รถถังอิสราเอลบุกเข้าเขตที่อยู่อาศัยในกาซาซิตี้แล้ว หลังเริ่มโจมตีภาคพื้น

รถถังอิสราเอลบุกเข้าเขตที่อยู่อาศัยในกาซาซิตี้แล้ว หลังเริ่มโจมตีภาคพื้น

18 ก.ย. 2568 04:30 น.

รถถังอิสราเอลบุกเข้าเขตที่อยู่อาศัยในกาซาซิตี้แล้ว หลังเริ่มโจมตีภาคพื้น

รถถังอิสราเอลรุกคืบเข้าไปยังเขตที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในเมืองกาซาซิตี้แล้ว หลังกองทัพอิสราเอลประกาศเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินเมื่อวันอังคาร

สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่า ชาวบ้านท้องถิ่นในฉนวนกาซากับผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนเปิดเผยว่า รถถังของอิสราเอลกับยานพาหนะอื่นๆ ของกองทัพจำนวนหลายสิบคันเดินทางเข้าสู่เขตที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในเมืองกาซาซิตี้แล้วในวันพุธที่ 17 ก.ย. 2568 วันเดียวหลังจากอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเมืองแห่งนี้เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ภาพจากคลิปวิดีโอแสดงให้เห็น รถถัง, รถเกลี่ยดิน และรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ เคลื่อนที่ไปยังชายขอบของเขต ชีค รัดวาน ทางตอนเหนือของเมืองกาซาซิตี้ โดยที่กองทัพอิสราเอลยิงปืนใหญ่และระเบิดควันเพื่อคุ้มกันการรุกคืบของพวกเขา จนทำให้ฝุ่นตลบอบอวล

ทั้งนี้ เขต ชีค รัดวาน เคยมีผู้อยู่อาศัยจำนวนหลายหมื่นคนก่อนที่สงครามในฉนวนกาซาจะเริ่มต้นขึ้น และนับเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในกาซาซิตี้

อิสราเอลระบุว่า เป้าหมายของปฏิบัติการภาคพื้นดินในกาซาซิตี้ คือการปลดปล่อยตัวประกันที่ถูกกลุ่มติดอาวุธฮามาสจับตัวเอาไว้ และเพื่อกำจัดนักรบฮามาสในเมืองแห่งนี้ ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของฮามาสแล้ว แต่ปฏิบัติการนี้เรียกเสียงประณามจากนานาชาติเป็นวงกว้าง

ผู้นำองค์กรช่วยเหลือขนาดใหญ่มากกว่า 20 แห่ง รวมถึงองค์กร “เซฟ เดอะ ชิลเดรน แอนด์ ออกซ์เฟรม” ออกโรงเตือนว่า “สถานการณ์ไร้มนุษยธรรมในฉนวนกาซานั้นเกินกว่าจะรับได้”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่กาซาระบุว่า หากอิสราเอลสามารถยึดการควบคุมเขตชีค รัดวาน ได้สำเร็จ มันจะเป็นการเปิดทางให้กองทัพสามารถรุกคืบลึกเข้าไป และเข้าถึงศูนย์กลางเมืองได้

ภาพรถถังที่วิ่งบนถนนในกาซาซิตี้ สร้างความตื่นตระหนักในหมู่ประชาชนท้องถิ่นเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะผู้ที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกและตอนกลางของเมือง

ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า ภาพรถถังที่กำลังมุ่งหน้ามายังบ้านเรือนของพวกเขาได้ปลุกความทรงจำของการรุกรานในครั้งก่อนๆ ซึ่งจบลงด้วยการทำลายล้างทั้งชุมชนจนราบเป็นหน้ากลอง

การรุกคืบเข้าสู่เขต ชีค รัดวาน จุดชนวนให้เกิดการอพยพระลอกใหม่อีกครั้ง โดยชาวบ้านหลายพันครอบครัวต้องหนีลงไปทางใต้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณลดต่อเนื่อง ชี้ตลาดแรงงานอ่อนแอ

เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณลดต่อเนื่อง ชี้ตลาดแรงงานอ่อนแอ

18 ก.ย. 2568 03:18 น.

เฟดลดดอกเบี้ย 0.25% ส่งสัญญาณลดต่อเนื่อง ชี้ตลาดแรงงานอ่อนแอ

ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง 0.25% เพื่อตอบสนองต่อตลาดแรงงานที่อ่อนแอ โดยนี่นับเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นปี 2567

เมื่อวันพุธที่ 17 ก.ย. 2568 ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยมาตรฐานลง 0.25% และส่งสัญญาณว่าพวกเขาจะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลาที่เหลือของปี 2568 เพื่อตอบสนองต่อสภาพตลาดแรงงานที่อ่อนแอ

การตัดสินใจของเฟดในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในธนาคารกลางเกือบทุกคน มีเพียงนายสตีเฟน มีแรน ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ คนใหม่ ซึ่งเพิ่งได้รับแต่งตั้งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเท่านั้น ที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากเขาต้องการให้ลดดอกเบี้ยลง 0.5%

การลดอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ประกอบกับตัวเลขคาดการณ์ซึ่งชี้ว่าน่าจะมีการลดดอกเบี้ย 0.25% อีก 2 ครั้งในการประชุมนโยบายของเฟดอีก 2 ครั้งที่เหลือในปีนี้ บ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่ของเฟดเริ่มคลายความกังวลว่านโยบายการค้าของรัฐบาลจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างต่อเนื่องแล้ว และเริ่มกังวลเรื่องการเติบโตที่อ่อนแอกับความเป็นไปได้ที่อัตราว่างงานจะสูงขึ้นมากกว่า

การลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของเฟด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567 ทำให้อัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของสหรัฐฯ ในตอนนี้อยู่ที่ 4.00% ถึง 4.25%

ทั้งนี้ ตัวเลขคาดการณ์ทางเศรษฐกิจใหม่แสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ที่ 3% ในช่วงสิ้นปีนี้ สูงกว่าตัวเลข 2% ซึ่งเป็นเป้าหมายของเฟด โดยเป็นการคาดการณ์ที่ไม่ต่างไปจากเมื่อเดือนมิถุนายน ส่วนแนวโน้มอัตราว่างงานยังคงอยู่ที่ 4.5% ขณะที่การคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 1.4% เป็น 1.6%

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เมีย “อเล็กเซ นาวัลนี” อ้าง สามีตายเพราะยาพิษตอนอยู่ในคุกรัสเซีย

เมีย "อเล็กเซ นาวัลนี" อ้าง สามีตายเพราะยาพิษตอนอยู่ในคุกรัสเซีย

18 ก.ย. 2568 02:04 น.

เมีย “อเล็กเซ นาวัลนี” อ้าง สามีตายเพราะยาพิษตอนอยู่ในคุกรัสเซีย

ภรรยาหม้ายของนายอเล็กเซ นาวัลนี แกนนำฝ่ายค้านรัสเซียผู้ล่วงลับ อ้างว่าผลการตรวจชี้ว่า สามีของเธอเสียชีวิตเนื่องจากถูกวางยาพิษขณะถูกจำคุกในเรือนจำของรัสเซีย

เมื่อวันพุธที่ 17 ก.ย. 2568 นางยูเลีย นาวัลนายา ภรรยาหม้ายของนายอเล็กเซ นาวัลนี แกนนำฝ่ายค้านรัสเซียผู้ล่วงลับ อ้างผ่านคลิปวิดีโอที่โพสต์ลงบนโลกออนไลน์ว่า ผลการวิเคราะห์ตัวอย่างทางชีวภาพที่ลักลอบนำออกมาจากรัสเซีย โดยห้องทดลองใน 2 ประเทศแสดงให้เห็นว่า สามีของเธอถูกวางยาพิษ

นางนาวัลนายาไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเรื่องยาพิษ, เรื่องตัวอย่าง หรือการวิเคราะห์ที่เธออ้างถึง แต่เรียกร้องให้ห้องปฏิบัติการทั้ง 2 แห่งเผยแพร่ผลการวิเคราะห์ของพวกเขาออกมาอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ นายอเล็กเซ นาวัลนี เป็นนักเคลื่อนไหวต่อต้านการคอร์รัปชันในรัสเซีย ก่อนจะกลายมาเป็นแกนนำฝ่ายค้านคนสำคัญที่สุดและร่วมการประท้วงทางการเมืองหลายครั้ง จนต้องเข้าออกคุกเป็นว่าเล่น ก่อนที่จู่ๆ เขาจะเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อวันที่ 16 ก.พ. 2567 ขณะถูกจำคุกที่ทัณฑนิคมในเขตขั้วโลกเหนือของรัสเซีย รวมอายุได้ 47 ปี

เมื่อปี 2563 นายนาวัลนีเคยถูกวางยาพิษด้วยสาร “โนวิชอค” (Novichok) ซึ่งออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทและเกือบถึงขั้นเสียชีวิต และต้องรักษาตัวในประเทศเยอรมนี ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเดินทางกลับไปรัสเซียเพื่อต่อสู้ทางการเมือง และถูกจับกุมคาสนามบินทันทีที่เดินทางไปถึง

ผู้สนับสนุนและเพื่อนร่วมงานของนาวัลนีที่มูลนิธิต่อต้านคอร์รัปชัน (FBK) ยืนยันมาโดยตลอดว่ารัฐบาลรัสเซียมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเขา

ด้านนางนาวัลนายากล่าวว่า หลังจากสามีของเธอเสียชีวิตในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ทีมงานของเขาก็สามารถเก็บและส่งต่อตัวอย่างทางชีวภาพไปยังต่างประเทศได้อย่างปลอดภัย ห้องปฏิบัติการ 2 แห่งในประเทศที่ต่างกันก็ทำการวิเคราะห์และได้ข้อสรุปว่า นายนาวัลนีถูกวางยาพิษ

นางนาวัลนายาไม่เปิดเผยว่าห้องปฏิบัติการดังกล่าวอยู่ที่ใด แต่ระบุเป็นนัยว่า พวกเขาไม่ได้เปิดเผยการค้นพบนี้ต่อสาธารณะเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง “พวกเขาไม่อยากให้ความจริงที่ไม่พึงประสงค์ถูกเปิดเผยออกมาในเวลาที่ไม่เหมาะสม”

เธอยังเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวันสุดท้ายของสามีของเธอด้วย อ้างว่าเป็นคำให้การของลูกจ้างทัณฑนิคมดังกล่าว โดยระบุว่า ในวันที่นาวัลนีเสียชีวิต เขาถูกพาออกไปเดินเล่น แต่เขารู้สึกไม่สบาย เมื่อกลับไปที่ห้องขัง “เขานอนลงบนพื้น ชันเข่าขึ้น และเริ่มครวญครางด้วยความเจ็บปวด… จากนั้นเขาก็อาเจียน”

“อเล็กเซมีอาการชัก… เจ้าหน้าที่เรือนจำได้แต่มองดูความเจ็บปวดทรมานของเขาผ่านลูกกรงหน้าต่างห้องขัง” นางนาวัลนายากล่าว

เธอบอกอีกว่า ไม่มีการเรียกรถพยาบาลจนกระทั่งผ่านไป 40 นาทีหลังจากนาวัลนีเริ่มมีอาการป่วย ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตไม่นานหลังจากนั้น ต่อมาเจ้าหน้าที่เรือนจำบอกกับนางลุดมิลา มารดาของนาวัลนีว่า ลูกชายของเธอเสียชีวิตจากภาวะ “ไหลตาย” (sudden death syndrome) ก่อนที่ผลการตรวจสอบในเวลาต่อมาจะชี้ว่า เขาเสียชีวิตจากอาการป่วยและภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

นางนาวัลนายากล่าวว่า เธออาจเผชิญกับแรงต้านในการสืบสวนการเสียชีวิตของสามีเพิ่มอีก และมักได้รับคำพูดทำนองว่า “ใช่ คุณเป็นภรรยา แต่มันไม่มีคดีอาญา จึงไม่มีเหตุผลทางกฎหมายที่จะมอบเอกสารให้คุณ”

“แต่ฉันมีเหตุผล ไม่ใช่ทางกฎหมาย แต่เป็นเหตุผลด้านศีลธรรม” นางนาวัลนายากล่าว

อีกด้านหนึ่ง นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซียกล่าวว่า เขาไม่ทราบเรื่องแถลงการณ์ของนางนาวัลนายา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ติมอร์-เลสเตยกเลิกแผนแจกรถฟรีให้ สส. หลังโดนประท้วงต่อต้าน

ติมอร์-เลสเตยกเลิกแผนแจกรถฟรีให้ สส. หลังโดนประท้วงต่อต้าน

17 ก.ย. 2568 23:25 น.

ติมอร์-เลสเตยกเลิกแผนแจกรถฟรีให้ สส. หลังโดนประท้วงต่อต้าน

รัฐบาลติมอร์-เลสเต ยกเลิกแผนการแจกรถยนต์ฟรีให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลังจากประชาชนออกมาประท้วงต่อต้านอย่างรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลของประเทศติมอร์-เลสเต หรือติมอร์ตะวันออก ประกาศยกเลิกนโยบายที่จะแจกรถยนต์ฟรีให้แก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว หลังจากประชาชนที่ไม่พอใจจำนวนมากออกมาเดินขบวนประท้วงอย่างหนัก เพื่อแสดงการต่อต้าน

เมื่อวันอังคาร (16 ก.ย.) ผู้ประท้วงจำนวนหลายพันคนออกมาเดินขบวนในกรุงดีลี โดยบางคนก่อเหตุจุดไฟเผายางรถยนต์และเผารถยนต์ของรัฐบาล ขณะที่ตำรวจตอบโต้ด้วยแก๊สน้ำตา จนในที่สุด หลายชั่วโมงหลังจากนั้น รัฐบาลก็ยอมยกเลิกแผนแจกรถตามที่ผู้ประท้วงต้องการ

อย่างไรก็ตาม ในวันพุธยังมีผู้ชุมนุมประมาณ 2,000 คน ออกมารวมตัวประท้วงในเมืองหลวงต่อ เนื่องจากพวกเขาต้องการให้รัฐบาลยกเลิกการจ่ายเงินบำนาญตลอดชีวิตให้แก่สมาชิกสภาที่เกษียณอายุด้วย

เหตุความไม่สงบล่าสุดนี้เกิดขึ้นในขณะที่หลายประเทศในเอเชีย ตั้งแต่เนปาลไปจนถึงอินโดนีเซีย กำลังเผชิญกับการประท้วงของคนหนุ่มสาวที่ไม่พอใจและพุ่งเป้าไปที่การกระทำที่เกินขอบเขตของนักการเมือง

นักศึกษาหญิงรายหนึ่งในติมอร์-เลสเต บอกกับสำนักข่าว บีบีซี ว่า เธอโกรธที่นักการเมืองยังต้องการซื้อรถหรูเพื่อทำงาน ทั้งที่ประชาชนของพวกเขากำลังทุกข์ทรมาน

ทั้งนี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติในติมอร์-เลสเต ได้เงินต่อปีประมาณ 36,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.14 ล้านบาท) ตามข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยเมื่อปี 2566 ซึ่งมากกว่าเงินได้เฉลี่ยของประชาชนในประเทศเกิน 10 เท่า โดยรายงานของรัฐบาลในปี 2564 ระบุว่า ชาวติมอร์-เลสเต มีเงินได้เฉลี่ยปีละ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 95,000 บาท)

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลติมอร์-เลสเต พยายามผลักดันนโยบายซื้อรถฟรีให้สมาชิกสภา โดยมันเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง รวมถึงแผนการใช้เงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้อรถใหม่ให้ สส. ในปี 2551 ซึ่งมีนักศึกษาที่ออกมาประท้วงถูกจับกุมตัวหลายคน

แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการประท้วงใหญ่อย่างแท้จริง โดยนายเซซาริโอ ซีซาร์ หนึ่งในแกนนำการประท้วงบอกกับ บีบีซี ว่า ที่การประท้วงปะทุขึ้นในสัปดาห์นี้เป็นเพราะ ประชาชนเบื่อหน่ายกับเรื่องเหล่านี้แล้ว

“ประชาชนไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่ดี ไม่มีน้ำและสุขอนามัยที่ดี… เราขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวก แต่พวกเขายังคงออกกฎหมายมากมายเพื่อประโยชน์ของตัวเอง” นายซีซาร์กล่าว “เราคิดว่ามันไม่ยุติธรรม”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ฮุน มาเนต วอน ปธ.อาเซียน-ผู้นำโลกช่วยเหลือ หลังชายแดนเริ่มระอุ

ฮุน มาเนต วอน ปธ.อาเซียน-ผู้นำโลกช่วยเหลือ หลังชายแดนเริ่มระอุ

17 ก.ย. 2568 22:09 น.

ฮุน มาเนต วอน ปธ.อาเซียน-ผู้นำโลกช่วยเหลือ หลังชายแดนเริ่มระอุ

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ร่อนจดหมายถึงประธานอาเซียนและผู้นำโลก ขอให้ช่วยรับประกันว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชาถูกบังคับใช้อย่างเคร่งครัด หลังสถานการณ์ชายแดนเริ่มตึงเครียดขึ้น

เมื่อวันพุธที่ 17 ก.ย. 2568 สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ส่งจดหมายถึงประธานอาเซียนและผู้นำหลายประเทศทั่วโลก เรียกร้องให้พวกเขาช่วยรับประกันว่า การหยุดยิงและข้อตกลงอื่นๆ ระหว่างกัมพูชากับไทยถูกบังคับใช้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ หลังสถานการณ์บริเวณชายแดนเริ่มตึงเครียดขึ้น

ฮุน มาเนต ส่งจดหมายถึงนายอันวาร์ อับราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน, นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน, นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ, นายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส, นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ และ น.ส.อันนาเลนา แบร์บ็อค ประธานสมัชชาใหญ่สหประชาชาติครั้งที่ 80

ในจดหมายดังกล่าว นายกรัฐมนตรีกัมพูชาอ้างว่า การกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวของไทยในช่วงไม่นานมานี้ กำลังคุกคามความมั่นคงในภูมิภาค

สมเด็จฯ ฮุน มาเนต ระบุว่า ทหารไทยขยายพื้นที่ความขัดแย้งไปไกลเกินกว่าจังหวัดพระวิหารและอุดรมีชัย, ติดตั้งลวดหนามและแบริเออร์, ยื่นคำขาดต่างๆ นานา และบังคับขับไล่พลเรือนกัมพูชาออกจากที่ดินที่พวกเขาลงหลักปักฐานมานานแล้วในหมู่บ้าน โจกเจย (Chouk Chey) และ เปรยจัน (Prey Chan) ในจังหวัดบันเตียเมียนเจย

ผู้นำกัมพูชาระบุต่อว่า ชาวบ้าน 25 ครอบครัวถูกห้ามไม่ให้กลับไปยังบ้านและพื้นที่เพาะปลูกของตนเอง และมีการขู่ว่าอาจขับไล่คนเพิ่มอีกหลายร้อย ขณะที่แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ระบุว่า ทหารไทยอาจพยายามเข้ายึดครองพื้นที่เพิ่มเติมอีก 17 แห่งในจังหวัดทางภาคตะวันตกและภาคตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชา ตั้งแต่จังหวัดโพธิสัตว์ไปจนถึงจังหวัดเกาะกง

ด้านกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา ย้ำว่า การกระทำเหล่านี้มีพื้นฐานมาจากแผนที่ที่ฝ่ายไทยร่างขึ้นมาแต่เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งขัดแย้งกับแผนที่ที่ตกลงร่วมกันภายใต้สนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศส พ.ศ.2447 และ พ.ศ.2450

ขณะที่บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก หรือ MOU 2000 (พ.ศ. 2543) ซึ่งได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่ายและลงทะเบียนกับสหประชาชาติแล้ว มีข้อห้ามอย่างชัดเจนว่า ไม่ให้มีมาตรการทางทหารแต่เพียงฝ่ายเดียวและขยายพื้นที่ขัดแย้ง

แถลงการณ์ของฝ่ายกัมพูชาระบุอีกว่า การกระทำของไทยเป็นการละเมิดอธิปไตย, กฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชนของกัมพูชา อีกทั้งยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้าอย่างรุนแรง ซึ่งนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต เรียกร้องขอการสนับสนุนอย่างเร่งด่วนจากผู้นำโลกในเรื่องดังต่อไปนี้:

– ให้ปฏิบัติตามการหยุดยิงและข้อตกลงที่ได้จากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ครั้งล่าสุดอย่างเคร่งครัด

– ยุติการใช้กำลังต่อพลเรือนและหยุดการขับไล่ตามแผนการทั้งหมด

– อำนวยความสะดวกในการให้ชาวกัมพูชาพลัดถิ่นกลับคืนสู่ถิ่นฐานเดิมอย่างปลอดภัย

– แก้ไขปัญหาชายแดนผ่านกรอบการทำงานของคณะกรรมการชายแดนร่วม (JBC) และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ด้วยการเจรจาอย่างสันติแทนที่จะใช้มาตรการทางทหาร

– ปล่อยตัวทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศไทยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

นายฮุน มาเนต ยังยืนยันถึงความมุ่งมั่นของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีตามกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมทั้งจะทำงานร่วมกับประเทศไทยและอาเซียนเพื่อรักษาเสถียรภาพ ส่งเสริมความร่วมมือ และปกป้องความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนของทุกฝ่าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : khmertimes

ศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียรับรองการแก้ไขกฎหมายกองทัพ ให้ทหารนั่งเก้าอี้พลเรือน

ศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียรับรองการแก้ไขกฎหมายกองทัพ ให้ทหารนั่งเก้าอี้พลเรือน

17 ก.ย. 2568 16:11 น.

ศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียรับรองการแก้ไขกฎหมายกองทัพ ให้ทหารนั่งเก้าอี้พลเรือน

ศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียมีคำตัดสิน ยืนยันการบังคับใช้กฎหมายกองทัพฉบับแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาในช่วงต้นปีนี้ ที่ให้บุคลากรทางทหารสามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งในส่วนการเมืองของพลเรือนเพิ่มขึ้นได้ โดยยืนยันกระบวนการออกกฎหมายชอบด้วยกฎหมาย แม้กลุ่มสิทธิมนุษยชนและนักศึกษาโจมตีว่าขาดความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของสาธารณะ

ศาลได้ประกาศคำวินิจฉัยต่อคำร้อง 5 ฉบับที่โต้แย้งการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งหนึ่งในสาระสำคัญคือการเพิ่มจำนวนหน่วยงานพลเรือนที่บุคลากรทางทหารสามารถเข้าไปดำรงตำแหน่งได้ ผู้ยื่นคำร้องให้เหตุผลว่ากระบวนการออกกฎหมายมีข้อบกพร่อง ไม่โปร่งใส และขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมลับเพื่อพิจารณาการแก้ไขและเร่งรีบในการออกกฎหมาย

รัฐบาลอินโดนีเซียได้อนุมัติการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยกองทัพแห่งชาติ UU TNI ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20  มีนาคมที่ผ่านมา การแก้ไขกฎหมายนี้เรียกเสียงต่อต้านจากเหล่าองค์กรภาคประชาสังคมและนักวิชาการ เนื่องจากมองว่ากฎหมายนี้ได้ขยายบทบาทของทหารให้ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองของประเทศได้มากขึ้น

ขณะนี้ความกังวลในอินโดนีเซียกำลังเพิ่มขึ้นว่า ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อดีตผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ  กำลังหันไปพึ่งพากองทัพมากขึ้นเพื่อขับเคลื่อนนโยบายของเขา หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้เพียง 11 เดือน ซึ่งนับเป็นการรื้อฟื้นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในยุคระบอบเผด็จการ “ยุคระเบียบใหม่” ที่ปกครองโดยทหารในช่วงปี 1966-1998

ตลอดระยะเวลาการบริหารประเทศที่ผ่านมา ประธานาธิบดีปราโบโวได้แต่งตั้งอดีตนายพลเข้ารับตำแหน่งสำคัญ และได้มอบหมายภารกิจต่าง ๆ ให้กับกองทัพ เช่น การจัดการกับการประท้วงตามท้องถนน การดำเนินการตามนโยบายแจกอาหารฟรีในโรงเรียน การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร การผลิตยา และการยึดครองสวนปาล์มน้ำมันเพื่อจัดตั้งบริษัทใหม่ของรัฐ

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในช่วงที่เกิดการประท้วงที่รุนแรงเป็นระยะเวลาสองสัปดาห์จากประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่เบี้ยเลี้ยงของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลำดับความสำคัญของงบประมาณแผ่นดิน ไปจนถึงการปฏิบัติงานของตำรวจ และความรู้สึกว่ากองทัพมีอิทธิพลเพิ่มขึ้น ซึ่งนับเป็นบททดสอบสำคัญครั้งแรกของประธานาธิบดีประโบโว

หนึ่งในผู้ยื่นคำร้อง อาร์ดี มันโต อดิตปุตรา เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “เราหวังว่าศาลจะยกเลิกกฎหมายกองทัพฉบับนี้ เพราะกระบวนการไม่สอดคล้องกับกฎหมายอื่น ๆ ที่ควบคุมกระบวนการนิติบัญญัติ” นอกจากนี้ ผู้ยื่นคำร้องยังประกอบด้วยกลุ่มสิทธิมนุษยชน กลุ่มนักศึกษา และ อินายา วาฮิด บุตรสาวของอดีตประธานาธิบดี อับดุลเราะห์มาน วาฮิด

ในทางกลับกัน รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมายของอินโดนีเซียกล่าวว่า กระบวนการนิติบัญญัติเป็นไปอย่างถูกต้อง และมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างเพียงพอ ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลที่ไม่ได้พิจารณาสาระของกฎหมาย แต่พิจารณาเฉพาะกระบวนการก่อนการบังคับใช้เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อาร์ดีกล่าวว่า กลุ่มของเขามีแผนที่จะยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลพิจารณาทบทวนสาระสำคัญของกฎหมายในภายหลัง นอกจากนี้ เขายังกล่าวด้วยว่า คำตัดสินของศาลในครั้งนี้ได้เผยแพร่ผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้ผู้ยื่นคำร้องหรือประชาชนเข้ารับฟังด้วยตนเอง.

ที่มา Reuters

ผู้ต้องสงสัยคดีดัง หนูน้อย “แมดเดอลีน แมคแคนน์” หายตัวลึกลับ ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำเยอรมนี

ผู้ต้องสงสัยคดีดัง หนูน้อย "แมดเดอลีน แมคแคนน์" หายตัวลึกลับ ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำเยอรมนี

17 ก.ย. 2568 15:11 น.

ผู้ต้องสงสัยคดีดัง หนูน้อย “แมดเดอลีน แมคแคนน์” หายตัวลึกลับ ถูกปล่อยตัวจากเรือนจำเยอรมนี

ผู้ต้องสงสัยหลักในคดีการหายตัวไปอย่างลึกลับของ แมเดลีน แมคแคนน์ (Madeleine McCann) เด็กหญิงชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นคดีดังระดับโลก ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในเยอรมนีแล้ว หลังถูกคุมขังในคดีอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่ยังคงต้องสวมเครื่องติดตามตัวตามเงื่อนไข

คริสเตียน บรุกเนอร์ ชายชาวเยอรมันวัย 48 ปี ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีการหายตัวไปของ แมเดลีน แมคแคนน์ ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเซห์นเดอ  ใกล้เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี โดยทนายความของเขาได้ขับรถออกไปจากเรือนจำ ซึ่งแม้จะไม่มีภาพของเขาปรากฏให้เห็น แต่ตำรวจยืนยันว่าเขาได้รับการปล่อยตัวแล้ว

รายงานระบุว่าบรุกเนอร์ต้องโทษจำคุกในคดีข่มขืนหญิงชราคนหนึ่งที่เมืองปราเอีย ดา ลุซ ประเทศโปรตุเกส เมื่อปี 2005 และตามเงื่อนไขการปล่อยตัว เขาจะต้องสวมกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์เพื่อติดตามตัว

แม้จะได้รับการปล่อยตัว แต่บรุกเนอร์ยังคงเป็นผู้ต้องสงสัยคนสำคัญในคดีของแมเดลีน โดยเขาไม่เคยถูกตั้งข้อหาใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของเธอ และให้การปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น

แมเดลีน แมคแคนน์ หายตัวไปอย่างปริศนาเมื่อปี 2007 ขณะที่เธอและพี่น้องกำลังหลับอยู่ในห้องพักตากอากาศที่รีสอร์ตในเมืองปราเอีย ดา ลุซ ประเทศโปรตุเกส โดยขณะนั้นพ่อและแม่ของเธอคือ เคท และ เจอร์รี แมคแคนน์ ได้ออกไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหารใกล้เคียง การหายตัวไปของแมเดลีนกลายเป็นหนึ่งในคดีบุคคลสูญหายที่โด่งดังและยังคงไร้ข้อสรุปมากที่สุดในโลก

อัยการเยอรมันเชื่อว่าบรุกเนอร์คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปของแมเดลีน โดยมีหลักฐานสำคัญจากข้อมูลโทรศัพท์มือถือที่บ่งชี้ว่าเขาอาจอยู่ในพื้นที่ขณะที่เด็กหญิงหายตัวไป อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอที่จะนำไปสู่การตั้งข้อหา

บรุกเนอร์ ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในแคว้นอัลการ์เว  ของโปรตุเกสเป็นเวลาหลายปี มีประวัติอาชญากรรมโชกโชน ทั้งการเป็นอาชญากรเร่ร่อนและผู้กระทำความผิดทางเพศ โดยเขาเคยถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กเมื่อปี 1994 และ 2016

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจโปรตุเกสและเยอรมันได้เข้าตรวจค้นพื้นที่อีกครั้งระหว่างจุดที่ครอบครัวแมคแคนน์เคยพักอยู่กับที่อยู่ของบรุกเนอร์ แต่ไม่พบความคืบหน้าใด ๆ เช่นเดียวกับการค้นหาใกล้เขื่อนอาราด เมื่อปี 2023 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่บรุกเนอร์เคยถ่ายรูปและวิดีโอตัวเองไว้ในช่วงปี 2000-2017

นอกจากนี้ เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ศาลเยอรมนีได้ยกฟ้องข้อหาความผิดทางเพศอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีของแมเดลีน ซึ่งกล่าวหาว่าบรุกเนอร์กระทำความผิดในโปรตุเกสระหว่างปี 2000-2017

ปัจจุบัน แม้ทางการเยอรมันจะสงสัยว่าบรุกเนอร์อาจก่อเหตุฆาตกรรม แต่ตำรวจอังกฤษยังคงถือว่าคดีของแมเดลีนเป็นคดีบุคคลสูญหาย โดยการสืบสวนคดีนี้ภายใต้ปฏิบัติการที่มีชื่อว่า Operation Grange ได้รับเงินทุนสนับสนุนไปแล้วกว่า 13.2 ล้านปอนด์ (ประมาณ 608 ล้านบาท) ตั้งแต่ปี 2011 และเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังได้รับเงินเพิ่มอีก 108,000 ปอนด์ (ประมาณ 5 ล้านบาท) จากรัฐบาลอังกฤษอีกด้วย

ความตึงเครียดปะทุ! เรือจีน-ฟิลิปปินส์ชนกันกลางทะเลจีนใต้ ใกล้แนวสันทรายพิพาท

ความตึงเครียดปะทุ! เรือจีน-ฟิลิปปินส์ชนกันกลางทะเลจีนใต้ ใกล้แนวสันทรายพิพาท

17 ก.ย. 2568 12:48 น.

ความตึงเครียดปะทุ! เรือจีน-ฟิลิปปินส์ชนกันกลางทะเลจีนใต้ ใกล้แนวสันทรายพิพาท

เกิดเหตุเรือหน่วยยามฝั่งจีนและเรือของฟิลิปปินส์ชนกันในบริเวณสันทรายสการ์โบโรห์ ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทในทะเลจีนใต้ โดยต่างฝ่ายต่างกล่าวโทษกันว่าเป็นฝ่ายเริ่มต้นก่อน

หน่วยยามฝั่งของจีนกล่าวหาเรือของฟิลิปปินส์ว่า “จงใจพุ่งชน” เรือของตนใกล้กับสันทรายสการ์โบโรห์ (Scarborough Shoal) หรือที่จีนเรียกว่าเกาะหวงเหยียน อย่างไรก็ตาม ทางการฟิลิปปินส์ได้ออกมาปฏิเสธและโต้กลับว่า เรือของจีนเป็นฝ่ายที่ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงจนสร้างความเสียหายอย่างมากให้แก่เรือของตนและทำให้ลูกเรือได้รับบาดเจ็บ

แถลงการณ์จากหน่วยยามฝั่งจีนระบุว่า เรือของรัฐบาลฟิลิปปินส์มากกว่า 10 ลำ ได้แล่นเข้ามาในน่านน้ำรอบสันทรายดังกล่าวจากหลายทิศทาง จึงจำเป็นต้องใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงเพื่อป้องกันการบุกรุก

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 วัน หลังจากที่จีนประกาศให้พื้นที่บางส่วนของแนวสันทรายสการ์โบโรห์ เป็น “เขตอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งชาติ” ซึ่งรัฐบาลฟิลิปปินส์ที่เรียกแนวสันทรายนี้ว่า “บาโฮ เด มาซินล็อก” (Bajo de Masinloc) ได้ยื่นเรื่องประท้วงทางการทูตในทันที

จีนและฟิลิปปินส์มีการเผชิญหน้ากันหลายครั้งในบริเวณแนวสันทรายในทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนอ้างสิทธิ์เกือบทั้งหมดในน่านน้ำดังกล่าว ทั้งสองประเทศเป็นส่วนหนึ่งของหลายประเทศที่มีข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์และเป็นแหล่งทำประมงที่มีมูลค่าสูง

กองกำลังยามฝั่งฟิลิปปินส์รายงานว่า เรือยามฝั่งจีน 2 ลำ ได้ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูงโจมตีเรือประมงของฟิลิปปินส์ ที่มีชื่อว่า BRP Datu Gumbay Piang เป็นเวลากว่า 30 นาที จนเกิด “ความเสียหายอย่างมาก” รวมถึงบริเวณห้องกัปตันและสะพานเดินเรือ กระจกแตกจนทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหนึ่งนาย นอกจากนี้ กระแสไฟฟ้ายังลัดวงจรส่งผลกระทบต่อปลั๊กไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศกลางแจ้งอีก 5 เครื่อง

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าเรือรบของกองทัพเรือจีนได้กระจายเสียงทางวิทยุ “ประกาศการซ้อมรบด้วยกระสุนจริง” ในบริเวณแนวสันทราย ทำให้ชาวประมงฟิลิปปินส์เกิดความตื่นตระหนก ซึ่งในวันอังคารที่เกิดเหตุ เรือยามฝั่งและเรือประมงของฟิลิปปินส์ได้ถูกส่งไปยังพื้นที่ดังกล่าวเพื่อมอบเชื้อเพลิง, น้ำ, น้ำแข็ง และความช่วยเหลืออื่น ๆ ให้กับเรือประมงกว่า 35 ลำที่อยู่ในพื้นที่

หลายประเทศที่ใกล้ชิดกับฟิลิปปินส์ต่างแสดงการสนับสนุนในเรื่องเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า การกระทำของจีนเป็น “อีกหนึ่งการเคลื่อนไหวที่บีบบังคับ เพื่ออ้างสิทธิ์ในดินแดนและน่านน้ำในทะเลจีนใต้ที่กว้างใหญ่ โดยแลกกับการสร้างความเสียหายให้เพื่อนบ้าน”

สหราชอาณาจักรและออสเตรเลียก็แสดงความกังวลเช่นกัน ขณะที่สถานทูตแคนาดาในฟิลิปปินส์กล่าวว่า ได้คัดค้านความพยายามที่จะใช้การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเป็นข้ออ้างในการเข้าควบคุมแนวสันทรายสการ์โบโรห์ที่เป็นพื้นที่พิพาท.

ที่มา AP

อัยการรัฐยูทาห์จ่อยื่นขอโทษประหารชีวิต มือปืนลอบสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก”

อัยการรัฐยูทาห์จ่อยื่นขอโทษประหารชีวิต มือปืนลอบสังหาร "ชาร์ลี เคิร์ก"

17 ก.ย. 2568 11:24 น.

อัยการรัฐยูทาห์จ่อยื่นขอโทษประหารชีวิต มือปืนลอบสังหาร “ชาร์ลี เคิร์ก”

อัยการรัฐยูทาห์เปิดเผยว่า จะเดินหน้ายื่นขอโทษประหารชีวิตสำหรับผู้ต้องหาในคดีลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม พร้อมเปิดเผยหลักฐานใหม่ ซึ่งรวมถึงข้อความแชตที่เชื่อว่าผู้ต้องหาใช้สารภาพผิดกับคนใกล้ชิด

อัยการประจำเขตยูทาห์เคาน์ตี้ได้ยื่นฟ้อง นายไทเลอร์ โรบินสัน วัย 22 ปี ใน 7 ข้อหาอาญา รวมถึงข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นคดีที่อาจได้รับโทษประหารชีวิต หลังเขาถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลอบสังหาร ชาร์ลี เคิร์ก นักกิจกรรมแนวอนุรักษ์นิยมชื่อดัง

ตามเอกสารที่ยื่นต่อศาล อัยการได้เปิดเผยรายละเอียดสำคัญของคดี รวมถึงข้อความจากโทรศัพท์มือถือที่โรบินสันส่งถึงรูมเมท ซึ่งเป็นคู่รักของเขา โดยเมื่อถูกถามว่าทำไมถึงก่อเหตุ โรบินสันตอบว่า “ผมทนความเกลียดชังของเขาไม่ไหวแล้ว”

โรบินสันถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ยิงปืนไรเฟิลจากบนหลังคาอาคาร ซึ่งกระสุนเจาะเข้าที่คอของเคิร์ก ขณะที่เขากำลังกล่าวสุนทรพจน์อยู่ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์วัลเลย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยภาพเหตุการณ์ได้ถูกบันทึกและเผยแพร่ไปทั่วโลกออนไลน์

อัยการเปิดเผยว่า หลังการยิงเพียงไม่นาน โรบินสันได้ส่งข้อความให้รูมเมทไปดูใต้คีย์บอร์ด ซึ่งพบจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ ระบุว่า “ผมมีโอกาสที่จะกำจัดชาร์ลี เคิร์ก และผมจะทำมัน” เมื่อรูมเมทถามกลับไปว่าเขาเป็นคนทำใช่ไหม โรบินสันก็ตอบว่า “ใช่ ผมเอง ขอโทษด้วย”

ในข้อความถัดมา โรบินสันยังสารภาพว่าเขาได้วางแผนก่อเหตุมานานกว่าหนึ่งสัปดาห์ และหลังจากก่อเหตุได้บอกกับรูมเมทว่าเขาเสียดายที่ไม่ได้กลับไปเก็บปืนไรเฟิลของปู่ที่ทิ้งไว้ในพุ่มไม้ เพราะกลัวพ่อจะโกรธ ซึ่งในภายหลัง เจ้าหน้าที่สามารถตรวจพบดีเอ็นเอของเขาบนไกปืนที่ใช้ก่อเหตุได้

ขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า แม่ของโรบินสันให้การกับตำรวจว่า ในช่วงปีที่ผ่านมา ลูกชายของเธอมีแนวคิดทางการเมืองที่เอนเอียงไปทางซ้ายจัด และสนับสนุนสิทธิของกลุ่ม LGBTQ+ มากขึ้น ซึ่งมีความเห็นขัดแย้งอย่างมากกับพ่อของเขาที่มีแนวคิดอนุรักษนิยม

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากทั่วสหรัฐฯ โดยเฉพาะจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ออกมาเรียกร้องให้มีการลงโทษประหารชีวิต ซึ่งอัยการระบุว่า การตัดสินใจยื่นฟ้องโทษสูงสุดนี้เป็นไปตามหลักฐานและพฤติการณ์ของคดีอย่างอิสระ

ในระหว่างการไต่สวนครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผู้พิพากษาได้อ่านข้อหาและแจ้งให้โรบินสันทราบว่าเขามีสิทธิ์ได้รับโทษประหารชีวิต โดยทางศาลจะจัดหาทนายความให้ เนื่องจากโรบินสันไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอ โดยนัดพิจารณาคดีครั้งต่อไปคือวันที่ 29 กันยายนนี้.

ที่มา  Reuters

หามส่งรพ. อดีตผู้นำบราซิลป่วยกะทันหัน ก่อนเข้ารับโทษจำคุก 27 ปี ในเรือนจำ

หามส่งรพ. อดีตผู้นำบราซิลป่วยกะทันหัน ก่อนเข้ารับโทษจำคุก 27 ปี ในเรือนจำ

17 ก.ย. 2568 10:59 น.

หามส่งรพ. อดีตผู้นำบราซิลป่วยกะทันหัน ก่อนเข้ารับโทษจำคุก 27 ปี ในเรือนจำ

อดีตประธานาธิบดี ชาอีร์ โบลโซนาโร แห่งบราซิล วัย 70 ปี ซึ่งเพิ่งถูกตัดสินจำคุก 27 ปี ฐานวางแผนก่อรัฐประหาร ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลด่วนเมื่อคืนที่ผ่านมา (16 ก.ย.) หลังมีอาการป่วยที่บ้านพักในกรุงบราซิเลีย ขณะอยู่ภายใต้การกักบริเวณ

วันที่ 15 กันยายน 2568 นายฟลาวีโอ โบลโซนาโร ลูกชายของอดีตประธานาธิบดีโบลโซนาโร เปิดเผยว่า ผู้เป็นพ่อเกิดอาการสะอึกอย่างรุนแรง อาเจียน และความดันโลหิตต่ำ จึงถูกหามส่งโรงพยาบาล DF Star พร้อมเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่คอยเฝ้าระวัง โดยนี่นับเป็นครั้งที่ 2 ภายในสัปดาห์เดียว หลังจากเมื่อวันอาทิตย์ เขาเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดตัดก้อนเนื้อผิวหนัง 8 จุดส่งตรวจชิ้นเนื้อ

โดยโบลโซนาโรมีปัญหาทางลำไส้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ถูกแทงระหว่างหาเสียงเลือกตั้งปี 2561 และต้องเข้ารับการผ่าตัดใหญ่หลายครั้ง รวมถึงการผ่าตัดนาน 12 ชั่วโมงในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

เมื่อสัปดาห์ก่อน คณะผู้พิพากษาศาลสูงสุดเพิ่งลงมติว่ามีความผิดฐานวางแผนก่อรัฐประหาร หลังแพ้เลือกตั้งให้ประธานาธิบดีลูอิซ อินาซีโอ ลูลา ดา ซิลวา ในปี 2565 พร้อมตัดสินโทษจำคุก 27 ปี 3 เดือน แต่การลงโทษยังไม่เริ่มบังคับใช้ทันที ศาลมีเวลา 60 วันในการเผยแพร่คำพิพากษาอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นทนายความของเขามีสิทธิยื่นคำร้องขอชี้แจงภายใน 5 วัน

นอกจากคดีพยายามรัฐประหารแล้ว ในวันอังคาร ศาลรัฐบาลกลางบราซิลยังสั่งปรับโบลโซนาโร 1 ล้านเรียลบราซิล หรือประมาณ 6.98 ล้านบาท ฐานสร้างความเสียหายทางศีลธรรมต่อสังคม จากการกล่าวเหยียดเชื้อชาติต่อผู้สนับสนุนผิวสีรายหนึ่งเมื่อปี 2564 .