ม็อบขวาจัดเนเธอร์แลนด์ปะทะตำรวจ ก่อนศึกเลือกตั้งปลายเดือน

ม็อบขวาจัดเนเธอร์แลนด์ปะทะตำรวจ ก่อนศึกเลือกตั้งปลายเดือน

21 ก.ย. 2568 09:44 น.

ม็อบขวาจัดเนเธอร์แลนด์ปะทะตำรวจ ก่อนศึกเลือกตั้งปลายเดือน

เกิดเหตุจลาจลรุนแรงในการประท้วงของกลุ่มนักเคลื่อนไหวขวาจัดที่ต่อต้านผู้อพยพในกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ต้องใช้แก๊สน้ำตาและรถฉีดน้ำเพื่อควบคุมสถานการณ์ มีรายงานผู้ถูกจับกุม 30 ราย และเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย

การประท้วงดังกล่าวจัดขึ้นโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวขวาจัด เพื่อเรียกร้องนโยบายผู้อพยพที่เข้มงวดขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 1,500 คน ซึ่งส่วนใหญ่โบกธงชาติเนเธอร์แลนด์และธงของกลุ่มขวาจัดสุดโต่ง

สถานการณ์เริ่มตึงเครียดขึ้นเมื่อกลุ่มผู้ประท้วงบางส่วนปิดกั้นถนนทางหลวงที่ตัดผ่านเมือง พร้อมทั้งก่อเหตุเผารถยนต์ตำรวจ และขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ากลุ่มผู้ก่อจลาจลได้ทุบทำลายกระจกและทรัพย์สินภายในสำนักงานใหญ่ของพรรค D66 ซึ่งเป็นพรรคสายกลาง-ซ้าย ที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของชนชั้นสูงหัวก้าวหน้า

นายร็อบ เจ็ตเทน หัวหน้าพรรค D66 ได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “ถ้าพวกคุณคิดว่าจะข่มขู่เราได้… ไม่มีทาง เราจะไม่มีวันปล่อยให้ผู้ก่อจลาจลหัวรุนแรงมาพรากประเทศที่สวยงามของเราไป”

ด้านนายกรัฐมนตรีดิก สโคฟ ออกมาประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “ภาพที่น่าตกใจและบ้าคลั่งของการใช้ความรุนแรงอย่างไร้ยางอาย” โดยย้ำว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้อย่างยิ่ง

แม้จะได้รับเชิญให้ขึ้นพูดบนเวทีการประท้วง แต่นายเกียร์ต วิลเดอร์ส ผู้นำพรรคขวาจัดที่ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และยังคงมีคะแนนนำในโพลสำรวจความคิดเห็นก่อนการเลือกตั้งในวันที่ 29 ตุลาคมนี้ ได้ประณามการใช้ความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง” และเป็นการกระทำของ “พวกปัญญาอ่อน”

ทั้งนี้ เหตุการณ์จลาจลครั้งนี้เกิดขึ้นไม่กี่เดือนหลังจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ชุดก่อนล่มสลายในเดือนมิถุนายน เนื่องจากนายวิลเดอร์สถอนพรรค PVV ออกจากพรรคร่วมรัฐบาล หลังมีความขัดแย้งเกี่ยวกับนโยบายการควบคุมผู้อพยพ.

ที่มา BBC

เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ

เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ

21 ก.ย. 2568 06:00 น.

เพนตากอนเพิ่มข้อจำกัดสื่อสหรัฐฯ รายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพ

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มข้อจำกัดสำหรับสื่อที่ต้องการรายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพสหรัฐฯ โดยกำหนดให้รายงานได้แค่ข้อมูลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า “เพนตากอน” หรือ กระทรวงสงคราม (กลาโหม) ของสหรัฐฯ เปิดเผยข้อจำกัดใหม่สำหรับสื่อที่ต้องการรายงานข่าวเกี่ยวกับกองทัพสหรัฐฯ โดยกำหนดให้สื่อต้องให้คำมั่นว่าจะไม่เปิดเผยข้อมูลใดก็ตามที่ไม่ได้รับการอนุญาตอย่างเป็นทางการให้เผยแพร่ และจำกัดการเคลื่อนไหวของพวกเขาภายในกระทรวงสงครามด้วย

แนวทางปฏิบัติใหม่ซึ่งระบุไว้ในบันทึกข้อความขนาดยาวที่แจกจ่ายให้นักข่าวเมื่อวันศุกร์ (19 ก.ย.) กำหนดให้นักข่าวต้องลงนามในคำให้การเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อรับปากว่าจะปฏิบัติตาม มิฉะนั้นอาจเสี่ยงต่อการถูกเพิกถอนบัตรประจำตัวสื่อ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าว ถือเป็นความพยายามล่าสุดของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการควบคุมการนำเสนอข่าวของสื่อในเรื่องนโยบายของเขา หลังนายทรัมป์เคยกล่าวเป็นนัยว่า การรายงานข่าวเชิงลบอาจเป็นสิ่งผิดกฎหมาย

บันทึกข้อความนี้ระบุด้วยว่า เพนตากอนยังคงยึดมั่นในความโปร่งใสเพื่อส่งเสริมความรับผิดชอบและความเชื่อมั่นของสาธารณชน แต่ข้อมูลต้องได้รับการอนุมัติให้เผยแพร่ต่อสาธารณะโดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจที่เหมาะสมก่อนจะมีการเปิดเผย แม้ว่าข้อมูลนั้นจะไม่ถูกจัดเป็นชั้นความลับก็ตาม จำกัดการเผยแพร่ข้อมูลที่ได้มาจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่เปิดเผยชื่อ

ข้อจำกัดใหม่นี้จะครอบคลุมทั้งข้อมูลที่เป็นความลับและ “ข้อมูลที่ไม่เป็นความลับแต่มีการควบคุม”

บันทึกดังกล่าวยังให้รายละเอียดเกี่ยวกับข้อจำกัดใหม่เกี่ยวกับสถานที่ที่นักข่าวประจำเพนตากอนจะสามารถเดินทางเข้าไปได้โดยไม่มีเจ้าหน้าที่นำทาง ภายในสำนักงานใหญ่ขนาดใหญ่ของกระทรวง ซึ่งอยู่นอกกรุงวอชิงตันเล็กน้อย

อนึ่ง กฎใหม่นี้มีขึ้นหลายเดือนหลังจากนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม ต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากการที่เขา แชร์ข้อมูลกำหนดเวลาการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ ที่กำลังจะไปโจมตีกบฏฮูตีในเยเมน ลงในกลุ่ม Signal ที่มีนักข่าวอยู่ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่ ตายเจ็บนับสิบ

ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่ ตายเจ็บนับสิบ

21 ก.ย. 2568 04:48 น.

ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่ ตายเจ็บนับสิบ

เซเลนสกีโวยรัสเซีย ส่งโดรน-ยิงมิสไซล์กว่า 600 ลูก โจมตีหลายพื้นที่ในยูเครน ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบคน ขณะที่รัสเซียเผยว่า ยูเครนส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของพวกเขา

เมื่อวันเสาร์ที่ 20 ก.ย. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน ออกมาเปิดเผยว่า รัสเซียโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของยูเครน เมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ บาดเจ็บอีกมากกว่า 30 ราย

เซเลนสกีระบุอีกว่า แคว้นดนิโปรเปตรอฟสก์, มีโคลาอิฟ, เชอร์นิฮิฟ, ซาปอริชเชีย, โปลตาวา, เคียฟ, โอเดสซา, ซูมี และคาร์คิฟเป็นเป้าหมายการโจมตี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เพื่อข่มขู่พลเรือนและทำลายโครงสร้างพื้นฐานของยูเครน โดยมีรายงานว่ามิสไซล์ลูกหนึ่งพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยโดยตรงด้วย

ด้านกองทัพยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนกับมิสไซล์รวม 619 เข้ามาโจมตีในดินแดนของพวกเขา ขณะที่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า พวกเขาโจมตีครั้งใหญ่ด้วยอาวุธที่แม่นยำ โดยมุ่งเป้าหมายไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านอุตสาหกรรมกองทัพ

ในขณะเดียวกัน นายวียาเชสลาฟ เฟโดริชเชฟ ผู้ว่าการแคว้นซามาราของรัสเซีย เปิดเผยว่า ยูเครนส่งโดรนเข้ามาโจมตีและทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ และบาดเจ็บอีก 1 ราย

ส่วนกองทัพยูเครนอ้างว่า โดรนของพวกเขาโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน “โนโวคุยบีเชฟสก์” (Novokuibyshevsk) ในแคว้นซามารา และโรงกลั่นน้ำมัน “ซาราตอฟ” (Saratov) ซึ่งอยู่ในแคว้นใกล้เคียงเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การโจมตีข้ามพรมแดนด้วยโดรนดังกล่าวเป็นวิธีที่ทั้งยูเครนและรัสเซียใช้โจมตีอีกฝ่ายมากขึ้น โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยูเครนโจมตีด้วยโดรนอย่างต่อเนื่อง บีบให้สนามบินทั้งหมดในกรุงมอสโกต้องปิดทำการชั่วคราว

นอกจากนั้น ยูเครนยังมุ่งเป้าโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและโรงงานอุตสาหกรรมสำคัญอื่น ๆ ของรัสเซียอย่างเป็นระบบ เนื่องจากสถานที่เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความพยายามทำสงครามของรัสเซียในยูเครนต่อไป

แต่ในขณะเดียวกัน รัสเซียก็ยกระดับการโจมตีทางอากาศในยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยที่เคียฟกับพันธมิตรตะวันตก รวมถึงสหรัฐฯ ยังคงเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการหยุดยิง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โปรตุเกสยืนยัน เตรียมรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ แม้สหรัฐฯ ค้าน

โปรตุเกสยืนยัน เตรียมรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ แม้สหรัฐฯ ค้าน

21 ก.ย. 2568 04:02 น.

โปรตุเกสยืนยัน เตรียมรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ แม้สหรัฐฯ ค้าน

โปรตุเกสยืนยัน เตรียมรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในวันอาทิตย์นี้ ท่ามกลางเสียงประณามจากอิสราเอล ขณะที่โดนัลด์ ทรัมป์ พูดก่อนหน้านี้ว่าเขาไม่เห็นด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กระทรวงการต่างประเทศของโปรตุเกสประกาศว่า ประเทศของพวกเขาจะให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์ในวันอาทิตย์ที่ 21 ก.ย. 2568 นี้ ถือเป็นชาติตะวันตกประเทศล่าสุดที่เตรียมการเรื่องดังกล่าว ในขณะที่สงครามในฉนวนกาซายังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง

ความเคลื่อนไหวของโปรตุเกสเกิดขึ้นก่อนที่การประชุมสมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติ (UNGA) จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์หน้าที่นครนิวยอร์ก โดยฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร, แคนาดา และออสเตรเลีย ประกาศก่อนหน้านี้ว่า พวกเขากำลังเตรียมให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์เช่นกัน

ด้านอิสราเอลออกมาประณามท่าทีของชาติตะวันตก โดยนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่านี่จะเป็นการให้รางวัลแก่ผู้ก่อการร้ายหลังฮามาสโจมตีอิสราเอลเมื่อ 7 ต.ค. 2566

ขณะที่สหรัฐฯ มหามิตรของอิสราเอล ก็ออกมาระบุในทำนองเดียวกับนายเนทันยาฮู โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวอย่างชัดเจนระหว่างแถลงข่าวร่วมกับ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรเมื่อไม่กี่วันก่อนว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการรับรองรัฐปาเลสไตน์

ทั้งนี้ สมาชิกราว 3 ใน 4 จากทั้งหมด 193 ประเทศในองค์การสหประชาชาติให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์แล้ว โดยในปี 2555 ปาเลสไตน์ได้รับสถานะเป็นรัฐผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก (non-member observer state) ขององค์การสหประชาชาติ

อนึ่ง การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ต.ค. 2566 ทำให้มีผู้เสียชีวิตในอิสราเอลราว 1,200 ศพ และมีผู้ถูกจับเป็นตัวประกันอีก 251 คน ส่งผลให้อิสราเอลประกาศสงครามกับกลุ่มฮามาส และเดินหน้าโจมตีฉนวนกาซามาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งการโจมตีของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาแล้วอย่างน้อย 65,141 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สหรัฐฯ จมเรือลำที่ 3 ดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

สหรัฐฯ จมเรือลำที่ 3 ดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

21 ก.ย. 2568 02:05 น.

สหรัฐฯ จมเรือลำที่ 3 ดับ 3 ศพ อ้างลักลอบขนยาเสพติด

กองทัพสหรัฐฯ โจมตีทำลายเรือลำที่ 3 ในรอบไม่กี่สัปดาห์ อ้างเป็นเรือขององค์กรก่อการร้ายและกำลังลักลอบขนยาเสพติด มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยผ่าน Truth Social ว่า กองทัพสหรัฐฯ ดำเนินการโจมตีเรือลำหนึ่ง ซึ่งเขาอ้างว่าเกี่ยวข้องกับองค์กรก่อการร้ายและกำลังลักลอบขนยาเสพติด และการโจมตีทำให้ผู้ก่อการร้ายยาเสพติด 3 คนบนเรือเสียชีวิตทั้งหมด

นายทรัมป์เผยอีกว่า เรือดังกล่าวถูกโจมตีขณะอยู่ในน่านน้ำสากลในเขตรับผิดชอบของกองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของอเมริกาใต้และทะเลแคริบเบียน หลังจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ยืนยันว่ามีการลักลอบขนยาเสพติด

“หน่วยข่าวกรองยืนยันว่าเรือลำนี้กำลังลักลอบขนยาเสพติดผิดกฎหมาย และกำลังเดินทางตามเส้นทางที่ทราบกันดีว่าเป็นเส้นทางค้ายาเสพติด มุ่งหน้าไปเพื่อวางยาพิษชาวอเมริกัน”

“ไม่มีกองกำลังสหรัฐฯ ได้รับอันตรายจากการโจมตีครั้งนี้ หยุดขายเฟนทานิล ยาเสพติด และยาผิดกฎหมายในอเมริกา และหยุดการก่อความรุนแรงและการก่อการร้ายต่อชาวอเมริกันได้แล้ว!!!” นายทรัมป์ประกาศ

นี่เป็นการโจมตีเรือที่ต้องสงสัยว่ากำลังลักลอบขนยาเสพติดครั้งที่ 3 ของสหรัฐฯ แล้ว ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการโจมตี 2 ครั้งก่อนทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 14 ศพ และนายทรัมป์กล่าวหาว่าเป็นเรือจากเวเนซุเอลา

ก่อนหน้านี้ นายนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาออกมาประณามการโจมตีเรือ 2 ลำแรกของสหรัฐฯ และว่าประเทศของเขาจะปกป้องตนเองจากความก้าวร้าวของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานทักษะ “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานทักษะ “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

21 ก.ย. 2568 00:08 น.

ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานทักษะ “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งขึ้นค่าธรรมเนียมผู้สมัครวีซ่า H-1B สำหรับแรงงานทักษะสูงเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี บีบบริษัทต่างๆ ใช้คนอเมริกันแทน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ก.ย. 2568 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เพิ่มการเก็บค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับผู้สมัครเข้าร่วมโครงการวีซ่าแรงงานผู้มีทักษะสูง หรือ “H-1B” เป็นเงินปีละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ

นายทรัมป์ลงนามคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยคำสั่งของเขาระบุถึงเรื่อง การใช้ประโยชน์โครงการนี้ในทางที่ผิด และจะจำกัดการเข้าประเทศ เว้นแต่จะมีการชำระเงิน

นักวิจารณ์ในสหรัฐฯ แสดงความกังวลมานานแล้วว่า วีซ่า H-1B กำลังบั่นทอนแรงงานชาวอเมริกัน ในขณะที่ผู้สนับสนุน รวมถึงมหาเศรษฐีอย่าง อีลอน มัสก์ โต้แย้งว่า วีซ่านี้ช่วยให้สหรัฐฯ สามารถดึงดูดผู้มีความสามารถระดับสูงจากทั่วโลกได้

คำสั่งของนายทรัมป์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 ก.ย. 2568 เป็นต้นไป โดยนายฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า คำสั่งจะมีผลกับคำขอวีซ่าใหม่เท่านั้น แต่บริษัทจะต้องจ่ายเงินจำนวนเท่ากันนี้สำหรับผู้สมัครแต่ละคนเป็นเวลาหกปี

“บริษัทต้องตัดสินใจ… ว่าบุคคลนั้นมีค่าพอที่จะต้องจ่ายเงิน 100,000 ดอลลาร์ต่อปีให้กับรัฐบาลหรือไม่ หรือควรกลับบ้านและจ้างคนอเมริกันแทน” นายลัตนิกกล่าว พร้อมเสริมว่า “บริษัทใหญ่ ๆ ทุกแห่งเห็นด้วยกับเรื่องนี้”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2547 สหรัฐฯ จำกัดการขอวีซ่า H-1B เอาไว้ที่ 85,000 รายต่อปี โดยมีค่าธรรมเนียมการบริหารต่าง ๆ รวมกันประมาณ 1,500 ดอลลาร์ ก่อนที่นายทรัมป์จะมีคำสั่งล่าสุด

ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ (USCIS) แสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้สมัครวีซ่า H-1B สำหรับปีงบประมาณหน้าลดลงเหลือประมาณ 359,000 ราย ซึ่งเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในรอบสี่ปี

อนึ่ง ตามสถิติของรัฐบาล ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้ในปีงบประมาณที่ผ่านมาคือ Amazon ตามมาด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Tata, Microsoft, Meta, Apple และ Google

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา บริษัท Amazon ได้แจ้งให้พนักงานที่ถือวีซ่า H-1B และอยู่ในสหรัฐฯ แล้วว่าให้อยู่ในประเทศต่อไป ส่วนใครก็ตามที่ไม่สามารถเดินทางกลับเข้าประเทศได้ก่อนที่คำสั่งจะมีผลบังคับใช้ ควรหลีกเลี่ยงการพยายามกลับเข้าสหรัฐฯ “จนกว่าจะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม”

ด้าน Nasscom ซึ่งเป็นสมาคมการค้าชั้นนำของอินเดีย ระบุว่า รู้สึกกังวลกับคำสั่งของนายทรัมป์ และว่าการกำหนดเส้นตายเพียงวันเดียวหลังลงนามคำสั่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมากสำหรับภาคธุรกิจ ผู้ประกอบอาชีพ และนักศึกษาทั่วโลก

อินเดียเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากวีซ่า H-1B มากที่สุดเมื่อปีก่อน โดยคิดเป็น 71% ของใบสมัครที่ได้รับการอนุมัติ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกอื้อ

โจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกอื้อ

20 ก.ย. 2568 22:33 น.

โจมตีไซเบอร์ป่วนสนามบินยุโรป เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกอื้อ

สนามบินในยุโรปหลายแห่งกำลังเผชิญปัญหาระบบขัดข้องเนื่องจากการโจมตีทางไซเบอร์ รวมถึงสนามบิน ฮีทโธรว์ ทำให้ต้องยกเลิกเที่ยวบินหลายสิบเที่ยว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การโจมตีทางไซเบอร์ทำให้ระบบเช็คอินและระบบการขึ้นเครื่องที่สนามบินขนาดใหญ่หลายแห่งในยุโรป รวมถึงท่าอากาศยานนานาชาติ “ลอนดอน ฮีทโธรว์” ขัดข้อง เมื่อวันเสาร์ที่ 20 ก.ย. 2568 ส่งผลให้ต้องมีการยกเลิกเที่ยวบินหรือเที่ยวบินล่าช้าจำนวนมาก

เจ้าหน้าที่ของสนามบินฮีทโธรว์ระบุว่า บริษัท “คอลลินส์ แอโรสเปซ” (Collins Aerospace) ซึ่งให้บริการระบบสำหรับสายการบินมากมายที่สนามบินหลายแห่งทั่วโลก กำลังประสบปัญหาขัดข้องทางเทคนิค ซึ่งอาจทำให้เกิดความล่าช้าแก่ผู้โดยสารขาออก

ด้านสนามบิน “บรัสเซลส์” กับสนามบิน “เบอร์ลิน” ออกแถลงการณ์ยืนยันว่า พวกเขาก็ถูกโจมตีทางไซเบอร์เช่นกัน

บริษัท RTX บริษัทแม่ของ คอลลินส์ แอโรสเปซ ระบุว่า พวกเขาทราบเรื่องการหยุดชะงักที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ ที่เกิดขึ้นกับซอฟต์แวร์ MUSE ที่ใช้ในสนามบินบางแห่งแล้ว แต่ไม่ได้ระบุชื่อสนามบินเหล่านั้น

ที่สนามบินฮีทโธรว์, เบอร์ลิน และบรัสเซลส์ มีเที่ยวบินขาออกและขาเข้าถูกยกเลิกไปแล้ว 29 เที่ยวบิน ตามรายงานของ “ซีเรียม” (Cirium) ผู้ให้บริการข้อมูลด้านการบิน

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น ท่าอากาศยาน “ดับลิน” ก็ออกมาระบุว่า พวกเขากำลังเผชิญปัญหาเล็กน้อยจากการโจมตีดังกล่าว เช่นเดียวกับท่าอากาศยาน “คอร์ก” สนามบินใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ของไอร์แลนด์รองจากดับลิน

“ผลกระทบจำกัดเฉพาะระบบเช็คอินและโหลดสัมภาระแบบอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าเท่านั้น และสามารถบรรเทาได้ด้วยการเช็คอินแบบแมนนวล” ท่าอากาศยานดับลินระบุ พร้อมเสริมว่ากำลังเร่งแก้ไขปัญหาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

เหตุการณ์ล่าสุดนี้นับเป็นอีกหนึ่งในการโจมตีทางไซเบอร์และมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่หน่วยงานของรัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ ทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ตั้งแต่การดูแลสุขภาพ การป้องกันประเทศ ไปจนถึงการค้าปลีกและยานยนต์ ล่าสุดบริษัท “จากัวร์” (Jaguar) ก็เพิ่งถูกโจมตีจนการผลิตรถยนต์หยุดชะงัก

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครหรือกลุ่มใดออกมาอ้างตัวว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีทางไซเบอร์ครั้งนี้

แต่นายร็อบ จาร์ดิน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายดิจิทัลของบริษัท NymVPN ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ระบุว่า การโจมตีล่าสุดเน้นย้ำถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เมื่อต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ที่เป็นบุคคลที่สาม

“ปัจจุบัน แฮกเกอร์ไม่ได้เป็นเพียงแค่อาชญากรเท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นอาวุธโดยชาติที่ไม่เป็นมิตร เพื่อโจมตียุโรป โดยมองว่าห่วงโซ่อุปทานเป็นวิธีที่ง่ายในการสร้างความวุ่นวาย” เขากล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกกักขังโดยตาลีบันเกือบ 8 เดือน ได้กลับสู่อ้อมกอดของลูกสาว

คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกกักขังโดยตาลีบันเกือบ 8 เดือน ได้กลับสู่อ้อมกอดของลูกสาว

20 ก.ย. 2568 11:27 น.

คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกกักขังโดยตาลีบันเกือบ 8 เดือน ได้กลับสู่อ้อมกอดของลูกสาว

คู่สามีภรรยาชาวอังกฤษที่ถูกตาลีบันควบคุมตัวนานเกือบ 8 เดือน ได้รับการปล่อยตัวและเดินทางถึงกาตาร์แล้ว ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นเมื่อได้กลับมากอดลูกสาวอันเป็นที่รักอีกครั้ง

ปีเตอร์ เรย์โนลด์ส วัย 80 ปี และบาร์บี เรย์โนลด์ส วัย 76 ปี อาศัยอยู่ในอัฟกานิสถานมานานเกือบสองทศวรรษ แต่ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ระหว่างเดินทางออกจากประเทศ โดยตาลีบันระบุว่า คู่สามีภรรยาละเมิดกฎหมายของอัฟกานิสถาน แต่ไม่เคยเปิดเผยสาเหตุการจับกุมอย่างเป็นทางการ 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ผ่านการเจรจาไกล่เกลี่ยของกาตาร์ ทำให้กลุ่มตาลีบันยอมปล่อยตัวทั้งคู่กลับมา โดยหลังจากผ่านการตรวจร่างกายในกรุงโดฮา ทั้งคู่จะเดินทางต่อกลับสหราชอาณาจักร แม้บ้านหลักของพวกเขายังคงอยู่ที่จังหวัดบามิยันในอัฟกานิสถาน

ภาพที่ท่าอากาศยานโดฮาแสดงให้เห็น ซาราห์ เอนท์วิสเซิล ลูกสาวของทั้งคู่ รอรับและสวมกอดพ่อแม่ทันทีที่ก้าวลงจากเครื่องบิน ก่อนเดินเคียงข้างกันเข้าสู่ตัวอาคารสนามบิน ขณะเดียวกัน ทั้งคู่ยังได้ทักทายผู้แทนกาตาร์และอังกฤษที่มาต้อนรับ

นางเรย์โนลด์สกล่าวกับผู้สื่อข่าวเอเอฟพีว่าเป็นเรื่องที่วิเศษมากที่ได้มาอยู่ที่นี่ พร้อมย้ำว่าพวกเขายังถือสัญชาติอัฟกัน และหวังว่าจะได้กลับไปที่อัฟกานิสถานอีกครั้งหากมีโอกาส โดยระบุด้วยว่าตลอดเวลาที่ถูกควบคุมตัว พวกเขาได้รับการปฏิบัติที่ดีมาก

ด้านนายกรัฐมนตรี เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวต้อนรับข่าวดีครั้งนี้ว่าเป็นการรอคอยที่ยาวนาน และการปล่อยตัวจะช่วยปลดภาระความกังวลให้กับบุตรทั้งสี่คนของครอบครัวเรย์โนลด์ส พร้อมกล่าวขอบคุณบทบาทสำคัญของกาตาร์ โดยเฉพาะ ชีค ทามิม บิน ฮามัด อัล-ธานี เจ้าผู้ครองรัฐ

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวเรย์โนลด์สเปิดเผยว่า พ่อแม่ต้องเผชิญสภาพการคุมขังที่โหดร้าย นายโจนาธาน เรย์โนลด์ส ลูกชาย ระบุในเดือนกรกฎาคมว่า บิดามีอาการชักรุนแรง มารดาทรุดโทรมจากโรคโลหิตจางและภาวะทุพโภชนาการ อีกทั้งเคยถูกล่ามโซ่รวมกับนักโทษคดีฆาตกรรม และถูกขังในห้องใต้ดินนานถึง 6 สัปดาห์โดยไม่เห็นแสงอาทิตย์

นอกจากนี้ บุตรสาวยังเผยว่าบิดาเคยมีอาการเส้นเลือดในสมองตีบเล็กน้อย ขณะที่องค์การสหประชาชาติเตือนว่าหากไม่ได้รับการรักษา ทั้งคู่เสี่ยงต่ออันตรายถาวร

เมื่อไม่นานมานี้ อเมริกันหญิงที่เคยถูกคุมขังร่วมกับทั้งคู่เล่าให้บีบีซีฟังว่าพวกเขาแทบจะตายอยู่แล้วในคุก และสุขภาพทรุดหนักลงทุกวัน

เจ้าหน้าที่กาตาร์เปิดเผยว่า ในช่วงท้ายของการเจรจา ทั้งคู่ถูกย้ายจากเรือนจำกลางคาบูลไปยังสถานที่ควบคุมตัวที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่า อีกทั้งสถานทูตกาตาร์ในคาบูลยังจัดหายา แพทย์ และช่องทางสื่อสารกับครอบครัวให้ระหว่างการคุมขัง

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตาลีบันยืนยันว่าผู้ต้องหาทั้งสองได้รับการดูแลทางการแพทย์อย่างเพียงพอ และให้ความเคารพในสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม สหราชอาณาจักรไม่ได้ให้การรับรองรัฐบาลตาลีบัน และปิดสถานทูตในกรุงคาบูลตั้งแต่กลุ่มกลับมามีอำนาจ กระทรวงการต่างประเทศอังกฤษจึงระบุว่า การให้ความช่วยเหลือพลเมืองในอัฟกานิสถานมีข้อจำกัดอย่างมาก พร้อมเตือนประชาชนไม่ควรเดินทางไปประเทศดังกล่าว

ด้าน ฮามิช ฟอลคอนเนอร์ รัฐมนตรีตะวันออกกลางของอังกฤษ กล่าวว่ารู้สึกโล่งใจที่ทั้งคู่ได้รับอิสรภาพ พร้อมขอบคุณบทบาทสำคัญของกาตาร์ และย้ำว่าสหราชอาณาจักรได้ทำงานอย่างหนักเพื่อให้การปล่อยตัวครั้งนี้เกิดขึ้นได้จริง.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ตาลีบัน

อดีตนายกฯ เนปาล แถลงครั้งแรกหลังลาออก ยืนยันไม่เคยสั่งใช้กำลัง เรียกร้องสอบสวนการตายของเยาวชน

อดีตนายกฯ เนปาล แถลงครั้งแรกหลังลาออก ยืนยันไม่เคยสั่งใช้กำลัง เรียกร้องสอบสวนการตายของเยาวชน

20 ก.ย. 2568 09:28 น.

อดีตนายกฯ เนปาล แถลงครั้งแรกหลังลาออก ยืนยันไม่เคยสั่งใช้กำลัง เรียกร้องสอบสวนการตายของเยาวชน

อดีตนายกรัฐมนตรี เค.พี. โอรี ของเนปาล  แถลงครั้งแรกหลังถูกกดดันออกจากตำแหน่ง ยืนยันรัฐบาลไม่สั่งใช้กำลังสังหารผู้ประท้วง พร้อมเรียกร้องสอบสวนเบื้องหลังความรุนแรงที่คร่าชีวิตเยาวชนกว่า 70 ศพ

วันที่ 19 กันยายน 2568 นายเค.พี. โอรี อดีตนายกรัฐมนตรีเนปาล วัย 73 ปี กล่าวเป็นครั้งแรกถึงเหตุประท้วงที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย. โดยเริ่มจากการห้ามใช้โซเชียลมีเดียชั่วคราว แต่ความโกรธของประชาชนสะสมจากปัญหาคอร์รัปชันและเศรษฐกิจตกต่ำเป็นเวลานาน โดยวันแรกของการชุมนุม มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน

นายโอรี ไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนตั้งแต่ถูกกดดันลาออกจากตำแหน่ง โดยมีผู้ช่วยระบุว่าอยู่ภายใต้การคุ้มกันของกองทัพ และเพิ่งกลับมาเมื่อวันก่อน เขากล่าวว่า รัฐบาลของเขาไม่ได้สั่งตำรวจยิงผู้ชุมนุม และเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุความรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้ประท้วงอย่างน้อย 73 คน เขายังกล่าวว่า ผู้ที่แฝงตัวเข้ามาในกลุ่มผู้ประท้วงเป็นผู้จุดชนวนความรุนแรง จนเกิดการสูญเสียชีวิตเยาวชนอย่างน่าเศร้าเขาย้ำว่า “รัฐบาลไม่ได้สั่งยิงผู้ประท้วง” พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบกรณีมีการใช้ อาวุธอัตโนมัติ ซึ่งตำรวจไม่ได้มีไว้

โดยหลังเกิดเหตุ นายกรัฐมนตรีซูชิลา คาร์กี อดีตประธานศาลสูงอายุ 73 ปี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเฉพาะกาล ถูกมอบหมายให้ฟื้นฟูความสงบและแก้ไขข้อเรียกร้องของผู้ประท้วงเรื่องความโปร่งใสและการปราบปรามคอร์รัปชันก่อนการเลือกตั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า.

ซื้อได้แล้ววีซ่าบัตรทองของทรัมป์ ปูทางสิทธิพิเศษมหาเศรษฐีต่างชาติในการพำนักในสหรัฐฯ

ซื้อได้แล้ววีซ่าบัตรทองของทรัมป์ ปูทางสิทธิพิเศษมหาเศรษฐีต่างชาติในการพำนักในสหรัฐฯ

20 ก.ย. 2568 08:44 น.

ซื้อได้แล้ววีซ่าบัตรทองของทรัมป์ ปูทางสิทธิพิเศษมหาเศรษฐีต่างชาติในการพำนักในสหรัฐฯ

ทรัมป์พร้อมแล้ว มหาเศรษฐีพร้อมรึยัง “Trump Gold Card” วีซ่าบัตรทองคำ มูลค่า 1 ล้านดอลลาร์ เส้นทางสู่กรีนการ์ดสหรัฐฯ เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว จองได้ผ่านเว็บไซต์ของรัฐบาล

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศเปิดตัว “Trump Gold Card” วีซ่าพิเศษที่มอบสถานะผู้พำนักถาวรในสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็ว โดยเปิดขายผ่านเว็บไซต์ทางการ trumpcard.gov ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อบุคคล และ 2 ล้านดอลลาร์สำหรับนิติบุคคล

บัตรดังกล่าวถูกออกแบบด้วยภาพ ประธานาธิบดีทรัมป์ รูปปั้นเทพีเสรีภาพ และธงชาติอเมริกัน บนพื้นหลังสีทอง พร้อมสัญลักษณ์คำว่า Trump Gold Card ด้านซ้าย

ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ระบุว่า สหรัฐฯ ต้องปรับปรุงระบบตรวจคนเข้าเมือง โดยกล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่ชาวอเมริกันและผู้เสียภาษีจะต้องได้รับประโยชน์จากระบบตรวจคนเข้าเมืองอย่างถูกกฎหมาย

ทรัมป์ย้ำว่าโครงการนี้จะสามารถสร้างรายได้กว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่นาน เพื่อนำไปใช้ในการ ลดภาษี สนับสนุนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ และลดหนี้สาธารณะ

สำหรับผู้สนใจสามารถสมัครได้ผ่านเว็บไซต์ trumpcard.gov โดยต้องชำระค่าธรรมเนียมดำเนินการที่ไม่สามารถขอคืนได้ ก่อนเข้าสู่การตรวจสอบเชิงลึกโดย สำนักงานสัญชาติและตรวจคนเข้าเมืองสหรัฐฯ (USCIS)

หากผ่านการตรวจสอบ ผู้ถือบัตรจะได้รับสถานะ ผู้พำนักถาวรถูกกฎหมาย (Green Card) ภายใต้ประเภท วีซ่า EB-1 หรือ EB-2 สามารถพำนักและใช้สิทธิในทุกมลรัฐและดินแดนของสหรัฐฯ ได้ อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวอาจถูกเพิกถอนหากเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติหรือความเสี่ยงอื่น ๆ

นอกจากนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ยังมีแผนเปิดตัว “Trump Platinum Card” มูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ สำหรับนักลงทุนที่ต้องการพำนักในสหรัฐฯ ได้สูงสุด 270 วันต่อปี โดยไม่ต้องเสียภาษีจากรายได้ที่เกิดขึ้นนอกสหรัฐฯ ซึ่งจะมาแทนที่วีซ่าท่องเที่ยวในอนาคต

แม้บัตร Platinum จะยังไม่เปิดตัว แต่เว็บไซต์ระบุว่า ผู้สนใจควรรีบลงชื่อใน บัญชีรอ (Waitlist) เนื่องจากการพิจารณาจะเป็นไปตามลำดับก่อน-หลัง.

ที่มา : Foxnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ วีซ่าบัตรทอง