มือดีฉายภาพคู่ “ทรัมป์-เอปสตีน” ขึ้นปราสาทวินด์เซอร์ ถูกจับกุม 4 ราย

มือดีฉายภาพคู่ "ทรัมป์-เอปสตีน" ขึ้นปราสาทวินด์เซอร์ ถูกจับกุม 4 ราย

17 ก.ย. 2568 10:51 น.

มือดีฉายภาพคู่ “ทรัมป์-เอปสตีน” ขึ้นปราสาทวินด์เซอร์ ถูกจับกุม 4 ราย

ตำรวจอังกฤษจับกุม 4 ผู้ต้องสงสัย หลังก่อเหตุฉายภาพโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้กระทำความผิดทางเพศ ขึ้นบนกำแพงปราสาทวินด์เซอร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเข้าเฝ้าฯ สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ประท้วงที่ปราสาทวินด์เซอร์ในอังกฤษ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีกลุ่มผู้ประท้วงได้ฉายภาพของ โดนัลด์ ทรัมป์ และ เจฟฟรีย์ เอปสตีน อดีตนักการเงินที่ถูกตัดสินคดีทางเพศ ขึ้นบนกำแพงของปราสาทวินด์เซอร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ทรัมป์จะเข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ

ก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้ประท้วงได้นำป้ายผ้าขนาดใหญ่มาแสดงบริเวณใกล้เคียงปราสาท ซึ่งเป็นภาพของทรัมป์กับเอปสตีน ก่อนที่จะใช้เครื่องฉายโปรเจคเตอร์ฉายภาพชุดดังกล่าว รวมถึงภาพของเหยื่อในคดีของเอปสตีน และข่าวที่เกี่ยวข้อง ขึ้นไปบนหอคอยของปราสาทด้วย

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกแถลงการณ์ว่า มีการจับกุมผู้ใหญ่ 4 คนในข้อหา “การสื่อสารที่เป็นอันตราย” จากเหตุการณ์ฉายภาพที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งทางตำรวจระบุว่าเป็นการ “แสดงความสามารถเพื่อประชาสัมพันธ์” ทั้งหมดกำลังอยู่ระหว่างการควบคุมตัว

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา พรรคเดโมแครตในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ได้เปิดเผยจดหมายอวยพรวันเกิดที่อ้างว่าทรัมป์เขียนถึงเอปสตีนเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว แม้ทำเนียบขาวจะออกมาปฏิเสธว่าจดหมายดังกล่าวไม่เป็นความจริง

เนื้อหาในจดหมายมีข้อความที่ระบุว่า ทรัมป์เรียกเอปสตีนว่า “เพื่อน” พร้อมกับข้อความ “ขอให้ทุกวันเป็นความลับที่ยอดเยี่ยมอีกอย่าง” โดยข้อความนี้ถูกเขียนอยู่บนภาพวาดร่างเปลือยของผู้หญิงอย่างหยาบ ๆ

แม้ว่าทรัมป์จะเคยเป็นเพื่อนกับเอปสตีนก่อนที่เขาจะขึ้นเป็นประธานาธิบดี แต่ทั้งคู่ได้แตกหักกันหลายปีก่อนที่เอปสตีนจะเสียชีวิตในเรือนจำเมื่อปี 2019 ซึ่งการเปิดเผยจดหมายฉบับนี้ได้ทำให้เรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์กับเอปสตีนกลับมาเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง.

ที่มา Reuters

เด็กสาวจีนเกือบขาดอากาศตายกลางห้าง หลังไข่มุกชานมไหลอุดหลอดลม

เด็กสาวจีนเกือบขาดอากาศตายกลางห้าง หลังไข่มุกชานมไหลอุดหลอดลม

17 ก.ย. 2568 10:25 น.

เด็กสาวจีนเกือบขาดอากาศตายกลางห้าง หลังไข่มุกชานมไหลอุดหลอดลม

เกิดเหตุการณ์ระทึก เด็กสาวที่กำลังดื่มชาไข่มุกเผลอดูดไข่มุกไหลเข้าไปในหลอดลม จนอุดกั้นทางเดินหายใจ เคราะห์ดีพลเมืองดีเข้าช่วยชีวิตทันในช่วง 4 นาทีทอง

โลกโซเชียล มีการแชร์คลิปวินาทีชีวิตของเด็กสาวชาวจีน ที่เกือบจะเอาชีวิตไม่รอด หลังไข่มุกในชานมเครื่องดื่มยอดนิยม หลุดเข้าไปติดในหลอดลม ทำให้เธอหายใจไม่ออก มีอาการมือเกร็ง ใบหน้าเริ่มเขียวคล้ำและเกือบหมดสติ เคราะห์ดีที่ในจังหวะนั้น มีพลเมืองดีเห็นเหตุการณ์ และเร่งเข้ามาให้การช่วยเหลือ โดยผลัดกันทำ ท่าฮัมลิค (Heimlich manoeuvre) เพื่อพยายามดันสิ่งอุดกั้นออกมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ประสบเหตุมีรูปร่างสูง และอาการทรุดจนไม่สามารถยืนได้ ทำให้การทำฮัมลิคแบบมาตรฐานเป็นไปอย่างยากลำบาก

โชคดีที่หลังจากความพยายามต่อเนื่องเกือบ 4 นาที เด็กสาวก็สามารถขับสิ่งอุดกั้นออกมาได้ทันเวลา รอดพ้นจากภาวะอันตรายอย่างฉิวเฉียด

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงความสำคัญของการรู้จักและใช้ท่าฮัมลิคอย่างถูกวิธี เพราะการช่วยเหลือที่รวดเร็วใน “4 นาทีทอง” มีส่วนสำคัญต่อการช่วยชีวิต ขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นข้อจำกัด เช่น ความตื่นตระหนกและการทำท่าช่วยเหลือผิดวิธี ที่อาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ท่าฮัมลิค เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ยังรู้สึกตัวและมีการอุดกั้นทางเดินหายใจอย่างสมบูรณ์ แต่หากผู้ป่วยเริ่มหมดสติหรือไม่ตอบสนอง การทำ CPR อาจได้ผลมากกว่า เนื่องจากแรงดันจากการกดหน้าอกสามารถช่วยขับสิ่งแปลกปลอมออกจากหลอดลมได้.

ที่มา : Newsflare

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ  ชานมไข่มุกติดคอ 

ผู้ประท้วงบุกหน้าวังวินด์เซอร์ ชูป้าย “ไม่ต้อนรับทรัมป์” เยือนอังกฤษ

ผู้ประท้วงบุกหน้าวังวินด์เซอร์ ชูป้าย "ไม่ต้อนรับทรัมป์" เยือนอังกฤษ

17 ก.ย. 2568 10:20 น.

ผู้ประท้วงบุกหน้าวังวินด์เซอร์ ชูป้าย “ไม่ต้อนรับทรัมป์” เยือนอังกฤษ

ผู้ประท้วงอังกฤษบุกหน้าพระราชวังวินด์เซอร์ ชูป้ายต่อต้านการเยือนของโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะที่รัฐบาลอังกฤษหวังผลักดันข้อตกลงเทคโนโลยีมูลค่าหลายพันล้าน ท่ามกลางความเห็นต่างเรื่องยูเครน  

วันที่ 16 กันยายน 2568 สำนักข่าวเอพี รายงานว่า ผู้ประท้วงหลายสิบคนไปรวมตัวกันหน้าพระราชวังวินด์เซอร์ เพื่อถือป้ายและตะโกนว่า “โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เป็นที่ต้อนรับที่นี่” เพื่อเป็นการแสดงความไม่พอใจต่อการเยือนอังกฤษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์

โดยนายทรัมป์มีกำหนดการเยือนอังกฤษ เป็นเวลา 2 วัน โดยขณะที่รัฐบาลอังกฤษหวังว่าจะสามารถผลักดันข้อตกลงด้านเทคโนโลยีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ระหว่างการเจรจาระดับสูง แม้จะมีความเห็นต่างเรื่องยูเครน ตะวันออกกลาง และอนาคตของพันธมิตรตะวันตก

การเยือนครั้งนี้จัดเต็มด้วยพิธีราชสำนักแบบอังกฤษ ทั้งรถม้าพระราชวัง ทหารกองเกียรติยศ และงานเลี้ยงอย่างโอ่อ่าภายในปราสาทอายุ 1,000 ปี เพื่อเอาใจประธานาธิบดีที่ชื่นชอบความหรูหราฟู่ฟ่า โดยกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 จะทรงรับทรัมป์ที่ปราสาทวินด์เซอร์ในวันพุธ ก่อนที่ทรัมป์จะพบกับนายกรัฐมนตรีคีร์ สตาร์เมอร์ ที่บ้านพักตากอากาศชนบทของนายกรัฐมนตรีอังกฤษในวันถัดมา

สำนักงานนายกรัฐมนตรีอังกฤษระบุว่า การเยือนครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์อังกฤษ-สหรัฐฯ เป็นความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก มีประวัติยาวนานกว่า 250 ปี  แม้จะเคยมีความขัดแย้งช่วงปี ค.ศ. 1776 พร้อมยึดมั่นในค่านิยมร่วมเรื่องกฎหมายและตลาดเสรี

ขณะที่ทำเนียบขาวคาดว่าการเยือนครั้งนี้จะเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศและร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการก่อตั้งสหรัฐฯ.

คุกโบลิเวียวุ่น นักโทษปีนหลังคาประท้วงหิว หลังเงินเบี้ยเลี้ยงขาดหาย

คุกโบลิเวียวุ่น นักโทษปีนหลังคาประท้วงหิว หลังเงินเบี้ยเลี้ยงขาดหาย

17 ก.ย. 2568 09:20 น.

คุกโบลิเวียวุ่น นักโทษปีนหลังคาประท้วงหิว หลังเงินเบี้ยเลี้ยงขาดหาย

นักโทษในเรือนจำซานเปโดรของโบลิเวีย ก่อเหตุประท้วงจากความหิว ไม่พอใจไม่ได้รับเงินค่าอาหารประจำวันมานานหลายเดือน

นักโทษใน เรือนจำซานเปโดร ในเมืองลาปาซ ก่อเหตุประท้วงเดือดเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา หลังถูกตัดหรือดีเลย์เงิน ค่าอาหารประจำวัน ที่เป็นสิทธิพื้นฐานในการนำไปซื้ออาหารภายในเรือนจำ หลายคนถือฝาหม้อและป้ายนั่งอยู่บนดาดฟ้า เปล่งเสียง “We want to eat!” ที่แปลว่าพวกเราต้องการจะกิน และ “We are hungry!” ที่แปลว่า พวกเราหิว เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งแก้ปัญหาเรื่องอาหารที่ขาดแคลน และปัญหาจำนวนคนในเรือนจำที่เกินความจุรองรับ 

ด้านเจ้าหน้าที่กรมระบบราชทัณฑ์ระบุว่าเกิด ปัญหาเกิดจากการล่าช้าในการเบิกจ่ายเงินค่าอาหารประจำวัน ให้กับเรือนจำหลายแห่ง ซึ่งเงินนี้มีไว้ให้ผู้ต้องขังสามารถใช้ซื้ออาหารเสริมเพิ่มเติมจากอาหารที่รัฐจัดหาให้ นอกจากนี้ นักโทษยังประท้วงเรื่อง เรือนจำที่มีผู้ต้องขังเยอะเกินความจุ ซึ่งทำให้ทรัพยากรไม่เพียงพอ ทั้งด้านอาหาร ความสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขอนามัย

อย่างไรก็ตาม หลังการประท้วงหลายชั่วโมง ตำรวจก็สามารถควบคุมสถานการณ์กลับมาได้ โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และไม่มีการใช้อาวุธรุนแรง มีแต่เสียงโห่ร้องและการถือป้ายประท้วงเท่านั้น โดยในป้ายข้อความระบุว่า หกเดือนแล้วที่ไม่ได้รับเงินค่าอาหารประจำวัน และความหิวทำร้ายเรา เป็นต้น.

ที่มา :reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ นักโทษ

รัฐบาลอินโดฯ เปิดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 3.7 หมื่นล้านบาท หวังพยุงจีดีพีโต 5.2%

รัฐบาลอินโดฯ เปิดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 3.7 หมื่นล้านบาท หวังพยุงจีดีพีโต 5.2%

17 ก.ย. 2568 09:14 น.

รัฐบาลอินโดฯ เปิดแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจเกือบ 3.7 หมื่นล้านบาท หวังพยุงจีดีพีโต 5.2%

รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,700 ล้านบาท เพื่อรับมือการชะลอตัวและพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย 5.2% ในปีนี้  

วันที่ 16 กันยายน 2568 นายแอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ของอินโดนีเซีย เปิดเผยว่าแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่ารวม 16.23 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 36,700 ล้านบาท เพื่อรับมือการชะลอตัวและพยุงเศรษฐกิจให้เติบโตตามเป้าหมาย 5.2% ในปีนี้ หลังไตรมาส 2 ขยายตัวได้ 5.12% สูงสุดในรอบ 2 ปี

โดยระบุว่า มาตรการจะเริ่มใช้ในไตรมาส 4 ของปีนี้ และบางส่วนขยายต่อถึงปี 2569 โดยสาระสำคัญคือการช่วยเหลือครัวเรือนรายได้น้อยกว่า 18.3 ล้านครอบครัวด้วยการแจกข้าวสาร 10 กิโลกรัมต่อครอบครัว พร้อมจัดโครงการ “เงินสดแลกงาน” มูลค่า 5.3 ล้านล้านรูเปียห์ ให้ประชาชนกว่า 600,000 คนทำงานก่อสร้างถนนและสะพานในช่วงกันยายนถึงธันวาคม

นอกจากนี้ยังมีการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับแรงงานภาคท่องเที่ยว ขยายเวลาเบี้ยประกันภัยแรงงานให้ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างและคนขับรถบรรทุก ลดลงครึ่งหนึ่ง รวมถึงโครงการฝึกงานแบบมีค่าตอบแทนสำหรับบัณฑิตจบใหม่กว่า 20,000 คน ขณะที่ภาษีธุรกิจขนาดเล็กที่เดิมกำหนดจะปรับขึ้นจาก 0.5% เป็น 1% ในปีหน้า ได้ถูกชะลอออกไปจนถึงปี 2572 

ขณะเดียวกัน ในปี 2569 รัฐบาลยังเตรียมเดินหน้าโครงการปลูกทดแทนพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่ 870,000 เฮกตาร์ ครอบคลุมอ้อย โกโก้ กาแฟ มะม่วงหิมพานต์ จันทน์เทศ และมะพร้าว ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานใหม่ได้กว่า 1.6 ล้านตำแหน่ง

ด้านนายเปอร์บาญา ยูดิ ซาเดวา รัฐมนตรีการคลัง ยืนยันว่า มาตรการนี้จะไม่กระทบต่อเป้าการขาดดุลงบประมาณปี 2568 ซึ่งล่าสุดคาดการณ์อยู่ที่ 2.78% ของจีดีพี.

เปรูเร่งอพยพนักท่องเที่ยวกว่า 1,400 คนติดค้างมาชูปิกชู หลังผู้ประท้วงปิดทางรถไฟ

เปรูเร่งอพยพนักท่องเที่ยวกว่า 1,400 คนติดค้างมาชูปิกชู หลังผู้ประท้วงปิดทางรถไฟ

17 ก.ย. 2568 08:45 น.

เปรูเร่งอพยพนักท่องเที่ยวกว่า 1,400 คนติดค้างมาชูปิกชู หลังผู้ประท้วงปิดทางรถไฟ

เกิดเหตุวุ่นวายที่ มาชูปิกชู แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกของเปรู หลังชาวบ้านปิดกั้นเส้นทางรถไฟประท้วงสัมปทานบริษัทขนส่ง ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและคนท้องถิ่นกว่า 1,400 คนติดค้าง

เจ้าหน้าที่เร่งอพยพนักท่องเที่ยวทั้งชาวต่างชาติและคนท้องถิ่นกว่า 1,400 คนที่ติดค้างอยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวมาชูปิกชู ไปยังเมืองคุซโก ที่ห่างออกไป 53 กิโลเมตรเมื่อวันอังคาร หลังชาวบ้านรวมตัวกันปิดทางรถไฟเพื่อประท้วงสัมปทานรถขนส่ง ขณะที่ยังมีนักท่องเที่ยวอีกกว่า 900 คนรอการเคลื่อนย้าย

โดยสาเหตุการประท้วงเกิดจากความไม่พอใจของชาวบ้าน หลังสัมปทานขนส่งหมดอายุ โดยชาวบ้านต้องการให้ภาครัฐหาบริษัทใหม่เข้ามาให้บริการรถบัสจากสถานีรถไฟไปยังทางเข้ามาชูปิกชู โดยการชุมนุมทวีความตึงเครียดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ จนเกิดการปะทะกันระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 14 คน

ขณะเดียวกัน มูลนิธิ New7Wonders ซึ่งเป็นผู้จัดการประกวด 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ที่ยกย่องมาชูปิกชูเป็นหนึ่งในนั้น ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเปรูเร่งแก้ปัญหาการจัดการท่องเที่ยว โดยระบุว่ามีปัญหาหลายด้าน ทั้งนักท่องเที่ยวเกินความสามารถในการรองรับ ราคาสินค้าและบริการสูงขึ้น ความเสี่ยงต่อการทำลายโบราณสถาน ไปจนถึงความไม่โปร่งใสในการขายตั๋ว

ปัจจุบัน มาชูปิกชูรับนักท่องเที่ยวได้สูงสุดถึง 5,600 คนต่อวัน ทำให้เกิดแรงกดดันทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการ นักวิชาการและองค์กรระหว่างประเทศต่างกังวลว่า หากสถานการณ์ไม่ถูกแก้ไข มรดกโลกที่มีอายุกว่า 500 ปีนี้อาจได้รับความเสียหายอย่างถาวร.

ที่มา : Reuters

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ มาชูปิกชู

ชาวแซมเบียฟ้อง 2 บริษัททำเหมืองจีน หลังน้ำเสียนับล้านลิตรไหลลงแม่น้ำ

ชาวแซมเบียฟ้อง 2 บริษัททำเหมืองจีน หลังน้ำเสียนับล้านลิตรไหลลงแม่น้ำ

17 ก.ย. 2568 06:33 น.

ชาวแซมเบียฟ้อง 2 บริษัททำเหมืองจีน หลังน้ำเสียนับล้านลิตรไหลลงแม่น้ำ

เกษตรกรในแซมเบียยื่นฟ้องร้องต่อศาลสูงในกรุงลูซากา เรียกค่าเสียหายจาก 2 บริษัททำเหมืองในเครือของบริษัทจีน หลังเกิดเหตุน้ำเสียนับล้านลิตรไหลลงสู่แม่น้ำจนส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกษตรกรในประเทศแซมเบียจำนวน 176 คน รวมตัวกันยื่นฟ้องร้องบริษัท “ซิโน เมทัลส์ ลีช แซมเบีย” (Sino Metals Leach Zambia) กับบริษัท “เอ็นเอฟซี แอฟริกา ไมนิง” (NFC Africa Mining) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทในประเทศจีน เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายเป็นเงินกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ฐานสร้างหายนะทางสิ่งแวดล้อม

การฟ้องร้องดังกล่าวสืบเนื่องมาจาก เหตุการณ์เขื่อนเก็บตะกอนของบริษัท ซิโน เมทัลส์ ลีช แซมเบีย แต่ตั้งอยู่ในพื้นที่ของบริษัท เอ็นเอฟซี แอฟริกา ไมนิง พังถล่มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนเป็นเหตุให้น้ำเสียจากการทำเหมืองทองแดงซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากจำนวนหลายล้านลิตร ไหลลงสู่แม่น้ำ คร่าชีวิตปลาจำนวนมหาศาล, ทำให้น้ำดื่มไม่ได้ และทำลายพืชผลทางการเกษตร

นี่นับเป็นหนึ่งในการฟ้องร้องด้านสิ่งแวดล้อมคดีใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของแซมเบีย โดยชาวไร่ระบุว่า เหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ทำเหมืองทองแดงกว่า 300,000 ครัวเรือน และทำให้สถานทูตสหรัฐฯ ต้องออกคำเตือนด้านสุขภาพเมื่อเดือนสิงหาคม จากการแพร่กระจายที่มากขึ้นของน้ำและดินปนเปื้อนในพื้นที่

ทั้งนี้ การพังทลายของเขื่อนเก็บตะกอนดังกล่าวมีสาเหตุจากหลายปัจจัย รวมถึงความล้มเหลวด้านวิศวกรรม, ข้อบกพร่องในการก่อสร้าง และการบริหารจัดการที่ผิดพลาด

ทั้งสองบริษัทยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆ เกี่ยวกับการฟ้องร้องครั้งนี้ แต่บริษัท ซิโน เมทัลส์ ลีช แซมเบีย เคยออกมาระบุก่อนหน้านี้ว่า น้ำเสียที่รั่วไหลออกไปมีปริมาณราว 50,000 ลูกบาศก์เมตร และบริษัทสามารถควบคุมการรั่วไหลได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังจากตรวจพบ

อย่างไรก็ตาม ในเอกสารคำฟ้องระบุว่า เกษตรกรแซมเบียทราบข่าวเรื่องการรั่วไหลของน้ำเสียปนเปื้อนสารพิษสูงหลังจากเกิดเหตุแล้วหลายวัน ซึ่งนั่นทำให้สุขภาพของชุมชนของพวกเขาตกอยู่ในความเสี่ยง ผู้คนจำนวนมากรายงานว่าเกิดอาการป่วยหลากหลายรูปแบบ รวมถึงมีเลือดปนในปัสสาวะ และแน่นหน้าอก

หมู่บ้านส่วนใหญ่พยายามขุดบ่อน้ำเพื่อใช้งานน้ำบาดาล แต่สุดท้ายบ่อน้ำก็ปนเปื้อน และพวกเขาต้องตัดใจเผาพืชผลทางการเกษตรที่ปลูกมา เนื่องจากมันไม่ปลอดภัยที่จะบริโภคอีกต่อไป

พวกเขาจึงยื่นฟ้องร้องเพื่อขอให้ศาลสั่งให้บริษัททั้งสอง นำเงิน 8 หมื่นล้านดอลลาร์เข้าบัญชีที่รัฐบาลแซมเบียเป็นผู้ดูแล เพื่อเป็น “หลักทรัพย์ค้ำประกัน” สำหรับ “การซ่อมแซมสิ่งแวดล้อม” และ “การชดเชยเต็มจำนวน” และอื่น ๆ

เกษตรกรยังกล่าวอีกว่า ควรมีการจัดตั้งกองทุนฉุกเฉิน 20 ล้านดอลลาร์ เพื่อให้ความช่วยเหลือ “ทันทีและเร่งด่วน” แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และเพื่อดำเนินการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ตำรวจสหรัฐ จับผู้เฒ่าวัย 71 ปี โกหกว่าเป็นคนยิง “ชาร์ลี เคิร์ก”

ตำรวจสหรัฐ จับผู้เฒ่าวัย 71 ปี โกหกว่าเป็นคนยิง “ชาร์ลี เคิร์ก”

17 ก.ย. 2568 04:04 น.

ตำรวจสหรัฐ จับผู้เฒ่าวัย 71 ปี โกหกว่าเป็นคนยิง “ชาร์ลี เคิร์ก”

ตำรวจสหรัฐฯ จับกุมตัวชายวัย 71 ปี ฐานขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังจากเขาโกหกว่าเป็นคนยิง ชาร์ลี เคิร์ก เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเจ้าหน้าที่จากคนร้ายตัวจริง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายจอร์จ ซินน์ อายุ 71 ปี ผู้ถูกตำรวจควบคุมหลังจากนายชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมถูกยิงในงานอีเวนต์ขององค์กร “Turning Point USA” ที่มหาวิทยาลัยยูทาห์ วัลเลย์ เมื่อ 10 ก.ย. ล่าสุดเขาถูกตำรวจจับกุมตัวอย่างเป็นทางการโทษฐานโกหกว่าเป็นคนยิงนายเคิร์ก เพื่อเบี่ยงเบนเจ้าหน้าที่จากคนร้ายตัวจริง

นายซินน์ถูกตั้งข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมจากกรณีโกหกว่าเป็นคนยิงนายเคิร์ก นอกจากนั้นเขายังถูกตั้งข้อหาอื่นๆ หลังเจ้าหน้าที่พบภาพการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในโทรศัพท์มือถือของเขา

ในเอกสารคำฟ้องที่ตำรวจยื่นต่อศาลกล่าวหานายซินน์ว่า เขาตะโกนออกมาทันทีหลังจากนายเคิร์กถูกยิง ว่า “ผมยิงเขา ทีนี้ยิงผมเลย” ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวเขา โดยมีวิดีโอการจับกุมถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ ทำให้บางคนเข้าใจไปว่า เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมตัวคนร้ายได้อย่างรวดเร็ว

ต่อมา เมื่อเจ้าหน้าที่ถามว่าปืนที่ใช้ก่อเหตุอยู่ที่ไหน นายซินน์ก็ตอบว่า “ผมไม่บอกพวกคุณหรอก” ก่อนที่ตำรวจจะคาดคั้นจนนายซินน์ยอมรับว่า เขาไม่ใช่คนยิงและไม่รู้ด้วยว่าใครคือคนร้ายตัวจริง โดยเขาอ้างว่าแสดงพฤติกรรมดังกล่าวเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจออกจากฆาตกรตัวจริง ด้วยความหวังที่จะกลายเป็น “ผู้พลีชีพ” เพื่อเคิร์ก

หลังจากนั้น นายซินน์ซึ่งมีอายุ 71 ปีแล้ว ก็เกิดอาการป่วยจนต้องถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล แต่นายซินน์ยังไม่วายบอกกับตำรวจว่า เขาดีใจที่พูดว่าเขาเป็นคนยิงนายเคิร์ก เพื่อให้ผู้ต้องสงสัยตัวจริงหนีรอดไปได้

นายซินน์ยังแสดงพิรุธออกมาโดยเขาลังเลที่จะให้ตำรวจตรวจสอบโทรศัพท์ของเขา ก่อนที่ผลการตรวจสอบจะพบว่าในมือถือของนายซินน์มีภาพที่สื่อถึงการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมากกว่า 20 ภาพ และมีแชร์ภาพดังกล่าวกับผู้อื่นด้วย

ในท้ายที่สุด ตำรวจก็จับกุมตัวนายซินน์ในข้อหาขัดขวางกระบวนการยุติธรรมอันเกี่ยวเนื่องกับคดีฆาตกรรมนายเคิร์ก และข้อหาแสวงประโยชน์ทางเพศจากผู้เยาว์จากภาพที่พบในมือถือของเขา โดยผู้พิพากษาสั่งให้ฝากขังเขาโดยไม่มีสิทธิ์ขอประกันตัว

จากการตรวจสอบประวัติ เจ้าหน้าที่พบว่านายซินน์มีประวัติอาชญากรรมและถูกตัดสินความผิดในรัฐยูทาห์มาก่อน รวมถึงในปี 2556 ที่เขาถูกจับกุมหลังไปถามผู้จัดงานวิ่งมาราธอนที่เมืองเซาท์เลกซิตี้ ให้เขาช่วยติดตั้งระเบิดที่เส้นชัยให้หรือไม่ หลังเพิ่งเกิดเหตุระเบิดในงานบอสตัน มาราธอน เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหามือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” เผยทิ้งโน้ตลับไว้ใต้คีย์บอร์ด

อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหามือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” เผยทิ้งโน้ตลับไว้ใต้คีย์บอร์ด

17 ก.ย. 2568 03:07 น.

อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหามือยิง “ชาร์ลี เคิร์ก” เผยทิ้งโน้ตลับไว้ใต้คีย์บอร์ด

อัยการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาผู้ต้องสงสัยลอบสังหารนายชาร์ลี เคิร์ก แล้ว พร้อมกับเปิดเผยข้อความโต้ตอบระหว่างคนร้ายกับเพื่อนร่วมห้อง ซึ่งบอกสิ่งที่อาจเป็นแรงจูงใจในการก่อเหตุของเขาเอาไว้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาย ไทเลอร์ โรบินสัน วัย 22 ปี ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุซุ่มยิงนาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษ์นิยมคนดังในสหรัฐฯ ถูกตั้งข้อหารวมทั้งสิ้น 7 กระทง โดยนายเจฟฟ์ เกรย์ อัยการรัฐยูทาห์กล่าวว่า เขาตั้งใจจะขอให้ศาลตัดสินลงโทษชายคนนี้ด้วยการประหารชีวิต

ข้อกล่าวหาที่นายโรบินสันถูกฟ้องร้องได้แก่ ฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม, ใช้อาวุธปืนอย่างผิดกฎหมาย, ขัดขวางกระบวนการยุติธรรม 2 กระทง, ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน 2 กระทง และการก่ออาชญากรรมร้ายแรงในขณะที่มีเด็กอยู่ด้วย

นายเกรย์เปิดเผยข้อความที่นายโรบินสันส่งโต้ตอบกับเพื่อนร่วมห้องของเขาซึ่งเป็นหญิงข้ามเพศที่นายโรบินสันมีสัมพันธ์เชิงชู้สาวด้วย

ข้อความของนายโรบินสันบอกกับเพื่อนร่วมห้องของเขาว่า “หยุดสิ่งที่ทำอยู่ แล้วไปดูที่ใต้คีย์บอร์ดของฉัน” โดยใต้คีย์บอร์ดดังกล่าวมีโน้ตที่นายโรบินสันทิ้งเอาไว้ความว่า “ฉันมีโอกาสที่จะกำจัดชาร์ลี เคิร์ก และฉันจะคว้าโอกาสนั้นไว้” เมื่อเพื่อนร่วมห้องได้อ่านโน้ตดังกล่าวจึงส่งข้อความกลับไปว่า “อะไรนะ เธอล้อเล่นหรือเปล่า?”

“ฉันยังโอเคที่รัก แต่คงติดอยู่ใน (เมือง) โอเรม อีกสักพักหนึ่ง ไม่นานคนกลับบ้านได้ แต่ฉันต้องไปเอาปืนก่อน บอกตามตรง ฉันหวังว่าจะเก็บความลับนี้ไว้จนแก่ตาย ฉันขอโทษที่ลากเธอมาเกี่ยวด้วย” ข้อความของนายโรบินสันระบุ

เพื่อนร่วมห้องของนายโรบินสันตอบกลับว่า “เธอคงไม่ใช่คนก่อเหตุหรอกใช่มั้ย?” ก่อนที่นายโรบินสันจะตอบว่า “ฉันทำเอง ฉันขอโทษ”

จากนั้นเพื่อนร่วมห้องของโรบินสันก็ถามด้วยความประหลาดใจว่า “ฉันนึกว่าเขาจับคนร้ายได้แล้วเสียอีก?” ซึ่งนายโรบินสันชี้แจงในเรื่องนี้ว่า “ไม่ใช่ พวกเขาจับตาแก่บ้าที่ไหนก็ไม่รู้ แล้วก็สอบปากคำใครสักคนที่ใส่เสื้อคล้ายกัน ฉันคิดว่าจะไปเอาปืนที่ทิ้งเอาไว้ แต่ฝั่งนั้นของเมืองถูกล็อกดาวน์ไว้เกือบหมดแล้ว มันเงียบ เกือบจะพอให้ออกไป แต่มีรถคันหนึ่งไม่ยอมไปไหน”

ณ จุดหนึ่ง เพื่อนร่วมห้องก็ถามนายโรบินสันว่า ทำไมเขาจึงคิดสังหารนายเคิร์ก ซึ่งนายโรบินสันตอบว่า “ฉันทนความเกลียดชังของเขาไม่ไหวแล้ว ความเกลียดชังบางอย่างก็ไม่สามารถเจรจากันได้” โรบินสันยังบอกด้วยว่า เขาวางแผนก่อเหตุมานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว

ด้านเจ้าหน้าที่สืบสวนเปิดเผยด้วยว่า ในวันเกิดเหตุเมื่อ 10 ก.ย. เจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยค้นหาหลังจากได้ยินเสียงปืน และพบรอยที่บ่งชี้ว่า มีเคยมีมือปืนซุ่มอยู่ตรงจุดนี้ โดยมีเส้นวิถีการยิงพุ่งตรงไปยังจุดที่นายเคิร์กถูกยิงพอดี

หลังจากเจ้าหน้าที่เอฟบีไอเผยแพร่ภาพวิดีโอของผู้ต้องสงสัยออกมา มารดาของนายโรบินสันก็ได้ดูวิดีโอดังกล่าวและบอกกับสามีของเธอว่าคนในวิดีโอดูคล้ายลูกชายของพวกเขามาก ผู้เป็นพ่อจึงไปเผชิญหน้ากับลูกชาย ซึ่งนายโรบินสันยอมรับว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง พ่อของนายโรบินสันจึงพาเขาไปมอบตัว

นายเกรย์บอกอีกว่า ภาพจากวิดีโอแสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องสงสัยเดินในมหาวิทยาลัยยูทาห์โดยที่ขาข้างหนึ่งแข็งผิดปกติบ่งชี้ว่า เขาซ่อนปืนไรเฟิลเอาไว้ในกางเกงขายาวของเขา และจากการสืบสวนทำให้ทราบว่า ปืนไรเฟิลดังกล่าวเป็นของที่นายโรบินสันได้รับมาจากปู่ของเขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ ได้ผู้ซื้อ TikTok แล้ว หลังบรรลุข้อตกลงกับจีน

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ ได้ผู้ซื้อ TikTok แล้ว หลังบรรลุข้อตกลงกับจีน

17 ก.ย. 2568 01:01 น.

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ ได้ผู้ซื้อ TikTok แล้ว หลังบรรลุข้อตกลงกับจีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน สหรัฐฯ มีผู้ซื้อ TikTok แล้ว หลังจากสหรัฐฯ กับจีนบรรลุข้อตกลงที่จะทำให้แอปพลิเคชันนี้สามารถให้บริการในสหรัฐฯ ต่อไปได้โดยไม่โดนแบนเพราะความกังวลด้านความมั่นคง

เมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ กับจีนบรรลุข้อตกลงซึ่งจะทำให้แอปพลิเคชัน TikTok สามารถให้บริการในสหรัฐฯ ต่อไปได้แล้ว ด้วยการขายกิจการของ TikTok ในสหรัฐฯ จากบริษัทแม่สัญชาติจีนอย่าง “ไบต์แดนซ์” (ByteDance) ให้แก่เจ้าของในอเมริกา

ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการเจรจาที่ดำเนินมานานหลายเดือนระหว่างประเทศเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลก ซึ่งกำลังหาทางคลี่คลายสงครามการค้าในวงกว้างที่สร้างความปั่นป่วนให้กับตลาดโลก

“เรามีข้อตกลงเรื่อง TikTok แล้ว … เรามีกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่มากๆ หลายแห่งที่ต้องการซื้อกิจการนี้” นายทรัมป์กล่าว โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม

ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงวันเดียวก่อนจะถึงเส้นตายวันที่ 17 ก.ย. ที่นายทรัมป์ขีดเอาไว้ให้บริษัท ไบต์แดนซ์ ตัดสินใจว่าจะขายกิจการของ TikTok ในสหรัฐฯ หรือหยุดให้บริการแอปพลิเคชันนี้ในสหรัฐฯ โดยนายทรัมป์ชื่นชมข้อตกลงการค้าดังกล่าว โดยเรียกมันว่าเป็นการยกระดับสำหรับทั้งสองประเทศ และว่ามันจะช่วยรักษาเศรษฐกิจมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์เอาไว้

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงใดๆ จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสเสียก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เนื่องจากพรรครีพับลิกันของนายทรัมป์ครองเสียงข้างมากเอาไว้

ทั้งนี้ นายทรัมป์พยายามชงเรื่องการแบนแอปพลิเคชัน TikTok ในสหรัฐฯ ในช่วงก่อนสิ้นสุดการปกครองสมัยแรกของเขา โดยอ้างความกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูล แม้นโยบายของเขาจะไม่เคยผ่านความเห็นชอบจากสภา แต่ในท้ายที่สุด รัฐบาลชุดต่อมาของนายโจ ไบเดน ก็ให้การสนับสนุนและลงนามเป็นกฎหมายในปี 2567

กฎหมายดังกล่าวทำให้บริการ TikTok ในสหรัฐฯ หยุดไปช่วงระยะเวลาหนึ่งในวันที่ 18 ก.ค. ก่อนที่ “กฎหมายควบคุมแอปพลิเคชันต่างชาติที่เป็นปรปักษ์” (Foreign Adversary Controlled Applications Act) จะเริ่มมีผลบังคับใช้ แต่ 2 วันต่อมา นายทรัมป์ก็ลงนามคำสั่งพิเศษ เลื่อนเส้นตายการแบน TikTok ออกไป 75 วัน

ท่าทีของนายทรัมป์ที่มีต่อ TikTok เปลี่ยนไป หลังจากแอปพลิเคชันนี้ช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งปี 2567 อย่างถล่มทลาย กอปรกับความกังวลว่าจะทำให้ผู้ใช้งาน TikTok ในสหรัฐฯ กว่าร้อยล้านบัญชีไม่พอใจ ทำให้รัฐบาลของเขาเลื่อนการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมาตลอด

คาดกันว่านายทรัมป์จะเลื่อนเส้นตายอีกหากทีมเจรจาของทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงไม่ทันเส้นตายวันที่ 17 ก.ย.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : can