ฮามาสโวย อิสราเอลยิงรถบัสในกาซา ครอบครัว 11 ชีวิตดับสลด

ฮามาสโวย อิสราเอลยิงรถบัสในกาซา ครอบครัว 11 ชีวิตดับสลด

18 ต.ค. 2568 23:50 น.

ฮามาสโวย อิสราเอลยิงรถบัสในกาซา ครอบครัว 11 ชีวิตดับสลด

หน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซาเผย อิสราเอลยิงโจมตีรถบัสของครอบครัวชาวปาเลสไตน์ จนเสียชีวิตยกคัน 11 ศพ ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลอ้างว่า ยิงรถน่าสงสัย

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 ต.ค. 2568 หน่วยงานป้องกันพลเรือนในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาสเปิดเผยว่า กองทัพอิสราเอลยิงอาวุธเข้าใส่รถบัสคันหนึ่ง ที่วิ่งอยู่ในย่าน เซตูน ของเมืองกาซาซิตี้ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นเหตุให้คนบนรถทั้ง 11 คนซึ่งเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกัน เสียชีวิตทั้งหมด

แถลงการณ์ของหน่วยงานป้องกันพลเรือนระบุว่า ครอบครัวอาบู ชาบาน กำลังพยายามเดินทางกลับไปยังบ้านของพวกเขาเพื่อตรวจสอบความเสียหาย แต่กลับถูกกองทัพอิสราเอลโจมตีโดย “ไม่มีเหตุผลอันสมควร”

ด้านกองทัพอิสราเอลระบุว่า ทหารได้ยิงใส่ “ยานพาหนะต้องสงสัย” ที่ข้ามสิ่งที่เรียกว่า “เส้นสีเหลือง” ซึ่งเป็นแนวแบ่งเขตที่ยังคงถูกยึดครองโดยกองกำลังอิสราเอลในกาซา

ทั้งนี้ นี่ถือเป็นเหตุนองเลือดในฉนวนกาซาจากการโจมตีของทหารอิสราเอลที่มีผู้เสียชีวิตในครั้งเดียวมากที่สุด นับตั้งแต่เริ่มมีการหยุดยิงเมื่อ 8 วัน โดยทหารอิสราเอลยังคงปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่มากกว่า 50% ของฉนวนกาซา ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงในระยะแรก

นายมาห์มุด บัสซาล โฆษกหน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซา เปิดเผยกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่าผู้เสียชีวิตเป็นสมาชิกของครอบครัว “อาบู ชาบาน” และถูกสังหารขณะที่ “พยายามจะไปดูบ้านของพวกเขา” ในพื้นที่ดังกล่าว โดยในหมู่ผู้เสียชีวิตมีผู้หญิงและเด็กรวมอยู่ด้วย

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ระบุว่า เมื่อวันศุกร์ ทหารของพวกเขาตรวจพบ “ยานพาหนะต้องสงสัย” กำลังข้าม “เส้นสีเหลือง” และเคลื่อนเข้าใกล้กองกำลัง IDF ที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในฉนวนกาซาตอนเหนือ ทำให้ทหารอิสราเอลต้องยิง “กระสุนเตือน” ไปยังยานพาหนะนั้น

แถลงการณ์ระบุอีกว่า แต่ยานพาหนะดังกล่าวยังคงเคลื่อนเข้าใกล้กองกำลังในลักษณะที่ก่อให้เกิด “ภัยคุกคามแบบปัจจุบันทันด่วน” ต่อพวกเขา กองกำลังจึงได้เปิดฉากยิงเพื่อกำจัดภัยคุกคามดังกล่าว ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลง

ก่อนหน้านี้ IDF ได้ออกคำเตือนชาวปาเลสไตน์ ว่าไม่ให้เข้าไปในพื้นที่ของกาซาที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ด้วยการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่จำกัด ชาวปาเลสไตน์จำนวนมากจึงไม่ทราบตำแหน่งที่แน่ชัดของกองทหารอิสราเอล ขณะที่ “เส้นสีเหลือง” ดังกล่าวก็ไม่ได้มีการทำเครื่องหมายทางกายภาพ และยังไม่ชัดเจนว่าพื้นที่ที่รถบัสคันดังกล่าวเดินทางอยู่นั้นได้ข้ามเส้นนี้ไปจริงหรือไม่

นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล กล่าวเมื่อวันศุกร์ว่า กองทัพจะติดตั้งป้ายสัญลักษณ์ที่สามารถมองเห็นได้ เพื่อบ่งชี้ตำแหน่งของแนวเส้นดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวเกาหลีใต้ 64 คนจากกัมพูชากลับประเทศแล้ว หลังพัวพันขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ชาวเกาหลีใต้ 64 คนจากกัมพูชากลับประเทศแล้ว หลังพัวพันขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์

18 ต.ค. 2568 08:33 น.

ชาวเกาหลีใต้ 64 คนจากกัมพูชากลับประเทศแล้ว หลังพัวพันขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางการเกาหลีใต้ส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำไปรับตัวพลเมือง 64 คน ที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชากลับถึงประเทศแล้ว หลังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลวงออนไลน์และอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ 

เจ้าหน้าที่ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า พลเมืองทั้ง 64 คน เดินทางถึงสนามบินนานาชาติอินชอนในเช้าวันเสาร์ (18 ต.ค.) หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ส่งทีมเจ้าหน้าที่พิเศษเดินทางไปกัมพูชาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา เพื่อหารือกับรัฐบาลกัมพูชาเกี่ยวกับ คดีหลอกลวงออนไลน์และศูนย์หลอกสมัครงานปลอม ซึ่งมีการล่อลวงและกักขังชาวเกาหลีใต้จำนวนมาก

คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามเครือข่าย แก๊งหลอกลงทุนคริปโต (Pig-Butchering Scam) ซึ่งเป็นรูปแบบของอาชญากรรมไซเบอร์ที่คนร้ายสร้างความไว้วางใจกับเหยื่อผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนหลอกให้ลงทุนในแพลตฟอร์มปลอม และยักยอกเงินไป

รายงานระบุว่า ชาวเกาหลีใต้จำนวนหนึ่งในกลุ่มที่ถูกควบคุมตัว อาจเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกมาทำงานในศูนย์หลอกลวงโดยไม่สมัครใจ ขณะที่บางส่วนอาจมีส่วนร่วมโดยสมัครใจ เพื่อแลกกับค่าตอบแทนสูง

โดยนายวี ซอง แล็ก ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติของเกาหลีใต้ เผยก่อนหน้านี้ว่า ผู้ถูกควบคุมตัวมีทั้งผู้ที่ร่วมมือกับขบวนการและผู้ที่ถูกบังคับให้ทำงานภายใต้การข่มขู่หรือใช้ความรุนแรง โดยมีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน จากจำนวนรวมกว่า 200,000 คน ที่ทำงานอยู่ในเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชา ซึ่งส่วนหนึ่งถูกบังคับให้ทำงานด้วยการขู่ทำร้ายหรือกักขัง

ขณะที่นายทัช โซคัก โฆษกกระทรวงมหาดไทยกัมพูชาระบุว่า การส่งตัวผู้ต้องหากลับประเทศครั้งนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือที่ดีระหว่างกัมพูชาและเกาหลีใต้ในการปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์

ผู้เชี่ยวชาญด้านอาชญากรรมไซเบอร์ชี้ว่า อุตสาหกรรมหลอกลวงออนไลน์ในกัมพูชาเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลายเป็นเครือข่ายมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ที่มีทั้งแรงงานต่างชาติและคนท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

บางคนถูกหลอกไปทำงานโดยสัญญาจ้างปลอม ก่อนถูกยึดพาสปอร์ตและบังคับให้ดำเนินการหลอกเหยื่อออนไลน์ เช่น หลอกลงทุนคริปโต, คอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ, และ เว็บพนันออนไลน์เถื่อน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ สแกมเมอร์

ทูตจีนพบอนุทิน-รับปาก ปราบแก๊งสแกมเมอร์ “ดีเอสไอ”ลุยสอบเป็นคดี 6 คนไทยถูกลวง “ทรมาน”

ทูตจีนพบอนุทิน-รับปาก ปราบแก๊งสแกมเมอร์ "ดีเอสไอ"ลุยสอบเป็นคดี 6 คนไทยถูกลวง "ทรมาน"

ทูตจีนพบอนุทิน-รับปาก ปราบแก๊งสแกมเมอร์ “ดีเอสไอ”ลุยสอบเป็นคดี 6 คนไทยถูกลวง “ทรมาน”

18 ต.ค. 2568 08:11 น.

เอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ “อนุทิน” ในโอกาสเข้ารับหน้าที่นายกรัฐมนตรีและ รมว. มหาดไทย ย้ำร่วมมือไทยปราบสแกมเมอร์และสนับสนุน ให้ทั้งสองประเทศใช้กลไกที่มีอยู่เจรจาแก้ไขปัญหาไทย- กัมพูชา ให้ยุติลุล่วงด้วยดี ด้านชาวเกาหลีใต้ 2 คนเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์และถูก

วิเคราะห์การเมือง : ชิงแต้มกระแสชาตินิยม

วิเคราะห์การเมือง : ชิงแต้มกระแสชาตินิยม

วิเคราะห์การเมือง : ชิงแต้มกระแสชาตินิยม

18 ต.ค. 2568 07:57 น.

เครื่องสะดุด ขัดจังหวะอีเวนต์ยกเครื่องพรรคลอตสอง สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกนนำรุ่นเดอะ ยื่นหนังสือลาออกจากสมาชิกพรรค โดยไม่มีเค้าลางมาก่อน

เจ้าชายแอนดรูว์ สละพระอิสริยยศ–ฐานันดรศักดิ์ หลังเผชิญคดีฉาว ข้อกล่าวหาพัวพัน “เอปสตีน–สายลับจีน”

เจ้าชายแอนดรูว์ สละพระอิสริยยศ–ฐานันดรศักดิ์ หลังเผชิญคดีฉาว ข้อกล่าวหาพัวพัน “เอปสตีน–สายลับจีน”

18 ต.ค. 2568 06:16 น.

เจ้าชายแอนดรูว์ สละพระอิสริยยศ–ฐานันดรศักดิ์ หลังเผชิญคดีฉาว ข้อกล่าวหาพัวพัน “เอปสตีน–สายลับจีน”

เจ้าชายแอนดรูว์ แห่งราชวงศ์อังกฤษ ประกาศสละพระอิสริยยศ “ดยุกแห่งยอร์ก” และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมด หลังหารือกับกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ท่ามกลางแรงกดดันจากคดีฉาวทางเพศและสายลับจีน

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 สำนักพระราชวังบักกิงแฮมออกแถลงการณ์ว่า “เจ้าชายแอนดรูว์” พระราชโอรสในสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ทรงตัดสินพระทัย สละพระอิสริยยศและเลิกใช้ตำแหน่งดยุกแห่งยอร์ก (Duke of York) รวมถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทั้งหมด โดยมีผลบังคับใช้ทันที หลังการหารือร่วมกับสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และสมาชิกราชวงศ์

ในแถลงการณ์ เจ้าชายแอนดรูว์ระบุว่า ภายหลังการหารือกับพระมหากษัตริย์และสมาชิกครอบครัวโดยรอบ เกิดความเห็นร่วมกันว่าข้อกล่าวหาที่ยังคงดำเนินอยู่เกี่ยวกับพระองค์นั้น ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจจากภารกิจของพระมหากษัตริย์และราชวงศ์ ขณะที่สำนักพระราชวังยืนยันว่าการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลในทันที

รายงานจากแหล่งข่าวใกล้ชิดระบุเพิ่มเติมว่า พระองค์จะ ไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองคริสต์มาสของราชวงศ์อีกต่อไป แต่จะยังคงพำนักอยู่ที่ทำเนียบรอยัลลอดจ์ เมืองวินด์เซอร์ ภายใต้สัญญาเช่าระยะยาว และยังคงดำรงพระอิสริยยศเจ้าชายเเนื่องจากเป็นพระโอรสของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

ส่วน ซาราห์ เฟอร์กูสัน พระชายาเดิมของเจ้าชายแอนดรูว์ จะกลับมาใช้พระนามว่า “ซาราห์ เฟอร์กูสัน” ขณะที่พระธิดาทั้งสองคือ เจ้าหญิงบีทริซ  และ เจ้าหญิงยูจีนี จะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้

รายงานระบุว่า การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันอย่างหนักเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าชายแอนดรูกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน นักธุรกิจสหรัฐผู้ล่วงลับที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานค้ามนุษย์ทางเพศ รวมถึงความเชื่อมโยงกับ หยาง เถิงปั๋ว  ชาวจีนซึ่งถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับและเคยทำงานติดต่อธุรกิจแทนเจ้าชายในอังกฤษ

ทั้งนี้ พระองค์ได้ถอนตัวจากการปฏิบัติภารกิจสาธารณะตั้งแต่ปี 2562 หลังให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับเอปสตีน ซึ่งถูกวิจารณ์อย่างหนัก โดยในครั้งนั้น พระองค์ถูกถอดจากตำแหน่งทางทหารและองค์กรการกุศลหลายแห่ง. 

“ทรัมป์” พบ “เซเลนสกี” ที่ทำเนียบขาว หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

"ทรัมป์" พบ “เซเลนสกี” ที่ทำเนียบขาว หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

18 ต.ค. 2568 04:35 น.

“ทรัมป์” พบ “เซเลนสกี” ที่ทำเนียบขาว หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย

ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ พบ ปธน.โวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาว หารือยุติสงครามยูเครน–รัสเซีย หลังข้อตกลงหยุดยิงกาซาสำเร็จ เตือนการส่งมอบจรวดโทมาฮอว์กอาจยิ่งทำให้สงครามบานปลาย

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดทำเนียบขาวต้อนรับนายโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามกับรัสเซียที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปี โดยการประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในบรรยากาศเป็นทางการแบบ “working lunch” ภายหลังทรัมป์เพิ่งประสบความสำเร็จในการผลักดันข้อตกลงหยุดยิงในตะวันออกกลาง

โดยระหว่างการหารือ เซเลนสกีได้แสดงความยินดีกับทรัมป์ที่มีบทบาทในข้อตกลงหยุดยิงฉนวนกาซา พร้อมกล่าวว่า เขาคิดว่าเราสามารถยุติสงครามนี้ได้ หากมีความช่วยเหลือจากสหรัฐฯ พร้อมเสนอแนวคิดแลกเปลี่ยนโดรนที่ผลิตในยูเครนกับจรวดพิสัยไกล “โทมาฮอว์ก” (Tomahawk) จากสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เตือนว่าการส่งมอบจรวดชนิดนี้อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด โดยกล่าวว่า มันอาจนำไปสู่การยกระดับครั้งใหญ่ และอาจเกิดเรื่องเลวร้ายได้มากมาย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณามอบจรวดโทมาฮอว์กให้ยูเครน แต่หลังการสนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เขากล่าวว่าเราก็ต้องใช้มันเหมือนกัน ซึ่งทำให้ผมยังไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรดี”

ด้านทำเนียบขาวเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ทรัมป์และปูตินได้ตกลงจะพบกันที่ประเทศฮังการีในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหารือแนวทางทางการทูตต่อไป โดยคณะที่ปรึกษาของทั้งสองฝ่ายจะเริ่มพูดคุยเตรียมการตั้งแต่สัปดาห์หน้า

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

17 ต.ค. 2568 23:35 น.

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

ตร.จีนทลายขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” หัวหน้าแก๊งโกกั้งในเมียนมา หลอกโกงเงินเหยื่อกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือราว 5,000 ล้านบาท หลังเมียนมาส่งตัวผู้ต้องหาให้จีนดำเนินคดี

วันที่ 17 ตุลาคม 2568 กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนแถลง ทลายขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ของ “สวี ฟาฉี” หรือ “สวี เหล่าฟา” หัวหน้าแก๊งโกกั้ง ทางตอนเหนือของเมียนมา โกงเงินเหยื่อกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือราว 5,000 ล้านบาท หลังเมียนมาส่งตัวผู้ต้องหาให้จีนดำเนินคดี

โดยขบวนการนี้ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฉ้อโกงทางโทรศัพท์และออนไลน์จำนวนกว่า 3,400 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือราว 5,000 ล้านบาท โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันฉ้อโกง ทำร้ายร่างกาย หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์

คดีนี้อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างจีน-เมียนมา โดยตำรวจนครฉงชิ่งได้รับมอบหมายให้สอบสวนตั้งแต่เดือนกันยายน  2566 ภายหลังการสืบสวนเข้มข้นหลายเดือน เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก ก่อนออกหมายจับสาธารณะในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มกราคม  2567 ตำรวจเมียนมาสามารถจับกุมตัวสวี ฟาฉี ได้ และส่งมอบให้ทางการจีนภายใต้กลไกความร่วมมือด้านกฎหมายและความมั่นคงระหว่างสองประเทศ

รายงานระบุว่า ระหว่างการสืบสวน เจ้าหน้าที่จีนกว่า 300 นายจากนครฉงชิ่งได้ลงพื้นที่กว่า 18 มณฑลและนคร รวมถึงฝูเจี้ยน กุ้ยโจว กานซู่ และยูนนาน เพื่อสอบพยานและตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม โดยทำงานร่วมกับทางการเมียนมาในพื้นที่ที่ยังมีความขัดแย้งทางอาวุธ

ระหว่างวันที่ 17–19 กันยายน พ.ศ. 2568 ศาลประชาชนชั้นต้นลำดับที่ 5 นครฉงชิ่ง ได้เปิดการไต่สวนคดีของซสวี ฟาฉี และพวกต่อสาธารณชน ซึ่งจากการสอบสวนพบว่า ตั้งแต่ปี 2562 สวี ฟาฉี ได้ก่อตั้งขบวนการอาชญากรรมในพื้นที่โกกั้ง โดยใช้เครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นร่วมมือกับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์ สร้างและเช่าพื้นที่โกง 14 แห่ง เช่น โรงแรมเถียนจื่อ เขตอุตสาหกรรมตงเฉิง เป่าป่าวจ้าย และอาคารหมายเลข 311 เพื่อใช้เป็นฐานหลอกลวงคนจีน

นอกจากนี้ เขายังควบคุมกองกำลังติดอาวุธกว่า 400 คน เพื่อคุ้มกันพื้นที่และบังคับผู้ทำงานในขบวนการ หากผู้ใดไม่ทำตามคำสั่งหรือไม่บรรลุเป้าหมาย จะถูกทำร้าย ทรมาน หรือสังหารอย่างโหดเหี้ยม ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนพบหลักฐานคดีฆาตกรรม 1 คดี บาดเจ็บสาหัส 1 คดี และคดีหน่วงเหนี่ยวกักขังและกรรโชกทรัพย์อีกหลายสิบคดีในพื้นที่นี้ ขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาโทษผู้ต้องหาและสมาชิกแก๊งทั้งหมด.

ที่มา Global Times

ปธน.เกาหลีใต้สั่งลบโฆษณาออนไลน์ หลอกลวงพลเมืองไปทำงานผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปธน.เกาหลีใต้สั่งลบโฆษณาออนไลน์ หลอกลวงพลเมืองไปทำงานผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

17 ต.ค. 2568 15:27 น.

ปธน.เกาหลีใต้สั่งลบโฆษณาออนไลน์ หลอกลวงพลเมืองไปทำงานผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำนักงานประธานาธิบดีเกาหลีใต้เปิดเผยว่า นายอี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ได้ออกคำสั่งฉุกเฉินให้ดำเนินมาตรการเพื่อลบโฆษณาออนไลน์ ที่มีการหลอกลวงพลเมืองชาวเกาหลีใต้ให้ไปทำงานที่ผิดกฎหมายและฉ้อโกงในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

คำสั่งดังกล่าวเป็นการขยายผลจากความพยายามก่อนหน้าซึ่งมุ่งเน้นไปที่ประเทศกัมพูชาโดยเฉพาะ เนื่องจากมีกรณีการหลอกลวงออนไลน์ที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายอี กยู-ยอน เลขานุการประธานาธิบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายอี แจ-มยอง ได้สั่งการให้หน่วยงานตรวจสอบด้านการกระจายเสียงและสื่อ รวมถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งดำเนินการลบประกาศออนไลน์ ที่โฆษณาตำแหน่งงานที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริงในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยคำสั่งนี้มีขึ้นท่ามกลางจำนวนคดีที่ชาวเกาหลีใต้ถูกควบคุมตัวและถูกทรมาน ในศูนย์ปฏิบัติการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพทางออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เลขาธิการระบุว่า การออกคำสั่งดังกล่าวเป็นผลมาจากความกังวลว่า การเฝ้าระวังที่เข้มงวดมากขึ้นในประเทศกัมพูชา อาจกระตุ้นให้เครือข่ายอาชญากรรมเหล่านี้ย้ายฐานการสรรหาพลเมืองเกาหลีใต้ไปยังประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน

ขณะนี้ ทางการมีแผนที่จะทบทวนเว็บไซต์ที่มีการโพสต์โฆษณาเหล่านี้อย่างครอบคลุม และจะแบ่งปันข้อมูลที่ได้กับผู้ดำเนินการพอร์ทัลหลักต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดตั้ง องค์กรที่ปรึกษา ที่ประกอบด้วยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เช่น Kakao, Naver และ Google เพื่อเปิดตัวระบบกำกับดูแลตนเองอย่างเต็มรูปแบบ ในการตรวจจับและลบประกาศที่น่าสงสัย

สำนักงานประธานาธิบดีให้คำมั่นที่จะสร้างมาตรการตอบสนองที่ครอบคลุมในระดับ รัฐบาลทั้งประเทศ โดยจะครอบคลุมทุกขั้นตอน ตั้งแต่การป้องกัน การช่วยเหลือเหยื่อ ไปจนถึงการระบุตัวตนและการดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกันความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ และยับยั้งการตกเป็นเหยื่อของการแสวงหาผลประโยชน์จากแก๊งมิจฉาชีพออนไลน์.

ที่มา Yonhap

“แบ็ก เซฮี” นักเขียนหนังสือบันทึกรักษาซึมเศร้า เสียชีวิตด้วยวัย 35 ปี

"แบ็ก เซฮี" นักเขียนหนังสือบันทึกรักษาซึมเศร้า เสียชีวิตด้วยวัย 35 ปี

17 ต.ค. 2568 14:32 น.

“แบ็ก เซฮี” นักเขียนหนังสือบันทึกรักษาซึมเศร้า เสียชีวิตด้วยวัย 35 ปี

แบ็ก เซฮี  นักเขียนชาวเกาหลีใต้ผู้สร้างปรากฏการณ์ด้วยบันทึกความทรงจำขายดีระดับโลกเรื่อง “I Want to Die but I Want to Eat Tteokbokki” (อยากตายแต่ก็อยากกินต็อกบกกี) ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 35 ปี แม้รายละเอียดการเสียชีวิตยังไม่ชัดเจน แต่ครอบครัวเผยว่าเธอได้บริจาคอวัยวะเพื่อต่อชีวิตให้ผู้คนถึง 5 ราย ตามความปรารถนาที่จะ “แบ่งปันหัวใจและสร้างแรงบันดาลใจแห่งความหวัง” ผ่านงานเขียนของเธอ

หนังสือเล่มนี้ถูกตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2018 ในภาษาเกาหลี เป็นการรวบรวมบทสนทนาระหว่างเธอกับจิตแพทย์เกี่ยวกับการรักษาภาวะซึมเศร้า ซึ่งเนื้อหาด้านสุขภาพจิตของเธอได้สร้างปรากฏการณ์และเข้าถึงใจผู้อ่านทั่วโลก ก่อนจะได้รับการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 2022 และมียอดขายรวมทั่วโลกแล้วกว่า หนึ่งล้านเล่ม รวมถึงถูกแปลไปแล้วใน 25 ประเทศ

สำนักงานบริจาคอวัยวะแห่งเกาหลี  ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันศุกร์ว่า แบ็ก เซฮี ได้บริจาคอวัยวะของเธอ ได้แก่ หัวใจ ปอด ตับ และไต ซึ่งช่วยต่อชีวิตให้กับผู้คนได้ถึง 5 ราย ในแถลงการณ์ได้อ้างอิงคำพูดของน้องสาวของเธอว่า แบ็ก เซฮี ต้องการ “แบ่งปันหัวใจของเธอให้กับผู้อื่นผ่านผลงาน และสร้างแรงบันดาลใจแห่งความหวัง”

“I Want to Die but I Want to Eat Tteokbokki” ได้รับการยกย่องอย่างสูงในฐานะงานที่ช่วยให้การพูดคุยเกี่ยวกับสุขภาพจิตเป็นเรื่องปกติ และนำเสนอความขัดแย้งภายในจิตใจได้อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างความคิดที่สิ้นหวังกับความซาบซึ้งในความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ

ประโยคที่โด่งดังที่สุดของหนังสือเล่มนี้คือ “หัวใจของมนุษย์ ต่อให้ต้องการที่จะตาย ก็มักจะอยากกินต็อกบกกีในเวลาเดียวกันด้วยเช่นกัน”

แบ็ก เซฮี เกิดในปี 1990 จบการศึกษาด้านการเขียนเชิงสร้างสรรค์ และเคยทำงานในสำนักพิมพ์เป็นเวลา 5 ปี เธอได้รับการรักษาภาวะดีสไทเมีย หรือภาวะซึมเศร้าแบบเรื้อรังระดับอ่อน ซึ่งเป็นพื้นฐานในการเขียนผลงานขายดีของเธอตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษ

ผลงานภาคต่อของเธอคือ “I Want to Die but I Still Want to Eat Tteokbokki” ตีพิมพ์เป็นภาษาเกาหลีในปี 2019 และฉบับแปลภาษาอังกฤษเผยแพร่ในปี 2024.

ที่มา BBC

ปธน. เปรูปฏิเสธลาออก หลังม็อบ Gen Z ประท้วงต้านรัฐบาล ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บกว่า 100 ราย

ปธน. เปรูปฏิเสธลาออก หลังม็อบ Gen Z ประท้วงต้านรัฐบาล ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บกว่า 100 ราย

17 ต.ค. 2568 13:25 น.

ปธน. เปรูปฏิเสธลาออก หลังม็อบ Gen Z ประท้วงต้านรัฐบาล ดับแล้ว 1 ศพ บาดเจ็บกว่า 100 ราย

นายโฆเซ่ เฆรี ประธานาธิบดีคนใหม่ของเปรู ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ได้ออกมาปฏิเสธที่จะลาออกจากตำแหน่ง หลังมีการประท้วงครั้งใหญ่ที่เรียกร้องให้เขาและสมาชิกรัฐสภาคนอื่น ๆ ลาออก ขณะที่เหตุชุมนุมลุกลามรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บกว่าร้อยคน ท่ามกลางเสียงวิจารณ์รัฐบาลใหม่เรื่องคดีอื้อฉาวและการใช้อำนาจเกินขอบเขต

นายเฆรีกล่าวกับสื่อท้องถิ่นหลังเดินทางไปยังรัฐสภาว่า “ความรับผิดชอบของผมคือการรักษาเสถียรภาพของประเทศ นั่นคือความรับผิดชอบและพันธสัญญาของผม” โดยระบุว่าจะขออำนาจพิเศษในการต่อสู้กับอาชญากรรม

การประท้วงที่เริ่มต้นเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้วเพื่อเรียกร้องเงินบำนาญและค่าแรงที่ดีขึ้นสำหรับคนหนุ่มสาว ได้ขยายตัวครอบคลุมความไม่พอใจของชาวเปรูต่อปัญหาอาชญากรรม การทุจริต และความไม่ไว้วางใจต่อรัฐบาลที่มีมายาวนานหลายทศวรรษ

สำนักงานอัยการเปรูได้ประกาศเมื่อวันพฤหัสบดีว่า กำลังสอบสวนการเสียชีวิตของ เอดูอาร์โด รูอิซ นักร้องฮิปฮอปวัย 32 ปี ซึ่งถูกยิงด้วยอาวุธปืนระหว่างการชุมนุม โดยมีการสั่งให้นำศพออกจากโรงพยาบาลในกรุงลิมา และดำเนินการ “รวบรวมหลักฐานภาพและเสียง รวมถึงหลักฐานทางขีปนาวุธในพื้นที่เกิดเหตุ ภายใต้บริบทของการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง”

สื่อท้องถิ่นเผยภาพจากกล้องวงจรปิดที่แสดงให้เห็นนายรูอิซล้มลงบนถนนในกรุงลิมา หลังถูกชายคนหนึ่งที่วิ่งหนีกลุ่มผู้ประท้วงยิงปืนใส่ พยานระบุว่าชายคนดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่แทรกซึมเข้ามาในกลุ่มผู้ชุมนุม

รายงานระบุว่า มีผู้บาดเจ็บจากการประท้วงรวมประมาณ 100 คน โดยมีผู้ประท้วงอย่างน้อย 24 ราย และตำรวจ 80 นายได้รับบาดเจ็บ นอกจากนี้ นักข่าว 6 รายถูกกระสุนลูกปราย และอีก 4 รายถูกตำรวจทำร้าย

ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากรัฐสภาขับไล่ประธานาธิบดี ดินา โบลูอาร์เต  เนื่องจากความล้มเหลวในการควบคุมอาชญากรรมและการปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรงเมื่อปี 2022 จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 50 ราย

โฆเซ่ เฆรี วัย 38 ปี ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาในขณะนั้นได้เข้ารับตำแหน่งแทน โดยสัญญาว่าจะควบคุมปัญหาอาชญากรรม และได้แต่งตั้ง เอร์เนสโต อัลวาเรซ อดีตผู้พิพากษาสายอนุรักษ์นิยมสุดโต่งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่เคยกล่าวหาว่า Gen Z ของเปรูเป็น “แก๊งที่ต้องการยึดประชาธิปไตยด้วยพายุ” และไม่ได้เป็นตัวแทนของ “เยาวชนที่ศึกษาและทำงาน”

นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังประณามนายเฆรี เนื่องจากเขาเคยถูกกล่าวหาในคดีข่มขืน แม้จะมีการยกฟ้องไปแล้วในเดือนสิงหาคมก็ตาม และการที่เขาเคยลงมติสนับสนุนกฎหมาย 6 ฉบับที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นการบั่นทอนการต่อสู้กับอาชญากรรม ทำให้ผู้ประท้วงเรียกร้องให้เขายกเลิกกฎหมายเหล่านี้

ผู้ประท้วงหลายคนแสดงความโกรธแค้นด้วยการตะโกนว่า “เฆรีคือฆาตกร” และ “จากฆาตกรสู่ฆาตกรข่มขืน เป็นความสกปรกชุดเดียวกัน” สะท้อนถึงความรู้สึกไม่พอใจต่อการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตและความไม่ยุติธรรมที่มีมายาวนานในเปรูได้.

ที่มา AP