ญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย 5 ปีมี 3 นายกฯ เปิดโผตัวเก็งคนใหม่

ญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย 5 ปีมี 3 นายกฯ เปิดโผตัวเก็งคนใหม่

9 ก.ย. 2568 11:12 น.

ญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย 5 ปีมี 3 นายกฯ เปิดโผตัวเก็งคนใหม่

  • ชิเกรุ อิชิบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ประกาศลาออกหลังดำรงตำแหน่งไม่ถึง 1 ปี หลังพรรคเสรีประชาธิปไตยแพ้การเลือกตั้งซ้ำสองในเวลาไม่กี่เดือน ทำให้ญี่ปุ่นต้องหาผู้นำคนใหม่เป็นคนที่ 4 ในรอบ 5 ปี
  • การตัดสินใจครั้งนี้มีขึ้นเพียงหนึ่งวันก่อนการลงมติภายในพรรค ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่านายชิเกรุ อิชิบะจะถูกโค่นเก้าอี้
  • การลาออกของอิชิบะเปิดทางให้ญี่ปุ่นต้องจัดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคผู้ปกครองอีกครั้ง และยิ่งตอกย้ำวงจรนายกรัฐมนตรีอายุสั้น ที่กลายเป็นภาพชินตาในการเมืองญี่ปุ่นไปแล้ว

ทำไมอิชิบะถึงต้องลาออก?

ย้อนกลับไปในปี 2020 หลังชินโซ อาเบะ ลาออกด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ โยชิฮิเดะ สุงะ ก้าวขึ้นมาแทน แต่ก็อยู่ในตำแหน่งได้เพียงปีเดียว ก่อนกระแสนิยมตกต่ำจนนำไปสู่การลาออก

ต่อมา ฟุมิโอะ คิชิดะ ขึ้นรับตำแหน่งและชนะการเลือกตั้งในปี 2021 แต่กลับเผชิญปัญหาคอร์รัปชันในพรรค LDP ค่าครองชีพพุ่งสูง ค่าเงินเยนตกต่ำ ความนิยมจึงร่วงอย่างรวดเร็ว และต้องวางมือในปี 2024 เปิดทางให้อิชิบะเข้ามา

อิชิบะพยายามพิสูจน์ตนเองด้วยการยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แต่ผลลัพธ์กลับเลวร้าย ประชาชนยังไม่ให้อภัยต่อคดีคอร์รัปชัน และโกรธแค้นกับวิกฤตค่าครองชีพ ทำให้พรรค LDP สูญเสียเสียงข้างมากทั้งสภาล่างและสภาสูง เสียงเรียกร้องให้อิชิบะลาออกดังขึ้นเรื่อย ๆ จนเจ้าตัวต้องตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่ง

ใครจะเป็นนายกฯ คนต่อไป?

การเลือกหัวหน้า LDP จะมีขึ้นต้นเดือนตุลาคม โดยผู้ชนะเกือบจะแน่นอนว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น แม้ยังไม่มีใครประกาศชัด แต่ชื่อที่ถูกพูดถึงได้แก่ ชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีเกษตรวัย 44 ปี บุตรชายของอดีตนายกฯ จุนอิชิโร โคอิซุมิ ที่ได้รับความนิยมจากสื่อและคนรุ่นใหม่ นายโยชิมาสะ ฮายาชิ เลขาธิการคณะรัฐมนตรีวัย 64 ปี ผู้มากประสบการณ์และรับบทโฆษกรัฐบาล นอกจากนี้ยังมี ซานาเอะ ทาคาอิชิ นักการเมืองสายอนุรักษ์นิยมใกล้ชิดอาเบะวัย 64 ปี ซึ่งหากเธอชนะ จะกลายเป็นนายกฯ หญิงคนแรกของญี่ปุ่น และยังมีชื่อของ โทชิมิตสึ โมเทงิ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศวัย 69 ปี และทาคายูกิ โคบายาชิ อดีตรัฐมนตรีด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจวัย 50 ปี ที่ถูกจับตามองเช่นกัน

ความท้าทายของผู้นำคนใหม่

ผู้ที่จะขึ้นเป็นนายกฯ ต้องเผชิญภารกิจหนักหลายด้าน ได้แก่ การกอบกู้ความเชื่อมั่นในพรรค LDP หลังฐานเสียงอนุรักษ์นิยมบางส่วนหันไปสนับสนุนพรรคชาตินิยม Sanseito การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและค่าครองชีพ ค่าเงินเยนอ่อนทำให้ประชาชนรู้สึกว่าประเทศ “จนลง” ขณะที่เงินเดือนแทบไม่ขยับ รวมทั้งการบริหารความสัมพันธ์ต่างประเทศ โดยเฉพาะการรักษาสมดุลระหว่างสหรัฐฯ–จีน–เกาหลีใต้ ในขณะที่จีน รัสเซีย และเกาหลีเหนือแสดงพลังร่วมกันอย่างชัดเจน แม้แต่ความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เองก็ไม่ราบรื่นนัก หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ญี่ปุ่นเพิ่มค่าใช้จ่ายในการตั้งฐานทัพอเมริกัน

ทำไมญี่ปุ่นเปลี่ยนผู้นำบ่อย?

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีมากกว่า 10 คน ปัญหาหลักคือ “การเมืองพรรคเดียว” ที่ LDP ครองอำนาจต่อเนื่อง การแข่งขันจึงเกิดขึ้นภายในพรรคเอง ระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ที่ผลักดันคนของตัวเองขึ้นสู่ตำแหน่ง

ดังนั้น แม้จะก้าวขึ้นมาเป็นนายกฯ ได้ แต่แรงเสียดทานภายในก็ทำให้ตำแหน่งนี้เปรียบเหมือนยาพิษ ที่พร้อมจะเล่นงานผู้ครองเก้าอี้ได้ทุกเมื่อ จึงต้องจับตาดูว่าผู้นำคนถัดไปจะสามารถหยุดวงจรนายกรัฐมนตรีอายุสั้น และนำประเทศผ่านความท้าทายทั้งภายในและภายนอกได้หรือไม่.

ที่มา :BBC , Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

เนปาลยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย หลังการประท้วงรุนแรงคร่า 19 ศพ

เนปาลยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย หลังการประท้วงรุนแรงคร่า 19 ศพ

9 ก.ย. 2568 10:53 น.

เนปาลยกเลิกคำสั่งแบนโซเชียลมีเดีย หลังการประท้วงรุนแรงคร่า 19 ศพ

รัฐบาลเนปาลประกาศยกเลิกมาตรการแบนสื่อโซเชียลมีเดีย 26 แห่ง หลังเกิดการประท้วงรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ และบาดเจ็บมากกว่าร้อยราย

เมื่อวันจันทร์ (8 ก.ย.) กลุ่มคนหนุ่มสาวนับพันบุกเข้าสู่รัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุ เรียกร้องให้รัฐบาลยุติการแบนแพลตฟอร์มโซเชียล 26 แห่ง รวมถึงเฟซบุ๊ก และยูทูบ พร้อมเรียกร้องให้แก้ปัญหาคอร์รัปชัน รัฐบาลจึงจัดประชุมคณะรัฐมนตรีฉุกเฉินในช่วงค่ำวันเดียวกัน และมีมติยกเลิกคำสั่งดังกล่าว โดยนายปริถวี สุพบา กูรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการสื่อสารและสารสนเทศ ระบุว่า เป็นการตอบสนองต่อ “เสียงเรียกร้องของคนเจน Z”

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลให้เหตุผลว่า การแบนโซเชียลเป็นมาตรการสกัดข่าวปลอม คำพูดสร้างความเกลียดชัง และการหลอกลวงออนไลน์ แต่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจเผด็จการ หลายคนถือป้ายเขียนข้อความ “พอกันที” และ “หยุดคอร์รัปชัน” ขณะเดียวกัน มีรายงานว่ามีผู้ขว้างปาก้อนหินใส่บ้านพักของนายกรัฐมนตรี เค.พี. ชาร์มา โอลี ในบ้านเกิดจังหวัดดามักด้วย

ตำรวจใช้ปืนฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา กระบอง และกระสุนยางในการสลายการชุมนุม นายกรัฐมนตรีโอลีแสดงความเสียใจต่อเหตุรุนแรง โดยกล่าวโทษว่าเป็นเพราะ “กลุ่มที่มีผลประโยชน์แอบแฝงเข้ามาปะปน” พร้อมประกาศตั้งคณะกรรมการสอบสวน และจัดสรรเงินเยียวยาผู้เสียชีวิต รวมถึงรักษาฟรีแก่ผู้บาดเจ็บ

การประท้วงครั้งนี้ยังเชื่อมโยงกับกระแส “nepo kid” ที่กำลังแพร่หลายบนโซเชียลมีเดียของเนปาล กล่าวหาลูกหลานนักการเมืองใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยจากเงินคอร์รัปชัน

ด้านรัฐมนตรีมหาดไทย ราเมช เลขัก ได้ยื่นลาออกในช่วงค่ำวันเดียวกัน หลังถูกวิจารณ์อย่างหนักต่อการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม

สัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่ได้สั่งปิดกั้นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย 26 แห่ง เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามกำหนดเวลาการลงทะเบียนกับกระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศของเนปาล รัฐบาลเนปาลโต้แย้งว่าไม่ได้สั่งห้ามโซเชียลมีเดีย แต่พยายามทำให้สอดคล้องกับกฎหมายของเนปาล.

ที่มา BBC

คิม จองอึน กำกับการทดสอบสมรรถนะ “เครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับดันสูง”

คิม จองอึน กำกับการทดสอบสมรรถนะ "เครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับดันสูง"

9 ก.ย. 2568 08:12 น.

คิม จองอึน กำกับการทดสอบสมรรถนะ “เครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับดันสูง”

คิมจองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ลงพื้นที่กำกับการทดสอบ “เครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งคาร์บอนไฟเบอร์รุ่นใหม่” ยกเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ในการเสริมกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ คาดเป็นหัวใจสำคัญของขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นล่าสุด “ฮวาซอง-20”

วันที่ 9 กันยายน 2568 สำนักข่าวเคซีเอ็นเอ ของทางการเกาหลีเหนือ รายงานว่า นาย คิมจองอึน ผู้นำสูงสุด ได้เดินทางไปกำกับดูแลการทดสอบ เครื่องยนต์ขีปนาวุธเชื้อเพลิงแข็งแรงขับดันสูง ที่ผลิตด้วยวัสดุคอมโพสิตคาร์บอนไฟเบอร์ โดยคิมระบุว่าเป็นความสำเร็จเชิงยุทธศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการยกระดับกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ

การทดสอบครั้งนี้จัดขึ้นโดย สำนักงานขีปนาวุธ ร่วมกับศูนย์วิจัยวัสดุเคมี ถือเป็นการทดสอบครั้งที่ 9 และยังเป็น การทดสอบครั้งสุดท้าย ก่อนเสร็จสิ้นขั้นตอนการพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่นี้ถูกอ้างว่ามีแรงขับสูงสุด 1,971 กิโลนิวตัน

รายงานข่าวยังเชื่อมโยงไปถึงการที่นายคิมเพิ่งไปเยี่ยมสถาบันวิจัยผู้พัฒนาเครื่องยนต์เมื่อสัปดาห์ก่อน และประกาศเปิดตัว “ฮวาซอง-20” (Hwasong-20)  ขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ ซึ่งจะใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงแข็งรุ่นล่าสุดนี้

ทั้งนี้ เกาหลีเหนือเคยทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่น “ฮวาซอง-19” ใช้เชื้อเพลิงแข็งเมื่อวันที่ 31 ตุลาคมปีที่แล้ว โดยเรียกว่าเป็นรุ่นอัพเกรดขั้นสุดท้าย แต่การพัฒนาเครื่องยนต์ใหม่นี้จะเป็นตัวเร่งให้โครงการฮวาซอง-20 ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว.

“ม็อบ Gen Z” เนปาล ประท้วงทุจริต–ต้านแบนโซเชียล ปะทะเดือด ดับอย่างน้อย 19 ศพ

"ม็อบ Gen Z" เนปาล ประท้วงทุจริต–ต้านแบนโซเชียล ปะทะเดือด ดับอย่างน้อย 19 ศพ

9 ก.ย. 2568 07:46 น.

“ม็อบ Gen Z” เนปาล ประท้วงทุจริต–ต้านแบนโซเชียล ปะทะเดือด ดับอย่างน้อย 19 ศพ

ประท้วงใหญ่ที่เนปาล “ม็อบ Gen Z”  สุดเดือดหลั่งไหลชุมนุมบนท้องถนนในหลายเมือง หลังรัฐบาลสั่งปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ พร้อมสั่งแบนโซเชียลมีเดียหลายแพลตฟอร์ม 

วันที่ 8 กันยายน 2568 ประชาชนหลายพันคนในเนปาล โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ที่เรียกว่า Gen Z รวมตัวชุมนุมหน้ารัฐสภาในกรุงกาฐมาณฑุ เพื่อประท้วงนโยบายรัฐบาลที่ประกาศแบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อาทิ เฟซบุ๊ก ยูทูบ อินสตาแกรม และเอ็กซ์ พร้อมตะโกนเรียกร้องให้ยุติการทุจริตที่ฝังรากลึกในระบบการเมือง

การชุมนุมบานปลายเมื่อผู้ประท้วงบางส่วนปีนกำแพงเข้าสู่พื้นที่หวงห้าม ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา รถฉีดน้ำ กระบอง และยิงกระสุนยางสลายการชุมนุม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 ศพ ในจำนวนนี้ 17 รายในกรุงกาฐมาณฑุ และอีก 2 รายในเมืองอีตาฮารี ทางตะวันออกของประเทศ นอกจากนี้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โรงพยาบาลหลายแห่งเต็มไปด้วยผู้ป่วยจากแก๊สน้ำตา โดยเจ้าหน้าที่แพทย์เผยว่า ไม่เคยพบเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนี้มาก่อน

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลเนปาลระบุว่า มาตรการแบนโซเชียลนั้นมีความจำเป็นเพื่อควบคุม ข่าวปลอม คำพูดสร้างความเกลียดชัง และการฉ้อโกงออนไลน์ แต่ชาวเนปาลส่วนใหญ่กลับเห็นว่า เป็นการปิดกั้นเสรีภาพและพยายามปิดปากประชาชน

ขณะที่กระแสความไม่พอใจลุกลามหนัก จนกระทั่งนายราเมศ เลขัก รัฐมนตรีมหาดไทย ตัดสินใจลาออกในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นการแสดงความรับผิดชอบทางศีลธรรมต่อเหตุสังเวยชีวิตผู้ประท้วง

ด้าน สำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเนปาลสอบสวนเหตุเสียชีวิตอย่างโปร่งใส พร้อมแสดงความกังวลต่อการใช้กำลังที่ เกินความจำเป็นของเจ้าหน้าที่.

ช็อก รถไฟชนรถบัส 2 ชั้นที่เม็กซิโก ดับสลด 10 ศพ เจ็บหลายสิบคน

ช็อก รถไฟชนรถบัส 2 ชั้นที่เม็กซิโก ดับสลด 10 ศพ เจ็บหลายสิบคน

9 ก.ย. 2568 06:12 น.

ช็อก รถไฟชนรถบัส 2 ชั้นที่เม็กซิโก ดับสลด 10 ศพ เจ็บหลายสิบคน

เกิดเหตุรถไฟขนสินค้าพุ่งชนรถบัส 2 ชั้นในภาคกลางของเม็กซิโก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ บาดเจ็บอีกหลายสิบคน โดยคนขับรถบัสถูกควบคุมตัวแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน อ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันพลเรือนแห่งเม็กซิโก ว่า เกิดเหตุรถไฟชนกับรถบัสโดยสาร 2 ชั้น บนถนนหลวงในเมือง แอตลาโคมุลโก (Atlacomulco) ตอนกลางของประเทศ เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ศพ บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 41 คน

เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมครั้งนี้ แต่วิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์แสดงให้เห็นว่า รถไฟบรรทุกสินค้าพุ่งเข้าใส่รถบัส 2 ชั้นที่กำลังเริ่มเคลื่อนที่ข้ามทางรถไฟ ท่ามกลางการจราจรติดขัดเคลื่อนตัวช้า ส่งผลให้รถบัสถูกรถไฟลากไปตามราง จนหลังคารถถูกฉีกจนหลุดออกไป

นายอาเดรียน เฮอร์นันเดซ จากสำนักงานป้องกันพลเรือน บอกกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น มิเลนิโอ ทีวี ว่า คนขับรถบัสถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวแล้ว โดยไม่ระบุว่าเขาถูกควบคุมตัวด้วยเหตุใด

ด้านสภาปกครองเมืองแอตลาโคมุลโก ระบุว่า ชุมชนของพวกเขากำลังไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ “ณ เวลานี้ เราขอแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างจริงใจกับครอบครัวของผู้ได้รับผลกระทบ” พร้อมสัญญาว่าจะให้การสนับสนุน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ตระกูลเมอร์ด็อคบรรลุข้อตกลง ยุติศึกชิงทายาทอาณาจักรสื่อ

ตระกูลเมอร์ด็อคบรรลุข้อตกลง ยุติศึกชิงทายาทอาณาจักรสื่อ

9 ก.ย. 2568 05:52 น.

ตระกูลเมอร์ด็อคบรรลุข้อตกลง ยุติศึกชิงทายาทอาณาจักรสื่อ

ตระกูลเมอร์ด็อคบรรลุข้อตกลงยุติศึกชิงตำแหน่งผู้สืบทอดอาณาจักรสื่อของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อค แล้ว หลังจากตึงเครียดมานานหลายปี

ตระกูลเมอร์ด็อคประกาศในวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 ว่า พวกเขาบรรลุข้อตกลงยุติศึกชิงตำแหน่งทายาทภายในอาณาจักรสื่ออนุรักษ์นิยมของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อค แล้ว โดยที่นายลาคแลน เมอร์ด็อค ลูกชายของเขาจะได้เป็นว่าที่ผู้บริหารสูงสุดคนใหม่ของอาณาจักรสื่อแห่งนี้

นายลาคแลนจะได้เป็นผู้ควบคุมกองทรัสต์ใหม่ ส่วนพี่น้องของเขาอย่าง พรู แมคลอยด์ และเอลิซาเบธ เมอร์ด็อค กับเจมส์ เมอร์ด็อค จะพ้นจากการเป็นผู้รับผลประโยชน์จากกองทรัสต์ที่มีหุ้นในบริษัทฟ็อกซ์หรือนิวส์ คอร์ป

ข้อตกลงดังกล่าวยังรับประกันว่า สื่อฝ่ายอนุรักษ์นิยมอย่าง ฟ็อกซ์นิวส์, เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล และ เดอะ นิวยอร์ก โพสต์ จะยังคงดำเนินกิจการต่อไปแม้ในวันที่นายรูเพิร์ต เมอร์ด็อค ลาจากโลกนี้ไปแล้ว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากเกิดความตึงเครียดภายในกลุ่มบริษัทสื่อและลูกๆ 3 คนของนายเมอร์ด็อคมานานหลายปี เรื่องอนาคตของธุรกิจต่างๆ ของบริษัท ถึงขั้นกลายเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างซีรีส์โทรทัศน์เรื่อง Succession

พี่ๆ ของนายลาคแลนซึ่งมีแนวคิดทางการเมืองสายกลางมากกว่า เตรียมขายหุ้นของตัวเองในบริษัทฟ็อกซ์ และนิวส์ คอร์ป ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า และพวกเขาจะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้รับผลประโยชน์จากกองทรัสต์ใหม่ ซึ่งจะได้รับเงินสดจากการขายหุ้นนิวส์ คอร์ป จำนวนประมาณ 14.2 ล้านหุ้น และหุ้นฟ็อกซ์ คอร์ป จำนวน 16.9 ล้านหุ้น

การขายหุ้นของพวกเขาจะช่วยเพิ่มมรดกที่พี่น้องทั้งสามคนมีอยู่แล้ว แต่ก็เป็นการป้องกันไม่ให้พวกเขามีอิทธิพลใดๆ ต่อกลุ่มบริษัทสื่อของตระกูล

ปัจจุบันนายลาคแลนเป็นประธานนิวส์ คอร์ป ซึ่งเป็นเจ้าของสื่ออย่าง เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล, เดอะ ไทม์ส และสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ และถูกมองว่าเป็นลูกที่มีหัวอนุรักษ์นิยมที่สุดของนายรูเพิร์ต เมอร์ด็อค

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ยุติการค้นหา 4 ปี พ่อนิวซีแลนด์ถูกยิงดับ หลังพาลูก 3 คน หนีหายไปในป่า

ยุติการค้นหา 4 ปี พ่อนิวซีแลนด์ถูกยิงดับ หลังพาลูก 3 คน หนีหายไปในป่า

9 ก.ย. 2568 04:58 น.

ยุติการค้นหา 4 ปี พ่อนิวซีแลนด์ถูกยิงดับ หลังพาลูก 3 คน หนีหายไปในป่า

ชายผู้ก่อเหตุพาลูก 3 คนหลบหนีเข้าป่า และพาลูกก่อเหตุปล้นธนาคาร-ร้านค้าหลายครั้งตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตขณะพยายามก่อเหตุขโมยของอีกครั้ง

คดีการหายตัวไปของนายทอม ฟิลิปส์ กับลูกสาว 3 คนเมื่อปลายปี 2564 ได้รับความสนใจและกลายเป็นหนึ่งในคดีปริศนาของประเทศนิวซีแลนด์ เนื่องจากตำรวจพยายามตามหาตัวเขากับลูกสาวหลายครั้งในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่พบ แม้จะมีการพบเห็นเขากับลูกๆ หลายครั้งก็ตาม

เรื่องทั้งหมดเริ่มขึ้นในวันที่ 11 ก.ย. 2564 นายทอม ฟิลิปส์ กับลูกสาว 3 คน หายตัวไปเป็นครั้งแรก โดยมีการพบรถกระบะ โตโยต้า ไฮลักซ์ ของเขาจอดอยู่ใต้แนวระดับน้ำขึ้นน้ำลงที่ชายหาดใกล้บ้านพ่อแม่ของเขาในเมืองมาโรโคปา บนเกาะเหนือของนิวซีแลนด์ ทำให้ตำรวจต้องระดมพลค้นหาครั้งใหญ่ทั้งทางบก, ทะเล และอากาศ เพราะเกรงว่าเขากับลูกๆ กำลังเผชิญเคราะห์ร้าย

ไม่ถึง 3 สัปดาห์ต่อมา ฟิลิปส์กับลูกๆ ก็กลับมาอย่างปลอดภัย โดยผู้เป็นพ่ออ้างว่า พวกเขาไปเดินทางตั้งแคมป์ในป่า แต่จากนั้นในวันที่ 12 ธ.ค.ปีเดียวกัน พวกเขาทั้ง 4 คนก็หายตัวไปอีกครั้ง และนอกจากมีการพบเห็นโดยบังเอิญ 2-3 ครั้ง และถูกกล้องวงจรปิดจับได้อย่างไม่ชัดเจน ก็ไม่มีผู้พบเห็นชายคนนี้กับลูก 3 คนของเขาอีกเลย

จนกระทั่งเมื่อเช้ามืดวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 ตำรวจได้รับแจ้งว่ามีความพยายามขโมยของในร้านค้าที่เมืองปิโอปิโอ ทำให้เจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจสอบและเกิดการยิงต่อสู้กับคนร้าย ซึ่งยืนยันในเวลาต่อมาว่าคือนายฟิลิปส์ และส่งผลให้นายฟิลิปส์ เสียชีวิต ยุติการค้นหาที่กินเวลานานร่วม 4 ปี

อย่างไรก็ตาม มีคำถามมากมายเกี่ยวกับการหายตัวไปของชายคนนี้กับลูกๆ ที่ยังต้องการคำตอบ รวมถึงว่าทำไมเขาจึงพาลูกๆ หลบเข้าไปในป่า และเขาหลบหนีการจับกุมมานานหลายปีได้อย่างไร

เมื่อฟิลิปส์กลับมาครั้งแรกในปี 2564 เขาถูกฟ้องร้องข้อหาทำให้ตำรวจเสียทรัพยากรในการค้นหาตัวเขา มูลค่าหลายแสนยูโร และนั่นส่งผลให้ตำรวจไม่ได้ออกค้นหาเขากับลูกๆ ทั้ง 3 คนในทันที ตอนที่ทั้ง 4 คนหายตัวไปเป็นครั้งที่ 2 จนกระทั่งนายฟิลิปส์ไม่มาขึ้นศาลตามนัดหมายในวันที่ 12 ม.ค. 2565 ตำรวจจึงเริ่มออกหมายจับ

หลังจากนั้น มีรายงานว่านายฟิลิปส์แอบกลับมาบ้านของครอบครัวเพียงคนเดียวในช่วงกลางดึกวันที่ 9 ก.พ.ปีเดียวกันนั้น เพื่อรวบรวมเสบียงอาหาร ก่อนจะหายตัวไปไม่มีใครพบเห็นอีกนานกว่า 1 ปี

ตำรวจนิวซีแลนด์เคยพูดเอาไว้ว่า พวกเขาเชื่อว่านายฟิลิปส์พาลูกสาว 3 คน ที่ตอนนี้มีอายุ 9, 10 และ 12 ปี เข้าป่า เพื่อหลบหนีการต่อสู้แย้งสิทธิ์เลี้ยงดูกับผู้เป็นแม่ แต่ไม่เคยมีการยืนยันใดๆ จากปากของนายฟิลิปส์

ภาพจากกล้องวงจรปิดเมื่อ 27 ส.ค. 2567 ขณะที่นายฟิลิปส์พาลูกสาวมาขโมยของที่ร้านค้าในเขต ไวโตโม
ภาพจากกล้องวงจรปิดเมื่อ 27 ส.ค. 2567 ขณะที่นายฟิลิปส์พาลูกสาวมาขโมยของที่ร้านค้าในเขต ไวโตโม

ทั้งนี้ นายฟิลิปส์เป็นที่รู้จักในฐานะนายพรานผู้เคยฝึกการเอาชีวิตรอดในป่า ชาวบ้านในเมืองมาโรโคปาระบุว่า เขาเป็นคนที่ต้องการปลีกวิเวกจากสังคมและไม่มีบัญชีผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ใดๆ

ตำรวจเชื่อว่า นายฟิลิปส์กับลูกๆ ใช้ชีวิตอยู่ในป่าหน้าทึบรอบๆ เมืองมาโรโคปา แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่สามารถเอาตัวรอดด้วยกำลังของตัวเองทั้งหมด เนื่องจากมีรายงานการพบเห็นเขาหลายครั้งในแถบคาเวีย (Kawhia) ช่วงเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน 2566 รวมถึงรายงานการขโมยของในร้านค้าหลายครั้ง

ภาพจากกล้องวงจรปิดในตอนนั้นแสดงให้เห็นภาพนายฟิลิปส์กับลูกสาวคนหนึ่งของเขา อยู่ในชุดลายพรางและสวมหน้ากากทั้งคู่ พยายามจะบุกรุกเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่งในเมืองปิโอปิโอ และในตอนที่ยิงปะทะกับตำรวจเมื่อวันจันทร์ (8 ก.ย. 2568) ตำรวจก็พบอาวุธปืนมากมายและของที่ขโมยมาบนรถเอทีวีของเขา

ก่อนหน้านี้ตำรวจเชื่อว่า มีผู้ให้ความช่วยเหลือนายฟิลิปส์ในการหลบหนี และตอนที่เขาปล้นธนาคารในเมืองเตคูอิติ เมืองเล็กๆ ในเขตไวโตโม ตำรวจก็ระบุว่าเขามีผู้สมรู้ร่วมคิด

ในเดือนมิถุนายน 2567 ตำรวจตั้งรางวัลนำจับนายฟิลิปส์กับลูกสาวของเขาเป็นเงิน 80,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ แต่รางวัลหมดอายุโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ

นายฟิลิปส์กับลูกๆ ถูกพบเห็นอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2567 ในตอนที่กลุ่มวัยรุ่นเข้าไปเดินป่ารอบเมืองมาโรโคปา และใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปนายฟิลิปส์เอาไว้ได้ โดยในภาพที่ไม่ชัดเจนนั้นแสดงให้เห็นว่า นายฟิลิปส์กำลังพาลูกๆ ในชุดลายพราง และเสื้อกันฝน แบกเป้ใบใหญ่เดินผ่านพื้นที่ขรุขระ

1News สื่อของนิวซีแลนด์อ้างว่า หนึ่งในกลุ่มวัยรุ่นได้พูดคุยกับลูกสาวคนหนึ่งของนายฟิลิปส์สั้นๆ โดยถามว่ามีใครรู้หรือไม่ว่าพวกเธออยู่ที่นี่ เด็กก็ตอบว่า “มีแค่คุณ” แล้วเดินต่อไป

การพบเห็นดังกล่าวทำให้เกิดการค้นหาครั้งใหญ่อีกครั้ง โดยใช้ทั้งตำรวจและเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพ แต่การค้นหานาน 3 วันประสบความล้มเหลว โดยตำรวจกล่าวในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า การค้นหาเชิงรุกที่เกิดขึ้นนั้น อาจไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เพราะนายฟิลิปส์มีอาวุธ และถูกพิจารณาว่าเป็นบุคคลอันตราย

หลังจากนั้นนายฟิลิปส์ก็ไม่ถูกพบเห็นอีกจนกระทั่งปลายเดือนสิงหาคมปีนี้ เมื่อเขากับลูกสาวหนึ่งคนถูกกล้องวงจรปิดจับภาพเอาไว้ได้ ขณะพยายามบุกรุกร้านค้าในเมืองปิโอปิโอ และหนีไปพร้อมของใช้ในชีวิตประจำวัน

นายฟิลิปส์กลับมาที่เมืองปิโอปิโออีกครั้งในเช้าวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 แต่คราวนี้ตำรวจได้รับแจ้งเหตุขโมยที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในเวลาประมาณ 2.30 น. เจ้าหน้าที่จึงเดินทางไปตรวจสอบโดยเชื่อว่าคนร้ายอาจเป็นนายฟิลิปส์

ตำรวจได้รับรายงานว่า รถเอทีวีที่มีคนนั่งอยู่ 2 คน กำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองมาโรโคปา ตำรวจจึงโปรยเหล็กแหลมไว้ตามถนนเพื่อสกัดจับ แต่เมื่อหยุดรถได้นายฟิลิปส์กลับเปิดฉากยิงเข้าใส่ตำรวจ มีตำรวจ 1 นายถูกกระสุนเข้าที่ศีรษะและจนถึงตอนนี้อาการยังสาหัส ก่อนที่ตำรวจอีกนายจะยิงนายฟิลิปส์เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

ส่วนเด็กหญิงที่มากับเขาไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ และให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ นำไปสู่การค้นพบเด็กอีก 2 คนที่เหลือ ซึ่งตั้งแคมป์อยู่ในป่าห่างไกลระหว่างเมืองมาโรโคปากับเมืองเตคูอิติ ท่ามกลางอุณหภูมิเกือบเยือกแข็ง และตอนนี้พวกเธอกำลังอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่

แต่ชาวนิวซีแลนด์หลายคนก็ออกมาแสดงความกังวลว่า การเสียชีวิตของนายฟิลิปส์จะส่งผลกระทบกับเด็กทั้ง 3 คนอย่างไร เช่นนางมาลีน แมคไอแซค ชาวเขตไวโตโม กล่าวว่า เธออยากให้เรื่องนี้จบลงอย่างมีความสุข “สำหรับเด็กๆ คุณรู้มั้ย? พวกเด็กๆ คงเสียใจมาก” เธอบอกกับ 1News

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

รัฐบาลฝรั่งเศสล่ม นายกฯ แพ้โหวตไม่ไว้วางใจ ต้องลาออกจากตำแหน่ง

รัฐบาลฝรั่งเศสล่ม นายกฯ แพ้โหวตไม่ไว้วางใจ ต้องลาออกจากตำแหน่ง

9 ก.ย. 2568 03:48 น.

รัฐบาลฝรั่งเศสล่ม นายกฯ แพ้โหวตไม่ไว้วางใจ ต้องลาออกจากตำแหน่ง

นายกรัฐมนตรี ฟรองซัวส์ บายรู พ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจอย่างย่อยยับ และต้องยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่ง หลังจากปฏิบัติหน้าที่มาได้เพียง 9 เดือนเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ฝรั่งเศสตกลงสู่วิกฤตทางการเมืองรอบใหม่ในวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 หลังจาก ฟรองซัวส์ บายรู พ่ายแพ้ในการลงมติไม่ไว้วางใจในรัฐสภาไปด้วยคะแนน 364 ต่อ 194 หมายความว่าเขากับรัฐบาลของเขาจะต้องยื่นหนังสือลาออกในวันอังคารแก่ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง

ขณะเดียวกัน นายมาครงก็ต้องเลือกผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยมีตัวเลือกหลายทางรวมถึงการเลือกนายกฯ คนใหม่จากกลุ่มฝ่ายกลางขวา หรือตัดสินใจเอียงซ้ายแล้วเลือกชื่อที่เข้ากันได้กับพรรคสังคมนิยม หรือยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งสำนักงานของนายมาครงระบุว่า เขาจะเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

ด้านศัตรูทางการเมืองของนายมาครงในพรรคฝ่ายซ้ายจัดอย่างพรรค “ลา ฟรองซ์ อินซูมิเซ” (LFI) เรียกร้องให้นายมาครงลาออกจากตำแหน่ง แต่นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่ามันจะไม่เกิดขึ้น และฝรั่งเศสกำลังจะมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 ภายในเวลาเพียง 2 ปี ตอกย้ำความไม่แน่นอนและความไม่พอใจในการปกครองสมัยที่ 2 ของนายมาครง

ทั้งนี้ ความพ่ายแพ้ของนายบายรูเกิดขึ้นหลังจาก เขาเดิมพันรัฐบาลในการอภิปรายฉุกเฉินเพื่อขอความไว้วางใจเรื่องหนี้สินของประเทศ โดยเขาใช้เวลาตลอดฤดูร้อนเพื่อเตือนถึงภัยคุกคามต่อ “การดำรงอยู่” ของฝรั่งเศสหากไม่เริ่มจัดการกับหนี้สินจำนวน 3.4 ล้านล้านยูโร

ในร่างงบประมาณปี 2569 เขาเสนอยกเลิกวันหยุดราชการ 2 วัน และระงับการจ่ายเงินสวัสดิการและเงินบำนาญ เพื่อประหยัดงบประมาณ 4.4 หมื่นล้านยูโร แต่ความหวังของเขาก็หมดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อพรรคฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาจัดร่วมมือกันเล่นงานเขา จนนายบายรูต้องพ่ายแพ้ในการลงมติไว้วางใจ

ในการกล่าวสุนทรพจน์ก่อนหน้านี้ บายรูได้กล่าวอย่างชัดเจนว่าเขามองไปที่ประวัติศาสตร์มากกว่าการเมือง โดยบอกกับสมาชิกรัฐสภาว่าคนรุ่นหลังคือผู้ที่จะต้องทนทุกข์ทรมานหากฝรั่งเศสสูญเสียความเป็นอิสระทางการเงิน

“การยอมจำนนต่อหนี้สินก็เหมือนกับการยอมจำนนต่ออาวุธ” เขากล่าว พร้อมเตือนว่าระดับหนี้ในปัจจุบันหมายถึง “การผลักดันคนหนุ่มสาวเข้าสู่ความเป็นทาส”

“พวกคุณอาจมีอำนาจที่จะโค่นล้มรัฐบาล แต่พวกคุณไม่สามารถลบเลือนความเป็นจริงได้” เขากล่าว แต่ดูเหมือนคำพูดของเขาจะไม่อาจโน้มน้าวรัฐสภาและประเทศฝรั่งเศสได้ พรรคฝ่ายซ้ายและขวาจัดกล่าวหาว่าเขากำลังพยายามปกปิดความผิดพลาด ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นชี้ว่า ชาวฝรั่งเศสยังไม่คิดว่าเรื่องหนี้สินของประเทศเป็นวาระแห่งชาติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำสิงคโปร์ร่อนจดหมายยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย

ผู้นำสิงคโปร์ร่อนจดหมายยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย

8 ก.ย. 2568 22:45 น.

ผู้นำสิงคโปร์ร่อนจดหมายยินดี “อนุทิน” รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย

นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ส่งจดหมายถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อแสดงความยินดีที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไทย พร้อมเชิญชวนให้นายอนุทินเดินทางเยือนสิงคโปร์ด้วย

เมื่อวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 นายลอว์เรนซ์ หว่าง นายกรัฐมนตรีของประเทศสิงคโปร์ ส่งจดหมายถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อแสดงความยินดีที่ได้รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย หลังจากรัฐสภาลงมติด้วยคะแนน 311 เสียงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (5 ก.ย.) เลือกเขาเป็นผู้นำคนใหม่ของไทย

จดหมายของนายหว่องระบุว่า เขาขอแสดงความยินดีอย่างอบอุ่นที่สุดกับนายอนุทิน พร้อมเน้นย้ำเรื่องความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสิงคโปร์กับไทย และว่าปี 2568 มีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากครบรอบ 60 ปีความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศ

“สิงคโปร์กับไทยมีมิตรภาพที่ยาวนานและความร่วมมือที่เข้มแข็งซึ่งเจริญเติบโตในหลายด้าน” จดหมายของนายหว่องระบุ “เหตุการณ์สำคัญล่าสุดคือการลงนามบังคับใช้ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านคาร์บอนเครดิต ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สิงคโปร์ทำข้อตกลงเช่นนี้กับประเทศสมาชิกอาเซียน”

“สิ่งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นที่เรามีร่วมกันเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว ที่สำคัญกว่านั้น ยังเป็นการแสดงให้เห็นว่า ประเทศของเราสามารถทำงานร่วมกันเพื่อบุกเบิกความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคในการรับมือปัญหาสภาพอากาศ”

นายหว่องยังแสดงความมั่นใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสิงคโปร์กับไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึก ภายใต้การนำของนายอนุทิน

“เรามีโอกาสมากมายที่จะร่วมมือกันในด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม, การเชื่อมต่อ, และความมั่นคงทางอาหาร ผมมั่นใจว่าความพยายามอย่างต่อเนื่องของเราจะนำมาซึ่งประโยชน์ที่ยั่งยืนแก่ประชาชนของเรา และมีส่วนส่งเสริมความสามารถในการปรับตัวของประชาคมอาเซียน”

“ผมขอเรียนเชิญท่านมาเยือนสิงคโปร์ในโอกาสแรก และหวังว่าจะได้พบท่านในเร็วๆ นี้ ผมขออวยพรให้ท่านประสบความสำเร็จในบทบาทใหม่” นายหว่องระบุในจดหมาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม ดับ 6 ศพเจ็บอื้อ

มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม ดับ 6 ศพเจ็บอื้อ

8 ก.ย. 2568 22:11 น.

มือปืนปาเลสไตน์กราดยิงป้ายรถเมล์ในเยรูซาเลม ดับ 6 ศพเจ็บอื้อ

มือปืนชาวปาเลสไตน์ 2 คน กราดยิงจุดจอดรถประจำทางในกรุงเยรูซาเลม ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย ก่อนที่คนร้ายจะถูกสังหาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 8 ก.ย. 2568 เกิดเหตุมือปืนชาวปาเลสไตน์เปิดฉากยิงปืนเข้าใส่ผู้คนที่จุดจอดรถประจำทางแห่งหนึ่งในกรุงเยรูซาเลม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ บาดเจ็บอีก 8 ราย นับเป็นเหตุโจมตีนองเลือดที่สุดในเยรูซาเลมในรอบหลายปี

ตำรวจอิสราเอลระบุว่า ผู้ก่อการร้าย 2 คนนั่งรถยนต์มาถึงที่เกิดเหตุ ก่อนจะเปิดฉากยิงเข้าใส่ผู้คนที่จุดจอดรถประจำทางที่แยก รามอต (Ramot Junction) บริเวณชานเมืองทางตอนเหนือของกรุงเยรูซาเลม ทำให้ทหารนอกเวลางานนายหนึ่งกับพลเรือนอีกคน เปิดฉากยิงตอบโต้ และสังหารผู้ก่อเหตุทั้ง 2 ราย

ร้อยโท ดีน เอลส์ดูนน์ โฆษกตำรวจอิสราเอลกล่าวว่า เจ้าหน้าที่พบอาวุธและเครื่องกระสุนจำนวนมาก รวมถึงมีด 1 เล่ม ที่ผู้ก่อเหตุใช้

ด้านสื่อของอิสราเอลระบุว่า คนร้ายเดินทางมาจากหมู่บ้าน อัล-คูเบบา และคาตันนา ในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งห่างจากแยกรามอตเพียง 10 กม. โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครหรือกลุ่มใดออกมาอ้างตัวเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุโจมตีครั้งนี้ แต่กลุ่มฮามาสออกมาชื่นชมการโจมตีที่เกิดขึ้น

สื่ออิสราเอลบอกอีกว่า ผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาย 5 คน อายุระหว่าง 25-79 ปี กับผู้หญิงวัย 60 ปีอีก 1 คน ขณะที่โรงพยาบาลท้องถิ่นเผยว่า ผู้บาดเจ็บ 2 จาก 8 รายมีอาการสาหัส

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล บอกกับผู้สื่อข่าวระหว่างเดินทางเยือนจุดเกิดเหตุว่า อิสราเอลกำลังอยู่ในสงครามต่อต้านการก่อการร้ายอย่างรุนแรงในหลายแนวรบ และอ้างว่าตลอดปีที่ผ่านมา กองกำลังความมั่นคงอิสราเอลสกัดแผนการโจมตีในเขตเวสต์แบงก์ไปแล้วหลายร้อยครั้ง แต่น่าเสียดายที่สกัดเหตุการณ์เมื่อเช้านี้ไม่สำเร็จ

“ตอนนี้เรากำลังดำเนินการไล่ล่า และปิดล้อมหมู่บ้านที่ฆาตกรจากมา เราจะจับกุมใครก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือและส่งพวกเขามา และเราจะใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นอีก” นายเนทันยาฮูกล่าว

ทั้งนี้ กองทัพอิสราเอลระบุว่า ทหารกำลังโอบล้อมหมู่บ้านชาวปาเลสไตน์บริเวณชานเมืองรามัลเลาะห์ ในเขตเวสต์แบงก์ เพื่อยับยั้งการก่อการร้าย และเพิ่มความพยายามในการป้องกัน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc