เครื่องบินเอฟ-16 กองทัพโปแลนด์ตกขณะซ้อมแอร์โชว์ นักบินดีดตัวไม่ทันดับสลด (คลิป)

เครื่องบินเอฟ-16 กองทัพโปแลนด์ตกขณะซ้อมแอร์โชว์ นักบินดีดตัวไม่ทันดับสลด (คลิป)

29 ส.ค. 2568 11:16 น.

เครื่องบินเอฟ-16 กองทัพโปแลนด์ตกขณะซ้อมแอร์โชว์ นักบินดีดตัวไม่ทันดับสลด (คลิป)

เกิดเหตุเครื่องบินรบเอฟ-16 ของกองทัพอากาศโปแลนด์ตก ขณะฝึกซ้อมบินเพื่อเตรียมแสดงในงานโชว์ เป็นเหตุให้นักบินเสียชีวิตสลด

เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 สิงหาคม 2025) ตามเวลาในท้องถิ่น เครื่องบินรบเอฟ-16 ( F-16 ) ของกองทัพอากาศโปแลนด์ประสบอุบัติเหตุระหว่างการฝึกซ้อมบินผาดแผลง เพื่อเตรียมแสดงในงานแอร์โชว์ Radom Air Show ที่เมือง Radom ทางตอนกลางของประเทศ โดยเครื่องบินตกกระแทกบนรันเวย์ จนเกิดไฟลุกท่วม ส่งผลให้ นักบินเสียชีวิตทันที

มีรายงานว่าผู้เสียชีวิตคือ ร้อยโท มาเชย์ สแลบ คราโควียัก ผู้บัญชาการทีมแสดงการบิน Tiger Demo Team ของกองทัพอากาศโปแลนด์ 

ภาพจากสื่อท้องถิ่นบันทึกเห็นเครื่องบินทำ barrel roll หรือการหมุนลำตัว  ก่อนจะพุ่งชนรันเวย์และเกิดไฟลุกพร้อมทั้งมีหลักฐานวิดีโอว่านักบินไม่สามารถดีดตัวหนีได้ทัน 

ด้านรัฐมนตรีกลาโหม โปแลนด์ได้เดินทางไปที่จุดเกิดเหตุ พร้อมโพสต์แสดงความเสียใจต่อการสูญเสียนักบิน พร้อมยกย่องว่านักบินรับใช้ชาติด้วยความกล้าหาญและอุทิศตนอย่างยิ่ง.

ที่มา :NDTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เครื่องบินเอฟ-16

อัยการพิเศษสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

อัยการพิเศษสั่งฟ้อง "คิม กอนฮี" อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

29 ส.ค. 2568 11:10 น.

อัยการพิเศษสั่งฟ้อง “คิม กอนฮี” อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ คดีทุจริต-รับสินบน

อัยการพิเศษเกาหลีใต้ เผย คิม คีน ฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ถูกตั้งข้อกล่าวหาติดสินบนและข้อกล่าวหาอื่นๆ 

อัยการพิเศษเกาหลีใต้สั่งฟ้อง คิม กอนฮี อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งและภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล ในข้อหาทุจริตและรับสินบน พร้อมควบคุมตัวเพื่อดำเนินคดี นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ภรรยาของอดีตประธานาธิบดีต้องถูกดำเนินคดีและถูกควบคุมตัว

ทีมอัยการพิเศษ นำโดยนาย มิน จุงกี ได้ออกแถลงการณ์ว่า นางคิมถูกตั้งข้อหาหลายกระทง ได้แก่ ความผิดตามกฎหมายตลาดทุน, กฎหมายเงินทุนพรรคการเมือง และกฎหมายว่าด้วยการรับสินบนเพื่อเป็นคนกลาง

โดยมีรายละเอียดข้อกล่าวหาได้แก่ การปั่นหุ้น ระหว่างปี 2009-2012 นางคิมถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนเงินทุนเพื่อใช้ในการปั่นหุ้น ต่อมาคือการรับผลประโยชน์ทางการเมือง โดยเธอและสามีถูกกล่าวหาว่ารับผลสำรวจคะแนนความนิยมฟรีจาก “นายหน้าผู้มีอำนาจ” ที่อ้างว่ามีอิทธิพล ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2022 เพื่อแลกกับการผลักดันให้ คิม ยังซอน อดีตสมาชิกพรรคพลังประชาชน ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภา และการรับของขวัญราคาแพง เนื่องจากเธอต้องสงสัยว่าได้รับของขวัญสุดหรูจากกลุ่มศาสนา “โบสถ์แห่งความสามัคคี” (Unification Church) ผ่านคนทรงเจ้า เพื่อแลกกับการให้ความช่วยเหลือทางธุรกิจในปี 2022

การสั่งฟ้องครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงสองวันก่อนที่คำสั่งจับกุมตัวเธอจะหมดอายุ ทำให้เธอยังคงถูกควบคุมตัวต่อไปได้อีกอย่างน้อย 6 เดือน และอาจมีการขยายระยะเวลาออกไปได้อีก หากทีมอัยการพบหลักฐานใหม่และขอหมายจับเพิ่มเติม

ก่อนหน้านี้ นางคิมถูกจับกุมตัวเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม โดยทีมอัยการพิเศษได้สอบปากคำด้วยตนเองไปแล้ว 5 ครั้ง แม้ว่าเธอส่วนใหญ่จะใช้สิทธิที่จะไม่ตอบคำถามก็ตาม

การสั่งฟ้องนางคิมครั้งนี้ทำให้เธอกลายเป็น อดีตคู่สามีภรรยาประธานาธิบดีคู่แรกที่ถูกจับกุมและดำเนินคดีพร้อมกัน เนื่องจากอดีตประธานาธิบดียุนเองก็ถูกคุมขังและกำลังถูกไต่สวนในข้อหากบฏ จากความพยายามประกาศกฎอัยการศึกเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ทีมอัยการพิเศษยังได้ขยายขอบเขตการสอบสวนนับตั้งแต่เริ่มดำเนินการเมื่อสองเดือนก่อน โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีการบุกตรวจค้นบุคคลหลายรายที่ต้องสงสัยว่ามอบเครื่องประดับให้กับนางคิม เพื่อแลกกับการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่หรือการได้รับผลประโยชน์ทางธุรกิจอีกด้วย.

ที่มา  Yonhap

ญี่ปุ่นใช้ AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด เตือนคนโตเกียวรับมือภัยพิบัติ

ญี่ปุ่นใช้ AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด เตือนคนโตเกียวรับมือภัยพิบัติ

29 ส.ค. 2568 08:23 น.

ญี่ปุ่นใช้ AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิด เตือนคนโตเกียวรับมือภัยพิบัติ

ญี่ปุ่นใช้เทคโนโลยี AI จำลองภูเขาไฟฟูจิระเบิดอย่างรุนแรง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด แม้ยังไม่พบสัญญาณปะทุ

แม้ภูเขาไฟฟูจิจะสงบนิ่งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1707 แต่รัฐบาลกรุงโตเกียวได้เผยแพร่คลิปวิดีโอจำลองการปะทุรุนแรงของภูเขาไฟฟูจิ โดยใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์เลวร้ายที่สุด เนื่องใน “วันเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติจากภูเขาไฟ” ของญี่ปุ่น

วิดีโอที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ แสดงภาพเถ้าภูเขาไฟจำนวนมหาศาลปกคลุมกรุงโตเกียวซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 100 กิโลเมตร ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลให้ระบบคมนาคมเป็นอัมพาต การส่งอาหารและไฟฟ้าถูกรบกวน รวมถึงอาจก่อให้เกิดปัญหาระบบทางเดินหายใจในระยะยาว

ตอนท้ายของวิดีโอ มีข้อความเตือนชัดเจนว่า”เราจำเป็นต้องเตรียมตัวด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และรับมือภัยพิบัติในชีวิตประจำวัน” พร้อมภาพครอบครัวที่กักตุนอาหารกระป๋องและชุดปฐมพยาบาลไว้ในบ้าน

ด้านสำนักงานรัฐบาลกรุงโตเกียวชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือสัญญาณบ่งชี้ว่าภูเขาไฟฟูจิกำลังจะระเบิด การเผยแพร่วิดีโอนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชน 37 ล้านคนในเขตมหานครโตเกียว มีความรู้และมาตรการป้องกันตัวหากเกิดเหตุฉุกเฉินเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีการเผยแพร่วิดีโอดังกล่าวออกมา ก็ได้สร้างความวิตกและความสับสนในหมู่ชาวญี่ปุ่น บ้างก็แสดงความเห็นว่า มีสัญญาณอะไรหรือเปล่า ทำไมต้องพูดถึงเถ้าภูเขาไฟหนา 10 เซนติเมตรแม้แต่ในโตเกียวขณะที่ประชาชนบางส่วนวางแผนจะซื้อของใช้ฉุกเฉินทันที 

ขณะที่ศาสตราจารย์ นาโอยะ เซคิยะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารความเสี่ยง มหาวิทยาลัยโตเกียว ย้ำว่าญี่ปุ่นมีการจำลองสถานการณ์ภัยพิบัติทั้งแผ่นดินไหวและภูเขาไฟมาโดยตลอด และการเผยแพร่ครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าภูเขาไฟฟูจิกำลังจะปะทุในเร็วๆ นี้

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เปราะบางต่อภัยธรรมชาติหลากหลายประเภท ทั้งแผ่นดินไหว พายุไต้ฝุ่น น้ำท่วม ดินถล่ม และภูเขาไฟระเบิด โดยเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว สำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นเพิ่งออกคำเตือนแผ่นดินไหวขนาดมหึมาครั้งแรก หลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงนอกชายฝั่งเกาะคิวชู

ในจำนวนภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ทั่วโลกประมาณ 1,500 ลูก ญี่ปุ่นมีมากถึง 111 ลูก เนื่องจากตั้งอยู่บนวงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก โดยภูเขาไฟฟูจิ ซึ่งเป็นภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ เคยปะทุเฉลี่ยทุกๆ 30 ปี แต่กลับสงบลงมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภูเขาไฟฟูจิ

อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

29 ส.ค. 2568 07:51 น.

อินโดฯ เดือด ม็อบแรงงานนับพันบุกปิดสภา จี้รัฐขึ้นค่าแรง-ยกเลิกเอาต์ซอร์ซ ขวางสิทธิพิเศษนักการเมือง

ม็อบแรงงานอินโดฯ ประท้วงเดือด นับพันคนรวมตัวชุมนุมหน้ารัฐสภา ในกรุงจาการ์ตา แสดงพลังประท้วงค่าแรงต่ำ เรียกร้องให้ยกเลิกการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ และถอนสิทธิประโยชน์พิเศษของนักการเมือง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ข่าวจาการ์ตา โพสต์ ของอินโดนีเซีย รายงานว่า แรงงานชาวอินโดนีเซียนับพันคนรวมตัวชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาในกรุงจาการ์ตา เพื่อแสดงพลังประท้วงรัฐบาลไม่แก้ปัญหาค่าแรงต่ำ การจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ และสิทธิประโยชน์พิเศษของนักการเมือง ขณะที่สหพันธ์แรงงานอินโดนีเซียและพรรคแรงงานเป็นแกนนำกดดันรัฐบาลให้เร่งแก้กฎหมายแรงงานและปฏิรูประบบภาษีแรงงาน

รายงานข่าวระบุว่าผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ยกเลิกการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์ซ หยุดการเลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก และจัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อติดตามสถานการณ์เลิกจ้าง รวมถึงเสนอปรับระบบภาษีแรงงาน โดยขอให้เพิ่มเพดานรายได้ไม่ต้องเสียภาษีเป็น 7.5 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน หรือประมาณ 10,600 บาท  พร้อมยกเว้นภาษีเงินชดเชยเลิกจ้าง โบนัสวันหยุด และเงินออมเพื่อการเกษียณ

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมยังผลักดันให้สภาผ่านกฎหมายใหม่ด้านแรงงาน ออกกฎหมายยึดทรัพย์สินในคดีทุจริต และปรับแก้กฎหมายเลือกตั้งก่อนศึกเลือกตั้งทั่วไปปี 2572

โดยประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงคือ สิทธิพิเศษของบรรดา ส.ส. ที่นอกจากเงินเดือนแล้ว ยังได้รับเบี้ยเลี้ยงค่าที่พักเดือนละ 50 ล้านรูเปียห์ หรือเกือบ 100,000 บา) ซึ่งสูงเกือบ 10 เท่าของค่าแรงขั้นต่ำกรุงจาการ์ตา ซึ่งหลังถูกแรงงานกดดันหนัก ล่าสุด สภาผู้แทนราษฎรออกมาชี้แจงว่า ส.ส.ทั้ง 580 คน จะได้รับเบี้ยเลี้ยงนี้ถึงแค่เดือนตุลาคมนี้เท่านั้น.

แร็พเปอร์ชื่อดัง “Psy” กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

แร็พเปอร์ชื่อดัง "Psy" กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

29 ส.ค. 2568 06:35 น.

แร็พเปอร์ชื่อดัง “Psy” กังนัมสไตล์ ถูกตร.เกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์

แร็พเปอร์ชื่อดัง Psy กังนัมสไตล์ ถูกตำรวจเกาหลีใต้สอบสวนข้อหาละเมิดกฎหมายการแพทย์ หลังรับยาจิตเวชจากโรงพยาบาลโดยไม่ได้เข้าพบแพทย์ด้วยตัวเอง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวยอนฮับ รายงานว่า นายปาร์ก แจซัง หรือ “ไซ” (Psy) แร็พเปอร์ชื่อดังเจ้าของเพลง ฮิต “กังนัม สไตล์” (Gangnam Style) กำลังเผชิญการสอบสวนจากตำรวจเกาหลีใต้ หลังถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายการแพทย์ ด้วยการรับยาจิตประสาทจากโรงพยาบาลผ่านบุคคลอื่น โดยที่เขาไม่ได้เข้าพบแพทย์ด้วยตัวเอง

โดยตำรวจสถานีซอดามุน ในกรุงโซล เปิดเผยว่า ได้ตั้งข้อหานายปาร์ค แจซัง และแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงโซล หลังพบพฤติกรรมผิดปกติว่าไซได้รับใบสั่งยาสำหรับยาจิตประสาท ได้แก่ แซแน็กซ์ (Xanax) และ สติลน็อกซ์ (Stilnox) ซึ่งใช้รักษาโรคนอนไม่หลับ วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า โดยมีผู้จัดการส่วนตัวและบุคคลอื่นไปรับยาที่โรงพยาบาลแทน ตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน

ตำรวจเปิดเผยว่าได้รับเบาะแสเรื่อนี้ก่อนเข้าตรวจค้นโรงพยาบาลเพื่อยึดบันทึกการรักษาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะถูกใช้เป็นหลักฐานในการสอบสวนต่อไป ขณะที่กฎหมายเกาหลีใต้ห้ามเด็ดขาดการสั่งจ่ายยาผ่านคนกลาง เนื่องจากยากลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงต่อการเสพติดและต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยแบบพบหน้า แต่มีรายงานว่าแพทย์เจ้าของไข้ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าเป็นการรักษาทางไกล

ทางด้านค่ายเพลง “P Nation” ของไซ ออกแถลงการณ์ยอมรับว่า การให้บุคคลอื่นไปรับยานอนหลับแทนเป็นความผิดพลาด แต่ยืนยันว่าไม่ใช่การสั่งยาผ่านคนกลาง เพราะไซมีการรักษาและได้รับใบสั่งยาจากแพทย์จริง.

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

28 ส.ค. 2568 23:43 น.

กัมพูชาโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ชี้ข้อกล่าวหาไร้มูล ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว

โฆษก กต.กัมพูชา แถลงโต้ไทย ยันไม่เคยใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ย้ำชาวบ้านอยู่ในพื้นที่มานานแล้ว แต่กลับตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย

วันที่ 28 สิงหาคม 2568  นาย ชุม สอนรี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา แถลงผลการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา–ไทย โดยกล่าวปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทยที่อ้างว่ากัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ในพื้นที่ชายแดน

โฆษกกต.กัมพูชาเผยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม เวลาประมาณ 14.20 น. ทหารไทยพยายามรื้อถอนลวดหนามใน หมู่บ้านเสร็งกัง ตำบลโอเบยจอน อำเภอโอจรอว์ (O Chrov district) จังหวัดบันทายมีชัย (Banteay Meanchey) ตรงข้ามกับ บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ของไทย แต่ถูกชาวบ้านและเจ้าหน้าที่กัมพูชาในพื้นที่แสร็งกังขัดขวางอย่างหนัก จนฝ่ายไทยต้องเก็บลวดหนามกลับไป

นายชุม กล่าวย้ำว่า ข้อกล่าวหานี้ไม่มีมูลความจริง พลเรือนกัมพูชาได้อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน และแท้จริงแล้วคือผู้ตกเป็นเหยื่อจากการกระทำฝ่ายเดียวของทหารไทย ทั้งการติดตั้งลวดหนามและสิ่งกีดขวางที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงบ้านเรือนและที่ทำกินได้

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชาได้มีการส่งหนังสือทูตไปยังกระทรวงการต่างประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2568 เพื่อประท้วงการล่วงล้ำพื้นที่ชายแดนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชาวกัมพูชาอาศัยอยู่ พร้อมกันนี้ได้ย้ำจุดยืนของรัฐบาลว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นหาทางออกข้อพิพาทชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างสันติ ในมิตรภาพ และภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันหลักการว่าเขตแดนไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยการใช้กำลัง

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

 รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

28 ส.ค. 2568 22:42 น.

รัสเซียยิงขีปนาวุธถล่มกรุงเคียฟ ยอดตายพุ่งเป็น 19 ศพ อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ

อียู-อังกฤษเดือดเรียกทูตรัสเซียเข้าพบ หลังอาคาร EU และ British Council ในยูเครนถูกโจมตีหนัก ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีในกรุงเคียฟเพิ่มเป็น 19 ศพ 

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 สำนักข่าว BBC รายงานอ้างคำเปิดเผยของนายตีมูร์ คาเชนโก หัวหน้าฝ่ายบริหารงานกลาโหมยูเครนที่ระบุว่า กองทัพรัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่เปิดฉากรุกรานเต็มรูปแบบ โดยการยิงขีปนาวุธถฃ่มกรุงเคียฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 19 ศพ ในจำนวนนี้รวมถึงเด็ก 4 คน อายุเพียง 2 ขวบ 14 ปี และ 17 ปี ตามการเปิดเผยของ 

โดยกองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียใช้ อาวุธโจมตีทางอากาศรวม 629 ชนิด แบ่งเป็นโดรน 598 ลำ และขีปนาวุธ 31 ลูก ด้านกระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่าเป้าหมายคือ โรงงานอุตสาหกรรมด้านการทหาร และฐานทัพอากาศของยูเครน พร้อมย้ำว่าใช้อาวุธแม่นยำสูง 

ทางด้านนายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซีย  ย้ำว่ารัสเซียยังสนใจการเจรจาสันติภาพ แต่ ปฏิบัติการพิเศษทางทหารยังคงเดินหน้าต่อไป

อย่างไรก็ตาม อาคารที่ทำการสหภาพยุโรป ในกรุงเคียฟ รวมทั้งอาคาร British Council ก็ได้รับความเสียหาย ทำให้ สหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรเรียกเอกอัครราชทูตรัสเซียเข้าพบทันที โดยนางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น การก่อการร้ายต่อพลเรือนและแม้กระทั่งสหภาพยุโรปเอง 

ทางด้านเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศว่า รัสเซียกำลังฆ่าเด็กและพลเรือน ทำลายทุกความหวังสันติภาพ พร้อมเผยว่าได้มีการเรียกทูตรัสเซียเข้าพบอย่างเป็นทางการแล้ว.

สิงคโปร์เข้มงวด ผู้ลักลอบใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเจอโทษหนัก ทั้งจำคุก ปรับ และเฆี่ยน

สิงคโปร์เข้มงวด ผู้ลักลอบใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเจอโทษหนัก ทั้งจำคุก ปรับ และเฆี่ยน

28 ส.ค. 2568 16:13 น.

สิงคโปร์เข้มงวด ผู้ลักลอบใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเจอโทษหนัก ทั้งจำคุก ปรับ และเฆี่ยน

ทางการสิงคโปร์ประกาศใช้มาตรการลงโทษที่เข้มงวดขึ้นกับผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่มีการลักลอบนำบุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติดเข้ามาใช้ในประเทศ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มโทษปรับ ขยายเวลาจำคุก และการลงโทษด้วยการเฆี่ยน

แม้สิงคโปร์จะเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่ประกาศห้ามใช้บุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่ปี 2018 แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังคงมีอยู่ โดยในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พบการระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าที่ผสมยาอีโตมิเดต (etomidate) ซึ่งเป็นยาชาชนิดหนึ่ง ซึ่งสร้างความกังวลอย่างมาก เนื่องจากสิงคโปร์มีกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ยอมรับว่าปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติด หรือที่รู้จักกันในชื่อ Kpods นั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ผลการทดสอบบุหรี่ไฟฟ้าของกลาง 100 ชิ้นในเดือนกรกฎาคม พบว่าหนึ่งในสามมีส่วนผสมของยาอีโตมิเดต นอกจากนี้ยังพบวิดีโอในโซเชียลมีเดียที่แสดงภาพวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวมีพฤติกรรมผิดปกติขณะสูบบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งสร้างความกังวลในหมู่ประชาชนที่ให้การสนับสนุนกฎหมายยาเสพติดที่เข้มงวดของรัฐบาล

นายออง เย กุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ กล่าวว่ากฎหมายที่เข้มงวดขึ้นมีความจำเป็น เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าได้กลายเป็น “ประตูสู่การใช้สารเสพติดที่รุนแรง” และทำหน้าที่เป็น “อุปกรณ์ส่งสาร” เสพติด

รัฐบาลได้กำหนดบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ สำหรับผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั่วไป จะถูกปรับตั้งแต่ 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 13,000 บาท) และต้องเข้ารับการบำบัดที่รัฐกำหนด ส่วนผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าผสมอีโตมิเดตจะได้รับโทษที่หนักกว่า

ขณะที่ผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผสมสารเสพติด อาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี และถูกเฆี่ยน 15 ครั้ง สำหรับชาวต่างชาติ นอกจากจะได้รับโทษเช่นเดียวกับชาวสิงคโปร์แล้ว ยังอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและพำนัก และถูกเนรเทศออกจากประเทศ นอกจากนั้น กฎหมายนี้บังคับใช้กับนักท่องเที่ยวเช่นกัน ทางการจะติดตั้งป้ายเตือนและจัดเตรียมถังทิ้งบุหรี่ไฟฟ้าที่สนามบินชางงี เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถทิ้งอุปกรณ์ได้ก่อนเข้าประเทศ

กฎหมายใหม่นี้เป็นมาตรการชั่วคราวในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ระหว่างที่รัฐบาลกำลังพิจารณาออกกฎหมายถาวรเพื่อจัดการกับอีโตมิเดตและยาเสพติดอื่น ๆ ที่อาจถูกใช้กับบุหรี่ไฟฟ้าในอนาคต

พร้อมกันนี้ ทางการได้เปิดตัวแคมเปญรณรงค์ด้านสาธารณสุขและมาตรการบังคับใช้กฎหมายควบคู่ไปด้วย โดยมีการโฆษณาเตือนภัยบนรถโดยสาร รถไฟ และพื้นที่สาธารณะ มีการจัดตั้งถังทิ้งบุหรี่ไฟฟ้าตามโรงเรียนและสโมสรชุมชน รวมถึงจัดให้มีการให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายของบุหรี่ไฟฟ้าในโรงเรียน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังมีการลาดตระเวนและตรวจค้นแบบสุ่มตามรถไฟ สถานีขนส่ง และสวนสาธารณะ เพื่อตรวจจับผู้กระทำผิดอีกด้วย

นอกจากนี้ การตรวจสอบตามชายแดนและจุดเข้าประเทศก็ได้รับการยกระดับ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากถูกลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย

การปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าของสิงคโปร์เกิดขึ้นพร้อม ๆ กับหลายประเทศทั่วโลกที่เริ่มกำหนดกฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อลดการใช้ในกลุ่มเด็กและเยาวชน เช่น สหราชอาณาจักรที่ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบใช้แล้วทิ้งตั้งแต่เดือนมิถุนายน และออสเตรเลียที่เริ่มห้ามการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2023.

ที่มา BBC

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

28 ส.ค. 2568 14:45 น.

กัมพูชาเรียกร้องสวีเดนพิจารณาการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพนให้ไทย

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชาส่งจดหมายอย่างเป็นทางการถึงสวีเดน ร้องทบทวนการขายเครื่องบินกริพเพนให้ไทย ชี้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและอธิปไตยของกัมพูชา

นายแก้ว รามี ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการถึงนายเฟรดริก มัลม์เบิร์ก ผู้อำนวยการสถาบันสิทธิมนุษยชนสวีเดน เพื่อเรียกร้องให้มีการพิจารณาทบทวนการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (อี/เอฟ) ให้แก่ประเทศไทย เพื่อรักษาหลักการด้านสิทธิมนุษยชน

นายแก้ว ระบุว่า “ในนามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา (CHRC) ข้าพเจ้าขอแสดงความเคารพและชื่นชมอย่างสูงสุดต่อราชอาณาจักรสวีเดน เป็นเวลาหลายทศวรรษที่สวีเดนยืนหยัดในฐานะผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย และสันติภาพ เป็นแบบอย่างอันสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกประเทศยึดมั่นในศักดิ์ศรีและความยุติธรรมสำหรับประชาชนทุกคน

ด้วยความเป็นผู้นำทางศีลธรรมอันยาวนานของสวีเดน เราจึงจำเป็นต้องแสดงความกังวลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับข้อตกลงการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (E/F) ให้แก่กองทัพไทย ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน การขายเครื่องบินดังกล่าวไม่เพียงแต่จะบั่นทอนสันติภาพและความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างร้ายแรงที่เครื่องบินลำนี้จะถูกนำไปใช้ในการรุกรานกัมพูชา ซึ่งทำให้พลเรือนตกอยู่ในอันตรายและคุกคามอธิปไตยของชาติ

ดังที่ท่านทราบ ในอดีตเคยมีกรณีที่เครื่องบินทหารไทยถูกนำไปใช้ในลักษณะที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างน่าเศร้าแก่พลเรือนชาวกัมพูชา การอนุญาตให้มีการโอนย้ายเครื่องบินดังกล่าวในปัจจุบันมีความเสี่ยงที่จะทำให้กองทัพไทยต้องทำซ้ำประวัติศาสตร์ดังกล่าว

ภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ อนุสัญญาเจนีวา รัฐต่างๆ ถูกเรียกร้องให้ปฏิบัติตามอนุสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจเอื้อต่อการรุกรานหรือบั่นทอนสันติภาพในภูมิภาคโดยอ้อม ในบริบทนี้ ความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศของสวีเดนกับไทยมีความเสี่ยงที่จะถูกมองว่าไม่ใช่การค้าที่เป็นกลาง แต่เป็นการกระทำที่เอื้ออำนวยซึ่งอาจส่งเสริมการยกระดับทางทหารและการรุกรานจากไทยซึ่งนำไปสู่ความทุกข์ทรมานของมนุษย์

สวีเดนมีชื่อเสียงในระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในด้านการปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกัมพูชา การขายอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เอื้ออำนวยดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามและขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับความสำคัญอันยาวนานของสวีเดนในการสนับสนุนสิทธิมนุษยชน สวีเดนต้องมั่นใจว่านโยบายการค้าอาวุธไม่ได้ถูกชี้นำโดยปัจจัยทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแท้จริงต่อสิทธิมนุษยชน สันติภาพ และการป้องกันความทุกข์ทรมาน

เราขอเรียกร้องสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งสวีเดนด้วยความเคารพให้:

1. คัดค้านอย่างหนักต่อการขายเครื่องบินขับไล่กริพเพน (E/F) ให้กับประเทศไทยภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน

2. เรียกร้องให้รัฐบาลสวีเดนทบทวนและพิจารณาการขายใหม่ รวมถึงการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างโปร่งใสและทั่วถึง สอดคล้องกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

3. สนับสนุนกลไกสันติวิธีเพื่อแก้ไขข้อพิพาทชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยไม่เพิ่มความตึงเครียดทางการทหาร

CHRC เชื่อมั่นในความเป็นผู้นำทางศีลธรรมของสวีเดน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถาบันอันทรงเกียรติของท่านจะดำเนินการอย่างสอดคล้องกับมรดกของสวีเดนในการส่งเสริมสันติภาพและสิทธิมนุษยชน การงดเว้นการติดอาวุธให้แก่ผู้รุกรานไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของมโนธรรมด้วย

กัมพูชายังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ที่จะแสวงหาทางออกความขัดแย้งโดยสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศและกรอบสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค CHRC ยังใช้โอกาสนี้แจ้งและขอความช่วยเหลือจากสถาบันของท่านในการเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวและส่งตัวทหารกัมพูชาที่เหลืออีก 18 นาย ซึ่งถูกควบคุมตัวโดยกองทัพไทยโดยมิชอบด้วยกฎหมายกลับประเทศโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข.

ที่มา Khmer Times

วุฒิสภาเม็กซิโกเดือด สว. เปิดศึกผลักอกกลางสภา

วุฒิสภาเม็กซิโกเดือด สว. เปิดศึกผลักอกกลางสภา

28 ส.ค. 2568 12:18 น.

วุฒิสภาเม็กซิโกเดือด สว. เปิดศึกผลักอกกลางสภา

เกิดเหตุความวุ่นวายขึ้นในที่ประชุมวุฒิสภาเม็กซิโก เมื่อวุฒิสมาชิกสองคนก่อเหตุทะเลาะวิวาทและผลักอกกันกลางสภา โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา

จากภาพวิดีโอที่เผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ N+ เผยให้เห็น นายอาเลฮันโดร ‘อาลิโต’ โมเรโน การ์เดนัส หัวหน้าพรรคปฏิวัติสถาบัน (Institutional Revolutionary Party – PRI) และ นายเกราร์โด เฟร์นันเดซ โนโรญา ประธานวุฒิสภา จากพรรคโมเรนา (Morena) ที่เป็นพรรครัฐบาล กำลังมีปากเสียงและใช้กำลังต่อกัน ขณะที่สมาชิกรัฐสภาคนอื่น ๆ ก็เข้ามาร่วมในเหตุการณ์ชุลมุนนี้ด้วย

เหตุการณ์ดังกล่าวเริ่มต้นขึ้นเมื่อนายโมเรโนเดินเข้าไปหานายโนโรญาเพื่อร้องเรียนว่าเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูดในที่ประชุม หลังจากที่มีการร้องเพลงชาติเพื่อปิดการประชุม

จากวิดีโอที่ถ่ายทอดสด นายโมเรโนเดินเข้ามาหานายเฟร์นันเดซ โนโรนา พร้อมกับพูดซ้ำๆ เรียกร้องให้เปิดโอกาสให้เขาได้อภิปราย และได้จับแขนของเฟร์นันเดซ โนโรนา ไว้ ทางด้านเฟร์นันเดซ โนโรนา ตอบกลับว่า อย่าแตะต้องตัวเขา ท้ายที่สุดทั้งสองคนก็เริ่มผลักกัน ทำให้นายโมเรโนชนช่างภาพคนหนึ่งล้มลงไป และมีสมาชิกสภาอีกคนเข้ามาสมทบ พยายามจะเหวี่ยงหมัดใส่นายเฟร์นันเดซ โนโรนา ขณะที่เขากำลังพยายามถอยห่างออกมา

หลังเกิดเหตุ นายโมเรโนได้โพสต์วิดีโอในบัญชี X ของตนเอง เพื่อชี้แจงเหตุการณ์จากมุมมองของเขา โดยอ้างว่านายโนโรญาเป็นฝ่ายเริ่มความรุนแรงก่อน ขณะที่นายโนโรญาประกาศว่า ตัวเขาและพรรคโมเรนา ในวุฒิสภาจะยื่นเรื่องร้องเรียนเพื่อเรียกค่าเสียหาย

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้ตอกย้ำถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ร้อนระอุในเม็กซิโก โดยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว วุฒิสภาเม็กซิโกได้ลงมติให้ปฏิรูปศาลยุติธรรมครั้งใหญ่ เพื่อเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ผู้พิพากษาต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายนักวิจารณ์กังวลว่าจะทำให้ฝ่ายตุลาการตกอยู่ใต้อิทธิพลทางการเมืองและเป็นภัยต่อระบอบประชาธิปไตย

ในวันที่ 1 กันยายนนี้ ผู้พิพากษาที่มาจากการเลือกตั้งในวันที่ 1 มิถุนายน 2025 จำนวน 881 คน จะเข้ารับตำแหน่งในวุฒิสภาอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะส่งผลให้องค์คณะตุลาการในศาลฎีกาได้รับการแต่งตั้งใหม่ทั้งหมด และจะมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยประกอบด้วยผู้พิพากษาหญิง 5 คน และชาย 4 คน.