“อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

 "อีลอน มัสก์" ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

2 ต.ค. 2568 12:23 น.

“อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเทสลา สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ หลังมูลค่าทรัพย์สินสุทธิพุ่งทะลุ 500,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16.22 ล้านล้านบาท) เป็นคนแรกของโลก โดยความมั่งคั่งนี้มาจากการทะยานขึ้นของมูลค่าบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าเทสลา และบริษัทอื่น ๆ ในเครือ ทั้ง xAI และสเปซเอ็กซ์

นิตยสารฟอร์บส์ รายงานดัชนีมหาเศรษฐีเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า มูลค่าทรัพย์สินสุทธิของ อีลอน มัสก์ ได้พุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 500,100 ล้านดอลลาร์ ก่อนที่จะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่กว่า 499,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ที่มีความมั่งคั่งเกิน 500,000 ล้านดอลลาร์

ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำสถานะของมัสก์ในฐานะ บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยทิ้งห่างคู่แข่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปอย่างมาก โดยอันดับสองในดัชนีของฟอร์บส์ คือ แลร์รี แอลลิสัน ผู้ก่อตั้ง ออราเคิล ซึ่งมีทรัพย์สินประมาณ 350,700 ล้านดอลลาร์ (ราว 11.38 ล้านล้านบาท)

ความมั่งคั่งมหาศาลของมัสก์มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับสัดส่วนการถือหุ้นในเทสลา ที่มีอยู่กว่า 12% โดยราคาหุ้นของบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าแห่งนี้ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้ โดยเฉพาะเมื่อสิ้นสุดการซื้อขายในนิวยอร์กเมื่อวันพุธ ราคาหุ้นเทสลาปรับตัวสูงขึ้นกว่า 3.3% และเพิ่มขึ้นรวมแล้วกว่า 20% ในปีนี้

นักลงทุนต่างตอบรับในเชิงบวกกับการที่มัสก์หันมาให้ความสำคัญกับบริษัทของเขามากขึ้น แทนที่จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการเมืองเหมือนช่วงต้นปีที่ผ่านมา ที่เขาเคยถูกวิจารณ์จากบทบาทในคณะกรรมการของรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งมีหน้าที่ลดการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ

นอกจากเทสลาแล้ว มูลค่าของบริษัทอื่น ๆ ในเครือของมัสก์ก็พุ่งสูงขึ้นเช่นกันในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ได้แก่ xAI บริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ และสเปซเอ็กซ์ บริษัทจรวดและเทคโนโลยีอวกาศ

เมื่อเดือนที่แล้ว มัสก์ได้ประกาศว่าเขาเข้าซื้อหุ้นเทสลา มูลค่าประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งนักลงทุนมองว่าเป็นการแสดงความเชื่อมั่นในบริษัทอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารของเทสลายังเคยกล่าวไว้ว่า มัสก์อาจได้รับแพ็กเกจค่าตอบแทนที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากเขาสามารถทำตามเป้าหมายที่ทะเยอทะยานหลายข้อได้สำเร็จในทศวรรษหน้า เช่น การเพิ่มมูลค่าของเทสลาให้เป็นแปดเท่า, การขายหุ่นยนต์ AI จำนวน 1 ล้านตัว และรถยนต์เทสลาอีก 12 ล้านคัน

ปัจจุบันเทสลากำลังอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นธุรกิจด้าน AI และหุ่นยนต์ ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดจากผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายอื่น เช่น BYD ของจีน.

ที่มา BBC

ทำเนียบขาวเตือน เลิกจ้าง จนท.รัฐ “กำลังจะเกิดขึ้น” ภายใน 2 วัน หลังวิกฤตชัตดาวน์ยืดเยื้อ

ทำเนียบขาวเตือน เลิกจ้าง จนท.รัฐ  "กำลังจะเกิดขึ้น" ภายใน 2 วัน หลังวิกฤตชัตดาวน์ยืดเยื้อ

2 ต.ค. 2568 11:41 น.

ทำเนียบขาวเตือน เลิกจ้าง จนท.รัฐ “กำลังจะเกิดขึ้น” ภายใน 2 วัน หลังวิกฤตชัตดาวน์ยืดเยื้อ

ทำเนียบขาวประกาศว่า สหรัฐฯ เตรียมปลดเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางจำนวนมากภายใน 2 วัน หากยังไม่มีข้อตกลงยุติภาวะชัตดาวน์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 7 ปี ขณะที่ทั้งพรรครีพับลิกันและเดโมแครตยังคงโยนความผิดให้กันและกัน

การปิดหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ หรือ “ชัตดาวน์” ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 ต.ค.) หลังเส้นตายที่สมาชิกรีพับลิกันและเดโมแครตในสภาคองเกรสไม่สามารถตกลงแผนการใช้จ่ายงบประมาณใหม่ได้

ในการแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อบ่ายวันพุธ รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ ได้เข้าร่วมการแถลงข่าวพร้อมกับ แคโรลีน ลีวิตต์ โฆษกประจำทำเนียบขาว โดยได้กล่าวโทษพรรคเดโมแครตว่ากำลังเล่นเกมการเมือง ลีวิตต์ กล่าวเตือนว่า การเลิกจ้างเจ้าหน้าที่รัฐบาลครั้งใหญ่ กำลังจะเกิดขึ้นภายในสองวัน “บางครั้งคุณต้องทำในสิ่งที่คุณไม่อยากทำ” เธอกล่าว พร้อมเสริมว่า “เดโมแครตทำให้เราต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้”

ด้านรองประธานาธิบดี แวนซ์ กล่าวว่า “หากพวกเขากังวลมากเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวอเมริกัน และพวกเขาก็ควรจะกังวล สิ่งที่พวกเขาควรทำคือการเปิดหน่วยงานรัฐบาลใหม่ ไม่ใช่มาบ่นเกี่ยวกับวิธีที่เราดำเนินการ”

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการปิดหน่วยงานครั้งนี้จะส่งผลกระทบต่อพนักงานรัฐบาลกลางที่ไม่จำเป็น ประมาณ 40% หรือราว 750,000 คน ให้ต้องถูกพักงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งคาดว่าจะมีขนาดใหญ่กว่าการปิดหน่วยงานในปี 2561

พรรคเดโมแครตต้องการการรับประกันเรื่องงบประมาณด้านการดูแลสุขภาพ สำหรับชาวอเมริกันที่มีรายได้น้อย ก่อนที่จะตกลงเรื่องแผนการใช้จ่าย พวกเขาอ้างว่าความพยายามในการเจรจาต่อรองกับพรรครีพับลิกันเกี่ยวกับผลประโยชน์ด้านสุขภาพยังไม่ประสบความสำเร็จ

พรรครีพับลิกัน: ซึ่งควบคุมทั้งสองสภาแต่ไม่มีเสียง 60 เสียงที่จำเป็นในการผ่านร่างกฎหมายงบประมาณ ต้องการใช้มาตรการชั่วคราว เพื่อให้รัฐบาลเปิดทำการไปจนถึงกลางเดือนพฤศจิกายน โดยใช้เงินทุนในระดับปัจจุบัน

วุฒิสมาชิก จอห์น ทูน จากรีพับลิกัน ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา กล่าวว่า “มันไม่ใช่เรื่องว่าใครแพ้หรือใครชนะ หรือใครจะถูกตำหนิ มันเกี่ยวกับชาวอเมริกัน และเดโมแครต ได้จับชาวอเมริกันเป็นตัวประกันในแบบที่พวกเขาคิดว่าได้ประโยชน์ทางการเมือง” พรรครีพับลิกันยังอ้างว่าการขยายสวัสดิการสุขภาพที่เดโมแครตต้องการจะทำให้ผู้เสียภาษีต้องเสียเงินมากขึ้น และเป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เพื่อจัดการกับความซับซ้อนในยุคโควิด-19 ที่ปัจจุบันไม่มีอีกแล้ว

ในขณะนี้ มีการคาดการณ์ว่าเจ้าหน้าที่ที่มีความจำเป็น เช่น เจ้าหน้าที่ชายแดนและทหาร อาจถูกบังคับให้ทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างไปก่อน แต่ในอดีตเจ้าหน้าที่เหล่านี้มักจะได้รับเงินย้อนหลังเมื่อรัฐบาลเปิดทำการอีกครั้ง คาดว่าจะมีการลงมติอีกครั้งสำหรับร่างกฎหมายงบประมาณระยะสั้นที่พรรครีพับลิกันเสนอในวันศุกร์นี้ แต่ก็มีสัญญาณน้อยมากที่บ่งชี้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพร้อมที่จะประนีประนอมในเวลานี้.

ที่มา BBC

อิสราเอลสกัดเรือช่วยกาซา 13 ลำ รวบ “เกรตา ทุนเบิร์ก” บนเรือ นานาชาติร่วมประณาม

อิสราเอลสกัดเรือช่วยกาซา 13 ลำ รวบ "เกรตา ทุนเบิร์ก" บนเรือ นานาชาติร่วมประณาม

2 ต.ค. 2568 10:55 น.

อิสราเอลสกัดเรือช่วยกาซา 13 ลำ รวบ “เกรตา ทุนเบิร์ก” บนเรือ นานาชาติร่วมประณาม

ผู้จัดขบวนเรือ ได้เปิดเผยว่า กองทัพอิสราเอลได้เข้าสกัดขบวนเรือจำนวน 13 ลำ ที่บรรทุกนักเคลื่อนไหวและสิ่งของบรรเทาทุกข์ เพื่อมุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซา ซึ่งเป็นพื้นที่สงครามที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ยังมีเรืออีก 30 ลำ ที่ยังคงเดินหน้าไปยังกาซา

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล ได้เผยแพร่วิดีโอผ่านบัญชี X ที่ได้รับการยืนยันโดยสำนักข่าวรอยเตอร์ส เผยให้เห็นภาพของ เกรตา ทุนเบิร์ก นักรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้โดยสารที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของขบวนเรือนี้ กำลังนั่งอยู่บนดาดฟ้าเรือล้อมรอบไปด้วยทหาร

กระทรวงต่างประเทศอิสราเอลระบุว่า “เรือหลายลำของขบวนเรือ ‘ฮามาส-ซูมุด’ ถูกสกัดอย่างปลอดภัย และผู้โดยสารถูกนำตัวไปยังท่าเรืออิสราเอล” พร้อมยืนยันว่า “เกรตาและเพื่อนของเธอปลอดภัย 

กองเรือ Global Sumud Flotilla ซึ่งบรรทุกยาและอาหารไปยังกาซา ประกอบด้วยเรือพลเรือนกว่า 40 ลำ พร้อมด้วยผู้โดยสารประมาณ 500 คน ซึ่งรวมถึง สมาชิกรัฐสภา ทนายความ และนักกิจกรรม ขบวนเรือได้เผยแพร่วิดีโอหลายชุดผ่านเทเลแกรม โดยมีข้อความจากผู้ที่อยู่บนเรือบางคน ชูหนังสือเดินทางและอ้างว่าพวกเขาถูกลักพาตัวและถูกนำตัวไปยังอิสราเอลโดยขัดต่อความประสงค์ของตน และย้ำว่าภารกิจของพวกเขาเป็นไปเพื่อมนุษยธรรมที่ไม่ใช้ความรุนแรง

การสกัดขบวนเรือครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ โดยเฉพาะประเทศที่มีพลเมืองของตนอยู่ในขบวนเรือนี้ กระทรวงการต่างประเทศตุรกี เรียกการเข้าโจมตีขบวนเรือของอิสราเอลว่า “เป็นการกระทำของผู้ก่อการร้าย” ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์

ด้านนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ประณามการสกัดเรือ โดยเสริมว่ากองกำลังอิสราเอลได้ควบคุมตัวชาวมาเลเซีย 8 คน “การขัดขวางภารกิจด้านมนุษยธรรมนี้ อิสราเอลได้แสดงให้เห็นถึงการดูหมิ่นอย่างสิ้นเชิง ไม่เพียงแต่ต่อสิทธิของชาวปาเลสไตน์ แต่ยังรวมถึงจิตสำนึกของโลกด้วย” นายอันวาร์กล่าว

ก่อนหน้านี้ กองทัพเรืออิสราเอล ได้เตือนขบวนเรือว่ากำลังเข้าใกล้เขตสู้รบและละเมิดการปิดล้อมที่ชอบด้วยกฎหมาย พร้อมเสนอที่จะถ่ายโอนความช่วยเหลืออย่างสันติผ่านช่องทางที่ปลอดภัยไปยังกาซา

ผู้จัดขบวนเรือประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็น “อาชญากรรมสงคราม” และกล่าวว่ากองทัพใช้ยุทธวิธีที่ก้าวร้าว รวมถึงการใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ โดยระบุว่าเรือหลายลำถูกสกัดและขึ้นเรืออย่างผิดกฎหมายในน่านน้ำสากล และพวกเขายังคงยืนกรานว่าจะเดินหน้าต่อไป

ข้อมูลการติดตามเรือแสดงให้เห็นว่ามีเรือ 13 ลำถูกสกัดกั้นหรือหยุดเดินเรือแล้วในเช้าวันพฤหัสบดี แต่ผู้จัดขบวนเรือระบุว่า เรืออีก 30 ลำ ยังคงแล่นต่อไป โดยเหลือระยะทางประมาณ 46 ไมล์ทะเลจากจุดหมายปลายทาง และตั้งเป้าที่จะเดินทางถึงกาซาในเช้าวันพฤหัสบดีหากไม่ถูกสกัด

อิสราเอลได้ดำเนินการปิดล้อมทางทะเลต่อกาซานับตั้งแต่กลุ่มฮามาสเข้าควบคุมพื้นที่ดังกล่าวในปี 2007 และเคยเกิดความพยายามที่คล้ายกันนี้หลายครั้ง ซึ่งเคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงในปี 2010 โดยมีนักเคลื่อนไหว 9 คนถูกสังหาร หลังทหารอิสราเอลบุกขึ้นเรือในขบวนเรือชุดหนึ่ง.

ที่มา  Reuters

พายุเฮอร์ริเคน “อิเมลดา” พัดเข้าเบอร์มิวดา ปิดโรงเรียน-สนามบิน เตรียมรับมือฝนถล่มหนัก

พายุเฮอร์ริเคน "อิเมลดา" พัดเข้าเบอร์มิวดา ปิดโรงเรียน-สนามบิน เตรียมรับมือฝนถล่มหนัก

2 ต.ค. 2568 10:34 น.

พายุเฮอร์ริเคน “อิเมลดา” พัดเข้าเบอร์มิวดา ปิดโรงเรียน-สนามบิน เตรียมรับมือฝนถล่มหนัก

พายุเฮอร์ริเคนระดับ 2 “อิเมลดา” เคลื่อนตัวเข้าเกาะเบอร์มิวดา เจ้าหน้าที่สั่งปิดโรงเรียน สนามบิน และหน่วยงานราชการ เตรียมรับมือฝนตกหนักและลมแรง

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 กรมอุตุนิยมวิทยาของทางการเบอร์มิวดา ประกาศว่า พายุเฮอร์ริเคน “อิเมลดา” (Imelda) กำลังพัดเข้าเกาะเบอร์มิวดา ดินแดนขนาดเล็กของอังกฤษ ในวันนี้ (2 ต.ค.) ด้วยความรุนแรงเทียบเทาเฮอร์ริเคนระดับ 2 

ทางการเบอร์มิวดาระบุว่า คาดว่าอิทธิพลของพายุลูกนี้จะทำให้มีลมแรงและฝนตกหนัก ซึ่งจะเริ่มกระทบเกาะและต่อเนื่องจนถึงวันพฤหัสบดี พร้อมสั่งปิดโรงเรียนรัฐ สนามบินนานาชาติ และสำนักงานราชการ พร้อมส่งทหารกว่า 100 นาย ออกลาดตระเวน ป้องกันโครงสร้างพื้นฐาน ทำความสะอาดถนน และช่วยดูแลศูนย์พักพิงฉุกเฉินก่อนพายุเข้า

พยากรณ์ระบุว่าพายุอิเมลดา จะทำให้ฝนตกหนัก สูงสุดประมาณ 10 เซนติเมตร พร้อมสร้างคลื่นพายุรุนแรงซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วม โดยมีรายงานว่าผู้ใช้ไฟฟ้าหลายร้อยครัวเรือนยังคงขาดไฟฟ้าก่อนพายุพัดเข้า.

คึกคัก ชาวจีนแห่เดินทางวันหยุดยาววันชาติ-ไหว้พระจันทร์ วันแรก 336 ล้านเที่ยว เพิ่ม 1.7% จากปีก่อน

คึกคัก ชาวจีนแห่เดินทางวันหยุดยาววันชาติ-ไหว้พระจันทร์ วันแรก 336 ล้านเที่ยว เพิ่ม 1.7% จากปีก่อน

2 ต.ค. 2568 09:29 น.

คึกคัก ชาวจีนแห่เดินทางวันหยุดยาววันชาติ-ไหว้พระจันทร์ วันแรก 336 ล้านเที่ยว เพิ่ม 1.7% จากปีก่อน

จีนเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว วันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์ ทำให้คมนาคมคึกคัก ประชาชนแห่เดินทางกลับภูมิลำเนา สัญจรท่องเที่ยว วันแรกรวมกว่า 336 ล้านเที่ยว เพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อน

วันที่ 2 ตุลาคม 2568 เครือข่ายคมนาคมของจีนรายงานการเดินทางคึกคักในวันแรกของวันหยุดราชการวันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์ หรือที่เรียกว่า “สัปดาห์ทอง” (Golden week) มียอดผู้โดยสารคมนาคมพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เศรษฐกิจวันหยุดคาดหนุนการจับจ่ายใช้สอยอย่างมหาศาล โดยยอดจองตั๋วผ่านแพลตฟอร์มรถไฟ 12306 ของ China State Railway ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ถึง 10 ตุลาคม รวมกว่า 120 ล้านใบ

บริษัท China Railway Shanghai Bureau Group Co เปิดเผยว่า เฉพาะเครือข่ายรถไฟในเขต สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี คาดว่าจะทำสถิติผู้โดยสารต่อวันสูงสุดใหม่ในวันพุธนี้ ด้วยจำนวนผู้โดยสารประมาณ 4.26 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 370,000 คน หรือ 9.5% จากวันเดียวกันของปีที่แล้ว  ขณะที่ China Railway Beijing Bureau Group Co คาดว่าจะให้บริการผู้โดยสารประมาณ 1.73 ล้านคน ในวันเดียวกัน 

ตัวเลขการเดินทางที่เพิ่มขึ้นทำให้ภาพรวมการเดินทางวันแรกของสัปดาห์ทองคึกคักเป็นอย่างมาก โดยหน่วยงานคาดว่าการเดินทางและการจับจ่ายใช้สอยในช่วงวันหยุดนี้จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญต่อเศรษฐกิจของจีนและเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น เจ้าหน้าที่รถไฟทั่วประเทศได้ประสานงานกับระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถบัสและรถไฟใต้ดิน เพื่อให้การเดินทางสะดวกและปลอดภัยมากขึ้น

ด้านการเดินทางบนทางหลวงคาดว่าจะมีผู้โดยสารมากกว่า 310 ล้านเที่ยวในวันพุธนี้ ขณะที่การเดินทางทางเรือคาดว่าจะมีผู้โดยสาร 1.22 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.2% ส่วนการเดินทางทางอากาศคาดว่าจะมีผู้โดยสาร 2.48 ล้านคน เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่วนสนามบินนานาชาติปักกิ่ง ดาซิง จะรับผู้โดยสารสูงสุด 166,400 คนในวันเดียว ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เปิดให้บริการมา 6 ปี.

ทุกนาทีมีค่า จนท.เร่งช่วยนักเรียนอีก 59 คนติดใต้ซากโรงเรียนถล่มในชวาตะวันออก

ทุกนาทีมีค่า จนท.เร่งช่วยนักเรียนอีก 59 คนติดใต้ซากโรงเรียนถล่มในชวาตะวันออก

2 ต.ค. 2568 09:10 น.

ทุกนาทีมีค่า จนท.เร่งช่วยนักเรียนอีก 59 คนติดใต้ซากโรงเรียนถล่มในชวาตะวันออก

อินโดนีเซียแข่งกับเวลาปฏิบัติการค้นหาผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรม โรงเรียนประจำอิสลามในชวาตะวันออกพังถล่ม ยังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารอย่างน้อย 59 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็นอย่างน้อย 5 ศพ

อับดุล มูฮารี โฆษกสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติของอินโดนีเซีย ระบุว่า ตัวเลขผู้ที่ยังติดอยู่ได้จากการตรวจสอบรายชื่อนักเรียนและบุคลากรที่อยู่ในอาคารช่วงเกิดเหตุ ซึ่งตรงกับเวลาละหมาดบ่ายวันจันทร์ที่ผ่านมา แสดงว่ายังมีผู้ติดอยู่ใต้ซากอาคารอีกถึง 59 คน อย่างไรก็ตาม จำนวนดังกล่าวยังอาจเปลี่ยนแปลงได้เนื่องจากมีผู้รอดชีวิตบางส่วนเพิ่งปรากฏตัวในภายหลัง

ล่าสุดเจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยนักเรียนออกมาได้แล้ว 5 คนเมื่อวันพุธ ท่ามกลางผู้ปกครองที่มารอฟังข่าวด้วยความกังวลและเรียกร้องให้เร่งรัดปฏิบัติการช่วยเหลือ

โมฮัมหมัด ซาฟีอี หัวหน้าหน่วยกู้ภัยแห่งชาติ ยอมรับว่าการเข้าถึงพื้นที่มีความซับซ้อนและเสี่ยงอันตราย เนื่องจากโครงสร้างอาคารที่ถล่มอาจพังซ้ำหากมีแรงสั่นสะเทือน จึงจำเป็นต้องขุดอุโมงค์ใต้ดินขนาดเพียง 60 เซนติเมตรเพื่อเข้าถึงผู้ประสบภัย

เจ้าหน้าที่ใช้ โดรนตรวจจับความร้อน และเทคโนโลยีค้นหาผู้รอดชีวิต พร้อมส่งน้ำและอาหารเข้าไปในช่องแคบเล็ก ๆ ที่ยังเชื่อมถึงผู้ติดใต้ซาก ขณะเดียวกันก็มีรายงานตรวจพบสัญญาณชีวิตอย่างน้อย 7 จุด

สำหรับสาเหตุของการพังถล่ม ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมชี้ว่า เบื้องต้นอาจมาจาก การก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการเสริมชั้นอาคารเพิ่มเกินกว่าที่โครงสร้างฐานรากจะรับได้ ปัญหาลักษณะนี้พบได้บ่อยในอินโดนีเซีย ซึ่งเจ้าของมักทยอยต่อเติมอาคารเมื่อมีงบประมาณ

ก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ อาคารที่ใช้จัดงานสวดมนต์ในจังหวัดชวาตะวันตกก็ถล่มเช่นกัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 3 รายและบาดเจ็บอีกหลายสิบคน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โรงเรียนถล่ม

เรื่องอื้อฉาวครีมกันแดดยังไม่จบ ออสเตรเลียสั่งระงับ-เรียกคืนเพิ่มอีก หลังพบหลายยี่ห้อไม่ปลอดภัย

เรื่องอื้อฉาวครีมกันแดดยังไม่จบ ออสเตรเลียสั่งระงับ-เรียกคืนเพิ่มอีก หลังพบหลายยี่ห้อไม่ปลอดภัย

2 ต.ค. 2568 08:52 น.

เรื่องอื้อฉาวครีมกันแดดยังไม่จบ ออสเตรเลียสั่งระงับ-เรียกคืนเพิ่มอีก หลังพบหลายยี่ห้อไม่ปลอดภัย

ออสเตรเลียเรียกคืนหรือนำครีมกันแดดออกจากชั้นวางไปแล้ว 18 ผลิตภัณฑ์หลังพบว่าค่า SPF ที่โฆษณาไว้เกินจริงอย่างร้ายแรง

ประเด็นเรื่องอื้อฉาวของครีมกันแดดยี่ห้อดังที่ถูกกลุ่มผู้บริโภคร้องเรียนเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมายังไม่จบ เพราะจากการตรวจสอบ ยังคงพบผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดที่ไม่ได้มาตรฐานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยล่าสุดสำนักงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์การแพทย์ (Therapeutic Goods Administration – TGA) เปิดเผยว่า ได้มีการเรียกคืนหรือนำครีมกันแดดอย่างน้อย 18 ผลิตภัณฑ์ออกจากชั้นวางไปแล้ว หลังพบว่าค่า SPF ที่โฆษณาไว้เกินจริงอย่างร้ายแรง

โดยรายงานจากกลุ่มผู้บริโภคเผยว่า ครีมกันแดดชื่อดังหลายยี่ห้อ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ราคาสูง ไม่สามารถปกป้องผิวได้ตามที่ผู้ผลิตกล่าวอ้างไว้ ตัวอย่างเช่น Ultra Violette Lean Screen Skinscreen ที่โฆษณาว่ามี SPF 50+ แต่ผลการทดสอบกลับออกมาเพียง SPF 4 เท่านั้น จนนำไปสู่การเรียกคืนสินค้าในเดือนสิงหาคม

TGA ระบุว่า ครีมกันแดดอีก กว่า 20 แบรนด์ ที่ใช้สูตรฐานเดียวกัน กำลังถูกสอบสวนเพิ่มเติม โดยผลทดสอบเบื้องต้นบ่งชี้ว่า สูตรดังกล่าวมีค่า SPF ไม่เกิน 21 และบางกรณีอาจต่ำสุดเพียง SPF 4

จนถึงตอนนี้ 8 ผลิตภัณฑ์ถูกเรียกคืนหรือหยุดการผลิตถาวร, 10 ผลิตภัณฑ์หยุดจำหน่ายชั่วคราว และอีก 2 ผลิตภัณฑ์อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

ออสเตรเลียถือเป็นประเทศที่มีอัตรามะเร็งผิวหนังสูงที่สุดในโลก โดยสถิติระบุว่า ชาวออสเตรเลีย 2 ใน 3 คน จะต้องผ่าตัดเอามะเร็งผิวหนังออกอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ทำให้การควบคุมคุณภาพครีมกันแดดเข้มงวดกว่าหลายประเทศ

แต่กรณีล่าสุดกลับสร้างความไม่พอใจอย่างหนักในสังคม และอาจมีผลกระทบในระดับโลก เพราะปัญหาไม่ได้เกิดจากผู้ผลิตเพียงรายเดียว แต่รวมถึง กระบวนการทดสอบค่า SPF ในห้องแล็บ ที่ถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือ

ด้านบริษัท Wild Child Laboratories Pty Ltd ผู้พัฒนาสูตรฐานที่ถูกตรวจสอบ ได้หยุดผลิตทันที แต่ยืนยันว่าโรงงานไม่มีปัญหาด้านคุณภาพ พร้อมโยนปัญหาไปที่การทดสอบของ Princeton Consumer Research Corp (PCR Corp) ห้องแล็บจากสหรัฐฯ ที่หลายบริษัทใช้ผลทดสอบเพื่อยืนยันค่า SPF

ขณะที่ PCR Corp ชี้แจงว่า ความคลาดเคลื่อนอาจมาจาก ปัจจัยภายนอก เช่น ความแตกต่างของวัตถุดิบ วิธีเก็บรักษา หรืออายุของสินค้า และย้ำว่าข้อมูลที่พวกเขามีคือผลการทดสอบเฉพาะตัวอย่างที่ได้รับ ไม่สามารถรับผิดชอบต่อสินค้าที่ผลิตออกมาในภายหลังได้.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ครีมกันแดด

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร เสียชีวิตในวัย 91 ปี

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร เสียชีวิตในวัย 91 ปี

2 ต.ค. 2568 06:29 น.

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร เสียชีวิตในวัย 91 ปี

ดร.เจน กูดดอลล์ นักวานรวิทยาผู้ปฏิวัติการศึกษาไพรเมตของโลก ถึงแก่กรรมแล้วด้วยสาเหตุทางธรรมชาติ ขณะมีอายุได้ 91 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดร.เจน กูดดอลล์ นักวานรวิทยา, นักมานุษยวิทยา และนักอนุรักษ์ธรรมชาติชื่อดัง ถึงแก่กรรมแล้ว จากสาเหตุธรรมชาติ ขณะกำลังอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อบรรยายในรัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการทัวร์ในสหรัฐอเมริกา รวมอายุได้ 91 ปี

สถาบันเจน กูดดอลล์ ระบุว่า การค้นพบของนักวานรวิทยาผู้นี้ได้ปฏิวัติวงการวิทยาศาสตร์ และเธอเป็นผู้สนับสนุนที่ไม่ย่อท้อในการปกป้องและฟื้นฟูโลกธรรมชาติของเรา

กูดดอลล์มีอายุเพียง 26 ปี ในตอนที่เธอเดินทางไปยังประเทศแทนซาเนียเป็นครั้งแรก และเริ่มงานวิจัยที่สำคัญเกี่ยวกับลิงชิมแปนซีในป่า ตลอดการศึกษาเกี่ยวกับสปีชีส์นี้ กูดดอลล์ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าไพรเมตแสดงพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกับมนุษย์หลายอย่าง เช่น ความสามารถในการพัฒนาบุคลิกลักษณะเฉพาะตัว รวมถึงการสร้างและใช้เครื่องมือของตนเอง

ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร
ดร.เจน กูดดอลล์ นักอนุรักษ์ ผู้ปฏิวัติการศึกษาวานร

หนึ่งในการค้นพบที่น่าประหลาดใจที่สุดของกูดดอลล์คือการที่ลิงชิมแปนซี “มีความคล้ายคลึงกับเรามากแค่ไหน” เธอบอกกับสำนักข่าว ABC News ในปี 2563

เธอกล่าวว่า “พฤติกรรมของพวกมัน ทั้งการใช้ท่าทาง การจูบ การโอบกอด การจับมือ และการตบหลัง” “… ความจริงที่ว่าพวกมันสามารถใช้ความรุนแรงและโหดร้าย และทำสงครามได้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรักและความเห็นแก่ผู้อื่นด้วย”

สถาบันเจน กูดดอลล์ ระบุว่า การค้นพบนี้ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ทางวิชาการในศตวรรษที่ 20

กูดดอลล์เคยบอกกับ ABC News ว่าความรักสัตว์ของเธอนั้นเริ่มต้นแทบจะตั้งแต่แรกเกิดเลยทีเดียว โดยในวัยเด็ก เธอเติบโตในลอนดอนและบอร์นมัท ด้วยความใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปแอฟริกาและใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสัตว์ป่า พออายุ 10 ขวบ เธอได้อ่านหนังสือเรื่อง “ด็อกเตอร์ดูลิตเติล” และ “ทาร์ซาน” ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่เปลี่ยนแปลงเส้นทางชีวิตของเธอไป

กูดดอลล์เล่าด้วยว่า การเดินทางไปอุทยานแห่งชาติกอมเบ ในแทนซาเนียครั้งแรกนั้นเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งภูมิประเทศที่ลาดชันเป็นภูเขา ป่าไม้หนาทึบ และมีภัยคุกคามจากควายป่าและเสือดาวซุ่มซ่อนอยู่ แต่มันก็ทำให้ความปรารถนาตลอดชีวิตของเธอเป็นจริง กูดดอลล์รู้ทันทีว่าเธอมาถึงสถานที่ที่เธอควรจะอยู่แล้ว

“นั่นคือสิ่งที่ฉันใฝ่ฝันมาตลอด” เธอบอกกับ ABC News

ต่อมา กูดดอลล์ได้รับปริญญาเอกด้านพฤติกรรมศาสตร์ (ethology) ด้านการศึกษาพฤติกรรมสัตว์ จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยวิทยานิพนธ์ของเธอเป็นการให้รายละเอียดการศึกษา 5 ปีแรกของเธอที่เขตกอมเบ

ในปี 2520 กูดดอลล์ได้ก่อตั้งสถาบันเจน กูดดอลล์ (Jane Goodall Institute) ร่วมกับ เจเนวีฟ ดิ ซาน เฟาส์ติโน องค์กรนี้มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และมีสำนักงานย่อยใน 25 เมืองทั่วโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อปรับปรุงการปฏิบัติและความเข้าใจเกี่ยวกับไพรเมต (วานร) ผ่านการให้ความรู้สาธารณะและการดำเนินการทางกฎหมาย

งานวิจัยของกูดดอลล์ได้รับทั้งเกียรติทางวิทยาศาสตร์และชื่อเสียงในวงกว้าง และเธอได้รับความดีความชอบในการปูทางให้ผู้หญิงหันมาประกอบอาชีพในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์) เพิ่มขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา

สถาบันเจน กูดดอลล์ ระบุว่า จำนวนผู้หญิงในสาขา STEM เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 26 ในช่วงหกทศวรรษที่ผ่านมา โดยอ้างอิงข้อมูลการสำรวจสำมะโนประชากรตั้งแต่ปี 2513 ถึง 2554

ในปี 2534 เธอยังก่อตั้ง Roots & Shoots ซึ่งเป็นโครงการด้านมนุษยธรรมและสิ่งแวดล้อมระดับโลกสำหรับเยาวชนด้วย

ดร.เจน กูดดอลล์รับเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ จาก โจ ไบเดน
ดร.เจน กูดดอลล์รับเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ จาก โจ ไบเดน

กูดดอลล์ได้รับแต่งตั้งให้เป็น “ทูตสันติภาพแห่งสหประชาชาติ” (United Nations Messenger of Peace) ในเดือนเมษายน 2545 และนักมานุษยวิทยาท่านนี้ยังคงส่งเสียงสนับสนุนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีอายุเข้าสู่วัย 80 และ 90 ปีแล้วก็ตาม

กูดดอลล์ได้รับเกียรติและรางวัลมากมายตลอดชีวิตของเธอ โดยในปี 2538 เธอได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ CBE ซึ่งเป็นเครื่องราชฯ ชั้นที่ 3 ของอังกฤษ สำหรับ “ผลงานด้านสัตววิทยา” และได้รับยศ “เดม” นำหน้าชื่อในปี 2546

ส่วนเกียรติยศอื่นๆ ของกูดดอลล์รวมถึง เครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ของฝรั่งเศส, รางวัลเกียวโตของญี่ปุ่น และเหรียญอิสรภาพประธานาธิบดีสหรัฐฯ

เมื่อปี 2562 กูดดอลล์ยอมรับถึงวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความสำคัญของการลดภาวะโลกร้อนที่เพิ่มขึ้น โดยกล่าวกับ ABC News ว่าโลกกำลัง “ตกอยู่ในอันตราย”

“เรามาถึงจุดที่เราต้องทำอะไรให้สำเร็จสักอย่างแล้วอย่างแน่นอน” เธอกล่าว “เรากำลังตกอยู่ในอันตราย เรามีช่วงเวลาที่จำกัด ฉันค่อนข้างมั่นใจว่าเรายังมีเวลา แต่เราต้องลงมือทำ”

กูดดอลล์ยังเคยร่วมมือกับบริษัท Apple ในปี 2565 เพื่อกระตุ้นให้ลูกค้ารีไซเคิลอุปกรณ์ของตน เพื่อลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนของแต่ละบุคคล และลดการขุดแร่ที่ไม่จำเป็นทั่วโลก

กูดดอลล์บอกกับ ABC News ในเวลานั้นว่า “ใช่ ผู้คนจำเป็นต้องหารายได้ แต่มันก็เป็นไปได้ที่จะหารายได้โดยไม่ทำลายโลก” “เราได้ทำลายโลกไปมากถึงขนาดที่น่าตกใจ”

ทั้งนี้ กูดดอลล์มีบุตรชายหนึ่งคน คือ ฮิวโก เอริค หลุยส์ แวน ลอว์อิค จากการแต่งงานครั้งแรกกับบารอน ฮิวโก้ แวน ลอว์อิค ขุนนางชาวดัตช์และช่างภาพสัตว์ป่า และมีหลานอีก 3 คน ก่อนจะแต่งงานกับสามีคนที่ 2 คือ เดเร็ค ไบรซ์สัน อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแทนซาเนีย ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2523

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abcnews

สลด นั่งร้านในโบสถ์เอธิโอเปียถล่มใส่ผู้คน ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บหลายร้อยคน

สลด นั่งร้านในโบสถ์เอธิโอเปียถล่มใส่ผู้คน ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บหลายร้อยคน

2 ต.ค. 2568 04:40 น.

สลด นั่งร้านในโบสถ์เอธิโอเปียถล่มใส่ผู้คน ดับแล้ว 30 ศพ เจ็บหลายร้อยคน

เกิดเหตุนั่งร้านในโบสถ์แห่งหนึ่งของเอธิโอเปียพังถล่มลงมา ในขณะที่คนจำนวนมากมารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 30 ศพ บาดเจ็บอีกหลายร้อยคน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นั่งร้านภายในโบสถ์ “อาร์เออร์ติ มาเรียม” (Arerti Mariam) ในประเทศเอธิโอเปีย พังถล่มใส่ประชาชนนับพันคนมารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา เมื่อช่วงเช้าวันพุธที่ 1 ต.ค. 2568 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 30 ศพ และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 200 ราย

โบสถ์ที่เกิดเหตุอยู่ในเขต “มินจาร์ เชคโนรา” (Minjar Sheknora) ตอนกลางของเอธิโอเปีย และอยู่ห่างจากกรุงแอดดิสอาบาบา (Addis Ababa) ประมาณ 70 กม. ฝูงชนจำนวนมากเดินทางมายังโบสถ์แห่งนี้เพื่อร่วมพิธีฉลองนักบุญแมรีประจำปีตามประเพณีของศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์

นายอาห์เม็ด เกเบเยฮู เจ้าหน้าที่ตำรวจเอธิโอเปียกล่าวว่า จำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก โดยผู้เสียชีวิตที่พบในตอนนี้ประกอบด้วยคนอายุระหว่าง 25-80 ปี

ทางการท้องถิ่นเผยด้วยว่า ยังมีผู้คนจำนวนมากติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง และเจ้าหน้าที่กำลังดำเนินปฏิบัติการกู้ภัยเพื่อช่วยเหลือพวกเขา ส่วนผู้บาดเจ็บสาหัสบางรายถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่กรุงแอดดิสอาบาบาแล้ว

ทั้งนี้ ตามคำบอกเล่าของพยานในที่เกิดเหตุ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกะทันหันและโกลาหล โดยผู้เข้าร่วมพิธีต่างแตกตื่นหนีตายกันอลหม่าน

ผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งระบุว่า “โครงสร้างขนาดใหญ่ของโบสถ์พังถล่มลงมา เสียงโครงสร้างไม้ที่พังทลายนั้นดังและน่าสะพรึงกลัวมาก”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชาวอัฟกันเฮ อินเทอร์เน็ต-โทรศัพท์กลับมาแล้ว หลังตาลีบันตัดสัญญาณ

ชาวอัฟกันเฮ อินเทอร์เน็ต-โทรศัพท์กลับมาแล้ว หลังตาลีบันตัดสัญญาณ

2 ต.ค. 2568 03:45 น.

ชาวอัฟกันเฮ อินเทอร์เน็ต-โทรศัพท์กลับมาแล้ว หลังตาลีบันตัดสัญญาณ

ชาวอัฟกานิสถานเฮ สัญญาณอินเทอร์เน็ตกับโทรศัพท์กลับมาใช้งานได้อีกครั้งแล้ว หลังจากรัฐบาลตาลีบันตัดสัญญาณไปในช่วง 2 วันที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวอัฟกันออกมาบนท้องถนนในวันพุธที่ 1 ต.ค. 2568 เพื่อเฉลิมฉลองการกลับมาใช้บริการ “อินเทอร์เน็ตและโทรคมนาคม” ได้อีกครั้ง หลังรัฐบาลตาลีบันได้สั่งระงับบริการจนเรียกเสียงประณามเป็นวงกว้าง

ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นกล่าวว่า การสื่อสารกำลังกลับมาใช้งานได้แล้ว ในขณะที่หน่วยงานติดตามอินเทอร์เน็ตอย่าง Netblocks ระบุว่า ข้อมูลเครือข่ายแสดงให้เห็นว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต “กลับมาใช้ได้บางส่วน” แล้ว

ขณะที่แหล่งข่าวใกล้ชิดรัฐบาลยืนยันกับสำนักข่าว BBC ภาษาอัฟกานิสถาน ว่า อินเทอร์เน็ตกลับมาใช้งานได้ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตาลีบัน

ด้านนาย ซูฮาอิล ชาฮีน โฆษกอาวุโสของกลุ่มตาลีบันในกาตาร์ กล่าวว่า “การสื่อสารทั้งหมด” ได้รับการฟื้นฟูภายในช่วงบ่ายวันพุธ

รัฐบาลตาลีบันไม่ได้ให้คำอธิบายอย่างเป็นทางการสำหรับการตัดสัญญาณครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนที่แล้ว โฆษกของผู้ว่าการตาลีบันในจังหวัดบัลข์ (Balkh) ทางตอนเหนือกล่าวว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตถูกระงับ “เพื่อป้องกันการกระทำชั่วร้าย”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่กลับคืนสู่อำนาจ กลุ่มตาลีบันได้กำหนดข้อจำกัดหลายประการให้สอดคล้องกับการตีความกฎหมายอิสลาม “ชะรีอะห์” (Sharia law) ในแบบของพวกเขา และทำให้เกิดการจำกัดสิทธิสตรีอย่างหนัก

การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตซึ่งดำเนินมานานร่วม 48 ชั่วโมง สร้างความเสียหายให้กับภาคธุรกิจและเที่ยวบิน ทำให้การเข้าถึงบริการฉุกเฉินถูกจำกัด และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับการกีดกันผู้หญิงและเด็กผู้หญิงมากยิ่งขึ้น หลังจากสิทธิของพวกเธอถูกกัดเซาะอย่างรุนแรงนับตั้งแต่กลุ่มตาลีบันกลับมามีอำนาจอีกครั้งในปี 2564

องค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตเมื่อวันจันทร์ทำให้ประเทศอัฟกานิสถาน ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเกือบโดยสิ้นเชิง

นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติยังกล่าวเสริมว่า การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตมีความเสี่ยงที่จะ “ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อชาวอัฟกัน รวมถึงการเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และทำให้วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งของโลกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc