ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

24 ธ.ค. 2568 14:42 น.

ระเบิดกลางกรุงมอสโก ตำรวจดับ 2 นาย ใกล้จุดเกิดคาร์บอมบ์สังหารนายพลรัสเซีย

เกิดเหตุสะเทือนขวัญซ้ำซ้อนในกรุงมอสโก เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจรัสเซีย 2 นายถูกสังหารด้วยแรงระเบิดขณะปฏิบัติหน้าที่ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในพิกัดที่ใกล้เคียงกับจุดที่พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ นายทหารระดับสูงของรัสเซียถูกลอบสังหารด้วยคาร์บอมบ์ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการสอบสวนแห่งรัฐของรัสเซียแถลงว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อตำรวจ 2 นายสังเกตเห็นชายคนหนึ่งมีพฤติกรรมพิรุธและท่าทางแปลกๆ จึงตัดสินใจเข้าตรวจสอบ แต่ในระหว่างนั้นได้เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง ส่งผลให้ตำรวจทั้ง 2 นายเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ นอกจากนี้ยังมีบุคคลที่สามเสียชีวิตในเหตุการณ์ด้วยอีก 1 ราย แต่ทางการยังไม่มีการระบุตัวตนแน่ชัดว่าเป็นใคร

อย่างไรก็ตาม ช่องข่าวในเทเลแกรมของรัสเซีย รายงานข้อมูลอ้างว่า ผู้เสียชีวิตรายที่สามก็คือตัว “มือระเบิด” เอง ซึ่งทำการจุดชนวนระเบิดพลีชีพในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังเดินเข้าไปใกล้

สิ่งที่ทำให้ทางการรัสเซียให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นพิเศษ คือสถานที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ใกล้กับจุดที่พลโท ฟานิล ซาร์วารอฟ ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมปฏิบัติการกองทัพบกของเสนาธิการทหารรัสเซีย ถูกสังหารโดยระเบิดที่ติดตั้งไว้ใต้รถยนต์เมื่อสองวันก่อน ซึ่งทางการรัสเซียเชื่อมั่นว่าเป็นฝีมือของหน่วยข่าวกรองยูเครน

ในขณะที่ฝั่งยูเครนยังไม่มีการแถลงยอมรับอย่างเป็นทางการ แต่เว็บไซต์ Myrotvorets ซึ่งเป็นฐานข้อมูลไม่เป็นทางการของยูเครนที่รวบรวมรายชื่อบุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นอาชญากรสงครามหรือผู้ทรยศ ได้อัปเดตสถานะของนายพลซาร์วารอฟวัย 56 ปีรายนี้ว่าถูก “กำจัด” เรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันทางการรัสเซียได้เปิดสำนวนคดีอาญาในข้อหา “ฆาตกรรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย” และ “การค้าหรือครอบครองวัตถุระเบิดโดยผิดกฎหมาย” โดยตลอดช่วงเกือบ 4 ปีของความขัดแย้งที่ผ่านมา มีบุคคลสำคัญในกองทัพรัสเซียและผู้สนับสนุนสงครามจำนวนมากถูกลอบสังหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหน่วยข่าวกรองทหารของยูเครนเคยยอมรับว่าอยู่เบื้องหลังในหลายปฏิบัติการ

ขณะนี้พื้นที่โดยรอบที่เกิดเหตุถูกสั่งปิดกั้นอย่างแน่นหนา เพื่อให้หน่วยพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบหาความเชื่อมโยงระหว่างเหตุระเบิดพลีชีพในครั้งนี้กับคดีสังหารนายพลซาร์วารอฟก่อนหน้านี้.

ที่มา Reuters

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

24 ธ.ค. 2568 13:13 น.

ออสเตรเลียสั่งเนรเทศชายอังกฤษ ปมโพสต์สัญลักษณ์นาซี-ยุยงความรุนแรง

ชายชาวอังกฤษวัย 43 ปีในรัฐควีนส์แลนด์ถูกจับกุมและเพิกถอนวีซ่า หลังถูกกล่าวหาเผยแพร่สัญลักษณ์และแนวคิดนาซีทางสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมยุยงความรุนแรงต่อชุมชนยิว ทางการควบคุมตัวรอขึ้นศาลเดือนมกราคม เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมจากความเกลียดชังท่ามกลางกระแสขวาจัดเพิ่มสูง

กระทรวงมหาดไทยออสเตรเลียประกาศเพิกถอนวีซ่าชายชาวอังกฤษวัย 43 ปี ซึ่งพำนักในรัฐควีนส์แลนด์ และนำตัวเข้าสถานกักกันตรวจคนเข้าเมืองที่เมืองบริสเบน โดยชายคนดังกล่าวถูกตั้งข้อหาหลายกระทงจากการเผยแพร่สัญลักษณ์นาซี การสนับสนุนอุดมการณ์นาซี และการยั่วยุให้ใช้ความรุนแรงต่อชุมชนยิวผ่านบัญชีสื่อสังคมออนไลน์ คดีมีกำหนดพิจารณาในศาลช่วงเดือนมกราคม

โทนี เบิร์ก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออสเตรเลีย ระบุชัดว่า ผู้ต้องหา “เดินทางมาเพื่อเผยแพร่ความเกลียดชัง จึงไม่มีสิทธิอยู่ต่อ” พร้อมย้ำว่าผู้พำนักด้วยวีซ่าอยู่ในประเทศในฐานะแขก และต้องปฏิบัติตามกฎหมายออสเตรเลีย

ตำรวจเปิดเผยว่าเริ่มสืบสวนตั้งแต่เดือนตุลาคมหลังพบการโพสต์เนื้อหาเข้าข่ายใช้สัญลักษณ์แห่งความเกลียดชัง บัญชีของผู้ต้องหาบนแพลตฟอร์ม X ถูกบล็อก แต่ผู้ต้องหาสร้างบัญชีใหม่และโพสต์เนื้อหาที่เป็นอันตรายต่อไป เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นบ้านพักในย่านคาบูลเจอร์ ชานเมืองบริสเบน เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน พบโทรศัพท์ อาวุธ และดาบหลายเล่มที่มีสัญลักษณ์นาซี

ผู้ต้องหาถูกตั้งข้อหา 3 กระทงในฐานะแสดงสัญลักษณ์นาซีที่ถูกห้าม และ 1 กระทงจากการใช้สื่ออินเทอร์เน็ตก่อให้เกิดความขุ่นเคืองและอันตรายต่อสังคม ทั้งยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะเลื่อนการส่งกลับประเทศเพื่อให้ขึ้นศาลในเดือนหน้า หรือให้เดินทางออกโดยสมัครใจ ทั้งนี้ ผู้ต้องหามีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนวีซ่า

ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้ว เบิร์กได้เพิกถอนวีซ่าชายชาวแอฟริกาใต้ที่พำนักตั้งแต่ปี 2022 หลังปรากฏภาพเข้าร่วมชุมนุมนีโอนาซีหน้ารัฐสภารัฐนิวเซาท์เวลส์

ออสเตรเลียได้ปรับกฎหมายอาชญากรรมจากความเกลียดชังเข้มงวดขึ้นในปีนี้ กำหนดโทษจำคุกภาคบังคับสำหรับผู้แสดงสัญลักษณ์แห่งความเกลียดชังหรือทำความเคารพแบบนาซี เจ้าหน้าที่ตำรวจย้ำว่าจะดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อผู้ละเมิดเพื่อปกป้องความปลอดภัยและความเข้มแข็งของสังคมพหุวัฒนธรรม.

ที่มา BBC

จากผู้ล่าสู่อาหาร: วิกฤตหมีในญี่ปุ่นจุดกระแสบริโภคเนื้อหมี

จากผู้ล่าสู่อาหาร: วิกฤตหมีในญี่ปุ่นจุดกระแสบริโภคเนื้อหมี

24 ธ.ค. 2568 12:40 น.

จากผู้ล่าสู่อาหาร: วิกฤตหมีในญี่ปุ่นจุดกระแสบริโภคเนื้อหมี

ในขณะที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับเหตุการณ์หมีทำร้ายคนจนมีผู้เสียชีวิตสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 13 ศพในปีนี้ แต่กลับเกิดปรากฏการณ์ใหม่ในวงการอาหาร เมื่อ “เนื้อหมี” กลายเป็นเมนูยอดนิยมที่ผู้คนพากันไปลิ้มลองตามร้านอาหารตั้งแต่มหานครโตเกียวไปจนถึงเกาะฮอกไกโด

โคจิ ซูซูกิ เจ้าของร้านอาหารวัย 71 ปี ในเมืองชิชิบุ ใกล้กรุงโตเกียว เปิดเผยว่า ตั้งแต่มีข่าวหมีบุกรุกบ้านเรือนและโรงเรียนบ่อยครั้ง จำนวนลูกค้าที่สั่งเนื้อหมีปรุงสุกบนหินร้อนหรือหม้อไฟก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนเขาต้องปฏิเสธลูกค้าหลายรายเนื่องจากโต๊ะเต็ม

ซูซูกิกล่าวว่า “ในฐานะพรานและเจ้าของร้าน ผมคิดว่าการนำเนื้อของพวกมันมาปรุงอาหารเป็นการแสดงความเคารพต่อชีวิต มากกว่าการนำไปฝังทิ้งเฉยๆ” 

เช่นเดียวกับที่เมืองซัปโปโร เชฟคิโยชิ ฟูจิโมโตะ จากร้านอาหารฝรั่งเศสสุดหรู ได้นำเนื้อหมีสีน้ำตาลมาทำเป็นเมนู “กงซอมเม่” หรือซุปใสสไตล์ฝรั่งเศส และสเต็กซอสไวน์แดง ซึ่งมีราคาสูงถึงชุดละประมาณ 2,170 บาท  โดยเขาระบุว่าผู้ที่ได้ลองชิมส่วนใหญ่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “อร่อยและนุ่มกว่าที่คิด”

ปีงบประมาณนี้ถือเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดสำหรับญี่ปุ่น โดยมีผู้เสียชีวิตจากหมีแล้ว 13 ราย มากกว่าสถิติเดิมถึง 2 เท่า นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าสาเหตุเกิดจากจำนวนประชากรหมีที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่จำนวนประชากรมนุษย์ลดลง ประกอบกับปัญหาพืชพรรณในป่า เช่น ลูกนัท ขาดแคลน ทำให้หมีต้องออกมาหาอาหารในเขตชุมชน

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกมาตรการตอบโต้อย่างรุนแรง โดยส่งทั้งทหารและตำรวจปราบจลาจลเข้าช่วยสนับสนุนการล่าและวางกับดัก ในช่วงครึ่งปีแรกมีการกำจัดหมีไปแล้วกว่า 9,100 ตัว ซึ่งมากกว่ายอดรวมของทั้งปีที่แล้ว

กระทรวงเกษตรญี่ปุ่นมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยน “สัตว์รบกวน” ให้กลายเป็น “ทรัพยากร” โดยเตรียมงบประมาณอุดหนุนกว่า 1.84 หมื่นล้านเยน (ประมาณ 3,660 ล้านบาท) เพื่อควบคุมประชากรหมีและส่งเสริมการบริโภคอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าให้เป็นรายได้เสริมแก่ชุมชนในพื้นที่ห่างไกล

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญในปัจจุบันคือ “โรงงานแปรรูป” ที่ได้รับอนุญาตยังมีไม่เพียงพอ ทำให้ซากหมีจำนวนมากยังต้องถูกฝังทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันญี่ปุ่นมีโรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ป่า เพียง 826 แห่งทั่วประเทศ และมีเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วิกฤตทางตอนเหนือ

ทั้งนี้ หมีสีน้ำตาลพบเฉพาะในเกาะฮอกไกโด โดยจำนวนเพิ่มขึ้น 2 เท่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ปัจจุบันมีราว 11,500 ตัว ส่วนหมีดำญี่ปุ่น พบกระจายตัวอยู่ทั่วไปตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ เฉพาะเกาะฮอกไกโด ตั้งเป้ากำจัดหมีให้ได้ปีละ 1,200 ตัว ตลอด 10 ปีข้างหน้าเพื่อความปลอดภัยของประชาชน.

ที่มา AFP

สื่อกัมพูชาตีข่าว กองทัพไทยใช้ T-50TH Golden Eagle ของเกาหลี หย่อนไข่ลึกถึงบัตตัมบัง

สื่อกัมพูชาตีข่าว กองทัพไทยใช้ T-50TH Golden Eagle ของเกาหลี หย่อนไข่ลึกถึงบัตตัมบัง

24 ธ.ค. 2568 12:25 น.

สื่อกัมพูชาตีข่าว กองทัพไทยใช้ T-50TH Golden Eagle ของเกาหลี หย่อนไข่ลึกถึงบัตตัมบัง

พนมเปญโพสต์รายงาน กองทัพอากาศไทยนำเครื่องบิน T-50TH Golden Eagle เข้าปฏิบัติการรบจริงเป็นครั้งแรก โดยปฏิบัติการโจมตีเข้าไปถึงจังหวัดบัตตัมบังของกัมพูชา ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดต่อเนื่อง

พนมเปญโพสต์ สื่อของกัมพูชา รายงานว่ากองทัพอากาศไทยนำเครื่องบินฝึกขั้นสูง T-50TH Golden Eagle เข้าปฏิบัติการรบจริงเป็นครั้งแรก โดยดำเนินภารกิจโจมตีทางอากาศลึกเข้าไปในจังหวัดบัตตัมบังของกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ธันวาคม ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบที่ทวีความตึงเครียดต่อเนื่องตลอดเดือนธันวาคม

โดยพนมเปญโพสต์อ้างข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. เครื่องบิน T-50TH ได้ทิ้งระเบิดจำนวน 4 ลูก ใส่เป้าหมายในพื้นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอำเภอบานัน จังหวัดบัตตัมบัง

เครื่องบิน T-50TH Golden Eagle ซึ่งผลิตโดย Korea Aerospace Industries (KAI) จากเกาหลีใต้ เดิมถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเครื่องบินฝึกนักบินรบขั้นสูง ก่อนจะถูกพัฒนาให้สามารถปฏิบัติภารกิจทางทหารเต็มรูปแบบ

รายงานของ Defence Security Asia เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ระบุว่า พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ  ยืนยันว่ากองทัพอากาศได้ปรับบทบาท T-50TH จากแพลตฟอร์มฝึก มาเป็นอากาศยานรบที่พร้อมใช้งานจริง ภายใต้สภาพสงครามจริงเป็นครั้งแรก

เครื่องบินดังกล่าวขึ้นบินจาก ฝูงบิน 401 กองบิน 4 ฐานทัพอากาศตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ และเข้าปฏิบัติการร่วมกับเครื่องบินขับไล่ F-16 Fighting Falcon ของสหรัฐฯ และ Gripen ของสวีเดน ในลักษณะปฏิบัติการผสมผสาน

รายงานระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องบิน T-50TH Golden Eagle จำนวน 14 ลำ โดยสองลำสุดท้ายถูกส่งมอบในเดือนสิงหาคม 2024 แต่ละลำมีมูลค่าประมาณ 30–35 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

การนำ T-50TH เข้าร่วมภารกิจรบจริง ถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถด้านการโจมตีทางอากาศของกองทัพอากาศไทย และเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินรุ่นนี้ถูกใช้ในสถานการณ์ความขัดแย้งจริง

นับตั้งแต่การสู้รบปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา มีรายงานว่า กองทัพอากาศไทยได้ดำเนินการโจมตีทางอากาศในกัมพูชาแล้ว ราว 30 ครั้ง โดยก่อนหน้านี้มีการใช้เครื่องบิน F-16 และ Gripen โจมตีเป้าหมายต่างๆ รวมถึงอาคาร โรงแรม สะพาน และสถานศึกษา การเปิดตัว T-50TH ในสนามรบจริงครั้งนี้ จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด ทั้งในแง่ยุทธศาสตร์ทางทหาร และผลกระทบทางการเมืองระหว่างไทยและกัมพูชา ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากนานาชาติให้ทั้งสองฝ่ายลดระดับความตึงเครียด.

ที่มา : พนมเปญโพสต์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ไทยปะทะกัมพูชา

สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ “DJI – Autel” โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ "DJI - Autel" โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

24 ธ.ค. 2568 11:20 น.

สหรัฐฯ สั่งแบนนำเข้าโดรนรุ่นใหม่จากต่างชาติ “DJI – Autel” โดนด้วย อ้างภัยความมั่นคงระดับชาติ

คณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ประกาศมาตรการขั้นเด็ดขาด โดยสั่งห้ามการนำเข้าโดรนรุ่นใหม่รวมถึงส่วนประกอบสำคัญที่ผลิตโดยบริษัทต่างชาติ ซึ่งรวมถึงแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง DJI และ Autel จากประเทศจีน โดยระบุว่าอุปกรณ์เหล่านี้อาจเป็นช่องทางในการจารกรรมข้อมูลและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

สหรัฐอเมริกาประกาศห้ามนำเข้าโดรนรุ่นใหม่และชิ้นส่วนสำคัญจากผู้ผลิตต่างประเทศ โดยเฉพาะจากบริษัท DJI และ Autel ของจีน หลังคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) มีมติบรรจุบริษัทเหล่านี้ไว้ในบัญชี “Covered List”  หรือบัญชีรายชื่ออุปกรณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ

การขึ้นบัญชีดังกล่าวทำให้ DJI, Autel และผู้ผลิตโดรนต่างชาติรายอื่นไม่สามารถขอการรับรองจาก FCC เพื่อจำหน่ายโดรนรุ่นใหม่หรือชิ้นส่วนสำคัญในสหรัฐฯ ได้ ซึ่งเท่ากับปิดทางการทำตลาดสินค้าใหม่ในประเทศ แม้มาตรการนี้จะไม่กระทบต่อโดรนรุ่นเดิมที่ได้รับอนุญาตไปก่อนหน้า และไม่ห้ามการใช้งานโดรนที่ผู้บริโภคซื้อมาแล้วอย่างถูกกฎหมาย

ความเคลื่อนไหวนี้เป็นไปตามคำสั่งของสภาคองเกรสเมื่อเดือนธันวาคม 2024 ที่กำหนดให้เพิ่มชื่อ DJI และ Autel ใน Covered List ภายในหนึ่งปี เว้นแต่การทบทวนด้านความมั่นคงจะเห็นควรให้จำหน่ายต่อได้ ทั้งยังถือเป็นการยกระดับการปราบปรามโดรนผลิตในจีนของทางการสหรัฐฯ ซึ่งในเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณเตรียมออกกฎจำกัดการนำเข้าโดรนจีนที่อาจเข้มงวดยิ่งกว่ามาตรการของ FCC

FCC ระบุว่า ผลการทบทวนความเสี่ยงโดยคณะทำงานระหว่างหน่วยงานของฝ่ายบริหาร ซึ่งทำเนียบขาวเป็นผู้เรียกประชุม พบว่าโดรนและชิ้นส่วนนำเข้ามีความเสี่ยงต่อความมั่นคง จากภัยคุกคามด้านการสอดแนมโดยไม่ได้รับอนุญาต การรั่วไหลของข้อมูลอ่อนไหว ความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทาน และภัยคุกคามอื่นต่อประเทศ ทั้งนี้ การทบทวนเปิดช่องให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐพิจารณาถอนข้อจำกัดในอนาคต หากเห็นว่าโดรนหรือประเภทของโดรนใดไม่ก่อความเสี่ยง

ด้าน DJI ผู้ผลิตโดรนรายใหญ่ที่สุดของโลก แสดงความผิดหวังต่อการตัดสินใจดังกล่าว โดยระบุว่าแม้บริษัทจะไม่ถูกระบุชื่อเป็นการเฉพาะ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลหรือหลักฐานที่ฝ่ายบริหารใช้ประกอบการพิจารณา พร้อมย้ำว่าการถูกบรรจุใน Covered List เท่ากับเป็นการห้ามเสนอขายโดรนรุ่นใหม่ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดที่ DJI ครองส่วนแบ่งมากกว่าครึ่งหนึ่งของโดรนเชิงพาณิชย์ และกว่า 80% ของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายและกู้ภัยระดับรัฐและท้องถิ่นกว่า 1,800 แห่งใช้เทคโนโลยีของ DJI

ฝั่งจีนออกมาตอบโต้ทันที โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนประณามการตีความแนวคิด “ความมั่นคงแห่งชาติ” ของสหรัฐฯ ว่าเกินขอบเขต และการจัดทำบัญชีเลือกปฏิบัติ พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ แก้ไขแนวปฏิบัติที่ผิดพลาดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมแก่บริษัทจีน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จีนระบุว่าจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อคุ้มครองสิทธิอันชอบธรรมของภาคธุรกิจ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารตั้งแต่เดือนมิถุนายน เพื่อมุ่งลดการพึ่งพาบริษัทโดรนจีน โดยทำเนียบขาวและ FCC อ้างถึงความกังวลด้านการใช้โดรนในทางที่ผิด โดยเฉพาะในช่วงการแข่งขันโอลิมปิกและฟุตบอลโลกที่กำลังจะมาถึง ขณะที่ฝ่ายนิติบัญญัติพรรครีพับลิกันสนับสนุนมาตรการดังกล่าว โดยชี้ว่าโดรนจีนที่เข้าถึงน่านฟ้าสหรัฐฯ อย่างกว้างขวางเป็น “ฝันร้ายด้านการต่อต้านข่าวกรอง” มานาน

ก่อนหน้านี้ ผู้ผลิตจีนอย่าง Hikvision ได้ยื่นฟ้องศาลอุทธรณ์กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. คัดค้านอำนาจของ FCC ในการระงับการอนุมัติอุปกรณ์ใหม่ และในเดือนกันยายน ศาลสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำร้องของ DJI ที่ขอให้ถอดชื่อออกจากบัญชีบริษัทที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพจีน.


ที่มา Reuters

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

24 ธ.ค. 2568 11:19 น.

อังกฤษเข้มวีซ่านักเรียน สกัดใช้เป็นทางลัดขอลี้ภัย กระทบผู้สมัครเอเชีย

สหราชอาณาจักรออกมาตรการเข้มงวดครั้งใหม่คุมเข้มวีซ่านักเรียน หลังพบว่ามีการใช้วีซ่าการศึกษาเป็นช่องยื่นขอลี้ภัย คาดส่งผลกระทบนักเรียนต่างชาติโดยเฉพาะจากเอเชียใต้

ภายใต้นโยบายใหม่ของกระทรวงมหาดไทยอังกฤษ (Home Office) ซึ่งมีผลตั้งแต่เดือนกันยายนที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรจะต้องรับผิดชอบต่อการคัดกรองคุณสมบัติของผู้สมัครมากขึ้น โดยกำหนดว่า สถาบันการศึกษาต้องทำให้อัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียน ไม่เกิน 5% และหากเกินเกณฑ์ อาจถูกลงโทษถึงขั้นถูกห้ามรับนักศึกษาต่างชาติ

โดยข้อมูลระบุว่า อัตราการปฏิเสธวีซ่านักเรียนจาก ปากีสถานสูงถึง 18% และบังกลาเทศ 22% สูงกว่ากรอบที่รัฐบาลตั้งไว้หลายเท่า ทำให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งเลือกใช้มาตรการคัดกรองเข้มเป็นพิเศษ หรือถึงขั้นระงับรับสมัครจากประเทศเหล่านี้ชั่วคราว

ลอนดอน เมโทรโพลิแทน ยูนิเวอร์ซิตี เป็นหนึ่งในสถาบันที่ยืนยันว่า ได้ระงับรับใบสมัครจากบังกลาเทศ หลังพบอัตราการถูกปฏิเสธวีซ่าพุ่งสูง โดยผู้บริหารมหาวิทยาลัยระบุว่า ทางการอังกฤษมองบางภูมิภาคว่าเป็นพื้นที่เสี่ยงสูง

ทางการอังกฤษเปิดเผยว่า ในปี 2024 มีผู้เดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่านักเรียนราว 16,000 คน ก่อนยื่นขอลี้ภัยในภายหลัง และกว่า 80% ของผู้ขอลี้ภัยจากปากีสถานและบังกลาเทศ เดินทางเข้าอังกฤษด้วยวีซ่าถูกต้องตั้งแต่แรก

โฆษกกระทรวงมหาดไทยอังกฤษระบุว่า รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับนักศึกษาต่างชาติ แต่จำเป็นต้องเข้มงวดมากขึ้น เพราะต้องมั่นใจว่าผู้ที่เดินทางเข้ามาเพื่อเป็นนักเรียนจริง และสถาบันการศึกษาต้องรับผิดชอบต่อบทบาทของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและกลุ่มนักศึกษาต่างชาติเตือนว่า มาตรการแบบเหวี่ยงแหอาจทำให้ นักเรียนที่มีเจตนาเรียนจริงถูกกันออกจากระบบ โดยไม่จำเป็น

ขณะเดียวกัน การที่อังกฤษ สหรัฐ แคนาดา และออสเตรเลีย เข้มงวดนโยบายตรวจคนเข้าเมืองมากขึ้น กำลังผลักดันให้นักเรียนจากเอเชียใต้หันไปเลือกเรียนต่อในประเทศเอเชียมากขึ้น เช่น มาเลเซีย ซึ่งมีค่าเล่าเรียนต่ำกว่า ขั้นตอนวีซ่าง่าย และไม่ต้องใช้เอกสารการเงินซับซ้อน

ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนมองว่า หากประเทศต้นทางไม่สามารถควบคุมการใช้วีซ่าผิดวัตถุประสงค์ได้ ภาพลักษณ์ของนักเรียนทั้งประเทศอาจได้รับผลกระทบในระยะยาว.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อังกฤษ

สลด เกิดเหตุแก๊สระเบิดบ้านพักคนชราในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ดับเพิ่มเป็น 3 ศพ เจ็บส่ง รพ. 18 ราย

สลด เกิดเหตุแก๊สระเบิดบ้านพักคนชราในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ดับเพิ่มเป็น 3 ศพ เจ็บส่ง รพ. 18 ราย

24 ธ.ค. 2568 11:11 น.

สลด เกิดเหตุแก๊สระเบิดบ้านพักคนชราในรัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ ดับเพิ่มเป็น 3 ศพ เจ็บส่ง รพ. 18 ราย

เกิดโศกนาฏกรรมแก๊สระเบิดบ้านพักคนชรา ในรัฐเพนซิลเวเนีย อาคารถล่มบางส่วน เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ ผู้บาดเจ็บ 18 ราย เจ้าหน้าที่ยังเร่งตรวจสอบสาเหตุ

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 เกิดเหตุระเบิดคาดเกี่ยวข้องกับแก๊ส ภายในบ้านพักคนชรา “บริสตอล เฮลธ์ แอนด์ รีแฮบ เซ็นเตอร์” หรือชื่อเดิม ซิลเวอร์ เลก เนอร์สซิงโฮม ในเขตบริสตอล ทาวน์ชิพ บักส์เคาน์ตี รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐฯ เมื่อช่วงบ่ายวันอังคาร เวลาประมาณ 14.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้อาคารบางส่วนพังถล่ม

โดยนายจอช ชาพิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนีย แถลงยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ จากเหตุการณ์นี้ หลังจากก่อนหน้านี้ยืนยัน 2 ศพ และมีการยืนยันเพิ่มภายหลังอีก 1 ศพ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่เชื่อว่าได้ตรวจสอบผู้ที่อยู่ในอาคารครบถ้วนแล้ว แต่ยังคงเดินหน้าค้นหาและประเมินพื้นที่อย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัย

รายงานจากสื่อท้องถิ่นระบุว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 18 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลหลายแห่งในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอาการของผู้บาดเจ็บแต่ละราย

ทางด้านบริษัทพลังงานท้องถิ่น พีอีซีโอ เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งเหตุมีกลิ่นแก๊สรั่วภายในอาคารราว 14.00 น. และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ ก่อนจะเกิดเหตุระเบิดขึ้นในขณะที่ทีมงานยังอยู่ในพื้นที่ โดยขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า อุปกรณ์ของบริษัทหรือระบบแก๊สธรรมชาติเป็นสาเหตุโดยตรงของการระเบิดหรือไม่ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงเร่งสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุระเบิดครั้งนี้ พร้อมประเมินความเสียหายและดูแลผู้ได้รับผลกระทบอย่างใกล้ชิด.

ที่มา  6abc.com 

ทูตอิสราเอล เขียนบทความเปิดใจ ถึงการกลับคืนสู่มาตุภูมิของแรงงานไทยเหยื่อฮามาสคนสุดท้าย

ทูตอิสราเอล เขียนบทความเปิดใจ ถึงการกลับคืนสู่มาตุภูมิของแรงงานไทยเหยื่อฮามาสคนสุดท้าย

24 ธ.ค. 2568 10:47 น.

ทูตอิสราเอล เขียนบทความเปิดใจ ถึงการกลับคืนสู่มาตุภูมิของแรงงานไทยเหยื่อฮามาสคนสุดท้าย

สถานทูตอิสราเอลเผยแพร่บทความโดยทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เรื่อง “การกลับคืนสู่มาตุภูมิของสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ และสะพานเชื่อมระหว่างประชาชนของเรา” เพื่อรำลึกถึงแรงงานไทยเหยื่อฮามาสคนสุดท้าย

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลเผยแพร่บทความโดย ฯพณฯ อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เรื่อง “การกลับคืนสู่มาตุภูมิของสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์ และสะพานเชื่อมระหว่างประชาชนของเรา” เพื่อรำลึกถึงการกลับบ้านของแรงงานไทยเหยื่อของผู้ก่อการร้ายฮามาสคนสุดท้าย โดยเนื้อหาในบทความมีดังนี้

การส่งคืนร่างของสุทธิศักดิ์ รินทลักษ์เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พลเมืองไทยคนสุดท้ายที่ถูกกลุ่มก่อการร้ายฮามาสลักพาตัวไปในวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ได้ปิดฉากวงจรแห่งความเจ็บปวดอันยาวนาน แต่ก็ไม่อาจปิดบาดแผลในใจได้ การกลับมาของเขาไม่เพียงเป็นช่วงเวลาแห่งความโล่งใจ หากแต่เป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงอีกด้วย เหตุการณ์นี้บังคับให้เราต้องหันกลับมามองต้นทุนของความสูญเสียจากการสังหารหมู่ที่กลุ่มฮามาสก่อขึ้นในวันอันมืดมนนั้นอีกครั้งหนึ่ง

ชาวไทย 47 คนถูกสังหารในระหว่างการโจมตีของฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม และอีก 28 คนถูกลักพาตัวไปยังฉนวนกาซาและได้รับการปล่อยตัวในภายหลัง นอกจากนี้ยังมีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งทางร่างกายและจิตใจ จากการกระทำอันโหดร้ายที่ไม่เลือกปฏิบัติ 

ไม่มีการยกเว้นทางสัญชาติ ศาสนา หรือความเชื่อใดๆ

เหยื่อชาวไทยทุกคนก็เป็นเช่นเดียวกับแรงงานไทยอีกหลายหมื่นคน ที่มาทำงานในอิสราเอลเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและสร้างความมั่นคงในอนาคต ทั้งนี้รัฐบาลอิสราเอลได้แสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่ออนาคตของครอบครัวเหยื่อชาวไทยทุกครอบครัว นี่ไม่ใช่เพียงหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติเท่านั้น หากแต่เป็นพันธะอย่างลึกซึ้งทางศีลธรรม

เหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม ไม่ใช่การต่อสู้กันในสนามรบ แต่เป็นการสังหารหมู่ กล่าวคือ ผู้ก่อการร้ายฮามาสข้ามพรมแดนเข้ามายังดินแดนอิสราเอลด้วยเจตนาอันชัดเจนว่าจะสังหารพลเรือน พวกเขาเผาบ้านเรือน สังหารครอบครัว ฆ่าผู้สูงอายุและเด็ก ข่มขืนสตรี ลักพาตัวผู้บริสุทธิ์ทั้งชายและหญิง ทั้งนี้ แรงงานชาวไทยผู้ที่มาทำงานอันสุจริตในอิสราเอลเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ตกเป็นเป้าหมายของผู้ก่อการร้ายเพียงเพราะพวกเขาอยู่ ณ ที่นั้น นี่คือโฉมหน้าอันแท้จริงของความชั่วร้าย นั่นคือแก่นแท้ของอุดมการณ์แห่งความเกลียดชัง ที่ไม่มีเป้าหมายทางการเมืองหรือเหตุผลใดๆ มีเพียงภาพของการทำลายล้างและความหวาดกลัวเท่านั้น ซึ่งเป็นความหวาดกลัวอย่างแท้จริง

สงครามที่เกิดขึ้นตามมาไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้บริบท หากแต่เริ่มต้นจากการที่ฮามาสเปิดฉากโจมตีพลเรือนของอิสราเอลอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน รัฐบาลใดก็ตามที่มีความรับผิดชอบ ย่อมต้องปกป้องประชาชนของตนหลังจากการโจมตีเช่นนี้ อิสราเอลเข้าสู่สงครามด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนและชอบธรรมสองประการ คือ เพื่อให้แน่ใจว่าฮามาสจะไม่สามารถเป็นภัยคุกคามทางทหารและก่อการร้ายต่ออิสราเอลได้อีกต่อไป และเพื่อนำตัวประกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาวอิสราเอลหรือชาวต่างชาติ กลับบ้านอย่างปลอดภัย

ตัวประกันส่วนใหญ่จากทั้งหมด 258 คน ได้รับการปล่อยตัวกลับมาแล้ว เหลือเพียงตัวประกันชาวอิสราเอลอีกคนเดียว คือ รัน กวิลี ผู้ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่ ตราบใดที่ยังมีผู้บริสุทธิ์ถูกกักขังอยู่ใต้ดินแม้เพียงคนเดียว ภารกิจของอิสราเอลก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เมื่อใดที่เขากลับมา เราก็หวังที่จะดำเนินการตามข้อตกลงในฉนวนกาซาระยะต่อไปได้ และนำไปสู่ความเป็นจริงที่ว่า ฮามาสจะไม่สามารถเป็นภัยคุกคามต่ออิสราเอล ต่อประเทศเพื่อนบ้าน หรือแม้แต่ประชาชนของตนได้อีกต่อไป    

อิสราเอลไม่ได้แสวงหาสงคราม อิสราเอลแสวงหาสันติภาพ แต่ต้องเป็นสันติภาพที่แท้จริง ยั่งยืน และมั่นคง เป็นสันติภาพซึ่งช่วยให้ครอบครัวที่ต้องพลัดพรากจากกันไป ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย เป็นสันติภาพที่ไม่ปล่อยให้ผู้ก่อการร้ายยังคงมีอำนาจ มีกำลังสะสมอาวุธและเตรียมการสังหารหมู่ครั้งต่อไป ประวัติศาสตร์อันเจ็บปวดได้สอนชาวอิสราเอลว่า สันติภาพที่ปราศจากความมั่นคงนั้น ก็เป็นเพียงภาพลวงตา

การส่งคืนร่างของสุทธิศักดิ์เตือนใจเราว่า การก่อการร้ายไม่มีพรมแดน ทั้งยังย้ำเตือนว่าเหยื่อของเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม มิได้มีแต่เพียงชาวอิสราเอลเท่านั้น หากแต่รวมถึงแรงงานชาวไทย นักศึกษาต่างชาติ นักท่องเที่ยว และครอบครัวจากหลายประเทศ การรำลึกถึงพวกเขาเป็นพันธกิจทางศีลธรรม ไม่ใช่กิจกรรมทางการเมืองแต่อย่างใด

นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคมเป็นต้นมา จะเห็นได้ว่ามีพลเมืองไทยสนใจจะมาทำงานในอิสราเอลเพิ่มมากขึ้น ปัจจุบันมีคนไทยกว่า 40,000 คน อาศัยและทำงานอยู่ในอิสราเอล พวกเขาปรากฏให้เห็นอยู่ทุกหนแห่ง กลายมาเป็นส่วนสำคัญของสังคมอิสราเอล พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา และนี่คือวิธีที่เรายกย่องให้เกียรติพวกเขา ทั้งในยามที่มีชีวิตอยู่และยามที่จากไป

ในขณะเดียวกัน ชาวอิสราเอลกว่า 400,000 คนเดินทางมายังประเทศไทยทุกปี พวกเขาคุ้นเคยและผูกพันกับประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ชาวอิสราเอลมาท่องเที่ยว มาเรียนรู้ และมาสร้างสายสัมพันธ์ส่วนตัวอันลึกซึ้งกับสังคมไทย ทั้งสองชุมชนนี้มิได้เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ หากแต่เป็นสัญลักษณ์อันมีชีวิตของความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความเคารพซึ่งกันและกัน ชุมชนทั้งสองได้ร่วมกันสร้างสะพานแห่งความเข้าใจ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สามสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน แม้จะอยู่ห่างกันด้วยระยะการเดินทางโดยเครื่องบินกว่า 11 ชั่วโมง แต่กลับใกล้ชิดกันในหัวใจอย่างลึกซึ้ง

อิสราเอลและประเทศไทยมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาอย่างยาวนาน โดยมีพื้นฐานมาจากไมตรีจิตของประชาชนที่มีต่อกัน ในโอกาสที่เราร่วมใจกันรำลึกถึงเหยื่อของการก่อการร้ายชาวไทย เราขอยืนยันถึงสายใยแห่งความผูกพันนั้นอีกครั้ง เราได้ยืนหยัดเคียงข้างกันเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย และยึดมั่นในความเข้าใจร่วมกันว่า สะพานเชื่อมระหว่างประชาชนไม่ควรสร้างขึ้นจากประสบการณ์อันโศกเศร้า หากแต่ควรสร้างขึ้นจากความรัก ความเคารพซึ่งกันและกัน รวมถึงผลประโยชน์และค่านิยมที่มีร่วมกัน.

ที่มา : สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย

“มิน อ่อง หล่าย” ขู่ประชาชน “ไม่ไปเลือกตั้งเท่ากับปฏิเสธประชาธิปไตย” ท่ามกลางกระแสบอยคอต

"มิน อ่อง หล่าย" ขู่ประชาชน "ไม่ไปเลือกตั้งเท่ากับปฏิเสธประชาธิปไตย" ท่ามกลางกระแสบอยคอต

24 ธ.ค. 2568 10:03 น.

“มิน อ่อง หล่าย” ขู่ประชาชน “ไม่ไปเลือกตั้งเท่ากับปฏิเสธประชาธิปไตย” ท่ามกลางกระแสบอยคอต

“มิน อ่อง หล่าย” ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาเตือนประชาชนไม่ใช้สิทธิเลือกตั้ง 28 ธ.ค. เท่ากับขัดขวางประชาธิปไตย ขณะที่กระแสต่อต้านเลือกตั้งมาแรงถล่มทลาย  

วันที่ 24 ธันวาคม 2568 พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ออกโรงเตือนประชาชนว่าการปฏิเสธไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เท่ากับเป็นการปฏิเสธ “ความก้าวหน้าสู่ประชาธิปไตย” ขณะที่สถานการณ์การเมืองเมียนมาทวีความตึงเครียดอย่างหนีก ก่อนการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 28 ธันวาคม หรือในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้

คำกล่าวของพลเอกอาวุโสมิน อ่องหล่าย มีขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ระหว่างที่มิน อ่อง หล่าย เดินทางไปยังเมือง มะเกว เพื่อพบปะนายทหารและครอบครัวทหาร และมีขึ้นท่ามกลางกระแสคว่ำบาตรการเลือกตั้งอย่างกว้างขวาง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลทหารประสบปัญหาอย่างหนักในการระดมการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งแสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ความชอบธรรมแก่การปกครองของกองทัพ 

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลทหารได้พยายามแก้สถานการณ์ด้วยการส่งดารา และคนดังที่ฝักใฝ่กองทัพ ลงพื้นที่เมืองที่เพิ่งยึดคืนได้ในรัฐฉานตอนเหนือ อาทิ จ๊อกแม้ และ หนองคิโอ จัดกิจกรรมร้องเพลง เต้นรำ และรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน มิน อ่อง หล่าย และ พลเอกโซ วิน รองผู้นำรัฐบาลทหาร เดินสายตามเมืองสำคัญ เรียกร้องให้ประชาชนสนับสนุนผู้สมัครที่มีแนวคิดด้านความมั่นคง และสามารถทำงานร่วมกับกองทัพได้อย่างสอดคล้อง 

โดยหลังสูญเสียการควบคุมพื้นที่จำนวนมาก รัฐบาลทหารวางแผนจัดการเลือกตั้งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ วันที่ 28 ธันวาคม 2568 ตามด้วย 11 มกราคม 2569 และช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนมกราคม โดยมีพรรคการเมืองลงสมัครทั้งหมด 57 พรรค ซึ่งพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา ที่กองทัพหนุนหลังและมีการส่งผู้สมัครมากที่สุด และยังมีการคาดการณ์อย่างกว้างขวางว่า มิน อ่องหล่ายอาจหวนคืนตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยแรงสนับสนุนจาก ส.ส.ทหาร และพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา โดยรัฐธรรมนูญที่กองทัพร่างเอง กำหนดให้ทหารครองที่นั่งในสภา 25% โดยอัตโนมัติ ทำให้พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา ต้องการคะแนนเสียงเพียง 26% ก็สามารถสืบทอดอำนาจได้

ทั้งนี้ การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นเกือบ 5 ปีหลังรัฐประหารปี 2563 ซึ่งกองทัพล้มล้างผลการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นในปีนั้น และโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ทำให้คะแนนเสียงของประชาชนกว่า 27 ล้านคน สูญเปล่าทั้งที่การเลือกตั้งในครั้งนี้ได้รับการรับรองจากผู้สังเกตการณ์ทั้งในและต่างประเทศ.

ที่มา Irrawaddy

กัมพูชาเตือนประชาชน หยุดแชร์คอนเทนต์จากไทยบิดเบือนข้อมูล

กัมพูชาเตือนประชาชน หยุดแชร์คอนเทนต์จากไทยบิดเบือนข้อมูล

24 ธ.ค. 2568 09:00 น.

กัมพูชาเตือนประชาชน หยุดแชร์คอนเทนต์จากไทยบิดเบือนข้อมูล

กระทรวงไปรษณีย์ฯ และกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา ออกคำเตือนประชาชนงดแชร์ คอมเมนต์คอนเทนต์จากไทย ระบุเป็นช่องทางแพร่ข่าวเท็จ บั่นทอนขวัญกำลังใจสาธารณชน กระทบอธิปไตยและความมั่นคงด้านข้อมูลของประเทศ

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 กระทรวงไปรษณีย์และโทรคมนาคม ร่วมกับกระทรวงสารสนเทศของกัมพูชา ออกคำแนะนำถึงประชาชน ขอให้ยุติการแชร์ แสดงความคิดเห็น หรือโต้ตอบ เนื้อหาบนสื่อสังคมออนไลน์ที่มาจากประเทศไทย หรือจากแหล่งข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบความถูกต้อง ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลระบุว่ากระทบต่อ อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา

แถลงการณ์ระบุว่า การกดแชร์ คอมเมนต์ หรือแสดงปฏิกิริยาต่อบทความ ภาพ วิดีโอ หรือคอนเทนต์ดิจิทัลจากบัญชีโซเชียลของไทยเป็นการมีส่วนช่วยโดยไม่รู้ตัวให้วาทกรรมจากฝั่งไทยและข่าวปลอมแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

คำเตือนระบุว่า พฤติกรรมแบบนี้เป็นตัวเร่งการหมุนเวียนของข้อมูลเท็จ การบิดเบือน และการยุยงปลุกปั่น ซึ่งบั่นทอนขวัญกำลังใจของสาธารณชน และเสี่ยงกลบข้อมูลข้อเท็จจริงที่เผยแพร่ผ่านช่องทางทางการของทางการกัมพูชา กระทรวง หน่วยงาน และสื่อกัมพูชา

นอกจากนี้ยังชี้ว่าคอนเทนต์ที่ไม่ได้รับการยืนยันกำลังถูก เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ นำไปใช้อ้างอิงและขยายการเผยแพร่ ส่งผลให้ผู้รับสารในต่างประเทศเกิดความสับสนและเข้าใจผิด โดยบางส่วนเข้าใจว่าเป็นรายงานข้อเท็จจริง ทั้งที่รัฐบาลกัมพูชามองว่าเป็นการบดบังสิ่งที่กัมพูชาระบุว่าเป็นการกระทำเชิงรุกของไทยต่ออธิปไตยของกัมพูชา.

ที่มา Phnom Penh Post