แผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7 เขย่าสหรัฐฯ บ้านสั่นแรง-ร้านค้าพังเสียหาย

แผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7 เขย่าสหรัฐฯ บ้านสั่นแรง-ร้านค้าพังเสียหาย

15 เม.ย. 2569 08:17 น.

แผ่นดินไหวเนวาดา ขนาด 5.7 เขย่าสหรัฐฯ บ้านสั่นแรง-ร้านค้าพังเสียหาย

เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 5.7 ในรัฐเนวาดา สหรัฐฯ ใกล้เมืองคาร์สัน ซิตี แรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายพื้นที่ ร้านค้าสินค้าตกกระจาย ประชาชนเผยบ้านเด้งขึ้นลง จนแทบจะหลุดจากฐานราก

แผ่นดินไหวขนาด 5.7 แมกนิจูดเขย่าในพื้นที่ชนบทของรัฐเนวาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ทางตะวันออกของเมืองหลวงของรัฐอย่างคาร์สัน ซิตี เมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา สร้างแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงให้กับชุมชนใกล้เคียง

สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐ หรือ U.S. Geological Survey (USGS) ระบุว่า แผ่นดินไหวเกิดขึ้นก่อนเวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองซิลเวอร์ สปริง ไปทางตะวันออกราว 12.9 ไมล์ หรือราว 20.7 กิโลเมตร และมีความลึกเพียง 3.1 ไมล์ หรือ 5 กิโลเมตร ซึ่งถือว่าค่อนข้างตื้นและทำให้แรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบได้ชัดเจน

ภาพวิดีโอจากเมืองแฟลลอน แสดงให้เห็นความเสียหายภายในร้านขายของชำ โดยกระจกแตกกระจาย และสินค้าอาหารตกหล่นเกลื่อนพื้นตามชั้นวาง ขณะที่ในเมืองซิลเวอร์ สปริงส์ ก็พบภาพสินค้าหล่นกระจัดกระจายทั่วร้านค้า

USGS เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ประชาชนในหลายชุมชนใกล้เคียงรายงานว่า รับรู้แรงสั่นสะเทือนในระดับ “รุนแรงถึงรุนแรงมาก” และมีความเสียหายในระดับเล็กน้อยถึงปานกลางเกิดขึ้นในบางพื้นที่

ด้าน ไทรา ฟูลเลอร์ ชาวเมืองซิลเวอร์ สปริงส์ เปิดเผยประสบการณ์ขณะเกิดเหตุว่า เธอรู้สึกเหมือนบ้านกำลังจะหลุดออกจากฐาน

ทั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามสถานการณ์และประเมินความเสียหายเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง.

ที่มา : ABCnews

เกาหลีเหนือเรียกร้องประชาชนเพิ่มความจงรักภักดี “คิม จองอึน” ในวาระครบรอบ 114 ปีผู้ก่อตั้งประเทศ

เกาหลีเหนือเรียกร้องประชาชนเพิ่มความจงรักภักดี "คิม จองอึน" ในวาระครบรอบ 114 ปีผู้ก่อตั้งประเทศ

15 เม.ย. 2569 07:41 น.

เกาหลีเหนือเรียกร้องประชาชนเพิ่มความจงรักภักดี “คิม จองอึน” ในวาระครบรอบ 114 ปีผู้ก่อตั้งประเทศ

ทางการเกาหลีเหนือเรียกร้องประชาชน-พรรคแรงงาน เพิ่มความจงรักภักดีต่อผู้นำสูงสุด “คิม จองอึน” เนื่องในวาระครบรอบ 114 ปี “คิม อิลซุง” ผู้ก่อตั้งประเทศ โดยเน้นสืบทอดแนวทาง “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง”

วันที่ 15 เมษายน 2569 หนังสือพิมพ์โรดองชินมุน ของพรรคแรงงานเกาหลี รายงานว่า ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 114 ปีการเกิดของคิม อิลซุง ปู่ของคิม จองอึน โดยเน้นย้ำว่านโยบาย “ประชาชนคือท้องฟ้า” ของผู้ก่อตั้ง ยังคงถูกสืบทอดภายใต้การนำของผู้นำคนปัจจุบัน

บทความระบุว่า แนวคิดที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางยังคงเป็น “ปรัชญาทางการเมืองถาวร” ของพรรคและรัฐ พร้อมเรียกร้องให้ยืนหยัดภักดีต่ออุดมการณ์และการนำของคิม จองอึน ซึ่งสืบทอดประวัติศาสตร์อันศักดิ์สิทธิ์ของผู้นำรุ่นก่อน ขณะเดียวกันสื่อทางการยังเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันผลักดันเป้าหมายสูงสุดของพรรค คือการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้บรรลุผลอย่างสมบูรณ์

โดยวันคล้ายวันเกิดของคิม อิลซุง ซึ่งเคยเรียกว่า “วันแห่งดวงอาทิตย์” ถือเป็นวันสำคัญระดับชาติของเกาหลีเหนือ แม้ในช่วงหลังจะลดการใช้คำเรียกนี้ลง ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามปรับแนวคิดความจงรักภักดีไปยังผู้นำคนปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า องค์กรสังคมหลายแห่ง เช่น สหภาพสตรีสังคมนิยมเกาหลี และสหภาพแรงงานเกษตร ได้จัดกิจกรรมรำลึกและประกาศความจงรักภักดีต่อคิม จองอึน นอกจากนี้ กลุ่มเยาวชนและนักเรียนมีกำหนดจัดชุมนุมกลางแจ้งที่จัตุรัสคิม อิลซุง ในนครเปียงยาง ในช่วงเย็นวันเดียวกัน เพื่อเฉลิมฉลองวาระสำคัญนี้.

ที่มา Yonhap

อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ

อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ

15 เม.ย. 2569 07:00 น.

อิสราเอล-เลบานอน เจรจาตรงครั้งแรกรอบ 30 ปี หวังยุติสู้รบ

อิสราเอลและเลบานอนเปิดการเจรจาทางการทูตโดยตรงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี ท่ามกลางความพยายามยุติการสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

วันที่ 15 เมษายน 2569 ผู้แทนอิสราเอลและเลบานอนเข้าร่วมการเจรจาทางการทูตโดยตรงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 ปี การหารือดังกล่าวจัดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐฯ โดยมีนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ทำหน้าที่เป็นคนกลาง ซึ่งระบุว่าเป็น โอกาสทางประวัติศาสตร์ ในการลดอิทธิพลของฮิซบอลเลาะห์และยุติความขัดแย้ง

แถลงการณ์ของสหรัฐฯ ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายตกลงจะเริ่มต้นการเจรจาโดยตรงเพิ่มเติมในอนาคต แม้ยังไม่ได้กำหนดเวลาและสถานที่ ขณะที่อิสราเอลย้ำจุดยืนต้องการปลดอาวุธกลุ่มติดอาวุธนอกภาครัฐทั้งหมด ทางด้านเลบานอนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที พร้อมเสนอให้มีมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาวิกฤตด้านมนุษยธรรมภายในประเทศ

ทั้งนี้ อิสราเอลและเลบานอนไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกัน และการเจรจาระดับสูงโดยตรงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2536 ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงตึงเครียด โดยมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ศพ นับตั้งแต่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารในเลบานอนเมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา และในวันเดียวกับที่มีการเจรจา ฮิซบอลเลาะห์อ้างว่าได้เปิดฉากโจมตีอิสราเอลอย่างน้อย 24 ครั้ง ขณะที่ระบบเตือนภัยทางอากาศในพื้นที่ภาคเหนือของอิสราเอลดังขึ้นตลอดทั้งวัน

ทางด้าน สหรัฐฯ เชื่อว่าการเจรจาครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ขณะที่นายโจเซฟ อูน ประธานาธิบดีเลบานอน แสดงความหวังว่าการหารือจะนำไปสู่การยุติความทุกข์ยากของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ อย่างไรก็ตาม ความพยายามต้องเผชิญข้อจำกัด เนื่องจากรัฐบาลเลบานอนไม่สามารถควบคุมฮิซบอลเลาะห์ได้เต็มที่ โดยตัวแทนระดับสูงของกลุ่มยืนยันว่าจะไม่ผูกพันกับข้อตกลงใด ๆ ที่เกิดขึ้นจากการเจรจาครั้งนี้. 

ทรัมป์ส่งสัญญาณฟื้นเจรจาอิหร่านใน 2 วัน ท่ามกลางปิดล้อมท่าเรือ

ทรัมป์ส่งสัญญาณฟื้นเจรจาอิหร่านใน 2 วัน ท่ามกลางปิดล้อมท่าเรือ

15 เม.ย. 2569 06:33 น.

ทรัมป์ส่งสัญญาณฟื้นเจรจาอิหร่านใน 2 วัน ท่ามกลางปิดล้อมท่าเรือ

ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าการเจรจาเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านอาจกลับมาเริ่มต้นอีกครั้งภายใน 2 วันข้างหน้า หลังการหารือรอบล่าสุดล้มเหลวในช่วงสุดสัปดาห์ ด้านยูเอ็นมองมีโอกาสสูงที่การเจรจาจะเริ่มใหม่

วันที่ 15 เมษายน 2569 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กโพสต์ ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่การเจรจาจะกลับไปจัดขึ้นอีกครั้ง ที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน พร้อมกล่าวว่า บางอย่างอาจเกิดขึ้นในอีกสองวันข้างหน้า

โดยคำกล่าวของทรัมป์เกิดขึ้นหลังสหรัฐฯ ตัดสินใจใช้มาตรการปิดล้อมท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่าน เพื่อกดดันทางเศรษฐกิจ หลังการเจรจาหยุดยิงไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ กองทัพสหรัฐฯ ระบุว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการ ยังไม่มีเรือลำใดฝ่าฝืนมาตรการปิดล้อม โดยมีเรือพาณิชย์อย่างน้อย 6 ลำที่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของกองกำลังสหรัฐฯ และหันกลับไปยังท่าเรืออิหร่าน

ทางด้านนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า มีความเป็นไปได้สูงที่การเจรจาจะกลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง โดยบอกว่า แหล่งข่าวจากประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย ปากีสถาน และอิหร่าน เปิดเผยว่า คณะเจรจาของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านอาจเดินทางกลับไปยังปากีสถานภายในสัปดาห์นี้ แม้ยังไม่มีการกำหนดวันอย่างเป็นทางการ

 อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญของโลก หลังถูกโจมตีทางอากาศจากสหรัฐฯ และอิสราเอลตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่สหรัฐฯ ส่งเรือรบมากกว่าสิบลำและกำลังพลราว 10,000 นาย เพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อม โดยมีเป้าหมายตัดรายได้หลักของอิหร่านจากการส่งออกน้ำมันและค่าธรรมเนียมการผ่านเส้นทางเดินเรือ โดยกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ระบุว่า มาตรการนี้วยังคงดำเนินต่อไปเพื่อเพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่าน.

กาตาร์เผยติดต่อทุกฝ่ายในสงครามอิหร่าน รวมถึงเลบานอนและปากีสถาน พร้อมหนุนฟื้นเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

กาตาร์เผยติดต่อทุกฝ่ายในสงครามอิหร่าน รวมถึงเลบานอนและปากีสถาน พร้อมหนุนฟื้นเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

15 เม.ย. 2569 01:40 น.

กาตาร์เผยติดต่อทุกฝ่ายในสงครามอิหร่าน รวมถึงเลบานอนและปากีสถาน พร้อมหนุนฟื้นเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน

กาตาร์เผยว่ายังคงติดต่อกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการเจรจาและลดความตึงเครียดในภูมิภาค

วันที่ 15 เมษายน 2569 นายมาเจ็ด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ เปิดเผยว่า กาตาร์อยู่ระหว่างประสานงานกับทางการเลบานอน โดยย้ำว่าเลบานอนเป็นประเด็นสำคัญ ไม่เพียงต่อภูมิภาค แต่ยังส่งผลต่อประเทศอื่นทั่วโลก พร้อมระบุว่า แม้จะไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม แต่กาตาร์ยังคงติดต่อกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในสงครามอิหร่าน พร้อมทั้งมีการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ปากีสถาน ซึ่งเป็นผู้จัดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายอัล-อันซารี กล่าวชื่นชมบทบาทของปากีสถาน โดยระบุว่า กาตาร์สนับสนุนความพยายามของปากีสถาน ในการผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง ด้านปากีสถานยืนยันว่า กำลังเร่งดำเนินการเพื่อดึงสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมาเจรจาเพิ่มเติม หลังการหารือแบบเผชิญหน้าครั้งสำคัญยุติลงเมื่อวันอาทิตย์โดยไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้.

ที่มา AFP

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

14 เม.ย. 2569 23:34 น.

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านยืดเยื้อ

IMF เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงถดถอย หากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อและราคาพลังงานพุ่ง อาจทำให้การเติบโตปี 2569 ต่ำกว่า 2% ใกล้ภาวะวิกฤต

วันที่ 14 เมษายน 2569 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลกของไอเอ็มเอฟ (World Economic Outlook) ระบุว่า เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย หากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยังยืดเยื้อ และราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในกรณีเลวร้ายที่สุด หากราคาน้ำมัน ก๊าซ และอาหารพุ่งสูงต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 อาจลดลงต่ำกว่า 2% ซึ่งเข้าใกล้ภาวะถดถอย โดยสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งนับตั้งแต่ปี 2523 ล่าสุดคือช่วงการระบาดของโควิด-19

โดย รายงานของ IMF ระบุว่า ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงกว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังสงครามปะทุและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสำคัญได้ถูกปิดกั้น ขณะเดียวกันการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็จบลงแบบไร้ข้อสรุป

นายปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชาส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF ระบุว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ จะทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูง อัตราว่างงานเพิ่มขึ้น และบางประเทศเผชิญปัญหาความมั่นคงทางอาหาร เขายังเตือนว่า แม้สงครามจะยุติทันที ผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันอาจรุนแรงใกล้เคียงวิกฤตน้ำมันในทศวรรษ 1970 แม้โลกปัจจุบันจะพึ่งพาพลังงานฟอสซิลน้อยลงก็ตาม

ภายใต้สมมติฐานที่รุนแรง ราคาน้ำมันอาจเฉลี่ยแตะ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในปีนี้ และเพิ่มเป็น 125 ดอลลาร์ในปี 2570 ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจพุ่งสูงถึง 6% ในปีหน้า และอาจบีบให้ธนาคารกลางหลายประเทศต้องขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์คลี่คลายในไม่กี่สัปดาห์ และการผลิตพลังงานกลับสู่ภาวะปกติภายในกลางปีนี้ เศรษฐกิจโลกในปี 2569 ยังมีแนวโน้มเติบโตที่ 3.1% แม้จะต่ำกว่าคาดการณ์เดิมที่ 3.3%

ทั้งนี้ IMF ชี้ว่า ความสามารถในการรับมือของแต่ละประเทศจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซ และทางเลือกในการส่งออกพลังงาน.

ที่มา BBC

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2

 ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2

14 เม.ย. 2569 22:42 น.

ฮามาสปัดแผนปลดอาวุธกาซา ที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำว่าจะไม่เจรจาเฟส 2

ฮามาสปฏิเสธแผนปลดอาวุธกาซาที่สหรัฐฯ ผลักดัน ชี้เอนเอียงเข้าข้างอิสราเอล พร้อมย้ำไม่คุยเฟส 2 จนกว่าอิสราเอลทำตามข้อตกลงเฟสแรกครบถ้วน

วันที่ 14 เมษายน 2569 สำนักข่าว BBC รายงานว่า กลุ่มฮามาสได้แจ้งต่อผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ขอปฏิเสธแผนปลดอาวุธกาซา ที่เสนอโดยนายนิโคไล มลาเดนอฟ ผู้แทนระดับสูงด้านกาซาในคณะกรรมการสันติภาพที่นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดกรอบให้กลุ่มติดอาวุธปาเลสไตน์ปลดอาวุธ เพื่อแลกกับการเริ่มต้นฟื้นฟูพื้นที่หลังสงครามพร้อมกันนี้จะไม่เข้าร่วมการเจรจาในระยะที่ 2 ของข้อตกลงหยุดยิง จนกว่าอิสราเอลจะดำเนินการตามเงื่อนไขของระยะที่ 1 อย่างครบถ้วน

โดยแหล่งข่าวฮามาสระบุว่า เงื่อนไขสำคัญก่อนเริ่มการเจรจาระยะที่ 2 คือ อิสราเอลต้องยุติการละเมิดข้อตกลง การโจมตี และสถานการณ์อดอยากในกาซาอย่างสิ้นเชิง พร้อมทั้งดำเนินการตามข้อตกลงระยะที่ 1 ให้ครบถ้วน ข้อเรียกร้องยังรวมถึง การถอนทหารทั้งหมด การเปิดจุดผ่านแดนราฟาห์ การอนุญาตความช่วยเหลือและสินค้าเข้าสู่กาซา การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงโรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า และแหล่งน้ำ

อย่างไรก็ตาม ฮามาสย้ำว่าประเด็นการปลดอาวุธต้องเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงที่ครอบคลุม ซึ่งต้องรับรองสิทธิในการกำหนดอนาคตของชาวปาเลสไตน์ ไม่ใช่เพียงข้อตกลงบางส่วน ขณะเดียวกัน อิสราเอลระบุว่าจะไม่เดินหน้าสู่การเจรจาระยะต่อไป หากไม่มีความคืบหน้าเรื่องการปลดอาวุธของฮามาส ทำให้การเจรจาอยู่ในภาวะชะงักงัน

ก่อนหน้านี้ ข้อตกลงระยะที่ 1 ของแผนสันติภาพทรัมป์ ส่งผลให้การสู้รบยุติลง มีการปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลทั้งหมดที่ยังถูกควบคุมตัวโดยฮามาส แลกกับนักโทษปาเลสไตน์ และกองทัพอิสราเอลถอนกำลังบางส่วนออกจากกาซา อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มีการประกาศเริ่มระยะที่ 2 ในช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา การเจรจายังไม่คืบหน้า โดยระยะที่ 2 มีเป้าหมายให้เกิดการยุติสงครามอย่างถาวร พร้อมการปลดอาวุธและการถอนทหารอิสราเอลทั้งหมด

ทั้งนี้ ความขัดแย้งครั้งล่าสุดเริ่มต้นจากการโจมตีของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 โดยข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ระบุว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,200 ศพ และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน ก่อนที่ปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลจะคร่าชีวิตผู้คนในกาซาไปแล้วมากกว่า 72,330 ศพ.

ที่มา BBC 

เกาหลีใต้จำคุกหญิงวัย 90 ปี ฟอกเงินค้ายาเสพติดให้ลูกชายที่ถูกคุมขังในกัมพูชา

เกาหลีใต้จำคุกหญิงวัย 90 ปี ฟอกเงินค้ายาเสพติดให้ลูกชายที่ถูกคุมขังในกัมพูชา

14 เม.ย. 2569 16:46 น.

เกาหลีใต้จำคุกหญิงวัย 90 ปี ฟอกเงินค้ายาเสพติดให้ลูกชายที่ถูกคุมขังในกัมพูชา

ศาลเมืองอินชอนของเกาหลีใต้ตัดสินจำคุกหญิงชราวัย 90 ปี เป็นเวลา 1 ปี หลังพบหลักฐานชัดเจนว่าช่วยฟอกเงินที่ได้จากการค้ายาเสพติดให้กับลูกชาย ซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการค้ายาข้ามชาติที่ขณะนี้ถูกคุมขังอยู่ในประเทศกัมพูชา

ศาลแขวงอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยหญิงวัย 90 ปีเศษ (ไม่ระบุชื่อ) เป็นเวลา 1 ปี พร้อมสั่งริบเงินจำนวน 386 ล้านวอน (ประมาณ 8.4 ล้านบาท) ในข้อหาละเมิดกฎหมายพิเศษว่าด้วยการป้องกันการค้ายาเสพติดให้โทษ

จากคำฟ้องของอัยการระบุว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2020 ถึงกุมภาพันธ์ 2022 จำเลยได้รับเงินโอนจากบุคคลนิรนามรวม 9 ครั้ง เป็นเงินรวมกว่า 386.42 ล้านวอน ก่อนจะโอนเงินดังกล่าวต่อไปยังบัญชีธนาคารตามที่ลูกชายสั่งการ เพื่อเป็นการอำพรางแหล่งที่มาของเงินหรือการฟอกเงิน

แม้จำเลยจะพยายามต่อสู้คดีโดยอ้างว่าไม่ทราบถึงที่มาของเงิน แต่ศาลพิจารณาจากพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าคำกล่าวอ้างฟังไม่ขึ้น โดยมีเหตุผลสนับสนุนว่าจำเลยเคยเดินทางไปกัมพูชาถึง 5 ครั้งในปี 2019 และได้รับแจ้งทางโทรศัพท์เกี่ยวกับการที่ลูกชายถูกจับกุมที่นั่น โดยศาลเชื่อว่าจำเลยย่อมทราบดีว่าเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจผิดกฎหมายของลูกชาย

สำหรับลูกชายของจำเลยซึ่งอยู่ในวัย 60 ปีเศษ ถูกจับกุมที่ประเทศกัมพูชาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2020 ในข้อหาครอบครองยาไอซ์ และยังคงถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ผลการสอบสวนพบว่าเขาใช้โทรศัพท์มือถือลักลอบบงการเครือข่ายค้ายาจากภายในเรือนจำ โดยมีการจัดส่งยาเสพติดเข้าไปยังเกาหลีใต้อย่างน้อย 9 ครั้ง ในช่วงปี 2019 ถึง 2022

ผู้พิพากษาระบุในคำวินิจฉัยว่า “การกระทำของจำเลยทำให้การติดตามยึดทรัพย์สินที่ได้จากความผิดทำได้ยากขึ้น และเป็นการสนับสนุนการแพร่ระบาดของยาเสพติด ซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างร้ายแรง จึงจำเป็นต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด”

อย่างไรก็ตาม ศาลได้พิจารณา เหตุบรรเทาโทษ เนื่องจากจำเลยมีอายุกว่า 90 ปี รวมถึงไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมเกี่ยวกับยาเสพติดมาก่อน และกระทำความผิดตามคำสั่งของลูกชาย อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยด้านอายุและอิทธิพลจากครอบครัว แต่ศาลเกาหลีใต้ยังคงยืนหยัดในการลงโทษจำคุกเพื่อแสดงให้เห็นถึงความร้ายแรงของคดียาเสพติดและการฟอกเงินในระดับสากล.

ที่มา Korea Herald

อดีตนักเรียนบุกกราดยิงในโรงเรียนตุรกี บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนปลิดชีพตัวเอง

อดีตนักเรียนบุกกราดยิงในโรงเรียนตุรกี บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนปลิดชีพตัวเอง

14 เม.ย. 2569 16:20 น.

อดีตนักเรียนบุกกราดยิงในโรงเรียนตุรกี บาดเจ็บ 16 ราย ก่อนปลิดชีพตัวเอง

เกิดเหตุระทึกขวัญในเมืองซีเวเรค จังหวัดชานลึอูร์ฟา ประเทศตุรกี เมื่ออดีตนักเรียนวัย 19 ปี บุกกราดยิงภายในโรงเรียน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 16 ราย เป็นนักเรียนถึง 10 คน ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดเผย ผู้ก่อเหตุตัดสินใจปลิดชีพตัวเองขณะถูกตำรวจปิดล้อม

นายฮาซัน ชึลดัก ผู้ว่าราชการจังหวัดชานลึอูร์ฟา ออกแถลงการณ์ด่วนกรณีเหตุกราดยิงภายในโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอซีเวเรค ซึ่งส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 16 ราย โดยระบุว่าผู้ก่อเหตุเป็นอดีตนักเรียนวัย 19 ปี ของโรงเรียนดังกล่าว  ได้ตัดสินใจใช้อาวุธปืนปลิดชีพตัวเองในที่เกิดเหตุหลังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกดดันและปิดล้อมจนไม่สามารถหนีได้

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 16 ราย ประกอบด้วย นักเรียน 10 ราย, ครู 4 ราย, เจ้าหน้าที่ตำรวจ 1 ราย และผู้ประกอบการร้านค้าสวัสดิการอีก 1 ราย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้นอกจากตัวผู้ก่อเหตุเอง

ปัจจุบัน ผู้บาดเจ็บ 12 ราย กำลังรับการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลรัฐซีเวเรค ขณะที่อีก 4 รายที่มีอาการในระดับปานกลาง รวมถึงนักเรียน 1 ราย ได้ถูกส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลที่มีอุปกรณ์ครบครันในตัวเมืองเพื่อรับการรักษาที่เข้มข้นขึ้น โดยแพทย์ระบุว่าทุกคนอยู่ในอาการที่ทรงตัวและได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

นายชึลดัก เปิดเผยข้อมูลด้านการศึกษาของผู้ก่อเหตุว่า เคยเป็นนักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้จนถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนจะย้ายออกไปเรียนในระบบการศึกษาทางไกล โดยในช่วงเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไประงับเหตุอย่างรวดเร็วและต้อนผู้ก่อเหตุให้จนมุมภายในอาคารโรงเรียน เมื่อผู้ก่อเหตุรู้ตัวว่าไม่สามารถหลบหนีการจับกุมได้ จึงตัดสินใจใช้ปืนยิงตัวเองเสียชีวิตทันที

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ทำการอพยพนักเรียนและบุคลากรออกจากโรงเรียนเพื่อความปลอดภัย พร้อมสั่งปิดพื้นที่ชั่วคราวเพื่อเก็บหลักฐาน โดยอัยการสูงสุดได้เริ่มกระบวนการสืบสวนทางกฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่ฝ่ายบริหารจะเร่งตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยของโรงเรียน

ผู้ว่าราชการจังหวัดย้ำว่าเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อื่น แต่จะมีการตรวจสอบย้อนหลังอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุจูงใจและรายละเอียดทั้งหมด พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจและส่งกำลังใจไปยังชาวเมืองซีเวเรค ครอบครัวผู้บาดเจ็บ และบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ.

ที่มา TRT Haber

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

14 เม.ย. 2569 15:00 น.

ฟิลิปปินส์ขอสหรัฐฯ ต่อเวลา ยกเว้นคว่ำบาตร หวังซื้อน้ำมันรัสเซียเพิ่ม กระจายความเสี่ยงพลังงาน

รัฐบาลฟิลิปปินส์ร้องขอให้ สหรัฐอเมริกา ขยายระยะเวลามาตรการยกเว้น เพื่อเปิดทางให้สามารถซื้อน้ำมันจาก รัสเซียได้ต่อไป ท่ามกลางความพยายามกระจายแหล่งพลังงานของประเทศ

 เจ้าหน้าที่รัฐบาลฟิลิปปินส์เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรอคำตอบจากสหรัฐฯ ที่จะขยายระยะเวลามาตรการยกเว้น (waiver)  เพื่อเปิดทางให้สามารถซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้ต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าจะได้รับการอนุมัติให้ขยายเวลาเพิ่มเติม

ทางการฟิลิปปินส์ระบุว่า การเปิดทางนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย เป็นเพียงหนึ่งในกลยุทธ์เพิ่มตัวเลือกด้านพลังงาน โดยยังมองหาแหล่งนำเข้าอื่น ๆ ด้วย เช่น โคลอมเบีย, อาร์เจนตินา, แคนาดา และ สหรัฐอเมริกา เพื่อมีทางเลือกกระจายความเสี่ยง 

ก่อนหน้านี้ เอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ประจำสหรัฐฯ โฮเซ มานูเอล โรมัลเดซ ระบุว่า กรุงมะนิลากำลังทำงานร่วมกับวอชิงตัน เพื่อขอรับการยกเว้นจากมาตรการคว่ำบาตร สำหรับการซื้อน้ำมันจากประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ลงโทษ

ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ได้มีคำสั่งระงับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันก๊าด และก๊าซหุงต้ม (LPG) ชั่วคราว หลังได้รับอำนาจพิเศษจากรัฐสภา เพื่อปรับโครงสร้างภาษีพลังงาน

อย่างไรก็ตาม ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยังคงคัดค้านการระงับภาษีในน้ำมันดีเซลและเบนซิน

ด้านรัฐมนตรีคลัง เฟรเดอริก โก เปิดเผยว่า คณะกรรมการประสานงบประมาณและพัฒนาเศรษฐกิจ เห็นว่าการลดภาษีดีเซลและเบนซิน อาจไม่ช่วยลดราคาหน้าปั๊มได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากยังถูกกดดันจากปัจจัยตลาดโลก ทำให้รัฐบาลเลือกใช้มาตรการแบบเฉพาะจุด มากกว่าการลดภาษีวงกว้าง.

ที่มา :channelnewsasia