ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

30 ก.ย. 2568 22:35 น.

ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

โดนัลด์ ทรัมป์ ขีดเส้นตาย ให้กลุ่มฮามาสตอบรับข้อเสนอสันติภาพกาซาภายใน 3-4 วัน และย้ำว่าหากฮามาสปฏิเสธ จะนำไปสู่จุดจบที่น่าเศร้ามาก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันอังคารที่ 30 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาจะให้เวลา กลุ่มฮามาส 3-4 วัน ในการตอบรับ “แผนสันติภาพฉนวนกาซา” ที่เขาเห็นชอบร่วมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

“เราจะให้เวลาประมาณ 3 หรือ 4 วัน เราจะรอดูว่าจะเป็นอย่างไร ประเทศอาหรับ ทุกประเทศลงนามแล้ว ประเทศมุสลิม ทุกประเทศลงนามแล้ว อิสราเอลก็ลงนามแล้ว” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวขณะออกจากทำเนียบขาว และเมื่อถูกนักข่าวถามเรื่องกรอบเวลา นายทรัมป์ก็กล่าวว่า หากกลุ่มฮามาสไม่ยอมรับข้อตกลง ก็จะนำไปสู่ “จุดจบที่น่าเศร้ามาก”

“เราแค่กำลังรอฮามาส และฮามาสก็เลือกได้แค่จะทำหรือไม่ทำ และหากพวกเขาไม่ทำ มันก็จะเป็นจุดจบที่น่าเศร้ามาก” ทรัมป์กล่าว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวกลางเจรจาระบุว่า กลุ่มฮามาสกำลังศึกษาข้อเสนอของทำเนียบขาว และอาจต้องใช้เวลาหลายวันสำหรับการตอบกลับ

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ก.ย.) นายทรัมป์กล่าวว่าการสิ้นสุดสงครามในฉนวนกาซาใกล้เข้ามามากกว่าที่เคย หลังจากที่นายเนทันยาฮูตกลงในแผนสันติภาพ 20 ข้อ แต่ข้อเสนอนี้ ยังต้องการการลงนามจากกลุ่มฮามาส และมีข้อกำหนดหลายอย่างที่บรรจุอยู่ในแผน ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้เคยปฏิเสธมาก่อน

แผนดังกล่าวเรียกร้องให้มีการหยุดยิงในฉนวนกาซา, ให้กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมดภายใน 72 ชั่วโมงหลังข้อตกลงเริ่มมีผลบังคับใช้ และให้อิสราเอลถอนทหารออกจากกาซาอย่างค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากนี้ ข้อเสนอยังเรียกร้องให้กลุ่มฮามาสปลดอาวุธ ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มเคยปฏิเสธมาก่อน เว้นแต่จะมีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตย

แต่ในวิดีโอภาษาฮีบรูของ นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ที่ถ่ายทำทันทีหลังการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว น่าจะยิ่งเพิ่มความเคลือบแคลงสงสัยให้กับกลุ่มฮามาส เพราะเขายืนยันว่า กองทัพอิสราเอลจะยังคงประจำการอยู่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของกาซา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อินโดนีเซียเร่งช่วยเหลือ เหตุอาคารโรงเรียนถล่ม นักเรียนดับ 3 บาดเจ็บกว่า 100

อินโดนีเซียเร่งช่วยเหลือ เหตุอาคารโรงเรียนถล่ม นักเรียนดับ 3 บาดเจ็บกว่า 100

30 ก.ย. 2568 16:01 น.

อินโดนีเซียเร่งช่วยเหลือ เหตุอาคารโรงเรียนถล่ม นักเรียนดับ 3 บาดเจ็บกว่า 100

เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ และทหาร ได้ร่วมกันขุดค้นซากอาคารโรงเรียนประจำ “อิสลาม อัล โคซินี”  ในเมืองซีโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก ประเทศอินโดนีเซีย ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ติดอยู่ภายใน

จากข้อมูลของโฆษกตำรวจประจำจังหวัด เหตุการณ์อาคารทรุดตัวเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ก.ย.) ขณะที่กลุ่มนักเรียนกำลังทำพิธีละหมาดในช่วงบ่าย โดยอาคารส่วนดังกล่าวอยู่ระหว่างการขยายโครงสร้างที่ ไม่ได้รับอนุญาต 

รายงานล่าสุดระบุว่า มีนักเรียนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ราย ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 100 คน และอีกหลายสิบคนยังคงติดอยู่ใต้ซากอาคาร โดยนักเรียนส่วนใหญ่ที่ประสบเหตุเป็นเด็กผู้ชายช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 5 หรือมีอายุระหว่าง 12 ถึง 18 ปี

ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยสามารถดึงผู้รอดชีวิตที่อ่อนแรงและได้รับบาดเจ็บออกมาได้ 8 ราย หลังเหตุการณ์ผ่านไปนานกว่าแปดชั่วโมง ขณะที่เจ้าหน้าที่ต้องส่ง ออกซิเจนและน้ำ เข้าไปยังพื้นที่ซากปรักหักพังเพื่อช่วยประคับประคองชีวิตของนักเรียนที่ยังติดอยู่

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้มองเห็นร่างของผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ซึ่งเป็นสัญญาณว่ายอดผู้เสียชีวิตมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นอีก

สุบันดี ผู้ว่าราชการเมืองซิโดอาร์โจ อ้างว่ายังไม่มีการออกใบอนุญาตสำหรับการขยายโรงเรียนประจำดังกล่าวซึ่งมีความสูงสองชั้น เขากล่าวว่า คนงานได้เทคอนกรีตสำหรับชั้นสามแล้ว แต่ “การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน ทุกอย่างจึงพังทลาย”

การทำงานของทีมกู้ภัยต้องหยุดชะงักลงชั่วคราวในเวลา 10:15 น. ของวันนี้ (30 ก.ย.) เนื่องจากอาคารคอนกรีตที่ถล่มลงมาเกิดการสั่นไหวอย่างกะทันหัน ทำให้ผู้คนรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่นำรถพยาบาลมาจอดใกล้จุดเกิดเหตุต้องรีบวิ่งหนีออกมาด้วยความตื่นตระหนกเกรงว่าจะเกิดการทรุดตัวซ้ำ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เรียกร้องให้ทุกคนในพื้นที่หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้อาคาร โดยปฏิบัติการค้นหากลับมาดำเนินการต่อได้อีกครั้งเมื่อเวลาประมาณ 13:45 น. ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งสอบสวนหาสาเหตุของการทรุดตัวของอาคารในครั้งนี้.

ที่มา BBC

เจ.เค. โรว์ลิง เดือด! ซัดเอ็มมา วัตสัน “ไม่รู้จริง” ปมสิทธิคนข้ามเพศ

เจ.เค. โรว์ลิง เดือด! ซัดเอ็มมา วัตสัน "ไม่รู้จริง" ปมสิทธิคนข้ามเพศ

30 ก.ย. 2568 15:02 น.

เจ.เค. โรว์ลิง เดือด! ซัดเอ็มมา วัตสัน “ไม่รู้จริง” ปมสิทธิคนข้ามเพศ

เจ.เค. โรว์ลิง ผู้ประพันธ์ “แฮร์รี่ พอตเตอร์” ออกมาตำหนิ เอ็มมา วัตสัน นักแสดงสาวชาวอังกฤษอย่างเผ็ดร้อน โดยกล่าวหาว่าเธอ “ไม่รู้จริง” ในมุมมองเกี่ยวกับสิทธิคนข้ามเพศ พร้อมแสดงความไม่พอใจที่เหล่านักแสดงนำยังคงสวมบทบาทเป็นโฆษกของโลกที่เธอสร้างขึ้น โดยระบุว่า วัตสัน ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่มีทางเข้าใจผลกระทบต่อสิทธิสตรีที่ไม่มีสิทธิพิเศษเท่าเธอ

เจ.เค. โรว์ลิง นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษวัย 60 ปี ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ เอ็มมา วัตสัน นักแสดงวัย 35 ปี ซึ่งเคยรับบทเป็น “เฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์” ในภาพยนตร์ชุด “แฮร์รี่ พอตเตอร์” อย่างรุนแรง ผ่านการโพสต์ข้อความยาวบนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา

โรว์ลิงแสดงความไม่พอใจที่วัตสันและ แดเนียล แรดคลิฟฟ์ วัย 36 ปี (ผู้รับบทเป็น แฮร์รี่ พอตเตอร์) ซึ่งเป็นนักแสดงนำจากภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากหนังสือขายดีของเธอ “ยังคงสวมบทบาทเป็นโฆษกโดยพฤตินัยให้กับโลกที่ฉันสร้างขึ้น” โดยก่อนหน้านี้ทั้งแรดคลิฟฟ์และวัตสันต่างเคยออกมาแสดงความเห็นที่ขัดแย้งกับจุดยืนของโรว์ลิงเกี่ยวกับประเด็นทางเพศ

โรว์ลิงกล่าวว่า วัตสันซึ่งเป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุ 14 ปี มีสิทธิพิเศษในชีวิต ทำให้เธอไม่สามารถเข้าใจประเด็นสำคัญที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างถ่องแท้

“ตอนฉันเขียนหนังสือที่ทำให้อีมมามีชื่อเสียง ฉันไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีตั้งแต่อายุ 14 ปี ฉันเคยใช้ชีวิตอยู่ในความยากจน” โรว์ลิงระบุ “ดังนั้น จากประสบการณ์ชีวิตของฉันเอง ฉันจึงเข้าใจว่าการทำลายสิทธิสตรี ซึ่งเอ็มมาได้เข้าร่วมอย่างกระตือรือร้นนั้น มันมีความหมายอย่างไรต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่ไม่มีสิทธิพิเศษอย่างเธอ”

โรว์ลิงยืนยันจุดยืนมานานแล้วว่า ความกังวลของเธอเกี่ยวกับประเด็นความหลากหลายทางเพศคือ ผลกระทบที่มีต่อสิทธิของสตรีและพื้นที่แยกส่วนสำหรับผู้หญิงเท่านั้น แม้จะเผชิญกับการถูกกล่าวหาว่าเป็นกลุ่มต่อต้านคนข้ามเพศ (transphobia)

โรว์ลิงยังเปิดเผยถึงความรู้สึกไม่พอใจที่ได้รับข้อความเพียงบรรทัดเดียวจากวัตสันในปี 2022 หลังจากที่วัตสันขึ้นรับรางวัลในพิธีมอบรางวัลและได้กล่าวพาดพิงถึงโรว์ลิงในที่สาธารณะ จากนั้นวัตสันได้ส่งข้อความมาหาเธอว่า “ฉันเสียใจกับสิ่งที่คุณกำลังเผชิญอยู่”

โรว์ลิงระบุว่า “ตอนนั้นเป็นช่วงที่ภัยคุกคามถึงชีวิต การข่มขืน และการทรมานต่อฉันอยู่ในระดับสูงสุด เป็นช่วงที่มาตรการรักษาความปลอดภัยส่วนตัวของฉันต้องถูกเข้มงวดขึ้นอย่างมาก และฉันก็เป็นห่วงความปลอดภัยของครอบครัวอยู่ตลอดเวลา”

“เอ็มมาเพิ่งจะเติมเชื้อเพลิงลงบนเปลวเพลิงในที่สาธารณะ แต่กลับคิดว่าการแสดงความกังวลเพียงบรรทัดเดียวจากเธอจะทำให้ฉันมั่นใจในความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาพื้นฐานของเธอ” โรว์ลิงกล่าว

นอกจากนี้ โรว์ลิงยังเปรยว่า สาเหตุที่เธอตัดสินใจออกมา “พูดอย่างตรงไปตรงมา” เกี่ยวกับนักแสดงสาวในตอนนี้ เนื่องจากความเห็นของวัตสันเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่กล่าวว่าเธอยังคงรักและให้ความสำคัญกับผู้ประพันธ์อยู่

โรว์ลิงวิเคราะห์ว่า “ฉันสงสัยว่าการเปลี่ยนท่าทีนี้ เธอรับมาใช้เพราะเธอสังเกตเห็นว่าการประณามฉันอย่างเต็มปากเต็มคำนั้น ไม่เป็นที่นิยมเท่าเมื่อก่อนแล้ว”

“ผู้ใหญ่ไม่ควรคาดหวังว่าจะสามารถใกล้ชิดกับขบวนการนักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องให้มีการลอบสังหารเพื่อนอยู่เสมอ แล้วยังคงยืนยันสิทธิที่จะได้รับความรักจากอดีตเพื่อนได้” โรว์ลิงกล่าวทิ้งท้าย “เอ็มมามีสิทธิอย่างถูกต้องที่จะไม่เห็นด้วยกับฉัน และแน่นอนว่ามีสิทธิที่จะพูดถึงความรู้สึกของเธอเกี่ยวกับฉันในที่สาธารณะ แต่ฉันก็มีสิทธิเช่นเดียวกัน และในที่สุดฉันก็ตัดสินใจที่จะใช้สิทธินั้น”

ที่มา AFP

ยูทูบยอมจ่ายเกือบ 800 ล้าน ยุติคดี ทรัมป์ ฟ้องกรณีระงับบัญชีหลังเหตุจลาจลรัฐสภา

ยูทูบยอมจ่ายเกือบ 800 ล้าน ยุติคดี ทรัมป์ ฟ้องกรณีระงับบัญชีหลังเหตุจลาจลรัฐสภา

30 ก.ย. 2568 13:18 น.

ยูทูบยอมจ่ายเกือบ 800 ล้าน ยุติคดี ทรัมป์ ฟ้องกรณีระงับบัญชีหลังเหตุจลาจลรัฐสภา

รายงานจากเอกสารของศาลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ระบุว่ายูทูบซึ่งเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอภายใต้บริษัท อัลฟาเบต ได้บรรลุข้อตกลงยอมความในคดีความมูลค่า 24.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 792 ล้านบาท) ที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ยื่นฟ้องบริษัท กรณีที่ยูทูบระงับการใช้งานบัญชีของเขา ภายหลังเหตุการณ์จลาจลที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อเดือนมกราคม ปี 2021

ข้อตกลงดังกล่าวทำให้กูเกิลเป็นบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่รายสุดท้ายจาก 3 บริษัทหลัก ที่ยอมความในคดีที่ทรัมป์ยื่นฟ้องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2021 โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้ได้ ปิดกั้นมุมมองของฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่างไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนหน้านี้ เมตา (เจ้าของ Facebook) และ X  ก็ได้ตกลงจ่ายเงินเพื่อยุติคดีในลักษณะเดียวกันไปแล้วเมื่อต้นปีนี้

ภายใต้ข้อตกลงยอมความของยูทูบ เงินจำนวน 22 ล้านดอลลาร์ จะถูกจ่ายในนามของทรัมป์ให้กับ Trust for the National Mall ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร โดยเอกสารระบุว่าเงินจำนวนนี้จะนำไปใช้ในการก่อสร้างห้องจัดเลี้ยง ขนาด 8361.27 ตารางเมตร มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ ที่ทรัมป์กำลังสร้างขึ้นที่ทำเนียบขาว

ส่วนเงินที่เหลือจะถูกจัดสรรให้กับโจทก์รายอื่น ๆ ในคดีนี้ ซึ่งรวมถึง American Conservative Union ที่เป็นผู้สนับสนุนการประชุม Conservative Political Action Conference และ นาโอมิ วูลฟ์ นักเขียนชาวสหรัฐฯ

แม้จะมีการจ่ายเงินจำนวนมาก แต่ยูทูบไม่ได้ยอมรับว่าได้กระทำความผิด ใด ๆ และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์หรือนโยบายภายใต้ข้อตกลงยอมความนี้

ทั้งนี้ ในปี 2021 บัญชี YouTube ของทรัมป์ไม่ได้ถูกลบ แต่ถูกระงับการอัปโหลดวิดีโอใหม่เท่านั้น ก่อนที่บัญชีจะถูกกู้คืนในปี 2023

ก่อนหน้านี้ เมตาตกลงจ่ายเงินประมาณ 25 ล้านดอลลาร์ เพื่อยุติคดีในเดือนมกราคม โดยเงิน 22 ล้านดอลลาร์ ถูกกำหนดให้เป็นกองทุนสำหรับห้องสมุดประธานาธิบดีของทรัมป์ในเมืองไมอามี รัฐฟลอริดา ส่วน X ได้จ่ายเงินประมาณ 10 ล้านดอลลาร์ เพื่อยุติคดีในเดือนกุมภาพันธ์.


ที่มา Reuters

อัฟกานิสถานไร้อินเทอร์เน็ต หลังตาลีบันตัดสัญญาณโทรคมนาคมทั่วประเทศ

อัฟกานิสถานไร้อินเทอร์เน็ต หลังตาลีบันตัดสัญญาณโทรคมนาคมทั่วประเทศ

30 ก.ย. 2568 12:20 น.

อัฟกานิสถานไร้อินเทอร์เน็ต หลังตาลีบันตัดสัญญาณโทรคมนาคมทั่วประเทศ

รัฐบาลตาลีบันในอัฟกานิสถานได้ประกาศใช้มาตรการ ระงับบริการโทรคมนาคมทั่วประเทศ อย่างสมบูรณ์ หลังจากที่ได้เริ่มตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสง หรือไฟเบอร์ออปติก มาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ส่งผลกระทบวงกว้างต่อธุรกิจ การศึกษา และการเดินทางทางอากาศ

Netblocks องค์กรเฝ้าระวังอินเทอร์เน็ต รายงานว่า ขณะนี้อัฟกานิสถานกำลังประสบกับ “อินเทอร์เน็ตดับสนิทโดยสมบูรณ์” (total internet blackout) สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งแจ้งว่าได้ขาดการติดต่อกับสำนักงานในกรุงคาบูล ขณะที่อินเทอร์เน็ตมือถือและโทรทัศน์ดาวเทียมก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักทั่วประเทศ

ทางการตาลีบันยังไม่ได้ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการสำหรับการปิดระบบครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ตาลีบันกล่าวเพียงว่า การปิดระบบโทรคมนาคมจะมีผลไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อและข้อมูลข่าวสาร โดยช่องข่าว Tolo News ของอัฟกานิสถาน ได้ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารผ่านหน้าโซเชียลมีเดีย เนื่องจากคาดว่าจะเกิดความไม่สะดวกต่อเครือข่ายโทรทัศน์และวิทยุของตน

ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า เที่ยวบินจากสนามบินคาบูลถูกยกเลิกไปแล้วอย่างน้อย 8 เที่ยวบิน ส่วนเจ้าหน้าที่ทางการทูตระบุว่า การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตอาจส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารและอีคอมเมิร์ซทั่วประเทศ

ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตหลายรายในกรุงคาบูลระบุว่า สายเคเบิลใยแก้วนำแสงหยุดทำงานในช่วงเย็นวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบอย่างแท้จริงในเช้าวันอังคาร เมื่อบริการธนาคารและธุรกิจอื่น ๆ เปิดทำการ

Netblocks โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า “อัฟกานิสถานอยู่ท่ามกลางภาวะอินเทอร์เน็ตดับสนิท เนื่องจากทางการตาลีบันดำเนินการเพื่อบังคับใช้มาตรการด้านศีลธรรม โดยเครือข่ายหลายแห่งถูกตัดการเชื่อมต่อในช่วงเช้าทีละขั้นตอน และบริการโทรศัพท์ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน”

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนในหลายจังหวัดของอัฟกานิสถานได้ร้องเรียนเรื่องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ช้าหรือขาดหายไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินชีวิตอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาออนไลน์ ที่เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงที่ถูกตาลีบันสั่งห้ามการศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

มาเรียม โซเลมันคิล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอัฟกานิสถาน แสดงความเห็นบน X ว่า “ความเงียบทางออนไลน์โดยปราศจากเสียงของชาวอัฟกานิสถานจากภายในประเทศนั้นช่างบาดลึก”

การปิดระบบในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการจำกัดเสรีภาพชุดล่าสุดที่ตาลีบันประกาศใช้นับตั้งแต่กลับมามีอำนาจในปี 2021 โดยก่อนหน้านี้ได้สั่งห้ามการศึกษาสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงที่มีอายุเกิน 12 ปี และสั่งถอดหนังสือที่เขียนโดยผู้หญิงออกจากหลักสูตรมหาวิทยาลัยอีกด้วย.

ที่มา BBC

สหรัฐฯ จ่อชัตดาวน์ หลังทรัมป์–เดโมแครตเจรจาล้มเหลว

สหรัฐฯ จ่อชัตดาวน์ หลังทรัมป์–เดโมแครตเจรจาล้มเหลว

30 ก.ย. 2568 11:39 น.

สหรัฐฯ จ่อชัตดาวน์ หลังทรัมป์–เดโมแครตเจรจาล้มเหลว

สหรัฐอเมริกากำลังเข้าใกล้ภาวะ “ชัตดาวน์” หรือการปิดหน่วยงานรัฐบาลบางส่วนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในคืนวันอังคารนี้ หลังจากการประชุมฉุกเฉินระหว่างประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และผู้นำพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ โดยดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายต่างยึดมั่นในจุดยืนของตนอย่างแข็งกร้าว

รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมที่ทำเนียบขาวว่า “ผมคิดว่าเรากำลังจะเข้าสู่ภาวะชัตดาวน์ เพราะเดโมแครตไม่ยอมทำในสิ่งที่ถูกต้อง” พร้อมกล่าวหาเดโมแครตว่ากำลัง “จ่อปืนที่ศีรษะของชาวอเมริกัน” ด้วยการขู่ปิดรัฐบาลหากไม่ทำตามที่พวกเขาต้องการ

ขณะที่ ชัค ชูเมอร์ ผู้นำวุฒิสภาของพรรคเดโมแครต ยืนยันว่ายังคงมี “ความแตกต่างที่ใหญ่มาก” ระหว่างเดโมแครตกับทำเนียบขาว โดยไม่มีใครแสดงความหวังว่าจะหลีกเลี่ยงสถานการณ์นี้ได้

พรรครีพับลิกันต้องการขยายเวลาการใช้งบประมาณในระดับปัจจุบันออกไปในระยะสั้น ซึ่งเป็นการ “เตะถ่วง” ปัญหาออกไปก่อน พวกเขายังพอใจกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากรัฐบาลทรัมป์ได้ดำเนินการลดการใช้จ่ายด้วยตนเอง โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

ด้านพรรคเดโมแครตต้องการให้การปฏิบัติเช่นนี้ยุติลง และต้องการข้อตกลงที่แน่นอนเพื่อต่ออายุเงินอุดหนุนประกันสุขภาพของรัฐบาลสำหรับผู้มีรายได้น้อยซึ่งจะหมดอายุในปลายปีนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่รีพับลิกันยังคงลังเลที่จะทำ

การต่อสู้เรื่องการชัตดาวน์ครั้งนี้เป็นเรื่องของการเมืองมากกว่านโยบาย พรรครีพับลิกันเชื่อว่าสามารถกุมความได้เปรียบทางการเมือง เนื่องจากโดยปกติแล้วพรรคที่ เรียกร้องเงื่อนไข แลกกับการเปิดรัฐบาล (ในกรณีนี้คือเดโมแครต) มักจะได้รับเสียงตำหนิจากสาธารณชนมากที่สุดเมื่อเกิดการชัตดาวน์

อย่างไรก็ตาม เดโมแครตเชื่อว่า ประเด็นด้านสุขภาพ เป็นประเด็นที่พวกเขาได้เปรียบ และต้องการให้การถกเถียงมุ่งเน้นไปที่การที่ชาวอเมริกันหลายล้านคนจะสูญเสียความสามารถในการจ่ายค่าประกันสุขภาพหรือไม่

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นคือ รีพับลิกันจำนวนมากดูเหมือนจะพอใจกับการปิดหน่วยงานรัฐบาลที่อาจยืดเยื้อ นายรัสส์ วอยต์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณทำเนียบขาว เพิ่งเวียนบันทึกภายในที่อธิบายว่า รัฐบาลทรัมป์จะใช้การชัตดาวน์เพื่อลดค่าใช้จ่ายและการจ้างงานของรัฐบาลกลางในระยะยาว โดยหน่วยงานหรือโครงการที่ไม่จำเป็นในช่วงปิดทำการอาจถูกปิดอย่างถาวร ซึ่งเป็นการขยายการลดงบประมาณของ “Doge” หรือกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล

แต่ผู้นำเดโมแครตมองว่าการข่มขู่นี้เป็นเพียงกลยุทธ์เจรจา โดยวุฒิสมาชิกชูเมอร์เรียกสิ่งนี้ว่า “ความพยายามข่มขู่” และกล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ “ไล่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางมาตั้งแต่วันแรก” ไม่ใช่เพื่อปกครอง แต่เพื่อข่มขู่

การชัตดาวน์ครั้งล่าสุดในช่วงวาระแรกของทรัมป์ กินเวลานานถึง 35 วัน ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา และสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าหน้าที่ควบคุมการจราจรทางอากาศซึ่งทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างเริ่มหยุดงานประท้วง ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อการเดินทางทางอากาศของประเทศ การชัตดาวน์ยังคงเป็นเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้และยังไม่มีใครรู้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะจบลงเมื่อใดและอย่างไร.

ที่มา BBC

ปธน.มาดากัสการ์ยุบรัฐบาล หลังม็อบ Gen Z ประท้วงน้ำ-ไฟขัดข้อง ดับแล้วอย่างน้อย 22 ศพ

ปธน.มาดากัสการ์ยุบรัฐบาล หลังม็อบ Gen Z ประท้วงน้ำ-ไฟขัดข้อง ดับแล้วอย่างน้อย 22 ศพ

30 ก.ย. 2568 11:21 น.

ปธน.มาดากัสการ์ยุบรัฐบาล หลังม็อบ Gen Z ประท้วงน้ำ-ไฟขัดข้อง ดับแล้วอย่างน้อย 22 ศพ

ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ แถลงผ่านโทรทัศน์ประกาศยุบรัฐบาลและปลดนายกรัฐมนตรี หลังเผชิญแรงกดดันจากการประท้วงใหญ่ของกลุ่มเยาวชน “Gen Z” ต่อต้านปัญหาน้ำประปาและไฟฟ้าขัดข้องเรื้อรัง

วันที่ 29 กันยายน 2568 นายอ็องดรี ราโจเอลินา ประธานาธิบดีมาดากัสการ์ แถลงผ่านโทรทัศน์ประกาศยุบรัฐบาลและปลดนายกรัฐมนตรี หลังเผชิญแรงกดดันจากการประท้วงใหญ่ของเยาวชนที่เรียกตัวเองว่า “Gen Z” ต่อต้านปัญหาน้ำและไฟฟ้าขัดข้องเรื้อรัง

โดยประธานาธิบดีราโจเอลินา กล่าวว่า เขาเข้าใจความโกรธ ความเศร้า และความยากลำบาก ของประชาชน พร้อมยอมรับว่าเจ้าหน้าที่รัฐทำงานล้มเหลว และจะเปิดรับการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายใน 3 วัน ก่อนจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ อีกทั้งยังแสดงความตั้งใจจะเปิดการเจรจากับเยาวชน

การชุมนุมประท้วงที่เริ่มต้นในกรุงอันตานานาริโว เมื่อวันที่ 25 กันยายนที่ผ่านมา ได้ลุกลามไปแล้ว 8 เมืองทั่วประเทศ โดยผู้ประท้วงนับพันตะโกนเรียกร้อง “เราต้องการมีชีวิต ไม่ใช่แค่เอาชีวิตรอด” ขณะที่สหประชาชาติประณามการใช้ กำลังเกินกว่าเหตุ ของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ซึ่งมีรายงานผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ และบาดเจ็บกว่า 100 ราย 

การประท้วงยังสะท้อนความไม่พอใจที่สะสมมานานต่อบริการสาธารณะล้มเหลวและการบริหารที่ถูกมองว่าไม่โปร่งใสในประเทศที่เคยเผชิญวิกฤตการเมืองหลายครั้งตั้งแต่ได้รับเอกราชในปี 2503

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ประกาศเคอร์ฟิวช่วงกลางคืนในกรุงอันตานานาริโว หลังเกิดเหตุปล้นสะดมและความรุนแรง โดยตำรวจใช้ทั้งแก๊สน้ำตาและกระสุนยางสลายฝูงชน มีรายงานว่าบางพื้นที่มีการยิงกระสุนจริง ขณะที่นายวอลเกอร์ เทิร์ก ข้าหลวงสิทธิมนุษยชนยูเอ็นเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ชุมนุมที่ถูกจับกุมโดยพลการ.  

นิโคล คิดแมน-คีธ เออร์บัน แยกทางกันแล้ว ปิดฉากชีวิตสมรส 19 ปี

นิโคล คิดแมน-คีธ เออร์บัน แยกทางกันแล้ว ปิดฉากชีวิตสมรส 19 ปี

30 ก.ย. 2568 11:13 น.

นิโคล คิดแมน-คีธ เออร์บัน แยกทางกันแล้ว ปิดฉากชีวิตสมรส 19 ปี

สื่อหลายแห่งรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยตัวตนว่า นิโคล คิดแมน นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์ และ คีธ เออร์บัน นักร้องเพลงคันทรีชื่อดัง ได้ตัดสินใจแยกทางกันแล้ว หลังจากที่ใช้ชีวิตสมรสร่วมกันมานานถึง 19 ปี

เว็บไซต์ TMZ ซึ่งเป็นผู้รายงานข่าวดังกล่าวเป็นคนแรก ระบุว่า คู่รักคนดังคู่นี้ได้เริ่มแยกกันอยู่ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูร้อน โดยเออร์บันได้ย้ายออกจากบ้านพักของครอบครัวในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี และไปซื้อบ้านพักส่วนตัวในเมืองเดียวกัน 

ทั้ง TMZ และนิตยสารพีเพิล ต่างรายงานว่า นิโคล คิดแมน วัย 58 ปี ไม่เห็นด้วยกับการแยกทาง และได้พยายามต่อสู้เพื่อประคับประคองชีวิตสมรสไว้ อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวรอยเตอร์ยังไม่สามารถยืนยันรายงานการแยกทางนี้ได้ ขณะที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงและนักร้องทั้งสองคนยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใด ๆ 

คิดแมนและเออร์บัน ซึ่งต่างถือสองสัญชาติคือสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย และเริ่มต้นอาชีพของตนในออสเตรเลีย ได้พบกันในเดือนมกราคมปี 2005 ในงานอีเวนต์ที่ฮอลลีวูดเพื่อโปรโมตประเทศออสเตรเลีย ก่อนจะเข้าพิธีสมรสที่นครซิดนีย์ในปีถัดมา ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 2 คน คือ ซันเดย์ โรส วัย 17 ปี และ เฟธ มาร์กาเร็ต วัย 14 ปี นอกจากนี้ คิดแมนยังมีบุตรบุญธรรมอีก 2 คนจากการแต่งงานครั้งก่อนกับนักแสดง ทอม ครูซ

รายงานของเดอะ ฮอลลีวูด รีพอร์เตอร์ ระบุว่า นิโคล คิดแมน ซึ่งเคยได้รับรางวัลออสการ์จากการรับบท เวอร์จิเนีย วูล์ฟ ในภาพยนตร์เรื่อง “The Hours” ได้โพสต์ภาพคู่กับสามีล่าสุดบนโซเชียลมีเดียเมื่อเดือนมิถุนายน เพื่อฉลองครบรอบวันแต่งงาน ขณะที่ คีธ เออร์บัน วัย 57 ปี ได้โพสต์ภาพของทั้งคู่ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม หลังจากที่พวกเขาเข้าร่วมงาน Academy of Country Music Awards ปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่เขาได้รับรางวัล ACM Triple Crown

ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา คิดแมนเพิ่งเสร็จสิ้นการถ่ายทำภาพยนตร์ภาคต่อเรื่อง “Practical Magic” ร่วมกับ แซนดร้า บูลล็อก ส่วน เออร์บันอยู่ระหว่างการทัวร์คอนเสิร์ตตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพื่อสนับสนุนอัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 11 ของเขา ชื่อ “High”.

ที่มา  Reuters

ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์

ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์

30 ก.ย. 2568 09:47 น.

ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ประกาศชัด ไม่ล้มเลิกโครงการพัฒนานิวเคลียร์

ทูตเกาหลีเหนือขึ้นเวที UN ลั่นไม่ยอมทิ้งนิวเคลียร์ อ้างคานอำนาจคาบสมุทรเกาหลี ซัดซ้อมรบร่วมสหรัฐ-พันธมิตรคือภัยคุกคาม

วันที่ 29 กันยายน 2568 นายคิม ซอน กยอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือ กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ของสหรัฐฯ โดยประกาศย้ำจุดยืนแข็งกร้าวว่า เกาหลีเหนือจะไม่มีวันยอมสละอาวุธนิวเคลียร์ โดยอ้างว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาสมดุลอำนาจบนคาบสมุทรเกาหลี ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติที่เรียกร้องให้เกาหลีเหนือเลิกโครงการนิวเคลียร์มาอย่างยาวนาน 

นายคิมกล่าวว่า ความมั่นคงบนคาบสมุทรเกาหลีอยู่ในภาวะเผชิญความท้าทายร้ายแรงที่สุด ขณะที่สหรัฐ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นยังคงจัดการซ้อมรบร่วมในลักษณะที่เขามองว่าเป็นการยั่วยุและเป็นภัยคุกคามที่ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยการซ้อมครั้งล่าสุดถูกระบุว่ามีทั้งขนาด ความถี่ และขอบเขตที่ใหญ่กว่าทุกครั้งที่ผ่านมา 

พร้อมกันนี้เขา ย้ำว่าการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้ว และเป็นสิ่งที่ประเทศจะไม่มีวันยอมละทิ้งอย่างเด็ดขาด.

ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หวั่นเด็กติดใต้ซาก

ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หวั่นเด็กติดใต้ซาก

30 ก.ย. 2568 09:18 น.

ตึกหอประชุมรร.อินโดฯพังถล่ม ดับอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หวั่นเด็กติดใต้ซาก

เกิดเหตุอาคารหอประชุมโรงเรียน ความสูง 4 ชั้น พังถล่มระหว่างที่นักเรียนกว่า 100 คนกำลังร่วมพิธีละหมาด ส่งผลให้นักเรียนเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1 ศพ บาดเจ็บ 83 ราย หลายคนอาการสาหัส และคาดว่ายังมีเด็กนักเรียนอีกหลายสิบชีวิตติดอยู่ใต้ซากอาคาร

วันที่30 กันยายน 2568 สื่อท้องถิ่นของอินโดนีเซียรายงานว่า เกิดเหตุอาคารหอประชุมโรงเรียน ความสูง 4 ชั้น พังถล่มระหว่างที่นักเรียนกว่า 100 คนกำลังร่วมพิธีละหมาด  โดยจุดเกิดเหตุเป็นโรงเรียนประจำ “อัล โคซีนี” ของศาสนาอิสลาม ในเมืองซีโดอาร์โจ จังหวัดชวาตะวันออก 

เจ้าหน้าที่กู้ภัย ตำรวจ และทหาร ระดมกำลังเร่งค้นหา ใช้ทั้งเครื่องจักรหนักและแรงคน ขุดเจาะซากคอนกรีตตลอดทั้งคืน โดยพบว่านักเรียนชายส่วนใหญ่เป็นผู้ประสบเหตุ เนื่องจากนักเรียนหญิงละหมาดแยกต่างหาก

ด้านโฆษกตำรวจชวาตะวันออก ระบุว่า อาคารหอประชุมเดิมมีเพียง 2 ชั้น แต่ถูกต่อเติมเพิ่มเป็น 4 ชั้นเพื่อการเรียนการสอน โดยไม่ได้ขออนุญาตตามกฎหมาย ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาคารไม่แข็งแรงและพังถล่มลงมา

ขณะที่หัวหน้าทีมกู้ภัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันเจ้าหน้าที่สามารถส่งออกซิเจนและน้ำไปถึงเด็ก 3 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ใต้ซาก เพื่อช่วยประคับประคองจนกว่าจะนำร่างออกมาได้แต่การปฏิบัติงานเต็มไปด้วยความเสี่ยง เนื่องจากโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กอาจถล่มซ้ำทุกเมื่อ ในขณะที่ครอบครัวนักเรียนต่างเฝ้ารอข่าวดีด้วยใจระทึก ท่ามกลางการค้นหาที่ดำเนินต่อเนื่องแข่งกับเวลา.