ออสเตรีย–อิตาลี เจาะอุโมงค์รถไฟใต้เทือกเขาแอลป์ เชื่อมยุโรปครั้งประวัติศาสตร์

ออสเตรีย–อิตาลี เจาะอุโมงค์รถไฟใต้เทือกเขาแอลป์ เชื่อมยุโรปครั้งประวัติศาสตร์

19 ก.ย. 2568 09:49 น.

ออสเตรีย–อิตาลี เจาะอุโมงค์รถไฟใต้เทือกเขาแอลป์ เชื่อมยุโรปครั้งประวัติศาสตร์

ออสเตรีย–อิตาลีร่วมกันกดปุ่มเจาะอุโมงค์รถไฟใต้เทือกเขาแอลป์เชื่อมโยงยุโรป ทันทีที่แล้วเสร็จจะกลายเป็นอุโมงค์รถไฟยาวที่สุดในโลก

ยุโรปสร้างประวัติศาสตร์ เจาะอุโมงค์รถไฟลึก 1,400 เมตร ใต้เทือกเขาแอลป์ เชื่อมต่อออสเตรียกับอิตาลี โดยในพิธีเปิดมีนายกรัฐมนตรีอิตาลี จอร์เจีย เมโลนี และนายกรัฐมนตรีออสเตรีย คริสเตียน สต็อกเกอร์ เข้าร่วมกดปุ่มเดินเครื่องจักรไฮดรอลิกเจาะทะลุหินก้อนสุดท้าย  ผ่านเส้นทาง Brenner Base Tunnel ซึ่งที่นี่จะกลายเป็นอุโมงค์รถไฟยาวที่สุดในโลกเมื่อสร้างเสร็จ โดยเมโลนีกล่าวว่าไม่มีโครงการใดใหญ่เกินไปสำหรับพวกเราที่กล้าจะท้าทาย

อุโมงค์รถไฟ Brenner Base Tunnel จะกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการคมนาคมยุโรป โดยเป็นโครงการยุทธศาสตร์ในเครือข่ายรถไฟของสหภาพยุโรป ที่วางเส้นทางจาก เฮลซิงกิ ของประเทศฟินแลนด์ ถึงปาแลร์โม ของเกาะซิซิลี

โดยเมื่อทางรถไฟสร้างเสร็จจะช่วยลดเวลาเดินทาง เวโรนา–มิวนิก เหลือ 2 ชั่วโมงครึ่ง ส่วนเส้นทาง มิลาน–ปารีส เร็วขึ้นอย่างน้อย 30% เหลือเพียง 4 ชั่วโมงครึ่ง ขณะที่เมืองท่าเจนัว จะอยู่ในระยะที่สามารถเดินทางไปกลับได้ จากมิลาน เมืองศูนย์กลางการเงินและแฟชั่นของอิตาลี

นอกจากอุโมงค์นี้แล้ว อิตาลียังอนุมัติการสร้าง สะพานช่องแคบเมสซีนา ที่จะเชื่อมแผ่นดินใหญ่เข้ากับเกาะซิซิลี ซึ่งถือเป็นโครงการที่ถกเถียงมานานตั้งแต่ยุคโรมันโบราณ

โครงการนี้ยังตั้งเป้าลดการใช้รถบรรทุกกว่า 2.5 ล้านคันต่อปี บนเส้นทางผ่าน Brenner Pass ที่เป็นหนึ่งในจุดขนส่งสินค้าที่หนาแน่นที่สุดของยุโรป ซึ่งจะช่วยลดมลพิษทางอากาศ เสียงรบกวน และการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตามเป้าหมายพลังงานสะอาดของสหภาพยุโรป.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เจาะอุโมงค์ทางรถไฟ

จีนเผยตัวเลขนทท.ต่างชาติเข้าจีนแบบฟรีวีซ่า พุ่ง 52% ใน 8 เดือนแรกของปีนี้

จีนเผยตัวเลขนทท.ต่างชาติเข้าจีนแบบฟรีวีซ่า พุ่ง 52% ใน 8 เดือนแรกของปีนี้

19 ก.ย. 2568 09:42 น.

จีนเผยตัวเลขนทท.ต่างชาติเข้าจีนแบบฟรีวีซ่า พุ่ง 52% ใน 8 เดือนแรกของปีนี้

จีนเผยตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ที่ผ่านมา จีนรองรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่าจำนวนทั้งสิ้น 15.89 ล้านคน เพิ่มขึ้น 52.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

วันที่ 18 กันยายน 2568 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติจีน เปิดเผยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ปี 2025 จีนรองรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศจีนโดยไม่ต้องขอวีซ่าจำนวนทั้งสิ้น 15.89 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 52.1 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

โดยระบุว่า ในช่วงเวลาเดียวกันนี้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองตามชายแดนได้ตรวจสอบการเดินทางเข้า-ออกของชาวต่างชาติรวม 51.27 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 27.8 จากปีก่อน โดยจำนวนการเดินทางเข้าประเทศจีนแบบฟรีวีซ่าคิดเป็นร้อยละ 62.1 ของจำนวนการเดินทางเข้าประเทศทั้งหมด

ทั้งนี้ ช่วงแปดดือนแรกจีนมีจำนวนการเดินทางเข้า-ออกประเทศรวมทั้งสิ้น 460 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.9 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน พร้อมกันนี้จีนให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงขั้นตอนต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางข้ามพรมแดนสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติต่อไป.

รัฐมนตรีเอไอ อัลเบเนีย ขึ้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก

รัฐมนตรีเอไอ อัลเบเนีย ขึ้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก

19 ก.ย. 2568 09:26 น.

รัฐมนตรีเอไอ อัลเบเนีย ขึ้นแถลงนโยบายต่อรัฐสภาครั้งแรก

รัฐมนตรีเอไอคนแรกของโลกที่อัลเบเนีย ขึ้นทำหน้าที่แถลงนโยบายรัฐบาล 4 ปีข้างหน้าเป็นครั้งแรก หลังนายกรัฐมนตรีเอดี รามา ประกาศแต่งตั้งเพราะเชื่อมั่นรัฐมนตรีเอไอจะช่วยดูแลไม่ให้เกิดการทุจริต

ดิเอลลา (Diella) รัฐมนตรีเอไอคนแรกของโลกของอัลเบเนีย ขึ้นทำหน้าที่แถลงนโยบายรัฐบาล 4 ปีข้างหน้าต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาเป็นครั้งแรก หลังนายกรัฐมนตรีเอดี รามา มีการประกาศแต่งตั้งเธอก่อนหน้านี้ โดยนายกรัฐมนตรีได้ส่งต่อเวทีให้ Diella ขึ้นปรากฏบนจอขนาดใหญ่สองจอ และกล่าวสุนทรพจน์ยาว 3 นาที โดยอธิบายภารกิจหลักของเธอว่าจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานของฝ่ายบริหาร

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์ Diella ยังเน้นย้ำว่าเธอมีความรับผิดชอบ โปร่งใส และพร้อมให้บริการประชาชน ตามหลักเกณฑ์เดียวกับรัฐมนตรีจริง เพราะรัฐธรรมนูญพูดถึงสถาบันที่ต้องอยู่เพื่อรับใช้ประชาชน ไม่ได้พูดถึงโครโมโซม หรือเลือดเนื้อ แต่มันพูดถึงหน้าที่

Diella เป็นหน่วยงานเสมือนจริง (virtual entity) ที่มีชื่อมาจากคำว่า “ดวงอาทิตย์” ในภาษาแอลเบเนีย โดยรามากล่าวว่า ความพยายามของประเทศในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) จะขับเคลื่อนไปด้วยนวัตกรรมและ AI ซึ่งเขาเปรียบเป็นม้าสำคัญสองตัวในสมรภูมิของแอลเบเนีย 2030

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ (Democratic Party) ภายใต้การนำของอดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตประธานาธิบดี ซาลี เบริชา (Sali Berisha) วิจารณ์อย่างหนัก มองว่าการใช้ Diella เป็นเพียงกลวิธีที่รามาและคณะรัฐมนตรีใช้เพื่อกลบปัญหาของรัฐบาล

ขณะที่บรรยากาศในการประชุมสภาเต็มไปด้วยความตึงเครียด เนื่องจาก ส.ส.ฝ่ายค้านเคาะโต๊ะอย่างต่อเนื่อง จนประธานสภา นิโก เปเลชี ต้องยุติการอภิปรายกลางคันแล้วเข้าสู่การลงมติ ซึ่งผลออกมาว่า แผนงานรัฐบาลผ่านด้วยเสียงเห็นชอบ 82 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านเลือกคว่ำบาตร ไม่ลงคะแนน ไม่มีผู้ใดโหวตคัดค้านหรือไม่ออกเสียง

ทั้งนี้ Diella ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อต้นปีนี้โดยความร่วมมือกับ Microsoft เพื่อเป็นผู้ช่วยเสมือนจริงบนแพลตฟอร์ม e-Albania ซึ่งใช้ให้บริการสาธารณะออนไลน์ เธอช่วยผู้ใช้งานกว่า 1 ล้านครั้งในการเข้าถึงเอกสารและการสอบถามข้อมูลดิจิทัล

โดยนายรามาและพรรคสังคมนิยมเพิ่งชนะการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา คว้าที่นั่งในสภาได้ 83 จาก 140 ที่นั่ง ทำให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลชุดที่ 4 ติดต่อกันได้ และยังมีอำนาจเพียงพอในการผ่านกฎหมายส่วนใหญ่ได้เอง แต่หากต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคยังจำเป็นต้องมีเสียงเพิ่มถึง 93 ที่นั่ง หรือสองในสามของสภา.

ที่มา :ABC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เอไอ

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังหาทางชิงคืนฐานทัพอากาศ “บาแกรม” ในอัฟกานิสถาน

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังหาทางชิงคืนฐานทัพอากาศ “บาแกรม” ในอัฟกานิสถาน

19 ก.ย. 2568 05:30 น.

ทรัมป์เผย สหรัฐฯ กำลังหาทางชิงคืนฐานทัพอากาศ “บาแกรม” ในอัฟกานิสถาน

โดนัลด์ ทรัมป์ เผยว่า สหรัฐฯ กำลังหาทางชิงฐานทัพอากาศ บาแกรม ในอัฟกานิสถานกลับคืนมา หลังกองทัพสหรัฐฯ สละฐานทัพแห่งนี้ไปตอนที่กลุ่มตาลีบันหวนกลับมาครองอำนาจ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ประเทศของเขากำลังดำเนินการเพื่อ “ทวงคืน” ฐานทัพอากาศ “บาแกรม” (Bagram) ในอัฟกานิสถาน ซึ่งถูกทิ้งร้างหลังจากกองทัพสหรัฐฯ ถอนกำลังออกไปในปี 2564 ก่อนที่กลุ่มตาลีบันจะกลับมายึดอำนาจได้อีกครั้ง

“เรากำลังพยายามทวงคืนมันกลับมา นี่อาจจะเป็นข่าวด่วนได้เลย เรากำลังพยายามเอามันกลับคืนมาเพราะพวกเขาต้องการสิ่งต่างๆ จากเรา” นายทรัมป์กล่าวในงานแถลงข่าวร่วมกับ เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร

“เราต้องการฐานทัพนั้นคืน” นายทรัมป์กล่าวเสริม และชี้ว่า “เหตุผลหนึ่งที่เราต้องการฐานทัพนั้นคือ อย่างที่คุณทราบ มันอยู่ห่างจากสถานที่ที่จีนผลิตอาวุธนิวเคลียร์เพียงหนึ่งชั่วโมง” อนึ่ง เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงทันทีว่าคำพูดของนายทรัมป์หมายถึงอะไร

ทั้งนี้ ฐานทัพอากาศบาแกรม เป็นฐานทัพที่ใหญ่ที่สุดของอัฟกานิสถาน เคยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติการของกองกำลังนานาชาติที่นำโดยสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถานมานานถึงสองทศวรรษ หลังเหตุการณ์วินาศกรรมตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ เมื่อ 11 ก.ย. 2544

กองทัพสหรัฐฯ และนาโต ถอนตัวออกจากฐานทัพแห่งนี้เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2021 ในช่วงที่กลุ่มตาลีบันกำลังบุกยึดประเทศและในที่สุดก็เข้าควบคุมกรุงคาบูลได้สำเร็จในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน

นับตั้งแต่กลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดี นายทรัมป์วิพากษ์วิจารณ์การเสียฐานทัพแห่งนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยมองว่าเป็นความล้มเหลวในการจัดการการถอนทัพของโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์แนะนายกฯ UK ใช้ทหารคุมชายแดน ขวางผู้อพยพผิดกฎหมาย

ทรัมป์แนะนายกฯ UK ใช้ทหารคุมชายแดน ขวางผู้อพยพผิดกฎหมาย

19 ก.ย. 2568 02:34 น.

ทรัมป์แนะนายกฯ UK ใช้ทหารคุมชายแดน ขวางผู้อพยพผิดกฎหมาย

โดนัลด์ ทรัมป์ แนะนำให้นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ใช้ทหารคุมชายแดนเพื่อหยุดผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย ในงานแถลงข่าวปิดท้ายการเยือนสหราชอาณาจักรรอบ 2 ของผู้นำสหรัฐฯ

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวร่วมกับเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร หลังจากทั้งสองหารือกันในหลายประเด็น ระหว่างการเดินทางเยือนสหราชอาณาจักรครั้งที่ 2 ของประธานาธิบดีทรัมป์

นายทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขาได้หารือเกี่ยวกับปัญหาผู้อพยพกับ เซอร์ สตาร์เมอร์ ระหว่างการประชุมที่บ้านพักตากอากาศเชคเกอร์ส โดยเขาได้พูดถึงนโยบายรักษาความปลอดภัยชายแดนในสหรัฐฯ และว่าสหราชอาณาจักรก็กำลังเผชิญกับความท้าทายที่คล้ายกัน จากผู้อพยพที่ข้ามช่องแคบอังกฤษมาด้วยเรือขนาดเล็ก

“คุณมีคนเข้ามา และผมได้บอกกับนายกรัฐมนตรีแล้วว่าผมจะหยุดมัน และไม่สำคัญว่าคุณจะเรียกใช้กองทัพหรือไม่ มันไม่สำคัญว่าคุณจะใช้วิธีไหนก็ตาม” ทรัมป์กล่าว “ปัญหานี้ทำลายประเทศจากภายใน และตอนนี้เรากำลังจัดการนำคนจำนวนมากที่เข้ามาในประเทศของเราออกไป”

นายทรัมป์กับ เซอร์ สตาร์เมอร์ ไม่ได้มีความเห็นขัดแย้งกันเรื่องการจัดการกับผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยนายกรัฐมนตรีอังกฤษยืนยันว่า การเข้าเมืองผิดกฎหมายเป็นเรื่องที่รัฐบาลของเขาให้ความสำคัญอย่างจริงจังที่สุด

เซอร์ สตาร์เมอร์ เผยว่า รัฐบาลของเขาได้บรรลุข้อตกลงส่งตัวผู้อพยพกับหลายประเทศแล้ว รวมถึงฝรั่งเศส และกำลังดำเนินการปราบปรามแก๊งลับลอบขนคนเข้าเมือง

ผู้สื่อข่าวยังถามนายทรัมป์เรื่องการรับรองความเป็นรัฐของปาเลสไตน์, เสรีภาพในการแสดงออก, สงครามในยูเครน, พลังงาน และเรื่องอื่นๆ

โดยในเรื่องปาเลสไตน์นายทรัมป์กล่าวว่า เขาไม่เห็นด้วยกับ เซอร์ สตาร์เมอร์ เรื่องการรับรองความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ หลังมีการเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักรเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์ก่อนที่การประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ที่รัฐนิวยอร์ก จะเริ่มขึ้นในสัปดาห์ก่อน

ส่วนเรื่องสงครามยูเครน นายทรัมป์แสดงความผิดหวังในตัวนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดี ที่ไม่ยอมเข้าร่วมความพยายามในการเจรจาสันติภาพ

“เขาทำให้ผมผิดหวังมาก” นายทรัมป์กล่าว พร้อมกับเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรตะวันตกหยุดซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อบีบให้ปูตินเข้าสู่โต๊ะเจรจา แต่เขาไม่ได้ให้คำมั่นว่าจะคว่ำบาตรรัฐบาลมอสโก

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์กับ เซอร์ สตาร์เมอร์ หลีกเลี่ยงประเด็นที่ละเอียดอ่อนหลายอย่าง รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการโจมตีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสหราชอาณาจักร และการปลด ลอร์ด ปีเตอร์ แมนเดลสัน ออกจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหราชอาณาจักรประจำสหรัฐฯ เมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อถูกถามว่าเขารู้สึกเห็นใจลอร์ดแมนเดลสันหรือไม่ ทรัมป์กล่าวว่า “จริง ๆ แล้วผมไม่รู้จักเขา”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก ทารกหญิงอินเดียถูกฝังทั้งเป็น คนช่วยทันแต่อาการยังวิกฤต

ช็อก ทารกหญิงอินเดียถูกฝังทั้งเป็น คนช่วยทันแต่อาการยังวิกฤต

19 ก.ย. 2568 00:52 น.

ช็อก ทารกหญิงอินเดียถูกฝังทั้งเป็น คนช่วยทันแต่อาการยังวิกฤต

ชาวบ้านอินเดียพบทารกเพศหญิงถูกฝังทั้งเป็น โดยเด็กได้รับความช่วยเหลือทันเวลา แต่ตอนนี้เธอยังคงอยู่ในภาวะวิกฤต และต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดในโรงพยาบาล

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 18 ก.ย. 2568 ว่า ทารกเพศหญิงอายุประมาณ 20 วัน ถูกฝังทั้งเป็นที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตชาห์จาฮันปูร์ ของรัฐอุตตระประเทศ ทางเหนือของอินเดีย ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่จะช่วยเหลือไว้ได้ทัน แต่เด็กยังมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต และกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. โดยคนเลี้ยงแพะคนหนึ่งพบทารกหญิงรายนี้โดยบังเอิญขณะพาแพะไปกินหญ้า โดยเขาเล่าว่า ได้ยินเสียงร้องแว่วมาจากใต้กองดิน เมื่อเข้าใกล้จุดที่เสียงออกมา เขาก็เห็นมือทารกโผล่ออกมาจากกองดิน เขาจึงแจ้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเดินทางมาและขุดทารกขึ้นมาได้สำเร็จ

ดร.ราเชศ กุมาร์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแพทย์ที่เด็กคนนี้รักษาตัวอยู่ บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า ทารกถูกพามาในสภาพเปรอะเปื้อนไปด้วยดิน และพยายามหอบหายใจเพื่อเอาอากาศ เนื่องจากมีดินเข้าไปอยู่ในปากและรูจมูกของเธอ

“เธออยู่ในภาวะวิกฤต เธอมีอาการขาดออกซิเจน และมีร่องรอยถูกแมลงกัด รวมถึงถูกสัตว์บางชนิดกัดด้วย” ดร.กุมาร์กล่าวและเสริมว่า “หลังจากผ่านไป 24 ชั่วโมง เราเห็นอาการของเธอดีขึ้นเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นอาการของเธอก็แย่ลง และเริ่มมีอาการติดเชื้อ”

ดร.กุมาร์เชื่อว่า เด็กถูกพบหลังจากถูกฝังไม่นาน เนื่องจากบาดแผลบนร่างกายของเธอยังใหม่อยู่ และตอนนี้ทีมแพทย์ซึ่งรวมถึงศัลยแพทย์ตกแต่งกำลังรักษาทารกและพยายามควบคุมอาการติดเชื้อของเธออยู่ “อาการของเธออยู่ในขั้นวิกฤต แต่เรากำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยชีวิตเธอ”

ด้านตำรวจยังไม่เปิดเผยว่าผู้ต้องสงสัยเป็นใคร แต่พวกเขากำลังพยายามแกะรอยหาตัวพ่อแม่ของเด็ก

อนึ่ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดกรณีทารกเพศหญิงถูกทิ้งให้ตายในอินเดีย เมื่อปี 2562 มีทารกคลอดก่อนกำหนดรายหนึ่งถูกฝังทั้งเป็นในหม้อดิน แต่ได้รับความช่วยเหลือและหลังจากรักษาตัวในโรงพยาบาลนานหลายสัปดาห์ เธอก็ฟื้นตัว

กรณีการทอดทิ้งและความพยายามสังหารทารกเพศหญิงในลักษณะคล้ายกันนี้ มักถูกกล่าวโทษว่าเป็นผลมาจากค่านิยมของอินเดียที่นิยมบุตรชาย ซึ่งเป็นสาเหตุของความไม่สมดุลทางเพศในแดนภารตะ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ชูความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ชูความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

18 ก.ย. 2568 22:54 น.

ทรัมป์-นายกฯ UK ลงนามข้อตกลงเทคโนโลยี ชูความสัมพันธ์แน่นแฟ้น

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเทคโนโลยีร่วมกับผู้นำสหราชอาณาจักร พร้อมเชิดชูความสัมพันธ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ระหว่างการเยือน UK วันที่ 2

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวยกย่องความสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาดระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร ขณะที่เขากับนายกรัฐมนตรี เคียร์ สตาร์เมอร์ ได้ร่วมลงนามข้อตกลงด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่ในวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. 2568 ซึ่งเป็นวันที่ 2 ที่นายทรัมป์เดินทางเยือน UK

เมื่อวันพุธที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 ทรงจัดพิธีต้อนรับทรัมป์อย่างสมเกียรติ ที่พระราชวังวินด์เซอร์ ก่อนที่นายทรัมป์จะเดินทางไปยังบ้านพักตากอากาศเชคเกอร์สของ เซอร์ สตาร์เมอร์ เพื่อหารือกันในประเด็นที่ละเอียดอ่อน รวมถึงเรื่องสงครามในยูเครนและฉนวนกาซา

นายทรัมป์กับ เซอร์ สตาร์เมอร์ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ในด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI), คอมพิวเตอร์ควอนตัม และพลังงานนิวเคลียร์

ในพิธีลงนามในวันพฤหัสบดี ซึ่งมีซีอีโอบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ หลายคนมาเข้าร่วม เซอร์ สตาร์เมอร์กล่าวว่า เขากับนายทรัมป์เป็นผู้นำที่ชื่นชอบกันอย่างแท้จริง และ “นี่คือแพ็กเกจการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อังกฤษอย่างไม่ต้องสงสัย”

ด้านนายทรัมป์กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็น “เรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก” พร้อมเสริมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักรซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในองค์การ NATO ว่า “เรามีสายสัมพันธ์ที่ตัดไม่ขาด ไม่ว่าเราจะทำอะไรในวันนี้ก็ตาม”

การลงนามข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ ทั้ง ไมโครซอฟต์, กูเกิล และแบล็กสโตน สัญญาจะลงทุนในสหราชอาณาจักรเป็นมูลค่า 1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

18 ก.ย. 2568 21:29 น.

ฮุน มาเนต คุย “อันวาร์” วอนแทรกแซงลดตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาโทรศัพท์คุยกับนายอันวาร์ อิบราฮิม ประธานอาเซียน เพื่อขอให้เข้าแทรกแซงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อลดความตึงเครียด

เมื่อช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 18 ก.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน เรื่องสถานการณ์ที่น่ากังวลยิ่งขึ้นบริเวณหมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย

โพสต์ของ ฮุน มาเนต ระบุว่า ความตึงเครียดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา นำไปสู่การปะทะกันระหว่างทหารไทยกับพลเรือนกัมพูชา ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

“สถานการณ์ในวันนี้ก็ยังคงน่ากังวล ผมจึงเสนอให้ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม เข้าแทรกแซงในทันทีเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างทหารไทยกับพลเรือนกัมพูชา ด้วยการรักษาสถานการณ์ที่เป็นอยู่ไว้ ไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะทำให้สถานการณ์เบี่ยงเบนหรือขยายขอบเขตความขัดแย้ง และรอการแก้ไขปัญหาชายแดนจากคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) ในอนาคต ตามข้อตกลงระหว่างกัมพูชาและไทย ในการประชุมพิเศษของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568”

ฮุน มาเนต ยังเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชา ต่อการเจรจาและความร่วมมือระดับภูมิภาคผ่านกลไกของอาเซียนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : khmertimes

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เผยโฉมแว่น AI มีหน้าจอ-กล้อง 12 ล้านพิกเซล

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เผยโฉมแว่น AI มีหน้าจอ-กล้อง 12 ล้านพิกเซล

18 ก.ย. 2568 15:33 น.

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เผยโฉมแว่น AI มีหน้าจอ-กล้อง 12 ล้านพิกเซล

“เมตา” บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ได้เปิดตัวแว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยหวังที่จะทำให้แว่นตาอัจฉริยะเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับผู้ใช้งานทั่วโลก

เมตา (Meta) บริษัทแม่ของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ได้เปิดตัว แว่นตาอัจฉริยะรุ่นใหม่ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในงานประชุมประจำปี “Meta Connect” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำให้แว่นตาอัจฉริยะกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับผู้ใช้งานทั่วโลก

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอของเมตา กล่าวว่าบริษัทได้ร่วมมือกับแบรนด์แว่นตาดังอย่างเรย์แบน (Ray-Ban) และโอ๊คลีย์ (Oakley) เพื่อพัฒนาอุปกรณ์ใหม่ ๆ รวมถึงเปิดตัว “Meta Ray-Ban Display” แว่นตาอัจฉริยะที่มีหน้าจอสีความละเอียดสูงในเลนส์ข้างหนึ่ง ทำให้ผู้ใช้สามารถวิดีโอคอลและอ่านข้อความได้ นอกจากนี้ยังมีกล้องความละเอียด 12 ล้านพิกเซลในตัว

ซักเคอร์เบิร์กยังได้เปิดตัว สายรัดข้อมือที่สั่งงานด้วยไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ที่ทำงานร่วมกับแว่นตาอัจฉริยะ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถสั่งการต่าง ๆ เช่น การส่งข้อความ ด้วยการใช้ท่าทางมือเล็ก ๆ น้อย ๆ

นักวิเคราะห์มองว่าแว่นตาอัจฉริยะมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าโครงการ Metaverse มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของเมตา เนื่องจากเป็นอุปกรณ์ที่สวมใส่ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม เมตาจะต้องพิสูจน์ให้ผู้บริโภคเห็นว่าประโยชน์ของอุปกรณ์เหล่านี้คุ้มค่ากับราคา

แว่นตาดังกล่าวมีราคาเริ่มต้นที่ 799 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 25,400 บาท) และจะเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 30 กันยายน นอกจากนี้เมตายังเปิดตัวแว่นตาโอ๊คลีย์ รุ่นแวนการ์ด (Vanguard) สำหรับนักกีฬาโดยเฉพาะ ตั้งราคาไว้ที่ 499 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 15,865 บาท) ตัวแว่นมีแพลตฟอร์มด้านกีฬาที่จะรายงานสถิติการฝึกซ้อมในเวลาจริงและรายงานสรุปหลังการออกกำลังกาย และแว่นตา Ray-Ban Meta รุ่นที่สอง ในราคา 379 ดอลลาร์ (ประมาณ 12,074 บาท) โดยเริ่มวางจำหน่ายในวันที่ 21 ตุลาคม 

ในขณะเดียวกัน เมตากำลังลงทุนมหาศาลเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI รวมถึงการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ และจ้างผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจากบริษัทคู่แข่ง เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี “ซูเปอร์อินเทลลิเจนซ์” ที่สามารถคิดได้เหนือกว่ามนุษย์

นักวิเคราะห์เชื่อว่า แว่นตาดิสเพลย์จะไม่สามารถทำยอดขายอย่างถล่มทลาย แต่จะปูทางไปสู่การเปิดตัวแว่นตาโอไรออน (Orion) ในปี 2027 หลังจากเมตาเปิดตัวแว่นตาต้นแบบไปเมื่อปีก่อน และซักเคอร์เบิร์กคุยไว้ว่า เป็นเครื่องเดินทางข้ามเวลาไปสู่อนาคต รอยเตอร์มองว่า ในขณะที่เมตาอยู่แถวหน้าในการพัฒนาแว่นตาอัจฉริยะ แต่ยังคงตามหลังคู่แข่งอย่างโอเพนเอไอ (OpenAI) และกูเกิล ในการออกโมเดลเอไอล้ำสมัย

อย่างไรก็ตาม เมตากำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับผลกระทบของผลิตภัณฑ์ต่อเด็ก โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อดีตนักวิจัยด้านความปลอดภัยของบริษัทได้ให้การต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ ว่า เมตาปกปิดอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กจากผลิตภัณฑ์โลกเสมือนจริงของบริษัท ซึ่งเมตาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวว่าเป็นเรื่องไร้สาระ.

ที่มา BBC

“มาครง” เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ “สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง” คือผู้หญิง

"มาครง" เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ "สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง" คือผู้หญิง

18 ก.ย. 2568 13:00 น.

“มาครง” เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์ “สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง” คือผู้หญิง

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และภริยา บริจิตต์ มาครง เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และภาพถ่ายต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อพิสูจน์ว่านางบริจิตต์เป็นผู้หญิง หลังยื่นฟ้อง แคนเดซ โอเวนส์ อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังฝ่ายขวาในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่โอเวนส์เผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดที่อ้างว่านางบริจิตต์ถือกำเนิดเป็นเพศชาย

ทอม แคลร์ ทนายความของมาครงให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ลูกความของเขาได้ยื่นฟ้องโอเวนส์ในสหรัฐฯ และเตรียมนำเสนอหลักฐานต่าง ๆ ต่อศาลเพื่อยืนยันข้อกล่าวหาของโอเวนส์นั้นเป็นเท็จอย่างสิ้นเชิง โดยกล่าวว่าเรื่องดังกล่าวสร้างความไม่สบายใจให้กับนางบริจิตต์อย่างมาก และเป็นเรื่องที่ทำให้ประธานาธิบดีมาครงเสียสมาธิ

“เรื่องนี้สร้างความไม่สบายใจอย่างเหลือเชื่อ เพราะคุณต้องไปพิสูจน์ตัวเอง ต้องนำหลักฐานประเภทนี้มาแสดงต่อสาธารณะ” นายแคลร์เสริมว่า นางบริจิตต์พร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ และจะนำหลักฐานมาแสดงต่อศาล ซึ่งรวมถึงภาพถ่ายขณะที่เธอตั้งครรภ์และเลี้ยงดูลูก ๆ ของเธอด้วย

ข้อกล่าวหาที่ว่านางบริจิตต์เป็นผู้ชายนั้นมาจากคลิปวิดีโอของบล็อกเกอร์ชาวฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2021 ก่อนที่นางโอเวนส์ซึ่งเป็นอดีตผู้ประกาศข่าวของสำนักข่าวอนุรักษนิยม Daily Wire ที่มีผู้ติดตามหลายล้านคนจะนำไปเผยแพร่ต่อ โดยในเดือนมีนาคม 2024 เธอยังเคยอ้างว่า “จะเอาชื่อเสียงในอาชีพทั้งหมดเป็นเดิมพัน” กับข้อกล่าวหานี้

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ครอบครัวมาครงจึงได้ยื่นฟ้องนางโอเวนส์ต่อศาลในสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าเธอ “เพิกเฉยต่อหลักฐานที่น่าเชื่อถือทั้งหมดที่หักล้างข้อกล่าวอ้างของเธอ และยังส่งเสริมทฤษฎีสมคบคิดที่ถูกพิสูจน์แล้วว่าหมิ่นประมาท”

ในเดือนสิงหาคม เอ็มมานูเอล มาครง ได้อธิบายกับนิตยสาร Paris Match ของฝรั่งเศส ถึงเหตุผลที่พวกเขาเลือกที่จะดำเนินคดี “นี่คือการปกป้องเกียรติของผม! เพราะมันเป็นเรื่องไร้สาระ เธอคือคนที่รู้ดีว่าเธอมีข้อมูลเท็จ และกระทำการดังกล่าวด้วยเจตนาที่จะก่อให้เกิดความเสียหาย เพื่ออุดมการณ์ และมีสายสัมพันธ์ที่มั่นคงกับผู้นำฝ่ายขวาจัด”

ด้านทีมทนายความของนางโอเวนส์ได้ยื่นคำร้องขอให้ยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าไม่สมเหตุสมผลที่ต้องมาสู้คดีในรัฐเดลาแวร์ เนื่องจากไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเธอที่จดทะเบียนในรัฐนี้ ซึ่งจะทำให้เธอต้องเผชิญกับ “ความยากลำบากทางการเงินและการดำเนินงานอย่างมาก”

ทั้งนี้ การฟ้องร้องคดีหมิ่นประมาทในสหรัฐฯ ที่คู่กรณีเป็นบุคคลสาธารณะ โจทก์จำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยมีเจตนาร้าย นั่นคือ เจตนาเผยแพร่ข้อมูลเท็จ หรือทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงโดยไม่คำนึงถึงความจริง

ก่อนหน้านี้ ครอบครัวมาครงเคยชนะคดีหมิ่นประมาทในฝรั่งเศสกับบล็อกเกอร์คู่กรณีชาวฝรั่งเศส Amandine Roy และ Natacha Rey ในปี 2024 แต่คำตัดสินดังกล่าวถูกศาลอุทธรณ์กลับคำตัดสินในปี 2025  โดยให้เหตุผลว่าอยู่ภายใต้หลักการเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งครอบครัวมาครงกำลังยื่นอุทธรณ์คำตัดสินนี้ต่อไป.

ที่มา BBC