แรงงานเกาหลีใต้กว่า 300 คน กลับถึงบ้าน หลังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ กวาดจับที่โรงงานแบตเตอรี

แรงงานเกาหลีใต้กว่า 300 คน กลับถึงบ้าน หลังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ กวาดจับที่โรงงานแบตเตอรี

12 ก.ย. 2568 16:28 น.

แรงงานเกาหลีใต้กว่า 300 คน กลับถึงบ้าน หลังถูกรัฐบาลสหรัฐฯ กวาดจับที่โรงงานแบตเตอรี

แรงงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คนได้เดินทางกลับถึงบ้านแล้วในวันนี้ หนึ่งสัปดาห์หลังจากถูกบุกจับและควบคุมตัวในปฏิบัติครั้งใหญ่ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ ที่ไซต์งานโครงการผลิตแบตเตอรีในรัฐจอร์เจีย

แรงงานชาวเกาหลีใต้ที่สวมหน้ากากอนามัย ทยอยลงจากเครื่องบินเช่าเหมาลำที่ท่าอากาศยานอินชอน โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมถึงหัวหน้าคณะทำงานของประธานาธิบดีรอต้อนรับ โดยมีเสียงปรบมือแสดงความยินดี

การเดินทางกลับในครั้งนี้เป็นผลจากการเจรจาอย่างเข้มข้นตลอดทั้งสัปดาห์ของรัฐบาลเกาหลีใต้ เพื่อให้สหรัฐฯ ปล่อยตัวและส่งตัวแรงงานกลับบ้าน หลังภาพการควบคุมตัวแรงงานในลักษณะใส่กุญแจมือและโซ่ตรวนได้สร้างความตกตะลึงแก่ชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก

ปัญหาการขอวีซ่าที่เหมาะสมสำหรับแรงงานผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำงานในโครงการต่างๆ ในสหรัฐฯ เป็นเวลานาน เป็นความท้าทายที่บริษัทเกาหลีใต้ต้องเผชิญมาอย่างต่อเนื่อง และทำให้แรงงานบางส่วนต้องอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเรื่องวีซ่าของสหรัฐฯ

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ และสั่นคลอนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ในช่วงเวลาที่ทั้งสองกำลังจะสรุปข้อตกลงการค้าสำคัญ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งกองทุนมูลค่า 3.5 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ

นอกจากแรงงานเกาหลีใต้ ยังมีผู้ถูกกักตัวจากจีน 10 คน ญี่ปุ่น 3 คน และชาวอินโดนีเซีย 1 คน ซึ่งทำงานให้กับบริษัท LG Energy Solution และผู้รับเหมาช่วง โดยโครงการดังกล่าวเป็นการร่วมลงทุนกับ บริษัทฮุนได มอเตอร์ ในการสร้างโรงงานแบตเตอรี

นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเดินทางไปกรุงวอชิงตันดีซี ในสัปดาห์นี้ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ พิจารณาวีซ่าประเภทใหม่สำหรับแรงงานในบริษัทเกาหลีที่ลงทุนในสหรัฐฯ โดยทั้งสองประเทศกำลังพิจารณาจัดตั้งคณะทำงานเพื่อหารือในเรื่องนี้

ประธานาธิบดีอี แจ มยอง ได้เตือนว่า เหตุการณ์นี้อาจทำให้บริษัทเกาหลีใต้ลังเลที่จะลงทุนในสหรัฐฯ ในช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามจะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในภาคการผลิต.


ที่มา Reuters

เนปาล: ยอดตายเหตุประท้วงพุ่ง 51 ศพ เตรียมตั้งอดีตประธานศาลฎีกาเป็นนายกฯ รักษาการ

เนปาล: ยอดตายเหตุประท้วงพุ่ง 51 ศพ เตรียมตั้งอดีตประธานศาลฎีกาเป็นนายกฯ รักษาการ

12 ก.ย. 2568 13:17 น.

เนปาล: ยอดตายเหตุประท้วงพุ่ง 51 ศพ เตรียมตั้งอดีตประธานศาลฎีกาเป็นนายกฯ รักษาการ

ความรุนแรงจากการประท้วงต่อต้านการทุจริตในเนปาลทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 51 ศพ ขณะที่สถานการณ์เริ่มสงบลงหลังนายกรัฐมนตรีลาออก และมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการแต่งตั้งอดีตประธานศาลฎีกาหญิงเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการ

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเนปาลเปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตล่าสุด จากเหตุการณ์ความวุ่นวายที่นำไปสู่การโค่นล้มรัฐบาล โดยมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 51 ราย รวมถึงผู้ประท้วง 21 ราย และตำรวจ 3 นาย 

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นขึ้นจากคำสั่งห้ามใช้โซเชียลมีเดียของรัฐบาล ประกอบกับความไม่พอใจของประชาชนต่อปัญหาคอร์รัปชันและการบริหารประเทศที่ไร้ประสิทธิภาพ โดยผู้ประท้วงได้จุดไฟเผารัฐสภา ส่งผลให้นายเค.พี. ชาร์มา โอลิ นายกรัฐมนตรีต้องลาออก และกองทัพต้องเข้าควบคุมสถานการณ์ในกรุงกาฐมาณฑุ

สถานการณ์ล่าสุด นักโทษกว่า 12,533 คน ยังคงหลบหนีอยู่ โดยบางส่วนพยายามข้ามชายแดนไปยังอินเดียและถูกจับกุม ส่วนกองทัพเนปาลสามารถยึดปืนที่ถูกปล้นไปได้มากกว่า 100 กระบอก

แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า นางสุศิลา คาร์กี อดีตประธานศาลฎีกาเนปาล มีแนวโน้มสูงที่จะได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ เนื่องจากเป็นที่ยอมรับจากกลุ่มผู้ประท้วง “Gen Z” ซึ่งเป็นพลังหลักในการประท้วงครั้งนี้ คาดว่าการแต่งตั้งนางคาร์กี มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากการประชุมที่บ้านพักประธานาธิบดีราม จันทรา พูเดล ซึ่งกำหนดไว้เวลา 09.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น  ตามแหล่งข่าวจากกลุ่ม Gen Z ที่เกี่ยวข้องกับการเจรจาครั้งนี้

แม้จะเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเมืองและเศรษฐกิจมาหลายปีตั้งแต่ยกเลิกระบอบกษัตริย์ในปี 2008 แต่สัญญาณบ่งบอกว่าสถานการณ์ในกรุงกาฐมาณฑุกำลังกลับคืนสู่ภาวะปกติ ร้านค้าหลายแห่งเริ่มเปิดทำการ และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับมาใช้กระบองแทนปืน ขณะที่ทหารยังคงลาดตระเวนตามถนนอยู่บ้าง.

ที่มา Reuters  AFP

ผู้คุมอึ้ง แหกคุกเนปาลนับหมื่นคน มามอบตัวแล้ว 1 สารภาพหวั่นโดนเพิ่มโทษ

ผู้คุมอึ้ง แหกคุกเนปาลนับหมื่นคน มามอบตัวแล้ว 1 สารภาพหวั่นโดนเพิ่มโทษ

12 ก.ย. 2568 13:12 น.

ผู้คุมอึ้ง แหกคุกเนปาลนับหมื่นคน มามอบตัวแล้ว 1 สารภาพหวั่นโดนเพิ่มโทษ

คดีระทึกแหกคุกครั้งใหญ่ในเนปาล ล่าสุดกลับมีเรื่องชวนอึ้ง เมื่อนักโทษรายหนึ่งตัดสินใจกลับไปมอบตัวเอง หลังหลบหนีออกมาได้ไม่กี่ชั่วโมง เหตุผลคือกลัวถูกลงโทษหนักกว่าเดิมหากถูกจับได้ในภายหลัง

จากเหตุการณ์จลาจลและการเผาเรือนจำทั่วประเทศเนปาล ส่งผลให้นักโทษกว่า 15,000 คน แหกคุกออกมาเมื่อวันอังคาร (9 ก.ย.) ท่ามกลางการประท้วงของเยาวชน Gen Z ที่ไม่พอใจการคอร์รัปชันและการแบนโซเชียลมีเดีย จนทำให้ นายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี ต้องประกาศลาออก

ล่าสุด เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่เมือง ธันคาฑี ในจังหวัดไกลาลี ทางตะวันตกของประเทศ เมื่อ 1 ในนักโทษ 692 คนที่แหกคุกออกไป ตัดสินใจกลับเข้ามอบตัวในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยมีครอบครัวพามาส่งถึงหน้าประตูเรือนจำ

นักโทษที่ไม่เปิดเผยชื่อรายนี้ บอกกับครอบครัวว่า แม้ตอนนี้จะหลบหนีออกมาได้ แต่หากถูกตำรวจจับกุมในภายหลัง อาจถูกตั้งข้อหาเพิ่มในคดีแหกคุก และทำให้โทษหนักขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ครอบครัวยังให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่า หากรัฐบาลใหม่มองว่าเขากลับใจจริง อาจมีโอกาสได้รับอภัยโทษด้วย

รายงานระบุว่า ตอนที่ชายคนนี้ไปถึงเรือนจำ เจ้าหน้าที่รักษาการณ์ภายในยังอยู่ แต่ประตูใหญ่ด้านนอกถูกล็อก ทำให้เขาต้องตะโกนเรียกซ้ำ ๆ จนในที่สุดเจ้าหน้าที่จึงเปิดให้เข้าไปและดำเนินการส่งตัวกลับเข้าคุมขัง

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นและสำนักข่าวต่างประเทศ เหตุการณ์แหกคุกครั้งใหญ่ในเนปาลมีนักโทษหลบหนีจากเรือนจำหลายแห่ง เช่น

  • เรือนจำกลางกาฐมาณฑุ: 3,300 คน
  • เรือนจำ Nakkhu ในลลิตปูร์: 1,400 คน
  • เรือนจำ Dillibazar: 1,100 คน
  • เรือนจำเขตบันเก : 436 คน
  • สถานพินิจเยาวชนบันเก : 122 คน

จนถึงขณะนี้กองทัพเนปาลยืนยันว่า สามารถจับกุมตัวนักโทษกลับมาได้ราว 200 คน เท่านั้น ขณะที่ความรุนแรงจากเหตุปะทะทำให้มีผู้ต้องขังเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 8 ราย

วิกฤตครั้งนี้นับเป็นความท้าทายใหญ่สุดในรอบหลายทศวรรษของเนปาล กองทัพและตำรวจยังคงเร่งตามล่าผู้หลบหนี ขณะที่ต้องตรึงกำลังเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยด้วย.

ที่มา : NDTV.com

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เนปาล

คณะกรรมการรางวัลโนเบลชี้ ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ

คณะกรรมการรางวัลโนเบลชี้ ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ

12 ก.ย. 2568 12:08 น.

คณะกรรมการรางวัลโนเบลชี้ ความพยายามของทรัมป์ไม่มีผลต่อการตัดสินใจ

คณะกรรมการรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพยืนยันว่า ความพยายามของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องการจะได้รับรางวัลนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของพวกเขาแต่อย่างใด โดยเน้นย้ำถึงความเป็นอิสระและยึดถือคุณค่าของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นสำคัญ

นับตั้งแต่กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่าต้องการรางวัลอันทรงเกียรตินี้ โดยเขาอ้างว่าสมควรได้รับรางวัลนี้ เพราะสามารถยุติสงครามได้ถึง 6 ครั้ง แม้ว่าสงครามในกาซาและยูเครนที่เขากล่าวว่าจะคลี่คลายลง แต่ก็ยังคงดำเนินต่อไป

นายคริสเตียน แบร์ก ฮาร์ปวิเคน เลขาธิการคณะกรรมการโนเบล ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ทางคณะกรรมการรับทราบถึงความสนใจของสื่อที่มีต่อผู้สมัครบางราย แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลต่อการหารือภายในคณะกรรมการ

นายฮาร์ปวิเคนกล่าวว่า “การได้รับการเสนอชื่อไม่ได้เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่เสมอไป แต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือการได้รับรางวัลต่างหาก” ผู้ที่มีสิทธิ์เสนอชื่อเข้าชิงรางวัลมีจำนวนมาก ได้แก่ สมาชิกรัฐสภาและรัฐมนตรีจากทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงอดีตผู้ได้รับรางวัล และคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยบางแห่ง ซึ่งทำให้มีผู้ที่สามารถเสนอชื่อได้เป็นจำนวนมาก

สำหรับรางวัลในปี 2025 ที่จะมีการประกาศในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ คณะกรรมการจะพิจารณาจากผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ 338 รายและองค์กร ซึ่งรายชื่อจะถูกเก็บเป็นความลับนานถึง 50 ปี โดยผู้ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายจะได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ และการตัดสินใจของคณะกรรมการจะยึดตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่ตามกระแสของสื่อมวลชน

รายงานระบุว่า ทรัมป์เคยพูดคุยเรื่องรางวัลสันติภาพกับนายเยนส์ สตอลเตนเบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของนอร์เวย์ ซึ่งเป็นอดีตเลขาธิการองค์การนาโต้ ระหว่างการโทรศัพท์หารือเรื่องภาษีเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม แต่กระทรวงการคลังของนอร์เวย์ไม่ได้ยืนยันว่ามีการพูดคุยเรื่องรางวัลโนเบล

แม้ว่าคณะกรรมการรางวัลโนเบลทั้ง 5 ท่านจะได้รับการแต่งตั้งโดยรัฐสภานอร์เวย์ แต่คณะกรรมการยืนยันว่าการตัดสินใจของพวกเขาเป็นอิสระจากการเมือง ยกตัวอย่างเช่นในปี 2010 ที่คณะกรรมการไม่สนใจคำเตือนจากรัฐบาลนอร์เวย์ และตัดสินใจมอบรางวัลให้กับหลิว เสี่ยวโป นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวจีน ซึ่งส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างจีนและนอร์เวย์ต้องหยุดชะงักเป็นเวลาหลายปี

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า โอกาสที่ทรัมป์จะได้รับรางวัลมีน้อยมาก ดร.ฮัลวาร์ด เลียรา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบันกิจการระหว่างประเทศนอร์เวย์ (NUPI) กล่าวว่า “แรงกดดันในลักษณะนี้มักจะให้ผลในทางตรงกันข้าม” หากคณะกรรมการมอบรางวัลให้กับทรัมป์ในตอนนี้ ก็จะถูกกล่าวหาว่ายอมจำนนต่อแรงกดดัน และละทิ้งความเป็นอิสระที่พวกเขาอ้างว่ายึดถือมาโดยตลอด

นอกจากนี้ เมื่อเดือนสิงหาคม นักประวัติศาสตร์โนเบล 3 คนยังได้เขียนบทความแสดงความเห็นว่า ทรัมป์ไม่ควรได้รับรางวัลนี้ โดยหนึ่งในเหตุผลคือการที่เขาชื่นชมวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ซึ่งกำลังก่อสงครามในยูเครนต่อเนื่องมาเป็นเวลา 3 ปี โดยบทความระบุว่า “สมาชิกคณะกรรมการโนเบลคงจะเสียสติไปแล้ว” หากจะมอบรางวัลให้แก่ทรัมป์.

ที่มา AFP

เอฟบีไอเผยคลิปวิดีโอผู้ต้องสงสัยลอบสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก” ยังหลบหนี

เอฟบีไอเผยคลิปวิดีโอผู้ต้องสงสัยลอบสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก” ยังหลบหนี

12 ก.ย. 2568 11:32 น.

เอฟบีไอเผยคลิปวิดีโอผู้ต้องสงสัยลอบสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก” ยังหลบหนี

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยหลักฐานใหม่คดีลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นักเขียนและนักจัดพอดแคสต์วัย 31 ปี พันธมิตรคนสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเอฟบีไอและเจ้าหน้าที่รัฐยูทาห์ได้เผยแพร่ วิดีโอวงจรปิด แสดงให้เห็นผู้ต้องสงสัยวิ่งหนีข้ามหลังคา ลงจากอาคาร แล้วหลบเข้าไปในพื้นที่ป่าใกล้มหาวิทยาลัย

การสังหารครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (10 ก.ย.) ขณะที่นายเคิร์ก วัย 31 ปี กำลังบรรยายที่มหาวิทยาลัยยูทาห์วัลลีย์ ในเมืองโอเร็ม รัฐยูทาห์ โดยเขาถูกยิงด้วยกระสุนนัดเดียวที่คอขณะกำลังตอบคำถามจากผู้ชมเกี่ยวกับเหตุกราดยิงในโรงเรียน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ทรัมป์เรียกว่าเป็นการ “ลอบสังหารที่โหดร้าย”

สำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เปิดเผยคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิด แสดงให้เห็นผู้ต้องสงสัยกำลังวิ่งข้ามหลังคา ตกจากขอบหลังคา และวิ่งเข้าไปในป่าใกล้กับที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ระบุว่าเสื้อยืดสีดำลายธงชาติอเมริกันและรองเท้าคอนเวิร์สเป็น “จุดเด่น” ของผู้ต้องสงสัยรายนี้

ถึงแม้จะยังไม่มีการจับกุม แต่แหล่งข่าวระบุว่าตำรวจมีชื่อของผู้ต้องสงสัยแล้ว โดยเจ้าหน้าที่ยังได้พบปืนไรเฟิลกำลังสูงในป่าใกล้จุดเกิดเหตุอีกด้วย

ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นชายหนุ่มรูปร่างผอมสวมเสื้อแขนยาวสีดำมีลายอินทรีบินข้ามธงชาติสหรัฐฯ สวมแว่นกันแดดสีดำ และหมวกแก๊ปสีเข้ม เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยใช้บันไดขึ้นไปบนหลังคาอาคารก่อนจะทำการยิง และทิ้งรอยฝ่ามือและหลักฐานดีเอ็นเออื่นๆ ไว้บนตัวอาคารขณะปีนลงมา

แม้เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยแรงจูงใจในการก่อเหตุ แต่ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เขาทราบเบาะแสเกี่ยวกับแรงจูงใจของฆาตกรแล้ว และการสืบสวนมีความคืบหน้าอย่างมาก เจ้าหน้าที่ตำรวจและ FBI ได้รับเบาะแสมากกว่า 7,000 รายการจากประชาชน และได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วกว่า 200 คน

ทั้งนี้ ชาร์ลี เคิร์ก เป็นผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกลุ่มนักศึกษาสายอนุรักษนิยม “Turning Point USA” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ให้กับพรรครีพับลิกัน

ภายหลังการเสียชีวิต ทรัมป์ได้ออกมากล่าวประณามการใช้ความรุนแรงทางการเมืองและประกาศจะมอบ เหรียญอิสรภาพประธานาธิบดี (Presidential Medal of Freedom) ซึ่งเป็นเครื่องอิสริยาภรณ์สูงสุดสำหรับพลเรือนให้กับเคิร์ก

นอกจากนี้ รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้ยกเลิกกำหนดการเดินทางเพื่อรำลึกเหตุการณ์ 9/11 และเดินทางไปรับศพของเคิร์ก เพื่อนำกลับบ้านที่รัฐแอริโซนาด้วยเครื่องบินแอร์ฟอร์ซทู เพื่อแสดงความเคารพและให้เกียรติแก่เขา.


ที่มา Reuters

UN เตือน พบแก๊งสแกมเมอร์กำลังไปตั้งเครือข่ายใหญ่ในติมอร์เลสเต

UN เตือน พบแก๊งสแกมเมอร์กำลังไปตั้งเครือข่ายใหญ่ในติมอร์เลสเต

12 ก.ย. 2568 11:29 น.

UN เตือน พบแก๊งสแกมเมอร์กำลังไปตั้งเครือข่ายใหญ่ในติมอร์เลสเต

UN เตือนพบสัญญาณการจัดตั้งและดำเนินงานของเครือข่ายสแกมเมอร์ในติมอร์เลสเต หน่วยข่าวกรองชี้การตรวจค้นโรงแรมแห่งหนึ่ง พบผู้ต้องสงสัย ตลอดจนยึดซิมการ์ด และอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม ได้จำนวนมาก

วันที่ 11 กันยายน 2568 สำนักงานสหประชาชาติด้านยาเสพติดและอาชญากรรม (UNODC) ชี้แก๊งอาชญากรรมไซเบอร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังขยายอาณาจักรไปยังติมอร์เลสเต หรือติมอร์ตะวันออก ซึ่งเป็นประเทศที่เพิ่งเกิดใหม่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดของภูมิภาค โดยพบสัญญาณการตั้งศูนย์โกงทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ ใช้แรงงานค้ามนุษย์หลอกผู้เสียหายทั่วโลก พร้อมย้ำเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรมหาศาล

รายงานของ UNODC ระบุว่า อุตสาหกรรมโกงออนไลน์ลักษณะนี้มักตั้งเป็นคอมเพล็กซ์ขนาดใหญ่ มีแรงงานนับหมื่นคน หลายคนถูกค้ามนุษย์ บังคับให้หลอกลวงผู้เสียหายทั่วโลก โดยเฉพาะแก๊งในกัมพูชาและเมียนมา ที่เพียงปีที่ผ่านมาโกงชาวอเมริกันไปแล้วกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

รายงานยังระบุว่า พบสัญญาณบ่งชี้ถึงการจัดตั้งและดำเนินงาน ของศูนย์โกงทางไซเบอร์ในเขตบริหารพิเศษโอคูสเซ ของติมอร์เลสเต ข้อมูลจากหน่วยข่าวกรองและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของติมอร์เลสเต ระบุว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการตรวจค้นโรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ พบบุคคลที่เกี่ยวข้องกับแก๊งโกง รวมถึงอุปกรณ์สำคัญ อาทิ ซิมการ์ด และอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า จากการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่ามีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ต้องโทษคดีไซเบอร์และผู้ประกอบการการพนันนอกชายฝั่ง อีกทั้งศูนย์โกงออนไลน์ขนาดใหญ่กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนถึงความร่ำรวยและผลกำไรสูงของธุรกิจนี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลติมอร์เลสเตยังไม่ได้แสดงความเห็นต่อรายงานฉบับนี้.

ศาลบราซิล สั่งจำคุกยาวๆ 27 ปี อดีตปธน.บราซิล ฐานวางแผนก่อรัฐประหาร

ศาลบราซิล สั่งจำคุกยาวๆ 27 ปี อดีตปธน.บราซิล ฐานวางแผนก่อรัฐประหาร

12 ก.ย. 2568 10:38 น.

ศาลบราซิล สั่งจำคุกยาวๆ 27 ปี อดีตปธน.บราซิล ฐานวางแผนก่อรัฐประหาร

ศาลสูงสุดบราซิลตัดสินลงโทษอดีตประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร จำคุก 27 ปี 3 เดือน จากข้อหาก่อกบฏและวางแผนรัฐประหาร หลังพ่ายการเลือกตั้งปี 2565 แต่ขณะนี้นายโบลโซนาโรยังมีสิทธิอุทธรณ์และอยู่ระหว่างการควบคุมตัวที่บ้าน

วันที่ 11 กันยายน 2568 สำนักข่าว BBC รายงานว่า ศาลสูงสุดบราซิลตัดสินลงโทษอดีตประธานาธิบดีชาอีร์ โบลโซนาโร จำคุก 27 ปี 3 เดือน หลังจากผู้พิพากษาเสียงส่วนใหญ่ลงมติว่ามีความผิดในข้อหาวางแผนรัฐประหารและพยายามใช้อำนาจอย่างผิดกฎหมายเพื่อกดดันการเลือกตั้ง

รายงานข่าวระบุว่า ผู้พิพากษา 4 ใน 5 คนลงมติว่าผู้ถูกกล่าวหา มีเจตนาล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและสถาบันของประเทศ ขณะที่ผู้พิพากษาคนที่ 4 มีมติแย้งและโหวตให้อดีตประธานาธิบดีโบลโซนาโรรอดจากข้อหา

ศาลยังตัดสินลงโทษผู้สมรู้ร่วมคิดอีก 7 คน ได้แก่ นายวอลเตอร์ บรากา เน็ตโต อดีตรัฐมนตรีกลาโหม ผู้ช่วยและที่ปรึกษาทหารของโบลโซนาโร และอดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกระทรวงกลาโหม 

โดยนายโบลโซนาโร ปัจจุบันอยู่ภายใต้การควบคุมตัวที่บ้านพัก และเผชิญโทษสูงสุดถึง 40 ปีจากข้อหาทั้ง 5 ข้อ รวมถึงการเป็นหัวหน้ากลุ่มอาชญากรรมเพื่อก่อรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคำตัดสินลงโทษแล้ว แต่การโหวตของผู้พิพากษาคนที่ 4 อาจเปิดช่องให้มีการยื่นอุทธรณ์ และทนายของอดีตประธานาธิบดีโบลโซนาโร ยังสามารถใช้สิทธิทางกฎหมายต่อสู้คดีได้

ทั้งนี้ คดีนี้ถือเป็นการสร้างแรงกระเพื่อมทางการเมืองครั้งใหญ่ในบราซิล และอาจมีผลต่อเส้นทางการเมืองของนายโบลโซนาโร และการเลือกตั้งปีหน้าที่เขายืนยันว่าจะลงสมัครอีกครั้ง แม้จะถูกห้ามเข้าชิงตำแหน่งจนถึงปี 2573 จากข้อกล่าวหาเผยแพร่ข้อมูลเท็จเกี่ยวกับการเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์.

สหรัฐฯ ส่งกลับคนงานเกาหลีใต้กว่า 300 คน หลังถูกกวาดล้างในโรงงานฮุนได

สหรัฐฯ ส่งกลับคนงานเกาหลีใต้กว่า 300 คน หลังถูกกวาดล้างในโรงงานฮุนได

12 ก.ย. 2568 10:02 น.

สหรัฐฯ ส่งกลับคนงานเกาหลีใต้กว่า 300 คน หลังถูกกวาดล้างในโรงงานฮุนได

เครื่องบินที่บรรทุกคนงานชาวเกาหลีใต้กว่า 300 คน ซึ่งถูกจับกุมระหว่างปฏิบัติการกวาดล้างคนเข้าเมืองที่โรงงานฮุนไดออกเดินทางจากแอตแลนตามุ่งหน้าสู่กรุงโซลแล้ว คาดจะถึงเกาหลีใต้ในช่วงบ่ายวันศุกร์

คนงานเหล่านี้ถูกส่งตัวด้วยรถบัสจากศูนย์กักกันผู้อพยพในเมืองโฟล์กสตัน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจอร์เจีย มายังสนามบินในแอตแลนตา โดยกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ระบุว่า กลุ่มที่ได้รับการปล่อยตัวจากทางการสหรัฐฯ มีชาวเกาหลีใต้ 316 คน จีน 10 คน ญี่ปุ่น 3 คน และอินโดนีเซีย 1 คน

คนงานทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของแรงงานราว 475 คนที่ถูกควบคุมตัวจากโรงงานแบตเตอรี่ ภายในพื้นที่โรงงานผลิตรถยนต์ของ ฮุนไดทางตะวันตกของเมืองซาวานนาห์ โดยโรงงานแห่งนี้ถูกมองว่าเป็นโครงการพัฒนาเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์รัฐจอร์เจีย

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี อี แจ มยอง ของเกาหลีใต้ แถลงเมื่อวันพฤหัสบดี เรียกร้องให้สหรัฐฯ ปรับปรุงระบบวีซ่า ชี้ว่าบริษัทเกาหลีอาจลังเลที่จะลงทุนเพิ่มในสหรัฐฯ หากปัญหานี้ยังไม่ถูกแก้ไข เขายังเปิดเผยว่ามีการโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เกี่ยวกับการใส่กุญแจมือแรงงานในระหว่างเดินทางกลับ และสถานะของการเดินทางกลับว่าเป็นการ “เดินทางกลับโดยสมัครใจ” หรือ “ถูกเนรเทศ”

นายอีระบุเพิ่มเติมว่า ในระหว่างการหารือ มีการหยุดขั้นตอนคืนทรัพย์สินให้คนงานชั่วคราว เพราะได้รับคำสั่งตรงจากทำเนียบขาว โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้อนุญาตให้ผู้ถูกกักตัวเดินทางกลับบ้านโดยเสรี และผู้ที่ไม่ต้องการกลับก็ไม่จำเป็นต้องไป

ท้ายที่สุด สหรัฐฯ เปิดโอกาสให้แรงงานเลือกว่าจะกลับหรืออยู่ต่อ โดยมีแรงงานชาวเกาหลีเพียง 1 คนที่เลือกอยู่ต่อ เนื่องจากมีครอบครัวในสหรัฐฯ

ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์มีนโยบายกวาดล้างคนเข้าเมืองมาตลอด แต่ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกจับตามากเป็นพิเศษ เพราะเกี่ยวข้องกับโครงการลงทุนมหาศาล และแรงงานชาวเกาหลีใต้มักไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ถูกเพ่งเล็ง

ด้านผู้ว่าการรัฐจอร์เจีย ไบรอัน เคมป์ ย้ำว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐจอร์เจียกับเกาหลีใต้มีมานานกว่า 40 ปี และโรงงานฮุนไดถือเป็นพันธมิตรสำคัญ พร้อมยืนยันว่า เหตุการณ์นี้จะไม่ทำลายความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ทั้งสองฝ่ายสั่งสมมา

โดยภาพวิดีโอจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ (ICE) ที่มีการเผยแพร่ก่อนหน้านี้ เผยให้เห็นเจ้าหน้าที่บุกเข้าโรงงาน สั่งให้แรงงานเข้าแถว บางคนถูกสั่งให้ยืนชิดรถบัสเพื่อค้นตัว และถูกใส่กุญแจมือที่มือ เท้า และเอว ขณะที่อีกหลายคนถูกมัดข้อมือด้วยสายรัดพลาสติกก่อนขึ้นรถส่งตัว.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าว เกาหลีใต้

กกต.เมียนมาสั่งยุบ 4 พรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามกม.เลือกตั้ง เหลือเพียง 6 พรรคใหญ่ลุยเลือกตั้งปลายปี

กกต.เมียนมาสั่งยุบ 4 พรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามกม.เลือกตั้ง เหลือเพียง 6 พรรคใหญ่ลุยเลือกตั้งปลายปี

12 ก.ย. 2568 09:58 น.

กกต.เมียนมาสั่งยุบ 4 พรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามกม.เลือกตั้ง เหลือเพียง 6 พรรคใหญ่ลุยเลือกตั้งปลายปี

กกต.เมียนมาสั่งยุบ 4 พรรคการเมืองรวมถึงพรรคแนวร่วม NDF ทำให้จะเหลือเพียง 6 พรรคใหญ่ระดับชาติ และอีก 52 พรรคเล็กลงแข่งขันในระดับภูมิภาค ในการเลือกตั้งปลายปีนี้ทำให้เกิดคำถามเรื่องความชอบธรรม

วันที่ 11 กันยายน 2568 สำนักข่าวอิระวดี รายงานว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่แต่งตั้งโดยกองทัพเมียนมา ประกาศยุบพรรคการเมือง 4 พรรค รวมถึง National Democratic Force (NDF) ซึ่งเป็นพรรคที่มีแนวโน้มสนับสนุนรัฐบาลทหาร โดยอ้างว่าล้มเหลวในการปฏิบัติตามกฎหมายการจดทะเบียนพรรคการเมือง ขณะที่พรรคอื่นๆ ถูกยุบเพราะเปิดสำนักงานไม่ครบตามเกณฑ์

รายงานข่าวระบุว่า พรรค NDF ซึ่งเคยได้รับการสนับสนุนจากอดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาของกองทัพ ยืนยันว่ามีสมาชิกมากกว่า 88,000 คน สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด  ขณะที่นายซันดาร์ มิน รองประธานพรรค และอดีต ส.ส. NLD ระบุว่า กำลังรอคำชี้แจงเพิ่มเติมจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ขณะที่พรรคอื่นๆ ที่ถูกยุบ ได้แก่ Democratic Party of National Politics (DNP) นำโดยอดีตนายพลโซ่มอง ตลอดจนพรรคสตรี Women Party (Mon) และพรรค Union Farmer-Labor Force Party ซึ่งทั้งหมดไม่ได้ชนะเลือกตั้งในปี 2563 แต่มีแผนจะเข้าชิงในเลือกตั้งปลายปีนี้

รายงานข่าวระบุว่า คำสั่งยุบพรรคล่าสุดทำให้จำนวนพรรคระดับชาติที่จะลงแข่งขันในเลือกตั้งปลายปีเหลือ 6 พรรคใหญ่ ได้แก่ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา USDP พรรคสนับสนุนกองทัพ พรรค National Unity Party ตลอดจนพรรค People’s Pioneer Party นำโดยนายเท็ต เท็ต ขิ่น ตามด้วยพรรค People’s Party นำโดยนายโค โค จยี นอกจากนี้ยังมีพรรค Shan and Nationalities Democratic Party และ Myanmar Farmers Development Party

ขณะที่ 52 พรรคเล็ก จะลงแข่งขันในระดับรัฐหรือภูมิภาค การเลือกตั้งปลายปีซึ่งแบ่งเป็นสองระยะ คือในช่วง ธันวาคม และมกราคม ปีหน้า และได้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางว่าเป็นการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลทหาร เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านสำคัญถูกห้ามเข้าร่วม หรือเลือกไม่เข้าร่วมการแข่งขัน โดยนักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า กองทัพเมียนมาพร้อมจะปราบทุกกลุ่มที่อาจเป็นคู่แข่งและควบคุมการแข่งขันให้เป็นไปตามกฎระเบียบที่ตั้งขึ้น.

ฝนตกหนักท่วมถนนในโตเกียว ระบบขนส่งหยุดชะงัก เที่ยวบิน-รถไฟถูกระงับ

ฝนตกหนักท่วมถนนในโตเกียว ระบบขนส่งหยุดชะงัก เที่ยวบิน-รถไฟถูกระงับ

12 ก.ย. 2568 08:21 น.

ฝนตกหนักท่วมถนนในโตเกียว ระบบขนส่งหยุดชะงัก เที่ยวบิน-รถไฟถูกระงับ

ฝนที่ตกหนักวานนี้ ทำให้หลายพื้นที่ในกรุงโตเกียวเกิดน้ำท่วมถนน และส่งผลให้การเดินรถไฟและเที่ยวบินต้องหยุดชะงัก ขณะที่หน่วยงานพยากรณ์อากาศคาดว่าจะยังมีพายุฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นอีก

ตามข้อมูลของสมาคมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นระบุว่า ฝนที่ตกอย่างหนักวานนี้มีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 12 เซนติเมตร หรือราว 4.7 นิ้วภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ในพื้นที่กรุงโตเกียว

ที่สนามบินฮาเนดะ เจ้าหน้าที่ควบคุมการบินและงานบริการภาคพื้นดินต้องระงับการปฏิบัติงาน เนื่องจากมีฟ้าผ่า ส่งผลให้เครื่องบินไม่สามารถขึ้นบินได้

ด้านการรถไฟก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยต้องระงับการให้บริการทั้งรถไฟหัวกระสุน (ชินคันเซ็น) และเส้นทางรถไฟสายอื่น ๆ ในภูมิภาค

ทั้งนี้ ทั่วกรุงโตเกียวมีรายงานว่าน้ำท่วมถนนหลายสาย ขณะเดียวกันผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์บางรายเผยว่าพบลูกเห็บตกลงมา นอกจากนี้ บริษัทไฟฟ้าโตเกียว (TEPCO) รายงานว่า มีบ้านเรือนกว่า 7,000 หลังคาเรือน ที่ต้องเผชิญกับปัญหาไฟฟ้าดับ

ด้านเจ้าหน้าที่ทางการได้ออกประกาศเตือน พายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงในช่วงกลางคืน พร้อมแนะนำให้ประชาชนอยู่ภายในบ้าน หลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็น และติดตามการอัปเดตสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โตเกียว