เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายห้ามใช้มือถือในห้องเรียนทั่วประเทศ เริ่มมีผลปี 2026

เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายห้ามใช้มือถือในห้องเรียนทั่วประเทศ เริ่มมีผลปี 2026

27 ส.ค. 2568 14:54 น.

เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายห้ามใช้มือถือในห้องเรียนทั่วประเทศ เริ่มมีผลปี 2026

เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายใหม่ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อัจฉริยะในช่วงเวลาเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษาใหม่ เดือนมีนาคม 2026 เป็นต้นไป ถือเป็นความพยายามของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในการแก้ปัญหาการเสพติดสมาร์ตโฟน ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่ามีผลเสียต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน

กฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาในการลงมติวันนี้ (27 ส.ค.) ด้วยคะแนน 115 เสียงจากสมาชิกที่เข้าร่วม 163 คน แม้โรงเรียนส่วนใหญ่ในเกาหลีใต้ได้มีมาตรการจำกัดการใช้มือถือแล้ว แต่ครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับให้มีผลในทางกฎหมายโดยตรง

ผู้สนับสนุนชี้ว่า การใช้สมาร์ตโฟนส่งผลกระทบต่อผลการเรียน และลดเวลาที่นักเรียนควรใช้ในการศึกษาและพัฒนาทักษะสังคม ขณะที่ผลสำรวจรัฐบาลปี 2024 พบว่า ประชากรเกาหลีใต้เกือบ 1 ใน 4 พึ่งพาโทรศัพท์มือถือมากเกินไป โดยกลุ่มวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี สูงถึง 43% และตัวเลขนี้ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ผู้ปกครองจำนวนมากแสดงความกังวลว่า สมาร์ตโฟนทำให้ลูกๆ ขาดสมาธิในการเรียน และยังเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งบนโซเชียลมีเดีย ขณะที่นักการเมืองผู้นำเสนอร่างกฎหมายย้ำว่า มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ชี้ชัดถึงอันตรายร้ายแรงต่อพัฒนาการสมองและอารมณ์ของเยาวชน

อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้ห้ามการใช้มือถืออย่างสิ้นเชิง แต่ให้อำนาจครูในการจำกัดการใช้งานในเขตโรงเรียน พร้อมทั้งกำหนดให้โรงเรียนต้องสอนการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ยังมีข้อยกเว้นสำหรับนักเรียนพิการหรือมีความต้องการพิเศษ รวมถึงการใช้เพื่อการศึกษาและเหตุฉุกเฉิน

ฝั่งครูมีความเห็นต่างกัน สมาคมครูฝ่ายอนุรักษนิยมแสดงการสนับสนุน โดยชี้ว่าจะช่วยลดปัญหาการรบกวนในห้องเรียน ซึ่งครูเกือบ 70% เคยประสบเหตุจากนักเรียนไม่พอใจจนด่าทอหรือทำร้ายครูเมื่อถูกห้ามใช้มือถือ ขณะที่สหภาพครูอีกฝ่ายยังไม่ประกาศจุดยืน โดยบางส่วนมองว่ากฎหมายอาจละเมิดสิทธิของนักเรียน

นักเรียนบางคนโต้แย้งว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่มือถือ แต่คือระบบการศึกษาและการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือ ซูนึง ที่บังคับให้เรียนหนักตั้งแต่เล็ก นักเรียนมัธยมบางคนบอกว่าแทบไม่มีเวลาเล่นมือถือ เพราะต้องเรียนพิเศษและทำการบ้านจนถึงดึก ขณะที่นักเรียนอีกกลุ่มเห็นว่าการแค่ยึดโทรศัพท์ไม่ช่วยแก้ปัญหา ควรสอนการใช้อย่างสร้างสรรค์มากกว่า

มาตรการนี้ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่บัญญัติการห้ามใช้สมาร์ตโฟนในห้องเรียนไว้ในกฎหมาย เช่นเดียวกับอิตาลี เนเธอร์แลนด์ และจีน ต่างจากบางประเทศที่ใช้เฉพาะกับโรงเรียนเด็กเล็ก เช่น ฟินแลนด์และฝรั่งเศส.

ที่มา BBC

นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้

นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า "เมด อิน อินเดีย" หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้

27 ส.ค. 2568 14:04 น.

นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศเตรียมปรับลดภาษีครั้งใหญ่ เพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมย้ำแนวคิด “ทำในอินเดีย-ใช้ของอินเดีย” หลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย 50%

สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% อย่างเป็นทางการแล้ว หลังเพิ่งเพิ่มโทษทางการค้าด้วยภาษีอีก 25% เนื่องจากอินเดียซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซีย มาตรการนี้ทำให้อินเดียซึ่งเคยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญภาษีสูงที่สุดในโลก กระทบต่อภาคการส่งออกและแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอันดับ 5 ของโลกทันที

รัฐบาลอินเดียจึงต้องเร่งหามาตรการรองรับ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศระหว่างวันชาติอินเดียว่าจะมี “ของขวัญใหญ่ในวันดิวาลี” เป็นการ ปรับลดภาษีครั้งใหญ่ เพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมย้ำแนวคิด “ทำในอินเดีย-ใช้ของอินเดีย” และเรียกร้องให้ร้านค้าเล็ก ๆ ติดป้าย “Swadeshi” (ผลิตในอินเดีย) เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในการพึ่งพาตนเอง

อินเดียพยายามผลักดันการผลิตภายในมาหลายปี แต่สัดส่วนภาคอุตสาหกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ยังติดอยู่ราว 15% โมดีจึงหันมาใช้มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ หลังจากเมื่อต้นปีประกาศลดภาษีเงินได้มูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ ล่าสุดรัฐบาลเตรียมปฏิรูประบบภาษีทางอ้อม ด้วยการลดภาษีสินค้าและบริการ (Goods & Service Tax) ให้เหลือเพียง 2 ขั้นตอน เพื่อลดความซับซ้อนและกระตุ้นการใช้จ่าย

นักวิเคราะห์จาก Jeffries และ Morgan Stanley ประเมินว่ามาตรการนี้จะอัดฉีดกำลังซื้อได้ราว 20,000 ล้านดอลลาร์ กระตุ้นการบริโภคซึ่งคิดเป็นเกือบ 60% ของจีดีพีอินเดีย โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในสินค้าบริโภค เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ขนาดเล็ก เสื้อผ้า ไปจนถึงปูนซีเมนต์ที่มีความต้องการสูงช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางอินเดียอาจลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อหนุนการกู้ยืม หลังจากเพิ่งปรับลดมาแล้ว 1% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แม้ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ จะทวีความรุนแรง จนการเจรจาการค้าต้องยกเลิก แต่ตลาดหุ้นอินเดียกลับตอบรับเชิงบวก และอินเดียยังได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือจาก S&P Global เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้จะมีมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจอินเดียยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะภาษี 50% ของสหรัฐฯ ที่เปรียบได้กับ “มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า” ระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้แทบไม่น่าเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้.

ที่มา BBC 

โตเกียวทุบสถิติ อุณหภูมิแตะ 35 องศาติดต่อกัน 10 วัน ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงทั่วประเทศ

โตเกียวทุบสถิติ อุณหภูมิแตะ 35 องศาติดต่อกัน 10 วัน ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงทั่วประเทศ

27 ส.ค. 2568 13:57 น.

โตเกียวทุบสถิติ อุณหภูมิแตะ 35 องศาติดต่อกัน 10 วัน ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงทั่วประเทศ

โตเกียวเผชิญกับคลื่นความร้อนต่อเนื่องอย่างรุนแรง โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้นติดต่อกัน 10 วัน ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มการสำรวจสภาพอากาศเมื่อปี 1875 

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่ากรุงโตเกียวเผชิญกับคลื่นความร้อนต่อเนื่องอย่างรุนแรง โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้นติดต่อกัน 10 วัน หลังจากที่ญี่ปุ่นเพิ่งเผชิญเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากอากาศร้อนจัดแล้ว ญี่ปุ่นยังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วอื่น ๆ เช่น เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เมืองโทโยโตมิบนเกาะฮอกไกโดตอนเหนือถูกฝนถล่มจนมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งเดือนสิงหาคมภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง ขณะที่เมืองฮางิในจังหวัดยามางุจิทางตะวันตก ต้องสั่งอพยพประชาชนเกือบ 400 ครัวเรือน เนื่องจากเสี่ยงต่อดินถล่ม

ปีนี้ญี่ปุ่นบันทึกสถิติเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลเมื่อปี 1898 และในเดือนสิงหาคมยังพบอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีมา คือ 41.8 องศาเซลเซียส ที่เมืองอิเซซากิในภาคกลางของประเทศ

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกคำแนะนำให้ประชาชนหลบอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเพื่อป้องกันโรคลมแดด โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เนื่องจากญี่ปุ่นมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดอันดับสองของโลกรองจากโมนาโก เพียงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยจากสภาพอากาศร้อนกว่า 8,400 คนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิต 12 ราย ตามข้อมูลของสำนักงานดับเพลิงและการจัดการภัยพิบัติ

นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น เช่น ต้นซากุระที่เริ่มบานเร็วกว่าปกติ หรือบางครั้งไม่บานเต็มที่ เนื่องจากฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวไม่หนาวพอที่จะกระตุ้นการออกดอก อีกทั้งปีที่แล้ว ยอดภูเขาฟูจิซึ่งปกติจะถูกปกคลุมด้วยหิมะตั้งแต่ต้นตุลาคม กลับล่าช้าไปจนถึงต้นพฤศจิกายน ถือว่านานที่สุดที่เคยบันทึกมา

ผลกระทบต่อสุขภาพและการทำงานคลื่นความร้อนยังส่งผลต่อการทำงานและสุขภาพของแรงงานทั่วโลก รายงานจากองค์การสหประชาชาติด้านสุขภาพและสภาพภูมิอากาศเตือนว่า ผลผลิตแรงงานลดลงร้อยละ 2-3 ต่อทุก ๆ 1 องศาเซลเซียสที่เกินกว่า 20 องศา โดยแรงงานภาคเกษตรกรรม ก่อสร้าง และประมงได้รับผลกระทบอย่างหนัก ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ตามมามีทั้งโรคลมแดด ภาวะขาดน้ำ ความผิดปกติของไต และโรคทางระบบประสาท

ข้อมูลจากองค์การมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ระบุว่า ยุโรปเป็นทวีปที่มีอัตราการร้อนขึ้นเร็วที่สุดต่อทศวรรษตั้งแต่ปี 1990 รองลงมาคือเอเชีย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

รูปปั้น “โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ” ขุนศึกชื่อดังยุคศตวรรษที่ 16 ถูกตัดศีรษะ

รูปปั้น "โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ" ขุนศึกชื่อดังยุคศตวรรษที่ 16 ถูกตัดศีรษะ

27 ส.ค. 2568 12:48 น.

รูปปั้น “โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ” ขุนศึกชื่อดังยุคศตวรรษที่ 16 ถูกตัดศีรษะ

สมาคมร้านค้าในเมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า รูปปั้น โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ขุนศึกคนสำคัญในศตวรรษที่ 16 ที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้าย่านการค้าถูกพบว่าถูกตัดศีรษะ

ชาวบ้านท้องถิ่นแจ้งสมาคมเมื่อวันเสาร์ (23 ส.ค.) ว่า ส่วนศีรษะของรูปปั้นดังกล่าวหายไป หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ต้องใช้เทปกาวปิดบริเวณลำคอเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม สมาคมซึ่งถือว่ารูปปั้นเป็นสัญลักษณ์ของย่านการค้า และกำลังพิจารณาแจ้งความกับตำรวจ

รูปปั้นนี้ทำจากพลาสติกเสริมแรงด้วยเส้นใย ถูกทำลายมาแล้วหลายครั้งและเคยได้รับการซ่อมแซมก่อนหน้านี้ 

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รูปปั้นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่ถูกทำลาย เช่น ปี 2022 รูปปั้นของโทกุกาวะ อิเอยาสุ คู่ปรับของโทโยโทมิ และโชกุนโทกุงาวะคนแรกของยุคเอโดะ ที่ครองอำนาจมาจนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ถูกทำให้ล้มและมีรูบริเวณแผ่นหลัง และในปี 2019 รูปปั้นโอดะ โนบุนากะถูกพบว่าแขนขาด โดยรูปปั้นทั้งสามได้รับบริจาคเมื่อปี 2013 

ฮิเดโยชิ โนบุนากะ และอิเอยาสุ เป็นที่รู้จักกันในนาม “สามวีรบุรุษ” ขุนศึกผู้มีบทบาทสำคัญในการรวมญี่ปุ่นให้พ้นจากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 100 ปี ทั้งสามต่างเกิดในหรือใกล้พื้นที่ที่ปัจจุบันคือเมืองนาโกยา.

ที่มา Kyodo

เต่าเล็กสุดในโลก ฟักตัวแล้วในสวนสัตว์เม็กซิโก

เต่าเล็กสุดในโลก ฟักตัวแล้วในสวนสัตว์เม็กซิโก

27 ส.ค. 2568 11:15 น.

เต่าเล็กสุดในโลก ฟักตัวแล้วในสวนสัตว์เม็กซิโก

สวนสัตว์เม็กซิโกเผยข่าวดี เต่าโคลนวัลลาร์ตา “เต่าเล็กที่สุดในโลก” ขนาดตัวเท่าเหรียญ ซึ่งใกล้สูญพันธุ์ ฟักตัวออกจากไข่ในสวนสัตว์กัวดาลาฮาราในเม็กซิโกแล้ว

นายริคาร์โด ดาวิลา นักชีววิทยาและหัวหน้าฝ่ายสัตว์เลื้อยคลานและสะเทินน้ำสะเทินบกของสวนสัตว์กัวดาลาฮาราในเม็กซิโกเผยข่าวดี หลังเต่าโคลนวัลลาร์ตา “เต่าเล็กที่สุดในโลก” ที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ระดับวิกฤติ ฟักไข่ออกมาแล้ว โดยดาวิลาระบุว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเต่าสายพันธุ์นี้มีอยู่น้อยมาก เนื่องจากเพิ่งถูกค้นพบไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเต่าชนิดนี้จัดว่าเป็น เต่าน้ำจืดที่เล็กที่สุดในโลก โดยส่วนกระดอง ของตัวผู้โดยเฉลี่ยมักไม่เกิน 7.5 ซม. และตัวเมียเล็กกว่านิดหน่อยแต่ไม่เกิน 9.5 ซม. ขณะที่ขนาดความยาวสูงสุดที่เคยบันทึกได้อยู่ที่ 10.2 เซนติเมตร นอกจากนี้ตัวผู้จะมีแถบเหลืองโดดเด่นที่จมูก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยสังเกตและแยกเพศได้ 

เต่าโคลนวัลลาร์ตา พบในพื้นที่รอบเมืองเปอร์โตวัลลาร์ตา รัฐฮาลิสโกประเทศเม็กซิโก โดยเฉพาะพื้นที่ชื้นอย่างสระน้ำ คูคลอง และพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง โดยปัจจุบันคาดว่ามีประชากรเต่าในธรรมชาติต่ำกว่า 500 ตัวเท่านั้น และพื้นที่อยู่อาศัยเพียงประมาณ 20 เฮกตาร์ หรือเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลประมาณ 32 สนาม.

ที่มา : สำนักข่าวซินหัว

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เต่า

“สเปซเอ็กซ์” ทดสอบจรวด “สตาร์ชิป” สำเร็จ พลิกภาพล้มเหลวต่อเนื่อง

"สเปซเอ็กซ์" ทดสอบจรวด "สตาร์ชิป" สำเร็จ พลิกภาพล้มเหลวต่อเนื่อง

27 ส.ค. 2568 11:13 น.

“สเปซเอ็กซ์” ทดสอบจรวด “สตาร์ชิป” สำเร็จ พลิกภาพล้มเหลวต่อเนื่อง

สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ประสบความสำเร็จในการทดสอบบินจรวดสตาร์ชิปรุ่นใหม่ หลังเผชิญความล้มเหลวมาหลายครั้ง โดยจรวดที่ทรงพลังและใหญ่ที่สุดในโลกทะยานขึ้นจากรัฐเท็กซัสเมื่อเวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นวานนี้ โดยใช้เวลาบินราว 60 นาทีที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

แม้ระหว่างการบินจะมีบางส่วนของเครื่องยนต์ระเบิด แผงควบคุมข้างลำตัวติดไฟและแกว่งอย่างรุนแรง แต่การทดสอบยังดำเนินต่อได้ตามแผน โดยเครื่องยนต์ทั้ง 33 ตัวของบูสเตอร์ “ซูเปอร์ เฮฟวี” (Super Heavy) ทำงานสมบูรณ์ ก่อนแยกตัวตกลงอ่าวเม็กซิโกในเวลา 7 นาที ขณะที่จรวดสตาร์ชิปเดินทางต่อไปถึงความสูงเกือบ 200 กิโลเมตร และเดินทางรอบโลก และกลับลงสู่พื้นโลกในสภาพเสียหายแต่ยังถือว่าประสบผลสำเร็จ

อีลอน มัสก์ ซีอีโอสเปซเอ็กซ์ โพสต์บน X ชื่นชมทีมงานว่า “ทำได้เยี่ยมมาก” หลังจากปีนี้จรวดสตาร์ชิปรุ่นใหม่ประสบความล้มเหลวถึง 3 ครั้ง รวมทั้งเหตุระเบิดบนแท่นปล่อยเมื่อเดือนมิถุนายน

จรวดสตาร์ชิปถูกออกแบบให้เป็นระบบขนส่งอวกาศที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เต็มรูปแบบ โดยเป้าหมายสูงสุดคือการพามนุษย์ไปดวงจันทร์และดาวอังคาร องค์การนาซาวางแผนใช้จรวดสตาร์ชิปรุ่นดัดแปลงในโครงการอาร์เทมิส เพื่อส่งมนุษย์ขึ้นดวงจันทร์ในปี 2027 แม้หลายฝ่ายคาดว่าแผนดังกล่าวอาจล่าช้า

ที่ผ่านมา สเปซเอ็กซ์ยึดแนวคิด “ล้มเหลวไว เรียนรู้ไว” โดยใช้ข้อมูลจากความล้มเหลวในการพัฒนาต่อ แต่เมื่อเกิดการระเบิดต่อเนื่อง ก็มีคำถามถึงอนาคตของบริษัทและบทบาทของมัสก์ที่พัวพันการเมืองสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ว่าจรวดสามารถปฏิบัติการได้จริง และเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนการเดินทางของมนุษย์ไปยังดวงจันทร์และดาวอังคารในอนาคต.

ที่มา BBC

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ 2 ครั้ง

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ 2 ครั้ง

27 ส.ค. 2568 10:51 น.

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ 2 ครั้ง

สหประชาชาติกล่าวว่า “จำเป็นต้องมีความยุติธรรม” หลังจากที่อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในฉนวนกาซา 2 ครั้ง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ รวมทั้งนักข่าว 5 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ 4 ราย

สหประชาชาติออกมาเรียกร้องให้มี “ความยุติธรรม” หลังเหตุอิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลนัสเซอร์ เมืองข่านยูนิส แบบยิงซ้ำสองครั้งเมื่อวันจันทร์ (25 ส.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 คน รวมทั้งนักข่าว 5 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ 4 ราย ขณะที่กองทัพอิสราเอล (IDF) อ้างว่าเป้าหมายคือ “กล้องที่ฮามาสติดตั้งไว้เพื่อสอดส่องกองกำลังอิสราเอล” แต่ยอมรับว่าการโจมตียังมี “ช่องว่าง” ที่ต้องสอบสวนต่อ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อจรวดลูกแรกสังหารช่างภาพรอยเตอร์ซึ่งกำลังถ่ายทอดสดอยู่บริเวณบันไดโรงพยาบาล และอีกสิบกว่านาทีต่อมาก็มีการยิงซ้ำในจุดเดิม ทำให้นักข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้ามาช่วยเสียชีวิตเพิ่มเติม เหตุการณ์นี้ถูกประณามอย่างกว้างขวาง โดยโฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติย้ำว่า “ต้องมีการสอบสวนอย่างโปร่งใส และผู้กระทำต้องถูกนำตัวมารับผิดชอบ”

แม้นายกฯ เนทันยาฮู ระบุเพียงว่าเป็น “ความผิดพลาดน่าเศร้า” แต่รายงานของ IDF ยังไม่ได้อธิบายว่าทำไมต้องยิงซ้ำ และระบุเพียงว่ากำลังตรวจสอบขั้นตอนอนุมัติการใช้กระสุนและการตัดสินใจในสนามรบเพิ่มเติม

ภายในอิสราเอลเอง มีการประท้วงครั้งใหญ่ ปิดถนนหลายสายและชุมนุมในนครเทลอาวีฟ เพื่อกดดันรัฐบาลยอมรับข้อเสนอหยุดยิงและข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวประกัน ขณะที่ครอบครัวผู้ถูกจับเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาทางออก ล่าสุดยังมีตัวประกัน 50 คนในกาซา ซึ่งเชื่อว่าประมาณ 20 คนยังมีชีวิตอยู่

กาตาร์ซึ่งเป็นคนกลางการเจรจาเผยว่ายังรอคำตอบจากอิสราเอลต่อข้อเสนอหยุดยิงชุดล่าสุด ส่วนสหรัฐฯ เตรียมประชุมที่ทำเนียบขาวในวันพุธ เพื่อหารือแผนฟื้นฟูกาซาหลังสงคราม

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขกาซาระบุว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 75 คนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 แตะกว่า 62,800 คนแล้ว ประชากรส่วนใหญ่ถูกบังคับให้พลัดถิ่นหลายครั้ง บ้านเรือนกว่า 90% พังเสียหาย และระบบสาธารณสุข น้ำ และสุขอนามัยล่มสลาย

รายงานของหน่วยงานภายใต้ยูเอ็นยืนยันว่ากาซาซิตีและพื้นที่รอบข้างกำลังเผชิญภาวะ “ความอดอยากอย่างรุนแรง” มีประชาชนกว่าครึ่งล้านคนตกอยู่ในสภาพ “อดอยาก ไร้ที่พึ่ง และเสี่ยงตาย” แต่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธ โดยระบุว่าเป็น “เรื่องโกหกโดยสิ้นเชิง”.

ที่มา BBC

ศาลจีนตัดสินโทษประหารชีวิต “อดีตจนท.ระดับสูง” ของมณฑลไห่หนาน ฐานรับสินบนกว่า 1,400 ล้านบาท

ศาลจีนตัดสินโทษประหารชีวิต "อดีตจนท.ระดับสูง" ของมณฑลไห่หนาน ฐานรับสินบนกว่า 1,400 ล้านบาท

27 ส.ค. 2568 10:34 น.

ศาลจีนตัดสินโทษประหารชีวิต “อดีตจนท.ระดับสูง” ของมณฑลไห่หนาน ฐานรับสินบนกว่า 1,400 ล้านบาท

อดีตจนท.อาวุโสมณฑลไห่หนาน ของจีน ถูกศาลตัดสินประหารชีวิต หลังรับสินบนรวมกว่า 316 ล้านหยวน หรือราว 1,788 ล้านบาท โดยศาลพิจารณาให้รอลงอาญา 2 ปี เนื่องจากจำเลยสารภาพทุกข้อหา-ให้ข้อมูลสำคัญเพิ่ม 

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 ศาลกลางเมืองกุ้ยหลิน ประกาศว่า นายหลิว ซิงไถ่ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการสมาชิกพรรคของสภาประชาชน ประจำจังหวัดไห่หนาน ถูกตัดสินประหารชีวิตแบบมีเลื่อนโทษ 2 ปี ฐานรับสินบนระหว่างปี 2546–2567 รวมมูลค่ากว่า 316 ล้านหยวน หรือประมาณ 1,788 ล้านบาท

ศาลระบุว่า นายหลิวใช้ตำแหน่งทางการเพื่อช่วยเหลือองค์กรและบุคคลบางรายในด้านการดำเนินธุรกิจ การจัดสัญญาโครงการ และการจัดสรรงบประมาณ แลกกับการรับเงินและทรัพย์สินทั้งทางตรงและผ่านบุคคลอื่น แม้ว่ามูลค่าสินบนจะถือว่าสูงมาก และสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ของรัฐและประชาชน แต่ศาลให้โทษเบาเนื่องจากนายหลิวสารภาพทุกข้อหา นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับคดีที่ยังไม่ทราบแก่เจ้าหน้าที่ เขายังแสดงความสำนึกผิด ส่งคืนทรัพย์สินที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย และรายงานกิจกรรมอาชญากรรมสำคัญอื่นที่ได้รับการตรวจสอบและยืนยันแล้ว ถือเป็นคุณประโยชน์สำคัญต่อรัฐ.

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มเมืองประวัติศาสตร์มะเยาะอู้ พลเรือนดับ 12 ศพ รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มเมืองประวัติศาสตร์มะเยาะอู้ พลเรือนดับ 12 ศพ รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก

27 ส.ค. 2568 09:48 น.

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มเมืองประวัติศาสตร์มะเยาะอู้ พลเรือนดับ 12 ศพ รวมทั้งผู้หญิงและเด็ก

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มเมืองมะเยาะอู้ เมืองเก่าแก่ในรัฐยะไข่ ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของวัดเก่าและเจดีย์โบราณ  แรงระเบิดทำให้สิ่งปลูกสร้างพังยับ ตาย 12 ศพ รวมทั้งเด็ก-ผู้หญิง

วันที่ 26 สิงหาคม 2568 กองทัพอาระกัน (Arakan Army-AA) กลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในรัฐยะไข่ ของเมียนมา แถลงว่า เครื่องบินรบของกองทัพเมียนมาได้ทิ้งระเบิดโจมตีเมืองมะเยาะอู้ ในรัฐยะไข่ ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อด้านวัดวาและเจดีย์โบราณ ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็กวัยรุ่น 3 คน และผู้หญิง 2 คน นอกจากนี้ยังมีผู้บาดเจ็บอีก 20 ราย  

ชาวบ้านเปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้สถานการณ์เลวร้ายมาก มีคนตายจำนวนมาก โดยแรงระเบิดยังทำลายบ้านเรือน 8 หลัง

พร้อมกันนี้ได้ประณามกองทัพเมียนมาว่า ตั้งใจโจมตีพลเรือน เป็นอาชญากรรมสงคราม และยืนยันจะส่งหลักฐานไปยังองค์กรนานาชาติเพื่อเอาผิดฐานก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ โดยข้อมูลของกองทัพอาระกันระบุว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 มีพลเรือนเสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาแล้วอย่างน้อย 86 ศพ ในพื้นที่เมืองมะเยาะอู้รามรี ระตีด่อง และเจ๊าตอว์

ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา กองกำลังอาระกัน สามารถยึดครองพื้นที่ได้แล้ว 14 จาก 17 เมืองในรัฐยะไข่ รวมถึงเมืองปะเลตวา ในรัฐชิน ขณะที่เมืองหลวงสิตตเว มานอ่อง และเจ๊าพยู ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพเมียนมา.

ปากีสถานเร่งอพยพคน หลังอินเดียปล่อยน้ำจากเขื่อน คาดทะลักท่วมข้ามพรมแดน

 ปากีสถานเร่งอพยพคน หลังอินเดียปล่อยน้ำจากเขื่อน คาดทะลักท่วมข้ามพรมแดน

27 ส.ค. 2568 09:41 น.

ปากีสถานเร่งอพยพคน หลังอินเดียปล่อยน้ำจากเขื่อน คาดทะลักท่วมข้ามพรมแดน

ทางการปากีสถานต้องเร่งอพยพประชาชนหลายหมื่นคนไปยังพื้นที่ปลอดภัย เพื่อรับมือกับน้ำท่วมที่ล้นเข้ามาจากฝั่งอินเดีย หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่องในเมืองชัมมู แคว้นแคชเมียร์ภายใต้การปกครองของอินเดีย 

เจ้าหน้าที่อินเดียเผยเมื่อวันอังคารว่าน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ทำให้ทางการต้องปล่อยน้ำออกจากเขื่อน ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดน้ำท่วมข้ามพรมแดนไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำของปากีสถาน ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย (IMD) คาดการณ์ว่าฝนจะยังคงตกต่อเนื่องไปจนถึงช่วงค่ำวันอังคาร

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่กรุงนิวเดลีได้ส่งสัญญาณเตือนกรุงอิสลามาบัดล่วงหน้าเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วมข้ามพรมแดน ถือเป็นการติดต่อทางการทูตอย่างเปิดเผยครั้งแรกในรอบหลายเดือน ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่มีความสัมพันธ์ตึงเครียดมาโดยตลอด

การแจ้งเตือนล่าสุดถูกส่งผ่านช่องทางการทูตปกติ ไม่ได้ใช้คณะกรรมาธิการน้ำสินธุ ซึ่งเป็นกลไกถาวรตามสนธิสัญญาน้ำสินธุ ค.ศ.1960 ภายใต้การดูแลของธนาคารโลก โดยอินเดียได้ระงับการใช้กลไกดังกล่าวไปก่อนหน้านี้ หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายในเดือนเมษายนซึ่งทำให้นักท่องเที่ยว 26 คนเสียชีวิตในแคชเมียร์ฝั่งอินเดีย

ด้านนักวิทยาศาสตร์และนักพยากรณ์อากาศระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภูมิภาคนี้เผชิญกับฝนตกหนักและความแปรปรวนทางอากาศมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ปากีสถาน