สนามบินมิวนิกโดนป่วนด้วยโดรนปริศนา สั่งปิดฉุกเฉินยกเลิกเที่ยวบินเพียบ

สนามบินมิวนิกโดนป่วนด้วยโดรนปริศนา สั่งปิดฉุกเฉินยกเลิกเที่ยวบินเพียบ

3 ต.ค. 2568 09:59 น.

สนามบินมิวนิกโดนป่วนด้วยโดรนปริศนา สั่งปิดฉุกเฉินยกเลิกเที่ยวบินเพียบ

สนามบินนานาชาติมิวนิก ประเทศเยอรมนี ต้องปิดให้บริการชั่วคราวและประกาศยกเลิกเที่ยวบินกว่า 30 เที่ยวบิน เมื่อคืนวันพฤหัสบดี หลังพบโดรนปริศนาลอยอยู่ใกล้กับน่านฟ้า กระทบผู้โดยสารเกือบ 3,000 คน

สนามบินมิวนิกยืนยันว่า เที่ยวบินอย่างน้อย 17 เที่ยวถูกยกเลิก ขณะที่อีก 15 เที่ยวถูกเปลี่ยนเส้นทางไปยังเมืองใกล้เคียง เช่น สตุตการ์ต, นูเรมเบิร์ก, เวียนนา และแฟรงก์เฟิร์ต หลังพบโดรนปริศนาลอยเข้าใกล้น่านฟ้า

โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมการบินสั่งระงับเที่ยวบินขาออกทั้งหมดทันที และเร่งประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกลางเพื่อสอบสวนต้นตอและที่มาของโดรนดังกล่าว

ด้านโฆษกตำรวจกลาง สเตฟาน ไบเออร์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อท้องถิ่นว่าขณะเกิดเหตุเป็นช่วงเวลากลางคืน ทำให้ยังไม่สามารถยืนยันประเภท ขนาด หรือที่มาของโดรนได้แน่ชัด โดยโดรนถูกพบครั้งแรกเวลา 21.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น และถูกพบอีกครั้งหนึ่งชั่วโมงต่อมา จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีการยืนยันว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลัง

ขณะที่สนามบินมิวนิกเปิดเผยว่า มีการจัดเตียงสนาม ผ้าห่ม น้ำดื่ม และอาหารว่างให้ผู้โดยสารหลายพันคนที่ติดค้างภายในอาคารผู้โดยสารตลอดทั้งคืน

ความวุ่นวายครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นครมิวนิกกำลังจัดงาน เทศกาลเบียร์ “Oktoberfest” ซึ่งถือเป็นเทศกาลใหญ่ระดับโลก มีนักท่องเที่ยวกว่า 6 ล้านคนเข้าร่วมในแต่ละปี โดยเทศกาลจะสิ้นสุดในวันที่ 5 ตุลาคมนี้

เหตุการณ์ที่สนามบินมิวนิกเป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวล่าสุดที่หลายประเทศในยุโรปต้องเผชิญกับโดรนปริศนาใกล้สนามบินและพื้นที่ทหาร ก่อนหน้านี้ สนามบินในโคเปนเฮเกนและออสโลก็ต้องปิดให้บริการชั่วคราวเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ มีกรณีที่ โดรนรัสเซีย 20 ลำ รุกล้ำน่านฟ้าโปแลนด์ และเครื่องบินรบ MiG-31 ของรัสเซียถูกกล่าวหาว่าเข้าสู่น่านฟ้าเอสโตเนีย แม้รัสเซียจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ถึงกับหัวเราะเยาะข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นผู้สั่งการโจมตีโดรนต่อเดนมาร์ก

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ปิดสนามบินมิวนิก

เผยชื่อผู้ก่อเหตุโจมตีโบสถ์ยิวในแมนเชสเตอร์ คร่าชีวิต 2 ศพ เป็นชาวอังกฤษเชื้อสายซีเรีย

เผยชื่อผู้ก่อเหตุโจมตีโบสถ์ยิวในแมนเชสเตอร์ คร่าชีวิต 2 ศพ เป็นชาวอังกฤษเชื้อสายซีเรีย

3 ต.ค. 2568 09:04 น.

เผยชื่อผู้ก่อเหตุโจมตีโบสถ์ยิวในแมนเชสเตอร์ คร่าชีวิต 2 ศพ เป็นชาวอังกฤษเชื้อสายซีเรีย

ตำรวจแมนเชสเตอร์เผยตัวตนผู้ก่อเหตุโจมตีโบสถ์ยิว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บอีก 3 คนแล้ว โดยเป็นชายวัย 35 ปี สัญชาติอังกฤษเชื้อสายซีเรีย

ผู้ก่อเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้คือนาย จิฮาด อัล-ชามี ชายสัญชาติอังกฤษเชื้อสายซีเรีย วัย 35 ปี โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า อัล-ชามีได้ขับรถพุ่งชนผู้คนที่อยู่ด้านนอกโบสถ์ ก่อนลงจากรถและใช้มีดทำร้ายผู้ที่อยู่ในพื้นที่ โดยขณะเกิดเหตุเป็นช่วงพิธียมคิปปูร์ หรือวันสำคัญที่สุดในปฏิทินศาสนายิว ทำให้มีผู้คนอยู่จำนวนมาก ซึ่งตำรวจที่เข้าถึงจุดเกิดเหตุในเวลาไม่ถึง 10 นาที ได้วิสามัญผู้ก่อเหตุในที่เกิดเหตุทันที 

รายงานระบุว่าผู้เสียชีวิตทั้งสองเป็นชาวยิวที่มาร่วมพิธี ขณะที่ผู้บาดเจ็บ 3 คน ได้แก่ ผู้ที่ถูกแทง 1 คน, ผู้ที่ถูกรถชน 1 คน และอีก 1 คนที่ได้รับบาดเจ็บระหว่างเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์

ด้านตำรวจแมนเชสเตอร์ (GMP) ยืนยันว่า เหตุการณ์นี้ถูกจัดให้เป็น “เหตุก่อการร้าย” และได้จับกุมผู้ต้องสงสัยเพิ่มเติมอีก 3 ราย ได้แก่ ชาย 2 คน อายุราว 30 ปี และหญิงวัย 60 ปี ในข้อหาเกี่ยวข้องกับการเตรียมการหรือสนับสนุนการก่อการร้ายนอกจากนี้ เจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ก่อเหตุสวมอุปกรณ์ที่ดูคล้ายเสื้อระเบิด แต่ตรวจสอบภายหลังพบว่าเป็นเพียงของปลอม

ขณะที่นายกรัฐมนตรี เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ ประณามเหตุการณ์ดังกล่าวว่าเป็นการโจมตีด้วยเหตุแห่งความเกลียดชังชาวยิว พร้อมสั่งเพิ่มกำลังตำรวจคุ้มกันโบสถ์ยิวทั่วประเทศ และกล่าวยืนยันกับชุมชนชาวยิวว่ารัฐบาลจะทำทุกวิถีทางเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยที่ประชาชนสมควรได้รับ

ด้าน เซอร์เอฟราอิม เมอร์วิส หัวหน้าแรบบีของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึงกระแสความเกลียดชังยิวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในท้องถนน มหาวิทยาลัย สื่อสังคมออนไลน์ และที่อื่น ๆ

นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ซาดิก ข่าน ประกาศเพิ่มการลาดตระเวนรอบโบสถ์ยิวในกรุงลอนดอนอย่างเข้มงวด ขณะที่ แอนดี้ เบิร์นแฮม นายกเทศมนตรีเมืองแมนเชสเตอร์ ยืนยันว่านี่คือการโจมตีที่น่าสะพรึงและต่อต้านยิวโดยตรง และชุมชนแมนเชสเตอร์จะไม่ทนต่อการก่อการร้ายเช่นนี้

นายอัล-ชามี ผู้ก่อเหตุเกิดในซีเรียและเข้ามาอยู่ในสหราชอาณาจักรตั้งแต่ยังเด็ก ก่อนจะได้รับสัญชาติอังกฤษเมื่อปี 2006 ขณะเป็นผู้เยาว์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าไม่เคยมีข้อมูลว่าเขาถูกส่งเข้าสู่โครงการต่อต้านการก่อการร้ายมาก่อน

พยานเล่าว่า ในขณะที่เหตุโจมตีเกิดขึ้น แรบบี แดเนียล วอล์กเกอร์ ซึ่งเป็นผู้นำพิธี ได้ปิดประตูโบสถ์และนำผู้เข้าร่วมไปยังที่ปลอดภัย ขณะที่ทีมรักษาความปลอดภัยและตำรวจทำงานอย่างรวดเร็ว จนสามารถป้องกันไม่ให้ผู้ก่อเหตุเข้าไปถึงภายในโบสถ์ ซึ่งอาจทำให้เกิดโศกนาฏกรรมเลวร้ายกว่านี้.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เหตุโจมตีชาวยิว

เผยเกาหลีเหนือเตรียมซ้อมใหญ่ สวนสนามกองทัพฉลอง 80 ปีพรรคแรงงาน

เผยเกาหลีเหนือเตรียมซ้อมใหญ่ สวนสนามกองทัพฉลอง 80 ปีพรรคแรงงาน

3 ต.ค. 2568 07:25 น.

เผยเกาหลีเหนือเตรียมซ้อมใหญ่ สวนสนามกองทัพฉลอง 80 ปีพรรคแรงงาน

เผยกองทัพเกาหลีเหนือกำลังมีการเคลื่อนไหวเตรียมจัดการสวนสนามกองทัพ พาเหรดทางทหารครั้งใหญ่ คาดอาจมีขึ้นในวาระครบรอบ 80 ปี พรรคแรงงาน 10 ตุลาคมนี้

วันที่ 2 ตุลาคม 2568  สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ทางกองทัพเกาหลีใต้ยืนยันว่า เกาหลีเหนือมีความเคลื่อนไหวเตรียมจัดพาเหรดทางทหารขนาดใหญ่ เพื่อต้อนรับการครบรอบ 80 ปีการก่อตั้งพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ ในวันที่ 10 ตุลาคมที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นวันสำคัญที่เกาหลีเหนือมักจัดงานใหญ่ โดยเฉพาะครบรอบปีที่ลงท้ายด้วยเลขศูนย์หรือห้า

พันโท อี ซองจุน โฆษกเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ ระบุว่ามีสัญญาณการเตรียมการที่อาจเกี่ยวข้องกับประชาชนหลายหมื่นคน รวมถึงการเคลื่อนย้ายยานพาหนะและยุทโธปกรณ์บางส่วน โดยกองทัพเกาหลีใต้กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ เกาหลีเหนืออาจเลือกจัดพาเหรดในเวลากลางคืน ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะเริ่มก่อนหรือหลังเที่ยงคืน ขณะที่นักวิเคราะห์บางรายคาดว่า อาจมีการนำขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ “ฮวาซอง-20” ออกมาแสดง หรืออาจทดสอบยิงเพื่ออวดศักยภาพในช่วงครบรอบนี้.

ตะลึง ทีมนักขุดค้นพบสมบัติซากเรือสเปนโบราณอัปปางนอกชายฝั่งฟลอริดาพบเหรียญทอง–เงินกว่า 1,000 เหรียญ

ตะลึง ทีมนักขุดค้นพบสมบัติซากเรือสเปนโบราณอัปปางนอกชายฝั่งฟลอริดาพบเหรียญทอง–เงินกว่า 1,000 เหรียญ

3 ต.ค. 2568 05:19 น.

ตะลึง ทีมนักขุดค้นพบสมบัติซากเรือสเปนโบราณอัปปางนอกชายฝั่งฟลอริดาพบเหรียญทอง–เงินกว่า 1,000 เหรียญ

ทีมนักขุดค้นสมบัติสหรัฐฯ เจอเหรียญทอง–เงินกว่า 1,000 เหรียญ จากซากเรืออับปางสเปนเมื่อกว่า 300 ปีก่อน บริเวณชายฝั่ง “Treasure Coast” ฟลอริดา คิดเป็นมูลค่าประมาณ 37 ล้านบาท

วันที่ 2 ต.ค. 2568 บริษัทกู้ซากเรือโบราณ “1715 Fleet-Queens Jewels LLC” ของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ว่า ทีมงานสามารถกู้สมบัติจากซากเรือสเปนโบราณที่อับปางนอก “ชายฝั่งมหาสมบัติ” (Treasure Coast) ในรัฐฟลอริดา ได้มูลค่ารวมราว 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 37 ล้านบาท 

โดยระบุว่า สมบัติที่ค้นพบประกอบด้วยเหรียญเงินและทองคำมากกว่า 1,000 เหรียญ ซึ่งมีทั้งวันที่และตราประทับของโรงกษาปณ์บางแห่งปรากฏชัดเจน ขณะที่การกู้สมบัติเสร็จสิ้นมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่เพิ่งมีการเปิดเผยข่าวดีในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ เหตุเรืออับปางเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2258 หลังพายุเฮอริเคนลูกใหญ่พัดถล่มกองเรือสเปน ทำให้สมบัติถูกกลืนหายไปในท้องทะเลนานนับศตวรรษ โดยบริเวณชายฝั่งตะวันออกของฟลอริดาที่พบสมบัติ เรียกกันว่า “ชายฝั่งแห่งสมบัติ”  และเป็นแหล่งที่นักล่าสมบัติค้นหากันมานานหลายชั่วอายุคน.

ภัตตาคารหรูในสวีเดนทำ “อาหารเป็นพิษ” ป่วย 85 ราย พบ 4 รายอาการรุนแรงติดเชื้อในกระแสเลือด

ภัตตาคารหรูในสวีเดนทำ "อาหารเป็นพิษ" ป่วย 85 ราย พบ 4 รายอาการรุนแรงติดเชื้อในกระแสเลือด

3 ต.ค. 2568 04:49 น.

ภัตตาคารหรูในสวีเดนทำ “อาหารเป็นพิษ” ป่วย 85 ราย พบ 4 รายอาการรุนแรงติดเชื้อในกระแสเลือด

สวีเดนผวา เหตุอาหารปนเปื้อนแบคทีเรีย “ลิสทีเรีย” ในร้านอาหารหรู ในกรุงสตอกโฮล์ม พบผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 85 ราย มี 4 รายอาการหนักถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด ร้านสั่งปิดชั่วคราว พร้อมประกาศขอโทษลูกค้า

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 สำนักงานสาธารณสุขท้องถิ่นของสวีเดน เปิดเผยว่า เกิดเหตุอาหารเป็นพิษระบาดในร้านอาหารหรู “Coco & Carmen” ย่านออสเตอร์มัลม์ ใจกลางกรุงสตอกโฮล์ม ส่งผลให้มีผู้ป่วยอย่างน้อย 85 ราย ขณะนี้อยู่ระหว่างติดตามอาการและสอบสวนโรค

ทางการระบุว่า เชื้อแบคทีเรีย ลิสทีเรีย อาจก่อให้เกิดโรคร้ายแรงอย่างลิสทีรีโอซิส โดยมีผู้ป่วย 4 ราย อาการรุนแรงขึ้นจนถึงขั้นติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis) แต่ทั้งหมดอาการทรงตัว ยังไม่จำเป็นต้องเข้ารักษาในห้องไอซียู ในขณะที่เจ้าหน้าที่ได้ขยายการสอบสวนโรค ครอบคลุมลูกค้าที่รับประทานอาหารในร้านระหว่างวันที่ 23–27 ก.ย. โดยมีการติดต่อไปยังลูกค้าราว 400 คนเพื่อเฝ้าระวังอาการ พร้อมแนะนำผู้ที่ยังมีอาการ อาทิ ไข้ อาเจียน หรือท้องเสีย ให้รีบไปตรวจที่โรงพยาบาล

ทางด้านเจ้าของร้าน “Coco & Carmen” ออกแถลงการณ์ขอโทษลูกค้า และยืนยันว่าให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ พร้อมปิดร้านชั่วคราวเพื่อสอบสวนหาสาเหตุ โดยตั้งเป้าเปิดให้บริการอีกครั้งในวันที่ 7 ต.ค.

ทั้งนี้ ลิสทีเรีย เป็นแบคทีเรียที่พบทั่วไปในดิน น้ำ และสัตว์ มักปนเปื้อนอาหารที่เก็บในอุณหภูมิเย็นเป็นเวลานาน อาการทั่วไปมักคล้ายไข้หวัดหรือลำไส้อักเสบ แต่ในบางรายอาจรุนแรงจนเกิดเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้ และมีความเสี่ยงสูงต่อหญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง. 

ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

3 ต.ค. 2568 04:13 น.

ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

ยอดตายแผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ พุ่งเป็น 72 ศพ มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 294 ราย ประชาชนได้รับผลกระทบ 47,221 ครัวเรือน สาหัสที่สุดในรอบ 12 ปี

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 คณะกรรมการจัดการและลดความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติฟิลิปปินส์ รายงานยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว ขนาด 6.9  ในจังหวัดเซบู ทางตอนกลางของประเทศ เมื่อเวลา 21.59 น. ของวันอังคารที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเป็น 72 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 294 ราย

โดยมีผู้เสียชีวิต 30 ศพในเมืองโบโก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด ส่วนที่เหลืออยู่ในเมืองซานเรมิจิโอ 22 ศพ ในเมืองเมเดยิน 12 ศพ เมืองตาโบกอน 5 ศพ และโซกอด ตาบูเอลัน และบอร์บอนเมืองละ 1 ศพ ทางการระบุว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดอยู่ในเขตวิซายัสตอนกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบหนักสุด สถานการณ์ซ้ำเติมด้วยฝนที่ตกเป็นระยะๆ สะพานและถนนหลายสายได้รับความเสียหาย ทำให้การเข้าถึงพื้นที่ประสบภัยและการค้นหาช่วยเหลือผู้รอดชีวิตทำได้ล่าช้า

รายงานยังระบุว่ามีประชาชนได้รับผลกระทบ 47,221 ครัวเรือน หรือคิดเป็น 170,959 คน ส่งผลให้รัฐบาลประจำเซบูประกาศให้ทั้งจังหวัดอยู่ในภาวะภัยพิบัติ และยังมีโครงสร้างพื้นฐานเสียหาย 87 แห่ง พร้อมด้วยบ้านเรือนอีก 597 หลัง

ทั้งนี้ ฟิลิปปินส์เผชิญโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ หลังเหตุแผ่นดินไหวแมกนิจูด 6.9 ที่นอกชายฝั่งเมืองเซบู เมื่อค่ำวันอังคารที่ 30 กันยายน  หน่วยเฝ้าระวังแผ่นดินไหวระบุ จุดศูนย์กลางอยู่ลึกเพียง 10 กิโลเมตร และยังเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาหลายครั้ง โดยครั้งแรงสุดวัดได้แมกนิจูด 6 แต่ยืนยันว่าไม่มีความเสี่ยงสึนามิ โดยเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ ถือเป็นภัยพิบัติร้ายแรงที่สุดของฟิลิปปินส์นับตั้งแต่ปี 2556 .

เกิดเหตุโจมตี “ธรรมศาลา” ศาสนสถานของชาวยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ เสียชีวิต 3 ศพ

เกิดเหตุโจมตี "ธรรมศาลา" ศาสนสถานของชาวยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ เสียชีวิต 3 ศพ

2 ต.ค. 2568 22:48 น.

เกิดเหตุโจมตี “ธรรมศาลา” ศาสนสถานของชาวยิวในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ เสียชีวิต 3 ศพ

เกิดเหตุโจมตี “ธรรมศาลา” ศาสนสถานของชาวยิว ในเมืองแมนเชสเตอร์ ของอังกฤษ โดยเหตุเกิดในวันยมคิปปูร์ วันสำคัญของชาวยิว ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บหลายราย ตร.เปิดสอบสวนเป็นคดีก่อการร้าย 

วันที่ 2 ตุลาคม 2568  ตำรวจอังกฤษได้รับแจ้งเหตุชายคนร้ายก่อเหตุรุนแรงด้านหน้า ธรรมศาลา (synagogue) “เฮตันปาร์ก ฮีบรู คองเกรเกชัน” ในเขตครัมป์ซอล ทางเหนือของเมืองแมนเชสเตอร์ โดยผู้ก่อเหตุขับรถพุ่งชนกลุ่มคน ก่อนลงมาทำร้ายด้วยอาวุธมีด ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงวิสามัญชายผู้ต้องสงสัย ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 3 ศพ ได้แก่ เหยื่อ 2 ศพ และตัวผู้ก่อเหตุ  ส่วนผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 4 ราย ถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการสาหัส

ตำรวจระบุว่า ได้ใช้ปฏิบัติการ “Plato” สำหรับรับมือกรณีการโจมตีแบบก่อการร้ายร้ายแรง พร้อมส่งหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบพื้นที่ เนื่องจากมีความกังวลว่าจะมีอุปกรณ์ระเบิดซุกซ่อนอยู่

ทางด้านนายเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ตัดสินใจยกเลิกภารกิจการประชุมสุดยอดการเมืองยุโรป ที่กรุงโคเปนเฮเกน ของเดนมาร์ก และรีบเดินทางกลับลอนดอนทันที เพื่อเข้าร่วมประชุมฉุกเฉินรับมือสถานการณ์ โดยประกาศจะเพิ่มกำลังตำรวจคุ้มกันธรรมศาลาและชุมชนชาวยิวทั่วประเทศ

โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า ตกใจและสลดใจอย่างยิ่ง เนื่องจากเหตุเกิดในวัน ยมคิปปูร์ วันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวยิว ยิ่งทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้เลวร้ายกว่าที่เคย ขณะที่ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงออกแถลงการณ์แสดงความเสียพระทัยอย่างสุดซึ้ง

ด้านชาวบ้านในพื้นที่ต่างให้สัมภาษณ์ด้วยความตกใจ หลายคนเผยว่าเป็นย่านที่ผู้คนหลากหลายศาสนาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเหตุรุนแรงเช่นนี้ ขณะเดียวกัน สภามุสลิมแห่งสหราชอาณาจักรออกแถลงการณ์ประณามการก่อการร้ายครั้งนี้โดยเด็ดขาด

ทางด้านสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหราชอาณาจักร ออกแถลงการณ์ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น การโจมตีอันน่าชิงชังและสร้างความสะเทือนใจอย่างยิ่ง.

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

2 ต.ค. 2568 22:21 น.

“เบน สมิธ” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง

“เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์” ร่อนแถลงการณ์ซัดตกเป็นเหยื่อขบวนการจ้องทำลายชื่อเสียง ยืนยันประกอบอาชีพสุจริต ไม่เคยมีความผิดทางอาญาตามที่ถูกกล่าวหา ประกาศฟ้องเพื่อปกป้องชื่อเสียงตัวเอง ครอบครัวและธุรกิจ

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 2 ตุลาคม 2568 นาย Benjamin Mauerberger (เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์) หรือ “เบน สมิธ” ได้ออกแถลงการณ์เป็นภาษาไทย ความยาว 2 หน้ากระดาษครึ่ง มีใจความโดยสรุปว่า ตลอดระยะเวลาช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ตนและครอบครัว พร้อมหุ้นส่วนทางธุรกิจตกเป็นเหยื่อของกระบวนการโจมตีเพื่อทำลายชื่อเสียงจากนักข่าวต่างประเทศรายหนึ่ง และมีการขยายต่อไปยังสื่ออื่น เพื่อพยายามทำลายชื่อเสียงโดยการกล่าวหาด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จและบิดเบือน เป็นการโจมตีที่มีเจตนาร้ายอย่างชัดเจน โดยพยายามฉายภาพให้ประชาชนเห็นว่าตนเป็นอาชญากรหนีคดี และสื่อความว่าในชีวิตและอาชีพการงานของตน มาจากการฟอกเงิน การค้ามนุษย์ และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ คำกล่าวอ้างดังกล่าวเป็นการกุเรื่องอันแสนต่ำช้าสามานย์ โดยไม่มีความจริงหรือหลักฐานใด ๆ

ยันไม่เคยมีคดีอาญา

นาย Benjamin กล่าวด้วยว่า “ผมไม่เคยเป็นผู้ทำความผิดทางอาญาหรือเป็นอาชญากรหนีคดีตามที่มีการกล่าวอ้างอย่างผิดๆ การกล่าวหาทั้งหมดมิได้มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน โดยเฉพาะคดีที่ประเทศ New Zealand ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผมเริ่มทำงานนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้สืบสวนสอบสวนแล้วและได้ข้อสรุปแล้วว่าไม่ใช่เป็นการกระทำความผิดทางอาญา”

ในบรรดาข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จ มีข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุดได้แก่ข้อกล่าวหาที่ว่าตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟอกเงิน แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และการค้ามนุษย์ในประเทศกัมพูชา “ผมขอยืนยันว่าผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องที่ถูกกล่าวหานั้น ไม่ว่าทั้งในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ทั้งหมดล้วนเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริง ส่วนกรณีที่เกี่ยวกับการเสนอขายหุ้นของ Tiantian Ventures ซึ่งได้มีการตรวจสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) นั้น ผมขอยืนยันว่าผมไม่มีความเกี่ยวข้องกับ Tiantian Ventures บุคคลที่ปรากฏในภาพถ่ายต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในสื่อไม่ใช่ผม และผมไม่ใช่บุคคลที่ถูกกล่าวโทษโดยสำนักงาน ก.ล.ต. เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด”

โวยตกเป็นเหยื่อทางการเมือง

นาย Benjamin ยังกล่าวอีกว่า “วันนี้ ผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมกำลังตกเป็นเหยื่อทางการเมืองที่มีการใช้วิธีการที่สกปรกเพื่อที่จะโจมตีบุคคลอื่น โดยมีผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมเป็นเครื่องมือ ผมขอยืนยันว่าผมเป็นพลเมืองที่เคารพและปฏิบัติตามกฎหมายของทุก ๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ผมพำนักอาศัย เดินทาง หรือทำธุรกิจ ผมรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่เป็นผู้ค้าและประกอบธุรกิจในประเทศไทย” ขอยืนยันว่าได้ทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ด้วยความรับผิดชอบ และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ

ชี้มุ่งโจมตีโดยไม่มีหลักฐาน

“ในช่วงเวลาไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา สื่อมวลชนต่างประเทศรายนี้ได้เผยแพร่ข้อความกว่า 130 ครั้ง โดยส่วนใหญ่เป็นการมุ่งโจมตีผม อย่างต่อเนื่องแทนที่จะเป็นการรายงานข่าวในลักษณะเชิงสืบสวน การรายงานข่าวในลักษณะเช่นนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงลักษณะของกระบวนการโจมตีเพื่อทำลายชื่อเสียง ซึ่งปราศจากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมใด ๆ รองรับโดยสิ้นเชิง”  นอกจากนี้ ยังได้นำหนังสือเดินทางของตนซึ่งเป็นเอกสารส่วนบุคคลไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการละเมิดความเป็นส่วนตัวและอาจทำให้ตนเสี่ยงอาจถูกโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลหรือมีการนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในทางมิชอบ

ลั่นดำเนินคดีตามกฎหมาย

ด้วยเหตุนี้ จึงได้เริ่มต้นดำเนินการทางกฎหมายสื่อรายนี้และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องร่วมกันรับผิดชอบต่อสิ่งที่พวกเขาทำต่อหน้าศาลยุติธรรม พร้อมขอร้องให้องค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น ICIJ และ OCCRP ช่วยกันตรวจสอบกลไกการทำงานและบุคคลผู้ให้การสนับสนุนที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการให้ร้ายป้ายสีดังกล่าว เพื่อจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้วงการสื่อสารมวลชน ในช่วงเวลาที่ความน่าเชื่อถือของสื่อกำลังถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง

วิงวอนขอความเป็นธรรม

“ท้ายนี้ ผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมได้ร้องขอความเป็นธรรมต่อประชาชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสื่อมวลชนต่าง ๆ ให้ช่วยกันกลั่นกรองข้อเท็จจริงและคัดกรองข้อมูลก่อนที่จะมีการส่งต่อหรือนำเสนอต่อประชาชน เพื่อเป็นการปกป้องชื่อเสียงของผม ครอบครัวของผม และกิจการของผม หากยังคงมีการกระทำที่เป็นการคุกคามผม ครอบครัวของผม และกิจการของผม ต่อไป ผมขอสงวนสิทธิในการดำเนินคดีเพื่อปกป้องชื่อเสียงและผลประโยชน์ของผม ครอบครัวของผม และกิจการของผมต่อไป”

ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ “แมตโม” จ่อถล่มเกาะลูซอน

ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ "แมตโม" จ่อถล่มเกาะลูซอน

2 ต.ค. 2568 16:05 น.

ฟิลิปปินส์เตือนน้ำท่วมชายฝั่ง พายุ “แมตโม” จ่อถล่มเกาะลูซอน

ศูนย์พยากรณ์อากาศแห่งชาติฟิลิปปินส์ ได้ออกคำเตือนฉุกเฉินเมื่อวันพฤหัสบดี เกี่ยวกับอันตรายจากคลื่นพายุซัดฝั่ง ที่คาดว่าจะสูงระหว่าง 1.0 ถึง 3.0 เมตร ภายใน 36 ชั่วโมง ในพื้นที่ชายฝั่งที่ราบต่ำและเปราะบางทางตอนเหนือและตะวันออกของเกาะลูซอน

พายุโซนร้อนแมตโม กำลังเคลื่อนตัวด้วยความเร็วลม 75 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และคาดว่าจะทวีกำลังขึ้นเป็นพายุโซนร้อนกำลังแรง ก่อนจะพัดขึ้นฝั่งเกาะลูซอน ซึ่งเป็นเกาะหลักของประเทศ ในช่วงเช้าวันศุกร์

คลื่นพายุซัดฝั่งเกิดจากกระแสลมที่รุนแรงผลักดันปริมาณน้ำทะเลจำนวนมากเข้าสู่ชายฝั่ง ซึ่งมีศักยภาพที่จะก่อให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และการสูญเสียชีวิตได้

สื่อฟิลิปปินส์รายงานว่า ณ เวลา 16.00 น. ของวันนี้ (2 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น พายุดีเปรสชันเขตร้อนลูกดังกล่าว อยู่ห่างจากเมืองวีรัก จังหวัดกาตันดูอาเนส ไปทางตะวันออก 665 กิโลเมตร โดยขณะนี้มีความเร็วลม 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีลมกระโชกแรงสูงสุด 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือด้วยความเร็ว 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พายุแมตโมจะทวีกำลังแรงขึ้นจนถึงระดับพายุโซนร้อนรุนแรง ก่อนที่จะพัดขึ้นฝั่งบริเวณจังหวัดอิซาเบลาหรือออโรราตอนเหนือ ในช่วงเช้าหรือบ่ายวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น

แม้ว่าจะยังไม่มีคำสั่งอพยพอย่างเป็นทางการจากรัฐบาลในทันที แต่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนว่า พื้นที่คาดการณ์จะเกิดฝนตกหนัก และสภาพทะเลจะปั่นป่วนและ “มีความเสี่ยงสำหรับเรือทุกประเภท”

การมาถึงของพายุแมตโมเกิดขึ้นเพียงสามวันหลังจากที่ฟิลิปปินส์เพิ่งเผชิญกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.9 ที่บริเวณภาคกลาง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 72 ศพ และบ้านเรือนเกือบ 600 หลังถูกทำลาย ประชาชนหลายพันคนต้องนอนตามท้องถนนเพราะความหวาดกลัวอาฟเตอร์ช็อก

ประเทศฟิลิปปินส์เผชิญกับพายุโซนร้อนและพายุไต้ฝุ่นโดยเฉลี่ย 20 ลูกต่อปี ซึ่งมักจะเข้าถล่มพื้นที่ที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติและมีประชากรหลายล้านคนอาศัยอยู่ภายใต้ความยากจน

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพายุในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะทวีกำลังรุนแรงขึ้น เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ขับเคลื่อนโดยกิจกรรมของมนุษย์ โดยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พายุไต้ฝุ่นบัวลอย  ได้คร่าชีวิตผู้คนไป 37 ศพ และทำให้ประชาชน 400,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือนในภาคเหนือ และก่อนหน้านั้นในช่วงปลายเดือนกันยายน พายุไต้ฝุ่นรากาซา ก็ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 14 ศพ.

ที่มา ABS-CBN

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบ “สัญญาณชีวิต” ใต้ซากอาคารโรงเรียนถล่ม

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบ "สัญญาณชีวิต" ใต้ซากอาคารโรงเรียนถล่ม

2 ต.ค. 2568 14:36 น.

อินโดนีเซียไร้ปาฏิหาริย์ ไม่พบ “สัญญาณชีวิต” ใต้ซากอาคารโรงเรียนถล่ม

ปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากอาคารโรงเรียนประจำอิสลาม 2 ชั้น ที่เมืองซีโดอาร์โจ อินโดนีเซีย ซึ่งถล่มลงมาเมื่อวันจันทร์ ต้องเผชิญกับข่าวร้าย หลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยยืนยันว่าโดรนจับความร้อนไม่พบสัญญาณชีพใด ๆ เหลืออยู่ภายใต้ซากปรักหักพังอีกแล้ว แม้ก่อนหน้านี้จะได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือก็ตาม โดยมีนักเรียนยังสูญหายอีก 59 คน ท่ามกลางหัวใจที่แตกสลายของครอบครัวที่เฝ้ารอคอย

สำนักงานบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติ (BNBP) ของอินโดนีเซีย เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหายใต้ซากอาคารโรงเรียนประจำอิสลามในเมืองซีโดอาร์โจ  ไม่พบสัญญาณของชีวิตอีกต่อไปแล้ว

โรงเรียนแห่งนี้ ซึ่งมีนักเรียนส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นชายหลายร้อยคน ได้ถล่มลงมาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (29 ก.ย.)  ขณะที่อาคารกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ามีนักเรียนเสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน และบาดเจ็บประมาณ 100 คน

พลโท ซูฮาร์ยันโต ผู้อำนวยการ BNBP แถลงเมื่อบ่ายวันนี้ (2 ต.ค.) ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ใช้โดรนจับความร้อนในการตรวจสอบ แต่ไม่สามารถตรวจจับสัญญาณชีวิตใด ๆ จากใต้ซากปรักหักพังได้

“เมื่อคืนที่ผ่านมา เราเคลียร์พื้นที่เพื่อให้เกิดความเงียบ เราหวังว่าการใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อนจะช่วยให้เราได้ยินสัญญาณชีวิตบ้าง” พลโท ซูฮาร์ยันโต กล่าว พร้อมสรุปว่า “ในทางวิทยาศาสตร์ เราไม่พบสัญญาณชีวิต”

ก่อนหน้านี้เมื่อวันพุธ ทางการเคยระบุว่า ยังคงได้ยินเสียงร้องไห้และเสียงตะโกน มาจากใต้ซากอาคาร ทำให้เกิดความหวังในการค้นหาผู้รอดชีวิต

การกู้ภัยเป็นไปอย่างยากลำบากเนื่องจากโครงสร้างอาคารไม่มั่นคง เพื่อลดความเสี่ยงจากการถล่มซ้ำ ทางการจึงตัดสินใจยกระดับปฏิบัติการเข้าสู่ “ขั้นตอนต่อไป” คือ การใช้เครื่องจักรกลหนักเพื่อเคลื่อนย้ายแผ่นคอนกรีตขนาดใหญ่ โดยจะใช้วิธีเครนยก หรือตัดคอนกรีตให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ

ในขณะนี้ มีผู้ยังคงติดอยู่ใต้ซากอาคาร 59 คน ขณะที่ตัวเลขมีการเปลี่ยนแปลงตลอดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ครอบครัวของนักเรียนต่างเฝ้ารออยู่ที่โรงเรียน หลายคนหลั่งน้ำตาแต่ยังคงมีความหวังริบหรี่

BNBP ระบุว่า สาเหตุของการถล่มคือ ฐานรากของอาคารไม่มั่นคงและไม่สามารถรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจากการที่โรงเรียนกำลังต่อเติมเพิ่มอีก 2 ชั้น และผู้ว่าการเมืองซีโดอาร์โจเปิดเผยว่า ฝ่ายบริหารของโรงเรียนไม่ได้รับใบอนุญาตในการต่อเติมเพิ่มชั้นอาคารดังกล่าว. 

ที่มา BBC