โปแลนด์สกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างการโจมตียูเครน

โปแลนด์สกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างการโจมตียูเครน

10 ก.ย. 2568 11:17 น.

โปแลนด์สกัดโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างการโจมตียูเครน

โปแลนด์เปิดเผยว่า ได้ใช้ระบบป้องกันภัยทางอากาศร่วมกับนาโตในการยิงสกัดโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้า ขณะรัสเซียเปิดการโจมตีทางอากาศในพื้นที่ตะวันตกของยูเครน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่โปแลนด์ต้องใช้กำลังในน่านฟ้าของตนเองนับตั้งแต่สงครามยูเครนปะทุ

กองบัญชาการทหารโปแลนด์ระบุว่า น่านฟ้าโปแลนด์ถูกละเมิดหลายครั้งโดย “วัตถุคล้ายโดรน” ระหว่างการโจมตีของรัสเซียในยูเครน พร้อมยืนยันว่ามีการใช้อาวุธจริงในการสกัดกั้น และเจ้าหน้าที่กำลังเร่งค้นหาซากวัตถุที่ถูกยิงตก โดยเตือนให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง ได้แก่ พอดลาสกี มาซอวีคี และลูบลิน อยู่ในที่พักอาศัยเพื่อความปลอดภัย

วลาดิสลาฟ โคซิเนียก-คามิช รัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์ ยืนยันว่าเครื่องบินรบของโปแลนด์ได้ใช้อาวุธต่อ “วัตถุไม่เป็นมิตร” และย้ำว่ากองทัพโปแลนด์กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกองบัญชาการนาโต

ด้านองค์การบริหารการบินแห่งสหรัฐฯ (FAA) รายงานว่า โปแลนด์ได้ปิดสนามบินชั่วคราว 4 แห่ง รวมถึงสนามบินโชแปงในกรุงวอร์ซอว์ และสนามบินยาซิออนกา เมืองเชซูฟ ทางตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นศูนย์กลางขนส่งผู้โดยสารและอาวุธไปยังยูเครน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลโปแลนด์ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันอย่างเป็นทางการ

กองทัพอากาศยูเครนเปิดเผยว่า ตลอดทั้งคืน ยูเครนทุกภูมิภาค รวมถึงโวลินและลวิฟซึ่งติดชายแดนโปแลนด์ อยู่ภายใต้สัญญาณเตือนภัยทางอากาศ ขณะที่ก่อนหน้านี้ยูเครนเคยรายงานว่าโดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์และคุกคามเมืองซาโมสช์ แต่ต่อมาได้ลบข้อความดังกล่าวออกจากเทเลแกรม

ส่วนในสหรัฐฯ ดิ๊ก เดอร์บิน วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครต ระบุว่าการรุกล้ำน่านฟ้าชาตินาโตซ้ำๆ ของรัสเซีย เป็นสัญญาณว่า “วลาดิเมียร์ ปูติน กำลังทดสอบความเด็ดเดี่ยวในการปกป้องโปแลนด์และชาติในเขตบอลติก” ขณะที่ โจ วิลสัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครีพับลิกัน ประณามการกระทำนี้ว่าเป็น “การโจมตีพันธมิตรนาโต” และถือเป็น “การประกาศสงคราม” พร้อมเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้มาตรการคว่ำบาตรที่ “จะทำลายเครื่องจักรสงครามของรัสเซียให้สิ้นซาก”

เขาย้ำว่า “ปูตินไม่ได้พอใจแค่การแพ้ในยูเครนและสังหารผู้บริสุทธิ์ แต่กำลังทดสอบความแข็งแกร่งของนาโตโดยตรงบนดินแดนพันธมิตร”.

ที่มา Reuters

นักวิชาการคนดังของกัมพูชา ล่ารายชื่อ 26,000 คน ส่งถึงรัฐสภาสวีเดน เรียกร้องทบทวนขายกริพเพนให้ไทย

นักวิชาการคนดังของกัมพูชา ล่ารายชื่อ 26,000 คน ส่งถึงรัฐสภาสวีเดน เรียกร้องทบทวนขายกริพเพนให้ไทย

10 ก.ย. 2568 11:06 น.

นักวิชาการคนดังของกัมพูชา ล่ารายชื่อ 26,000 คน ส่งถึงรัฐสภาสวีเดน เรียกร้องทบทวนขายกริพเพนให้ไทย

นักวิชาการคนดังของกัมพูชา ล่ารายชื่อประชาชนกว่า 26,000 คน ส่งถึงสภาสวีเดน เรียกร้องทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย อ้างถูกนำไปใช้ถล่มชายแดนกระทบพลเรือนหลายแสนชีวิตต้องอพยพ

วันที่ 10 กันยายน 2568 นายพิช จันเทรีย นักวิชาการด้านสังคมศึกษา ศิษย์เก่าจากสถาบันการทหารสหรัฐเวสต์พอยต์ และนักวิจารณ์สังคมชื่อดังของกัมพูชา เป็นที่รู้จักในชื่อ “มูน พิช” ได้รวบรวมรายชื่อประชาชนผู้สนับสนุนจำนวน 26,456 รายชื่อ เพื่อยื่นคำร้องต่อประธานสภาสวีเดน และประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ เรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนการอนุมัติขายเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน”ให้แก่ประเทศไทย  

โดยนักวิชาการรายนี้ อ้างว่าเครื่องบินกริพเพน ถูกใช้โจมตีไม่เพียงแต่เป้าหมายทางทหาร แต่ยังรวมถึงพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ผู้บริสุทธิ์รวมถึงเด็กได้รับผลกระทบ และประชาชนกัมพูชาหลายแสนคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน เด็กจำนวนมากไม่สามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ

เขากล่าวว่า แม้คำร้องอาจไม่สามารถเปลี่ยนนโยบายของสวีเดนได้ในทันที แต่ก็หวังว่าจะช่วยให้รัฐบาลสวีเดนพิจารณาข้อตกลงด้านการทหารกับไทยอย่างรอบคอบมากขึ้น และตระหนักถึงบทบาทของสวีเดนในฐานะผู้นำด้านสันติภาพ สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตยในเวทีโลก

ขณะที่ นายคิน พา ผู้อำนวยการสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แห่งราชบัณฑิตยสถานกัมพูชาเปิดเผยว่าสวีเดนไม่ควรขายเครื่องบินรบให้ไทย หลังจากเพิ่งยุติการปะทะกันที่ชายแดน เพราะจะเป็นการบั่นทอนความน่าเชื่อถือในฐานะประเทศที่อ้างตนเป็นผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา สวีเดนและไทยเพิ่งลงนามข้อตกลงขายเครื่องบินกริพเพนรุ่น E/F จำนวน 4 ลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของดีลรวม 12 ลำ มูลค่ากว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 18,500 ล้านบาท เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังเหตุโจมตีชายแดน.

ส่องกระแสวัยรุ่น “Nepo kid” ลูกคุณหนูเนปาลใช้ชีวิตหรูสะท้อนความเหลื่อมล้ำนำไปสู่การประท้วงนองเลือด

ส่องกระแสวัยรุ่น "Nepo kid" ลูกคุณหนูเนปาลใช้ชีวิตหรูสะท้อนความเหลื่อมล้ำนำไปสู่การประท้วงนองเลือด

10 ก.ย. 2568 10:00 น.

ส่องกระแสวัยรุ่น “Nepo kid” ลูกคุณหนูเนปาลใช้ชีวิตหรูสะท้อนความเหลื่อมล้ำนำไปสู่การประท้วงนองเลือด

การประท้วงใหญ่ปะทุขึ้นในเนปาล หลังรัฐบาลแบนโซเชียลมีเดีย จุดกระแสความไม่พอใจในกลุ่ม Gen Z ที่ออกมาเรียกร้อง “เลิกแบนโซเชียล หยุดโกงบ้านเมือง” ดันแฮชแท็ก #NepoKids พุ่งอันดับหนึ่งบนโลกออนไลน์

วันที่ 10 กันยายน 2568 สถานการณ์ประท้วงของกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเนปาลยังคงทวีความรุนแรง ในขณะที่แฮชแท็ก #NepoKids ยังคงขึ้นเทรนด์เพื่อสะท้อนความเหลื่อมล้ำระหว่าง วัยรุ่นเนปาลทั่วไปที่ต้องเผชิญปัญหาความยากจน อัตราการว่างงานสูง กับกลุ่มวัยรุ่นลูกหลานนักการเมืองที่มักจะเปิดเผยให้เห็นในโลกโซเชียล ถึงการใช้ชีวิตหรูหราแบบลูกคนรวยที่ไม่ต้องวิตกเรื่องใดๆ 

การประท้วงครั้งใหญ่ปะทุในกรุงกาฐมาณฑุ มีขึ้นหลังรัฐบาลสั่งปิดกั้นการเข้าถึงโซเชียลมีเดีย 26 แพลตฟอร์มที่ไม่ลงทะเบียนตามกฎระเบียบใหม่ อ้างว่ามีการใช้โซเชียลปลอมตัวตนเพื่อเผยแพร่คำพูดสร้างความเกลียดชัง ข่าวปลอม และก่ออาชญากรรมออนไลน์ โดยบริการจะกลับมาได้ก็ต่อเมื่อบริษัทปฏิบัติตามคำสั่ง

รายงานข่าวระบุว่าตั้งแต่วันศุกร์ (5 ก.ย.) ผู้ใช้งานในเนปาลไม่สามารถเข้าใช้ Facebook, Instagram, WhatsApp, YouTube, Snapchat, Pinterest และ X (Twitter เดิม) ได้ ทำให้ประชาชนจำนวนมากโกรธแค้นและสับสน ขณะที่บางแพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Viber และ WeTalk ลงทะเบียนแล้วจึงยังใช้งานได้ตามปกติ

นอกจากเสียงต้านการปิดกั้นโซเชียลมีเดียแล้ว กระแสคำว่า “Nepo Kids” หรือ “Nepobabies” ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาโจมตีอย่างหนัก โดยเป็นคำย่อมาจาก “Nepotism” หมายถึงวัยรุ่นที่ได้รับอภิสิทธิ์จากเส้นสายหรือครอบครัว มากกว่าความสามารถของตนเอง 

เดิมทีคำนี้นิยมนำมาใช้เรียกลูกหลานคนดังในวงการบันเทิง หรือลูกหลานนักการเมืองที่ได้รับโอกาสพิเศษโดยไม่ต้องแข่งขันเท่าเทียม แต่ในเนปาล คำนี้ถูกนำมาใช้เสียดสีบุตรหลานนักการเมืองที่ใช้ชีวิตหรูหรา เดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ ซื้อของแบรนด์เนม ท่ามกลางความทุกข์ยากของประชาชนทั่วไป จนกลายเป็นสัญลักษณ์สะท้อนช่องว่างและความไม่พอใจต่อชนชั้นนำทางการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่า “ร่ำรวยบนภาษีประชาชน”

การชุมนุมประท้วงบานปลายจนมีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 22 ศพ ผู้ประท้วงชูป้ายข้อความ เช่น “การประท้วงของ Gen Z” หรือ “หยุดคอร์รัปชัน ไม่ใช่หยุดโซเชียล” (Shut down corruption and not social media) และ “เยาวชนต้านโกง” (Youths against corruption)  

คลิปวิดีโอใน TikTok ซึ่งแม้เคยถูกแบนก่อนหน้านี้ แต่ปัจจุบันใช้งานได้ในเนปาล ถูกแชร์อย่างกว้างขวาง โดยนำภาพชีวิตหรูหราของบุตรนักการเมือง ที่ถูกเรียกว่า Nepo Kids หรือ “ลูกคุณหนู” “เด็กเส้น” มาเปรียบเทียบกับความยากลำบากของลูกชาวบ้านที่ต้องห่างพ่อแม่ไปทำงานต่างจังหวัด หรือต่างแดน และยังต้องส่งเงินกลับบ้านจุนเจือครอบครัว ได้จุดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ว่าความสำเร็จของลูกนักการเมืองเกิดจากสิทธิพิเศษ ไม่ใช่ความสามารถส่วนตัว

นักศึกษาวัย 24 ปี ผู้ร่วมชุมนุมเปิดเผยกับสื่อต่างประเทศว่า พวกเธอออกมาประท้วงไม่ใช่เพราะการแบนโซเชียลเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อประท้วงการทุจริตคอร์รัปชันที่หยั่งรากลึกในเนปาล และรัฐบาลมีท่าทีเผด็จการ ทำให้ทุกคนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง และยังเชื่อว่าการต่อสู้ครั้งนี้ต้องไปให้สุดและจบที่รุ่นของพวกเธอ.

ตู้คอนเทนเนอร์หลายสิบตู้ ร่วงจากเรือบรรทุกสินค้าในสหรัฐฯ

ตู้คอนเทนเนอร์หลายสิบตู้ ร่วงจากเรือบรรทุกสินค้าในสหรัฐฯ

10 ก.ย. 2568 09:21 น.

ตู้คอนเทนเนอร์หลายสิบตู้ ร่วงจากเรือบรรทุกสินค้าในสหรัฐฯ

เกิดเหตุตู้คอนเทนเนอร์มากกว่า 60 ตู้ หล่นจากเรือบรรทุกสินค้า “มิสซิสซิปปี้” ลงสู่ผิวน้ำ บริเวณท่าเรือลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย เจ้าหน้าที่เร่งเก็บกู้

ตู้คอนเทนเนอร์มากกว่า 60 ตู้ หล่นจากเรือบรรทุกสินค้า “มิสซิสซิปปี้” ซึ่งติดธงชาติโปรตุเกส บริเวณท่าเรือลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย เคราะห์ดีที่ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ทำให้ท่าเทียบเรือ Pier G ซึ่งเป็นหนึ่งในหกท่าเทียบเรือของลองบีช ต้องสั่งระงับการขนถ่ายสินค้าเป็นการชั่วคราว ขณะเจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการเก็บกู้และรักษาความปลอดภัย

ด้านกองกำลังพิทักษ์ชายฝั่งสหรัฐฯระบุว่ามีตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 67 ตู้ลอยอยู่ในน้ำ โดยบางส่วนของตู้คอนเทนเนอร์ได้ตกลงไปบนเรือ STAX 2 ซึ่งเป็นเรือควบคุมมลพิษที่จอดติดอยู่กับเรือมิสซิสซิปปี้ ซึ่งแม้ว่าตู้จะว่างเปล่า แต่ตู้คอนเทนเนอร์แต่ละตู้ยังมีน้ำหนักระหว่าง 2–4 เมตริกตัน

ท่าเรือลองบีชตั้งอยู่ห่างจากนครลอสแอนเจลิสไปทางใต้ราว 32 กิโลเมตร ถือเป็นหนึ่งในท่าเรือคมนาคมทางทะเลที่พลุกพล่านที่สุดของสหรัฐฯ โดยมีตู้คอนเทนเนอร์กว่า 40% ของทั้งประเทศผ่านทางท่าเรือแห่งนี้และท่าเรือลอสแอนเจลิส

สำหรับเรือ Mississippi ซึ่งติดธงชาติโปรตุเกส เดินทางออกจากท่าเรือหยานเถียน เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม ก่อนจะมาถึงท่าเรือลองบีช ส่วนสาเหตุที่ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์หล่นลงทะเลยังอยู่ระหว่างการสอบสวน.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตู้คอนเทนเนอร์

ฮามาสอ้าง ผู้นำรอดตายอิสราเอลโจมตีโดฮา แต่มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ

ฮามาสอ้าง ผู้นำรอดตายอิสราเอลโจมตีโดฮา แต่มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ

10 ก.ย. 2568 06:11 น.

ฮามาสอ้าง ผู้นำรอดตายอิสราเอลโจมตีโดฮา แต่มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ

กลุ่มฮามาสออกมาอ้างว่า ผู้นำของพวกเขาในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ รอดชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล แต่มีผู้อื่นเสียชีวิต 6 ศพ รวมถึงหนึ่งในสมาชิกกองกำลังความมั่นคงกาตาร์

จากกรณีที่อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่กลุ่มอาคารในกรุงโดฮา เมืองหลวงของประเทศกาตาร์ เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ 9 ก.ย. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของกาตาร์ โดยอ้างว่ามุ่งเป้าหมายที่ผู้นำกลุ่มฮามาสซึ่งกบดานอยู่ที่นั่น จนเรียกเสียงประณามจากทั้งองค์การสหประชาชาติ และประเทศอาหรับในตะวันออกกลางนั้น

ล่าสุดกลุ่มฮามาสออกมาระบุว่า อิสราเอลโจมตีทางอากาศโดนกลุ่มอาคารที่อยู่อาศัยแห่งหนึ่งในกรุงโดฮา ทำให้สมาชิกของพวกเขาเสียชีวิต 5 ศพ รวมถึงนาย ฮูมาม อัล-ฮายยา ลูกชายของนาย คาลิล อัล-ฮายยา สมาชิกทีมเจรจาคนสำคัญของพวกเขา และมีสมาชิกกองกำลังความมั่นคงภายในของกาตาร์เสียชีวิตด้วยอีก 1 ศพ

ฮามาสอ้างอีกว่า การโจมตีของอิสราเอลเกิดขึ้นในขณะที่สมาชิกทีมเจรจามารวมตัวกันเพื่อหารือเรื่องข้อเสนอหยุดยิงในฉนวนกาซาฉบับล่าสุดของสหรัฐฯ แต่การโจมตีล้มเหลวในการสังหารทีมเจรจาของพวกเขา

ก่อนหน้านี้ นาย เบนจามิน เนทันยาฮู ออกแถลงการณ์หลังการโจมตีไม่นานว่า เขาเป็นผู้สั่งการโจมตีอันแม่นยำครั้งนี้เอง เพื่อตอบโต้กรณีที่กลุ่มฮามาสบุกโจมตีอิสราเอลครั้งใหญ่เมื่อ 7 ต.ค. 2566 และเหตุกราดยิงที่จุดจอดรถประจำทางในกรุงเยรูซาเลม เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ

ด้าน ชีคห์ โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน อัล-ธานี นายกรัฐมนตรีกาตาร์ กล่าวว่า ประเทศของเขาขอสงวนสิทธิ์ที่จะตอบโต้การโจมตีอันโจ่งแจ้งของอิสราเอล และเสริมว่า สหรัฐฯ เตือนพวกเขาหลังจากการโจมตีเริ่มขึ้นไปแล้วถึง 10 นาที

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เผยว่า เขาได้รับแจ้งเรื่องแผนการโจมตีกรุงโดฮาของอิสราเอลจากกองทัพสหรัฐฯ ซึ่งสั่งการให้ทูตพิเศษแจ้งกาตาร์เรื่องการโจมตีของอิสราเอลที่กำลังจะเกิดขึ้นในทันที แต่ยอมรับว่ามันสายเกินไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

มาครงเลือก “เซบาสเตียน เลอกอร์นู” เป็นนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่

มาครงเลือก “เซบาสเตียน เลอกอร์นู” เป็นนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่

10 ก.ย. 2568 05:48 น.

มาครงเลือก “เซบาสเตียน เลอกอร์นู” เป็นนายกฯ ฝรั่งเศสคนใหม่

นายเอ็มมานูเอล มาครง แต่งตั้งคนสนิทวัย 39 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของฝรั่งเศสแล้ว หลังจากคนก่อนพ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจ

เมื่อวันอังคารที่ 9 ก.ย. 2568 นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ได้แต่งตั้งนายเซบาสเตียน เลอกอร์นู พันธมิตรคนสนิท เป็นนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนใหม่แล้ว เพียง 24 ชั่วโมงหลังจากการลงมติไม่ไว้วางใจซึ่งทำให้ ฟรองซัวส์ บายรู ต้องพ้นจากตำแหน่งหัวหน้ารัฐบาล

นายเลอกอร์นู วัย 39 ปี เป็นหนึ่งในตัวเก็งที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีฝรั่งเศสคนต่อไป หลังจากเขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมานานกว่า 3 ปี โดยมุ่งเน้นเรื่องการตอบสนองของฝรั่งเศสต่อสงครามรัสเซียยูเครน

ในแถลงการณ์ของรัฐบาลฝรั่งเศสระบุว่า นายเลอกอร์นูได้รับมอบหมายให้ปรึกษาหารือกับพรรคการเมืองต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่ออนุมัติงบประมาณฉบับต่อไปของประเทศ

แต่การผลักดันงบประมาณในฐานะหัวหน้าพรรครัฐบาลเสียงข้างน้อยคือสิ่งที่ทำให้บายรูพ้นจากตำแหน่งมาแล้ว และฝ่ายค้านจากทั้งซ้ายและขวาจัดเข้าคิวรอเล่นงานนายเลอกอร์นูแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (8 ก.ย.) นายฟรองซัวส์ บายรู พ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจในรัฐสภาไปด้วยคะแนน 364 ต่อ 194 ทำให้เขากับรัฐบาลต้องยื่นหนังสือลาออกในวันอังคาร

ความพ่ายแพ้ของนายบายรูมีสาเหตุมาจากการที่เขาเดิมพันรัฐบาลในการอภิปรายฉุกเฉินเพื่อขอความไว้วางใจเรื่องหนี้สินของประเทศ โดยเขาใช้เวลาตลอดฤดูร้อนเพื่อเตือนถึงภัยคุกคามต่อ “การดำรงอยู่” ของฝรั่งเศสหากไม่เริ่มจัดการกับหนี้สินจำนวน 3.4 ล้านล้านยูโร

ในร่างงบประมาณปี 2569 เขาเสนอยกเลิกวันหยุดราชการ 2 วัน และระงับการจ่ายเงินสวัสดิการและเงินบำนาญ เพื่อประหยัดงบประมาณ 4.4 หมื่นล้านยูโร แต่ความหวังของเขาก็หมดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาจัดร่วมมือกันเล่นงานเขา จนนายบายรูต้องพ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ แถลง เสียใจอิสราเอลโจมตีกาตาร์ แต่จำเป็นต้องกำจัดฮามาส

สหรัฐฯ แถลง เสียใจอิสราเอลโจมตีกาตาร์ แต่จำเป็นต้องกำจัดฮามาส

10 ก.ย. 2568 02:03 น.

สหรัฐฯ แถลง เสียใจอิสราเอลโจมตีกาตาร์ แต่จำเป็นต้องกำจัดฮามาส

โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ เผย ประธานาธิบดีทรัมปรู้สึกแย่ที่อิสราเอลโจมตีกาตาร์ แต่การกำจัดกลุ่มฮามาสเป็นเป้าหมายที่คุ้มค่า พร้อมรับปากกาตาร์ว่า เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

เมื่อวันอังคารที่ 9 ก.ย. 2568 น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อสารมวลชนของทำเนียบขาวสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์เพื่อชี้แจงประเด็นต่างๆ หลังอิสราเอลโจมตีกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ อ้างว่ามุ่งเป้าไปที่ผู้นำกลุ่มฮามาส โดยเธอยอมรับว่า การโจมตีไม่ได้ทำให้อิสราเอลหรืออเมริกาถึงเป้าหมายเร็วขึ้น แต่การกำจัดฮามาสก็เป็นเป้าหมายที่คุ้มค่า

“เมื่อเช้านี้ คณะบริหารของประธานาธิบดีทรัมป์ได้รับแจ้งจากกองทัพสหรัฐฯ ว่า อิสราเอลกำลังจะโจมตีที่มั่นของกลุ่มฮามาส ซึ่งน่าเสียดายที่มันตั้งอยู่ในพื้นที่ของกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ โดยการทิ้งระเบิดแต่เพียงฝ่ายเดียวภายในกาตาร์ ซึ่งเป็นชาติอธิปไตยและเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับสหรัฐฯ ที่กำลังทำงานอย่างหนักและแบกรับความเสี่ยงอย่างกล้าหาญร่วมกับเรา เพื่อผลักดันสันติภาพนี้ ไม่ได้ทำให้เป้าหมายของอิสราเอลหรือสหรัฐฯ มีความคืบหน้า”

“อย่างไรก็ตาม การกำจัดกลุ่มฮามาส ผู้แสวงหาผลประโยชน์จากความทุกข์ของผู้ที่ใช้ชีวิตในฉนวนกาซานั้น เป็นเป้าหมายที่คุ้มค่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้สั่งการทูตพิเศษวิตคอฟฟ์ เพื่อแจ้งต่อกาตาร์ถึงการโจมตีที่กำลังจะเกิดขึ้นทันที และเขา (นายวิตคอฟฟ์) ได้แจ้งไปแล้ว โดยท่านประธานาธิบดีมองกาตาร์เป็นพันธมิตรและเพื่อนที่เข้มแข็งของสหรัฐฯ และรู้สึกแย่มากๆ เกี่ยวกับตำแหน่งของการโจมตีครั้งนี้”

“ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้ตัวประกันทุกคนในกาซา และร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วทั้งหมด ถูกส่งกลับเดี๋ยวนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูหลังการโจมตีด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีบอกกับประธานาธิบดีทรัมป์ว่า เขาต้องการสร้างสันติภาพและต้องการให้มันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย”

“ประธานาธิบดีทรัมป์เชื่อว่า เหตุการณ์อันไม่เป็นมงคลนี้ อาจเป็นโอกาสสำหรับสันติภาพ ประธานาธิบดียังได้พูดคุยกับเจ้าผู้ครองรัฐและนายกรัฐมนตรีแห่งกาตาร์ และขอบคุณพวกเขาสำหรับการสนับสนุนและมิตรภาพที่มอบให้แก่ประเทศของเรา เขารับรองกับพวกเขาด้วยว่า เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นในแผ่นดินของพวกเขาอีก”

อีกด้านหนึ่ง นายมาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงต่างประเทศของกาตาร์ยืนยันว่า ประเทศของเขาไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าใดๆ ว่าอิสราเอลจะโจมตีกรุงโดฮา สวนทางกับที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ แถลง “การสื่อสารที่ได้รับจากหนึ่งในเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ มาถึงท่ามกลางเสียงระเบิด”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพเนปาลขู่เข้าควบคุมสถานการณ์ หากผู้ชุมนุมไม่หยุดประท้วง

กองทัพเนปาลขู่เข้าควบคุมสถานการณ์ หากผู้ชุมนุมไม่หยุดประท้วง

10 ก.ย. 2568 00:32 น.

กองทัพเนปาลขู่เข้าควบคุมสถานการณ์ หากผู้ชุมนุมไม่หยุดประท้วง

กองทัพเนปาลเตือน จะเข้าควบคุมสถานการณ์หากการประท้วงรุนแรงยังไม่ยุติลง โดยกองทัพกล่าวหาว่าผู้ประท้วงกำลังฉวยโอกาสจากวิกฤตเพื่อสร้างความเสียหาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กองทัพเนปาลออกแถลงการณ์ในคืนวันอังคารที่ 9 ก.ย. 2568 กล่าวหากลุ่มผู้ประท้วงว่าฉวยโอกาสจากวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น ด้วยการสร้างความเสียหาย, ขโมยสิ่งของจากร้านค้า และจุดไฟเผาทรัพย์สินทั้งของสาธารณะและส่วนบุคคล

แถลงการณ์ของกองทัพระบุว่า หากการประท้วงยังดำเนินต่อไป สถาบันฝ่ายความมั่นคงทั้งหมด รวมถึงกองทัพเนปาล จะเข้าควบคุมสถานการณ์ โดยจะมีผลตั้งแต่เวลา 22:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ไม่เปิดเผยรายละเอียดว่า การดำเนินการดังกล่าวจะครอบคลุมถึงอะไรบ้าง

“เราขอเรียกร้องให้พลเมืองทุกคนสนับสนุนกองทัพในความพยายามนี้” แถลงการณ์ของกองทัพเนปาลระบุ และเสริมว่า พวกเขาจะอัปเดตข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากประเมินสถานการณ์แล้ว

ทั้งนี้ การประท้วงในวันอังคารยังคงรุนแรงไม่แพ้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาแห่งชาติในกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาและจุดไฟเผา ทำให้ควันไฟพวยพุ่งออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว

คนหนุ่มสาวชาวเนปาลออกมารวมตัวประท้วงทั่วประเทศ จากความไม่พอใจเรื่องมาตรการห้ามใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของรัฐบาล แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะถูกยกเลิกและนายกรัฐมนตรี เคพี. ชาร์มา โอลี จะลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบแล้ว แต่ผู้คนยังโกรธแค้นหลังรัฐบาลปราบผู้ประท้วงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตถึง 19 ศพ

การประท้วงในวันอังคารมีผู้เสียชีวิตอีก 3 ศพ ทำให้จำนวนผู้เคราะห์ร้ายรวมจนถึงตอนนี้เป็น 22 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีก 209 คนถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลในวันเดียวกันนี้ แต่ 186 คนได้รับอนุญาตให้กลับบ้านแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ ยืนยัน อิสราเอลแจ้งก่อนโจมตีโดฮา UN ประณามความรุนแรง

สหรัฐฯ ยืนยัน อิสราเอลแจ้งก่อนโจมตีโดฮา UN ประณามความรุนแรง

9 ก.ย. 2568 23:39 น.

สหรัฐฯ ยืนยัน อิสราเอลแจ้งก่อนโจมตีโดฮา UN ประณามความรุนแรง

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ยืนยันว่า ได้รับแจ้งจากอิสราเอลก่อน ว่าจะมีการโจมตีกรุงโดฮา ของกาตาร์ ขณะที่สหประชาชาติและชาติอาหรับต่างออกมาประณามการโจมตีของอิสราเอล

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ยืนยันกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับแจ้งจากอิสราเอล ว่าพวกเขาจะดำเนินการโจมตีทางอากาศในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น เมื่อช่วงเย็นวันอังคารที่ 9 ก.ย. 2568

การโจมตีของอิสราเอลทำให้เกิดคำถามขึ้นทันทีว่า สหรัฐฯ รู้และมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เนื่องจากสหรัฐฯ มีทหารประจำการอยู่ในประเทศกาตาร์กว่า 10,000 นาย

ด้านนายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กล่าวประณามการโจมตีของอิสราเอล ว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกาตาร์อย่างรุนแรง

นายกูเตร์เรสกล่าวในงานแถลงข่าวว่า เขาเพิ่งทราบเรื่องการโจมตีที่กรุงโดฮาของกาตาร์ ซึ่งเป็นประเทศที่มีบทบาทเชิงบวกอย่างมากในการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงและปล่อยตัวประกันทั้งหมด และ “ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุการหยุดยิงถาวร ไม่ใช่ทำลายมัน”

ขณะเดียวกัน ชาติอาหรับต่างออกมาประณามการโจมตีของอิสราเอล โดยกระทรวงต่างประเทศของจอร์แดนระบุว่า พวกเขาขอประณามการโจมตีครั้งนี้อย่างรุนแรงที่สุด และว่านี่เป็นการยั่วยุที่อันตรายและไม่อาจยอมรับได้ เช่นเดียวกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตสส์ ที่ขอประณามอย่างรุนแรงเช่นกัน

ส่วนคูเวตก็ออกแถลงการณ์ในลักษณะคล้ายกัน และย้ำว่า พวกเขาจะสนับสนุนมาตรการที่กาตาร์จะใช้เพื่อตอบโต้อย่างเต็มที่ ขณะที่สุลต่านแห่งโอมาน ระบุว่า การโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นการละเมิดอธิปไตยของกาตาร์อย่างโจ่งแจ้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เนปาลดับพุ่ง 22 ศพ หลังม็อบเผารัฐสภา ทหารวอนประชาชนอดกลั้น

เนปาลดับพุ่ง 22 ศพ หลังม็อบเผารัฐสภา ทหารวอนประชาชนอดกลั้น

9 ก.ย. 2568 22:24 น.

เนปาลดับพุ่ง 22 ศพ หลังม็อบเผารัฐสภา ทหารวอนประชาชนอดกลั้น

ผู้เสียชีวิตระหว่างการประท้วงรุนแรงในเนปาลเพิ่มขึ้นเป็น 22 ศพแล้ว ในขณะที่กองทัพออกมาเรียกร้องให้ผู้ชุมนุมอดทนอดกลั้น หลังมีการเผารัฐสภา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุประท้วงรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในเนปาลทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีก 3 ศพในวันอังคารที่ 9 ก.ย. 2568 ทำให้จำนวนผู้เคราะห์ร้ายรวมจนถึงตอนนี้เป็น 22 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีก 209 คนถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลในวันเดียวกันนี้ แต่ 186 คนได้รับอนุญาตให้กลับบ้านแล้ว

การประท้วงในวันอังคารยังคงรุนแรงไม่แพ้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาแห่งชาติในกรุงกาฐมาณฑุ เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาและจุดไฟเผา ทำให้ควันไฟพวยพุ่งออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว

คนหนุ่มสาวชาวเนปาลออกมารวมตัวประท้วงทั่วประเทศ จากความไม่พอใจเรื่องมาตรการห้ามใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของรัฐบาล แม้ว่ามาตรการดังกล่าวจะถูกยกเลิกและนายกรัฐมนตรี เคพี. ชาร์มา โอลี จะลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบแล้ว แต่ผู้คนยังโกรธแค้นหลังรัฐบาลปราบผู้ประท้วงอย่างหนักเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา จนมีผู้เสียชีวิตถึง 19 ศพ

ล่าสุดกองทัพเนปาลออกมาเรียกร้องให้คนหนุ่มสาวทั่วประเทศแสดงความอดทนอดกลั้น หลังการประท้วงบานปลายกลายเป็นความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และว่าพวกเขาจะมีแถลงการณ์ต่อประชาชนในประเทศในคืนนี้

ในแถลงการณ์ฉบับก่อนของกองทัพ พวกเขาระบุว่า สถาบันนี้มีพันธสัญญาในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและของชาวเนปาล โดยกองทัพกำลังวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเรียกร้องให้ประชาชนยุติการชุมนุม

ด้านประธานาธิบดี ราม ชานดรา พูเดล ร้องขอให้กลุ่มผู้ประท้วง มาพูดคุยกับรัฐบาลและหาทางออกอย่างสันติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc