ออสเตรเลียแบนเพลงที่สร้างด้วย AI ออกจากชาร์ต หวั่นกระทบอาชีพศิลปิน
วงการเพลงออสเตรเลียประกาศมาตรการสำคัญ เตรียมห้ามเพลงที่สร้างโดยปัญญาประดิษฐ์ ขึ้นชาร์ตเพลง เริ่มมีผลจันทร์หน้า ท่ามกลางความกังวลว่าเทคโนโลยี Generative AI จะส่งผลต่ออาชีพและรายได้ของศิลปิน
มาตรการดังกล่าวเกิดขึ้นหลังเพลงที่สร้างโดยโปรดิวเซอร์ชาวออสเตรเลีย ซึ่งนำเพลงป๊อปดัง “Like a Prayer” ของมาดอนนา มาดัดแปลงโดยใช้เสียงร้องและเสียงกลองที่สร้างจาก AI สามารถขึ้นไปถึงอันดับ 2 บนชาร์ตเพลงออสเตรเลีย และอยู่ใน 20 อันดับแรกนานถึง 16 สัปดาห์ โดยล่าสุดยังอยู่ในอันดับ 4
สมาคมอุตสาหกรรมเพลงออสเตรเลีย หรือ ARIA ระบุว่า เพลงที่จะมีสิทธิ์ติดชาร์ตต้องมีมนุษย์เป็นผู้แต่งเพลง รวมถึงเป็นผู้ขับร้องนำและบรรเลงเครื่องดนตรีหลัก ขณะที่เพลงที่ใช้ AI เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตยังสามารถเข้าข่ายได้รับการพิจารณา หากเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ทาง ARIA ยังระบุว่า เพลงที่สร้างโดย AI ทั้งหมดจะไม่มีสิทธิ์เข้าชิงรางวัล ARIA Awards ซึ่งเป็นรางวัลสำคัญของวงการเพลงออสเตรเลียด้วย
นอกจากนี้ เพลงที่มีสิทธิ์ขึ้นชาร์ตจะต้องผลิตโดยใช้บริการ AI ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากพบเพลงบนแพลตฟอร์มสตรีมมิงบางส่วนที่อาจถูกสร้างด้วยเครื่องมือ AI ซึ่งใช้ข้อมูลเพลงของศิลปินไปฝึกระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต
ดอลลี พาร์ตัน ราชินีเพลงคันทรี เจ้าของผลงานเพลงอมตะอย่าง I Will Always Love You และผู้ใจบุญซึ่งทำงานเพื่อการกุศลมากมาย เสียชีวิตแล้วในวัย 80 ปี
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอังคารที่ 25 ส.ค. 2569 ว่า ดอลลี พาร์ตัน หนึ่งในนักแต่งเพลงและนักร้องชาวอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งวงการเพลงคันทรี เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุได้ 80 ปี โดยฝากผลงานเพลงไว้มากมาย รวมถึงเพลง I Will Always Love You และงานการกุศลของเธอที่แผ่ขยายไปจนถึงระดับนานาชาติ
เพลง Will Always Love You ทำใหม่อีกครั้งในปี 2525 ก่อนจะกลายเป็นเพลงป๊อปที่ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายเมื่อ วิทนีย์ ฮูสตัน นำมาร้องใหม่สำหรับเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง The Bodyguard ในปี 2535 และปัจจุบันยังคงเป็นซิงเกิลของศิลปินหญิงที่ขายดีที่สุดตลอดกาล ด้วยยอดขายกว่า 20 ล้านชุด
ในช่วงกลางทศวรรษ 70 พาร์ตันได้ขยายแนวทางดนตรีของเธอให้กว้างขึ้น โดยนำการเรียบเรียงดนตรีสไตล์ป๊อปร็อกมาใช้ในเพลงต่างๆ เช่น Light of a Clear Blue Morning ในปี 2520 โดยอัลบั้มประกอบเพลงอย่าง New Harvest … First Gathering เป็นผลงานแรกของเธอที่ก้าวเข้าสู่ชาร์ตอัลบั้มเพลงป๊อป
ต่อมาในปีเดียวกัน อัลบั้มถัดมาอย่าง Here You Come Again สามารถไต่ขึ้นถึง Top 20 และกลายเป็นอัลบั้มเต็ม ที่ทำยอดขายได้ล้านแผ่นเป็นครั้งแรกของเธอ ซึ่งส่วนหนึ่งขับเคลื่อนด้วยความฮิตของเพลงชื่อเดียวกับอัลบั้ม และเพลงนี้ยังทำให้พาร์ตันคว้ารางวัล “แกรมมี” รางวัลแรกจากทั้งหมด 10 รางวัลมาครองได้สำเร็จ
ผู้คนเข้าชมนิทรรศการ “Dolly Parton: Journey of a Seeker” ณ หอเกียรติยศเพลงคันทรี ในเมืองแนชวิลล์ รัฐเทนเนสซี หลังมีข่าวการเสีียชีวิตของ ดอลลี พาร์ตัน
นอกจากงานด้านดนตรีและการแสดงแล้ว พาร์ตันยังเป็นนักธุรกิจที่ชาญฉลาดและเป็นผู้ใจบุญ เธอร่วมก่อตั้งบริษัทผลิตภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ Sandollar ร่วมกับ แซนดี กัลลิน อดีตผู้จัดการส่วนตัว ซึ่งต่อมาได้ผลิตผลงานฮิตมากมาย เช่น ซีรีส์ Buffy the Vampire Slayer และภาพยนตร์ชุด Father of the Bride
ในปี 2529 พาร์ตันเข้าถือหุ้นในสวนสนุก Silver Dollar City ในรัฐเทนเนสซี และเปลี่ยนชื่อเป็น Dollywood พร้อมทั้งขยายขนาดขึ้นเป็นสองเท่าในอีก 20 ปีต่อมา และนับแต่นั้น สปา, บ้านพักตากอากาศ, สปอร์ตคลับ/ร้านอาหารพร้อมการแสดง และสวนน้ำภายใต้แบรนด์ Dollywood ก็ทยอยเปิดให้บริการตามมา
การเดินทางครั้งนี้คาดว่าเป็นการเยือนรัสเซียครั้งแรกของแรตคลิฟฟ์ในฐานะผู้อำนวยการ CIA แม้ว่าเขาจะรักษาความสัมพันธ์ และติดต่อกับเจ้าหน้าที่ด้านข่าวกรองในมอสโกมาโดยตลอดก็ตาม
แต่ ARIA กำหนดว่า มนุษย์ต้องเป็นผู้แต่งเพลง รวมถึงเป็นผู้ขับร้องนำและเล่นเครื่องดนตรีหลัก หากเสียงร้องนำหรือเครื่องดนตรีสำคัญถูกสร้างโดย AI ผลงานดังกล่าวอาจไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่
ARIA ระบุว่า กฎดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อ “ส่งเสริมธรรมชาติของศิลปะที่เกิดจากมนุษย์” ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมเพลงกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยี AI
แอนนาเบลล์ เฮิร์ด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ARIA กล่าวว่า ศิลปินใช้เครื่องมือ AI ในการทำงานอยู่แล้ว และชาร์ตเพลงควรปรับตัวเพื่อเปิดพื้นที่ให้กับการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว แต่การผลิตเพลงโดย AI ทั้งหมดจากบริการที่สร้างขึ้นโดยอาศัยผลงานบันทึกเสียงของศิลปินเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เธอกล่าวว่า การปล่อยให้ผลงานที่สร้างโดย AI โดยไม่ได้รับอนุญาตสามารถขึ้นชาร์ตและได้รับรางวัล จะบั่นทอนพื้นฐานของอุตสาหกรรมเพลงที่ ARIA มีหน้าที่เป็นตัวแทน
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เพลงคัฟเวอร์ Like a Prayer ของมาดอนนา โดยดีเจและโปรดิวเซอร์ชาวออสเตรเลีย จอช ฟาวาซ ซึ่งพุ่งขึ้นสู่อันดับต้น ๆ ของชาร์ตเพลงแดนซ์ของ ARIA และเคยขึ้นถึงอันดับ 2 ในชาร์ตเพลงโดยรวมของประเทศ
เพลงดังกล่าวถูกนำไปเปิดตามสถานีวิทยุเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย และมียอดสตรีมบน Spotify มากกว่า 48 ล้านครั้ง ก่อนที่ฟาวาซจะเพิ่มเติมข้อมูลว่าใช้ AI ในการผลิตเพลง หลังเผชิญเสียงวิจารณ์อย่างหนัก
ในอีกข้อมูลหนึ่ง ระบุว่าเพลงดังกล่าวขึ้นถึงอันดับ 4 ในชาร์ต ARIA สองรายการในเดือนกรกฎาคม และกลายเป็นเพลงที่ถูกเปิดทางวิทยุมากที่สุดในออสเตรเลียในช่วงเวลาหนึ่ง โดยฟาวาซยืนยันว่าเขาใช้ AI “เป็นเครื่องมือ” ก่อนปรับข้อมูลเพลงบน Spotify เพื่อระบุว่าเสียงร้องและเสียงกลองถูกสร้างโดย AI
กฎใหม่ของ ARIA ให้อำนาจสมาคมในการถอดเพลงที่ไม่ผ่านเกณฑ์ออกจากชาร์ต ปรับเปลี่ยนอันดับย้อนหลัง และเพิกถอนรางวัลที่มอบให้กับเพลงที่ขึ้นถึงอันดับ 1 หากตรวจพบภายหลังว่าเพลงดังกล่าวใช้ AI ในระดับที่ไม่เป็นไปตามข้อกำหนด ขณะที่ศิลปินและตัวแทนยังมีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์การตัดสิทธิ์ได้
ศิลปินจะต้องเปิดเผยการใช้ AI เมื่อส่งผลงานเพื่อพิจารณาเข้าสู่ชาร์ต และหากเพลงที่ขึ้นอันดับ 1 ถูกตรวจพบภายหลังว่าเป็นผลงานที่สร้างโดย AI เป็นส่วนใหญ่ ARIA อาจเรียกคืนรางวัลที่มอบให้จากการขึ้นสู่อันดับสูงสุด
การเคลื่อนไหวดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางของสหพันธ์อุตสาหกรรมเครื่องบันทึกเสียงนานาชาติ หรือ IFPI ซึ่งประกาศหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเพลงที่สร้างโดย AI และระบุว่าโปรแกรมจัดอันดับเพลงอย่างเป็นทางการมากกว่า 20 แห่งทั่วโลกกำลังนำแนวทางดังกล่าวไปใช้ เพื่อแยกแยะระหว่างผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นกับเพลงที่สร้างโดย AI ทั้งหมด
IFPI ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับการนำผลงานเพลงของศิลปินไปใช้ฝึกโมเดล AI โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ขณะที่แนวทางดังกล่าวกำลังถูกนำไปใช้ในหลายภูมิภาค รวมถึงลาตินอเมริกา ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ชาวออสเตรเลีย Peking Duk เป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินที่สนับสนุนแนวทางนี้ เมื่อเดือนที่แล้ววงเผยแพร่เวอร์ชันที่ใช้ AI ช่วยผลิตของเพลง High ซึ่งออกในปี 2014 พร้อมข้อความเชิงประชดว่า “เมื่อคุณอัดเพลงของตัวเองใหม่ด้วย AI เพื่อให้สถานีวิทยุออสเตรเลียเปิดเพลง”
อดัม ไฮด์ สมาชิกวง Peking Duk กล่าวว่า เพลงที่สร้างโดย AI กำลัง “นำประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ออกไปจากชีวิต”
ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย ให้คำมั่นเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า รัฐบาลจะมอบ “การคุ้มครองที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” แก่กลุ่มผู้สร้างสรรค์ผลงานของออสเตรเลียจากผลกระทบของ AI
อัลบาเนซียังระบุว่า นักเขียนและนักดนตรีควรมีสิทธิ์ตัดสินใจว่า ผลงานของตนจะถูกนำไปใช้ฝึกระบบ AI หรือไม่ และใช้ในรูปแบบใด พร้อมเตือนว่าการนำผลงานไปใช้โดยที่เจ้าของผลงานไม่สามารถควบคุมหรือไม่ได้รับค่าตอบแทน อาจถือเป็นการ “ขโมย” ผลงานสร้างสรรค์
มาตรการของ ARIA จึงถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของอุตสาหกรรมเพลงในการรักษาพื้นที่สำหรับ “ศิลปินมนุษย์” ท่ามกลางการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเพลงที่สร้างด้วย AI และข้อถกเถียงเรื่องลิขสิทธิ์ การให้เครดิต และความเป็นธรรมต่อเจ้าของผลงานต้นฉบับ.