ญี่ปุ่นผวา หมีโจมตีคนอีก ดับ 1 ศพ สูญหายอีก 1 ราย

ญี่ปุ่นผวา หมีโจมตีคนอีก ดับ 1 ศพ สูญหายอีก 1 ราย

5 ต.ค. 2568 04:23 น.

ญี่ปุ่นผวา หมีโจมตีคนอีก ดับ 1 ศพ สูญหายอีก 1 ราย

(เครดิตภาพ JAPAN CONSERVATION ANIMAL CLIMATE / SIMON STURDEE AND HARUMI OZAWA)

เกิดเหตุหมีป่าทำร้ายคนในญี่ปุ่นอีกครั้ง โดยคราวนี้เกิดขึ้นในจังหวัดทางตอนเหนือ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ สูญหายอีก 1 ราย ซึ่งทางการกำลังพยายามหาทางรับมือ

ตำรวจและสื่อท้องถิ่นของญี่ปุ่น รายงานในวันเสาร์ที่ 4 ต.ค. 2568 ว่า หญิงสูงวัยคนหนึ่งในจังหวัดมิยางิ ทางเหนือของญี่ปุ่น ถูกหมีป่าทำร้ายจนเสียชีวิตขณะเข้าไปเก็บเห็ดในป่า ส่วนเพื่อนของเธออีกคนที่เข้าไปเก็บเห็ดด้วยกัน หายตัวไป

ตำรวจในจังหวัดมิยางิบอกกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า กลุ่มคน 4 คน ซึ่งรวมถึงหญิงผู้ประสบเหตุทั้ง 2 คนด้วย เข้าไปเก็บเห็ดในป่าบนภูเขาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (3 ต.ค.) ก่อนที่พวกเธอจะถูกหมีป่าโจมตี ซึ่งหญิงคนหนึ่งได้รับการยืนยันแล้วว่าเสียชีวิต ส่วนอีกรายหายตัวไป

เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของหญิงรายนี้ ขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า สมาชิกคนหนึ่งใน 4 คน โทรแจ้งตำรวจว่าผู้หญิงคนดังกล่าวถูก “หมีทำร้าย”

ด้านสำนักข่าว เอ็นเอชเค (NHK) สื่อใหญ่ของญี่ปุ่น รายงานว่า เมื่อดูจากบาดแผลที่ร่างกายของเธอแล้ว ตำรวจเชื่อว่าเธอถูกหมีป่าทำร้าย

ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ อาซาฮี ชิมบุน รายงานว่า พบร่างของชายอายุ 78 ปี ที่มีรอยเล็บข่วนหลายแห่งในจังหวัดนากาโน ซึ่งตำรวจเชื่อว่าเขาถูกหมีสังหาร

ทั้งนี้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพบเห็นหมีป่าในญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งในพื้นที่พักอาศัย เนื่องจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น จำนวนประชากรมนุษย์ที่ลดลงและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เมื่อเดือนกันยายน ญี่ปุ่นได้ผ่อนคลายกฎหมายอาวุธปืน ทำให้ง่ายขึ้นสำหรับนายพรานที่จะใช้ปืนไรเฟิลในพื้นที่ที่มีอาคารหนาแน่น หลังจากที่เกิดเหตุหมีป่าโจมตีมากขึ้น

ตามรายงานของเอ็นเอชเค ในช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคมปีนี้ มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากการถูกหมีทำร้ายทั่วประเทศ 69 ราย และในจำนวนนี้เสียชีวิต 5 ราย ข้อมูลของรัฐบาลแสดงให้เห็นว่า ในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2568 หมีได้ทำร้ายผู้คน 85 ราย โดยมีผู้เสียชีวิต 3 ราย

ที่มา : japantoday

ทรัมป์เตือนฮามาส รีบทำข้อตกลงสันติภาพ ชมอิสราเอลหยุดโจมตี

ทรัมป์เตือนฮามาส รีบทำข้อตกลงสันติภาพ ชมอิสราเอลหยุดโจมตี

5 ต.ค. 2568 02:34 น.

ทรัมป์เตือนฮามาส รีบทำข้อตกลงสันติภาพ ชมอิสราเอลหยุดโจมตี

โดนัลด์ ทรัมป์ ชมอิสราเอลที่ออกคำสั่งหยุดโจมตีในกาซาชั่วคราว หลังฮามาสตอบรับข้อเสนอสันติภาพ แต่เตือนกลุ่มฮามาสด้วยว่าให้รีบทำข้อตกลงสันติภาพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความลงบนโลกออนไลน์ โดยชื่นชมอิสราเอลที่มีคำสั่งหยุดโจมตีชั่วคราวในฉนวนกาซาตามที่เขาเรียกร้อง ขณะที่เตือนกลุ่มฮามาสให้ทำข้อตกลงสันติภาพโดยเร็ว เพราะเขาจะไม่ยอมให้เกิดความล่าช้า

“ผมขอชื่นชมที่อิสราเอลหยุดการทิ้งระเบิดชั่วคราว เพื่อเปิดโอกาสให้การปล่อยตัวตัวประกันและข้อตกลงสันติภาพได้เสร็จสมบูรณ์” เขาระบุในโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา “ฮามาสต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นแล้วทุกอย่างจะจบลง”

“ผมจะไม่ยอมให้เกิดความล่าช้า ซึ่งหลายคนคิดว่าจะเกิดขึ้น หรือผลลัพธ์ใด ๆ ที่กาซาจะกลับมาเป็นภัยคุกคามอีกครั้ง” นายทรัมป์กล่าวต่อ “เรามาทำให้เรื่องนี้เสร็จสิ้นอย่างรวดเร็วกันเถอะ”, “ทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม!”

ทั้งนี้ คำพูดของนายทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันศุกร์ เขาเรียกร้องให้อิสราเอลหยุดโจมตีในฉนวนกาซาชั่วคราว เนื่องจากกลุ่มฮามาสประกาศยอมรับข้อเสนอสันติภาพของสหรัฐฯ บางส่วน ซึ่งรวมถึงการปล่อยตัวประกันและการสละอำนาจปกครองฉนวนกาซาในอนาคต แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ฮามาสขอเจรจา

ต่อมาในวันเสาร์ มีรายงานว่า รัฐบาลอิสราเอลสั่งให้กองทัพลดระดับปฏิบัติการในเมืองกาซาซิตี้ลงมาอยู่ระดับต่ำสุด เพื่อโจมตีในกรณีป้องกันตนเองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีรายงานว่าอิสราเอลโจมตีเข้าใส่พื้นที่หลายจุดในฉนวนกาซา รวมถึงในเมืองกาซาซิตี้ โดยกระทรวงสาธารณสุขในกาซาซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาสอ้างว่า การโจมตีของอิสราเอลในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา จนถึงวันเสาร์ (4 ต.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 66 ศพ บาดเจ็บอีก 265 ราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โดรนรัสเซียโจมตีรถไฟที่สถานียูเครน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีกกว่า 30 ราย

โดรนรัสเซียโจมตีรถไฟที่สถานียูเครน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีกกว่า 30 ราย

5 ต.ค. 2568 00:56 น.

โดรนรัสเซียโจมตีรถไฟที่สถานียูเครน ดับแล้ว 1 ศพ เจ็บอีกกว่า 30 ราย

รัสเซียส่งโดรนโจมตีรถไฟยูเครนที่สถานีในแคว้นซูมี ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบราย โดยทางการยูเครนระบุว่า รัสเซียมุ่งเป้าโจมตีหัวรถจักร

เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ต.ค. 2568 โดรนของรัสเซีย 2 ลำโจมตีขบวนรถไฟซึ่งจอดอยู่ที่สถานีในแคว้นซูมี ของยูเครน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 30 ราย โดยนายอันดรี ไซบีฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของยูเครนกล่าวหามอสโกว่า จงใจโจมตีรถไฟโดยสาร

“นี่เป็นหนึ่งในยุทธวิธีที่โหดร้ายที่สุดของรัสเซีย ซึ่งเรียกว่า ‘การโจมตีซ้ำสอง’ (double tap) เมื่อการโจมตีครั้งที่สองมุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยและผู้ที่กำลังอพยพ” นายไซบีฮากล่าวในแถลงการณ์บนโซเชียลมีเดีย

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า นี่เป็นการโจมตีอันป่าเถื่อน พร้อมโพสต์วิดีโอผ่านแอปพลิเคชัน เทเลแกรม แสดงให้เห็นภาพตู้โดยสารรถไฟที่กำลังถูกไฟลุกไหม้ และตู้อื่นๆ ที่กระจกแตกเพราะการโจมตี

“รัสเซียไม่น่าที่จะไม่รู้ว่าพวกเขากำลังเล็งเป้าหมายไปที่พลเรือน นี่คือการก่อการร้ายที่โลกไม่มีสิทธิ์เพิกเฉย” เซเลนสกีกล่าว

ขณะที่นายโอเลห์ ฮรีโฮรอฟ ผู้ว่าการแคว้นซูมี ระบุว่ามีผู้บาดเจ็บ 8 รายที่ต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล

ทั้งนี้ รัสเซียยกระดับการโจมตีทางอากาศเข้าใส่โครงสร้างพื้นฐานด้านการรถไฟของยูเครนมากขึ้น โดยโจมตีแทบจะรายวันตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ถึงแม้รัสเซียจะปฏิเสธมาตลอดว่า พวกเขาไม่ได้มุ่งเป้าหมายไปที่พลเรือน แต่ก็มีพลเรือนเสียชีวิตไปแล้วหลายหมื่นคนตลอดสงครามที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2565

นายโอเลกซานเดอร์ เพิร์ตซอฟสกี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทรถไฟของรัฐบาลยูเครน บอกกับสื่อว่า โดรนของรัสเซียเจาะจงโจมตีหัวรถจักร และทำให้ตู้โดยสารที่เชื่อมต่ออยู่ได้รับความเสียหายไปด้วย

“โดยพื้นฐานแล้ว พวกเขากำลังตามล่าหาหัวรถจักร” เพิร์ตซอฟสกีบอกกับสำนักข่าว รอยเตอร์ส และเสริมว่า รถไฟที่ถูกโจมตีมีทั้งรถไฟโดยสารท้องถิ่น และอีกขบวนหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าไปยังกรุงเคียฟ

“พวกเขากำลังทำทุกวิถีทางเพื่อทำให้พื้นที่แนวหน้าและพื้นที่ชายแดนไม่ปลอดภัย เพื่อให้ผู้คนกลัวที่จะไปที่นั่น กลัวที่จะขึ้นรถไฟ กลัวที่จะรวมตัวกันที่ตลาด และเพื่อให้นักเรียนกลัวที่จะกลับบ้าน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อินเดียเร่งสืบ พบสารอันตรายในยาน้ำแก้ไอ อาจโยงเด็กตาย 9 ศพ

อินเดียเร่งสืบ พบสารอันตรายในยาน้ำแก้ไอ อาจโยงเด็กตาย 9 ศพ

4 ต.ค. 2568 23:34 น.

อินเดียเร่งสืบ พบสารอันตรายในยาน้ำแก้ไอ อาจโยงเด็กตาย 9 ศพ

ทางการอินเดียกำลังดำเนินการตรวจสอบยาน้ำแก้ไอยี่ห้อหนึ่ง เนื่องจากสงสัยว่า มีสารเคมีอันตรายปนเปื้อน จนเป็นเหตุให้มีเด็กเสียชีวิตแล้ว 9 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทางการอินเดียเปิดเผยในวันเสาร์ที่ 4 ต.ค. 2568 ว่า พวกเขากำลังดำเนินการสืบสวนว่า ยาน้ำแก้ไอปนเปื้อนเป็นสาเหตุทำให้เด็กในรัฐมัธยประเทศ เสียชีวิตถึง 9 ศพหรือไม่ หลังจากพบว่า ยาลอตหนึ่งปนเปื้อนสารเคมีพิษในระดับอันตราย

กระทรวงสาธารณสุขของอินเดียระบุว่า ตัวอย่างของยาน้ำแก้ไอ “โคลดริฟ” (Coldrif) ซึ่งผลิตโดยบริษัท “ศรีสัน ฟาร์มา” (Sresan Pharma) ในรัฐทมิฬนาฑู ได้รับการตรวจโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และถูกพบว่ามีสาร ไดเอทิลีนไกลคอล (Diethylene Glycol – DEG) สูงเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

DEG เป็นตัวทำละลายที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มีความเป็นพิษและเกิดการเสียชีวิตจากสารพิษชนิดนี้ในหลายประเทศ

แถลงการณ์ของกระทรวงสาธารณสุขอินเดียมีขึ้นหลังจากสื่ออินเดียหลายสำนักรายงานว่า การเสียชีวิตของเด็กเก้าคนในรัฐมัธยประเทศเมื่อเร็ว ๆ นี้ อาจเชื่อมโยงกับการบริโภคยาแก้ไอ

สำนักงานอาหารและยาแห่งรัฐมัธยประเทศ (MPFDA) ได้วิเคราะห์ตัวอย่าง 3 รายการจากทั้งหมด 13 รายการที่เก็บรวบรวม ซึ่งพบว่าไม่มีการปนเปื้อน แต่ภายหลัง หน่วยงานกำกับดูแลยาของรัฐทมิฬนาฑู ได้ยืนยันการปนเปื้อนของสาร DEG ในตัวอย่างที่เก็บมาจากโรงงานผลิตของบริษัท Sresan Pharma ในเมืองกันจีปุรัม โดยตรง

ด้านบริษัท Sresan Pharma ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงข้อกล่าวหาดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ทางการอินเดียเริ่มการสืบสวนผู้ผลิตยาแล้ว 19 รายใน 6 รัฐ เพื่อระบุข้อบกพร่องในการควบคุมคุณภาพและเสนอแนะแนวทางการปรับปรุงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในอนาคต

หลายปีที่ผ่านมา อินเดียต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับคุณภาพของยาที่ส่งออก หลังจากองค์การอนามัยโลก (WHO) เชื่อมโยงยาแก้ไอที่ผลิตโดยบริษัทอื่นในอินเดีย เข้ากับการเสียชีวิตของเด็กกว่า 70 ศพ ในประเทศแกมเบียเมื่อปี 2565 ซึ่งฝ่ายอินเดียปฏิเสธข้อกล่าวหา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิสราเอลสั่งกองทัพ ระงับโจมตีในกาซาซิตี้ หลังฮามาสตอบรับแผนสันติภาพ

อิสราเอลสั่งกองทัพ ระงับโจมตีในกาซาซิตี้ หลังฮามาสตอบรับแผนสันติภาพ

4 ต.ค. 2568 22:12 น.

อิสราเอลสั่งกองทัพ ระงับโจมตีในกาซาซิตี้ หลังฮามาสตอบรับแผนสันติภาพ

อิสราเอลสั่งกองทัพให้หยุดปฏิบัติการโจมตีในกาซาซิตี้ เพื่อเตรียมดำเนินการตามแผนระยะแรกในแผนสันติภาพของ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังฮามาสตอบรับบางส่วน รวมถึงการปล่อยตัวประกัน

เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ต.ค. 2568 สถานีวิทยุของกองทัพอิสราเอลรายงานว่า กองทัพได้รับคำสั่งจากผู้นำทางการเมืองให้ระงับปฏิบัติการในเมืองกาซาซิตี้ ในขณะที่รัฐบาลกำลังเตรียมดำเนินการตามแผนระยะแรก ในแผนการสันติภาพกาซาซึ่งเสนอโดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อยุติสงครามในกาซาและปลดปล่อยตัวประกันทั้งหมด

กองทัพอิสราเอลระบุในแถลงการณ์ว่า ได้รับคำสั่งให้ “เตรียมความพร้อมล่วงหน้า” สำหรับดำเนินการส่วนแรกของแผนการของนายทรัมป์ และปฏิบัติการในกาซาซิตี้จะลดลงเหลือ “ขั้นต่ำสุด” โดยทหารมีหน้าที่เพียงโจมตีเพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น

คำสั่งดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้อิสราเอลหยุดการทิ้งระเบิดกาซาเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มฮามาสยอมรับข้อเสนอส่วนหนึ่ง เพื่อยุติสงครามในกาซาที่ดำเนินมานานเกือบสองปี

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีเสียงเรียกร้องจากนายทรัมป์ อิสราเอลก็ยังคงโจมตีพื้นที่อื่นๆ ในฉนวนกาซา และปิดล้อมเมืองกาซาซิตี้ต่อไปในวันเสาร์

“วาฟา” (Wafa) สื่อของปาเลสไตน์อ้างว่า พลเรือนชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 6 คน ซึ่งรวมถึงเด็ก 2 คน เสียชีวิต การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลโดนบ้านหลังหนึ่งในกาซาซิตี้ เต็นท์ที่พักพิงผู้พลัดถิ่นในเขต อัล-มาวาซี (al-Mawasi) ทางตะวันตกของเมืองข่านยูนิส นอกจากนั้น ยังมีโดรนโจมตีผู้คนที่รวมตัวกันใกล้ร้านเบเกอรี่แห่งหนึ่งใจกลางกาซาซิตี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน

ทั้งนี้ กลุ่มฮามาสตกลงจะปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด 48 คน และยินยอมจะสละอำนาจในการปกครองฉนวนกาซา แต่พวกเขาร้องขอให้มีการเจรจาส่วนอื่นๆ ในข้อตกลงของนายทรัมป์ ขณะที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า การตอบสนองของฮามาสแสดงให้เห็นว่า พวกเขาพร้อมสำหรับสันติภาพแล้ว

ขณะที่สื่อของอิสราเอลรายงานว่า ทีมเจรจาของอิสราเอลได้รับคำสั่งให้เตรียมกลับมาเจรจาอีกครั้งในวันเสาร์ เพื่อบังคับใช้ข้อกำหนดส่วนแรกในแผนของนายทรัมป์

ถึงแม้ว่ารายละเอียดหลายอย่างของแผนและการดำเนินการขั้นสุดท้ายจะยังไม่ชัดเจน แต่แรงผลักดันไปสู่การบรรลุข้อตกลงกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แถลงการณ์เชิงบวกจากทั้งกลุ่มฮามาสและนายทรัมป์ชี้ว่า ความเป็นไปได้ที่จะยุติสงครามในตอนนี้นั้น สูงกว่าเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

แต่ความพยายามหยุดยิงครั้งก่อนๆ ก็เคยล้มเหลวในชั้นเจรจามาแล้ว แม้จะมีโมเมนตัมที่ดีก่อนหน้านั้นก็ตาม ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่า ความพยายามครั้งนี้จะลงเอยอย่างไร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

พรรค LDP ได้ผู้นำพรรคคนใหม่แล้ว มีลุ้นนายกหญิงคนแรกของญี่ปุ่น

พรรค LDP ได้ผู้นำพรรคคนใหม่แล้ว มีลุ้นนายกหญิงคนแรกของญี่ปุ่น

4 ต.ค. 2568 15:25 น.

พรรค LDP ได้ผู้นำพรรคคนใหม่แล้ว มีลุ้นนายกหญิงคนแรกของญี่ปุ่น

ซานาเอะ ทาคาอิชิ เฉือนชนะ ชินจิโระ โคอิซูมิ คว้าตำแหน่งผู้นำพรรค LDP ไปตามคาด และอาจสร้างประวัติศาสตร์ให้ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก

พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล เลือก “ซานาเอะ ทาคาอิชิ” อดีต รมต.ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นผู้นำพรรคคนใหม่ โดยเธอเอาชนะ “ชินจิโระ โคอิซูมิ” ลูกชายอดีตนายกฯ จุนอิชิโร โคอิซูมิ ในรอบชิงทำให้เธออาจมีโอกาสเป็นนายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น แม้วิกฤตคะแนนนิยมตกต่ำหลังแพ้เลือกตั้ง

โดยการเฟ้นหาผู้นำพรรคคนใหม่ ของพรรค LDP มีขึ้นเพื่อหวังฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชนที่กำลังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่สูงขึ้น และเป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ที่ได้เป็นหัวหน้าพรรคมีแนวโน้มจะขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อจากนายชิเกรุ อิชิบะ 

โดย ซานาเอะ ทาคาอิชิ วัย 64 ปี นักการเมืองสายอนุรักษ์นิยมจัดเป็นหนึ่งในตัวเต็ง ตีคู่มากับ ชินจิโระ โคอิซูมิ  รัฐมนตรีเกษตร วัย 44 ปี ซึ่งการที่ซานาเอะ คว้าชัยทำให้เธออาจกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ขณะที่นายชินจิโระ จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุดในยุคปัจจุบันหากเขาชนะในวันนี้

แม้ LDP จะครองอำนาจการเมืองญี่ปุ่นมาแทบตลอดช่วงหลังสงครามโลก แต่ความนิยมของพรรคกลับลดลง หลังพรรคและพันธมิตรสูญเสียเสียงข้างมากในสภาทั้งสองสภาในปีที่ผ่านมา ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เริ่มหันไปสนับสนุนพรรคคู่แข่ง เช่น พรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน (DPFP) ที่เน้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และพรรคซันเซโตะที่มีจุดยืนต่อต้านการอพยพเข้าเมือง

สำหรับนโยบายเศรษฐกิจของคู่ชิงทั้งสองคนนี้มีความแตกต่างกันคือ ซานาเอะ เสนอใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ วิจารณ์ธนาคารกลางญี่ปุ่นที่ปรับขึ้นดอกเบี้ย และยังอาจทบทวนข้อตกลงการลงทุนกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งอาจสร้างความกังวลต่อนักลงทุน ขณะที่ชินจิโระ ยึดแนวทางต่อเนื่องจากรัฐบาลอิชิบะ เน้นการขึ้นค่าแรงและบรรเทาภาระค่าครองชีพ แต่ยังคงอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลังที่เข้มงวด โดยการลงคะแนนในสภาอย่างเป็นทางการคาดว่าจะเกิดขึ้นกลางเดือนตุลาคมนี้ และเนื่องจาก LDP ยังเป็นพรรคใหญ่สุดในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นผู้เลือกนายกฯ ขณะที่ฝ่ายค้านแตกแยกกันมาก ทาคาอิชิจึงมีโอกาสสูงที่จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป .

ที่มา : NHK

คลิกอ่านข่าว ญี่ปุ่น

พบศพนักเรียนเพิ่มเป็น 14 ศพ จากเหตุอาคารเรียนอินโดนีเซียถล่ม คาดยุติการค้นหาวันนี้

พบศพนักเรียนเพิ่มเป็น 14 ศพ จากเหตุอาคารเรียนอินโดนีเซียถล่ม คาดยุติการค้นหาวันนี้

4 ต.ค. 2568 10:25 น.

พบศพนักเรียนเพิ่มเป็น 14 ศพ จากเหตุอาคารเรียนอินโดนีเซียถล่ม คาดยุติการค้นหาวันนี้

ยอดผู้เสียชีวิตเหตุอาคารโรงเรียนอิสลามในอินโดนีเซียพังถล่ม เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 14 ศพ หลังทีมกู้ภัยพบร่างเพิ่มจากใต้ซากอาคาร คาดยุติการค้นหาในวันนี้

ทีมกู้ภัยอินโดนีเซียพบร่างผู้เสียชีวิตหลายรายใต้ซากปรักหักพังของโรงเรียนประจำที่พังถล่มในเมืองซีโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก หลังจากไม่พบสัญญาณชีพใด ๆ และเริ่มใช้เครื่องจักรหนักและรถขุดติดค้อนเจาะ เพื่อเร่งเคลียร์ซากอาคารให้เร็วขึ้น โดยขณะนี้สามารถเคลียร์ซากอาคารได้แล้วกว่าครึ่ง และพบว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกคอนกรีตทับหรือถูกชิ้นส่วนกำแพงอาคารหล่นใส่

โดยภายในเย็นวันศุกร์ เจ้าหน้าที่พบศพเพิ่มอีก 9 ศพ ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตยืนยันแล้วอยู่ที่ 14 ศพ ขณะที่ยังมีนักเรียนเกือบ 50 คนที่ยังไม่ทราบชะตากรรม โดยอาคารเรียน อัลโคซินี ซึ่งมีอายุกว่า 100 ปี พังถล่มลงมาเมื่อวันจันทร์ ขณะมีนักเรียนหลายร้อยคนรวมตัวกันในหอประชุมเพื่อทำละหมาด นักเรียนที่อยู่ภายในส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชายระดับชั้นมัธยม อายุระหว่าง 12–19 ปี ส่วนกลุ่มนักเรียนหญิงที่ละหมาดอยู่ในอีกห้องหนึ่งสามารถหนีรอดได้ ซึ่งจนถึงขณะนี้ทางโรงเรียนยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็น 

มีรายงานว่าในช่วงแรก เจ้าหน้าที่กู้ภัยใช้มือเปล่าค้นหาผู้รอดชีวิต แต่เมื่อไม่พบสัญญาณชีพในวันพฤหัสบดี จึงต้องหันมาใช้เครื่องจักรหนักและรถขุดติดค้อนเจาะเพื่อเร่งรื้อถอนซากคอนกรีตขนาดใหญ่ที่ทับถมอยู่

ทีมกู้ภัยต้องทำงานท่ามกลางอากาศร้อนจัด และเผชิญกับกลิ่นร่างผู้เสียชีวิตที่เริ่มเน่าเปื่อย ซึ่งเป็นเครื่องเตือนใจถึงโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้น

นายสุฮาร์ยันโต หัวหน้าสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติของอินโดนีเซีย ระบุว่า คาดว่าการค้นหาและกู้ร่างทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในวันเสาร์.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

ทั่วโลกจับตา อิสราเอล–ฮามาสส่งสัญญาณเชิงบวก พร้อมเดินหน้าแผนสันติภาพกาซาของทรัมป์

ทั่วโลกจับตา อิสราเอล–ฮามาสส่งสัญญาณเชิงบวก พร้อมเดินหน้าแผนสันติภาพกาซาของทรัมป์

4 ต.ค. 2568 09:56 น.

ทั่วโลกจับตา อิสราเอล–ฮามาสส่งสัญญาณเชิงบวก พร้อมเดินหน้าแผนสันติภาพกาซาของทรัมป์

รัฐบาลอิสราเอลและกลุ่มฮามาสส่งสัญญาณพร้อมเดินหน้าตามแผนสันติภาพกาซาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หลังสู้รบยืดเยื้อมานานหลายเดือน อาจนำไปสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามในฉนวนกาซา

สำนักนายกรัฐมนตรีอิสราเอลระบุเมื่อวันเสาร์ว่า รัฐบาลกำลังเตรียมดำเนินการทันที ตามเฟสแรกของแผนทรัมป์ หลังจากฮามาสออกแถลงการณ์เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้นว่า ยอมเข้าร่วมการเจรจาเพื่อปล่อยตัวประกันทั้งหมดทันที ภายใต้กรอบแผนดังกล่าว แม้ยังไม่ยอมรับเงื่อนไขทั้งหมดอย่างไม่มีข้อแม้

ฮามาสระบุผ่านคนกลางว่า พร้อมหารือรายละเอียดการแลกเปลี่ยน และยอมส่งมอบอำนาจการปกครองกาซาให้กับ คณะผู้บริหารปาเลสไตน์อิสระที่ได้รับฉันทามติระดับชาติ และมีการสนับสนุนจากชาติอาหรับและอิสลาม

ขณะที่ทรัมป์ซึ่งออกคำขู่ก่อนหน้านี้ว่าหากฮามาสไม่ตอบรับแผนภายในวันอาทิตย์จะเกิดนรกบนดินอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้โพสต์บน Truth Social ว่า เขาเชื่อว่าฮามาสพร้อมสำหรับสันติภาพที่ยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้อิสราเอลยุติการโจมตีทางอากาศทันทีเพื่อเปิดทางให้ปล่อยตัวตัวประกันอย่างปลอดภัย

แม้อิสราเอลยืนยันเดินหน้าเฟสแรก แต่ถ้อยแถลงไม่ได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องของทรัมป์ที่ให้อิสราเอล หยุดทิ้งระเบิดกาซาทันที เช่นเดียวกับที่ฮามาสไม่ได้กล่าวถึงเงื่อนไขสำคัญ เช่น การปลดอาวุธ หรือการจัดตั้งคณะกรรมการนานาชาตินำโดยสหรัฐฯ ภายใต้ชื่อ “Board of Peace” เพื่อกำกับดูแลฉนวนกาซา

โดยแผนสันติภาพของทรัมป์มีเงื่อนไขสำคัญ เช่น ปล่อยตัวประกัน 48 คนที่เหลือภายใน 72 ชั่วโมง และให้ฮามาสยอมสละอำนาจการปกครองในฉนวนกาซาซึ่งก่อนหน้านี้ถือเป็นเส้นแดง ที่หลายฝ่ายคาดว่าฮามาสจะไม่ยอมรับ

หลังจากทั้งสองฝ่ายมีท่าทีเชิงบวกออกมา อียิปต์ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวกลางเจรจา ระบุว่าท่าทีของฮามาสเป็น พัฒนาการเชิงบวก และเรียกร้องทุกฝ่ายให้รับผิดชอบร่วมกันเพื่อยุติสงคราม ขณะที่กาตาร์ก็แสดงการต้อนรับและประกาศเริ่มหารือร่วมกับอียิปต์และสหรัฐฯ เพื่อหาทางสรุปแผนดังกล่าว.

ที่มา : CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิสราเอลฮามาส

ฮ่องกงตามรอยจีน เตรียมติดกล้องวงจรปิดที่มีระบบจดจำใบหน้าด้วย AI นับหมื่นเครื่อง

ฮ่องกงตามรอยจีน เตรียมติดกล้องวงจรปิดที่มีระบบจดจำใบหน้าด้วย AI นับหมื่นเครื่อง

4 ต.ค. 2568 09:10 น.

ฮ่องกงตามรอยจีน เตรียมติดกล้องวงจรปิดที่มีระบบจดจำใบหน้าด้วย AI นับหมื่นเครื่อง

ฮ่องกงประกาศแผนติดตั้งกล้องวงจรปิดหลายหมื่นเครื่อง ที่มาพร้อมเทคโนโลยีจดจำใบหน้าด้วย AI ตามรอยจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยในการตรวจสอบผู้คน และติดตามบุคคลต้องสงสัย

คริส ถัง รัฐมนตรีด้านความมั่นคงฮ่องกง กล่าวว่า เทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้เพื่อตรวจสอบฝูงชนและอ่านป้ายทะเบียนรถยนต์ และย่อมถูกนำมาใช้กับบุคคล เช่น การติดตามผู้ต้องสงสัยทางอาญา พร้อมย้ำว่านี่คือสิ่งที่จำเป็นต้องทำ อย่างไรก็ตาม เขายังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับกรอบเวลา โดยอยู่ระหว่างพิจารณาการจัดสรรทรัพยากรและการเลือกใช้เทคโนโลยี

มีรายงานว่าเอกสารที่ยื่นต่อสภานิติบัญญัติฮ่องกงระบุว่า ปัจจุบันมีการติดตั้งกล้องเกือบ 4,000 ตัวภายใต้โครงการปราบปรามอาชญากรรมของตำรวจ และตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 60,000 ตัวภายในปี 2028

ด้านตำรวจฮ่องกงระบุว่าโครงการ “SmartView” มีความจำเป็นเพื่อปกป้องความมั่นคงของชาติ รวมถึงป้องกันและสืบสวนอาชญากรรม โดยตั้งแต่เริ่มโครงการเมื่อปีที่แล้ว CCTV ถูกนำไปเชื่อมโยงกับการคลี่คลายคดีกว่า 400 คดี และสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 787 ราย

รายงานของ South China Morning Post เมื่อเดือนกรกฎาคมเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจอาจเริ่มใช้ระบบจดจำใบหน้าแบบเรียลไทม์ได้เร็วที่สุดภายในสิ้นปีนี้

เทคโนโลยีลักษณะเดียวกันนี้ถูกนำไปใช้แล้วในสหราชอาณาจักร แต่ผู้วิจารณ์แสดงความกังวลว่าอาจเปิดช่องให้รัฐบาลละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของประชาชนในวงกว้าง และอาจเกิดปัญหาการระบุตัวบุคคลผิดพลาด จนนำไปสู่การจับกุมที่ไม่ถูกต้อง

ในยุโรป สหภาพยุโรป ได้ออกกฎหมาย Artificial Intelligence Act เมื่อปีที่แล้ว ซึ่งห้ามใช้ระบบระบุตัวตนทางชีวมิติแบบเรียลไทม์ในพื้นที่สาธารณะเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ยกเว้นในบางกรณีที่มีกฎหมายอนุญาต

ด้านสำนักงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของฮ่องกง ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามกฎหมาย ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเมื่อวันศุกร์ว่าได้มีส่วนร่วมในแผนขยายโครงการกล้องวงจรปิดนี้หรือไม่

โดยนายเอริก ไล นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์กฎหมายเอเชีย มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ กล่าวกับสำนักข่าว AFP ว่า ตำรวจฮ่องกงไม่ได้อยู่ภายใต้การตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพจากหน่วยงานอิสระ และยังไม่มีข้อบังคับที่ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้ AI โดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย จึงน่าสงสัยว่า กรอบกฎหมายและกฎระเบียบที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ที่จะป้องกันการใช้อำนาจโดยมิชอบของตำรวจในการนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อการเฝ้าระวัง และการจัดซื้อจัดจ้างมีการพิจารณาถึงสิทธิมนุษยชนอย่างรอบคอบหรือไม่.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ฮ่องกง

ดาวรุ่งนักปีนเขาดับสลด ร่วงจากหน้าผา “เอล คาปิตัน” ในอุทยานโยเซมิตี สหรัฐฯ

ดาวรุ่งนักปีนเขาดับสลด ร่วงจากหน้าผา "เอล คาปิตัน" ในอุทยานโยเซมิตี สหรัฐฯ

4 ต.ค. 2568 07:55 น.

ดาวรุ่งนักปีนเขาดับสลด ร่วงจากหน้าผา “เอล คาปิตัน” ในอุทยานโยเซมิตี สหรัฐฯ

บัลลิน มิลเลอร์ วัย 23 ปี นักปีนเขาชื่อดังจากอะแลสกา พลัดตกเสียชีวิตขณะไลฟ์ปีนผาเอล คาปิตัน ครอบครัว-วงการนักปีนเขาอาลัย เผยเจ้าตัวเพิ่งสร้างสถิติเดี่ยวหลายเส้นทางหินยากระดับโลก

วันที่ 4 ตุลาคม 2568 สำนักข่าว CNN รายงานว่า นายบัลลิน มิลเลอร์ นักปีนเขาดาวรุ่งและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังวัย 23 ปี จากรัฐอะแลสกา พลัดตกจากหน้าผาเอล คาปิตัน (El Capitan) ในอุทยานแห่งชาติโยเซมิตี รัฐแคลิฟอร์เนีย ขณะถ่ายทอดสดผ่าน TikTok เมื่อวันพุธที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยนางจีนีน กิราร์ด-มูร์แมน มารดาของเขาโพสต์ข้อความว่า หัวใจของฉันแตกเป็นเสี่ยง ๆ ไม่รู้ว่าจะผ่านมันไปได้อย่างไร ฉันรักเขามาก อยากตื่นจากฝันร้ายนี้เหลือเกิน 

ขณะที่ดีแลน มิลเลอร์ พี่ชายของผู้ตาย เปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุ มิลเลอร์กำลังปีนเดี่ยวด้วยเชือก ( บนเส้นทาง “Sea of Dreams” ความสูงกว่า 730 เมตร และเชื่อว่าขณะดึงอุปกรณ์ขึ้นมา เขาอาจพลาดโรยตัวจนหลุดจากปลายเชือก

นายทอม อีแวนส์ ช่างภาพประจำโยเซมิตีที่เห็นเหตุการณ์ เล่าว่า มิลเลอร์พยายามดึงกระเป๋าที่ติดค้างอยู่ ก่อนจะร่วงลงมา เขาเป็นคนโทรแจ้ง 911 ทันที โดยเจ้าหน้าที่อุทยานและหน่วยกู้ภัยได้เข้าช่วยเหลือ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตไว้ได้

ทั้งนี้ มิลเลอร์ถือเป็นนักปีนเขาฝีมือฉกาจ เขาเคยสร้างชื่อจากการปีนเดี่ยวเส้นทาง Slovak Direct บนภูเขาแมกคินลีย์ในอะแลสกา ใช้เวลาเพียง 56 ชั่วโมง อีกทั้งยังพิชิตเส้นทางน้ำแข็ง Reality Bath ในแคนาเดียนร็อกกีส์ ซึ่งไม่มีใครทำได้มากว่า 37 ปี.