในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลญี่ปุ่น ในวาระครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้งพรรค หลังความพยายามถึง 3 ครั้ง ทำให้เธอกำลังจะสร้างประวัติศาสตร์เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น

เธอเกิดที่จังหวัดนาราเมื่อปี 1961 พ่อของทาคาอิชิเป็นพนักงานออฟฟิศ ส่วนแม่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนเรื่องการเมืองนั้นห่างไกลจากชีวิตในวัยเด็กของเธอมาก

ครั้งหนึ่งเธอเคยเป็นมือกลองเพลงเฮฟวีเมทัลตัวยง เธอมีชื่อเสียงจากการถือไม้ตีกลองจำนวนมาก เพราะเธอจะหักไม้ตีกลองอย่างแรง เธอยังเป็นนักดำน้ำลึกและผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์อีกด้วย ปัจจุบันรถโตโยต้า ซูปร้าคันโปรดของเธอจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์นารา

ก่อนที่จะเข้าสู่วงการเมือง ทาคาอิจิเคยทำงานเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์อยู่ช่วงหนึ่ง

แรงบันดาลใจทางการเมืองของเธอเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980 ซึ่งเป็นช่วงที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นกำลังรุนแรงที่สุด เธอมุ่งมั่นที่จะเข้าใจมุมมองของชาวอเมริกันที่มีต่อญี่ปุ่น เธอจึงทำงานในสำนักงานของแพทริเซีย ชโรเดอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครต ซึ่งเป็นที่รู้จักในเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ญี่ปุ่น

ทาคาอิจิได้เห็นชาวอเมริกันผสมผสานภาษาและอาหารญี่ปุ่น จีน และเกาหลีเข้าด้วยกัน สังเกตเห็นว่าญี่ปุ่นมักถูกจัดกลุ่มร่วมกับจีนและเกาหลีใต้

“หากญี่ปุ่นไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ชะตากรรมของมันจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของความคิดเห็นตื้นๆ ของสหรัฐฯ เสมอ” เธอกล่าวสรุป

เธอลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาครั้งแรกในปี 1992 ในฐานะผู้สมัครอิสระ แต่พ่ายแพ้

เธอยังคงมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่อง จนสามารถคว้าชัยชนะได้หนึ่งที่นั่งในอีกหนึ่งปีต่อมา และเข้าร่วมพรรค LDP ในปี 1996 นับแต่นั้นมา เธอได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ถึง 10 ครั้ง แพ้เพียงครั้งเดียว และสร้างชื่อเสียงในฐานะหนึ่งในเสียงอนุรักษ์นิยมที่กล้าพูดกล้าแสดงออกมากที่สุดของพรรค

เธอยังเคยดำรงตำแหน่งระดับสูงในรัฐบาล รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสาร ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์

ในปี 2021 ทาคาอิจิได้ลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค LDP เป็นครั้งแรก แต่พ่ายแพ้ให้กับฟูมิโอะ คิชิดะ เธอพยายามอีกครั้งในปี 2024 ครั้งนี้ได้คะแนนเสียงสูงสุดในรอบแรก แต่สุดท้ายก็แพ้ให้กับชิเงรุ อิชิบะ

ในปีนี้ ในความพยายามครั้งที่สาม เธอได้รับชัยชนะ ซึ่งทำให้เธอก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น เมื่อรัฐสภาอนุมัติการแต่งตั้ง

เธอกล่าวกับกลุ่มเด็กนักเรียนระหว่างการหาเสียงเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “เป้าหมายของฉันคือการเป็นหญิงเหล็ก” 

จุดยืนและนโยบาย

ทาคาอิจิเป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองสายอนุรักษนิยมที่แข็งกร้าว และเป็นลูกศิษย์คนสนิทของอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ โดยเธอประกาศจะฟื้นฟูวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจแบบ “อาเบะโนมิกส์” ที่เน้นการใช้จ่ายภาครัฐสูงและการกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ

ด้านสังคม: เธอเคยคัดค้านกฎหมายที่อนุญาตให้ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วสามารถใช้นามสกุลเดิมได้ โดยยืนยันว่าเป็นการบ่อนทำลายธรรมเนียมเดิม เธอยังต่อต้านการแต่งงานของคนเพศเดียวกันอีกด้วย แต่ในช่วงหาเสียง เธอได้ผ่อนคลายท่าทีลง โดยให้คำมั่นที่จะผลักดันมาตรการช่วยลดค่าใช้จ่ายการดูแลเด็ก และนำไปหักลดหย่อนภาษีได้บางส่วน และเสนอให้ลดหย่อนภาษีนิติบุคคลสำหรับบริษัทที่ให้บริการดูแลเด็กภายในองค์กร

ประสบการณ์ส่วนตัวและครอบครัวของเธอเป็นแรงผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายของเธอ ได้แก่ การขยายบริการโรงพยาบาลเพื่อสุขภาพสตรี การให้การยอมรับแก่ผู้ช่วยเหลืองานบ้านมากขึ้น และการปรับปรุงทางเลือกในการดูแลผู้สูงอายุในญี่ปุ่น

“ฉันเคยมีประสบการณ์การพยาบาลและการดูแลเด็กมาแล้วสามครั้งในชีวิต นั่นเป็นเหตุผลที่ความมุ่งมั่นของฉันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นในการลดจำนวนคนที่ถูกบังคับให้ออกจากงานเนื่องจากการดูแล การเลี้ยงดูบุตร หรือเด็กที่ปฏิเสธที่จะไปโรงเรียน ฉันต้องการสร้างสังคมที่ผู้คนไม่จำเป็นต้องละทิ้งอาชีพการงาน”

ด้านความมั่นคง: เธอไปศาลเจ้ายาสุกุนิอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นที่ถกเถียงและยกย่องผู้เสียชีวิตในสงครามของญี่ปุ่น รวมถึงอาชญากรสงคราม นอกจากนี้เธอยังเรียกร้องให้มีการผ่อนคลายข้อจำกัดทางรัฐธรรมนูญต่อกองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นด้วย

นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1955 พรรค LDP ได้ครอบงำการเมืองญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันกำลังสูญเสียฐานเสียงท่ามกลางความผิดหวังจากเศรษฐกิจที่ซบเซา การลดลงของประชากร และความไม่พอใจทางสังคม

ทาคาอิจิเป็นฝ่ายขวาของพรรค LDP และในการเลือกตั้งเธอ พรรค LDP หวังว่าจะชนะใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่โน้มเอียงไปพรรคซันเซโตะ พรรคฝ่ายขวาจัดกลับคืนมา

พรรคซันเซโตะ ซึ่งลงชิงชัยภายใต้สโลแกน “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” ได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นจากหนึ่งที่นั่งเป็น 15 ที่นั่งเมื่อเร็วๆ นี้ ส่งผลให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องสูญเสียที่นั่งไป พรรค LDP สูญเสียเสียงข้างมากในรัฐสภาทั้งสองสภา

ทาคาอิจิเองก็ยอมรับถึงปัญหานี้ในสุนทรพจน์หลังจากชนะการเลือกตั้งรอบแรกว่า “เราได้รับคำวิจารณ์อย่างรุนแรงจากผู้สนับสนุนหลัก ฝ่ายอนุรักษ์นิยม และสมาชิกพรรค”

“พรรค LDP ต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของญี่ปุ่นทั้งในปัจจุบันและอนาคต เราจะยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นอันดับแรกเสมอ และบริหารประเทศด้วยความสมดุล”.

ที่มา BBC

จอร์เจียประท้วงเดือดต้านรัฐบาล ม็อบพยายามบุกเข้าทำเนียบ ปธน.แต่โดนสกัด

จอร์เจียประท้วงเดือดต้านรัฐบาล ม็อบพยายามบุกเข้าทำเนียบ ปธน.แต่โดนสกัด

5 ต.ค. 2568 07:30 น.

จอร์เจียประท้วงเดือดต้านรัฐบาล ม็อบพยายามบุกเข้าทำเนียบ ปธน.แต่โดนสกัด

กลุ่มผู้ประท้วงหลายหมื่นคนเดินขบวนในเมืองหลวงของจอร์เจีย เพื่อแสดงการต่อต้านรัฐบาล ก่อนจะเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่เมื่อผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่งพยายามบุกเข้าทำเนียบประธานาธิบดี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจในประเทศจอร์เจียปะทะกับกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล ที่พยายามบุกเข้าทำเนียบประธานาธิบดีในกรุงทบิลิซี เมืองหลวงของประเทศ โดยกองกำลังรักษาความสงบต้องใช้ทั้งปืนฉีดน้ำแรงดันสูง และสเปรย์พริกไทย เพื่อสลายการชุมนุม

ประเทศจอร์เจียกำลังเผชิญวิกฤตนับตั้งแต่พรรค “จอร์เจียน ดรีม” (Georgian Dream) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล อ้างตัวเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งรัฐสภาเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ฝ่ายค้านซึ่งสนับสนุนสหภาพยุโรป (EU) กล่าวหาว่ามีการโกง

หลังจากนั้นในเดือนพฤศจิกายน รัฐบาลจอร์เจียก็ระงับการเจรจาเพื่อเข้าร่วมสหภาพยุโรป ส่งผลให้มีการประท้วงเกิดขึ้นในกรุงทบิลิซีทุกคืน

การประท้วงเกิดขึ้นในวันเดียวกับการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งฝ่ายค้านส่วนใหญ่คว่ำบาตร หลังจากถูกฝ่ายรัฐบาลปราบปรามอย่างหนัก ในขณะที่ชาวจอร์เจียจำนวนมากเชื่อว่ารัฐบาลของพวกเขากำลังทำงานเพื่อผลประโยชน์ของรัสเซีย

ผู้ชุมนุมโบกธงสนับสนุนสหภาพยุโรป
ผู้ชุมนุมโบกธงสนับสนุนสหภาพยุโรป

ผู้ประท้วงหลายหมื่นคนโบกธงชาติจอร์เจียและธงสหภาพยุโรป เดินขบวนในใจกลางกรุงทบิลิซีเมื่อวันเสาร์ ก่อนที่หนึ่งในผู้จัดการประท้วงคือ พาทา เบอร์ชูลาดเซ (Paata Burchuladze) นักร้องโอเปร่า จะอ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยฟังเจตจำนงของประชาชน และจับกุมบุคคลระดับสูง 6 คน จากพรรคจอร์เจียน ดรีม โดยทันที

จากนั้น กลุ่มผู้ประท้วงก็เดินทางต่อไปยังทำเนียบประธานาธิบดีถนนอาโทเนลี (Atoneli Street) และเหตุการณ์เริ่มรุนแรงขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงกลุ่มหนึ่งพยายามบุกเข้าไปในบริเวณอาคาร ทำให้ตำรวจปราบจลาจลต้องยิงสเปรย์พริกไทย

นาย อีราคลี (Irakli) ชายวัย 24 ปี กำลังพยายามหายใจหลังจากหนีออกมาจากจุดปะทะบอกกับนักข่าวท้องถิ่นว่า พวกเขาไม่มีเป้าหมายที่จะบุกยึดทำเนียบประธานาธิบดี และตำหนิกลุ่มหัวรุนแรงที่เขาอ้างว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวประท้วง

ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุม
ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ผู้ชุมนุม

การประท้วงครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการปราบปรามกลุ่มนักกิจกรรม สื่ออิสระ และฝ่ายค้านทางการเมืองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยที่ผู้นำฝ่ายค้านที่ฝักใฝ่ตะวันตกส่วนใหญ่ยังคงถูกคุมขังอยู่จนถึงตอนนี้ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษทางการเมือง และจัดการเลือกตั้งรัฐสภาใหม่โดยเร็ว

ผู้ประท้วงหลายร้อยคนถูกลงโทษด้วยการปรับเงินจำนวนกว่า 5,000 ลารีจอร์เจีย (ราว 60,000 บาท) ในข้อหาที่ “กีดขวางถนน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc