เปิดลงทะเบียนวันนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้แจกเงินรอบใหม่ อัดฉีดคูปองคนละ 100,000 วอน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

เปิดลงทะเบียนวันนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้แจกเงินรอบใหม่ อัดฉีดคูปองคนละ 100,000 วอน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

22 ก.ย. 2568 09:36 น.

เปิดลงทะเบียนวันนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้แจกเงินรอบใหม่ อัดฉีดคูปองคนละ 100,000 วอน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ

รัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มเปิดลงทะเบียนรับ “คูปองบริโภค” มูลค่า 100,000 วอนต่อคน หรือประมาณ 2,279 บาท ครอบคลุมประชาชนกว่า 90% ของประเทศ ตัดสิทธิ์ครัวเรือนรายได้สูง หวังกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ

วันที่ 22 กันยายน 2568 สำนักข่าวยอนฮับ ของเกาหลีใต้ รายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนขอรับเงินช่วยเหลือรอบใหม่ในรูปแบบ “คูปองบริโภค” มูลค่า 100,000 วอน หรือประมาณ 2,279 บาท  ต่อคน เริ่มตั้งแต่เวลา 9.00 น. ที่ผ่านมา และจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค.

ขณะที่เพื่อเป็นการป้องกันความไม่สะดวก รัฐบาลกำหนดวันยื่นตามเลขปีเกิด โดยเลข 1 และ 6 สมัครวันจันทร์ เลข 2 และ 7 วันอังคาร เลข 3 และ 8 วันพุธ เลข 4 และ 9 วันพฤหัสบดี ส่วนเลข 5 และ 0 วันศุกร์

รายงานข่าวระบุว่า มาตรการนี้ครอบคลุมประชาชนราว 90% ของทั้งประเทศ โดยแตกต่างจากรอบแรกที่แจกให้ทุกคน เพราะรอบใหม่จะตัดสิทธิ์ครัวเรือนที่มีรายได้สูง หรือมีฐานภาษีที่ดินเกิน 1,200 ล้านวอน และผู้ที่มีรายได้เกิน 20 ล้านวอนในปีที่ผ่านมา ขณะที่แม้ชาวต่างชาติจะถูกกันออกจากการเข้าร่วมโครงการตามหลักการ แต่ผู้ที่มีบัตรทะเบียนถิ่นที่อยู่ในเกาหลีใต้ และอยู่ในระบบประกันสุขภาพของรัฐ อาทิ ผู้พำนักถาวร คู่สมรสชาวต่างชาติ และผู้ลี้ภัยที่ได้รับการรับรอง ยังคงมีสิทธิ์ลงทะเบียนเช่นกัน

โดยผู้มีสิทธิ์สามารถตรวจสอบผ่านบัตรเครดิต ธนาคาร หรือศูนย์ชุมชนท้องถิ่น โดยเลือกวิธีรับเงินได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิต เดบิต บัตรพรีเพด หรือบัตรกำนัลท้องถิ่น ขณะที่คูปองไม่สามารถใช้ในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่หรือซูเปอร์มาร์เก็ตได้

ทั้งนี้ มาตรการรอบแรกมีประชาชนเข้าร่วมมากถึง 50.08 ล้านคน หรือ 99% ของประเทศ คิดเป็นเม็ดเงินกว่า 9.06 ล้านล้านวอน หรือประมาณ 243,000 ล้านบาท ขณะที่รอบใหม่นี้ยังคงมุ่งหวังกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังซบเซาเช่นกัน.

สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารนับพันติดค้าง หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

 สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารนับพันติดค้าง หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

22 ก.ย. 2568 08:36 น.

สนามบินยุโรปโกลาหล ผู้โดยสารนับพันติดค้าง หลังถูกโจมตีทางไซเบอร์

เกิดเหตุโจมตีทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ในยุโรป ส่งผลให้ระบบเช็กอินและนำเครื่องขึ้นของหลายสนามบินสำคัญหยุดชะงัก สร้างความโกลาหลและความล่าช้าให้กับผู้โดยสารจำนวนมาก

สนามบินลอนดอนฮีทโธรว์ ซึ่งเป็นสนามบินที่มีผู้โดยสารหนาแน่นที่สุดในยุโรป เปิดเผยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดจาก ปัญหาทางเทคนิค ของบริษัทผู้ให้บริการระบบเช็กอินและระบบบอร์ดดิ้ง โดยบริษัทที่ได้รับผลกระทบคือ Collins Aerospace ผู้พัฒนาเทคโนโลยีการบินจากสหรัฐฯ ที่ให้บริการแก่สายการบินหลายแห่งทั่วโลก

Collins Aerospace ยืนยันว่า การโจมตีดังกล่าวกระทบซอฟต์แวร์ MUSE (Multi-User System Environment) ที่ใช้ในการเช็กอินและโหลดสัมภาระอัตโนมัติ แต่ย้ำว่ายังสามารถดำเนินการเช็กอินแบบ manual ได้ พร้อมระบุว่า กำลังเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูระบบให้กลับมาทำงานเต็มประสิทธิภาพโดยเร็วที่สุด

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความโกลาหลให้ผู้โดยสารจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถเช็กอินได้ และถูกเจ้าหน้าที่สายการบินบอกให้กลับไปโดยยังไม่ให้ข้อมูลที่ชัดเจน ขณะที่ผู้โดยสารอีกหลายรายชี้ว่า เหตุความขัดข้องครั้งนี้ขาดการสื่อสาร ไม่มีใครออกมาชี้แจงหรือให้ข้อมูลใดๆ แก่ผู้โดยสาร

ไม่เพียงแต่ลอนดอนฮีทโธรว์เท่านั้น สนามบินสำคัญอื่นๆ เช่น บรัสเซลส์ ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยต้องใช้วิธีเช็กอินและขึ้นเครื่องด้วยมือทั้งหมด ขณะที่ สนามบินเบอร์ลิน-บรันเดนบวร์ก ยืนยันว่าได้ตัดการเชื่อมต่อระบบบางส่วนเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม สนามบินหลักในกรุงปารีส ทั้งชาร์ลส์ เดอโกล สนามบินปารีส-ออร์ลี และสนามบิน เลอ บรูเกต์ ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุโจมตีครั้งนี้ ขณะที่ผู้โดยสารที่มีกำหนดการเดินทางจากยุโรปในช่วงสุดสัปดาห์ถูกแนะนำให้ ตรวจสอบสถานะเที่ยวบินอย่างใกล้ชิด และเผื่อเวลาเดินทางมากกว่าปกติ.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ โจมตีทางไซเบอร์

ชาวสหรัฐฯ นับหมื่น แห่ร่วมพิธีรำลึก “ชาร์ลี เคิร์ก” โดนัลด์ ทรัมป์มาด้วย

ชาวสหรัฐฯ นับหมื่น แห่ร่วมพิธีรำลึก “ชาร์ลี เคิร์ก” โดนัลด์ ทรัมป์มาด้วย

22 ก.ย. 2568 05:34 น.

ชาวสหรัฐฯ นับหมื่น แห่ร่วมพิธีรำลึก “ชาร์ลี เคิร์ก” โดนัลด์ ทรัมป์มาด้วย

ชาวอเมริกันจำนวนนับหมื่นคน เดินทางไปร่วมพิธีรำลึกถึงนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวผู้ล่วงลับ โดยที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กับบุคคลสำคัญอีกหลายคนก็ไปร่วมงานด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชาวอเมริกันจำนวนหลายหมื่นคนในชุดสีแดง ขาว และน้ำเงิน เดินทางไปยังสนาม “สเตตฟาร์ม สเตเดียม” ในเมืองเกลนเดล ในรัฐแอริโซนา เพื่อร่วมพิธีรำลึกถึงนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดังผู้ถูกลอบยิงเสียชีวิตเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน

ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และผู้นำระดับสูงคนอื่น ๆ ของพรรครีพับลิกันจะเข้าร่วมด้วย

ผู้คนจำนวนมากเดินทางมาถึงตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ ทำให้การจราจรบนถนนโดยรอบติดขัดอย่างหนัก และต้องจัดพื้นที่เพิ่มเติมที่สนามอื่นในบริเวณใกล้เคียง

สนาม “สเตตฟาร์ม สเตเดียม” ในเมืองเกลนเดล ในรัฐแอริโซนา จุคนได้ถึง 63,000 ที่นั่ง
สนาม “สเตตฟาร์ม สเตเดียม” ในเมืองเกลนเดล ในรัฐแอริโซนา จุคนได้ถึง 63,000 ที่นั่ง

อนึ่ง นายเคิร์กถูกคนร้ายลอบยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2568 ขณะที่เขาดีเบตกับเหล่านักศึกษา ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ ส่วนคนร้ายคือนาย ไทเลอร์ โรบินสัน ถูกจับกุมตัวได้หลังจากนั้นเพียง 33 ชั่วโมง โดยแรงจูงใจในการก่อเหตุที่มีการเปิดเผยในเบื้องต้น เกิดจากความไม่พอใจต่อจุดยืนทางการเมืองของนายเคิร์ก

นายทรัมป์พูดคุยกับผู้สื่อข่าวก่อนบินไปแอริโซนาว่า เขาหวังว่าพิธีครั้งนี้จะเป็น “ช่วงเวลาแห่งการเยียวยา” และกล่าวถึงอิทธิพลของนายเคิร์ก พร้อมยกย่องเขาที่สร้างแรงสนับสนุนให้กับพรรครีพับลิกันผ่านกลุ่มนักเคลื่อนไหวของนักศึกษาอนุรักษนิยมที่มีชื่อว่า Turning Point USA

“เขาทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม และเขามีอิทธิพลต่อคนหนุ่มสาวเพราะคนเหล่านี้รักเขา ถ้าคุณย้อนกลับไป 10 ปี วิทยาลัยเหล่านั้นเป็นสถานที่อันตรายสำหรับพวกอนุรักษ์นิยม แต่ตอนนี้พวกเขากลับฮอตมาก พวกเขาฮอตมากเหมือนกับที่ประเทศนี้กำลังฮอต” นายทรัมป์กล่าว

ทั้งนี้ พิธีรำลึกมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ เนื่องจากประธานาธิบดีทรัมป์และสมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายคนจะเดินทางมาร่วมงานด้วย ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่หลังการเสียชีวิตของนายเคิร์ก

โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางมาร่วมพิธีรำลึกด้วย
โดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางมาร่วมพิธีรำลึกด้วย

ความโกลาหลจากการลอบสังหารนายเคิร์กยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากช่อง ABC ของดิสนีย์สั่งระงับรายการของจิมมี่ คิมเมล พิธีกรรายการทอล์กโชว์ช่วงดึกอย่างกะทันหัน หลังจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมแสดงความไม่พอใจต่อคำพูดของเขาเกี่ยวกับการลอบสังหารนายเคิร์ก

ขณะที่นาย เบรนแดน คาร์ หัวหน้าคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ของทรัมป์ ขู่ว่าจะใช้อำนาจของหน่วยงานลงโทษสถานีโทรทัศน์ ABC จากกรณีการแสดงความคิดเห็นของคิมเมล

แต่การพักงานนายคิมเมลก็ถูกต่อต้านจากกลุ่มสิทธิพลเมือง, พรรคเดโมแครต และกลุ่มนักเขียนบทโทรทัศน์และภาพยนตร์ โดยกล่าวหารัฐบาลของนายทรัมป์ว่ากำลังใช้การเสียชีวิตของนายเคิร์กเป็นข้ออ้าง เพื่อปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อ ซึ่งถือเป็นการละเมิดการคุ้มครองเสรีภาพในการพูดตามรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

22 ก.ย. 2568 04:53 น.

โมดีเรียกร้องชาวอินเดีย เลิกใช้สินค้าต่างชาติ หลังมีปัญหาการค้ากับสหรัฐฯ

นายกรัฐมนตรีอินเดียเรียกร้องให้ประชาชนเลิกใช้สินค้าที่ผลิตในต่างประเทศ และหันมาใช้สินค้าท้องถิ่น หลังอินเดียถูกสหรัฐฯ ตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 50%

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. 2568 นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียออกมาเรียกร้องให้ประชาชนในชาติ หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากต่างประเทศและหันมาใช้สินค้าท้องถิ่นแทน เพื่อผลักดันแคมเปญการพึ่งพาตนเอง ในขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐอเมริกาเริ่มแย่ลง

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดียในอัตราสูงถึง 50% หลังจากทั้งสองฝ่ายล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงทางการค้าร่วมกัน ทำให้นายโมดีเริ่มเรียกร้องให้ชาวอินเดียใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศแทน และผู้สนับสนุนเขาก็เริ่มแคมเปญคว่ำบาตรแบรนด์สินค้าสหรัฐฯ รวมถึง แมคโดนัลด์, เป๊ปซี่ และแอปเปิล ซึ่งเคยได้รับความนิยมอย่างสูงในแดนภารตะ

“ผลิตภัณฑ์จำนวนมากที่เราใช้ในชีวิตประจำวันนั้นผลิตในต่างประเทศ แต่เราแค่ไม่รู้ … เราจะต้องกำจัดสิ่งเหล่านี้ทิ้งไป” นายโมดีกล่าว ก่อนที่มาตรการลดภาษีผู้บริโภคเป็นวงกว้างจะเริ่มบังคับใช้ในวันจันทร์นี้ (22 ก.ย.) “เราควรซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในอินเดีย”

ทั้งนี้ อินเดียซึ่งมีประชากรกว่า 1.4 พันล้านคน ถือเป็นตลาดใหญ่สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคของอเมริกา โดยชาวอินเดียนิยมซื้อสินค้าผ่าน ผู้ค้าปลีกออนไลน์ของสหรัฐฯ อย่าง Amazon.com และตลอดหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์จากสหรัฐฯ ได้ขยายตลาดลึกเข้าไปถึงเมืองเล็กๆ มากขึ้นเรื่อยๆ

นอกจากนั้น นายโมดียังเรียกร้องให้ผู้ค้าปลีกหันมามุ่งเน้นการขายสินค้าที่ผลิตในอินเดีย โดยให้เหตุผลว่านี่จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศได้ ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลายบริษัทได้เพิ่มการส่งเสริมการขายสินค้าท้องถิ่นแล้ว

อนึ่ง คาดกันว่า ปิยุช โกยาล รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของอินเดีย จะเดินทางเยือนกรุงวอชิงตันในเร็วๆ นี้เพื่อเจรจาทางการค้ารอบใหม่ ท่ามกลางความพยายามในการผ่อนคลายความตึงเครียดในความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ปะทะตำรวจใกล้ทำเนียบ ปธน. บาดเจ็บ-โดนจับอื้อ

ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ปะทะตำรวจใกล้ทำเนียบ ปธน. บาดเจ็บ-โดนจับอื้อ

22 ก.ย. 2568 03:51 น.

ฟิลิปปินส์ประท้วงเดือด ปะทะตำรวจใกล้ทำเนียบ ปธน. บาดเจ็บ-โดนจับอื้อ

ชาวฟิลิปปินส์รวมตัวประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชันโครงการป้องกันน้ำท่วม และเกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจใกล้ทำเนียบประธานาธิบดี ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและถูกจับกุมหลายสิบราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจฟิลิปปินส์จับกุมผู้ต้องสงสัย 49 คน ที่ก่อเหตุปาก้อนหิน ขวด และระเบิดเพลิงใส่เจ้าหน้าที่ และกีดขวางถนนกับสะพานที่มุ่งตรงไปยังทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ขณะมีการชุมนุมอย่างสงบเพื่อต่อต้านการทุจริตโครงการป้องกันน้ำท่วมขึ้นในกรุงมะนิลา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผู้ปะท้วงจำนวนมากกว่า 33,000 คน ออกมาเดินขบวนที่สวนสาธารณะและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเมืองหลวงกรุงมะนิลา เพื่อแสดงความโกรธเกรี้ยวต่อข่าวอื้อฉาวเรื่องการคอร์รัปชันซึ่งมีสมาชิกสภานิติบัญญัติ, เจ้าหน้าที่ และเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย

พวกเขาถูกกล่าวหาว่า รับเงินสินบนจำนวนมหาศาลจากโครงการป้องกันน้ำท่วมในฟิลิปปินส์ ซึ่งมักเผชิญกับพายุและพายุไต้ฝุ่นอยู่เป็นประจำ

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการประท้วงอย่างสงบ กลับมีคนกลุ่มหนึ่งจำนวนประมาณ 100 คน ซึ่งบางส่วนถือกระบอง, ธงชาติฟิลิปปินส์ และป้ายประท้วง ก่อนจะก่อเหตุใช้ความรุนแรง และปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจนานนับชั่วโมง จนทำให้ตำรวจได้รับบาดเจ็บประมาณ 70 นาย และโรงเรียนต้องปิดชั่วคราวเพราะเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น

ตำรวจฟิลิปปินส์ระบุว่า พวกเขายิงแก๊สน้ำตาเพื่อพยายามสลายกลุ่มผู้โจมตี หลังจากคนกลุ่มนี้ก่อเหตุพ่นสีกราฟฟิตีบนกำแพง, โค่นเสาเหล็ก, ทุบกระจก และบุกรุกห้องโถงของโรงแรมราคาประหยัดแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ริมถนน ซึ่งเต็มไปด้วยมหาวิทยาลัย ธนาคาร และร้านอาหาร ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปในตอนกลางคืน

หลังเกิดเหตุหลายชั่วโมง ตำรวจจับกุมตัวผู้ก่อเหตุความรุนแรงได้อย่างน้อย 49 คน แต่ยังไม่เปิดเผยว่าพวกเขาเป็นใคร และยังไม่แน่ชัดว่าคนกลุ่มนี้เข้าร่วมการประท้วงอย่างสงบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นหรือไม่

ทั้งนี้ การประท้วงในกรุงมะนิลาปะทุขึ้นหลังจาก คู่รักเศรษฐีคู่หนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างหลายแห่ง และชนะการประกวดราคาสัญญาโครงการป้องกันน้ำท่วมมูลค่ามหาศาล นำรถยนต์หรูแบรนด์ยุโรปและอเมริกันหลายสิบคันที่พวกเขาเป็นเจ้าของมาจัดแสดงระหว่างการให้สัมภาษณ์กับสื่อ บางคันมีราคาถึง 43 ล้านเปโซ (ราว 24 ล้านบาท)

เรื่องดังกล่าวสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนอย่างมาก เนื่องจากรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อปีของชาวฟิลิปปินส์อยู่ที่ราว 353,230 เปโซเท่านั้น (ราว 197,700 บาท)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

นักข่าวหญิงจีนผู้แฉเรื่องโควิดระบาดในอู่ฮั่น โดนจำคุกเพิ่มอีก 4 ปี

นักข่าวหญิงจีนผู้แฉเรื่องโควิดระบาดในอู่ฮั่น โดนจำคุกเพิ่มอีก 4 ปี

22 ก.ย. 2568 01:59 น.

นักข่าวหญิงจีนผู้แฉเรื่องโควิดระบาดในอู่ฮั่น โดนจำคุกเพิ่มอีก 4 ปี

นักข่าวหญิงชาวจีนผู้ออกมาเปิดเผยว่า การระบาดของโควิด-19 ที่เมืองอู่ฮั่นในช่วงแรก รุนแรงกว่าที่รัฐบาลบอก ถูกตัดสินจำคุกเพิ่มอีก 4 ปี

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. 2568 องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (RSF) เปิดเผยว่า นักข่าวชาวจีนผู้ถูกจำคุกเป็นเวลา 4 ปี หลังจากทำข่าวการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เมืองอู่ฮั่น ในช่วงแรกของการระบาดเมื่อปี 2563 ถูกตัดสินจำคุกเพิ่มอีก 4 ปีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

น.ส.จาง จ้าน อายุ 42 ปี ถูกตัดสินจำคุกในข้อหา “ก่อเหตุทะเลาะวิวาทและปลุกปั่นให้เกิดปัญหา” ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกันกับที่ทำให้เธอถูกจำคุกตั้งแต่เดือนธันวาคม 2563 หลังจากที่เธอโพสต์เรื่องราวจากประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาในช่วงแรกจากเมืองอู่ฮั่นซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางการระบาด

“เธอสมควรได้รับการยกย่องจากทั่วโลกในฐานะ ‘วีรสตรีด้านข้อมูลข่าวสาร’ ไม่ใช่ต้องมาติดอยู่ในสภาพเรือนจำที่โหดร้าย” น.ส.อเล็กซานดรา บีลาคอฟสกา ผู้จัดการฝ่ายสนับสนุนของกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน (RSF) ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ระบุในแถลงการณ์

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น น.ส.จางถูกจับกุมไม่กี่เดือนหลังจากโพสต์บทความและวิดีโอลงบนบัญชีผู้ใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ของเธอ ซึ่งแสดงให้เห็นภาพโรงพยาบาลที่แออัดและถนนที่ว่างเปล่าเป็นเวลาหลายเดือน เผยให้เห็นภาพการระบาดในช่วงแรกที่รุนแรงกว่าที่รัฐบาลจีนบอก

นาย เหริน เฉวียนหนิว ทนายความของ น.ส.จางในขณะนั้นกล่าวว่า ลูกความของเขาเชื่อว่าตนเอง “กำลังถูกคุกคามจากการใช้เสรีภาพในการพูดของเธอ”

หลังถูกจับกุมได้ราว 1 เดือน น.ส.จางก็ประท้วงด้วยการอดอาหาร ซึ่งทนายความของเธออ้างในตอนนั้นว่า ตำรวจต้องมัดมือเธอและบังคับให้อาหารผ่านท่อ

องค์กรนักข่าวไร้พรมแดนระบุว่า น.ส.จางได้รับการปล่อยตัวในเดือนพฤษภาคม 2567 และถูกควบคุมตัวอีกครั้งในอีกสามเดือนต่อมา ก่อนจะถูกจับกุมอย่างเป็นทางการและถูกนำตัวไปคุมขังที่ศูนย์กักกัน “ผู่ตง” ในเซี่ยงไฮ้

RSF เผยอีกว่า การตัดสินลงโทษเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเป็นผลมาจากการที่ น.ส.จางรายงานเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในจีน ซึ่งนาย เหริน เฉวียนหนิว อดีตทนายความของเธอได้โพสต์ข้อความผ่าน X ว่า ข้อกล่าวหาใหม่นี้อิงตามความคิดเห็นของ น.ส.จางบนเว็บไซต์ต่างประเทศ และเธอไม่ควรถูกตัดสินว่ามีความผิด

อนึ่ง ทางการจีนไม่เคยระบุอย่างชัดเจนต่อสาธารณะว่า น.ส.จางถูกตั้งข้อหาจากการกระทำใดบ้าง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

ช็อก พบศพหญิงข้ามเพศ 3 รายถูกยิงพรุน ทิ้งร่างไว้ข้างถนนในปากีสถาน

ช็อก พบศพหญิงข้ามเพศ 3 รายถูกยิงพรุน ทิ้งร่างไว้ข้างถนนในปากีสถาน

21 ก.ย. 2568 23:38 น.

ช็อก พบศพหญิงข้ามเพศ 3 รายถูกยิงพรุน ทิ้งร่างไว้ข้างถนนในปากีสถาน

หญิงข้ามเพศ 3 รายถูกยิงเสียชีวิตและถูกทิ้งร่างไว้ข้างถนนในเมืองการาจี ของปากีสถาน โดยที่ยังไม่รู้ว่าคนร้ายเป็นใคร ท่ามกลางการกีดกันทางสังคมในปากีสถานที่ยังคงน่ากังวล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจปากีสถานเปิดเผยว่า พวกเขาพบศพหญิงข้ามเพศ 3 รายอยู่ข้างถนนหลวงในเขต เมมอน โกธ ของเมืองการาจี ทางใต้ของประเทศเมื่อช่วงเที่ยงคืนเข้าสู่วันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. 2568 โดยร่างของทั้งสามเต็มไปด้วยบาดแผลจากกระสุนปืน

เจ้าหน้าที่กำลังอยู่ระหว่างกระบวนการยืนยันตัวผู้เสียชีวิต โดยที่พวกเขายังไม่ได้ข้อสรุปเรื่องแรงจูงใจในการก่อเหตุ และยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคนร้ายเป็นใคร

ด้านองค์กรนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) เหตุความรุนแรงต่อบุคคลข้ามเพศ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ฮิจรา” (Hijras) ในปากีสถานเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวล

ขณะที่นาย ไซเยด มูราด อาลี ชาห์ มุขมนตรีจังหวัดสินธ์ ระบุในแถลงการณ์ว่า “บุคคลข้ามเพศเป็นกลุ่มเปราะบางของสังคม และเราทุกคนต้องให้เกียรติและเคารพพวกเธอ”

ทั้งนี้ เมื่อปี 2561 วุฒิสภาของปากีสถานได้ลงมติสนับสนุนร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิของบุคคลข้ามเพศ และอนุญาตให้พวกเขากำหนดอัตลักษณ์ทางเพศของตนเองได้ อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายคนข้ามเพศดังกล่าวจะได้รับเสียงชื่นชมจากทั่วโลก แต่มาตราสำคัญบางส่วนก็ถูกศาลชารีอะฮ์เพิกถอนในภายหลัง

ปัจจุบัน ในปากีสถานมีคนข้ามเพศประมาณ 5 แสนคน และพวกเขายังคงเผชิญกับการกีดกันทางสังคมและการทารุณกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยรายงานของวารสาร The Lancet เมื่อปี 2566 ระบุว่า 90% ของบุคคลข้ามเพศในปากีสถานต้องเผชิญกับการถูกทำร้ายร่างกาย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UK-แคนาดา-ออสเตรเลีย รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

UK-แคนาดา-ออสเตรเลีย รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

21 ก.ย. 2568 22:20 น.

UK-แคนาดา-ออสเตรเลีย รับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ตามหลังแคนาดากับออสเตรเลียที่ประกาศก่อนหน้านี้ ในขณะที่อิสราเอลแสดงความผิดหวัง

ในวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. 2568 เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว โดยระบุว่า การรับรองครั้งนี้ก็เพื่อรักษาความหวังในสันติ และยืนยันว่า UK จะสู้ต่อไปเพื่อนำตัวประกันชาวอิสราเอลกลับบ้าน

ประกาศของ เซอร์ สตาร์เมอร์ เกิดขึ้นไม่นานหลังจากแคนาดากลายเป็นประเทศกลุ่ม G7 ชาติแรกที่ประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์ ตามด้วยออสเตรเลีย

ในวิดีโอแถลงการณ์ เซอร์ สตาร์เมอร์ กล่าวว่า “เมื่อเผชิญกับความน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่มขึ้นในตะวันออกกลาง เรากำลังดำเนินการเพื่อรักษาความเป็นไปได้ของสันติภาพและแนวทางแก้ไขแบบสองรัฐให้คงอยู่ ซึ่งนั่นหมายถึงความปลอดภัยและความมั่นคงของอิสราเอลเคียงข้างรัฐปาเลสไตน์ที่ดำรงอยู่ได้ แต่ในขณะนี้เรายังไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย”

“วันนี้ เพื่อฟื้นคืนความหวังของสันติภาพและการแก้ไขปัญหาแบบสองรัฐ ผมขอประกาศอย่างชัดเจนในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศที่ยิ่งใหญ่นี้ว่า สหราชอาณาจักรจะให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ”

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลออกมาแสดงความผิดหวังต่อความเคลื่อนไหวล่าสุดของสหราชอาณาจักร ระบุว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์เป็นเพียงการให้รางวัลแก่กลุ่มฮามาส ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มภราดรภาพมุสลิมที่มีความสัมพันธ์ในสหราชอาณาจักร

“บรรดาผู้นำฮามาสเองก็ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า การรับรองครั้งนี้เป็นผลโดยตรง หรือเป็น ‘ผลพวง’ จากการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม” กระทรวงต่างประเทศของอิสราเอลระบุผ่าน X

อย่างไรก็ตาม แถลงการณ์ของนายกรัฐมนตรี UK ยืนยันว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์ไม่ได้เป็นการให้รางวัลกลุ่มฮามาส

เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าวว่า เขาได้พบกับครอบครัวตัวประกันชาวบริติชที่ถูกฮามาสจับไว้ในฉนวนกาซาแล้ว และได้เห็นความทุกข์ทรมานที่พวกเขาต้องแบกรับในทุกๆ วัน และความเจ็บปวดที่ฝังลึกลงในหัวใจของผู้คนในอิสราเอลและสหราชอาณาจักร ตัวประกันต้องได้รับการปล่อยตัวในทันที และ “เราจะสู้ต่อไปเพื่อพาพวกเขากลับบ้าน”

“ข้อเรียกร้องของเราสำหรับแนวทางแก้ไขแบบสองรัฐที่แท้จริงนั้นตรงกันข้ามกับวิสัยทัศน์ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง [ของกลุ่มฮามาส] โดยสิ้นเชิง” เซอร์ สตาร์เมอร์ กล่าว “แนวทางแก้ไขนี้ไม่ใช่การให้รางวัลแก่กลุ่มฮามาส” เพราะมันหมายความว่า ฮามาสไม่สามารถมีอนาคตหรือบทบาทในรัฐบาล และบทบาทในด้านความมั่นคงด้วย

เซอร์ สตาร์เมอร์ กล่าวด้วยว่า วิกฤตที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ในฉนวนกาซาเลวร้ายลงไปอีกขั้นแล้ว คนนับหมื่นถูกสังหาร รวมถึงผู้ที่ไปรับอาหารและน้ำดื่ม เด็กๆ ที่บาดเจ็บและล้มป่วยต้องอพยพ เราเพิ่มความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแล้ว แต่ของที่ถูกส่งเข้าไปไม่ใกล้เคียงกับคำว่าพอเลย

“เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลอิสราเอลยกเลิกการปิดล้อมชายแดน หยุดยั้งกลยุทธ์อันโหดร้ายเหล่านี้ และปล่อยให้ความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้าไป” นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าว

ในตอนท้ายของแถลงการณ์ เซอร์ สตาร์เมอร์ ยังเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ “ร่วมมือกัน” เพื่อนำมาซึ่ง “อนาคตที่สงบสุขที่เราอยากเห็น” ซึ่งหมายถึง การปล่อยตัวประกันที่เหลืออยู่ที่ฮามาสจับไว้ในฉนวนกาซา, ยุติความรุนแรงและความทุกข์ทรมาน และหันกลับไปสู่แนวทางแก้ไขแบบสองรัฐ

“นี่คือความหวังที่ดีที่สุดสำหรับสันติภาพและความมั่นคงของทุกฝ่าย” นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวปิดท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์ ตอบโต้โดรนรัสเซีย

อังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์ ตอบโต้โดรนรัสเซีย

21 ก.ย. 2568 10:36 น.

อังกฤษส่งเครื่องบินขับไล่เข้าคุ้มกันน่านฟ้าโปแลนด์ ตอบโต้โดรนรัสเซีย

กระทรวงกลาโหมอังกฤษยืนยันส่งเครื่องบินขับไล่ “ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน” ของกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) ไปปฏิบัติภารกิจป้องกันภัยทางอากาศร่วมกับนาโต เหนือน่านฟ้าโปแลนด์แล้ว เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ที่โดรนรัสเซียรุกล้ำน่านฟ้าหลายครั้ง

ภารกิจดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยเครื่องบินขับไล่ “ยูโรไฟเตอร์ ไทฟูน” (Eurofighter Typhoon)” ของอังกฤษได้บินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าโปแลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของพันธมิตรทางทหารเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับแนวป้องกันด้านตะวันออก

ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นหลังรัสเซียละเมิดน่านฟ้าของประเทศสมาชิกนาโต อย่างต่อเนื่องในเดือนนี้ ทั้งโดรนที่ตรวจพบในโรมาเนีย และเครื่องบินรบที่รุกล้ำน่านฟ้าเอสโตเนีย แม้ว่ารัสเซียจะปฏิเสธหรือลดทอนความสำคัญของการละเมิดดังกล่าวก็ตาม

นายจอห์น ฮีลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอังกฤษ กล่าวว่า การส่งเครื่องบินรบของกองทัพอากาศครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า “น่านฟ้าของนาโตจะได้รับการปกป้อง” พร้อมยกย่องนักบินและเจ้าหน้าที่อังกฤษที่เข้าร่วมปฏิบัติการนี้ว่าได้ทำหน้าที่อย่างดีเยี่ยมเพื่อปกป้องพันธมิตรจาก “การรุกรานที่ประมาทของรัสเซีย”

ปฏิบัติการครั้งนี้มีเครื่องบินขับไล่ 2 ลำจากฐานทัพอากาศ Coningsby ในอังกฤษ บินลาดตระเวนเหนือน่านฟ้าโปแลนด์ โดยมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงในอากาศรุ่น Voyager คอยสนับสนุน ก่อนจะเดินทางกลับอังกฤษในช่วงเช้าวันเสาร์

นาโตได้ประกาศภารกิจนี้ ซึ่งมีชื่อเรียกว่า Eastern Sentry เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา หลังจากเกิดเหตุโดรนบุกรุกน่านฟ้าโปแลนด์ถึง 19 ครั้งในวันเดียว ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงที่สุดและเป็นครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกนาโต เผชิญหน้ากับโดรนรัสเซียโดยตรงนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยโปแลนด์สามารถยิงโดรนตกได้ถึง 3 ลำ

นายโดนัลด์ ทัสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวว่า สถานการณ์นี้ “ใกล้เคียงที่สุดกับสงครามเปิดเต็มรูปแบบนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง” นายฮีลีย์ยังเน้นย้ำว่า “เมื่อเราถูกคุกคาม เราจะตอบโต้ร่วมกัน” โดยระบุว่าการกระทำของรัสเซียนั้น “ประมาท, อันตราย และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน”

ผู้บัญชาการทัพอากาศอังกฤษ มาร์แชล ฮาร์ฟ สมิธ เสริมว่า ความร่วมมือกับนาโตในปัจจุบัน “แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และย้ำว่าอังกฤษ “พร้อมฉายกำลังทางอากาศได้ทุกระยะ” โดยเขายังชี้ถึงความหมายเชิงประวัติศาสตร์ว่า 85 ปีก่อน นักบินโปแลนด์เคยร่วมสู้กับกองทัพอากาศอังกฤษ ในยุทธการบริเตน (Battle of Britain) เพื่อป้องกันน่านฟ้าอังกฤษจากการโจมตีของเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่สอง และวันนี้ทั้งสองชาติก็ยังยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่อีกครั้งเพื่อความมั่นคงร่วมกัน.

ที่มา BBC

นายกฯ อังกฤษเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์

นายกฯ อังกฤษเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์

21 ก.ย. 2568 09:58 น.

นายกฯ อังกฤษเตรียมประกาศรับรองรัฐปาเลสไตน์

เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษเตรียมประกาศการรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการในวันอาทิตย์นี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากอิสราเอลว่าเป็น “การให้รางวัลแก่การก่อการร้าย”

การเคลื่อนไหวครั้งสำคัญนี้มีขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีเคยกล่าวไว้เมื่อเดือนกรกฎาคมว่า อังกฤษจะเปลี่ยนจุดยืนหากอิสราเอลไม่บรรลุเงื่อนไขสำคัญ ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงในกาซา และการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนเพื่อนำไปสู่แนวทาง “สองรัฐ”

แหล่งข่าวจากรัฐบาลระบุว่า สถานการณ์ในกาซาเลวร้ายลงอย่างมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งจากภาพผู้คนอดอยากและความรุนแรงที่เกิดขึ้น รวมถึงการปฏิบัติการทางภาคพื้นดินครั้งล่าสุดของอิสราเอลในเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งทำให้ผู้คนหลายแสนคนต้องอพยพหนีตาย นอกจากนี้ ยังมีการขยายถิ่นฐานชาวอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ ซึ่งละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ได้รับเสียงคัดค้านอย่างรุนแรงจากรัฐบาลอิสราเอลและครอบครัวตัวประกัน นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ระบุว่าการรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเวลานี้คือ “การให้รางวัลแก่การก่อการร้าย”

ด้านนางเคมิ บาเดนอค ผู้นำฝ่ายค้านกล่าวในบทความของหนังสือพิมพ์เดอะเทเลกราฟว่า การรับรองรัฐปาเลสไตน์ในเวลานี้และก่อนการปล่อยตัวประกันที่เหลือ จะเป็น “การให้รางวัลแก่การก่อการร้าย” อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับครอบครัวตัวประกันที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการใดๆ จนกว่าตัวประกันจะได้รับการปล่อยตัวทั้งหมด

แม้จะเผชิญแรงกดดัน แต่นายสตาร์เมอร์ยืนยันว่าถึงเวลาที่ต้องดำเนินการเพื่อรักษาความหวังของข้อตกลงสันติภาพระยะยาวไว้ ขณะที่รัฐมนตรีอังกฤษให้เหตุผลว่า การกระทำนี้เป็นความรับผิดชอบเชิงศีลธรรม

ปัจจุบันมีประเทศสมาชิกสหประชาชาติกว่า 75% ที่รับรองรัฐปาเลสไตน์ แต่ด้วยสถานะที่ยังไม่มีพรมแดนที่แน่ชัด เมืองหลวง หรือกองทัพ การยอมรับ “รัฐปาเลสไตน์” โดยอังกฤษ จึงเป็นสัญญาณทางการเมืองที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมต่อเวทีโลก และเพิ่มแรงกดดันให้อิสราเอลต้องหันกลับมาสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพตามแนวทางสองรัฐ.

ที่มา BBC