ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

30 ส.ค. 2568 22:13 น.

ฮูตีเผย อิสราเอลทิ้งบอมบ์สังหารนายกรัฐมนตรีรัฐบาลฝ่ายกบฏเยเมน

กลุ่มฮูตีเผย นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีหลายคนในรัฐบาลของพวกเขา ถูกสังหารในการโจมตีของอิสราเอลเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ด้านอิสราเอลระบุว่า โจมตีเพื่อตอบโต้ที่ฮูตีใช้มิสไซล์ชนิดใหม่

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มกบฏฮูตีในประเทศเยเมนเปิดเผยในวันเสาร์ที่ 30 ส.ค. 2568 ว่า การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (28 ส.ค.) สังหารนายกรัฐมนตรี อาเหม็ด อัล-ราฮาวี กับรัฐมนตรีอีกหลายคนในรัฐบาลฝ่ายกบฏของพวกเขา

“ศัตรูชาวอิสราเอลมุ่งเป้าหมายไปที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคนระหว่างการประชุมเชิงปฏิบัติการตามปกติ ซึ่งจัดโดยรัฐบาลเพื่อประเมินกิจกรรมและผลงานของรัฐบาลในช่วงปีที่ผ่านมา” ประธานาธิบดีของรัฐบาลฮูตีระบุในแถลงการณ์ซึ่งเผยแพร่โดยสถานีโทรทัศน์ที่กบฏฮูตีควบคุม

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลุ่มกบฏฮูตียึดกรุงซานา เมืองหลวงของเยเมนได้ในปี 2559 พวกเขาก็จัดตั้งรัฐบาลปกครองพื้นที่ส่วนใหญ่ทางตอนเหนือของเยเมน ซึ่งมีประชาชนกว่า 70% ของทั้งประเทศ ในขณะที่รัฐบาลเยเมนที่นานาชาติให้การยอมรับ ปกครองภาคใต้ และทั้งสองฝ่ายยังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ฝ่ายอิสราเอลยังไม่ออกมายืนยันถ้อยแถลงของกบฏฮูตี แต่เมื่อวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่อิสราเอลระบุว่า กองทัพมุ่งเป้าโจมตีผู้นำของกลุ่มฮูตี หลังจากกลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ ยิงมิสไซล์ติดตั้งหัวรบลูกปรายชนิดใหม่เข้าใส่อิสราเอล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฟัน ภาษีทรัมป์ ที่ใช้กับหลายประเทศผิดกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฟัน ภาษีทรัมป์ ที่ใช้กับหลายประเทศผิดกฎหมาย

30 ส.ค. 2568 14:30 น.

ศาลอุทธรณ์สหรัฐฟัน ภาษีทรัมป์ ที่ใช้กับหลายประเทศผิดกฎหมาย

ศาลอุทธรณ์สหรัฐชี้ ภาษีทรัมป์ ที่ออกมาในช่วงดำรงตำแหน่งขัดต่อกฎหมาย เสี่ยงพลิกนโยบายการค้าต่างประเทศ และอาจนำไปสู่การต่อสู้ทางกฎหมายครั้งใหญ่

คำตัดสินนี้จะกระทบต่อภาษีตอบโต้ที่ทรัมป์ประกาศใช้กับหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงภาษีต่อจีน เม็กซิโก และแคนาดาด้วย โดยคำตัดสินจะมีผลบังคับใช้วันที่ 14 ตุลาคมนี้ เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสหรัฐต่อไปศาลอุทธรณ์สหรัฐมีคำตัดสินว่า ภาษีศุลกากรทรัมป์ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ถือเป็นโมฆะเพราะขัดต่อกฎหมาย โดยนับเป็นการใช้อำนาจในตำแหน่งประธานาธิบดีเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด  โดยในการลงมติ 7 ต่อ 4 ศาลได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ระบุว่า แม้กฎหมายสหรัฐ จะให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการดำเนินมาตรการต่าง ๆ ภายหลังการประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ แต่อำนาจดังกล่าวมิได้รวมถึงการจัดเก็บภาษีศุลกากร อากร หรือการเก็บภาษีในลักษณะอื่นแต่อย่างใด โดยศาลอธิบายว่า กฎหมาย IEEPA ซึ่งผ่านในปี 1977 ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการกำหนดภาษี เนื่องจากการเก็บภาษีและกำหนดอัตราศุลกากรเป็น อำนาจหลักของสภาคองเกรส

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่ศาลมีคำตัดสิน นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความบน Truth Social วิจารณ์คำตัดสินว่า หากคำตัดสินนี้ยังคงอยู่จริง มันจะทำลายสหรัฐอเมริกา โดยเขาย้ำว่าภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ และหากยกเลิกจะทำให้ประเทศอ่อนแอทางการเงิน

คำตัดสินนี้มีขึ้นจากการฟ้องร้องของธุรกิจขนาดเล็กและกลุ่มรัฐในสหรัฐ หลังทรัมป์ออกคำสั่งฝ่ายบริหารในเดือนเมษายน กำหนดภาษีขั้นต่ำ 10% ต่อเกือบทุกประเทศ และประกาศว่าเป็นวันปลดปล่อยอเมริกา จากนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ภาษีทรัมป์

ประท้วงเดือดอินโดนีเซีย! ม็อบบุกเผาอาคารสภาเมืองมากัสซาร์ ดับอย่างน้อย 3 ศพ

ประท้วงเดือดอินโดนีเซีย! ม็อบบุกเผาอาคารสภาเมืองมากัสซาร์ ดับอย่างน้อย 3 ศพ

30 ส.ค. 2568 10:46 น.

ประท้วงเดือดอินโดนีเซีย! ม็อบบุกเผาอาคารสภาเมืองมากัสซาร์ ดับอย่างน้อย 3 ศพ

เหตุประท้วงต่อต้านตำรวจและนักการเมืองในอินโดนีเซียบานปลายสู่โศกนาฏกรรม เมื่อผู้ประท้วงจุดไฟเผาอาคารสภาเมืองในเมืองมากัสซาร์ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายราย 

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า ผู้ประท้วงขว้างก้อนหินและระเบิดขวด ใส่อาคารสภาจังหวัดและสภาเมือง ก่อนที่เพลิงจะลุกลามอย่างหนัก นายราห์มัด มัปปาโทบา เลขานุการสภาเมืองมากัสซาร์ ยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ถูกไฟคลอกติดอยู่ภายในอาคาร โดยสองคนเป็นเจ้าหน้าที่สภาท้องถิ่น และอีกหนึ่งคนเป็นข้าราชการ โดย 2 ใน 3 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุและอีก 1 รายเสียชีวิตที่โรงพยาบาล

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 4 คน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงสามารถควบคุมเพลิงได้แล้ว ภาพถ่ายจากพื้นที่เผยให้เห็นอาคารสภาจังหวัดถูกเปลวไฟเผาโหมไม้ในช่วงกลางคืน

การประท้วงที่รุนแรงนี้ปะทุขึ้นหลังจากคลิปวิดีโอแพร่สะพัดในโซเชียลมีเดีย แสดงภาพ อัฟฟาน คูร์เนียวาน  ไรเดอร์วัย 21 ปี ถูกรถยานเกราะของหน่วยตำรวจปราบจลาจล ขับทับเสียชีวิต ระหว่างการชุมนุมต่อต้านค่าจ้างต่ำและเบี้ยเลี้ยงหรูหราของสมาชิกรัฐสภา

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนหลายเมืองใหญ่ รวมถึงจาการ์ตา ยอร์กยาการ์ตา บันดุง เซมารัง สุราบายา และเมดัน ออกมาประท้วงพร้อมกันทั่วประเทศในวันศุกร์ที่ผ่านมา

ในกรุงจาการ์ตา ผู้ชุมนุมหลายร้อยรวมตัวหน้าสำนักงานกองพล Brimob ซึ่งมีชื่อเสียงด้านการใช้กำลังรุนแรง โดยมีการจุดประทัดและพยายามพังประตูรั้ว ขณะที่ตำรวจตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตา มีรายงานผู้ประท้วงดึงป้ายชื่อออกจากตัวอาคาร สถานการณ์ทวีความตึงเครียด

ตำรวจยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่ 7 นายถูกควบคุมตัวสอบสวนเกี่ยวกับการเสียชีวิตของคูร์เนียวาน แต่คนขับรถหุ้มเกราะที่เป็นต้นเหตุยังไม่ถูกระบุตัว

สถานการณ์ครั้งนี้ถือเป็น การประท้วงครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในยุคของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ซึ่งเข้ารับตำแหน่งไม่ถึงหนึ่งปี เขาถูกกดดันให้รีบออกมาเรียกร้องให้ประชาชนสงบ พร้อมสั่งสอบสวนเหตุการณ์ และเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวผู้เสียชีวิต

ทั้งนี้ ปราโบโวซึ่งหาเสียงด้วยนโยบายการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วที่ขับเคลื่อนโดยรัฐ กำลังถูกวิจารณ์อย่างหนักจากโครงการประชานิยมมูลค่ามหาศาล เช่น โครงการอาหารฟรีมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้รัฐบาลต้องตัดงบประมาณด้านอื่น ๆ และกระตุ้นความไม่พอใจของประชาชนมากขึ้น.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซียประท้วง

สุดสะเทือนใจ! สหรัฐฯ บุกช่วยสุนัขกว่า 100 ชีวิต ถูกเลี้ยงในสภาพอนาถา

สุดสะเทือนใจ! สหรัฐฯ บุกช่วยสุนัขกว่า 100 ชีวิต ถูกเลี้ยงในสภาพอนาถา

30 ส.ค. 2568 10:06 น.

สุดสะเทือนใจ! สหรัฐฯ บุกช่วยสุนัขกว่า 100 ชีวิต ถูกเลี้ยงในสภาพอนาถา

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯร่วมกับองค์กรพิทักษ์สัตว์บุกช่วยเหลือ สุนัขและลูกสุนัขกว่า 100 ชีวิต จากฟาร์มเพาะพันธุ์สัตว์ในรัฐแมริแลนด์ หลังได้รับรายงานการละเมิดและเลี้ยงดูอย่างไร้มนุษยธรรม

เจ้าหน้าที่องค์กรพิทักษ์สัตว์ Humane World for Animals ในสหรัฐอเมริกา เผยภาพเหตุการณ์สุดสะเทือนใจ ขณะบุกเข้าช่วยเหลือ สุนัขและลูกสุนัขกว่า 100 ตัว จากฟาร์มเพาะพันธุ์สุนัขในเขตฮาร์ฟอร์ด รัฐแมริแลนด์ หลังได้รับรายงานการละเมิดและเลี้ยงอย่างไร้มนุษยธรรม

โดยทันทีที่เข้าไปถึง เจ้าหน้าที่ต้องเผชิญกับกลิ่นแอมโมเนียและกลิ่นอุจจาระที่อบอวลไปทั่วบ้าน และภาพที่เห็นทำให้หลายคนแทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ สุนัขบางตัวถูกขังในกรงลวดซ้อนกันอย่างแออัด กรงหนึ่งมีสุนัขถึง 2–3 ตัวในพื้นที่กว้างเพียงฟุตเศษ บางตัวถูกบังคับให้ยืนทับกันตลอดเวลา หลายตัวผอมโซ ขนพันเป็นก้อน มีแผลติดเชื้อ ฟันผุรุนแรง ตาอักเสบ และผิวหนังอักเสบจากความสกปรก

ที่น่าเศร้าที่สุดคือการพบแม่สุนัขตัวหนึ่งกำลังให้นมลูกอ่อนวัยเพียง 3 สัปดาห์ ข้างๆ ซากลูกสุนัขที่เพิ่งตาย ขณะที่ลูกสุนัขอีกหลายตัวมีร่องรอยถูกปัสสาวะกัดผิวหนัง

สเตซีย์ โวโลดิน ผู้อำนวยการ Humane World for Animals ประจำรัฐแมริแลนด์ กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า

“มันเป็นภาพที่บีบหัวใจอย่างที่สุด แค่เพียงก้าวเดินไม่กี่ก้าวก็ต้องเหยียบย่ำไปบนสิ่งปฏิกูลและหลบสุนัขที่นอนอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่พวกมันต้องอยู่ในนรกแบบนี้”

ด้านเชอริฟ เจฟฟรีย์ กาห์เลอร์ ย้ำว่าความร่วมมือกับองค์กรท้องถิ่นและพลเมืองผู้ห่วงใยสัตว์ คือพลังสำคัญที่ช่วยให้สุนัขเหล่านี้รอดพ้นจากการทารุณกรรม พร้อมย้ำว่าทุกชีวิตสมควรได้รับศักดิ์ศรีและการดูแลอย่างเหมาะสม

สำหรับสุนัขที่ถูกช่วยเหลือ พบว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟาร์มเพาะพันธุ์พันธุ์ ฮาวานีส และ บีเวอร์เทอร์เรียร์ที่โฆษณาว่ามีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ขึ้นทะเบียนกับ American Kennel Club แต่เบื้องหลังพวกมันกลับถูกเลี้ยงดูแบบละเลยและต้องทนทุกข์ทรมาน

ขณะนี้สุนัขทั้งหมดถูกเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ปลอดภัยเพื่อรับการตรวจสุขภาพโดยสัตวแพทย์ และมีอาสาสมัครจากกลุ่ม RedRover Responders เข้ามาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดแล้ว.

ที่มา : Humane world for animals

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทารุณกรรมสัตว์

คึกคัก “วันวาเลนไทน์จีน”คู่รักแห่จดทะเบียนสมรส ราคาดอกไม้พุ่ง 10 เท่าตัว

คึกคัก “วันวาเลนไทน์จีน”คู่รักแห่จดทะเบียนสมรส ราคาดอกไม้พุ่ง 10 เท่าตัว

30 ส.ค. 2568 06:37 น.

คึกคัก “วันวาเลนไทน์จีน”คู่รักแห่จดทะเบียนสมรส ราคาดอกไม้พุ่ง 10 เท่าตัว

บรรยากาศวันเทศกาลชีซี หรือ “วันวาเลนไทน์จีน” คึกคักทั่วประเทศจีน คู่รักนับพันแห่จดทะเบียนสมรสและเข้าร่วมกิจกรรมความรักสุดหวาน ขณะที่ตลาดดอกไม้ยูนนานแน่นขนัด ราคาพุ่งสูงกว่า 10 เท่า

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ซึ่งตรงกับวันชีซี (Qixi) หรือเทศกาลวาเลนไทน์ของจีน ตรงกับวันขึ้น 7 ค่ำ เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติจีน  สำนักงานทะเบียนสมรสหลายแห่งในมหานครเซี่ยงไฮ้ โดยเฉพาะเขตฉางหนิง ได้เปิดช่องจองคิวจดทะเบียนออนไลน์มากที่สุดในรอบหลายปี แต่ถูกคู่รักชาวจีนจองเต็มภายในไม่กี่วินาที สะท้อนกระแสความนิยมวันแห่งความรักจีนที่กลายเป็น “วันมงคล” ของคู่บ่าวสาว

ขณะเดียวกันที่นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง มีคู่รัก 15 คู่ ร่วมพิธีวิวาห์หมู่สุดโรแมนติก บนดาดฟ้ากลางแจ้งสูง 50 เมตร ของหอคอยกว่างโจว ท่ามกลางบรรยากาศอบอวลด้วยความรักและเสียงปรบมือจากผู้ร่วมงาน

ด้านตลาดดอกไม้ที่เมืองคุนหมิง มณฑลยูนนาน คึกคักไม่แพ้กัน โดยความต้องการดอกกุหลาบ คาร์เนชัน และทานตะวันพุ่งสูง ส่งผลให้ราคาช่อดอกไม้ขนาดมาตรฐาน 20 ดอก ที่ปกติขายเพียง 10 หยวน ประมาณ 50 บาท พุ่งขึ้นเกิน 100 หยวน หรือประมาณ 500 บาท สาเหตุจากผลผลิตดอกไม้สดปีนี้ลดลงเพราะสภาพอากาศ ทำให้ดัชนีราคาดอกไม้สดเพิ่มสูงกว่า 60% เมื่อเทียบก่อนช่วงเทศกาล

ทั้งนี้ ศูนย์ประมูลดอกไม้นานาชาติคุนหมิงเผยว่า แม้ปริมาณรวมของดอกไม้สดลดลงจากปีก่อน แต่ยังคงรักษาปริมาณเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 6 ล้านดอก รองรับความต้องการของคู่รักทั่วแดนมังกรที่ใช้เทศกาลชีซีแสดงออกถึงความรักที่มีต่อกัน.

รัฐบาลเวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ให้ประชาชนทุกคนเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ 2 ก.ย.

รัฐบาลเวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ให้ประชาชนทุกคนเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ 2 ก.ย.

30 ส.ค. 2568 06:13 น.

รัฐบาลเวียดนามแจกเงินขวัญถุง 100,000 ด่ง ให้ประชาชนทุกคนเพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ 2 ก.ย.

รัฐบาลเวียดนามประกาศแจกเงินคนละ 100,000 ด่ง หรือประมาณ 123 บาท ให้แก่ประชาชนทุกคน เพื่อเฉลิมฉลองวันชาติ 2 กันยายน ขณะที่กระทรวงการคลังระบุค่าใช้จ่ายรวมอาจสูงถึง 380 ล้านดอลลาร์

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 รัฐบาลเวียดนามประกาศแจกเงินคนละ 100,000 ด่ง คิดเป็นเงินไทยราว 122.7 บาทต่อคน ให้แก่ประชาชนทุกคน เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันชาติ 2 กันยายน ในโอกาสวันชาติวันที่ 2 กันยายน และหากคิดรวมทั้งหมดรัฐบาลจะมีค่าใช้จ่ายรวมถึง 380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  

โดยโครงการแจกเงินครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเฉพาะที่แสดงถึง ความห่วงใยลึกซึ้งของพรรคและรัฐต่อประชาชนทุกคน ตามถ้อยคำของรัฐบาล โดยประชาชนทุกคนสามารถเบิกผ่านบัญชีธนาคารหรือรับเงินสดได้ และทางธนาคารกลางรวมถึงกระทรวงการคลังได้รับคำสั่งให้ดำเนินการจ่ายให้เสร็จสิ้นก่อนวันชาติ

ขณะที่นายฟาม เทียน ลวต ชาวกรุงฮานอย กล่าวว่า รู้สึกตกใจมาก ในตอนแรกนึกว่าเป็นข่าวลวง ส่วนเงินจำนวนนี้ก็เป็นที่พูดถึงกันว่า ประชาชนจะใช้ไปกับกาแฟจำนวน 3 แก้วแน่นอน เพราะค่าแรงเฉลี่ยของแรงงานชาวเวียดนามในปี 2024 อยู่ที่ประมาณ 7.7 ล้านด่องต่อเดือน หรือประมาณ 9,440–9,490 บาท.

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศให้ “กะเหรี่ยงเคเอ็นยู” เป็นองค์กรก่อการร้าย หลังยึดพื้นที่ชายแดนติดไทย

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศให้ "กะเหรี่ยงเคเอ็นยู" เป็นองค์กรก่อการร้าย หลังยึดพื้นที่ชายแดนติดไทย

30 ส.ค. 2568 05:20 น.

รัฐบาลทหารเมียนมาประกาศให้ “กะเหรี่ยงเคเอ็นยู” เป็นองค์กรก่อการร้าย หลังยึดพื้นที่ชายแดนติดไทย

รัฐบาลทหารเมียนมาออกประกาศ ตราหน้า “กองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยู” กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ เป็น “องค์กรก่อการร้าย” เพื่อตอบโต้หลังเคเอ็นยูไม่รับรองการเลือกตั้ง

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 รัฐบาลทหารเมียนมาเผยแพร่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการ โดยคณะกรรมการกลางต่อต้านการก่อการร้าย และกระทรวงมหาดไทย แถลงประกาศให้ “สหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง” หรือ เคเอ็นยู (Karen National Union – KNU) เป็น “องค์กรก่อการร้าย” และ “สมาคมผิดกฎหมาย”

แถลงการณ์ระบุว่า กองกำลังกะเหรี่ยงได้ก่อเหตุโจมตีสร้างความเสียหายต่อความปลอดภัยสาธารณะ ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน มุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รวมถึงทำลายอาคารและทรัพย์สินของรัฐ อีกทั้งยังกล่าวหาว่าเคเอ็นยูวางระเบิด สังหารพลเรือน และบังคับเกณฑ์สมาชิก

ด้านกระทรวงมหาดไทยเมียนมาระบุเพิ่มเติมว่า เคเอ็นยูและผู้เกี่ยวข้องถือเป็นภัยร้ายแรงต่อหลักนิติธรรม ความสงบสุข ความมั่นคง และความอยู่ดีมีสุขของรัฐและประชาชน

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังเคเอ็นยูออกแถลงการณ์ไม่ยอมรับการเลือกตั้งที่กองทัพเตรียมจัดขึ้น โดยมองว่าเป็นเพียงแผนยืดอำนาจเผด็จการทหาร

โดยนายนายซอ ตอว์ นี โฆษกเคเอ็นยู ตอบโต้อย่างรุนแรงว่า เป็นการโกหกแบบเต็มปากเต็มคำ เมื่อขโมยตะโกนแจ้งจับขโมย พร้อมย้ำว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และแม้แต่ศาลในอาร์เจนตินา ต่างก็มีการออกหมายจับหรือเตรียมดำเนินคดีต่อรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นชัดว่าใครคือผู้ก่อการร้ายตัวจริง

ขณะที่นายซอ ธะเมง ตุน แห่งคณะกรรมการกลางเคเอ็นยู กล่าวเสริมว่า การเลือกตั้งที่กองทัพวางแผนจัดขึ้นนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมายแม้แต่ตามรัฐธรรมนูญปี 2008 ของกองทัพเอง พร้อมชี้ว่าการที่รัฐบาลทหารออกมาประกาศเช่นนี้ ก็เพราะไม่พอใจต่อเคเอ็นยูที่ปฏิเสธการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ เคเอ็นยูถูกก่อตั้งขึ้นหลังเมียนมาได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1948 เพื่อเรียกร้องสิทธิในการปกครองตนเองของชนกลุ่มกะเหรี่ยง เคยถูกประกาศเป็นองค์กรผิดกฎหมายหลังรัฐประหารโดยนายพลเนวินในปี 2505 แต่สถานะดังกล่าวถูกเพิกถอนโดยรัฐบาลกึ่งพลเรือนของเต็งเส่ง ก่อนที่เคเอ็นยูจะลงนามในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (NCA) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2558

อย่างไรก็ตาม หลังการรัฐประหารของกองทัพเมียนมาในปี 2564 เคเอ็นยูถือว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ และกลับมาสู้รบเต็มรูปแบบอีกครั้ง โดยล่าสุดกองกำลังกะเหรี่ยงสามารถยึดพื้นที่สำคัญในรัฐกะเหรี่ยง โดยเฉพาะเมืองกอกาเร็ก ซึ่งยังคงมีการสู้รบอย่างดุเดือด.

ญี่ปุ่นวิกฤตต่อเนื่อง เด็กเกิดใหม่ครึ่งปีแรก 2568 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นวิกฤตต่อเนื่อง เด็กเกิดใหม่ครึ่งปีแรก 2568 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

29 ส.ค. 2568 23:26 น.

ญี่ปุ่นวิกฤตต่อเนื่อง เด็กเกิดใหม่ครึ่งปีแรก 2568 ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

ญี่ปุ่นเผยสถิติเด็กเกิดใหม่ช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รัฐบาลเร่งทำางานกับทุกหน่วยงาน เพื่อหามาตรการกระตุ้นการแต่งงานและการมีบุตร

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเผยผลสำรวจเบื้องต้น ตัวเลขเด็กเกิดใหม่ในช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายนปีนี้อยู่ที่ 339,280 คน ลดลง 10,794 คน หรือราว 3.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นตัวเลขต่ำสุดตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติเมื่อปี 2512

โดยเมื่อเทียบกับปี 2558 ตัวเลขเด็กเกิดใหม่หายไปเกือบ 30% สะท้อนวิกฤตประชากรหดตัวรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ปีที่แล้ว ญี่ปุ่นมีเด็กเกิดใหม่เพียง 686,000 คน ซึ่งถือว่าต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อยู่แล้ว และปีนี้มีแนวโน้มจะทุบสถิติอีกครั้ง

นอกจากนี้ ครึ่งปีแรกยังมีการจดทะเบียนสมรส 238,561 คู่ ลดลงเกือบ 10,000 คู่ จากปีที่ผ่านมา ปัญหาคนหนุ่มสาวแต่งงานช้าและมีบุตรน้อย ทำให้โครงสร้างประชากรยิ่งตึงเครียด

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นเตือนว่า สังคมญี่ปุ่นกำลังเผชิญความเสี่ยงประชากรหนุ่มสาวลดลงต่อเนื่อง พร้อมย้ำจะทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐบาลอื่นเพื่อหามาตรการกระตุ้นการแต่งงานและการมีบุตร แก้ปัญหาอัตราการเกิดที่ทรุดตัวลงไม่หยุด.

จาการ์ตาเตรียมรับมือประท้วงครั้งใหม่ เหตุหนุ่มขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกรถตำรวจชนดับ

จาการ์ตาเตรียมรับมือประท้วงครั้งใหม่ เหตุหนุ่มขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกรถตำรวจชนดับ

29 ส.ค. 2568 14:34 น.

จาการ์ตาเตรียมรับมือประท้วงครั้งใหม่ เหตุหนุ่มขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างถูกรถตำรวจชนดับ

กรุงจาการ์ตาเตรียมรับมือกับการประท้วงครั้งใหม่ หลังชายวัย 21 ปี อาชีพคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ojol ถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจพุ่งชนจนเสียชีวิต ขณะติดอยู่ในเหตุการณ์การประท้วงใจกลางกรุงจาการ์ตา

ชาวกรุงจาการ์ตา ต่างโศกเศร้าและเดือดดาล หลังเกิดเหตุ นายอัฟฟาน คูร์เนียวาน หนุ่มวัย 21 ปี อาชีพคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง ojol ถูกรถหุ้มเกราะของตำรวจพุ่งชนจนเสียชีวิต ขณะติดอยู่ในเหตุการณ์การประท้วงที่วุ่นวายใจกลางกรุงจาการ์ตา

นางเออร์ลานา มารดาวัย 41 ปีของนายอัฟฟาน กล่าวว่า “ฉันอยากให้คนที่ฆ่าลูกชายฉันได้รับโทษสูงสุดตามกฎหมาย เขากำลังจะไปรับผู้โดยสารคนต่อไปหลังจากเพิ่งส่งอาหารเสร็จ” เธอเล่าว่าลูกชายของเธอเป็นเสาหลักของครอบครัว ทำงานหนักเพื่อเก็บเงินซื้อที่ดินและสร้างบ้านที่หมู่บ้านในจังหวัดลัมปุง

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประท้วงครั้งใหญ่ครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ของกรุงจาการ์ตา ซึ่งมีสาเหตุมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อสวัสดิการจำนวนมหาศาลที่มอบให้กับสมาชิกสภานิติบัญญัติ โดยในคืนวันที่ 28 สิงหาคม นายอัฟฟานได้ติดอยู่ในสถานการณ์ความวุ่นวายของการประท้วงในเขตเปอโจมปองัน ในกรุงจาการ์ตา ก่อนที่จะถูกรถหุ้มเกราะของหน่วยตำรวจ Brimob พุ่งชนแล้วขับหนีไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจ 7 นายถูกควบคุมตัวและอยู่ระหว่างการสอบสวน

หลังเกิดเหตุ พลตำรวจเอกลิสโย ซิกิต ปราโบโว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอินโดนีเซีย ได้เข้าพบและสวมกอดสมาชิกครอบครัวของนายอัฟฟานที่โรงพยาบาล พร้อมทั้งกล่าวขอโทษต่อหน้าสาธารณชนและให้คำมั่นว่าตำรวจจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ นายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ได้กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการเสียชีวิตของนายอัฟฟานผ่านทางวิดีโอเมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา พร้อมทั้งประณามการกระทำที่เกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และได้สั่งการให้มีการสอบสวนอย่างละเอียดและโปร่งใส โดยหากพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย จะมีการดำเนินการลงโทษอย่างถึงที่สุด

วิดีโอที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นรถหุ้มเกราะ Brimob พุ่งเข้าใส่ฝูงชน ผู้ประท้วงแตกกระเจิง แต่นายอัฟฟานหนีไม่ทัน วิดีโอดังกล่าวเผยให้เห็นภาพรถที่พุ่งชนเขาจนล้มลง ก่อนที่จะเร่งความเร็วขับทับร่างของเขาแล้วหนีออกจากที่เกิดเหตุ ผู้ประท้วงที่โกรธแค้นได้วิ่งไล่ตามรถและขว้างปาสิ่งของเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม

เหตุการณ์นี้ได้จุดชนวนความโกรธแค้นของประชาชนที่สะสมมาจากการประท้วงตลอดทั้งสัปดาห์ ซึ่งเกิดจากความไม่พอใจต่อสวัสดิการที่มอบให้สมาชิกสภาซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น ค่าที่พัก 50 ล้านรูเปียห์ต่อเดือน และสวัสดิการอื่น ๆ ซึ่งสูงถึง 100 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 229,000 บาทต่อเดือน หรือ 14 เท่า ของค่าแรงขั้นต่ำของกรุงจาการ์ตา

ชาวอินโดนีเซียจำนวนมากมองว่าแพ็กเกจสวัสดิการดังกล่าวเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จุดประกายความโกรธแค้น ท่ามกลางปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น การปลดพนักงานจำนวนมาก และการขึ้นภาษีทรัพย์สินในหลายจังหวัด ซึ่งทำให้ช่องว่างระหว่างชนชั้นนำทางการเมืองและประชาชนทั่วไปกว้างขึ้น

สำหรับคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในกรุงจาการ์ตา ความเศร้าโศกจากการสูญเสียนายอัฟฟานได้เปลี่ยนเป็นแรงขับเคลื่อนในการรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม มีการขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นขบวนยาวเหยียดไปตามท้องถนนในตอนกลางคืน พร้อมกับตะโกนว่า “ความยุติธรรมสำหรับอัฟฟาน!” และ “ชีวิตแลกชีวิต!”

นักวิเคราะห์ทางการเมืองได้เตือนว่าการประท้วงอาจทวีความรุนแรงมากขึ้นหากรัฐบาลยังคงดูห่างเหินจากประชาชน ด้านกลุ่มสิทธิมนุษยชนก็ได้ประณามการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจเช่นกัน โดย นาย อุสมาน ฮามิด ผู้อำนวยการบริหารแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล อินโดนีเซีย กล่าวว่า“เราเข้าใจถึงความซับซ้อนในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่ต้องใช้กำลังเพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง แต่ต้องใช้กำลังไม่เกินขอบเขต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นคือการดำเนินการที่ไม่สมส่วนนั้นจะต้องมีความจำเป็นอย่างแท้จริง สมส่วน และมีความรับผิดชอบ เช่น การใช้แก๊สน้ำตา การทุบตี และการจับกุมตามอำเภอใจ” 

ทั้งนี้ มีการวางแผนการประท้วงครั้งใหม่ในวันที่ 29 สิงหาคมช่วงบ่ายที่กรุงจาการ์ตา

ที่มา The Straits Times

สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

29 ส.ค. 2568 11:47 น.

สหรัฐฯ ยกเลิกถาวร มาตรการยกเว้นภาษีนำเข้าพัสดุต่ำกว่า 800 ดอลลาร์

รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศสิ้นสุดการยกเว้นภาษีนำเข้าสำหรับพัสดุที่มีมูลค่าต่ำกว่า 800 ดอลลาร์อย่างถาวร โดยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค. เป็นต้นไป

นับจากนี้ สำนักงานศุลกากรและการป้องกันชายแดนของสหรัฐฯ (CBP) จะเริ่มเก็บภาษีนำเข้าตามอัตราปกติสำหรับพัสดุที่ส่งมาจากทั่วโลก ไม่ว่าจะมูลค่าเท่าใดก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการขยายมาตรการที่เคยยกเลิกเฉพาะพัสดุจากจีนและฮ่องกงไปก่อนหน้านี้

นายปีเตอร์ นาวาร์โร ที่ปรึกษาด้านการค้าของทำเนียบขาว กล่าวว่า การยกเลิกข้อยกเว้นนี้จะช่วยชีวิตชาวอเมริกันได้หลายพันคน ด้วยการจำกัดการไหลเข้าของยาเสพติดและสิ่งของต้องห้ามอันตรายอื่น ๆ ทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้จากภาษีศุลกากรให้รัฐบาลได้ถึง 1 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี เจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลทรัมป์ยืนยันว่า การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นมาตรการถาวร และความพยายามใด ๆ ที่จะรื้อฟื้นข้อยกเว้นนี้สำหรับประเทศคู่ค้านั้น “ไม่มีทางเป็นไปได้”

มาตรการยกเว้นภาษีที่เรียกว่า “de minimis” มีมาตั้งแต่ปี 1938 และได้ถูกปรับเพิ่มเพดานจาก 200 ดอลลาร์เป็น 800 ดอลลาร์ในปี 2015 เพื่อส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจขนาดเล็กผ่านการค้าขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่อดีตประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่มภาษีสินค้าจีนในสมัยแรก พัสดุจากจีนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่แบบ “ขายตรงถึงผู้บริโภค” โดยเฉพาะบริษัทอย่างชีอิน (Shein) และเทมู (Temu)

รัฐบาลทรัมป์ระบุว่า พัสดุจำนวนมากเหล่านี้เข้ามาโดยไม่มีการตรวจสอบ และยังเป็นช่องทางให้ยาเสพติดประเภทเฟนทานิลและสารตั้งต้นถูกลักลอบนำเข้ามาในสหรัฐฯ อย่างง่ายดาย

CBP ประมาณการว่าจำนวนพัสดุที่อ้างสิทธิ์ข้อยกเว้นนี้เพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่า จาก 139 ล้านชิ้นในปี 2015 เป็น 1.36 พันล้านชิ้นในปี 2024 โดยนับตั้งแต่มีการยกเลิกข้อยกเว้นสำหรับจีนและฮ่องกงเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมา CBP ได้จัดเก็บภาษีเพิ่มเติมได้แล้วกว่า 492 ล้านดอลลาร์

ในช่วงเปลี่ยนผ่านเป็นเวลา 6 เดือนนี้ บริษัทขนส่งเอกชน เช่น FedEx, UPS และ DHL จะต้องเป็นผู้จัดเก็บภาษีและจัดการเอกสารที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ไปรษณีย์ต่างประเทศสามารถเลือกวิธีจัดเก็บภาษีได้ 2 แบบ ได้แก่จัดเก็บภาษีตามมูลค่าจริงของสินค้า (ad valorem) และจัดเก็บภาษีในอัตราคงที่ (flat rate) ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราภาษีที่สหรัฐฯ กำหนดไว้กับประเทศนั้น ๆ

ส่วนอัตราภาษีคงที่ จะมีการเรียกเก็บ 80 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่า 16% เช่น สหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป, 160 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีระหว่าง 16-25% เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม และ 200 ดอลลาร์ต่อชิ้น สำหรับประเทศที่มีอัตราภาษีสูงกว่า 25% เช่น จีน บราซิล อินเดีย และแคนาดา

อย่างไรก็ตาม ไปรษณีย์ต่างประเทศจะต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีเก็บภาษีตามมูลค่าสินค้าจริงทั้งหมดภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026

แม้จะมีรายงานว่าไปรษณีย์บางประเทศได้ระงับการส่งพัสดุไปยังสหรัฐฯ แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลยืนยันว่ากำลังทำงานร่วมกับประเทศคู่ค้าและไปรษณีย์สหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบ และยืนยันว่าพัสดุจากสหราชอาณาจักร แคนาดา และยูเครนยังคงสามารถส่งได้ตามปกติ.

ที่มา Reuters