ผู้พิพากษายกฟ้องข้อหาก่อการร้าย มือยิงซีอีโอบริษัทประกันสหรัฐฯ

ผู้พิพากษายกฟ้องข้อหาก่อการร้าย มือยิงซีอีโอบริษัทประกันสหรัฐฯ

16 ก.ย. 2568 23:08 น.

ผู้พิพากษายกฟ้องข้อหาก่อการร้าย มือยิงซีอีโอบริษัทประกันสหรัฐฯ

ผู้พิพากษารัฐนิวยอร์ก ยกฟ้องข้อหาก่อการร้ายของนาย ลุยจิ มังจิโอนี ผู้ก่อเหตุยิงสังหารซีอีโอบริษัทประกันชื่อดังเมื่อปลายปีก่อน แต่เขายังถูกดำเนินคดีข้อหาฆาตกรรม

เมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ย. 2568 นาย ลุยจิ มังจิโอนี ผู้ก่อเหตุยิงสังหารนาย ไบรอัน ทอมป์สัน ซีอีโอของบริษัทประกัน “ยูไนเต็ด เฮลธ์ แคร์” (UnitedHealthcare – UHC) เมื่อเดือนธันวาคมปีก่อน ได้รับการยกฟ้องใน 2 ข้อหาได้แก่ ข้อหาฆาตกรรมระดับ 1 และฆาตกรรมระดับ 2 ตามกฎหมายก่อการร้ายของรัฐนิวยอร์ก เนื่องจากมีหลักฐานไม่เพียงพอ

ผู้พิพากษา เกรโกรี คาร์โร ผู้ดูแลคดีอาญาที่รัฐเป็นผู้ฟ้องร้องดำเนินคดีซึ่งนายมังจิโอนีตกเป็นจำเลย ออกคำตัดสินแบบลายลักษณ์อักษรระหว่างการพิจารณาคดี 15 นาทีที่ศาลเมืองแมนฮัตตันเมื่อวันอังคารที่ 16 ก.ย. โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาที่นายมังจิโอนีได้รับไม่เข้าข่ายคำนิยามของการก่อการร้ายภายใต้กฎหมายของรัฐ

“ข้อหาที่ 1 และ 2 ซึ่งตั้งข้อหาจำเลยในความผิดฐานฆาตกรรมโดยเจตนาระดับหนึ่ง (เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมการก่อการร้าย) และฆาตกรรมโดยเจตนาระดับสองในฐานะอาชญากรรมก่อการร้าย ถูกยกฟ้องเนื่องจากมีหลักฐานทางกฎหมายไม่เพียงพอ” ผู้พิพากษาคาร์โรกล่าว

อัยการพยายามโต้แย้งว่า เอกสารที่นายมังจิโอนีทิ้งเอาไว้แสดงให้เห็นว่าเขามีแรงจูงใจในการก่อการร้าย แต่ผู้พิพากษาระบุว่า อัยการล้มเหลวในการแสดงให้เห็นว่า ผู้ต้องสงสัยตั้งใจที่จะสร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาล หรือพยายามสร้างความหวาดกลัวแก่สังคมโดยทั่วไป ซึ่งเป็นสาระสำคัญในกฎหมายก่อการร้ายของรัฐนิวยอร์ก

“ไม่มีการนำเสนอหลักฐานใดๆ ว่าจำเลยได้มีข้อเรียกร้องใดๆ ต่อรัฐบาล หรือต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ของรัฐบาลเป็นพิเศษ ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาไม่ได้กระทำสิ่งเหล่านั้นด้วยการข่มขู่หรือบีบบังคับ”

อย่างไรก็ตาม ผู้พิพากษาคาร์โรระบุว่า “คณะอัยการได้นำเสนอหลักฐานทางกฎหมายที่เพียงพอสำหรับข้อหาอื่น ๆ ทั้งหมด รวมถึงความผิดฐานฆาตกรรมโดยเจตนาระดับสอง (โดยไตร่ตรองไว้ก่อน)”

ทั้งนี้ ข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาระดับ 1 ที่ถูกยกฟ้องไปมีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ทำทัณฑ์บนเพื่อขอปล่อยตัวก่อนกำหนด

ส่วนข้อหาฆาตกรรมโดยเจตนาระดับ 2 (โดยไตร่ตรองไว้ก่อน) ที่เหลืออยู่นั้น อาจทำให้นายมังจิโอนีต้องรับโทษจำคุก 15-25 ปี เขายังถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับอาวุธปืนและปลอมแปลงเอกสารด้วย

และนอกจากข้อกล่าวหาตามกฎหมายระดับรัฐแล้ว นายมังจิโอนียังถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมตามกฎหมายกลางของสหรัฐฯ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตด้วย

อนึ่ง ผู้พิพากษาคาร์โรปฏิเสธคำร้องของทนายฝ่ายจำเลยที่ขอให้เลื่อนการพิจารณาคดีของศาลระดับรัฐออกไปก่อน จนกว่าการพิจารณาคดีของศาลรัฐบาลกลางจะมีข้อสรุป โดยผู้พิพากษาคาร์โรกำหนดให้เริ่มการพิจารณาคดีของนายมังจิโอนีในวันที่ 1 ธ.ค.นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian , bbc

อิสราเอลเริ่มการโจมตีภาคพื้นดินในกาซาซิตี้แล้ว หลังทิ้งบอมบ์ต่อเนื่อง

อิสราเอลเริ่มการโจมตีภาคพื้นดินในกาซาซิตี้แล้ว หลังทิ้งบอมบ์ต่อเนื่อง

16 ก.ย. 2568 21:50 น.

อิสราเอลเริ่มการโจมตีภาคพื้นดินในกาซาซิตี้แล้ว หลังทิ้งบอมบ์ต่อเนื่อง

กองทัพอิสราเอลเริ่มการโจมตีภาคพื้นดินในเมืองกาซาซิตี้แล้ว หลังจากระดมโจมตีทางอากาศเข้าใส่มาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินในเมืองกาซาซิตี้ตามที่คาดการณ์กันมานานแล้ว เมื่อช่วงเช้ามืดวันอังคารที่ 16 ก.ย. 2568 ไม่นานหลังจากนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางมาเยือนอิสราเอล และประกาศสนับสนุนเป้าหมายในการกำจัดกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา

การโจมตีดังกล่าวของอิสราเอลเรียกเสียงประณามเป็นวงกว้าง โดยหัวหน้าหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติเรียกร้องให้ยุติ “การนองเลือด”

เมื่อคืนก่อนหน้านั้น กองทัพอิสราเอลเพิ่งโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่เข้าใส่เมืองกาซาซิตี้ ในขณะที่ทหารอิสราเอลรุกคืบลึกเข้าไปในเมืองแห่งนี้มากยิ่งขึ้น

“เมื่อคืนนี้ เราเปลี่ยนผ่านไปสู่ช่วงต่อไป ซึ่งเป็นช่วงหลักของแผนการในกาซาซิตี้ … กองทัพได้ขยายปฏิบัติการภาคพื้นดินเข้าสู่ฐานที่มั่นหลักของกลุ่มฮามาสในฉนวนกาซา ซึ่งก็คือเมืองกาซาซิตี้แล้ว” เจ้าหน้าที่กองทัพอิสราเอลบอกกับผู้สื่อข่าว “เรากำลังรุกคืบเข้าสู่ศูนย์กลางเมือง”

เจ้าหน้าที่นายนี้บอกอีกว่า กองทัพประเมินว่ามีนักรบติดอาวุธเคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวประมาณ 2,000-3,000 คน ขณะที่ชาวเมืองกาซาซิตี้ราว 40% อพยพออกจากเมืองลงใต้ไปแล้ว

ขณะที่นายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของอิสราเอลกล่าวว่า เมืองกาซาซิตี้กำลังลุกเป็นไฟ กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายด้วยกำปั้นเหล็ก

ด้านผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนบอกกับสำนักข่าว เอเอฟพี ว่า อิสราเอลทิ้งระเบิดในเมืองกาซาซิตี้อย่างไม่หยุดยั้งเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา แม้ว่าพื้นที่ส่วนใหญ่กลายเป็นซากปรักหักพังไปแล้ว หลังเผชิญการโจมตีมานานกว่า 2 ปี เขตที่อยู่อาศัยทางตอนเหนือของเมืองปัจจุบันเหลือเพียงกองเศษซากอาคารเท่านั้น

สำนักงานป้องกันพลเรือนในฉนวนกาซาระบุว่า การโจมตีของอิสราเอลในวันอังคารทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 36 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

โรเบิร์ต เรดฟอร์ด นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวู้ด เสียชีวิตในวัย 89 ปี

โรเบิร์ต เรดฟอร์ด นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวู้ด เสียชีวิตในวัย 89 ปี

16 ก.ย. 2568 20:18 น.

โรเบิร์ต เรดฟอร์ด นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวู้ด เสียชีวิตในวัย 89 ปี

“โรเบิร์ต เรดฟอร์ด” นักแสดง–ผู้กำกับระดับตำนาน เจ้าของรางวัลออสการ์ และผู้ก่อตั้งเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ เสียชีวิตที่บ้านพักในรัฐยูทาห์ ท่ามกลางครอบครัวและคนที่รัก

วันที่ 16 กันยายน 2568  โรเบิร์ต เรดฟอร์ด  นักแสดงระดับตำนานของฮอลลีวูด และผู้กำกับรางวัลออสการ์ เสียชีวิตแล้วในวัย 89 ปี โดยซินดี เบอร์เกอร์ โฆษกส่วนตัวของเรดฟอร์ดยืนยันว่า เขาเสียชีวิตที่บ้านพักในเมืองซันแดนซ์ รัฐยูทาห์ สถานที่ที่เขารัก และอยู่ท่ามกลางครอบครัวที่เขารัก โดยไม่ได้เปิดเผยสาเหตุการเสียชีวิต พร้อมขอความเป็นส่วนตัวแก่ครอบครัว

โดยโรเบิร์ต เรดฟอร์ด ผู้เป็นขวัญใจผู้ชมทั่วโลก ได้แจ้งเกิดในวงการภาพยนตร์ยุค 1960 และก้าวสู่จุดสูงสุดในช่วงปี 1970 จากผลงานอย่าง The Candidate, The Way We Were และ All the President’s Men ก่อนคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมจากเวทีออสการ์ปี 1981 ด้วยภาพยนตร์ Ordinary People ซึ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมในปีเดียวกัน

นอกจากนี้เขายังเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และยังอุทิศตนสร้างพื้นที่ให้ภาพยนตร์อิสระ จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งวงการหนังอินดี้” ขณะเดียวกัน เขายังก่อตั้ง สถาบันและเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ ในปี 1978 ที่เมืองพาร์กซิตี รัฐยูทาห์ เพื่อบ่มเพาะผู้กำกับหน้าใหม่ ซึ่งภายหลังกลายเป็นเวทีแจ้งเกิดของผู้กำกับชื่อดังอย่าง เควนติน ทารันติโน สตีเวน โซเดอร์เบิร์ก และดาร์เรน อาโรนอฟสกี

ผลงานเด่นช่วงปลายชีวิตคือ Out of Africa (1985)  All Is Lost (2013) และภาพยนตร์ที่เขาประกาศอำลาจอ The Old Man and the Gun (2018) เรดฟอร์ดเคยกล่าวกับสื่อว่า เขามีเส้นทางอาชีพที่ยาวนานและภูมิใจมาตลอด ตอนเข้าสู่วัย 80 คิดว่าถึงเวลาที่จะก้าวสู่การเกษียณ และใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น.

รายงานยูเอ็นชี้ “อิสราเอล” ก่อ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในกาซา

รายงานยูเอ็นชี้ "อิสราเอล" ก่อ "การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" ในกาซา

16 ก.ย. 2568 15:26 น.

รายงานยูเอ็นชี้ “อิสราเอล” ก่อ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในกาซา

คณะกรรมการอิสระของสหประชาชาติออกรายงาน ระบุมีเหตุผลอันสมควรที่จะสรุปได้ว่าอิสราเอลได้ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ด้านอิสราเอลปฏิเสธรายงานว่าบิดเบือนและไม่เป็นความจริง

คณะกรรมการอิสระเพื่อการสอบสวนในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง (Independent International Commission of Inquiry on the Occupied Palestinian Territory) ซึ่งตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ที่ระบุว่า มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือพอที่จะสรุปได้ว่าอิสราเอลได้กระทำการ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในกาซา โดยอ้างถึงหลักฐาน 4 ใน 5 ข้อของอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการสังหาร, ทำร้ายร่างกายและจิตใจ, จงใจสร้างเงื่อนไขเพื่อทำลายกลุ่มประชากร และการขัดขวางมิให้มีการเกิด รายงานยังระบุว่าเจตนาในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้นปรากฏจากคำกล่าวของผู้นำอิสราเอลและรูปแบบการปฏิบัติงานของกองกำลังอิสราเอล

รายงานฉบับนี้ซึ่งจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน นำโดย นาวี พิลเลย์ อดีตข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าอิสราเอลได้กระทำพฤติการณ์ 4 ประการที่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (1948 Genocide Convention) ได้แก่:

  • การสังหารสมาชิกของกลุ่ม: ด้วยการโจมตีเป้าหมายที่ได้รับการคุ้มครอง, พลเรือน และการจงใจสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเสียชีวิต
  • การก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงทางร่างกายและจิตใจ: ผ่านการโจมตีโดยตรงต่อพลเรือน, การปฏิบัติอย่างทารุณต่อผู้ถูกควบคุมตัว, การบังคับให้พลัดถิ่น และการทำลายสิ่งแวดล้อม
  • การจงใจสร้างเงื่อนไขในการดำรงชีวิตเพื่อนำไปสู่การทำลายกลุ่ม: ด้วยการทำลายอาคารและที่ดิน, การทำลายหรือกีดกันการเข้าถึงบริการทางการแพทย์, การกีดกันความช่วยเหลือ, น้ำ, ไฟฟ้า และเชื้อเพลิงที่จำเป็น รวมถึงการใช้ความรุนแรงทางเพศ และการสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก
  • การกำหนดมาตรการเพื่อขัดขวางการเกิด: เช่น การโจมตีคลินิกเจริญพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในกาซาเมื่อเดือนธันวาคม 2023 ซึ่งทำลายตัวอ่อนประมาณ 4,000 ตัว และตัวอย่างอสุจิกับไข่ที่ยังไม่ได้รับการผสมอีก 1,000 ตัวอย่าง

รายงานยังอ้างถึงคำพูดของผู้นำอิสราเอล เช่น ประธานาธิบดีไอแซก เฮอร์ซอก, นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โยอาฟ กัลแลนต์ ว่า “ปลุกปั่นให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และชี้ว่า “เจตนาในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นข้อสรุปที่มีเหตุผลเพียงอย่างเดียว” ที่สามารถสรุปได้จากพฤติกรรมของทางการและกองกำลังอิสราเอล

คณะกรรมการฯ ยังระบุว่า การกระทำของผู้นำทางการเมืองและทหารของอิสราเอล “เป็นความรับผิดชอบของรัฐอิสราเอล” ซึ่งหมายความว่ารัฐดังกล่าว “มีส่วนรับผิดชอบในการล้มเหลวในการป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, การกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการล้มเหลวในการลงโทษการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลได้ออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยกล่าวหาว่ารายงานนี้ “บิดเบือนและไม่เป็นความจริง” โฆษกกระทรวงฯ ยังกล่าวหาผู้เชี่ยวชาญทั้งสามว่าทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของฮามาส” และอาศัย “ข้อมูลเท็จของฮามาส” ซึ่งถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำ

โฆษกฯ ระบุ “ตรงกันข้ามกับคำโกหกในรายงาน ฮามาสคือฝ่ายที่พยายามก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอิสราเอล ด้วยการสังหารผู้คน 1,200 คน, ข่มขืนผู้หญิง, เผาทั้งครอบครัว และประกาศเป้าหมายอย่างเปิดเผยว่าจะสังหารชาวยิวทุกคน” 

กองทัพอิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารในกาซาเพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในกาซาแล้วอย่างน้อย 64,905 คน ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่บริหารโดยกลุ่มฮามาส นอกจากนี้ ประชากรส่วนใหญ่ยังต้องพลัดถิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า, บ้านเรือนกว่า 90% ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย, ระบบสาธารณสุข, น้ำ, สุขาภิบาล และสุขอนามัยได้ล่มสลาย และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางอาหารที่ได้รับการสนับสนุนจากยูเอ็นได้ประกาศภาวะทุพภิกขภัยในเมืองกาซาซิตี้

ทั้งนี้ มีองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและอิสราเอล, ผู้เชี่ยวชาญอิสระของยูเอ็น และนักวิชาการหลายราย ที่ได้กล่าวหาอิสราเอลว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในกาซาเช่นกัน ขณะที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ก็กำลังพิจารณาคดีที่แอฟริกาใต้นำมาฟ้อง ซึ่งกล่าวหาว่าอิสราเอลกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เช่นเดียวกัน.

ที่มา BBC

ทรัมป์เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท “นิวยอร์กไทมส์” เรียกค่าเสียหายกว่า 4 แสนล้าน

ทรัมป์เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท "นิวยอร์กไทมส์" เรียกค่าเสียหายกว่า 4 แสนล้าน

16 ก.ย. 2568 12:43 น.

ทรัมป์เตรียมฟ้องหมิ่นประมาท “นิวยอร์กไทมส์” เรียกค่าเสียหายกว่า 4 แสนล้าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเตรียมฟ้องหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เรียกค่าเสียหาย 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 4.76 แสนล้านบาท ในข้อหาหมิ่นประมาท

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ทรูธ โซเชียล ของเขาเมื่อวันจันทร์ว่า เขาจะยื่นฟ้องหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ เป็นเงิน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.76 แสนล้านบาท) ในข้อหาหมิ่นประมาทและใส่ร้าย

ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “นิวยอร์กไทมส์ ได้รับอนุญาตให้โกหก ใส่ร้าย และหมิ่นประมาทผมอย่างอิสระมานานเกินไปแล้ว และเรื่องนี้จะยุติลงเดี๋ยวนี้!” 

ทรัมป์กล่าวโทษนิวยอร์กไทมส์ ที่สนับสนุนคามาลา แฮร์ริส ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งล่าสุดในปี 2024 โดยกล่าวว่าสื่อดังกล่าวได้กลายเป็น “กระบอกเสียงให้กับพรรคเดโมแครตฝ่ายซ้ายสุดโต่ง” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังระบุว่าการฟ้องร้องครั้งนี้จะดำเนินการในรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของพรรครีพับลิกัน 

ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แสดงความไม่พอใจต่อสิ่งที่เขาเรียกว่า “สื่อฝ่ายซ้าย” ที่มีทัศนคติไม่เป็นมิตรต่อการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขามาอย่างยาวนาน

ในโพสต์ช่วงค่ำของวันจันทร์ ทรัมป์ยังคงกล่าวโทษนิวยอร์กไทมส์ เกี่ยวกับการสนับสนุนคู่แข่งทางการเมืองของเขา โดยกล่าวว่า “การสนับสนุนคามาลา แฮร์ริสของพวกเขานั้น ถูกนำไปวางไว้ตรงกลางหน้าแรกของนิวยอร์กไทมส์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อน!”

ในโพสต์เดียวกัน เขายังกล่าวหาสำนักข่าวหรือรายการโทรทัศน์อื่นๆ ว่า “ใส่ร้าย” เขาผ่าน “ระบบการเปลี่ยนแปลงเอกสารและภาพที่ซับซ้อนอย่างสูง”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามฟ้องร้องนิวยอร์กไทมส์ โดยในปี 2023 ผู้พิพากษาได้ยกฟ้องคดีที่ทรัมป์ยื่นฟ้องหนังสือพิมพ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ข้อกล่าวหาในคดีไม่สอดคล้องกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ”

คดีดังกล่าวมีมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1 พันล้านบาท) ซึ่งกล่าวหาว่าหนังสือพิมพ์และหลานสาวของทรัมป์ คือ แมรี ทรัมป์ ได้ “สมคบคิดอย่างลับๆ” เพื่อเปิดเผยข้อมูลภาษีของเขา โดยคดีนี้ยื่นฟ้องในปี 2021 และเกี่ยวข้องกับซีรีส์ข่าวที่ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์เกี่ยวกับเรื่องการเงินของทรัมป์

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแพ้คดีหมิ่นประมาทอีกคดีในปี 2023 เมื่อเขาพยายามฟ้องร้องสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น เป็นเงิน 475 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท) ในข้อหาที่กล่าวหาว่าสื่อดังกล่าวเปรียบเทียบเขากับอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ซึ่งผู้พิพากษาของรัฐบาลกลางได้สั่งยกฟ้องในเวลาต่อมา.

ที่มา BBC

“เนทันยาฮู” ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

"เนทันยาฮู" ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

16 ก.ย. 2568 12:17 น.

“เนทันยาฮู” ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาสในต่างประเทศอีก โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกัน “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำ “อิสราเอลจะไม่โจมตีในกาตาร์อีก”

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ ที่นครเยรูซาเล็ม ว่าทุกประเทศมีสิทธิ์ที่จะ “ปกป้องตนเองนอกพรมแดน” และจะไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาสในต่างประเทศอีก โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกัน “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม”

ความเห็นของเนทันยาฮูมีขึ้นหลังจากอิสราเอลตัดสินใจโจมตีผู้นำฮามาสในกาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยกลุ่มฮามาสอ้างว่ามีผู้เสียชีวิต 6 คน แต่ผู้นำของพวกเขาปลอดภัย

การแสดงความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทำเนียบขาวเปิดเผยว่าทรัมป์ได้ให้ความมั่นใจกับกาตาร์ว่า “สิ่งเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกบนดินแดนของพวกเขา”

เมื่อถูกนักข่าวถามว่าสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีหรือไม่ เนทันยาฮูตอบสั้นๆ ว่า “เราทำด้วยตัวเอง จบ” ขณะที่รูบิโอตอบคำถามจาก BBC ว่าการโจมตีดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคหรือไม่ โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ ยังคงรักษา “ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพันธมิตรในอ่าวอาหรับ”

ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะแสดงท่าทีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้จะมีความตึงเครียดที่เห็นได้ชัด โดยรูบิโอได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ขณะที่เนทันยาฮูบอกว่าอิสราเอล “ไม่มีพันธมิตรที่ดีกว่านี้แล้ว”

การประชุมของทั้งสองเกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำอาหรับจัดการประชุมสุดยอดเพื่อแสดงการสนับสนุนกาตาร์ โดยนายกรัฐมนตรีกาตาร์ได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกระงับการใช้ “มาตรฐานสองชั้น” และลงโทษอิสราเอล ต่อมา เมื่อถูกถามว่าอิสราเอลมีหลักประกันว่าจะไม่โจมตีประเทศอีกหรือไม่ ทรัมป์กล่าวซ้ำสองครั้งว่าเนทันยาฮู “จะไม่โจมตีกาตาร์”

กาตาร์เป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศหลักของสหรัฐฯ และมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา รวมถึงเป็นคนกลางในการเจรจาทางอ้อมระหว่างฮามาสกับอิสราเอล โดยเป็นที่ตั้งของสำนักงานการเมืองของกลุ่มฮามาสตั้งแต่ปี 2012

รายงานระบุว่า รูบิโอจะเดินทางต่อไปยังกาตาร์หลังเสร็จสิ้นภารกิจในอิสราเอล โดยก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ เนทันยาฮูได้บอกกับนักข่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลนั้น “ทนทานเหมือนหินในกำแพงตะวันตก” ขณะที่ทั้งคู่ได้ไปเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองเก่าของเยรูซาเล็ม

นอกจากนี้ คาดว่าเนทันยาฮูและรูบิโอได้หารือกันเกี่ยวกับแผนการทางทหารของอิสราเอลในการยึดครองเมืองกาซาซิตี้ และการขยายการตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลได้รื้อถอนอาคารที่อยู่อาศัยในเมืองกาซาซิตี้ต่อไป และตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ขณะนี้กำลังเตรียมพร้อมที่จะเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในพื้นที่ทางตะวันตกของเมือง

การประชุมของเนทันยาฮูและรูบิโอเกิดขึ้นก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ บางประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, แคนาดา, ออสเตรเลีย และเบลเยียม จะให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์.


ที่มา BBC

สวีเดนประกาศยุติสนับสนุนการพัฒนาเมียนมา ในช่วงกลางปีหน้า เพื่อโยกงบไปช่วยยูเครนแทน

สวีเดนประกาศยุติสนับสนุนการพัฒนาเมียนมา ในช่วงกลางปีหน้า เพื่อโยกงบไปช่วยยูเครนแทน

16 ก.ย. 2568 11:33 น.

สวีเดนประกาศยุติสนับสนุนการพัฒนาเมียนมา ในช่วงกลางปีหน้า เพื่อโยกงบไปช่วยยูเครนแทน

สวีเดนประกาศยุติความช่วยเหลือด้านการพัฒนาต่อเมียนมา ภายในมิ.ย. 2569 เพื่อให้ความสำคัญกับยูเครน ขณะที่กลุ่มสิทธิมนุษยชนเตือนการตัดเงินสนับสนุนอาจทำลายภาคประชาสังคมและสื่ออิสระในเมียนมา

วันที่ 15 กันยายน 2568 นายเบนจามิน ดูซา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความร่วมมือเพื่อการพัฒนาและการค้าต่างประเทศ ของสวีเดน ระบุว่า รัฐบาลสวีเดนจะยุติความช่วยเหลือด้านการพัฒนาต่อเมียนมา ภายในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 เพื่อมุ่งเน้นให้การสนับสนุนยูเครนเป็นหลัก 

โดยรัฐบาลสวีเดนระบุว่า ที่ผ่านมายูเครนถือเป็นแนวป้องกันเสรีภาพของยุโรป สวีเดนจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนทิศทางความช่วยเหลือไปที่ยูเครน โดยสวีเดนวางแผนเพิ่มการสนับสนุนทางทหารให้ยูเครน 4,200 ล้านดอลลาร์ต่อปี ระหว่างปี 2569–2570 และสนับสนุนด้านพลเรือนไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงระหว่างปี 2569–2571

รัฐบาลสวีเดนระบุว่า สวีเดนถือเป็นผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยและภาคประชาสังคมของเมียนมาอย่างยาวนาน รวมถึงสื่ออิสระ โดยภายในกลางปี 2569 การสนับสนุนทั้งหมดต่อเมียนมาจะสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมยังคงดำเนินต่อ 

ทางด้านองค์กร Human Rights Myanmar (HRM) เตือนว่า การยุติความช่วยเหลือครั้งนี้จะลดเงินสนับสนุนสื่ออิสระลง ปีละ 2.4 ล้านดอลลาร์ และกลุ่มสิทธิมนุษยชนลง 2.55 แสนดอลลาร์ ส่งผลให้การดำรงอยู่ขององค์กรเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยง.

ศาลเซี่ยงไฮ้สั่งวัยรุ่นปัสสาวะลงหม้อไฟร้านดัง ชดใช้เกือบ 10 ล้านบาท

ศาลเซี่ยงไฮ้สั่งวัยรุ่นปัสสาวะลงหม้อไฟร้านดัง ชดใช้เกือบ 10 ล้านบาท

16 ก.ย. 2568 11:30 น.

ศาลเซี่ยงไฮ้สั่งวัยรุ่นปัสสาวะลงหม้อไฟร้านดัง ชดใช้เกือบ 10 ล้านบาท

ศาลในเซี่ยงไฮ้มีคำสั่งให้วัยรุ่น 2 คนและครอบครัวจ่ายค่าเสียหายกว่า 2.2 ล้านหยวน หรือเกือบ 10 ล้านบาท ให้กับร้านหม้อไฟยักษ์ใหญ่ ไห่ตี้เหลา (Haidilao) หลังก่อเหตุปัสสาวะใส่หม้อไฟและถ่ายคลิปวิดีโอจนกลายเป็นกระแสไวรัล

ศาลประชาชนเขตหวงผู่ในนครเซี่ยงไฮ้ ได้มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 12 ก.ย. ให้สองวัยรุ่นชาย อายุ 17 ปี นามสกุลถัง และอู๋ ซึ่งก่อเหตุปัสสาวะใส่หม้อไฟในร้านไห่ตี้เหลา เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ชดใช้ค่าเสียหายแก่บริษัทรวมเป็นเงิน 2.2 ล้านหยวน (ประมาณ 9.8 ล้านบาท)

ตามรายงานของศาล วัยรุ่นทั้งสองคนเข้าไปใช้บริการในห้องส่วนตัวของร้านไห่ตี้เหลาในนครเซี่ยงไฮ้ และได้ผลัดกันยืนบนโต๊ะเพื่อปัสสาวะลงในหม้อไฟ พร้อมทั้งถ่ายคลิปวิดีโอการกระทำของกันและกัน

นายอู๋เป็นคนแรกที่โพสต์วิดีโอลงในโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ และคลิปก็กลายเป็นกระแสไวรัลอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนยอมรับว่าตระหนักดีว่าการกระทำนี้จะกลายเป็นไวรัล และเข้าใจถึงผลกระทบเชิงลบต่อสังคมที่อาจเกิดขึ้น

ไห่ตี้เหลาได้ยื่นฟ้องร้องเมื่อวันที่ 14 มีนาคม เรียกร้องให้วัยรุ่นทั้งสองคนและผู้ปกครองออกมาขอโทษต่อสาธารณะ และจ่ายค่าชดเชยความเสียหายกว่า 23 ล้านหยวน

ในคำตัดสิน ศาลสั่งให้วัยรุ่นทั้งสองคนต้องชดใช้ค่าเสียหาย 130,000 หยวน (ประมาณ 580,000 บาท) สำหรับความเสียหายต่ออุปกรณ์บนโต๊ะอาหารและค่าทำความสะอาด, 2 ล้านหยวน (ประมาณ 8.92  ล้านบาท) สำหรับความเสียหายต่อชื่อเสียงและรายได้ของไห่ตี้เหลา และค่าธรรมเนียมทางกฎหมายอีก 70,000 หยวน (ประมาณ 312,000 บาท)

รายงานจากหนังสือพิมพ์โกลบัลไทมส์ ระบุว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่อง “สิทธิในชื่อเสียงและความเสียหายต่อทรัพย์สิน”

นอกจากนี้ ศาลยังได้ตัดสินให้จำเลยทั้ง 6 คน ซึ่งประกอบด้วย นายถัง, นายอู๋ และผู้ปกครองของพวกเขา ต้องร่วมกันรับผิดชอบในการออกแถลงการณ์ขอโทษต่อสาธารณะผ่านหนังสือพิมพ์ที่กำหนดไว้ โดยศาลระบุว่าผู้ปกครองทั้งสองฝ่ายบกพร่องต่อหน้าที่ในการดูแล ซึ่งนำไปสู่การกระทำของวัยรุ่นทั้งสอง

ไห่ตี้เหลาซึ่งเป็นเชนร้านอาหารหม้อไฟยักษ์ใหญ่ มีสาขามากกว่า 1,300 แห่งทั่วประเทศจีน และขยายไปสู่กว่า 10 ประเทศทั่วโลก รวมถึงเกาหลีใต้, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร

ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา บริษัทได้ประกาศว่าจะชดเชยให้กับลูกค้ากว่า 4,000 คนที่เข้าใช้บริการในสาขาที่เกิดเหตุหลังจากเกิดเรื่อง โดยในแถลงการณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม บริษัทระบุว่า “เราเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความทุกข์ใจที่ลูกค้าได้รับจากเหตุการณ์นี้ไม่สามารถชดเชยได้อย่างเต็มที่”

“เรายินดีที่จะทำอย่างเต็มที่เพื่อรับผิดชอบ” พร้อมเสริมว่าอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารทั้งหมดได้ถูกทำลายและเปลี่ยนใหม่ รวมถึงมีการทำความสะอาดฆ่าเชื้อร้านทั้งหมดอย่างล้ำลึก.

ที่มา CNA

ทรัมป์ขู่ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปมขัดแย้งกับ ICE

ทรัมป์ขู่ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปมขัดแย้งกับ ICE

16 ก.ย. 2568 10:55 น.

ทรัมป์ขู่ประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ปมขัดแย้งกับ ICE

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาจะประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติและให้รัฐบาลกลางเข้าควบคุมกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. หากนายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มูเรียล บาวเซอร์ ยังคงปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE)

ความขัดแย้งดังกล่าวเกิดขึ้นจากประเด็นการให้ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่อาศัยอยู่ในสหรัฐฯ หรือเดินทางเข้าสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งการประกาศข่มขู่ของทรัมป์ครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจของรัฐบาลกลางเกินขอบเขต โดยปัจจุบันมีทหารกว่า 2,000 นาย กำลังลาดตระเวนอยู่ในพื้นที่เมืองหลวง

การแสดงความคิดเห็นของทรัมป์เกิดขึ้นหลังจากที่มีผู้ประท้วงหลายพันคนออกมาเดินขบวนในเดือนนี้ เพื่อต่อต้านการที่ทรัมป์สั่งให้กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ เข้ามาประจำการในเดือนสิงหาคม เพื่อ “ฟื้นฟูกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยสาธารณะ” หลังจากที่เขาเรียกอาชญากรรมว่าเป็น “ภัยพิบัติ” ของเมืองหลวง

ทรัมป์กล่าวบนแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า “ในไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ‘สถานที่’ แห่งนี้กำลังเฟื่องฟูอย่างแน่นอน… เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ที่แทบจะ ‘ไม่มีอาชญากรรม’ เลย” 

ขณะเดียวกัน สำนักงานของนายกเทศมนตรีบาวเซอร์ยังไม่มีการตอบสนองต่อการโพสต์ของทรัมป์ในทันที แต่ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้สั่งให้กรมตำรวจนครบาลอยู่ภายใต้การควบคุมโดยตรงของรัฐบาลกลาง และได้ส่งเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลาง รวมถึงเจ้าหน้าที่ ICE เข้าไปลาดตระเวนตามท้องถนน ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะสิ้นสุดภารกิจเมื่อใด

ทรัมป์กล่าวโทษ “พรรคเดโมแครตซ้ายจัด” ว่าเป็นผู้กดดันให้ผู้ว่าการบาวเซอร์ประกาศไม่ให้ความร่วมมือกับ ICE และเสริมว่าหากตำรวจยุติความร่วมมือกับ ICE “อาชญากรรมจะกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง”

เขายังกล่าวต่อว่า “ถึงประชาชนและธุรกิจในวอชิงตัน ดี.ซี. ไม่ต้องเป็นห่วง ผมอยู่เคียงข้างคุณ และจะไม่ยอมให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ผมจะประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ และให้รัฐบาลกลางเข้าควบคุม หากจำเป็น!!!”

ก่อนหน้านี้ นายกเทศมนตรีบาวเซอร์เองก็เคยชื่นชมการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางของทรัมป์ ซึ่งนำไปสู่อาชญากรรมที่ลดลงอย่างมาก และได้ลงนามในคำสั่งให้เมืองประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐบาลกลางด้วย

ทั้งนี้ กองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิ มีสถานะเป็นกองกำลังกึ่งทหารที่ขึ้นตรงต่อผู้ว่าการรัฐทั้ง 50 รัฐ ยกเว้นในกรณีที่ถูกเรียกเข้ารับราชการในส่วนกลาง ซึ่งกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. จะขึ้นตรงต่อประธานาธิบดีโดยตรง.

ที่มา Reuters

เกาหลีใต้พบหมูติดเชื้อ ประกาศกักกันโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” เตือนภัยสีแดงทั่วประเทศ

เกาหลีใต้พบหมูติดเชื้อ ประกาศกักกันโรค "อหิวาต์แอฟริกาในสุกร" เตือนภัยสีแดงทั่วประเทศ

16 ก.ย. 2568 09:45 น.

เกาหลีใต้พบหมูติดเชื้อ ประกาศกักกันโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” เตือนภัยสีแดงทั่วประเทศ

ทางการเกาหลีใต้พบหมูติดเชื้อ ประกาศกักกันโรค “อหิวาต์แอฟริกาในสุกร” พร้อมเตือนภัยสีแดงทั่วประเทศ

วันที่ 15 กันยายน 2568 กระทรวงกิจการภายในและความปลอดภัยของเกาหลีใต้รายงานว่า เกาหลีใต้ได้ออกประกาศเตือนการกักกันโรค หลังมีรายงานพบกรณีติดเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African swine fever-ASF) โดยยืนยันว่าพบการติดเชื้อโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร เมื่อคืนวันอาทิตย์ (14 ก.ย.) ที่ฟาร์มเลี้ยงหมูแห่งหนึ่งในอำเภอยอนชอน จังหวัดคยองกี ซึ่งนับเป็นกรณีติดเชื้อครั้งที่ 5 ของปี 2568 โดยกรณีก่อนหน้านี้มีรายงานเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่กักกันโรคประกาศเตือนระดับสีแดงทั่วเกาหลีใต้ พร้อมออกคำสั่งระงับการดำเนินงานของฟาร์มเลี้ยงหมูและสถานที่เกี่ยวข้องในอำเภอยอนชอน และพื้นที่ใกล้เคียงเป็นเวลา 48 ชั่วโมง จนถึงตอน 20.00 น. ของวันอังคาร  ตามเวลาท้องถิ่น นอกจากนั้น เจ้าหน้าที่ยังได้ส่งทีมกักกันโรคเข้าไปเสริมมาตรการฆ่าเชื้อในพื้นที่โดยรอบ และควบคุมการเข้าออกฟาร์มเลี้ยงหมูในอำเภอยอนชอน พร้อมทั้งดำเนินการกำจัดหมูที่ติดเชื้อ.

ที่มา Yonhap