ช็อก มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ดับ 2 ศพ เจ็บ 20 คน

ช็อก มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ดับ 2 ศพ เจ็บ 20 คน

27 ส.ค. 2568 22:34 น.

ช็อก มือปืนกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกสหรัฐฯ ดับ 2 ศพ เจ็บ 20 คน

มือปืนก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกในรัฐมินนิโซตา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ บาดเจ็บอีก 20 ราย ส่วนคนร้ายจบชีวิตตัวเองในที่เกิดเหตุ

สำนักข่าว CBS News รายงานว่า เกิดเหตุกราดยิงที่โรงเรียนคาทอลิกพระแม่รับสาร (Annunciation Catholic School) ในย่านแทงเกิลทาวน์ ของเมืองมินนิอาโปลิส เมืองใหญ่ในรัฐมินนิโซตา ของสหรัฐฯ ในวันพุธที่ 27 ส.ค. 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ และบาดเจ็บอีก 20 ราย

ตามรายงานของ CBS คนร้ายเป็นชายในชุดดำทั้งตัว และถือปืนไรเฟิล โดยตำรวจยืนยันว่า ตอนนี้เหตุกราดยิงสงบลงแล้ว เนื่องจากคนร้ายถูกยับยั้ง แต่โรงเรียนแห่งนี้ยังคงเป็นพื้นที่เกิดเหตุอาชญากรรมอยู่

CBS อ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นคนร้ายในคดีนี้เสียชีวิตแล้ว จากบาดแผลถูกยิงที่เขาเป็นคนลงมือทำด้วยตัวเอง

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่า ผู้เสียชีวิต 2 ศพรวมมือปืนหรือไม่ ขณะที่ในกลุ่มผู้บาดเจ็บ 20 ราย มีถึง 10 รายที่อาการอยู่ในขั้นวิกฤต

อนึ่ง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเพียง 2 วันหลังจากเด็กๆ เพิ่งกลับมาเข้าเรียนอีกครั้งหลังจากปิดเทอมภาคฤดูร้อน โดยโรงเรียนที่เกิดเหตุตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของโบสถ์พระแม่รับสาร (Annunciation Church) รับนักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงเกรด 8 (ราว ม.2)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คร่าแล้ว 8 ศพในเวียดนาม-ไทย เตือนน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มอีก

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คร่าแล้ว 8 ศพในเวียดนาม-ไทย เตือนน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มอีก

27 ส.ค. 2568 22:06 น.

ไต้ฝุ่น “คาจิกิ” คร่าแล้ว 8 ศพในเวียดนาม-ไทย เตือนน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มอีก

อิทธิพลของไต้ฝุ่นคาจิกิ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพทั้งในเวียดนามและประเทศไทย โดยพยากรณ์อากาศของเวียดนามเตือนว่า อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเพิ่มขึ้นอีก

สำนักข่าว แชนเนลนิวส์เอเชีย (CNA) รายงานเมื่อ 27 ส.ค. 2568 ว่า อิทธิพลของพายุไต้ฝุ่น “คาจิกิ” ซึ่งทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 8 ศพ แบ่งเป็นในเวียดนาม 7 ศพ และในประเทศไทยอีก 1 ศพ ขณะที่ทางการเวียดนามเตือนว่าจะมีน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเพิ่มเติมอีก

ไต้ฝุ่นคาจิกิขึ้นฝั่งเวียดนามเมื่อช่วงบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน แต่อิทธิพลของมันยังคงทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มในหลายพื้นที่ของเวียดนามและไทย

CNA รายงานอ้างการเปิดเผยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของไทยว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักทำให้เกิดน้ำท่วมและดินถล่มใน 8 จังหวัด ส่งผลกระทบต่อบ้านเรือนมากกว่า 180 หลัง

ส่วนที่เวียดนาม น้ำท่วมที่เกิดจากอิทธิพลของพายุคาจิกิไหลเข้าท่วมและสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนและอาคารต่างๆ มากกว่า 10,000 หลัง นาข้าวกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ ถูกน้ำท่วมมากกว่า 86 เฮกตาร์ (ราว 537.5 ไร่) นอกจากนั้น เสาไฟฟ้าหลายต้นยังหักโค่น ทำให้เกิดไฟดับกระทบประชาชน 1.6 ล้านคนในจังหวัดห่าติ๋ญและเงียอาน

ท้องถนนในกรุงฮานอยก็ถูกน้ำท่วมอย่างหนัก เนื่องจากยังคงมีฝนตกหนัก ในขณะที่เมืองหลวงของเวียดนามแห่งนี้กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดงานสวนสนามวันชาติที่ใหญ่ที่สุดในสัปดาห์หน้า เพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ 80 ปี การประกาศอิสรภาพ

สำนักงานพยากรณ์อากาศของเวียดนามคาดการณ์ว่า จังหวัดทางเหนือของประเทศจะเผชิญกับฝนตกหนักเพิ่มอีก โดยบางพื้นที่จะได้รับน้ำฝนสูงสุด 70 มม.ภายในเวลา 3-6 ชั่วโมง มีโอกาสเกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มเพิ่มเติม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เดนมาร์กเรียกนักการทูตสหรัฐฯ ประจำโคเปนเฮเกนเข้าชี้แจง ปมปฏิบัติการชักจูงกรีนแลนด์

เดนมาร์กเรียกนักการทูตสหรัฐฯ ประจำโคเปนเฮเกนเข้าชี้แจง ปมปฏิบัติการชักจูงกรีนแลนด์

27 ส.ค. 2568 16:00 น.

เดนมาร์กเรียกนักการทูตสหรัฐฯ ประจำโคเปนเฮเกนเข้าชี้แจง ปมปฏิบัติการชักจูงกรีนแลนด์

รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์กเรียกนักการทูตอาวุโสประจำสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงโคเปนเฮเกนเข้าพบ หลังมีรายงานว่าพบพลเมืองสหรัฐฯ ดำเนิน “ปฏิบัติการลับเพื่อการชักจูง” ในกรีนแลนด์

ลาร์ส ล็อคเก ราสมุสเซน รัฐมนตรีต่างประเทศเดนมาร์ก เรียกตัวมาร์ก สโตรห์ อุปทูตรักษาการของสหรัฐฯ ประจำกรุงโคเปนเฮเกน เข้าชี้แจง หลังมีรายงานว่าชาวอเมริกันถูกกล่าวหาว่าดำเนิน “ปฏิบัติการลับเพื่อการชักจูง” ในกรีนแลนด์ เพื่อผลักดันให้ดินแดนแห่งนี้แยกตัวออกจากเดนมาร์กและผนวกเข้ากับสหรัฐฯ

DR สื่อสาธารณะ ของเดนมาร์กระบุว่า ชาวอเมริกันรายหนึ่งเคยเดินทางไปยังเมืองนูอุก เมืองหลวงกรีนแลนด์ เพื่อจัดทำรายชื่อผู้สนับสนุนการแยกตัว ซึ่งอาจถูกชักชวนเข้าร่วมขบวนการแยกดินแดน ทั้งนี้ยังไม่ชัดเจนว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้ทำงานอย่างอิสระหรือได้รับการสนับสนุน

ราสมุสเซนกล่าวว่า “ความพยายามใด ๆ ที่จะเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในราชอาณาจักรเดนมาร์กเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้” พร้อมย้ำว่ารัฐบาลรับรู้ถึงความสนใจจากต่างชาติต่อกรีนแลนด์และคาดว่าจะยังมีความพยายามกดดันจากภายนอกในอนาคต

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากฝั่งสหรัฐฯ โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยประกาศหลายครั้งว่า ต้องการผนวกกรีนแลนด์เข้ากับสหรัฐฯ และถึงขั้นไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะใช้กำลัง ขณะที่ เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวหาว่าเดนมาร์กลงทุนในกรีนแลนด์ไม่เพียงพอ ด้านเมตเตอ เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก เคยเตือนสหรัฐฯ ชัดเจนว่า “คุณไม่สามารถผนวกประเทศอื่นได้”

ก่อนหน้านี้ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล รายงานในเดือนพฤษภาคมว่า หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ได้รับคำสั่งให้มุ่งเน้นไปที่กรีนแลนด์ ทั้งในประเด็นขบวนการอิสรภาพและการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่ทัลซี แก็บบาร์ด ผู้อำนวยการข่าวกรองสหรัฐฯ ไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับโจมตีสื่อว่า “ทำลายความมั่นคงและบ่อนทำลายประชาธิปไตยของชาติ”

เดนมาร์กในฐานะสมาชิกนาโตและสหภาพยุโรป มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มานาน แต่รายงานการปฏิบัติการลับครั้งนี้สร้างความตกตะลึงและตอกย้ำความตึงเครียดระหว่างพันธมิตรที่สำคัญ.

ที่มา BBC

เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายห้ามใช้มือถือในห้องเรียนทั่วประเทศ เริ่มมีผลปี 2026

เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายห้ามใช้มือถือในห้องเรียนทั่วประเทศ เริ่มมีผลปี 2026

27 ส.ค. 2568 14:54 น.

เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายห้ามใช้มือถือในห้องเรียนทั่วประเทศ เริ่มมีผลปี 2026

เกาหลีใต้ผ่านกฎหมายใหม่ ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์อัจฉริยะในช่วงเวลาเรียนในโรงเรียนทั่วประเทศ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีการศึกษาใหม่ เดือนมีนาคม 2026 เป็นต้นไป ถือเป็นความพยายามของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในการแก้ปัญหาการเสพติดสมาร์ตโฟน ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่ามีผลเสียต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน

กฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาในการลงมติวันนี้ (27 ส.ค.) ด้วยคะแนน 115 เสียงจากสมาชิกที่เข้าร่วม 163 คน แม้โรงเรียนส่วนใหญ่ในเกาหลีใต้ได้มีมาตรการจำกัดการใช้มือถือแล้ว แต่ครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับให้มีผลในทางกฎหมายโดยตรง

ผู้สนับสนุนชี้ว่า การใช้สมาร์ตโฟนส่งผลกระทบต่อผลการเรียน และลดเวลาที่นักเรียนควรใช้ในการศึกษาและพัฒนาทักษะสังคม ขณะที่ผลสำรวจรัฐบาลปี 2024 พบว่า ประชากรเกาหลีใต้เกือบ 1 ใน 4 พึ่งพาโทรศัพท์มือถือมากเกินไป โดยกลุ่มวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี สูงถึง 43% และตัวเลขนี้ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ผู้ปกครองจำนวนมากแสดงความกังวลว่า สมาร์ตโฟนทำให้ลูกๆ ขาดสมาธิในการเรียน และยังเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้งบนโซเชียลมีเดีย ขณะที่นักการเมืองผู้นำเสนอร่างกฎหมายย้ำว่า มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ชี้ชัดถึงอันตรายร้ายแรงต่อพัฒนาการสมองและอารมณ์ของเยาวชน

อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้ห้ามการใช้มือถืออย่างสิ้นเชิง แต่ให้อำนาจครูในการจำกัดการใช้งานในเขตโรงเรียน พร้อมทั้งกำหนดให้โรงเรียนต้องสอนการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ยังมีข้อยกเว้นสำหรับนักเรียนพิการหรือมีความต้องการพิเศษ รวมถึงการใช้เพื่อการศึกษาและเหตุฉุกเฉิน

ฝั่งครูมีความเห็นต่างกัน สมาคมครูฝ่ายอนุรักษนิยมแสดงการสนับสนุน โดยชี้ว่าจะช่วยลดปัญหาการรบกวนในห้องเรียน ซึ่งครูเกือบ 70% เคยประสบเหตุจากนักเรียนไม่พอใจจนด่าทอหรือทำร้ายครูเมื่อถูกห้ามใช้มือถือ ขณะที่สหภาพครูอีกฝ่ายยังไม่ประกาศจุดยืน โดยบางส่วนมองว่ากฎหมายอาจละเมิดสิทธิของนักเรียน

นักเรียนบางคนโต้แย้งว่า ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่มือถือ แต่คือระบบการศึกษาและการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือ ซูนึง ที่บังคับให้เรียนหนักตั้งแต่เล็ก นักเรียนมัธยมบางคนบอกว่าแทบไม่มีเวลาเล่นมือถือ เพราะต้องเรียนพิเศษและทำการบ้านจนถึงดึก ขณะที่นักเรียนอีกกลุ่มเห็นว่าการแค่ยึดโทรศัพท์ไม่ช่วยแก้ปัญหา ควรสอนการใช้อย่างสร้างสรรค์มากกว่า

มาตรการนี้ทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่บัญญัติการห้ามใช้สมาร์ตโฟนในห้องเรียนไว้ในกฎหมาย เช่นเดียวกับอิตาลี เนเธอร์แลนด์ และจีน ต่างจากบางประเทศที่ใช้เฉพาะกับโรงเรียนเด็กเล็ก เช่น ฟินแลนด์และฝรั่งเศส.

ที่มา BBC

นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้

นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า "เมด อิน อินเดีย" หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้

27 ส.ค. 2568 14:04 น.

นายกฯ โมดี เรียกร้องใช้สินค้า “เมด อิน อินเดีย” หลังภาษีทรัมป์ 50% มีผลบังคับใช้

นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศเตรียมปรับลดภาษีครั้งใหญ่ เพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมย้ำแนวคิด “ทำในอินเดีย-ใช้ของอินเดีย” หลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย 50%

สหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% อย่างเป็นทางการแล้ว หลังเพิ่งเพิ่มโทษทางการค้าด้วยภาษีอีก 25% เนื่องจากอินเดียซื้อน้ำมันและอาวุธจากรัสเซีย มาตรการนี้ทำให้อินเดียซึ่งเคยเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเผชิญภาษีสูงที่สุดในโลก กระทบต่อภาคการส่งออกและแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอันดับ 5 ของโลกทันที

รัฐบาลอินเดียจึงต้องเร่งหามาตรการรองรับ นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี ประกาศระหว่างวันชาติอินเดียว่าจะมี “ของขวัญใหญ่ในวันดิวาลี” เป็นการ ปรับลดภาษีครั้งใหญ่ เพื่อช่วยประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย พร้อมย้ำแนวคิด “ทำในอินเดีย-ใช้ของอินเดีย” และเรียกร้องให้ร้านค้าเล็ก ๆ ติดป้าย “Swadeshi” (ผลิตในอินเดีย) เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในการพึ่งพาตนเอง

อินเดียพยายามผลักดันการผลิตภายในมาหลายปี แต่สัดส่วนภาคอุตสาหกรรมต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ยังติดอยู่ราว 15% โมดีจึงหันมาใช้มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อ หลังจากเมื่อต้นปีประกาศลดภาษีเงินได้มูลค่า 12,000 ล้านดอลลาร์ ล่าสุดรัฐบาลเตรียมปฏิรูประบบภาษีทางอ้อม ด้วยการลดภาษีสินค้าและบริการ (Goods & Service Tax) ให้เหลือเพียง 2 ขั้นตอน เพื่อลดความซับซ้อนและกระตุ้นการใช้จ่าย

นักวิเคราะห์จาก Jeffries และ Morgan Stanley ประเมินว่ามาตรการนี้จะอัดฉีดกำลังซื้อได้ราว 20,000 ล้านดอลลาร์ กระตุ้นการบริโภคซึ่งคิดเป็นเกือบ 60% ของจีดีพีอินเดีย โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายในสินค้าบริโภค เช่น รถจักรยานยนต์ รถยนต์ขนาดเล็ก เสื้อผ้า ไปจนถึงปูนซีเมนต์ที่มีความต้องการสูงช่วงเทศกาล ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางอินเดียอาจลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อหนุนการกู้ยืม หลังจากเพิ่งปรับลดมาแล้ว 1% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แม้ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ จะทวีความรุนแรง จนการเจรจาการค้าต้องยกเลิก แต่ตลาดหุ้นอินเดียกลับตอบรับเชิงบวก และอินเดียยังได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือจาก S&P Global เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี ซึ่งช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าแม้จะมีมาตรการกระตุ้น เศรษฐกิจอินเดียยังเผชิญแรงกดดันจากภายนอก โดยเฉพาะภาษี 50% ของสหรัฐฯ ที่เปรียบได้กับ “มาตรการคว่ำบาตรทางการค้า” ระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจใหญ่ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้แทบไม่น่าเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้.

ที่มา BBC 

โตเกียวทุบสถิติ อุณหภูมิแตะ 35 องศาติดต่อกัน 10 วัน ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงทั่วประเทศ

โตเกียวทุบสถิติ อุณหภูมิแตะ 35 องศาติดต่อกัน 10 วัน ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงทั่วประเทศ

27 ส.ค. 2568 13:57 น.

โตเกียวทุบสถิติ อุณหภูมิแตะ 35 องศาติดต่อกัน 10 วัน ท่ามกลางคลื่นความร้อนรุนแรงทั่วประเทศ

โตเกียวเผชิญกับคลื่นความร้อนต่อเนื่องอย่างรุนแรง โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้นติดต่อกัน 10 วัน ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มการสำรวจสภาพอากาศเมื่อปี 1875 

กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น (JMA) เปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ว่ากรุงโตเกียวเผชิญกับคลื่นความร้อนต่อเนื่องอย่างรุนแรง โดยมีอุณหภูมิสูงถึง 35 องศาเซลเซียสหรือมากกว่านั้นติดต่อกัน 10 วัน หลังจากที่ญี่ปุ่นเพิ่งเผชิญเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากอากาศร้อนจัดแล้ว ญี่ปุ่นยังเผชิญสภาพอากาศสุดขั้วอื่น ๆ เช่น เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา เมืองโทโยโตมิบนเกาะฮอกไกโดตอนเหนือถูกฝนถล่มจนมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งเดือนสิงหาคมภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง ขณะที่เมืองฮางิในจังหวัดยามางุจิทางตะวันตก ต้องสั่งอพยพประชาชนเกือบ 400 ครัวเรือน เนื่องจากเสี่ยงต่อดินถล่ม

ปีนี้ญี่ปุ่นบันทึกสถิติเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมที่ร้อนที่สุดตั้งแต่เริ่มเก็บข้อมูลเมื่อปี 1898 และในเดือนสิงหาคมยังพบอุณหภูมิสูงสุดเท่าที่เคยมีมา คือ 41.8 องศาเซลเซียส ที่เมืองอิเซซากิในภาคกลางของประเทศ

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกคำแนะนำให้ประชาชนหลบอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเพื่อป้องกันโรคลมแดด โดยเฉพาะผู้สูงอายุซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เนื่องจากญี่ปุ่นมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดอันดับสองของโลกรองจากโมนาโก เพียงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยจากสภาพอากาศร้อนกว่า 8,400 คนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิต 12 ราย ตามข้อมูลของสำนักงานดับเพลิงและการจัดการภัยพิบัติ

นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมดั้งเดิมของญี่ปุ่น เช่น ต้นซากุระที่เริ่มบานเร็วกว่าปกติ หรือบางครั้งไม่บานเต็มที่ เนื่องจากฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวไม่หนาวพอที่จะกระตุ้นการออกดอก อีกทั้งปีที่แล้ว ยอดภูเขาฟูจิซึ่งปกติจะถูกปกคลุมด้วยหิมะตั้งแต่ต้นตุลาคม กลับล่าช้าไปจนถึงต้นพฤศจิกายน ถือว่านานที่สุดที่เคยบันทึกมา

ผลกระทบต่อสุขภาพและการทำงานคลื่นความร้อนยังส่งผลต่อการทำงานและสุขภาพของแรงงานทั่วโลก รายงานจากองค์การสหประชาชาติด้านสุขภาพและสภาพภูมิอากาศเตือนว่า ผลผลิตแรงงานลดลงร้อยละ 2-3 ต่อทุก ๆ 1 องศาเซลเซียสที่เกินกว่า 20 องศา โดยแรงงานภาคเกษตรกรรม ก่อสร้าง และประมงได้รับผลกระทบอย่างหนัก ความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ตามมามีทั้งโรคลมแดด ภาวะขาดน้ำ ความผิดปกติของไต และโรคทางระบบประสาท

ข้อมูลจากองค์การมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ระบุว่า ยุโรปเป็นทวีปที่มีอัตราการร้อนขึ้นเร็วที่สุดต่อทศวรรษตั้งแต่ปี 1990 รองลงมาคือเอเชีย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ญี่ปุ่น

รูปปั้น “โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ” ขุนศึกชื่อดังยุคศตวรรษที่ 16 ถูกตัดศีรษะ

รูปปั้น "โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ" ขุนศึกชื่อดังยุคศตวรรษที่ 16 ถูกตัดศีรษะ

27 ส.ค. 2568 12:48 น.

รูปปั้น “โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ” ขุนศึกชื่อดังยุคศตวรรษที่ 16 ถูกตัดศีรษะ

สมาคมร้านค้าในเมืองนาโกยา ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า รูปปั้น โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ขุนศึกคนสำคัญในศตวรรษที่ 16 ที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้าย่านการค้าถูกพบว่าถูกตัดศีรษะ

ชาวบ้านท้องถิ่นแจ้งสมาคมเมื่อวันเสาร์ (23 ส.ค.) ว่า ส่วนศีรษะของรูปปั้นดังกล่าวหายไป หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ต้องใช้เทปกาวปิดบริเวณลำคอเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม สมาคมซึ่งถือว่ารูปปั้นเป็นสัญลักษณ์ของย่านการค้า และกำลังพิจารณาแจ้งความกับตำรวจ

รูปปั้นนี้ทำจากพลาสติกเสริมแรงด้วยเส้นใย ถูกทำลายมาแล้วหลายครั้งและเคยได้รับการซ่อมแซมก่อนหน้านี้ 

เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่รูปปั้นบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์ในพื้นที่ถูกทำลาย เช่น ปี 2022 รูปปั้นของโทกุกาวะ อิเอยาสุ คู่ปรับของโทโยโทมิ และโชกุนโทกุงาวะคนแรกของยุคเอโดะ ที่ครองอำนาจมาจนถึงปลายศตวรรษที่ 19 ถูกทำให้ล้มและมีรูบริเวณแผ่นหลัง และในปี 2019 รูปปั้นโอดะ โนบุนากะถูกพบว่าแขนขาด โดยรูปปั้นทั้งสามได้รับบริจาคเมื่อปี 2013 

ฮิเดโยชิ โนบุนากะ และอิเอยาสุ เป็นที่รู้จักกันในนาม “สามวีรบุรุษ” ขุนศึกผู้มีบทบาทสำคัญในการรวมญี่ปุ่นให้พ้นจากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อมานานกว่า 100 ปี ทั้งสามต่างเกิดในหรือใกล้พื้นที่ที่ปัจจุบันคือเมืองนาโกยา.

ที่มา Kyodo

เต่าเล็กสุดในโลก ฟักตัวแล้วในสวนสัตว์เม็กซิโก

เต่าเล็กสุดในโลก ฟักตัวแล้วในสวนสัตว์เม็กซิโก

27 ส.ค. 2568 11:15 น.

เต่าเล็กสุดในโลก ฟักตัวแล้วในสวนสัตว์เม็กซิโก

สวนสัตว์เม็กซิโกเผยข่าวดี เต่าโคลนวัลลาร์ตา “เต่าเล็กที่สุดในโลก” ขนาดตัวเท่าเหรียญ ซึ่งใกล้สูญพันธุ์ ฟักตัวออกจากไข่ในสวนสัตว์กัวดาลาฮาราในเม็กซิโกแล้ว

นายริคาร์โด ดาวิลา นักชีววิทยาและหัวหน้าฝ่ายสัตว์เลื้อยคลานและสะเทินน้ำสะเทินบกของสวนสัตว์กัวดาลาฮาราในเม็กซิโกเผยข่าวดี หลังเต่าโคลนวัลลาร์ตา “เต่าเล็กที่สุดในโลก” ที่อยู่ในสถานะใกล้สูญพันธุ์ระดับวิกฤติ ฟักไข่ออกมาแล้ว โดยดาวิลาระบุว่าข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเต่าสายพันธุ์นี้มีอยู่น้อยมาก เนื่องจากเพิ่งถูกค้นพบไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเต่าชนิดนี้จัดว่าเป็น เต่าน้ำจืดที่เล็กที่สุดในโลก โดยส่วนกระดอง ของตัวผู้โดยเฉลี่ยมักไม่เกิน 7.5 ซม. และตัวเมียเล็กกว่านิดหน่อยแต่ไม่เกิน 9.5 ซม. ขณะที่ขนาดความยาวสูงสุดที่เคยบันทึกได้อยู่ที่ 10.2 เซนติเมตร นอกจากนี้ตัวผู้จะมีแถบเหลืองโดดเด่นที่จมูก ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ช่วยสังเกตและแยกเพศได้ 

เต่าโคลนวัลลาร์ตา พบในพื้นที่รอบเมืองเปอร์โตวัลลาร์ตา รัฐฮาลิสโกประเทศเม็กซิโก โดยเฉพาะพื้นที่ชื้นอย่างสระน้ำ คูคลอง และพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาเมือง โดยปัจจุบันคาดว่ามีประชากรเต่าในธรรมชาติต่ำกว่า 500 ตัวเท่านั้น และพื้นที่อยู่อาศัยเพียงประมาณ 20 เฮกตาร์ หรือเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลประมาณ 32 สนาม.

ที่มา : สำนักข่าวซินหัว

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เต่า

“สเปซเอ็กซ์” ทดสอบจรวด “สตาร์ชิป” สำเร็จ พลิกภาพล้มเหลวต่อเนื่อง

"สเปซเอ็กซ์" ทดสอบจรวด "สตาร์ชิป" สำเร็จ พลิกภาพล้มเหลวต่อเนื่อง

27 ส.ค. 2568 11:13 น.

“สเปซเอ็กซ์” ทดสอบจรวด “สตาร์ชิป” สำเร็จ พลิกภาพล้มเหลวต่อเนื่อง

สเปซเอ็กซ์ (SpaceX) ประสบความสำเร็จในการทดสอบบินจรวดสตาร์ชิปรุ่นใหม่ หลังเผชิญความล้มเหลวมาหลายครั้ง โดยจรวดที่ทรงพลังและใหญ่ที่สุดในโลกทะยานขึ้นจากรัฐเท็กซัสเมื่อเวลา 18.30 น. ตามเวลาท้องถิ่นวานนี้ โดยใช้เวลาบินราว 60 นาทีที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น

แม้ระหว่างการบินจะมีบางส่วนของเครื่องยนต์ระเบิด แผงควบคุมข้างลำตัวติดไฟและแกว่งอย่างรุนแรง แต่การทดสอบยังดำเนินต่อได้ตามแผน โดยเครื่องยนต์ทั้ง 33 ตัวของบูสเตอร์ “ซูเปอร์ เฮฟวี” (Super Heavy) ทำงานสมบูรณ์ ก่อนแยกตัวตกลงอ่าวเม็กซิโกในเวลา 7 นาที ขณะที่จรวดสตาร์ชิปเดินทางต่อไปถึงความสูงเกือบ 200 กิโลเมตร และเดินทางรอบโลก และกลับลงสู่พื้นโลกในสภาพเสียหายแต่ยังถือว่าประสบผลสำเร็จ

อีลอน มัสก์ ซีอีโอสเปซเอ็กซ์ โพสต์บน X ชื่นชมทีมงานว่า “ทำได้เยี่ยมมาก” หลังจากปีนี้จรวดสตาร์ชิปรุ่นใหม่ประสบความล้มเหลวถึง 3 ครั้ง รวมทั้งเหตุระเบิดบนแท่นปล่อยเมื่อเดือนมิถุนายน

จรวดสตาร์ชิปถูกออกแบบให้เป็นระบบขนส่งอวกาศที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้เต็มรูปแบบ โดยเป้าหมายสูงสุดคือการพามนุษย์ไปดวงจันทร์และดาวอังคาร องค์การนาซาวางแผนใช้จรวดสตาร์ชิปรุ่นดัดแปลงในโครงการอาร์เทมิส เพื่อส่งมนุษย์ขึ้นดวงจันทร์ในปี 2027 แม้หลายฝ่ายคาดว่าแผนดังกล่าวอาจล่าช้า

ที่ผ่านมา สเปซเอ็กซ์ยึดแนวคิด “ล้มเหลวไว เรียนรู้ไว” โดยใช้ข้อมูลจากความล้มเหลวในการพัฒนาต่อ แต่เมื่อเกิดการระเบิดต่อเนื่อง ก็มีคำถามถึงอนาคตของบริษัทและบทบาทของมัสก์ที่พัวพันการเมืองสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญที่พิสูจน์ว่าจรวดสามารถปฏิบัติการได้จริง และเป็นพื้นฐานสำคัญก่อนการเดินทางของมนุษย์ไปยังดวงจันทร์และดาวอังคารในอนาคต.

ที่มา BBC

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ 2 ครั้ง

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ 2 ครั้ง

27 ส.ค. 2568 10:51 น.

ยูเอ็นเรียกร้องความยุติธรรม หลังอิสราเอลโจมตี รพ.กาซาซ้ำ 2 ครั้ง

สหประชาชาติกล่าวว่า “จำเป็นต้องมีความยุติธรรม” หลังจากที่อิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลในฉนวนกาซา 2 ครั้ง ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ศพ รวมทั้งนักข่าว 5 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ 4 ราย

สหประชาชาติออกมาเรียกร้องให้มี “ความยุติธรรม” หลังเหตุอิสราเอลโจมตีโรงพยาบาลนัสเซอร์ เมืองข่านยูนิส แบบยิงซ้ำสองครั้งเมื่อวันจันทร์ (25 ส.ค.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 คน รวมทั้งนักข่าว 5 ราย และบุคลากรทางการแพทย์ 4 ราย ขณะที่กองทัพอิสราเอล (IDF) อ้างว่าเป้าหมายคือ “กล้องที่ฮามาสติดตั้งไว้เพื่อสอดส่องกองกำลังอิสราเอล” แต่ยอมรับว่าการโจมตียังมี “ช่องว่าง” ที่ต้องสอบสวนต่อ

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อจรวดลูกแรกสังหารช่างภาพรอยเตอร์ซึ่งกำลังถ่ายทอดสดอยู่บริเวณบันไดโรงพยาบาล และอีกสิบกว่านาทีต่อมาก็มีการยิงซ้ำในจุดเดิม ทำให้นักข่าวและเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่เข้ามาช่วยเสียชีวิตเพิ่มเติม เหตุการณ์นี้ถูกประณามอย่างกว้างขวาง โดยโฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติย้ำว่า “ต้องมีการสอบสวนอย่างโปร่งใส และผู้กระทำต้องถูกนำตัวมารับผิดชอบ”

แม้นายกฯ เนทันยาฮู ระบุเพียงว่าเป็น “ความผิดพลาดน่าเศร้า” แต่รายงานของ IDF ยังไม่ได้อธิบายว่าทำไมต้องยิงซ้ำ และระบุเพียงว่ากำลังตรวจสอบขั้นตอนอนุมัติการใช้กระสุนและการตัดสินใจในสนามรบเพิ่มเติม

ภายในอิสราเอลเอง มีการประท้วงครั้งใหญ่ ปิดถนนหลายสายและชุมนุมในนครเทลอาวีฟ เพื่อกดดันรัฐบาลยอมรับข้อเสนอหยุดยิงและข้อตกลงแลกเปลี่ยนตัวประกัน ขณะที่ครอบครัวผู้ถูกจับเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งหาทางออก ล่าสุดยังมีตัวประกัน 50 คนในกาซา ซึ่งเชื่อว่าประมาณ 20 คนยังมีชีวิตอยู่

กาตาร์ซึ่งเป็นคนกลางการเจรจาเผยว่ายังรอคำตอบจากอิสราเอลต่อข้อเสนอหยุดยิงชุดล่าสุด ส่วนสหรัฐฯ เตรียมประชุมที่ทำเนียบขาวในวันพุธ เพื่อหารือแผนฟื้นฟูกาซาหลังสงคราม

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขกาซาระบุว่า มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 75 คนในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้ยอดรวมตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 แตะกว่า 62,800 คนแล้ว ประชากรส่วนใหญ่ถูกบังคับให้พลัดถิ่นหลายครั้ง บ้านเรือนกว่า 90% พังเสียหาย และระบบสาธารณสุข น้ำ และสุขอนามัยล่มสลาย

รายงานของหน่วยงานภายใต้ยูเอ็นยืนยันว่ากาซาซิตีและพื้นที่รอบข้างกำลังเผชิญภาวะ “ความอดอยากอย่างรุนแรง” มีประชาชนกว่าครึ่งล้านคนตกอยู่ในสภาพ “อดอยาก ไร้ที่พึ่ง และเสี่ยงตาย” แต่รัฐบาลอิสราเอลปฏิเสธ โดยระบุว่าเป็น “เรื่องโกหกโดยสิ้นเชิง”.

ที่มา BBC