AI ช่วยคิดค้นยาปฏิชีวนะตัวใหม่ ฆ่าเชื้อหนองใน และ เชื้อแบคทีเรียดื้อยา

AI ช่วยคิดค้นยาปฏิชีวนะตัวใหม่ ฆ่าเชื้อหนองใน และ เชื้อแบคทีเรียดื้อยา

15 ส.ค. 2568 08:37 น.

AI ช่วยคิดค้นยาปฏิชีวนะตัวใหม่ ฆ่าเชื้อหนองใน และ เชื้อแบคทีเรียดื้อยา

ทีมนักวิจัย ร่วมกับ AI คิดค้นยาปฏิชีวนะ 2 สูตรใหม่ ฆ่าเชื้อหนองในและเชื้อแบคทีเรียดื้อยาะ MRSA หลังมนุษย์เผชิญวิกฤตเชื้อดื้อยาคร่าชีวิตนับล้านต่อปี

วันที่ 14 สิงหาคม 2568  ทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) ของสหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกแบบยาปฏิชีวนะชนิดใหม่ 2 ชนิด ที่สามารถกำจัดเชื้อโรคสุดอันตราย ได้แก่ เชื้อกอนอร์เรีย หรือ หนองใน (Neisseria gonorrhoeae) ที่มักจะดื้อยาหลายขนาน และเชื้อแบคทีเรียดื้อยา Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่า ผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการและกับสัตว์ทดลองพบว่า ยาปฏิชีวนะทั้งสองชนิดสามารถฆ่าเชื้อได้จริง โดยไม่ทำลายเซลล์ร่างกายของสิ่งมีชีวิต อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเตือนว่ากว่าจะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยจริงยังต้องใช้เวลาหลายปี ในการพัฒนาและผ่านการทดลองทางคลินิกอย่างเข้มงวด

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ความสำเร็จครั้งนี้อาจเป็นก้าวสำคัญในการก้าวสู่ “ยุครุ่งเรืองครั้งที่สอง” ของการค้นพบยาปฏิชีวนะ หลังทั่วโลกเผชิญวิกฤตเชื้อดื้อยา ซึ่งองค์การอนามัยโลก ชี้ว่าคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี.

ที่มา BBC

ปูตินต้องการอะไรจากการประชุมสุดยอดกับทรัมป์ที่อะแลสกา?

ปูตินต้องการอะไรจากการประชุมสุดยอดกับทรัมป์ที่อะแลสกา?

15 ส.ค. 2568 08:30 น.

ปูตินต้องการอะไรจากการประชุมสุดยอดกับทรัมป์ที่อะแลสกา?

การประชุมสุดยอดระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับนายวลาดิเมียร์ ปูติน กำลังจะเกิดขึ้นที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์ที่ 15 ส.ค. 2568 นี้ เพื่อหาทางยุติสงครามในยูเครน และนี่อาจเป็นการพบปะที่มีผลกระทบมากที่สุดของพวกเขา

รัสเซียแสดงออกมาตลอดว่าพวกเขาต้องการเก็บดินแดนของยูเครนที่พวกเขายึดไปได้เอาไว้ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็มองเห็นโอกาสอื่นๆ จากการประชุมครั้งนี้ เช่น การฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตและผลประโยชน์อื่นๆ

ปูตินต้องการหลายสิ่งหลายอย่างในการประชุมสุดยอดกับนายทรัมป์ครั้งนี้ และสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่สันติภาพในยูเครน

สิ่งแรกสุดที่ปูตินอยากได้จากการประชุมสุดยอดนี้เป็นสิ่งที่เขาได้รับมาแล้ว นั่นคือ “การยอมรับ” ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาได้พบและพูดคุยโดยตรงกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้นก็ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของรัสเซียแล้ว

การประชุมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่าความพยายามของชาติตะวันตกในการโดดเดี่ยวรัสเซีย “ล้มเหลว” และมอสโกสามารถใช้เหตุการณ์นี้เพื่อบอกกับโลกว่ารัสเซียกลับมาสู่เวทีระดับสูงในการเมืองโลกแล้ว

“ไม่มีใครพูดถึงการโดดเดี่ยวรัสเซียหรือเกี่ยวกับความพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์ของเราอีกต่อไปแล้ว” อเล็กซานเดอร์ คอตส์ บล็อกเกอร์สายทหารฝ่ายหนุนรัฐบาลเครมลินตัวยง ระบุบนช่องทางออนไลน์ของเขา

และการจัดประชุมที่รัฐอะแลสกา ก็ถูกมองว่าเป็นใจให้รัสเซียในหลายด้าน รวมถึงด้านความปลอดภัย เพราะมันอยู่ห่างจากเมืองชูคอตกา ของรัสเซียเพียง 90 กม. ปูตินไม่จำเป็นต้องนั่งเครื่องบินผ่านประเทศที่เป็นศัตรูเลย

อะแลสกายังมีความหมายในเชิงประวัติศาสตร์ ดินแดนแห่งนี้เคยเป็นของรัสเซียมาก่อน จนพวกเขาขายให้สหรัฐฯ ในช่วงศตวรรษที่ 19 และมันกำลังถูกฝ่ายชาตินิยมในรัสเซียใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยึดครองดินแดนยูเครน

“อะแลสกาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าพรมแดนของประเทศสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และดินแดนขนาดใหญ่ก็สามารถเปลี่ยนเจ้าของได้” หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ มอสคอฟสกี คอมโซโมเลตส์ ของรัสเซียระบุ

ปูตินไม่ได้ต้องการแค่การยอมรับจากนานาชาติ เขายังต้องการชัยชนะ เขาย้ำมาตลอดว่ารัสเซียจะเก็บ 4 แคว้นที่ยึดมาจากยูเครน (โดเนตสก์, ลูฮานสก์, ซาปอริชเชีย และเคอร์ซอน) เป็นของตัวเองต่อไป และต้องการให้เคียฟถอนทหารออกไปจากพื้นที่ที่พวกเขาควบคุมอยู่ในแคว้นเหล่านี้

มีการเปิดเผยข้อมูลว่ารัสเซียยื่นข้อเสนอสันติภาพอย่างเร่งร้อนให้แก่สหรัฐฯ ผ่านนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของนายทรัมป์ ซึ่งโดยสรุปแล้วเป็นการเสนอให้ยูเครนยอมสละดินแดนของตัวเองในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออก แลกกับการหยุดยิง ซึ่งเป็นความคิดที่ผู้นำยูเครนปฏิเสธอย่างหนักแน่นมาตลอด

“ผมจะไม่ยอมสละดินแดนของประเทศของผม เพราะผมไม่มีสิทธิ์ทำเช่นนั้น” นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวก่อนจะถึงวันประชุมสุดยอด “หากเราไปจากดอนบาสในวันนี้ ออกจากป้อมปราการกับดินแดนและที่ราบสูงที่เราควบคุม ก็เท่ากับเราเปิดฐานที่มั่นให้รัสเซียเตรียมบุกโจมตี”

คาดกันว่านายทรัมป์จะหารือประเด็นนี้กับนายปูตินที่อะแลสกาด้วย และดูเหมือนนายทรัมป์จะพอใจแผน “ดินแดนแลกสันติ” ซึ่งสวนทางกับยูเครนและชาติพันธมิตรยุโรป

ความแตกต่างทางความคิดนี้อาจกลายเป็นโอกาสให้ปูตินใช้เพื่อวาดภาพให้ยูเครนกับชาติยุโรปเป็นอุปสรรคตัวจริงที่ขัดขวางสันติภาพ ไม่ใช่รัสเซีย ซึ่งหากนายทรัมป์เห็นด้วยกับความคิดนี้ แน่นอนว่ายูเครนต้องมีปฏิกิริยาต่อต้าน และนั่นอาจนำไปสู่การตัดความช่วยเหลือยูเครน นายทรัมป์เคยหมดความอดทนกับเซเลนสกีมาแล้ว และมันอาจเกิดขึ้นอีกครั้ง

หากสหรัฐฯ จัดการช่วยเหลือทางทหารที่เหลือ และการแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองที่มอบให้แก่ยูเครน เคียฟจะประสบปัญหาอย่างมากในการต่อสู้กับรัสเซีย แม้ชาติยุโรปจะเพิ่มความช่วยเหลือมากขึ้นก็ตาม

นอกจากนั้น ปูตินอาจเห็นโอกาสที่จะรีเซ็ตความสัมพันธ์กับวอชิงตัน แยกความสัมพันธ์รัสเซีย-สหรัฐฯ ออกจากเรื่องชะตากรรมของยูเครน ซึ่งเป็นฉากทัศน์ที่อาจทำให้ชาติพันธมิตรตะวันตกแบ่งแยกเป็นหลายฝ่าย

เจ้าหน้าที่ยูเครนพยายามพูดเรื่องความเป็นไปได้ที่จะมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ, เทคโนโลยี และอวกาศกับสหรัฐฯ มาหลายเดือนแล้ว และพูดเรื่องข้อตกลงด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานที่มีผลประโยชน์สูงในอาร์กติกและที่อื่นๆ ด้วย แม้แต่ตัวนายปูตินเองก็เคยเปรยเรื่องการทำข้อตกลงด้านอาวุธนิวเคลียร์กับนายทรัมป์

ไม่เพียงเท่านั้น การที่นายคีริลล์ ดีมิทรีฟ ทูตเศรษฐกิจของรัสเซียและเป็นผู้ประสานงานคนสำคัญกับรัฐบาลทรัมป์ มีชื่ออยู่ในคณะผู้แทนที่จะเดินทางไปยังอะแลสกาด้วย บ่งชี้ว่าอาจมีการพูดคุยเรื่องการทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศอยู่ในวาระการประชุมด้วย

และหากปูตินได้ในสิ่งที่เขาต้องการจากการประชุมครั้งนี้ คำถามเรื่องยูเครนอาจกลายเป็นเพียงหนึ่งในประเด็นมากมายในการพูดคุยระหว่างผู้นำของชาติมหาอำนาจทั้งสอง และอาจไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุดด้วย



ที่มา : cnn , bbc

สลด น้ำท่วมฉับพลันถล่มหมู่บ้านในแคชเมียร์ อินเดีย ดับแล้ว 46 ศพ

สลด น้ำท่วมฉับพลันถล่มหมู่บ้านในแคชเมียร์ อินเดีย ดับแล้ว 46 ศพ

15 ส.ค. 2568 05:50 น.

สลด น้ำท่วมฉับพลันถล่มหมู่บ้านในแคชเมียร์ อินเดีย ดับแล้ว 46 ศพ

เกิดน้ำท่วมฉับพลันที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นแคชเมียร์ ส่วนที่อินเดียควบคุม ซึ่งกำลังมีการเดินทางแสวงบุญของผู้นับถือศาสนาฮินดู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 46 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 14 ส.ค. 2568 ว่า เหตุน้ำท่วมฉับพลันเกิดขึ้นที่หมู่บ้าน โชสิติ (Chositi) ในเขตคิสต์วาร์ (Kishtwar) ซึ่งเป็นเส้นทางแสวงบุญเพื่อไปสู่วิหารชื่อดังบนเขาหิมาลัย ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 46 ศพ ผู้แสวงบุญหลายสิบคนถูกอพยพไปยังที่ปลอดภัยแล้ว แต่มีอีกอย่างน้อย 50 คนที่ยังคงสูญหาย

ข่าวระบุว่า เหตุน้ำท่วมรุนแรงพัดพารถยนต์ไปกับกระแสน้ำ เช่นเดียวกับโรงครัวสำหรับผู้แสวงบุญ ในขณะที่ทีมกู้ภัยกำลังพยายามค้นหาผู้รอดชีวิตภายในบ้านที่ได้รับความเสียหาย โดยมีผู้คนจำนวนมากยืนร้องไห้ระงมบนท้องถนน บางคนอยู่ในสภาพถูกโคลนท่วมทั้งตัว

น้ำท่วมฉับพลันดังกล่าวเกิดขึ้นจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “เมฆระเบิด” (cloudburst) ซึ่งก็คือการที่ฝนตกกระหน่ำจนเกิดกระแสน้ำหลาก ขณะที่นาย จิเทนดรา สิงห์ สส.แคว้นจัมมูกับแคชเมียร์ กล่าวว่านี่เป็นภัยพิบัติขนาดใหญ่ และทีมกู้ภัยก็เดินทางไปถึงที่หมายได้อย่างยากลำบาก เนื่องจากถนนถูกตัดขาด และอากาศยังไม่ดีพอให้ใช้เฮลิคอปเตอร์

นายสิงห์คาดว่าภัยพิบัติครั้งนี้จะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยชาวบ้านในหมู่บ้านอาโธลี ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน บอกกับสำนักข่าว เอพี ว่า มีร่างผู้เสียชีวิต 15 ศพ ถูกนำมายังโรงพยาบาลท้องถิ่นของหมู่บ้าน แต่ยังไม่แน่ชัดว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากที่ใด

ด้านนายโอมาร์ อับดุลเลาะห์ มุขมนตรีแคว้นจัมมูกับแคชเมียร์ บรรยายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นโศกนาฏกรรม พร้อมประกาศยกเลิกแผนการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมบางส่วนในวันศุกร์นี้ ซึ่งตรงกับวันชาติของอินเดีย

ทั้งนี้ ภาคเหนือของอินเดียกำลังฝนตกหนักต่อเนื่องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน น้ำท่วมฉับพลันไหลท่วมหมู่บ้านดาราลี ในรัฐอุตตราขัณฑ์ ไปกว่าครึ่งหมู่บ้าน และจนถึงตอนนี้ยังมีผู้สูญหายอีก 66 คน โดยพบร่างผู้เสียชีวิตเพียงรายเดียวเท่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลจ่อเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ ดับฝันตั้งรัฐปาเลสไตน์

อิสราเอลจ่อเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ ดับฝันตั้งรัฐปาเลสไตน์

15 ส.ค. 2568 03:30 น.

อิสราเอลจ่อเดินหน้าแผนสร้างชุมชนยิวในเวสต์แบงก์ ดับฝันตั้งรัฐปาเลสไตน์

รัฐมนตรีอิสราเอลประกาศเดินหน้าแผนสร้างชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์ ที่ถูกแช่แข็งมานานกว่า 20 ปี หลังหลายประเทศเตรียมยอมรับสถานะรัฐปาเลสไตน์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ส.ค. 2568 นายเบซาเลล สโมตริช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของอิสราเอล ประกาศว่าจะเริ่มเดินหน้าโครงการ “E1” เพื่อสร้างที่อยู่ชาวยิวกว่า 3,000 หลังในเขตเวสต์แบงก์อีกครั้ง หลังแผนถูกแช่แข็งมานานกว่า 20 ปี เพราะเสียงคัดค้านจากนานาชาติ

โครงการ E1 จะสร้างที่อยู่ของชาวยิวกว่า 3,000 หลังระหว่างกรุงเยรูซาเลมกับชุมชน “มาอาเล อาดูมิม” ซึ่งจะเป็นการตัดขาดเขตเวสต์แบงก์กับกรุงเยรูซาเลมตะวันออกอย่างสิ้นเชิง

นายสโมตริชระบุว่า โครงการ E1 จะเป็นการฝังแนวคิดเรื่องการก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ เพราะจะไม่มีอะไรให้ยอมรับ และไม่มีใครให้ยอมรับ

ทั้งนี้ การก่อตั้งชุมชนชาวยิวในเขตเวสต์แบงก์เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นหนึ่งในปัญหาขัดแย้งที่สุดระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ เนื่องจากเขตเวสต์แบงก์เป็นดินแดนที่ชาวปาเลสไตน์ต้องการใช้เป็นที่ดินของรัฐอิสระของพวกเขาในอนาคต

ตามข้อมูลจาก “พีซ นาว” (Peace Now) กลุ่มต่อต้านการสร้างชุมชนชาวยิวปัจจุบัน มีชุมชนชาวยิวกว่า 160 แห่งอยู่ในเขตเวสต์แบงก์ และมีชาวอิสราเอลอาศัยอยู่ประมาณ 700,000 คน

“หลังจากถูกกดดันจากนานาชาติและถูกแช่แข็งมาหลายทศวรรษ เรากำลังแหวกขนบธรรมเนียมและกำลังจะเชื่อมต่อมาอาเล อาดูมิม เข้ากับเยรูซาเลม” นายสโมตริช ซึ่งเป็นนักการเมืองฝ่ายขวาจัด กล่าว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของอิสราเอลเกิดขึ้นหลังจากในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีหลายประเทศออกมาแสดงความตั้งใจที่จะให้การยอมรับรัฐปาเลสไตน์มากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส ซึ่งเรียกเสียงประณามจากอิสราเอล

เมื่อนักข่าวถามว่า การรื้อฟื้นโครงการ E1 เป็นการส่งข้อความถึงประเทศอย่าง UK หรือ ฝรั่งเศส ที่วางแผนจะยอมรับรัฐปาเลสไตน์หรือไม่ นายสโมตริชกล่าวว่า “มันจะไม่เกิดขึ้น จะไม่มีรัฐอะไรให้ยอมรับทั้งนั้น”

ด้านโฆษกกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ แสดงความเห็นต่อแผนการล่าสุดของอิสราเอลว่า เขตเวสต์แบงก์ที่มั่นคงจะทำให้อิสราเอลปลอดภัย และเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาลนี้ที่จะสร้างสันติภาพในภูมิภาค

ขณะที่โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าวว่า EU ขอปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตใดๆ ที่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงทางการเมืองระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

EU ส่งเครื่องบินช่วยสเปนรับมือไฟป่า หลังผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ

EU ส่งเครื่องบินช่วยสเปนรับมือไฟป่า หลังผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ

15 ส.ค. 2568 02:36 น.

EU ส่งเครื่องบินช่วยสเปนรับมือไฟป่า หลังผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพ

EU ส่งความช่วยเหลือไปยังสเปน เพื่อช่วยรับมือเหตุไฟป่ารุนแรงซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ ขณะที่พยากรณ์อากาศเตือนว่าคลื่นความร้อนจะปกคลุมไปจนถึงสัปดาห์หน้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) ส่งเครื่องบินดับเพลิง 2 ลำไปยังประเทศสเปนเพื่อช่วยเหลือในการต่อสู้กับไฟป่าที่ยังคงลุกโหมอย่างหนัก ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 3 ศพแล้ว จนแดนกระทิงดุต้องใช้กลไกขอความช่วยเหลือในภาวะภัยพิบัติของชาติสมาชิก EU เป็นครั้งแรก

“เอเมต” (Aemet) สำนักงานสภาพอากาศของสเปนพยากรณ์ว่า คลื่นความร้อนจะยังปกคลุมประเทศไปจนถึงวันจันทร์หน้า (18 ส.ค.) โดยบางพื้นที่จะมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 44 องศาเซลเซียสและมีลมแรงปานกลาง ทำให้เกิดความกังวลว่า ไฟป่าจะลุกลามเพิ่มขึ้นอีก

สเปนกลายเป็นชาติยุโรปประเทศที่ 5 แล้วที่ใช้กลไกขอความช่วยเหลือในการต่อสู้กับไฟป่า โดยเครื่องบินดับเพลิง “แคนาแดร์” ของฝรั่งเศส 2 ลำ เดินทางถึงแคว้นกาลิเซีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปนในวันพฤหัสบดี ขณะที่นาย เฟร์นานโด แกรนเด-มาร์ลาสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะให้ EU ส่งนักดับเพลิงมาเสริมกำลัง

เหตุไฟป่าในสเปนเป็นต้นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ โดย 2 รายเป็นเจ้าหน้าที่อาสาดับเพลิงในแคว้นลีออน ส่วนอีกรายเป็นชายผู้อาศัยอยู่ใกล้กรุงมาดริด

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันพลเรือนสเปน จับกุมตัวชาย 2 คนในฐานะผู้ต้องสงสัยจุดไฟป่าในแคว้นคาสติลและแคว้นลีออน ก่อนที่ไฟจะลุกลามกินพื้นที่หลายพันเฮกตาร์ ทำให้นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน จำนวนผู้ที่ถูกจับกุมในข้อหาวางเพลิงในสเปนเพิ่มขึ้นเป็น 10 คนแล้ว

ทั้งนี้ ประเทศในยุโรปตอนใต้กำลังเผชิญไฟป่าอย่างหนัก โดยข้อมูลจาก EU ระบุว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2568 ไฟป่าเผาผลาญพื้นที่ไปแล้วประมาณ 629,000 เฮกตาร์ (ราว 3.93 ล้านไร่) โดยไฟป่าในสเปนเผาผลาญพื้นที่คิดเป็น 1 ใน 4 ของตัวเลขดังกล่าว

นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า คลื่นความร้อนที่ร้อนขึ้นและยาวนานขึ้น มีส่วนทำให้เกิดไฟป่ารุนแรงขึ้นในยุโรป นอกจากนั้น อากาศที่ร้อนทำให้แผ่นดินและพืชแห้งแล้ว กลายเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีให้ไฟป่าแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ก่อนหน้านี้ กรีซ, บัลแกเรีย, มอนเตเนโกร และอัลแบเนีย ใช้กลไกคุ้มครองพลเรือน (civil protection mechanism) ของ EU ไปแล้ว โดยกลไกดังกล่าวจะอนุญาตให้ประเทศที่กำลังเผชิญภัยพิบัติ ไม่ว่าจะในยุโรปหรือไม่ สามารถขอความช่วยเหลือฉุกเฉินได้

ไฟป่าในกรีซลุกไหม้มา 3 วันติดต่อกันแล้ว โดยจุดที่อันตรายที่สุดอยู่บนเกาะชีออส และภูมิภาคอาเคอา (Achaia) บนคาบสมุทรเพโลพอนนีส เผาผลาญพื้นที่มากกว่า 10,000 เฮกตาร์แล้ว และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 95 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผบ.กองทัพมาเลเซียเสนอ ส่งทีมสังเกตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ผบ.กองทัพมาเลเซียเสนอ ส่งทีมสังเกตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

14 ส.ค. 2568 23:55 น.

ผบ.กองทัพมาเลเซียเสนอ ส่งทีมสังเกตการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

ผู้นำกองทัพมาเลเซียเสนอส่งทีมสังเกตการณ์เข้าสู่พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อร่วมตรวจสอบการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิงร่วมกับทีมเจ้าหน้าที่จากอาเซียน

เมื่อ 14 ส.ค. 2568 พลเอก โมฮัมหมัด นีซาม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเลเซียเปิดเผยว่า เขาได้เสนอให้นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ติดต่อนายกรัฐมนตรีของไทยกับกัมพูชา เพื่อขออนุญาตให้ทีมเจ้าหน้าที่มาเลเซียเข้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ขัดแย้งบริเวณชายแดน ร่วมกับทีมสังเกตการณ์จากอาเซียน (AOT)

ตามรายงานของ เบอร์นามา (Bernama) สื่อมาเลเซีย ทีมสังเกตการณ์จากอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยทูตทหารของชาติสมาชิกอาเซียน จะสังเกตการณ์บริเวณชายแดนและตรวจสอบการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

“นี่เป็นภารกิจที่จริงจัง เพราะต้องสังเกตการณ์พรมแดนความยาวประมาณ 840 กม.” นายพลนีซามกล่าว และเสริมว่า ภารกิจนี้จะได้รับการสนับสนุนด้านการขนส่งจากสหรัฐฯ

ขณะที่ทีมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ซึ่งนำโดยทูตทหารมาเลเซียในกรุงเทพฯ และพนมเปญ จะแจ้งโดยย่อต่อเจ้าหน้าที่ของทั้งสองประเทศ ก่อนจะเดินทางเข้าพื้นที่ขัดแย้ง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : phnompenhpost

ทรัมป์ยอมรับ มีโอกาส 25% ที่การพูดคุยกับปูตินจะล้มเหลว

ทรัมป์ยอมรับ มีโอกาส 25% ที่การพูดคุยกับปูตินจะล้มเหลว

14 ส.ค. 2568 23:12 น.

ทรัมป์ยอมรับ มีโอกาส 25% ที่การพูดคุยกับปูตินจะล้มเหลว

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยอมรับว่า มีโอกาส 25% ที่การพูดคุยกับปูตินในวันพรุ่งนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ และไม่เกิดการพูดคุยครั้งที่ 2 โดยมีผู้นำยูเครนร่วมด้วย

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 14 ส.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ ฟ็อกซ์ นิวส์ เรดิโอ โดยหัวข้อหลักคือเรื่องการสนทนาระหว่างเขากับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ที่อะแลสกา ในวันพรุ่งนี้ (15 ส.ค.)

นายทรัมป์กล่าวว่า หากพบปะครั้งนี้เป็นไปได้ด้วยดี เขาจะโทรศัพท์หานายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เพื่อจัดเตรียมการพบปะครั้งที่ 2 ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในหลายสถานที่ รวมถึงที่รัฐอะแลสกาอีกครั้งด้วย

อย่างไรก็ตามเมื่อถูกถามต่อว่า นายเซเลนสกีเตรียมตัวเข้าร่วมการสนทนาเพิ่มเติมอยู่แล้วหากอะไรๆ เป็นไปด้วยดีหรือไม่ นายทรัมป์ตอบว่า เขาจะไม่คาดเดาว่าจะมีการพูดคุยครั้งที่ 2 หรือไม่

นายทรัมป์เสริมด้วยว่า มันคงจะดีหากตัวเขากับนายปูตินได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวหลังการพบปะกัน หากเรื่องราวไม่ได้เป็นไปตามแผน เขาคงไม่จัดการแถลงข่าวร่วม และจัดแถลงต่อผู้สื่อข่าวแยกด้วยตัวเองก่อนจะเดินทางกลับสหรัฐ

ทั้งนี้ ทั้งทำเนียบขาวของสหรัฐฯ กับรัฐบาลเครมลินของรัสเซีย ระบุก่อนหน้านี้ว่า ผู้นำของพวกเขาจะจัดงานแถลงข่าวร่วมหลังการพูดคุยในวันพรุ่งนี้เสร็จสิ้น

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อว่า การพบปะของเขากับปูตินครั้งนี้อาจทำให้เกิดการพูดคุยครั้งที่ 2 ซึ่งประธานาธิบดีเซเลนสกีจะเข้าร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ยอมรับว่า มีโอกาส 25% การพูดคุยครั้งที่ 1 นี้จะไม่ประสบความสำเร็จ

นายทรัมป์พูดต่อเรื่องดินแดนของยูเครนกับรัสเซีย โดยระบุว่า จะต้องมีทั้งการ “ให้และรับ” ในเรื่องดินแดนระหว่างทั้งสองประเทศ

อีกด้านหนึ่ง นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลิน บอกกับผู้สื่อข่าวว่ารัสเซียกับสหรัฐฯ จะไม่มีการออกเอกสารใดๆ หลังการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีปูตินกับประธานาธิบดีทรัมป์ในวันพรุ่งนี้

แต่นายเปสคอฟระบุว่า จะมีการแถลงข่าวร่วม โดยประธานาธิบดีปูตินจะแจกแจงเรื่องข้อตกลงและหรือบันทึกความเข้าใจที่บรรลุในการพูดคุยกับนายทรัมป์

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขัดขวางสันติภาพในยูเครน

ทรัมป์ขู่ "ผลร้ายแรง" หากปูตินขัดขวางสันติภาพในยูเครน

14 ส.ค. 2568 12:38 น.

ทรัมป์ขู่ “ผลร้ายแรง” หากปูตินขัดขวางสันติภาพในยูเครน

โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ว่าอาจเกิด “ผลลัพธ์ที่เลวร้าย” หากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ไม่เห็นด้วยกับการสร้างสันติภาพในยูเครน 

ในการประชุมทางไกลร่วมกับผู้นำยุโรปและประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวว่าเขาจะเผชิญหน้ากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินแห่งรัสเซีย ในการประชุมสุดยอดที่รัฐอะแลสกาในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) และหากรัสเซียไม่ยินยอมที่จะสร้างสันติภาพในยูเครน ก็อาจจะเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงตามมา

ทรัมป์ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนว่าผลกระทบที่ว่านั้นคืออะไร แต่กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่ต้องพูด พวกเขาจะเผชิญกับผลกระทบที่ร้ายแรงมาก ๆ” อย่างไรก็ตาม เขาเคยเตือนมาก่อนว่าอาจจะมีการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจหากการประชุมครั้งนี้ไม่เป็นผลสำเร็จ

ท่าทีของทรัมป์และผลการประชุมทางไกลกับผู้นำยุโรปและยูเครน ถือเป็นการสร้างความหวังให้แก่ยูเครน หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยมีความกังวลว่าการประชุมสุดยอดที่อะแลสกาอาจจะทำให้ยูเครนเสียเปรียบและต้องยอมแบ่งดินแดน

ในทางกลับกัน รัสเซียมีแนวโน้มที่จะต่อต้านข้อเรียกร้องของยูเครนและยุโรปอย่างหนักแน่น และก่อนหน้านี้ก็เคยระบุว่าจุดยืนของตนยังคงไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่ที่ปูตินได้ประกาศครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2024

แม้จะมีการขู่ถึงผลกระทบที่ร้ายแรง แต่ทรัมป์ก็ได้กล่าวถึงเป้าหมายของการประชุมกับปูตินว่าเป็นการ “ปูทาง” สำหรับการประชุมครั้งที่สองในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งจะรวมถึงประธานาธิบดีเซเลนสกีด้วย

ทรัมป์กล่าวว่า “ถ้าการประชุมครั้งแรกผ่านไปด้วยดี เราก็จะมีการประชุมครั้งที่สองอย่างรวดเร็ว” พร้อมเสริมว่า “ผมอยากจะทำมันทันที และเราจะมีการประชุมครั้งที่สองอย่างรวดเร็วระหว่างประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีเซเลนสกี และตัวผมเอง ถ้าพวกเขาอยากให้ผมอยู่ที่นั่น”

ทรัมป์ไม่ได้ระบุกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการประชุมครั้งที่สอง แต่ก่อนหน้านี้ผู้นำยุโรปและเซเลนสกีได้เข้าร่วมการประชุมทางไกลซึ่งจัดโดยนายกรัฐมนตรีเยอรมนีเพื่อกำหนดขอบเขตที่ยอมรับไม่ได้ ก่อนการประชุมที่อะแลสกา

ทรัมป์กล่าวถึงการประชุมทางไกลนี้ว่า “เป็นการประชุมที่ดีมาก ประธานาธิบดีเซเลนสกีเข้าร่วมด้วย ผมให้คะแนนว่ามันคือ 10 และเป็นไปอย่างเป็นมิตรมาก”

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส กล่าวว่าทรัมป์เห็นด้วยว่ายูเครนจะต้องมีส่วนร่วมในการเจรจาใด ๆ เกี่ยวกับการยอมยกดินแดน ขณะที่เซเลนสกีกล่าวว่าทรัมป์ได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องการค้ำประกันความมั่นคงในการตั้งถิ่นฐานหลังสงคราม

นายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมทางไกล กล่าวว่าหลักการที่ว่าพรมแดนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยกำลังจะต้องยังคงอยู่ และกล่าวเสริมว่า “หากไม่มีความเคลื่อนไหวจากฝ่ายรัสเซียที่อะแลสกา สหรัฐฯ และพวกเราชาวยุโรปก็ควรจะต้องเพิ่มแรงกดดัน” เขาชี้ให้เห็นว่าทรัมป์รับทราบจุดยืนนี้และเห็นด้วยเป็นอย่างมาก ทำให้เขาสรุปได้ว่าการสนทนาครั้งนี้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง

ทรัมป์และปูตินมีกำหนดจะหารือกันถึงวิธีการยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมากว่า 3 ปีครึ่ง ซึ่งนับเป็นการขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยกล่าวว่าทั้งสองฝ่ายจะต้องแลกเปลี่ยนดินแดนเพื่อยุติการสู้รบที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนและมีผู้พลัดถิ่นหลายล้านคน.

ที่มา  Reuters

ตร.กัมพูชารวบ “เลิฟ รีญา” แม่ค้าครีมชื่อดังกัมพูชาคู่กรณีสาวหมอลำซิ่งไทย ยังไม่รู้สาเหตุ (คลิป)

14 ส.ค. 2568 12:07 น.

ตร.กัมพูชารวบ “เลิฟ รีญา” แม่ค้าครีมชื่อดังกัมพูชาคู่กรณีสาวหมอลำซิ่งไทย ยังไม่รู้สาเหตุ (คลิป)

เลิฟ รีญา แม่ค้าขายครีมชาวกัมพูชา ที่เคยสวมชุดทหารพร้อมรองเท้าคอมแบทส้นสูง จนถูกสาวหมอลำซิ่งไทยทำคลิปโคฟเวอร์จนกลายเป็นกระแสในโลกโซเชียล ล่าสุดถูกตำรวจบุกรวบตัวไม่ทราบสาเหตุ

สำนักข่าวเฟรชนิวส์ของกัมพูชารายงานข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจังหวัดกันดาลนำกำลังบุกจับ เชง เสร็ยร็วต หรือที่รู้จักกันในชื่อ  “เลิฟ รีญา”  แม่ค้าขายครีมคนดังแห่งวงการบิวตี้และสกินแคร์ ถึงบ้านพักหรูเมืองตักเมา ช่วงเช้าตรู่วันนี้ หลังวางแผนปฏิบัติการร่วมกับอัยการและผู้บังคับการตำรวจจังหวัดอย่างเข้มงวด

แหล่งข่าวเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินไปตามขั้นตอนด้านความปลอดภัยและกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยตำรวจได้ปิดล้อมพื้นที่ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ก่อนเข้าจับกุมตัว “เลิฟ รีญา” และนำตัวส่งไปยังสถานีตำรวจจังหวัดเพื่อสอบสวนและดำเนินการตามขั้นตอน

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาหรือสาเหตุการจับกุมอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะสอบสวนอย่างละเอียดและเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย

ข่าวการจับกุมครั้งนี้กลายเป็นกระแสร้อนแรงในสื่อท้องถิ่นทันที เพราะ “เลิฟ รีญา” ถือเป็นหนึ่งในอินฟลูเอนเซอร์คนดังที่มีอิทธิพลในตลาดความงามของกัมพูชา ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก โดยเธอเป็นที่รู้จักของคนไทยในช่วงที่ผ่านมา หลังจากเกิดกรณีที่เธอ สวมรองเท้าคอมแบทส้นสูงไปบริจาคของให้ทหารกัมพูชา ในช่วงที่ไทยและกัมพูชาสถานการณ์ตึงเครียด จนถูกนักร้องสาวหมอลำซิ่งของไทยทำคลิปโคฟเวอร์ล้อเลียนจนเป็นกระแสไวรัล และมีการตอบโต้กันไปมาอย่างเผ็ดร้อน  โดยมีรายงานเบื้องต้นว่าที่ผ่านมา เธอชอบแอบอ้างว่าในอดีตชาติ เคยเป็นพระชายาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และเคยถูกจับกุมมาแล้ว 2 ครั้ง แต่ยังไม่แน่ชัดว่าการจับกุมครั้งล่าสุดนี้เป็นการจับกุมในข้อหาใด.

ที่มา : Eacnews

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ กัมพูชา

ปิดฉากคดี “Baby Shark” ศาลสูงเกาหลีใต้ยกฟ้อง นักแต่งเพลงอเมริกันฟ้องบ.เกาหลีใต้ละเมิดลิขสิทธิ์

ปิดฉากคดี “Baby Shark” ศาลสูงเกาหลีใต้ยกฟ้อง นักแต่งเพลงอเมริกันฟ้องบ.เกาหลีใต้ละเมิดลิขสิทธิ์

14 ส.ค. 2568 10:58 น.

ปิดฉากคดี “Baby Shark” ศาลสูงเกาหลีใต้ยกฟ้อง นักแต่งเพลงอเมริกันฟ้องบ.เกาหลีใต้ละเมิดลิขสิทธิ์

ปิดฉากคดี “Baby Shark” ที่ยืดเยื้อมากว่า 7 ปี หลังศาลสูงเกาหลีใต้ยืนตามคำตัดสินยกฟ้องในคดี ที่นักแต่งเพลงชาวอเมริกัน ยื่นฟ้องบริษัทเกาหลีใต้ละเมิดลิขสิทธิ์เพลงฉลามที่ครองใจเด็กๆทั่วโลก

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ศาลฎีกาเกาหลีใต้มีคำพิพากษายืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ปฏิเสธคำฟ้องของ “จอห์นนี โอนลี” หรือชื่อจริง นายโจนาธาน ไรต์ คอมโพสเซอร์ชาวอเมริกัน์จากรัฐนิวยอร์ก ที่ยื่นฟ้องต่อศาลกรุงโซล ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 กล่าวหาว่าเพลง “Baby Shark” ที่บริษัทเกาหลีใต้อย่าง SmartStudy ผลิตในปี 2558 ลอกเลียนเพลงของเขาที่แต่งไว้เมื่อปี 2554

โดยทางฝั่ง SmartStudy ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น The Pinkfong Company ยืนยันว่า “Baby Shark” เป็นการนำบทเพลงเด็กดั้งเดิมของอเมริกาเหนือซึ่งไม่มีลิขสิทธิ์มาสร้างสรรค์ใหม่ โดยเนื้อหาเป็นจังหวะสนุกสนานความยาวราว 2 นาที เล่าเรื่องครอบครัวฉลามและการล่าเหยื่อในโลกใต้ทะเล ที่กลายเป็นกระแสไวรัลไปทั่วโลก

ศาลเกาหลีใต้ทั้งสองชั้นก่อนหน้านี้เห็นตรงกันว่า เพลงของโอนลีไม่ถือเป็นงานดัดแปลงที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ทำให้ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามเดิม ส่งผลให้คดีนี้สิ้นสุดลง.

Cr ภาพ : Youtube / Baby Shark – Pinkfong Kids’ Songs & Stories