สถานทูตเกาหลีใต้ชี้แจง “ไม่จริง” ข่าวนายกฯ กล่าวถึง 7 นักการเมืองไทยพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สถานทูตเกาหลีใต้ชี้แจง "ไม่จริง" ข่าวนายกฯ กล่าวถึง 7 นักการเมืองไทยพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

19 ต.ค. 2568 11:49 น.

สถานทูตเกาหลีใต้ชี้แจง “ไม่จริง” ข่าวนายกฯ กล่าวถึง 7 นักการเมืองไทยพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์


เฟซบุ๊กสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย (Embassy of the Republic of Korea in Thailand 주태국 대한민국 대사관) โพสต์ข้อความชี้แจงเป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ สืบเนื่องจากการที่สำนักข่าวแห่งหนึ่งของไทย ที่รายงานว่า “นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยถึง นักการเมืองไทย 7 คนที่พัวพันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” นั้น “ไม่เป็นความจริง”


ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีขึ้นหลังจากชาวเกาหลีใต้รวม 64 คน ที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชาจากข้อกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงทางออนไลน์ เดินทางกลับถึงประเทศเกาหลีใต้แล้วเมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ และส่วนใหญ่จะต้องเผชิญกับการสอบสวนทางอาญาในฐานะผู้ต้องสงสัย และหลังจากที่นายคิม บยองจู สส.เกาหลีใต้เผยว่า ได้ช่วยเหลือพลเรือน 3 คนที่ถูกขังอยู่ในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในประเทศกัมพูชาได้สำเร็จ หลังพวกเขาร้องขอให้ตำรวจท้องถิ่นเข้าตรวจค้นอาคาร

การส่งตัวกลับประเทศครั้งใหญ่และการช่วยเหลือครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากกรณีการเสียชีวิตจากการถูกทรมานของนักศึกษาเกาหลีใต้คนหนึ่งที่ถูกล่อลวงให้ไปทำงานกับแก๊งอาชญากรรมในกัมพูชา ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงในเกาหลีใต้.

ที่มา Embassy of the Republic of Korea in Thailand

อดีต ปธน.ฝรั่งเศส “นิโกลาส์ ซาร์โกซี” เตรียมเข้าเรือนจำ 21 ต.ค. คดีรับเงินสนับสนุนจากลิเบีย

อดีต ปธน.ฝรั่งเศส "นิโกลาส์ ซาร์โกซี" เตรียมเข้าเรือนจำ 21 ต.ค. คดีรับเงินสนับสนุนจากลิเบีย

19 ต.ค. 2568 11:09 น.

อดีต ปธน.ฝรั่งเศส “นิโกลาส์ ซาร์โกซี” เตรียมเข้าเรือนจำ 21 ต.ค. คดีรับเงินสนับสนุนจากลิเบีย

นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส เตรียมเข้าเรือนจำในวันที่ 21 ต.ค.นี้ ตามคำพิพากษาคดีสมคบคิดรับเงินสนับสนุนจากลิเบีย สำหรับการหาเสียงเลือกตั้งในปี 2007 ทำให้เขากลายเป็นอดีตประมุขแห่งรัฐของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปคนแรกที่ต้องรับโทษจำคุกในเรือนจำ แม้ว่าเจ้าตัวจะยืนยันว่าตนเองบริสุทธิ์และกำลังยื่นอุทธรณ์ก็ตาม

นายนิโกลาส์ ซาร์โกซี อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ผู้นำฝ่ายขวาที่เคยดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2007 ถึง 2012 ถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีสมคบคิดทางอาญา จากแผนการรับเงินสนับสนุนการหาเสียงเลือกตั้งจากโมอัมมาร์ กัดดาฟี อดีตผู้นำเผด็จการลิเบียที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยถูกตัดสินเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา

อดีตผู้นำวัย 70 ปี ซึ่งได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินและประณามว่านี่คือ “ความอยุติธรรม” เตรียมถูกจองจำที่ เรือนจำลา ซองเต ในกรุงปารีส โดยเขากล่าวภายหลังคำตัดสินเมื่อวันที่ 25 กันยายนว่า “หากพวกเขายืนยันให้ผมนอนในคุก ผมก็จะนอนในคุก โดยที่ศีรษะของผมยังเชิดอยู่”

นายซาร์โกซีจะเป็นผู้นำฝรั่งเศสคนแรกที่ถูกจำคุก นับตั้งแต่ ฟีลิป เปแต็ง ผู้นำรัฐบาลวิชีที่ร่วมมือกับนาซี ซึ่งถูกจำคุกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

เจ้าหน้าที่เรือนจำเปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี ว่า นายซาร์โกซีมีแนวโน้มจะถูกคุมขังในปีกคุมขังเดี่ยว โดยอยู่ในห้องขังขนาด 9 ตารางเมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับนักโทษคนอื่น หรือถูกถ่ายภาพด้วยโทรศัพท์มือถือที่มักถูกลักลอบนำเข้าไปในเรือนจำ

ผู้พิพากษานาตาลี กาวาริโน ระบุในขณะอ่านคำพิพากษาว่า การกระทำความผิดในคดีนี้ถือเป็น “ความร้ายแรงเป็นพิเศษ” และสั่งให้เขาต้องถูกจำคุกทันที แม้จะมีการยื่นอุทธรณ์ก็ตาม

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า นายซาร์โกซีจะต้องอยู่ในเรือนจำนานเท่าใด แต่ทนายความของเขาคาดว่าจะยื่นคำร้องขอให้ปล่อยตัวทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่เรือนจำ และศาลอุทธรณ์มีเวลาสองเดือนในการพิจารณาคำร้องดังกล่าว หากศาลไม่เห็นชอบ ศาลอาจสั่งให้ปล่อยตัวภายใต้การควบคุมตัวทางตุลาการ หรือกักบริเวณในบ้านพร้อมกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์

ในระหว่างการรอคำตัดสิน นายซาร์โกซีจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ตามลำพังภายใต้การคุมขังเดี่ยว โดยได้รับอนุญาตให้ออกนอกห้องขังเพื่อเดินเล่นในลานเล็ก ๆ วันละครั้งเท่านั้น

นายซาร์โกซีเผชิญปัญหาทางกฎหมายหลายคดีนับตั้งแต่พ่ายแพ้การเลือกตั้งในปี 2012 ก่อนหน้านี้ เขาเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีแยกต่างหาก และได้รับโทษ ทุจริต จากความพยายามติดสินบนผู้พิพากษา โดยรับโทษด้วยการติดกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นเวลาหลายเดือน

สำหรับคดี “ลิเบีย” นี้ อัยการกล่าวหาว่าทีมงานของเขาได้ทำข้อตกลงกับนายกัดดาฟีในปี 2005 เพื่อ สนับสนุนเงินทุนอย่างผิดกฎหมาย ให้กับการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2007 เพื่อแลกกับคำมั่นว่าจะช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์ของกัดดาฟีในเวทีระหว่างประเทศ

ผลสำรวจของ Elabe พบว่า ชาวฝรั่งเศส 6 ใน 10 คน เชื่อว่าโทษจำคุกครั้งล่าสุดนี้เป็นสิ่งที่ “ยุติธรรม” แม้ว่านายซาร์โกซีจะยังคงได้รับความนิยมในกลุ่มฝ่ายขวาของฝรั่งเศสก็ตาม โดยหลุยส์ ซาร์โกซี บุตรชายของเขาได้เรียกร้องให้ผู้สนับสนุน “มารวมตัวและแสดงการสนับสนุน” บิดาของเขาที่หน้าบ้านในวันอังคารนี้ด้วย.

ที่มา AFP

เมืองสเปนสั่ง “ห้ามรับเลี้ยงแมวดำ” ช่วงฮาโลวีน หวั่นถูกนำไปใช้ใน “พิธีกรรม”

เมืองสเปนสั่ง "ห้ามรับเลี้ยงแมวดำ" ช่วงฮาโลวีน หวั่นถูกนำไปใช้ใน "พิธีกรรม"

19 ต.ค. 2568 10:32 น.

เมืองสเปนสั่ง “ห้ามรับเลี้ยงแมวดำ” ช่วงฮาโลวีน หวั่นถูกนำไปใช้ใน “พิธีกรรม”

ทางการท้องถิ่นเมืองตาร์ราซซา แคว้นกาตาลุญญา ประเทศสเปน ประกาศมาตรการพิเศษ ระงับการรับเลี้ยงแมวดำ จากศูนย์พักพิงสัตว์ในช่วงเทศกาลฮาโลวีนเป็นเวลาหนึ่งเดือน เพื่อป้องกันไม่ให้แมวเหล่านี้ถูกทำร้ายหรือนำไปใช้ “ประกอบฉาก” ในพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่ออาถรรพ์ในช่วงเทศกาล

เมืองตาร์ราซซา ในแคว้นกาตาลุญญา ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสเปน ได้ประกาศใช้มาตรการชั่วคราวในการห้ามการรับเลี้ยงแมวดำจากศูนย์พักพิงสัตว์ เพื่อป้องกัน “พิธีกรรม” ที่อาจเป็นอันตรายในช่วงเทศกาลฮาโลวีน

หน่วยงานสวัสดิภาพสัตว์ท้องถิ่นระบุว่า คำขอรับอุปการะหรือรับเลี้ยงแมวดำทั้งหมดจะถูกปฏิเสธตั้งแต่ วันที่ 6 ตุลาคม ถึง 10 พฤศจิกายน เพื่อปกป้องแมวเหล่านี้จากการถูกทำร้าย หรือถูกนำไปใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบฉากในช่วงเทศกาล

นาย โนเอล ดูเก รองนายกเทศมนตรี เปิดเผยกับสถานีโทรทัศน์ RTVE ว่า คำขอรับเลี้ยงแมวดำมักจะ เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ ในช่วงใกล้เทศกาลฮาโลวีน โดยกล่าวว่ามาตรการนี้พยายามป้องกันไม่ให้คนรับเลี้ยงเพราะเป็นเพียงกระแสหรือทำไปโดยขาดความยับยั้งชั่งใจ และในกรณีที่ทราบว่ามีการปฏิบัติที่อาจเข้าข่าย “พิธีกรรมอำมหิต” ก็ต้องป้องกันไว้ก่อน

แม้ว่าสภาเทศบาลเมืองตาร์ราซซาจะระบุว่า ยังไม่มีบันทึกว่าเคยเกิดเหตุทารุณกรรมแมวดำในเมือง แต่มีการเตือนจากกลุ่มสวัสดิภาพสัตว์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่อื่น ๆ จึงตัดสินใจดำเนินมาตรการนี้เพื่อความไม่ประมาท

ในวัฒนธรรมตะวันตก แมวดำมักถูกเชื่อมโยงกับเรื่องไสยศาสตร์และถือเป็นสัญลักษณ์ของความโชคร้าย แต่สำหรับวัฒนธรรมอื่น เช่น ญี่ปุ่นและอียิปต์ กลับมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญรุ่งเรืองและโชคลาภ

ทางการเมืองตาร์ราซซาซึ่งมีประชากรแมวอยู่กว่า 9,800 ตัว และมีแมว 12 ตัวที่เป็นแมวดำในศูนย์พักพิง เน้นย้ำว่ามาตรการนี้เป็นเพียง “มาตรการชั่วคราวและเป็นกรณีพิเศษ” เพื่อความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยง และจะมีการพิจารณาข้อยกเว้นเป็นรายบุคคล รวมถึงจะเปิดให้ยื่นคำขอรับเลี้ยงตามปกติอีกครั้งหลังเทศกาลฮาโลวีนสิ้นสุดลง.

ที่มา BBC

โครงการจัดการน้ำ “เกาหลี–ยูเอ็น” ในกัมพูชาถูกระงับ หลังอาชญากรรมพุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้ถี่ขึ้น

โครงการจัดการน้ำ "เกาหลี–ยูเอ็น” ในกัมพูชาถูกระงับ หลังอาชญากรรมพุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้ถี่ขึ้น

19 ต.ค. 2568 10:19 น.

โครงการจัดการน้ำ “เกาหลี–ยูเอ็น” ในกัมพูชาถูกระงับ หลังอาชญากรรมพุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้ถี่ขึ้น

สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งรัฐ (STEPI) ของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ได้ตัดสินใจระงับโครงการความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปรับปรุงการจัดการทรัพยากรน้ำในกัมพูชา เนื่องจากมีรายงานการเกิดอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในกัมพูชา

โครงการดังกล่าวเป็นความริเริ่มร่วมกันระหว่าง โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และ เกาหลีใต้ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นของประชาชนและชุมชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงที่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ซึ่งครอบคลุมประเทศต่าง ๆ ได้แก่ กัมพูชา ไทย เวียดนาม และลาว

ในส่วนของกัมพูชา STEPI ได้ดำเนินโครงการนำร่องเพื่อช่วยสร้างแบบจำลองการจัดหาน้ำและการจัดการโดยใช้ พลังงานหมุนเวียน ร่วมกับบริษัทเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม ทางสถาบันได้เลื่อนพิธีโอนมอบโครงการให้แก่ทางการกัมพูชาที่เคยวางแผนไว้ภายในปีนี้ออกไปอย่างไม่มีกำหนด แม้ว่า STEPI จะยืนยันว่าจะยังคงดำเนินโครงการลักษณะเดียวกันในประเทศอื่นต่อไป

อาชญากรรมที่พุ่งเป้าชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชา ได้รับความสนใจจากสาธารณชนอย่างมากภายหลังการเสียชีวิตของนักศึกษารายหนึ่ง ซึ่งมีรายงานว่าถูกทรมานอย่างทารุณโดยเครือข่ายอาชญากรที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องยกระดับความพยายามทางการทูตและการสืบสวน รวมถึงการติดตามและช่วยเหลือพลเมืองที่อาจถูกควบคุมตัวโดยองค์กรอาชญากรรม โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา มีชาวเกาหลีใต้ที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชา จำนวน 64 คน ได้เดินทางกลับประเทศแล้ว หลังจากการส่งทีมตอบสนองของรัฐบาลเกาหลีใต้เข้าปฏิบัติการในกัมพูชาได้ไม่กี่วัน

ทั้งนี้ โครงการความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) อื่น ๆ ที่เกาหลีใต้มีในกัมพูชา ก็อาจได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจครั้งล่าสุดระหว่างเกาหลีใต้และกัมพูชาด้วยเช่นกัน.

ที่มา Yonhap

ฮามาสคืนศพอีก 2 ราย อิสราเอลยังไม่ยืนยันใช่ร่างตัวประกันหรือไม่

ฮามาสคืนศพอีก 2 ราย อิสราเอลยังไม่ยืนยันใช่ร่างตัวประกันหรือไม่

19 ต.ค. 2568 06:03 น.

ฮามาสคืนศพอีก 2 ราย อิสราเอลยังไม่ยืนยันใช่ร่างตัวประกันหรือไม่

กลุ่มฮามาสคืนศพผู้เสียชีวิตที่เชื่อว่าเป็นตัวประกันที่พวกเขาจับตัวไป ให้อิสราเอลเพิ่มอีก 2 รายในวันเสาร์ พร้อมกับตำหนิอิสราเอลว่า ทำให้การค้นหาศพตัวประกันที่เหลือยากขึ้นอีก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มฮามาสส่งคืนศพผู้เสียชีวิตที่เชื่อว่าเป็นร่างของตัวประกันที่พวกเขาจับตัวมา ให้แก่อิสราเอลเพิ่มอีก 2 รายในคืนวันเสาร์ที่ 18 ต.ค. 2568 โดยฮามาสอ้างว่า กู้คืนร่างผู้เสียชีวิตทั้งสองได้ในฉนวนกาซาในช่วงเช้าวันเดียวกันนี้

ร่างผู้เสียชีวิตดังกล่าวถูกส่งผ่านทางเจ้าหน้าที่กาชาดในฉนวนกาซา ไปยังกองทัพอิสราเอล และถูกลำเลียงเข้าสู่ดินแดนของอิสราเอลเพื่อทำการระบุตัวตนอย่างเป็นทางการ

นับตั้งแต่การหยุดยิงเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (13 ต.ค.) กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่กลับสู่อิสราเอลครบทั้ง 20 คนแล้ว และคืนศพตัวประกันให้อิสราเอลแล้ว 10 รายจากทั้งหมด 28 ราย

อย่างไรก็ตาม ความล่าช้านี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจในอิสราเอล เนื่องจากเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามกันเมื่อสัปดาห์ก่อนระบุให้มีการปล่อยตัวตัวประกันทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิตแล้ว ออกจากกาซา อย่างไรก็ตาม กลุ่มฮามาสอ้างว่ากำลังประสบปัญหาในการค้นหาร่างผู้เสียชีวิตที่เหลือซึ่งอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สำนักงานของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล มีคำสั่งให้ปิดจุดผ่านแดนราฟาห์ ระหว่างกาซาและอียิปต์ ต่อไปจนกว่าจะมีประกาศเพิ่มเติม และว่าจะเปิดด่านอีกครั้งหรือไม่ขึ้นอยู่กับการส่งคืนร่างตัวประกันที่เหลืออยู่ทั้งหมด และการดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง

จุดผ่านแดนราฟาห์มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชาวปาเลสไตน์ที่ต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์เพื่อเดินทางออกไป และสำหรับคนอีกหลายพันคนที่ต้องการเดินทางกลับเข้าพื้นที่

ด้านกลุ่มฮามาสตำหนิอิสราเอลว่าทำให้การค้นหาศพตัวประกันที่เสียชีวิตยากขึ้น เนื่องจากการโจมตีทางอากาศในกาซาได้เปลี่ยนอาคารจำนวนมากให้กลายเป็นซากปรักหักพัง และอิสราเอลไม่อนุญาตให้นำเครื่องจักรหนักและรถขุดเข้าไปในพื้นที่

ทอม เฟลตเชอร์ หัวหน้าฝ่ายมนุษยธรรมของสหประชาชาติ (UN) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BBC ว่า ฉนวนกาซา “ตอนนี้กลายเป็นดินแดนรกร้าง” (wasteland) แล้ว โดยผู้คนต้องขุดคุ้ยตามซากปรักหักพังเพื่อหาร่างผู้เสียชีวิต และพยายามตามหาบ้านเรือนของตนเอง ที่ส่วนใหญ่ถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลองไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวอเมริกันนับแสนรวมตัวประท้วง “โนคิงส์” ต้านนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

ชาวอเมริกันนับแสนรวมตัวประท้วง “โนคิงส์” ต้านนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

19 ต.ค. 2568 05:04 น.

ชาวอเมริกันนับแสนรวมตัวประท้วง “โนคิงส์” ต้านนโยบาย โดนัลด์ ทรัมป์

ชาวอเมริกันรวมตัวประท้วงตามเมืองหลวงทั่วประเทศ ภายใต้สโลแกน “โนคิงส์” เพื่อต่อต้านโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่พวกเขามองว่าเป็นเผด็จการ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้คนจำนวนมหาศาลมารวมตัวกันเพื่อประท้วงนโยบายของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ภายใต้สโลแกน “โนคิงส์” (No Kings) ที่เมืองต่างๆ ทั่วสหรัฐฯ ไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ก, วอชิงตัน ดีซี, ชิคาโก, ไมอามี และลอสแอนเจลิส เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ต.ค. 2568

การชุมนุมที่ ไทม์สแควร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของนครนิวยอร์ก ดึงดูดผู้คนมารวมตัวกันได้หลายพันคน ไม่นานหลังจากการชุมนุมเริ่มต้นขึ้นเมื่อเช้าวันเสาร์ โดยผู้คนรวมตัวกันแน่นถนนและทางเข้าสถานีรถไฟใต้ดิน พร้อมชูป้ายข้อความประท้วงต่างๆ เช่น “ประชาธิปไตยไม่ใช่ราชาธิปไตย” (Democracy not Monarchy) และ “รัฐธรรมนูญไม่ใช่ตัวเลือก”

ก่อนหน้านี้ พันธมิตรของนายทรัมป์ออกมากล่าวหาว่า การประท้วงที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงกับกลุ่ม “แอนติฟา” (Antifa) ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายซ้ายจัด ที่นายทรัมป์เพิ่งประกาศให้เป็นองค์กรก่อการร้าย และประณามว่าเป็น “การชุมนุมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังอเมริกา”

ผู้จัดการประท้วงและผู้ที่ออกมาชุมนุมในวันเสาร์ยืนยันว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นไปอย่างสันติ โดยเว็บไซต์ของกลุ่ม “โนคิงส์” ระบุบนเว็บไซต์ของตัวเองว่า “การไม่ใช้ความรุนแรง” คือหลักการของกิจกรรมทั้งหมดของกลุ่ม และกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมทุกคน ลดความรุนแรงของการเผชิญหน้าที่อาจเกิดขึ้น

ที่นิวยอร์ก กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนส่งเสียงตะโกนเป็นระยะว่า “นี่แหละคือโฉมหน้าของประชาธิปไตย” ท่ามกลางเสียงกลองที่ดังอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับเสียงกระดิ่งวัวและเครื่องเสียงอื่น ๆ ในขณะที่มีเฮลิคอปเตอร์และโดรน บินอยู่เหนือศีรษะ และมีตำรวจยืนประจำการอยู่ไม่ไกล

หนึ่งในผู้จัดงานใช้เครื่องขยายเสียงประกาศว่ามีผู้เข้าร่วมการประท้วงถึง 100,000 คน แต่ยังไม่ชัดเจนว่าเขาหมายถึงเฉพาะในบริเวณไทม์สแควร์ หรือรวมถึงทั่วทั้ง 5 เขตของเมืองในรัฐนิวยอร์ก ขณะที่ตำรวจคาดว่า มีผู้ชุมนุมประมาณ 20,000 คน เดินขบวนไปตามถนนเซเวนท์ อเวนิว

เบธ แซสลอฟฟ์ นักเขียนอิสระและบรรณาธิการ กล่าวว่า เธอเข้าร่วมการประท้วงในนิวยอร์กเพราะเธอรู้สึกโกรธต่อสิ่งที่เธอเรียกว่าเป็น “การเคลื่อนไปสู่ลัทธิฟาสซิสต์และรัฐบาลเผด็จการ” ที่กำลังเกิดขึ้นในรัฐบาลทรัมป์

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับสู่ทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคม โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ใช้อำนาจของประธานาธิบดีเป็นวงกว้าง เขาลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารหลายฉบับ ระงับเงินทุนที่ได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส, ยุบส่วนต่างๆ ของรัฐบาลกลาง, บังคับใช้มาตรการภาษีครั้งใหญ่กับประเทศอื่น ๆ และส่งทหารคุมเมืองที่ต่อต้านมาตรการจับกุมผู้อพยพของเขา

ประธานาธิบดีกล่าวว่าการกระทำของเขาเป็นสิ่งจำเป็นในการ สร้างประเทศที่กำลังเผชิญวิกฤตขึ้นใหม่ และเขาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่า เขาเป็นเผด็จการหรือฟาสซิสต์ อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์เตือนว่าการกระทำบางอย่างของรัฐบาลชุดนี้ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยของอเมริกา

นอกจากในอเมริกาแล้ว ทั่วยุโรปยังมีผู้ประท้วงออกมาชุมนุมตามท้องถนนในกรุงเบอร์ลิน กรุงมาดริด และกรุงโรม เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับชาวอเมริกัน นอกจากนี้ ผู้ประท้วงจำนวนสองสามร้อยคนยังได้รวมตัวกันนอกสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงลอนดอน ด้วย

ส่วนที่เมืองโทรอนโต ก็มีผู้ประท้วงรวมตัวกันใกล้กับสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ และชูป้ายประท้วงที่มีข้อความว่า “อย่ามายุ่งกับแคนาดา” (Hands off Canada)

อนึ่ง ชาวอเมริกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับนายทรัมป์ที่แตกแยกกันอย่างมาก โดยผลสำรวจล่าสุดของ รอยเตอร์/อิปซอส พบว่ามีผู้ที่พอใจกับผลงานของเขาในฐานะประธานาธิบดีเพียง 40% ในขณะที่ 58% ไม่พอใจ ตัวเลขนี้ถือว่าใกล้เคียงกับคะแนนนิยมเฉลี่ยในการดำรงตำแหน่งสมัยแรกของเขา แต่ยังต่ำกว่าคะแนนนิยม 47% ตอนที่เขาเพิ่งรับตำแหน่งสมัยที่ 2

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

จับตา “โจรสแกมเมอร์” ถ่วง “อนุทิน” ลอยตัวลำบาก : โลกล้อมกรอบกัมพูชา บีบผู้นำเซราะกราว

จับตา “โจรสแกมเมอร์” ถ่วง “อนุทิน” ลอยตัวลำบาก : โลกล้อมกรอบกัมพูชา บีบผู้นำเซราะกราว

จับตา “โจรสแกมเมอร์” ถ่วง “อนุทิน” ลอยตัวลำบาก : โลกล้อมกรอบกัมพูชา บีบผู้นำเซราะกราว

19 ต.ค. 2568 04:58 น.

ฟุตบอลยังมีล็อกถล่ม การเมืองลูกกลมๆพลิกได้ทุกนาที ณ จุดที่ขุนพล สส.กองทัพส้มยังเซอร์ไพรส์ ไม่มีใครคาดคิดว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ “พิมพ์เขียว” ของพรรคประชาชน

พายุโซนร้อน “เฟิงเฉิน” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ ชาวบ้านนับหมื่นอพยพจากชายฝั่ง

พายุโซนร้อน “เฟิงเฉิน” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ ชาวบ้านนับหมื่นอพยพจากชายฝั่ง

19 ต.ค. 2568 03:49 น.

พายุโซนร้อน “เฟิงเฉิน” ขึ้นฝั่งฟิลิปปินส์ ชาวบ้านนับหมื่นอพยพจากชายฝั่ง

พายุโซนร้อน เฟิงเฉิน เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งทางตะวันออกของฟิลิปปินส์แล้ว และคาดว่าจะทำให้เกิดน้ำท่วมบริเวณชายฝั่ง ขณะที่ประชาชนหลายหมื่นคนอพยพออกจากพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้าแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พายุโซนร้อน “เฟิงเฉิน” (Fengshen) เคลื่อนตัวขึ้นฝั่งประเทศฟิลิปปินส์ด้านแปซิฟิกแล้วในวันเสาร์ที่ 18 ต.ค. 2568 ในขณะที่ประชาชนกว่า 27,000 คนอพยพออกจากพื้นที่ชายฝั่งของจังหวัดอัลไบ (Albay) และเกาะคาตันดัวเนส (Catanduanes) ที่อยู่ใกล้เคียง หลังทางการประกาศเตือนภัยน้ำท่วม

กรมอุตุนิยมวิทยาของรัฐบาลรายงานว่า พายุเคลื่อนตัวเข้าสู่เขตเทศบาลกูบัต ซึ่งอยู่ปลายสุดทางตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลัก เมื่อช่วงบ่าย โดยมีลมกระโชกแรงความเร็วสูงสุดถึง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ทางการฟิลิปปินส์ระบุว่า ตอนนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงหรือผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต เนื่องจากประชาชนในพื้นที่เสี่ยงอันตรายและชุมชนในพื้นที่ลุ่มต่ำ ได้อพยพออกไปล่วงหน้าแล้ว

นายไรอัน เอสเทรลลาโด เจ้าหน้าที่กู้ภัยในเมืองกูบัต ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า “เรามีฝนตกหนักและลมกระโชกแรง แต่ก็ไม่รุนแรงมากนัก”

ด้านกรมอุตุนิยมวิทยาของฟิลิปปินส์ระบุว่า พายุเฟิงเฉินมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น ก่อนที่จะ “ขึ้นฝั่งเป็นครั้งที่สอง” ในพื้นที่ตอนกลางของเกาะลูซอนในวันอาทิตย์นี้

กรมอุตุฯ เตือนด้วยว่า มีความเสี่ยงเล็กน้อยถึงปานกลางที่จะเกิดน้ำท่วมชายฝั่ง และอาจมีคลื่นสูงถึง 2 เมตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ

กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ

19 ต.ค. 2568 01:57 น.

กัมพูชาอ้าง ไทยเตรียมปล่อยตัว 18 ทหาร หลังลงนามข้อตกลงสันติภาพ

รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชาอ้างว่า ไทยจะปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย ที่ถูกจับกุมไว้ หลังมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพที่การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในช่วงปลายเดือนนี้

เมื่อ 18 ต.ค. 2568 นายปรัก สุคนธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของ ข้อตกลงสันติภาพ ที่คาดกันว่าจะมีการลงนามในระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดยข้อตกลงจะรวมถึงการปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นาย ที่ถูกไทยจับกุมเอาไว้ด้วย

นายสุคนธ์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ TVK ที่สนามบินนานาชาติเตโช หลังจากเดินทางกลับจากการเจรจาสันติภาพในประเทศมาเลเซีย โดยกล่าวว่า การพูดคุยดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมสี่ฝ่าย ซึ่งมีตัวแทนจาก กัมพูชา ไทย สหรัฐฯ และมาเลเซีย เข้าร่วม

นายสุคนธ์กล่าวถึงข้อตกลงสันติภาพนี้ว่า “ประเทศไทยจะปล่อยตัวทหารกัมพูชาทั้ง 18 นาย ที่ถูกจับกุมในวันที่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้” นอกจากนั้น เขายังเน้นย้ำถึงการแก้ไขปัญหาชายแดนผ่าน “กลไกสันติวิธี” และการเคารพหลักการในการยุติข้อพิพาทโดย “ไม่ใช้กำลัง” ด้วย

อนึ่ง การประชุมสุดยอดผู้นำประเทศอาเซียน จะจัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซียระหว่างวันที่ 26-28 ต.ค.นี้ โดยที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน จะเดินทางมาร่วมการประชุมด้วย และคาดกันว่า ผู้นำทั้งสองจะพบปะพูดคุยกันด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : khmertimes

สส.เกาหลีใต้เผย ตร.บุกช่วยพลเรือน 3 คนจากตึกสแกมเมอร์ในกัมพูชา

สส.เกาหลีใต้เผย ตร.บุกช่วยพลเรือน 3 คนจากตึกสแกมเมอร์ในกัมพูชา

19 ต.ค. 2568 00:43 น.

สส.เกาหลีใต้เผย ตร.บุกช่วยพลเรือน 3 คนจากตึกสแกมเมอร์ในกัมพูชา

สส.เกาหลีใต้เผย ช่วยเหลือพลเรือน 3 คนที่ถูกขังอยู่ในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในประเทศกัมพูชาได้สำเร็จ หลังพวกเขาร้องขอให้ตำรวจท้องถิ่นเข้าตรวจค้นอาคาร

สำนักข่าว โชซอน อิลโบ (chosun ilbo) ของเกาหลีใต้รายงานว่า นายคิม บยองจู สมาชิกรัฐสภาเกาหลีจากพรรคประชาธิปไตย เปิดเผยในวันเสาร์ที่ 18 ต.ค. 2568 ว่า ตำรวจท้องถิ่นได้ช่วยเหลือพลเรือนเกาหลีใต้ 3 คน ที่ถูกขังอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังจากเขาได้ร้องขอให้มีการตรวจค้นอาคาร

สส.คิม ซึ่งเป็นผู้นำทีมเฉพาะกิจของพรรคประชาธิปไตยเรื่องความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ในต่างประเทศ กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวที่สถานทูตเกาหลีใต้ในกรุงพนมเปญว่า ชายทั้งสามคนซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง 20 ปี และถูกขังในอาคารแห่งนี้มานานประมาณ 2 เดือนแล้ว ก่อนที่ตำรวจท้องถิ่นจะเข้าให้ความช่วยเหลือเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ตามการเปิดเผยของ สส.คิม ชายกลุ่มนี้ ถูกล่อลวงให้มายังกัมพูชา ผ่านคนรู้จักหรือประกาศรับสมัครงานออนไลน์ที่สัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนสูง และ ถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในการหลอกลวงโรแมนซ์สแกม (หลอกให้หลงรักเพื่อเอาเงินหรือทรัพย์สิน) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม

สส.คิมกล่าวอีกว่า เขาร้องขอให้ตำรวจกัมพูชาเข้าตรวจค้นอาคารที่เชื่อว่าเหยื่อถูกควบคุมตัวอยู่ หลังจากเมื่อวันพุธ เขาได้รับการติดต่อจากแม่ของเหยื่อรายหนึ่งที่แจ้งว่าลูกชายหายตัวไป ซึ่งตำรวจท้องถิ่นได้บุกตรวจค้นอาคาร และช่วยชาวเกาหลีใต้ทั้ง 3 คนออกมาได้สำเร็จ แม้ว่าผู้กระทำความผิดจะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ คาดว่าชาวเกาหลีใต้ทั้ง 3 คนจะถูกเนรเทศออกจากกัมพูชากลับประเทศหลังจากผ่านกระบวนการที่จำเป็นแล้ว คล้ายกับชาวเกาหลีใต้ 64 คนที่ถูกกัมพูชาจับกุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ และถูกส่งกลับประเทศไปเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้

เมื่อนักข่าวถามว่า ชาวเกาหลีทั้ง 3 คนจะถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์หรือไม่? สส.คิมตอบว่า “สิ่งที่ถูกต้องคือการปกป้องชีวิตพลเมืองของเราเป็นอันดับแรก ส่วนความรับผิดชอบทางกฎหมายควรจะถูกดำเนินการในภายหลัง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chosun , yonhup