กัมพูชาฟ้องโลก พาสื่อต่างชาติสำรวจความเสียหายปราสาทพระวิหาร อ้างโดนทหารไทยถล่ม

กัมพูชาฟ้องโลก พาสื่อต่างชาติสำรวจความเสียหายปราสาทพระวิหาร อ้างโดนทหารไทยถล่ม

7 ก.พ. 2569 08:03 น.

กัมพูชาฟ้องโลก พาสื่อต่างชาติสำรวจความเสียหายปราสาทพระวิหาร อ้างโดนทหารไทยถล่ม

กัมพูชาฟ้องสื่อต่างชาติ ชี้ความเสียหายปราสาทพระวิหาร หลังเหตุปะทะชายแดน อ้างร่องรอยกระสุน-ระเบิด เป็นของทหารไทยที่ต้องการถล่มโบราณสถานโลก

กัมพูชาพาสำนักข่าว AFP ของฝรั่งเศส ลงพื้นที่เพื่อดูความเสียหายของ ปราสาทพระวิหาร แหล่งมรดกโลกของยูเนสโก หลังเกิดการปะทะทางทหารกับประเทศไทยตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยอ้างว่าโบราณสถานอายุกว่าพันปีเต็มไปด้วยร่องรอยสะเก็ดระเบิดและการยิงปืนใหญ่ หลังกองทัพไทยเป็นฝ่ายใช้อาวุธหนักโจมตีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

โดยสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) เป็นสื่อมวลชนต่างชาติรายแรกที่ได้รับอนุญาตให้เข้าถึงพื้นที่ปราสาทพระวิหาร นับตั้งแต่การสู้รบสิ้นสุดลง และพบชิ้นส่วนหินทรายแตกกระจายทั่วบริเวณ ตัวอาคารหินทรายซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 11 เต็มไปด้วยรอยกระสุนและสะเก็ดระเบิดใหม่

ปราสาทพระวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บนหน้าผาสูง มองเห็นที่ราบตอนเหนือของกัมพูชา และถือเป็นสุดยอดสถาปัตยกรรมขอม กลับกลายเป็นสมรภูมิ หลังข้อพิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน ปะทุเป็นการสู้รบเต็มรูปแบบเมื่อปีที่ผ่านมา มีการใช้เครื่องบินรบ ปืนใหญ่ รถถัง และกำลังภาคพื้นดิน

การปะทะดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และประชาชนมากกว่าหนึ่งล้านคนต้องอพยพ ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะตกลงหยุดยิงในเดือนธันวาคม

เอ ดาริธ ผู้อำนวยการฝ่ายอนุรักษ์และโบราณคดีแห่งองค์การปราสาทพระวิหาร ที่นำสื่อเข้าพื้นที่ระบุว่า ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดจากการยิงปืนใหญ่และการโจมตีทางอากาศของกองทัพไทย เขาระบุว่า เฉพาะการสู้รบในเดือนธันวาคม ทำให้ส่วนต่าง ๆ ของปราสาทเสียหายถึง 420 จุด และก่อนหน้านั้น ในเหตุปะทะเดือนกรกฎาคม มีความเสียหายเพิ่มเติมอีก 142 จุด

โดยกัมพูชาจะหารือกับองค์การยูเนสโก เพื่อกำหนดแนวทางการบูรณะ ซึ่งต้องใช้เวลานาน และใช้งบประมาณมหาศาล หลังจากที่ยูเนสโกเคยเปิดเผยเมื่อเดือนมกราคมว่า จะส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าประเมินความเสียหาย หลังได้รับคำร้องจากรัฐบาลกัมพูชา

ปราสาทพระวิหาร ซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2008 เป็นจุดขัดแย้งหลักมาโดยตลอด โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ตัดสินให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาทในปี 1962 และเหนือพื้นที่โดยรอบในปี 2013 แต่ฝ่ายไทยไม่ยอมรับเขตอำนาจของศาล

พื้นที่ใกล้ปราสาทเคยเกิดการปะทะกันมาแล้วในปี 2008 และความรุนแรงเป็นระยะในช่วงหลายปีถัดมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน

ด้านเหม ซินาท รองผู้อำนวยการองค์การปราสาทพระวิหาร ระบุว่า ความเสียหายบางส่วนไม่สามารถซ่อมแซมได้อีกแล้ว และอาจต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพื่อแสดงร่องรอยความเสียหายจากการยิงโจมตีจากฝั่งไทย

ทั้งนี้ ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทางการไทยเคยระบุว่ากัมพูชา ใช้ปราสาทพระวิหารเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ทำให้สูญเสียสถานะพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ตำรวจกัมพูชาที่ประจำการอยู่ปราสาทพระวิหารกล่าวโทษว่าไทยเป็นฝ่ายยิงถล่มอย่างหนักจนเกิดความเสียหายทั่วทั้งพื้นที่ และยังอ้างว่าไทยต้องการทำลายปราสาทด้วย.

ที่มา :channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยกัมพูชา

พายุโซนร้อน “เปญา” ถล่มฟิลิปปินส์ ดับอย่างน้อย 8 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่ม ประชาชนอพยพกว่า 2.8 หมื่นคน

พายุโซนร้อน "เปญา" ถล่มฟิลิปปินส์ ดับอย่างน้อย 8 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่ม ประชาชนอพยพกว่า 2.8 หมื่นคน

7 ก.พ. 2569 06:58 น.

พายุโซนร้อน “เปญา” ถล่มฟิลิปปินส์ ดับอย่างน้อย 8 ศพ น้ำท่วม-ดินถล่ม ประชาชนอพยพกว่า 2.8 หมื่นคน

พายุโซนร้อน “เปญา” พัดถล่มภาคใต้ฟิลิปปินส์ ฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้น้ำท่วมและดินถล่ม คร่าชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ ประชาชนกว่า 28,000 คนต้องอพยพ ขณะที่หลายครอบครัวติดค้างอยู่ในบ้านเรือน

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุโซนร้อน “เปญา” (Penha) หรือชื่อท้องถิ่น “บาซยัง” พัดขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดซูริเกาเดลซูร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของฟิลิปปินส์ เมื่อช่วงดึกคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และดินถล่มในหลายพื้นที่

สำนักงานป้องกันภัยพลเรือนฟิลิปปินส์ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 8 ศพ โดยในจำนวนนี้เป็นคู่สามีภรรยาและเด็ก 2 คน ที่เสียชีวิตจากเหตุดินถล่มพังทับบ้านพักในพื้นที่เหมืองหินของหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเมืองคากายันเดอโอโร หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่วนอีก 3 ศพจมน้ำเสียชีวิตในเมืองอิลิแกน และอีก 1 ศพเสียชีวิตในเมืองคาร์เมน จังหวัดอากูซานเดลนอร์เต

ส่วนในเมืองอิลิแกน ซึ่งอยู่ห่างจากคากายันเดอโอโรไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 80 กิโลเมตร มีประชาชนจำนวนมากติดค้างอยู่ในบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมสูง โดยหญิงรายหนึ่งโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือผ่านสถานีวิทยุ ระบุว่าครอบครัวของเธอและเพื่อนบ้านอีกหลายครอบครัวติดอยู่บนชั้นสองของบ้าน ขณะที่ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะยืนยันว่าหน่วยกู้ภัยกำลังเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือ

ทางการฟิลิปปินส์ระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 28,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน ไปยังศูนย์พักพิงฉุกเฉินในหลายจังหวัดทางตอนใต้และตอนกลางของประเทศ พร้อมสั่งปิดโรงเรียนในหลายพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน หน่วยยามฝั่งฟิลิปปินส์รายงานว่า ผู้โดยสารและแรงงานขนส่งสินค้ากว่า 7,400 คนติดค้างอยู่ในท่าเรือ 78 แห่ง หลังมีคำสั่งห้ามเรือโดยสารและเรือบรรทุกสินค้าออกเดินเรือ เนื่องจากคลื่นลมแรงในทะเล

กรมอุตุนิยมวิทยาฟิลิปปินส์ระบุว่า พายุเปญาได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชันแล้ว โดยมีความเร็วลมสูงสุดประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนผ่านบริเวณตอนกลางของประเทศ คาดว่าจะอ่อนกำลังลงต่อเนื่องในช่วงถัดไป.

ที่มา AP

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

7 ก.พ. 2569 05:46 น.

ม.ย่างกุ้ง มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “มิน อ่อง หล่าย” ท่ามกลางเสียงประณามจากประชาชนและนักวิชาการ

“มิน อ่อง หล่าย”เข้ารับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากม.ย่างกุ้ง ท่ามกลางเสียงค้านจากปชช. นักวิชาการ-ศิษย์เก่าที่มองว่าทำลายเกียรติภูมิสถาบันการศึกษาประวัติศาสตร์ของชาติ

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 มหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ของเมียนมา ได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ให้แก่ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งครองอำนาจหลังการรัฐประหารเมื่อปี 2564

การมอบปริญญาครั้งนี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงในสังคมเมียนมา ตั้งแต่ความไม่เชื่อ ไปจนถึงความไม่พอใจต่อสถาบันการศึกษาแห่งนี้อย่างเปิดเผย โดยประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามว่า มหาวิทยาลัยอาจสับสนระหว่าง “การบริหารรัฐกิจ” กับ “การทำลายล้างประเทศ”

ด้าน นพ.จ่อ จ่อ เซ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของรัฐบาลทหาร ออกโรงปกป้องการตัดสินใจนี้โดยยืนยันว่าเป็นการยกย่องภาวะผู้นำ ของมิน อ่อง หล่าย ในการนำประเทศผ่านความปั่นป่วนทางการเมือง พร้อมกล่าวสดุดีผลงานของผู้นำรัฐบาลทหาร ตั้งแต่การรับมือมาตรการคว่ำบาตร การจัดการเลือกตั้ง ไปจนถึงการสร้างเจดีย์ขนาดใหญ่ในกรุงเนปิดอว์ รวมถึงยกย่อง การเสียสละส่วนตัว และ ความสำเร็จอันโดดเด่น 

แถลงการณ์ร่วมของสภามหาวิทยาลัยชั่วคราว สมาคมคณาจารย์ และสหพันธ์นักศึกษาทั่วเมียนมาระบุว่า การกระทำนี้ไม่ต่างจากการสวมครุยวิชาการให้กับเครื่องมือของความรุนแรง และเป็นสัญลักษณ์ของการทหารเข้าครอบงำระบบการศึกษาอย่างเปิดเผย ขณะเดียวกันชี้ว่าการมอบปริญญาให้ผู้นำรัฐประหารเป็น ตราบาปต่อมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2463 และเคยเป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวเพื่อเอกราชและการต่อสู้ต่อต้านเผด็จการของประเทศ

อย่างไรก็ตาม รายงานขององค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่า นับตั้งแต่การรัฐประหาร มีชาวเมียนมากว่า 3.6 ล้านคนต้องพลัดถิ่นภายในประเทศ และมากกว่า 15 ล้านคนกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง ซึ่งประเด็นเหล่านี้ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในการสดุดี.

ที่มา Irrawaddy

สหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดเจรจาระดับสูงที่โอมาน ปมพิพาทนิวเคลียร์ ชี้การหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดเจรจาระดับสูงที่โอมาน ปมพิพาทนิวเคลียร์ ชี้การหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

7 ก.พ. 2569 00:39 น.

สหรัฐฯ–อิหร่าน เปิดเจรจาระดับสูงที่โอมาน ปมพิพาทนิวเคลียร์ ชี้การหารือกันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สหรัฐฯ -อิหร่านเปิดการเจรจาระดับสูงที่กรุงมัสกัต ของโอมาน โดยมีโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นประเด็นหลัก หลังการพูดคุยชะงักตั้งแต่กลางปีที่ก่อน ท่ามกลางแรงกดดันทางทหารจากรัฐบาลทรัมป์

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การเจรจาระดับสูงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มต้นขึ้นที่กรุงมัสกัต เมืองหลวงของโอมาน โดยมีนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษสหรัฐฯ และนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เข้าร่วมการหารือ โดยการพูดคุยครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากการเจรจาระหว่างสองประเทศถูกระงับตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่ผ่านมา ภายหลังสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่อโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ก่อนเริ่มการเจรจา นายอารักชีโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ระบุว่า อิหร่านเข้าสู่กระบวนการทูตด้วยความรอบคอบ พร้อมบทเรียนจากเหตุการณ์ในปีที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าการเจรจาจะดำเนินไปด้วยความจริงใจ พร้อมยืนหยัดปกป้องสิทธิของประเทศ

สื่ออิหร่านรายงานว่า ขอบเขตการเจรจาจำกัดอยู่ที่ประเด็นโครงการนิวเคลียร์และมาตรการคว่ำบาตรที่อิหร่านเผชิญอยู่ ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ ระบุว่าต้องการให้การหารือครอบคลุมประเด็นอื่นเพิ่มเติม รวมถึงขีปนาวุธพิสัยไกลของอิหร่าน และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น พร้อมกองกำลังคุ้มกัน เข้าประจำการในทะเลอาหรับ ใกล้พื้นที่ของอิหร่าน เพิ่มแรงกดดันทางทหารควบคู่ไปกับการเจรจาทางการทูต.

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายถล่มมัสยิดชีอะห์กลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับอย่างน้อย 31 ศพ เจ็บนับร้อย

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายถล่มมัสยิดชีอะห์กลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับอย่างน้อย 31 ศพ เจ็บนับร้อย

6 ก.พ. 2569 22:39 น.

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายถล่มมัสยิดชีอะห์กลางเมืองหลวงปากีสถาน ดับอย่างน้อย 31 ศพ เจ็บนับร้อย

เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายกลางพิธีละหมาดวันศุกร์ ในมัสยิดชีอะห์ กรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ศพ บาดเจ็บกว่า 130 ราย ทางการชี้มือระเบิดยิงปะทะจนท.รักษาความปลอดภัยก่อนจุดชนวน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เกิดเหตุสะเทือนขวัญในกรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน เมื่อคนร้ายก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายภายในมัสยิดชีอะห์ ขณะมีการประกอบพิธีละหมาดวันศุกร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 31 ศพ และบาดเจ็บอีกกว่า 130 ราย นับเป็นหนึ่งในเหตุโจมตีรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงปากีสถานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สื่อท้องถิ่นของปากีสถาน รายงานว่า เหตุระเบิดเกิดขึ้นที่มัสยิด “คาดีญะ ตุล กุบรา” ในย่านทาร์ไล กาลัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงอิสลามาบัด โดยนายคาวาจา อาซิฟ รัฐมนตรีกลาโหมปากีสถาน ระบุว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของมัสยิดพยายามสกัดผู้ต้องสงสัย แต่คนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่ ก่อนจะจุดชนวนระเบิดท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก  

ทางการกรุงอิสลามาบัดระบุว่า ทีมกู้ภัยได้นำผู้ได้รับบาดเจ็บส่งเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ขณะที่ภาพวิดีโอและภาพถ่ายจากโซเชียลมีเดียเผยให้เห็นร่างผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บนอนเกลื่อนภายในมัสยิด ท่ามกลางเศษกระจกและซากปรักหักพัง

ทางด้านนายอิชาค ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ออกมาประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นการโจมตีฆ่าตัวตายอย่างขี้ขลาดต่อผู้บริสุทธิ์  พร้อมย้ำว่าการโจมตีสถานที่ประกอบศาสนกิจและพุ่งเป้าสังหารพลเรือน ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และขัดต่อหลักการของศาสนาอิสลามอย่างร้ายแรง

ขณะที่นายเชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ ส่วนประธานาธิบดีอาซิฟ อาลี ซาร์ดารี ระบุว่า ประเทศจะยืนหยัดเคียงข้างผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุโศกนาฏกรรมครั้งนี้.

ที่มา Aljazeera

“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

6 ก.พ. 2569 21:31 น.

“ศุภจี” อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ไม่ได้เป็นนักการเมืองเลย ตั้งใจมาทำให้คนไทยหลุดพ้น

“ศุภจี” ร่ายยาวทางแก้ปากท้อง การค้า เหน็บพวกทำเรื่องเศรษฐกิจมาไม่รู้กี่รอบ เห็นปัญหาหรือไม่ โต้ไม่เคยด้อยค่าส่งออก โวทำงาน 73 วัน งัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ยันไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ขึ้นปราศรัยโดยช่วงต้นกล่าวว่า วันนี้การที่แต๋มได้มายืนพูดตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง ไม่ใช่นักการเมืองแต่มาอยู่ตรงนี้เพื่อพี่น้องทุกคนและคนไทยทุกคนในประเทศนี้ ตนไม่ต่างจากนายเอกนิติ ที่มีเพื่อนๆ ครูบาอาจารย์ไม่ให้มาทำตรงนี้ แต่ตนไปขอทุกคนว่าต้องมาเพราะห่วงพวกเราทุกคน

การที่ประเทศเรากำลังเผชิญมรสุมมากมายที่มาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนเป็นห่วง ซึ่งนายสีหศักดิ์ พูดแล้วในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เพราะโลกเราขัดแย้งกันถูกบังคับให้ต้องเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเราไม่ได้ใหญ่พอที่จะเลือก ฉะนั้นเราจึงต้องพยายามทำตัวให้เข้าได้กับทุกคน แต่ต้องเข้าได้อย่างมีศักดิ์ศรี เพราะภูมิรัฐศาสตร์ล้อมเรา เพราะในเรื่องความมั่นคงและเศรษฐกิจการต่างประเทศมันแยกกันไม่ออก ซึ่งเราเห็นแล้วว่าโลกบีบเรา และการค้าก็เหมือนกัน

ฉะนั้นทำไมที่มนุษย์สามคนที่ไม่ควรมายืนอยู่ตรงนี้ (สีหศักดิ์ เอกนิติ ศุภจี) ถึงต้องมา ก็เพราะว่าการตลาด เศรษฐกิจการค้า ความมั่นคงถูกโยงด้วยกัน เพราะเรากำลังอยู่ในมรสุมที่น่ากลัว ฉะนั้นเรือของเรากำลังแล่นไปด้วยความยากลำบากและท้าทาย นี่คือประเทศไทยในวันนี้ พวกเราสามคนถึงอาสาเข้ามาพยุงให้เรือลำนี้ ผ่านพ้นและไปหาทะเลใหม่ที่มีความสดใสและมีความหวัง

นางศุภจี กล่าวอีกว่า ชั่วโมงนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันเองข้างในเพราะความขัดแย้งไม่ช่วยเลย แต่เราต้องสามัคคีกันทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงผู้คนทั่วไป ก่อนยกตัวอย่างว่าเมื่อก่อนเราเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้จีดีพีไทยโตต่ำมาก เราเป็นคนป่วยของเอเชียไม่ใช่เสือตัวที่ 5 แล้ว

และปีนี้มีคนมาบอกว่าไอเอ็มเอฟบอกสถานการณ์ประเทศไทยจะโตขึ้นแค่ 1.6% ฉะนั้นเราจะยอมได้หรือให้ประเทศไทยโตแค่ 1.6% ยอมไม่ได้ แต่เราก็ต้องรับรู้ว่าสภาพเราเป็นอย่างไร นายเอกนิติถึงพูดในเรื่องประชานิยมว่าเราไม่ได้มีเงินเยอะ แต่เราตั้งใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์และให้ทุกคนต่อยอดได้อย่างกระจายตัว ฉะนั้นเราต้องใช้เงินอย่างแม่นยำ ซึ่งการที่จะทำให้เราเติบโตได้มากกว่านี้ คือต้องประสานความร่วมมือกันมาช่วยทำให้ยกระดับ ซึ่งนายเอกนิติทำให้เราเห็นแล้วว่าทำงาน 73 วัน นำรถยนต์เก่าๆขึ้นมาจากหล่ม ทำให้ไตรมาส 4 ประเทศไทยโตถึง 1.8% และตอนนี้เมื่อเขาบอกว่าเราจะโต 1.6% ฉะนั้นทุกคนเชื่อมือนายเอกนิติ หรือไม่ แต่จะมีนายเอกนิติ คนเดียวไม่ได้ ต้องมีแต๋มด้วย ซึ่งเราต้องมาคุยกันในเรื่องการหารายได้ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นทางรอดของเราคือ ต้องหารายได้ให้ได้

จากนั้น นางศุภจี กล่าวถึงรายได้ของประเทศมาจาก 4 เรื่องใหญ่ 1.มาจากกำลังซื้อ รายได้มวลรวมของประเทศ ถ้าเราเข้ามาจะต้องกระตุ้นให้กระจายไปถึงทุกกลุ่ม 2.การลงทุน เราตั้งเป้าว่าจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเกือบ 500,000 ล้านบาท ไปพร้อมกับการพัฒนาเรื่องทักษะที่เป็นความหวัง และเราต้องทำรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ เช่น AI ยานยนต์ใหม่ การท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง เป็นต้น เราต้องเน้นมาเรื่องอุตสาหกรรมการลงทุนและทำให้เกิดการจ้างงาน หากทำได้คิดว่าเราก็จะเติบโตได้มากกว่าที่เขาประเมินไว้

3.การใช้จ่ายเงินของรัฐ ประเทศไทยมีไม่เยอะรายได้เรามี 3 ล้านล้านบาท แต่รายจ่ายมี 4 ล้านล้านบาท ซึ่งในนี้มีงบรายจ่ายประจำอยู่ 3.1 ล้านล้านบาท รายจ่ายผูกพันประมาณ 4-5 แสนล้าน เหลือเงินใช้จ่ายจริงอยู่ประมาณ 5 แสนล้านถือว่าต่ำ ฉะนั้นการใช้เราต้องใช้อย่างแม่นยำและเกิดประโยชน์ จึงทำโครงการให้ปลาพ่วงเบ็ด ไม่ใช่ประชานิยมที่จะสักแต่ว่าแจก โดยต้องดูด้วยว่าจะหาเงินจากไหนเพราะขนาดนี้เพดานหนี้สาธารณะประเทศไทยแทบจะติดแล้ว 66-67% และที่คุณบอกจะใช้เงินปีละ 6-7 แสนล้าน เอามาจากไหนเพราะนโยบายขายมีเยอะแยะมากมายทำไม่ได้ประโยชน์ ฉะนั้นพรรคภูมิใจไทยถึงทำนโยบายที่เจาะตรงเป้า และจะมาบอกว่าไม่มีนโยบายอีกหรือ ฉะนั้นที่บอกว่าการบริหารประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตั้งใจจริง พุ่งตรงแม่นยำไปที่เป้านั้นจริง

ส่วนเครื่องยนต์ตัวที่สี่ นางศุภจี กล่าวว่า ต้องทำให้การส่งออกและนำเข้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ที่ผ่านมาเรามีปัญหาคือไทยกระจุกอยู่ในแค่สหรัฐและจีน มีการส่งออกไปสองประเทศนี้เทียบเท่าการส่งออก 1 ใน 3 ของประเทศ ฉะนั้นหากเราฝากการส่งออกของไทยอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกันถือเป็นความเสี่ยง จึงต้องหาตลาดใหม่

เหน็บพวกทำเรื่องเศรษฐกิจมาไม่รู้กี่รอบ เห็นปัญหาหรือไม่

ส่วนที่วันนี้มีคนวิจารณ์ว่าตนดูหมิ่นดูแคลนการส่งออก ตนไม่เคยดูหมิ่นและเหยียดหยามแต่คิดว่าเราสามารถทำได้กว่านี้อีก แต่ถ้าคุณมองไม่เห็นว่าปัญหามันอยู่ตรงไหนเราคิดว่าสิ่งที่ดีอยู่มันดีแล้วประเทศจะเป็นอย่างนี้หรือ ที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นี่เพียงแค่ 3 เดือนเราทำได้ขนาดนี้ และคนที่ทำมาไม่รู้กี่รอบกี่ปีเรื่องเศรษฐกิจแล้วบอกว่าปัญหาไม่มีเรื่องการส่งออก ท่านว่าเขาเห็นหรือไม่เห็นปัญหา ฉะนั้นตนไม่เถียงว่าภูมิภาคอื่นมีการเจริญเติบโตด้วย แต่ประเด็นของตนมองว่าเราควรจะโตในการสุ่มเสี่ยงเหมือนเดิมหรือไม่ ฉะนั้นสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่เพิ่มเติม และทำให้ฐานใหญ่มากขึ้นคือขายให้มากขึ้นซึ่งผิดด้วยหรือ

“เพราะฉะนั้นจะบอกว่ายุโรปโต ตะวันออกกลางโต แต่มันโตพอหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่เราต้องเดินหน้าต่อคือทำอย่างไรว่าจะเข้าไปตลาดใหม่ให้มันโตกว่าเดิม เพื่อที่เราจะได้ลดการพึ่งพาของประเทศที่เราพึ่งพาเขาอยู่ 1 ใน 3 ฉะนั้นกลยุทธ์การส่งออกตลาดเดิมต้องรักษาและทำอย่างมีกลยุทธ์ คือการประสานกันระหว่างความมั่นคง การต่างประเทศและการค้า และตอนนี้มีพรรคไหนพร้อมที่ทำเรื่องนี้มากกว่าพรรคภูมิใจไทยหรือ ฉะนั้นตลาดเดิมก็ต้องรักษา ตลาดใหม่ก็ควรจะทำให้มันโตขึ้น พร้อมย้ำว่าในเมื่อมีการกระจุกตัวอยู่ในประเทศที่ขัดแย้งกัน เรามีความเสี่ยงสูง จึงต้องไปโตในตลาดอื่นให้มากขึ้น”

โต้ไม่เคยดูด้อยค่าส่งออก โวทำงาน 73 วัน งัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้

ส่วนที่มีคนบอกว่าการส่งออกมีปัญหา ฉะนั้นการแก้การกระจุกที่หนึ่ง นางศุภจี กล่าวว่า ผู้ส่งออกในประเทศไทยที่ขึ้นทะเบียนมีอยู่ประมาณ 3 หมื่นราย เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ประมาณ 7-8 พันราย แต่กินส่วนแบ่งถึง 74% ที่เหลือเป็นเอสเอ็มอี ฉะนั้นเราต้องช่วยในกลุ่มนี้คือ 1. เสริมทักษะเพื่อเสริมแกร่งให้เอสเอ็มอี โดยมีโครงการให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน หาตลาดและการปกป้องเอสเอ็มอี จากนอมินีซึ่งทำแล้ว ส่วนคนที่ทำเศรษฐกิจมาหลายปีทำไมไม่แก้จุดนี้ ทำมากี่ปีกี่สมัยทำได้แค่นี้ ฉะนั้นเราต้องทำให้เอสเอ็มอีโตต่อเนื่องและมากกว่านี้

ส่วนการแก้กระจุกตัวต่อไปคือเรื่องสินค้า นางศุภจี กล่าวว่า ปี 68 เราส่งออก 11.1 ล้าน และนำเข้า 11.4 ล้านมากกว่าส่งออก แต่มันกระจุกเพราะสินค้าที่เราส่งออกกับนำเข้าเป็นสินค้ากลุ่มเดียวกัน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ถือว่าประเทศไทยอยู่ในห่วงโซ่ตรงกลาง การแก้เราต้องทำให้การส่งออกสินค้ากระจายตัวมากขึ้น ไม่ใช่กระจุกอยู่กลุ่มเดียวกับสินค้าที่นำเข้า

และคนที่บอกว่าตนด้อยค่าการส่งออกนั้นมันใช่หรือ สิ่งที่เราต้องส่งเสริมในเรื่องสินค้าที่ทำในประเทศไทย หรือเมคอินไทยแลนด์ หากทำได้จะเป็นเรื่องดี ไปพร้อมกับการแก้สินค้าสวมสิทธิ์ และแก้การส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูป ดังนั้นหน้าที่ของทีมเศรษฐกิจนี้คือทำอย่างไรจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้

ส่วนเรื่องการเกษตร จากที่ตนทำ 3 เรื่องคือ เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน และจากการทำงานมา 73 วัน ตนงัดเรื่องราคาข้าวให้ขึ้นมาได้ โดยใช้กลไกการตลาดไม่ได้ใช้เงิน โดยดูดซับอุปทานขึ้นมาและนำมาขายให้กับพวกเรากันเองในกลุ่มรัฐ ประกอบกับหาตลาดให้ รวมถึงขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหาเรื่องมะพร้าวน้ำหอมในเรื่องล้งจีนหากทำให้ถูกกฎหมายก็ต้องจัดการพร้อมกับการเปิดตลาดใหม่ และขณะนี้ก็กำลังทำตลาดเรื่องทุเรียนส่งออก ฉะนั้นเราต้องช่วงชิงในเรื่องเกษตรแม่นยำ

ส่วนเกษตรมั่นคง เราต้องหาตลาดส่งออกให้เขาได้และใช้วิธีการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ซื้อขายอย่างเดียวเพื่อทำให้เกษตรกรลืมตาอ้าปากได้ รวมถึงการทำเกษตรฟาร์มมิ่ง ด้วยการทำขายล่วงหน้าหากทำได้เกษตรกรก็จะไม่ต้องกังวลในเรื่องหาตลาด

ส่วนการทำเกษตรยั่งยืนต้องเน้นในเรื่องสิ่งแวดล้อม เกษตรอินทรีย์ การทำเกษตรคาร์บอนต่ำ ฉะนั้นหากเราทำให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงก็จะทำให้คนจำนวนมากของประเทศมีรายได้ดีขึ้น เพราะประเทศไทยขายความมั่นคงเรื่องการเกษตร โลกวันนี้หากเกิดปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้สิ่งที่คนต้องใช้ต้องกินคืออาหาร ฉะนั้นถ้าเราขายความมั่นคงอาหารให้คนอื่นได้ก็ทำให้ชาวนาเกษตรกรมีความมั่นคงสูงขึ้น และทำให้พยุงเศรษฐกิจปากท้องขึ้นจากหล่มได้

อ้อน “แต๋ม” ขอโอกาส ยันไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน

นางศุภจี ย้ำว่า อย่ามาว่าสิ่งที่อยู่มันดีแล้ว แต่เพราะมองไม่เห็นปัญหาถึงแก้ไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องยอมรับความจริงว่า อะไรควรแก้อะไรควรเก็บ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดนี้ หากได้ทำต่อ ก็จะทำต่อในเรื่องความมั่นคง เศรษฐกิจการค้า

ซึ่งอนาคตอยู่ในมือทุกคนเรายังจะเดินเรือในทะเลที่มีคลื่นมรสุม หรือเราจะเอาเรือลำนี้ออกไปตะลุยแหล่งน้ำใหม่ และจากที่ตนเล่ามาทั้งหมดแล้วมีความหวังขึ้นบ้างหรือไม่ อนาคตอยู่ในมือของทุกท่านว่าจะเลือกความหวังหรือจะเลือกความขัดแย้ง จะเลือกคนที่เข้ามาแก้ปัญหาหรือคนที่เข้ามาแก้ระบบโดยที่ไม่รู้ในเรื่องของปัญหา และไม่รู้จริงในเรื่องของปัญหา

นางศุภจี กล่าวทิ้งท้ายว่า แต๋มขอโอกาส อย่าทำให้สิ่งที่แต๋มตั้งใจมาทำเพื่อพวกท่านไม่มีโอกาสได้ทำ ตนทำเต็มที่ ทำเต็มร้อย พร้อมยืนยันว่าไม่ได้มาทำงานให้พรรคการเมืองไหน เพราะไม่ได้เป็นนักการเมืองเลยและไม่เคยมาอยู่ตรงนี้เลย แต่ตนมีความตั้งใจจริง ตั้งใจอย่างมากที่จะทำให้กับทุกท่านที่อยู่ในประเทศนี้ ทำให้คนไทยสามารถรอดพ้นจากความน่าเป็นห่วงและความอันตราย ตนมาอาสาทำให้เรามีความหวังขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ภายหลังการปราศรัยมีประชาชนมอบพระพุทธรูปปางสมาธิให้กับนางศุภจี ก่อนที่จะถ่ายภาพร่วมกับประชาชนจนลงสุดเวทีปราศรัย

นายพลรัสเซียถูกยิงบาดเจ็บสาหัสในมอสโก เร่งสอบสวนคดีลอบสังหาร

นายพลรัสเซียถูกยิงบาดเจ็บสาหัสในมอสโก เร่งสอบสวนคดีลอบสังหาร

6 ก.พ. 2569 15:54 น.

นายพลรัสเซียถูกยิงบาดเจ็บสาหัสในมอสโก เร่งสอบสวนคดีลอบสังหาร

สื่อรัสเซียรายงานว่า พลโทวลาดิเมียร์ สเตปาโนวิช อเล็กเซเยฟ รองหัวหน้าสำนักงานข่าวกรองหลัก (GRU) แห่งกองทัพรัสเซีย ตกเป็นเหยื่อความพยายามลอบสังหารภายในอาคารที่พักของตนเอง กรุงมอสโก เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา อาการสาหัสต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทางการตั้งข้อหาพยายามฆ่าและใช้อาวุธปืนผิดกฎหมาย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบริเวณถนนโวโลโคลัมสโกเย ในกรุงมอสโก เมื่อ พลโท วลาดิเมียร์ อเล็กเซเยฟ รองหัวหน้าหน่วยข่าวกรองทหาร (GRU) ลำดับที่ 1 ถูกลอบยิงบริเวณทางเข้าอพาร์ตเมนต์ของตนเอง ในเบื้องต้นมีรายงานว่าเขาเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ แต่ข้อมูลล่าสุดระบุว่า นายพลอเล็กเซเยฟได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน โดยคณะกรรมการสอบสวนของรัสเซีย (SKR) ระบุว่ามือปืนได้กระหน่ำยิงใส่หลายนัดก่อนหลบหนีไป ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่าผู้ก่อเหตุอาจเป็น “ผู้หญิง” ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดและสอบปากคำพยานในพื้นที่

แม้จะไม่ใช่บุคคลที่ออกหน้าสื่อบ่อยนัก แต่ในหมู่ทหารเขามีชื่อเรียกที่รู้จักกันดีว่า “สเตปาโนวิช” และเป็นบุคคลสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์รัสเซียช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเขาถือเป็นคีย์แมนช่วงกบฏวากเนอร์ ด้วยการอัดคลิปวิดีโอเรียกร้องให้กลุ่มวากเนอร์หยุด “การเดินขบวนแห่งยุติธรรม” เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2023 และเป็นผู้ที่เผชิญหน้าเจรจากับ เยฟเกนี พริโกซิน ที่กองบัญชาการในเมืองรอสตอฟ เพื่อหาทางออกอย่างสันติ

อเล็กเซเยฟยังมีบทบาทสำคัญในการเปิดโปงการทุจริตมหาศาลภายในกระทรวงกลาโหมรัสเซีย ซึ่งนำไปสู่การกวาดล้าง “นายพลสายบุ๋น” ที่หากินกับงบประมาณกองทัพ เขาเคยคุมปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายในซีเรีย และได้รับฉายา “วีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย” ในปี 2017

เหตุลอบสังหารครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ได้ประกาศกร้าวว่าจะทำให้ “จุดจบของสงคราม” กลายเป็นนรกสำหรับรัสเซีย และจะทำให้มั่นใจว่ารัสเซียจะไม่เหลือความสำเร็จใดๆ จากการรุกรานครั้งนี้ ซึ่งทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นฝีมือของหน่วยปฏิบัติการพิเศษจากฝ่ายตรงข้าม หรืออาจเป็นความขัดแย้งภายในจากการที่เขาไล่บี้กลุ่มผลประโยชน์ในกองทัพ

ทางการรัสเซียได้ตั้งข้อหาพยายามฆ่าและครอบครองอาวุธปืนโดยผิดกฎหมาย พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและฝ่ายความมั่นคงเข้าปิดล้อมพื้นที่เพื่อหาเบาะแสเพิ่มเติม

ในอดีตยูเครนเคยอ้างความรับผิดชอบต่อการโจมตีบุคคลสำคัญทางทหารของรัสเซีย ขณะที่เจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองรัสเซียอ้างว่าได้ขัดขวางความพยายามโจมตีทหารรัสเซียในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กเมื่อปลายเดือนที่แล้ว

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว ศาลรัสเซียได้ตัดสินจำคุกตลอดชีวิตชายชาวอุซเบกิสถานคนหนึ่งในข้อหาฆาตกรรมหัวหน้าหน่วยป้องกันรังสี เคมี และชีวภาพของกองทัพรัสเซียเมื่อปี 2024 โดยพลเอก อิกอร์ คิริลลอฟ ถูกสังหารเมื่อสกูตเตอร์เกิดระเบิดขึ้นขณะที่เขากำลังออกจากอาคารอพาร์ตเมนต์ในกรุงมอสโก ซึ่งรัสเซียกล่าวหายูเครนว่าเป็นผู้บงการ.

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนซ้ำอีก คู่รักดับสลด 2 ศพ

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนซ้ำอีก คู่รักดับสลด 2 ศพ

6 ก.พ. 2569 15:38 น.

รัสเซียส่งโดรนโจมตียูเครนซ้ำอีก คู่รักดับสลด 2 ศพ

รัสเซียส่งโดรนโจมตีแคว้นซาปอริซเซียของประเทศยูเครน เป็นเหตุให้คู่รักเสียชีวิตทันทีภายในบ้านพัก ในขณะการเจรจาสันติภาพที่อาบูดาบียังตึงเครียด

วันนี้ (6 ก.พ.) นายอีวาน เฟโดรอฟ ผู้ว่าการแคว้นซาโปริซเซียของยูเครน รายงานผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ว่า รัสเซียได้ส่งโดรนโจมตีเมืองวิลนียันสก์ (Vilniansk) แคว้นซาโปริซเซีย ส่งผลให้คู่รัก คือ ชายวัย 49 ปี และหญิงวัย 48 ปี เสียชีวิตทันทีในบ้านพักของพวกเขา นอกจากนี้ยังมีการโจมตีอีกระลอกในตัวเมืองซาโปริซเซีย ทำให้เด็กชายวัย 14 ปีได้รับบาดเจ็บ ในขณะที่คาร์คีฟ เมืองใหญ่อันดับสองของยูเครนถูกโจมตี เบื้องต้นยังไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

การโจมตีแคว้นซาปอริซเซียในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังการเจรจาไตรภาคีในนครอาบูดาบี เมืองหลวงของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ระหว่าง ยูเครน-รัสเซีย-สหรัฐฯ โดยมีวัตถุประสงค์คือ การหยุดการรุกรานยูเครนของรัสเซียซึ่งกินเวลายาวนานมากว่า 4 ปีแล้ว การเจรจานี้ส่งผลให้เกิดข้อตกลงแลกเปลี่ยนเชลยศึกครั้งแรกในรอบ 4 เดือน อย่างไรก็ตาม นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ระบุว่าเขาต้องการให้มีความคืบหน้าโดยเร็วจึงยังไม่ค่อยพอใจกับผลลัพธ์มากนัก พร้อมเสริมว่าการเจรจาสันติภาพนี้จะดำเนินต่อในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ทั้งนี้การสู้รบกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งหลังจากสิ้นสุดกำหนด 7 วันที่รัสเซียตกลงกับสหรัฐฯ ว่าจะไม่โจมตียูเครน โดยยูเครนอ้างว่ารัสเซียจงใจโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ส่งผลให้ประชาชนหลายแสนคนต้องเผชิญกับความหนาวเย็นและไม่มีไฟฟ้าใช้ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบ

ด้านนายวาเลนติน เดมิดอฟ นายกเทศมนตรีเมืองเบลโกรอดของรัสเซีย ได้ออกมาตอบโต้ผ่านทาง Telegram ในวันนี้ (6 ก.พ.) โดยอ้างว่ายูเครนได้ยิงขีปนาวุธเข้าใส่ ส่งผลให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานของเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากฝั่งรัสเซีย.

ที่มา: AFP

อ่านข่าวเกี่ยวกับรัสเซีย-ยูเครนได้ ที่นี่

“ทรัมป์” ยื่นเงื่อนไข ขอเปลี่ยนชื่อสนามบิน-สถานี เป็นชื่อตัวเอง แลกงบอุโมงค์รถไฟ 5 แสนล้าน

"ทรัมป์" ยื่นเงื่อนไข ขอเปลี่ยนชื่อสนามบิน-สถานี เป็นชื่อตัวเอง แลกงบอุโมงค์รถไฟ 5 แสนล้าน

6 ก.พ. 2569 15:17 น.

“ทรัมป์” ยื่นเงื่อนไข ขอเปลี่ยนชื่อสนามบิน-สถานี เป็นชื่อตัวเอง แลกงบอุโมงค์รถไฟ 5 แสนล้าน

สื่อสหรัฐฯ แฉ “โดนัลด์ ทรัมป์” ต่อรองลับกับผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาให้เปลี่ยนชื่อสนามบินนานาชาติและสถานีรถไฟสำคัญเป็นชื่อ “ทรัมป์” แลกกับยอมปลดล็อกงบโครงสร้างพื้นฐาน Gateway Project เพื่อก่อสร้างอุโมงค์ลอดใต้แม่น้ำฮัดสัน ในนครนิวยอร์ก  มูลค่ากว่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือกว่า 5 แสนล้านบาท แต่ถูกปฏิเสธทันควัน

สื่อสหรัฐฯ รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า เมื่อเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยื่นข้อเสนอต่อ นายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต โดยระบุว่าเขาพร้อมจะเลิกกักงบประมาณสนับสนุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในนิวยอร์ก

ทรัมป์ยื่นข้อเสนอว่า ชูเมอร์ต้องตกลงที่จะเปลี่ยนชื่อ สถานีรถไฟเพนน์ ในนครนิวยอร์ก และ สนามบินนานาชาติดัลเลสในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ให้เป็นชื่อของ “ทรัมป์” เพื่อแลกกับการอนุมัติงบประมาณ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.06 แสนล้านบาท) อย่างไรก็ตาม นายชูเมอร์ได้ปฏิเสธข้อเสนอนี้ทันที โดยให้เหตุผลว่าเขาไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะตอบรับคำขอที่ผิดแผกไปจากธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ได้

ในปัจจุบัน ทรัมป์ยังคงสั่งระงับงบประมาณดังกล่าว ซึ่งเดิมทีจะนำมาใช้ในโครงการ Gateway Project เพื่อขุดอุโมงค์รถไฟใหม่ใต้แม่น้ำฮัดสัน เชื่อมต่อระหว่างรัฐนิวยอร์กและนิวเจอร์ซีย์ ส่งผลให้ทั้งสองรัฐได้ดำเนินการยื่นฟ้องรัฐบาลทรัมป์เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าการสั่งระงับงบประมาณครั้งนี้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและมีแรงจูงใจทางการเมือง

ทางคณะกรรมาธิการที่ดูแลโครงการเตือนว่า หากรัฐบาลยังไม่ยอมปล่อยงบประมาณออกมา อาจจำเป็นต้องหยุดการก่อสร้างและเลิกจ้างพนักงานราว 1,000 คนในเร็วๆ นี้

สื่อวิเคราะห์ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามของทรัมป์ในการฝังชื่อของตนเองลงในประวัติศาสตร์อเมริกาผ่านการตีตราสิ่งต่างๆ ตั้งแต่กลับมารับตำแหน่ง เขาได้เปิดตัวหลายโครงการที่มีชื่อ “Trump” นำหน้า เช่น Trump Gold Card หรือ บัตรทองเพื่อเส้นทางลัดสู่การเป็นพลเมือง, TrumpRx เว็บไซต์จำหน่ายยาราคาประหยัด, Trump-class Battleship โครงการต่อเรือรบชั้นใหม่ตามนโยบาย “สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง” ทรัมป์ยังมีแผนจะเปลี่ยนชื่อสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐฯ (USIP) และศูนย์ศิลปะการแสดงเคนเนดี (Kennedy Center) อันเป็นสัญลักษณ์สำคัญให้มีชื่อของเขาพ่วงไปด้วย

แม้ว่าจะมีสมาชิกรัฐสภาฝั่งอนุรักษนิยมบางกลุ่มพยายามเสนอชื่อกฎหมายเปลี่ยนชื่อสนามบินดัลเลสเป็น “สนามบินนานาชาติโดนัลด์ เจ. ทรัมป์” แต่ในขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวยังไม่ได้รับความสนใจมากนักแม้ในสภาที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก และดูเหมือนว่าโอกาสที่จะผ่านความเห็นชอบนั้นยังมีอยู่น้อยมากในขณะนี้.

อ่านข่าว CNN

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

6 ก.พ. 2569 14:43 น.

ด่วน! สหรัฐฯ สั่งพลเมืองอพยพออกจากอิหร่าน ชี้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ

สหรัฐฯ เตือนพลเมืองอเมริกัน ออกจากอิหร่านทันที หลังสถานการณ์ความมั่นคงตึงเครียด รัฐบาลอิหร่านปิดถนนหลายสาย ระบบขนส่งสาธารณะหยุดชะงัก และตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ทั่วประเทศ

เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเตหะราน แจ้งเตือนให้พลเมืองอเมริกันเดินทางออกจากอิหร่านทันทีหากทำได้ เนื่องจากหวั่นเกรงสถานการณ์ที่ตึงเครียดต่อเนื่อง โดยระบุว่าสายการบินหลายแห่งยังคงจำกัดหรือยกเลิกเที่ยวบินเข้า–ออกอิหร่าน โดยอาจเกิดขึ้นอย่างกะทันหันโดยไม่แจ้งล่วงหน้า ส่งผลให้การเดินทางออกจากประเทศมีความไม่แน่นอนสูง

ทางการสหรัฐฯ แนะนำให้พลเมืองอเมริกัน เตรียมแผนการสื่อสารทางเลือก เผื่อกรณีอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์ถูกตัด พร้อมระบุว่า หากเห็นว่าปลอดภัยควรพิจารณาเดินทางออกจากอิหร่าน ทางบกไปยังอาร์เมเนียหรือตุรกี แทนการพึ่งพาการเดินทางทางอากาศ

คำเตือนยังเน้นย้ำถึงความเสี่ยงต่อ พลเมืองสหรัฐฯ ที่ถือสองสัญชาติอิหร่าน–อเมริกัน โดยระบุว่า รัฐบาลอิหร่านไม่ยอมรับสถานะสองสัญชาติ และจะปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ในฐานะพลเมืองอิหร่านเท่านั้น ซึ่งทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกสอบสวน ควบคุมตัว หรือจับกุม โดยเพียงการแสดงหนังสือเดินทางสหรัฐฯ หรือความเชื่อมโยงกับสหรัฐฯ ก็อาจเป็นเหตุให้ถูกควบคุมตัวได้

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ย้ำว่า ไม่สามารถรับประกันความปลอดภัย ให้กับพลเมืองที่เลือกเดินทางออกจากอิหร่านในช่วงเวลานี้ และขอให้ประชาชนประเมินความเสี่ยงอย่างรอบคอบ

สำหรับผู้ที่ยังไม่สามารถออกจากประเทศได้ ทางการแนะนำให้ หลีกเลี่ยงการชุมนุม อยู่ในที่ปลอดภัย มีอาหาร น้ำ ยารักษาโรค และของจำเป็นให้เพียงพอ พร้อมติดตามข่าวสารท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และรักษาการติดต่อกับครอบครัวและคนใกล้ชิดเท่าที่ทำได้.

ที่มา : เว็บไซต์สถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเตหะราน

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อิหร่าน