เกาหลีเหนือปฏิเสธถอดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อที่ชายแดนเกาหลีใต้

เกาหลีเหนือปฏิเสธถอดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อที่ชายแดนเกาหลีใต้

14 ส.ค. 2568 10:57 น.

เกาหลีเหนือปฏิเสธถอดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อที่ชายแดนเกาหลีใต้

น้องสาว “คิม จองอึน” กล่าวว่า เกาหลีเหนือไม่เคยถอดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อออก และจะไม่ทำเช่นนั้น โดยเรียกความเชื่อของเกาหลีใต้ที่ว่าเกาหลีเหนือกำลังดำเนินการตอบสนองต่อการเจรจาสันติภาพว่าเป็นเพียง “ความฝันลมๆ แล้งๆ”

คิม โยจอง เจ้าหน้าที่อาวุโสของพรรคแรงงานเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กล่าวว่า การปรับเปลี่ยนแผนการซ้อมรบร่วมประจำปีของเกาหลีใต้และสหรัฐฯ เป็นการกระทำที่ “ไร้ประโยชน์” และไม่ได้เปลี่ยนแปลงเจตนาที่เป็นปฏิปักษ์ของฝ่ายพันธมิตร

คิม ซึ่งเจ้าหน้าที่และนักวิเคราะห์เชื่อว่าเป็นตัวแทนของคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือผู้เป็นพี่ชาย ได้ปฏิเสธการเคลื่อนไหวของรัฐบาลชุดใหม่ของเกาหลีใต้ที่มุ่งบรรเทาความตึงเครียดระหว่างสองเกาหลีในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา คิมกล่าวกับสำนักข่าวเคซีเอ็นเอว่า “ดิฉันมั่นใจว่านโยบายของเกาหลีใต้ที่มีต่อเกาหลีเหนือยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง” 

กองทัพเกาหลีใต้ระบุว่าตรวจพบการเคลื่อนไหวของกองทัพเกาหลีเหนือในการถอดลำโพงโฆษณาชวนเชื่อบางส่วนที่มุ่งเป้าไปที่เกาหลีใต้ ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวที่คล้ายคลึงกันของเกาหลีใต้

คณะเสนาธิการทหารร่วมเกาหลีใต้กล่าวว่า กองทัพยังคงยืนยันการประเมินกิจกรรมที่สังเกตเห็นในบางพื้นที่ตามแนวชายแดน และเสริมว่ากองทัพยังคงติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

อี ซองจุน โฆษกกองทัพเกาหลีใต้ กล่าวว่า เขาเชื่อว่าจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังในการตีความถ้อยแถลงของเกาหลีเหนือเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเข้าใจผิด และเกาหลีเหนือมัก “กล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริง” เขาปฏิเสธที่จะให้รายละเอียดเพิ่มเติม นายอีไม่ได้ตอบคำถามโดยตรงเกี่ยวกับรายงานข่าวที่ว่าเกาหลีเหนือได้ถอดลำโพงออกเพียงตัวเดียวจากทั้งหมดหลายสิบตัวที่วางไว้ตามแนวชายแดน

ในช่วงที่อดีตประธานาธิบดียุน ซอก ยอล ดำรงตำแหน่ง เกาหลีใต้ได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเกาหลีเหนือผ่านลำโพงโฆษณาชวนเชื่อที่สร้างความไม่พอใจให้กับอีกฝ่ายอย่างมาก

เกาหลีใต้มีความหวังว่าเกาหลีเหนืออาจตอบสนองเชิงบวกต่อนโยบายของประธานาธิบดีอี แจ มยอง ที่จะร่วมมือกับเกาหลีเหนือ หลังจากความตึงเครียดข้ามพรมแดนมายาวนาน และถึงขั้นแสดงความเต็มใจที่จะกลับเข้าสู่การเจรจา

คิม โย จอง ยังกล่าวอีกว่าเกาหลีเหนือจะไม่นั่งเจรจากับสหรัฐฯ โดยกล่าวว่ารายงานที่ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของการพัฒนาดังกล่าวเป็น “ข้อสันนิษฐานที่ผิดพลาด”

ฮง มิน นักวิเคราะห์อาวุโสจากสถาบันเพื่อการรวมชาติเกาหลีใต้ กล่าวว่า เกาหลีเหนือน่าจะคาดการณ์ถึงท่าทีปรองดองที่เพิ่มขึ้นของเกาหลีใต้ และอาจพยายามเร่งการพัฒนาควบคู่ไปกับการผลักดันคำมั่นก่อนหน้านี้ของคิม จอง อึน ที่จะตัดความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้อย่างถาวร.

ที่มา Reuters

ฮ่องกงเตือนภัยพายุฝนระดับสีดำรับมือพายุโซนร้อนโพดุล

ฮ่องกงเตือนภัยพายุฝนระดับสีดำรับมือพายุโซนร้อนโพดุล

14 ส.ค. 2568 10:05 น.

ฮ่องกงเตือนภัยพายุฝนระดับสีดำรับมือพายุโซนร้อนโพดุล

ฮ่องกงประกาศเตือนภัยพายุฝนระดับสีดำ ซึ่งเป็นระดับสูงสุด หลังพายุโซนร้อนโพดุล เคลื่อนผ่านใกล้เมืองเมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาพร้อมเตือนประชาชนระวังน้ำท่วมรุนแรงในหลายเขต

หอสังเกตการณ์ฮ่องกง ออกสัญญาณเตือนภัยพายุฝนระดับสีดำซึ่งเป็นระดับสูงสุด เมื่อเวลา 07.50 น. และคาดว่าจะมีผลต่อเนื่องอย่างน้อยถึง 11.00 น. พร้อมระบุว่ายังคงมีสัญญาณเตือนพายุหมายเลข 1 อยู่เช่นเดิม โดยบางพื้นที่ เผชิญฝนรุนแรงเป็นพิเศษ และบางเขตเผชิญฝนหนักมาก โดยมีปริมาณฝนรายชั่วโมงเกิน 100 มิลลิเมตร

น้ำท่วมรุนแรงเกิดขึ้นในเขตเวสต์เทิร์น โดยมีภาพประชาชนลุยน้ำสูงระดับเข่าบนถนน ขณะที่กรมระบายน้ำฮ่องกงยืนยันมีรายงานน้ำท่วม 4 จุด ได้แก่ บริเวณใกล้โรงพยาบาลควีนแมรี และมหาวิทยาลัยฮ่องกง  ถนนวอเตอร์สตรีท และถนนหลุง ฟู  ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะระดมใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่เข้าช่วยระบาย

มีการส่งทีมกู้ภัยรวม 110 ชุด ลงพื้นที่ตรวจสอบและรับมือใน 240 จุดเสี่ยงน้ำท่วมทั่วเมือง

ขณะเดียวกันทางการฮ่องกงมีการสั่งปิดโรงเรียน และเลื่อนเวลาพิจารณาคดีและการไต่สวนในศาลยุติธรรมปิดทางเข้าออกสถานีรถไฟใต้ดินหลายจุด แต่ถ้าหากสัญญาณเตือนพายุฝนถูกลดระดับหรือยกเลิกก่อนเวลา 17.00 น. โรงเรียนภาคค่ำจะเปิดเรียนตามปกติ เว้นแต่จะมีประกาศอื่นเพิ่มเติม โดยสั่งให้ทุกโรงเรียนมีแผนรับมือ และจัดครูดูแลนักเรียนที่มาถึงก่อนส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลรัฐยังคงเปิดให้บริการฉุกเฉินตามปกติ แต่หน่วยงานสวัสดิการทั้งหมดจะหยุดให้บริการระหว่างมีสัญญาณเตือนพายุฝนระดับสีดำ

เมื่อสัปดาห์ก่อน ฮ่องกงเพิ่งเผชิญฝนตกหนักทำสถิติใหม่ จนต้องออกสัญญาณเตือนฝนดำยาวนานเป็นครั้งที่สองในประวัติศาสตร์ นานกว่า 11 ชั่วโมงติดต่อกัน.

ที่มา : SCMP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พายุโพดุล

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว “โดรนสอยโดรน” ระเบิดโดรนศัตรูร่วงกลางอากาศ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งาน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว "โดรนสอยโดรน" ระเบิดโดรนศัตรูร่วงกลางอากาศ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งาน

14 ส.ค. 2568 09:14 น.

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว “โดรนสอยโดรน” ระเบิดโดรนศัตรูร่วงกลางอากาศ นับเป็นครั้งแรกที่ทดสอบการใช้งาน

กองทัพสหรัฐฯ เปิดตัว “สกายเรเดอร์” โดรนสอยโดรน สามารถทำลายโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้โดยใช้ระบบบังคับทางไกล พร้อมติดระเบิดเคลย์มอร์ ยิงทำลายเป้าหมายกลางอากาศได้สำเร็จ 

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 กองทัพสหรัฐฯ ทดสอบการใช้งาน “สกายเรเดอร์” (SkyRaider) โดรนสอยโดรนกลางอากาศ (air-to-air drone) ของกองทัพสหรัฐฯ ที่สร้างประวัติศาสตร์ครั้งแรก โดยโดรนชนิดนี้สามารถยิงสกัดโดรนของศัตรูที่บินอยู่กลางอากาศได้สำเร็จ โดยใช้ระบบบังคับแบบ “มุมมองบุคคล” (first-person view ) พร้อมติด “ระเบิดเคลย์มอร์” ยิงทำลายเป้าหมายกลางอากาศ 

โดยกองทัพสหรัฐเปิดเผยว่า นี่เป็นการทดสอบระบบการรบแบบไร้คนขับ โดยใช้โดรนรุ่น “สกายเรเดอร์” ติดตั้งระเบิดเคลย์มอร์ บินไล่สกัดและทำลายโดรนเป้าหมาย ในการจำลองสถานการณ์เหนือน่านฟ้า แทเบอร์นาเคิล ฟิลด์ ภายในฐานทัพฟอร์ต รักเกอร์ รัฐแอละแบมา โดยมีเจ้าหน้าที่ เนต เชีย ทำการควบคุมการบิน และเจ้าหน้าที่ แอนดรูว์ โทพิตส์ ทำการควบคุมโดรนเป้าหมาย

ทั้งนี้ การทดสอบครั้งนี้จัดขึ้นก่อนการประชุมสุดยอดระบบอากาศยานไร้คนขับของกองทัพบกสหรัฐฯ และถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบรบอัตโนมัติและการควบคุมจากระยะไกล.

อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับหลังลงจอดผิดกฎหมาย

อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับหลังลงจอดผิดกฎหมาย

14 ส.ค. 2568 06:34 น.

อินฟลูฯ หนุ่มสหรัฐฯ ขับเครื่องบินระดมทุน โดนจับหลังลงจอดผิดกฎหมาย

ภารกิจระดมทุนช่วยเรื่องการวิจัยโรคมะเร็งกลับกลายเป็นฝันร้ายของนาย อีธาน กั๊ว อินฟลูเอนเซอร์หนุ่มชาวอเมริกัน หลังเขาถูกจับและติดอยู่ในพื้นที่ห่างไกลของชิลี ในแอนตาร์กติกา

นายอีธาน กั๊ว ตั้งใจทำภารกิจขับเครื่องบินเล็กผ่านให้ครบทั้ง 7 ทวีป เพื่อระดมทุนช่วยเหลือการวิจัยโรคมะเร็งในเด็ก โดยเริ่มตั้งแต่เมื่อปีก่อนตอนมีอายุได้เพียง 19 ปี แต่ระหว่างเดินทางในแอนตาร์กติกา เขาลงจอดในดินแดนของชิลีโดยไม่ได้รับอนุญาต และให้ข้อมูลแผนการเดินทางเท็จแก่เจ้าหน้าที่จนโดนควบคุมตัว

อัยการระบุว่า อีธานได้รับอนุญาตให้บินไปยังเมือง ปุนตา อารีนัส (Punta Arenas) ทางตอนใต้ของชิลีเท่านั้น แต่เขากลับบังคับเครื่องบิน เซสนา 182คิว (Cessna 182Q) ของเขาลงใต้ไปเรื่อยๆ จนไปลงจอดที่เกาะคิงจอร์จ (King George) ซึ่งชิลีอ้างความเป็นเจ้าของเมื่อ 28 มิ.ย. และถูกควบคุมตัวคาสนามบินที่นั่น

อีธานถูกตั้งข้อหาในวันต่อมาว่าให้ข้อมูลเท็จแก่หอบังคับการภาคพื้นและลงจอดโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ในวันจันทร์ (11 ส.ค.) ผู้พิพากษายกฟ้องข้อกล่าวหา เนื่องจากทนายความของอีธานกับอัยการชิลีบรรลุข้อตกลงยอมความ โดยมีเงื่อนไขว่า อีธานจะต้องบริจาคเงิน 30,000 ดอลลาร์ให้แก่มูลนิธิโรคมะเร็งในเด็กของชิลีภายใน 30 วันเพื่อเลี่ยงถูกดำเนินคดี

นอกจากนั้น เขายังต้องเดินทางออกจากประเทศในทันทีที่ทำได้ จ่ายค่าใช้จ่ายทั้งหมดระหว่างที่เขาอยู่ในฐานทัพบนเกาะคิงจอร์จ ไม่ว่าจะเป็นค่าซ่อมบำรุงเครื่องบิน และค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับ และถูกห้ามไม่ให้กลับเข้ามาในดินแดนของชิลีเป็นเวลา 3 ปีด้วย

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลากว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา นายอีธานอยู่ที่ฐานทัพบนเกาะคิงจอร์จ โดยเขาไม่ได้ถูกบังคับให้อยู่ที่นั่น หรืออยู่บนเกาะแห่งนี้ แต่เนื่องจากพายุฤดูหนาวรุนแรง ทำให้เที่ยวบินต่างๆ ไม่สามารถขึ้นบินได้ เช่นเดียวกับเครื่องเซสนาของเขา

อีธานบอกกับสำนักข่าว เอพี หลังศาลมีคำตัดสินว่า เขาโล่งใจกับผลที่ออกมา และอยากให้ทางการชิลีอนุญาตให้เขาบินโดยเร็ว เพื่อที่เขาจะได้กลับไปปฏิบัติภารกิจดั้งเดิมต่อ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : abc7 , usatoday

ชาวอะแลสกาเริ่มอพยพ น้ำทะลักจากธารน้ำแข็ง หวั่นเกิดน้ำท่วมใหญ่

ชาวอะแลสกาเริ่มอพยพ น้ำทะลักจากธารน้ำแข็ง หวั่นเกิดน้ำท่วมใหญ่

14 ส.ค. 2568 04:41 น.

ชาวอะแลสกาเริ่มอพยพ น้ำทะลักจากธารน้ำแข็ง หวั่นเกิดน้ำท่วมใหญ่

ชาวรัฐอะแลสกาจำนวนหนึ่งกำลังอพยพออกจากบ้าน หลังน้ำในอ่างเก็บน้ำเริ่มทะลักออกจากธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์ซึ่งทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้น จนเกิดความกังวลว่าจะเกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ทุบสถิติ

สำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติ (NWS) ที่เมืองจูโน รัฐอะแลสกา สหรัฐฯ ประกาศเตือนภัยน้ำท่วมหลังจากน้ำที่ทะลักออกมาจากธารน้ำแข็งไหลลงสู่แม่น้ำเมนเดนฮอลล์ ทำให้บ้านเรือนจำนวนมากในพื้นที่ตกอยู่ในความเสี่ยง

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตือนประชาชนมาหลายวันแล้ว ว่าพวกเขาอาจต้องอพยพออกจากบ้าน โดยในวันอังคาร (12 ส.ค.) เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า น้ำเริ่มทะลักออกจากธารน้ำแข็งซึ่งทำหน้าที่เป็นเขื่อนตามธรรมชาติแล้ว และคาดว่าจะเกิดน้ำท่วมในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ทั้งนี้ ธารน้ำแข็งเมนเดนฮอลล์เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม อยู่ห่างจากเมืองจูโนเพียง 19 กม.เท่านั้น

เมื่อวันอังคาร NWS ระบุว่า ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มไปแตะ 9.85 ฟุต ยังไม่ถึง 14 ฟุตซึ่งเป็นระดับที่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่ แต่ในเช้าวันพุธ (13 ส.ค.) ระดับน้ำกลับพุ่งไปจนเกิน 16 ฟุตซึ่งถือว่าเป็นระดับสูงสุดแล้ว

“นี่จะเป็นสถิติใหม่ จากทุกข้อมูลที่เรามี” นิโคล เฟอร์ริน นักอุตุนิยมวิทยาของ NWS กล่าวในงานแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร

นายไมค์ ดันลีวี ผู้ว่าการรัฐอะแลสกา ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ เนื่องจากมีความเสี่ยงว่าจะเกิดน้ำท่วมรุนแรงจากการทะลักของทะเลสาบธารน้ำแข็ง (glacial lake) ในบริเวณเมืองจูโน

อนึ่ง เมืองจูโนกับพื้นที่โดยรอบต้องเผชิญกับความเสี่ยงน้ำท่วมจากการทะลักของทะเลสาบธารน้ำแข็งมาตั้งแต่ปี 2554 โดยเมื่อปีก่อน มีบ้านเรือนจำนวนหลายร้อยหลังได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม

ธารน้ำแข็งบนภูเขาทั่วโลกกำลังหดตัวเนื่องจากภาวะโลกร้อน และน้ำที่ละลายมากขึ้นก็จะไปสะสมในทะเลสาบธารน้ำแข็งจนมีขนาดใหญ่ขึ้น ขณะที่เขื่อนน้ำแข็งและหินที่กันน้ำในทะเลสาบเอาไว้ อาจพังทลายได้ทุกเมื่อ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่อาจคาดเดาได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

หมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

หมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

หมูปนเปื้อนสารเร่งเนื้อแดง

Date Time: 14 ส.ค. 2568 04:18 น.

หลังจากสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีตอบโต้ไทยอัตรา 19% และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.68 แต่ยังมีประเด็นปลีกย่อยอื่นๆที่จะต้องเจรจาอีกมาก ก่อนที่จะลงนามความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ และมีผลผูกพันตามกฎหมาย

หลังจากสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีตอบโต้ไทยอัตรา 19% และมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.68 แต่ยังมีประเด็นปลีกย่อยอื่นๆที่จะต้องเจรจาอีกมาก ก่อนที่จะลงนามความตกลงว่าด้วยภาษีตอบโต้ไทย-สหรัฐฯ เพื่อให้มีผลบังคับใช้ และมีผลผูกพันตามกฎหมาย

สำหรับประเด็นหนึ่งที่จะต้องเจรจาเพิ่มเติม และสร้างความกังวลใจให้กับผู้เกี่ยวข้องในประเทศอย่างมาก คือ การเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯ ที่จะสร้างผลกระทบให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู และผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็ก รายย่อย รวมถึงผู้บริโภคในประเทศแน่นอน

หลายปีที่ผ่านมาสหรัฐฯได้เรียกร้องให้ไทยเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐฯมาโดยตลอด แต่ไทยยังไม่เปิดนำเข้า เพราะรู้แน่ว่าการเปิดนำเข้าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหมูของไทย เนื่องจากสหรัฐฯมีต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำกว่ามาก สามารถขายได้ในราคาถูก ซึ่งจะแย่งตลาดหมูของไทยแน่นอน

และที่สำคัญสหรัฐฯใช้ “แรคโตพามีน” ซึ่งเป็นกลุ่มสารเร่งเนื้อแดง ลดไขมันเพิ่มอัตราการเติบโตในการเลี้ยงหมู ซึ่งถือเป็นสารอันตราย เพราะมีงานวิจัยพบผลข้างเคียงในคน เช่น ความผิดปกติทางหัวใจ ระบบประสาท และความดันโลหิต ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคในประเทศได้

แม้ที่ประชุมคณะกรรมการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (CODEX) เดือน ก.ค.55 มีมติ 69 : 67 กำหนด “ค่าสูงสุด” ที่อนุญาตให้มีได้ (Maximum Residures Limitation : MRL) ในเนื้อหมู และเครื่องใน ที่ใช้แรคโตพามีนในการเลี้ยง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า อนุญาตให้มีการใช้ได้

ดังนั้น ไทยจึงยังไม่ยอมเปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐฯเสียที เนื่องจากกฎหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ห้ามการใช้แรคโตพามีนในการเลี้ยงเด็ดขาด และกฎหมายกระทรวงสาธารณสุขห้ามเนื้อหมูและผลิตภัณฑ์ในท้องตลาดมีสารตกค้างเด็ดขาดเช่นกัน หากใครฝ่าฝืนจะมีโทษหนัก

การดำเนินการของไทยสร้างความผิดหวังให้กับสหรัฐฯ จนถึงขั้นตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) สินค้าบางส่วนของไทยตั้งแต่เดือน ธ.ค.63 จนปัจจุบัน

 โดยความจริงนี้ปรากฏอยู่ใน “รายงานประเมินสถานการณ์การค้าของสหรัฐฯจากมาตรการกีดกันการค้าของประเทศคู่ค้า” (NTE Report) โดย “สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ” หรือ USTR ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หรือแม้กระทั่งล่าสุดปี 68 USTR ระบุว่า

แม้ CODEX กำหนด MRL แรคโตพามีนในเนื้อเยื่อหมูและโคแล้ว แต่ไทยก็ยังไม่เปิดนำเข้า และกำหนด MRL อีกทั้งในปี 62 ไทยและสหรัฐฯตกลงทบทวนความเสี่ยงกรณีที่ไทยจะกำหนด MRL แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่ดำเนินการ ส่งผลให้สหรัฐฯตัด GSP ไทยตั้งแต่ 30 ธ.ค.63

แม้ “ทีมเจรจา” ยืนยันว่าจะเจรจาให้ดีที่สุด เพื่อจำกัดผลกระทบให้เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมหมูน้อยที่สุด แต่ในแง่ผลกระทบต่อสุขภาพของคนไทย ไม่มีใครยืนยันได้ว่าจะเกิดอันตรายเพียงใด

เพราะหากนำเข้าจริง ไทยจะต้องแก้ไขกฎหมาย เพื่อยอมให้มีแรคโตพามีนในการเลี้ยง และตกค้างในผลิตภัณฑ์ที่วางขายในท้องตลาดด้วย!!

ฟันนี่เอส

คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม

“โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป เตือนนักลงทุนอาจต้องเลิกกิจการ

“โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป เตือนนักลงทุนอาจต้องเลิกกิจการ

14 ส.ค. 2568 03:49 น.

“โกดัก” ยอมรับเงินไม่พอใช้หนี้งวดถัดไป เตือนนักลงทุนอาจต้องเลิกกิจการ

บริษัท อีสต์แมน โกดัก ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ถ่ายภาพรายใหญ่ของสหรัฐฯ แจ้งต่อนักลงทุนว่า บริษัทอาจอยู่รอดต่อไปได้อีกไม่นานนัก และอาจต้องเลิกกิจการที่ดำเนินมานานกว่า 133 ปี

ในรายงานผลประกอบการที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ (11 ส.ค. 2568) โกดักเตือนว่าพวกเขาไม่มี “สัญญาเงินกู้ผูกมัด (committed financing) หรือสภาพคล่องที่เพียงพอ” ที่จะชำระหนี้งวดถัดไปมูลค่าราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และสถานการณ์นี้ทำให้เกิดข้อกังขาอย่างมาก เกี่ยวกับความสามารถของบริษัทในการดำเนินกิจการต่อ

โกดัก ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ วัสดุ เคมีภัณฑ์ และบริการเกี่ยวกับการถ่ายภาพรายใหญ่ของสหรัฐฯ วางแผนจะระดมเงินสดด้วยการหยุดจ่ายเงินในแผนเงินบำนาญของพนักงาน โดยที่พวกเขาคาดว่า มาตรการกำแพงภาษีจะไม่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของพวกเขามากนัก เนื่องจากสินค้าจำนวนมากของพวกเขา ผลิตในสหรัฐฯ

“ในไตรมาสที่ 2 โกดักยังเดินหน้าตามแผนการระยะยาวต่อไป แม้จะมีความท้าทายจากสภาวะแวดล้อมทางธุรกิจที่ไม่แน่นอน” นายจิม คอนติเนนซา ซีอีโอของโกดักระบุในรายงานผลประกอบการ

ขณะที่โฆษกของโกดักมีแถลงการณ์ในวันอังคารว่า บริษัทมั่นใจว่าจะชำระเงินกู้ส่วนใหญ่ได้ก่อนจะถึงกำหนด และแก้ไข ขยายเวลา หรือรีไฟแนนซ์หนี้ที่เหลืออยู่และ/หรือภาระผูกพันในหุ้นบุริมสิทธิ์ได้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

14 ส.ค. 2568 02:04 น.

ทรัมป์เตือนปูติน จะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงคราม

ทรัมป์เตือนปูตินว่าจะมีผลร้ายแรงมากตามมา หากไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครนหลังการประชุมสุดยอดที่อลาสกา ในวันศุกร์นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ แถลงที่ศูนย์เคนเนดี ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุว่ามีโอกาสที่เขาจะพบปะครั้งที่ 2 กับวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย โดยมีนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเข้าร่วมด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการประชุมที่อลาสกาในวันศุกร์นี้

นายทรัมป์ระบุว่า ในการประชุมครั้งที่ 1 นั้น เขาจะหาคำตอบว่า “จุดยืนของเราอยู่ตรงไหน และเรากำลังทำอะไรอยู่”

“ผมอยากจะทำมันเกือบจะในทันที และเราจะมีการพบปะครั้งที่ 2 อย่างรวดเร็วระหว่างประธานาธิบดีปูติน ประธานาธิบดีเซเลนสกี และตัวผมเอง หากพวกเขาต้องการให้ผมอยู่ด้วย” นายทรัมป์กล่าว และเสริมว่า เขาวางแผนจะโทรศัพท์หานายเซเลนสกีกับผู้นำชาติยุโรป หลังการหารือกับปูตินในวันศุกร์

เมื่อพูดถึงการโทรศัพท์คุยกับผู้นำยุโรปและผู้นำยูเครนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา นายทรัมป์กล่าวว่า เป็นการหารือที่ดีมากๆ “ผมให้คะแนนเต็ม 10 เป็นการคุยอย่างเป็นมิตรมากๆ”

หลังจากนั้น นายทรัมป์ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่ขอให้เขาแสดงความเห็นเรื่องรัสเซียกับยูเครน ซึ่งนายทรัมป์กล่าวว่า จะมีผลร้ายแรงมากๆ ตามมา หากนายปูตินไม่ตกลงยุติสงครามกับยูเครนหลังการพบปะในวันศุกร์

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสริมด้วยว่า เขาเคยมีการสนทนาที่ดีกับนายปูติน แต่หลังจากนั้นกลับได้เห็นรัสเซียยิงจรวดโดนบ้านพักคนชรา โดนตึกอพาร์ตเมนต์ และมีผู้คนล้มตายตามท้องถนน

นักข่าวอีกคนถามเรื่องรายงานที่ว่า รัสเซียแฮกระบบคอมพิวเตอร์สำหรับจัดการเอกสารของศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยนายทรัมป์ตอบว่า เขาจะถามเรื่องนี้กับนายปูตินในการพบปะกันในวันศุกร์นี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สลด เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี พบแล้ว 20 ศพ คาดสูญหายอีกหลายราย

สลด เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี พบแล้ว 20 ศพ คาดสูญหายอีกหลายราย

14 ส.ค. 2568 00:02 น.

สลด เรืออพยพล่มนอกเกาะอิตาลี พบแล้ว 20 ศพ คาดสูญหายอีกหลายราย

เรือขนผู้อพยพล่มนอกชายฝั่งเกาะลัมเปดูซา ของอิตาลี ล่าสุดพบผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ศพ ขณะเจ้าหน้าที่ยังคงออกปฏิบัติการค้นหาผู้สูญหาย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือซึ่งบรรทุกผู้อพยพมาอย่างน้อย 97 คน ล่มในทะเลห่างจากชายฝั่งเกาะลัมเปดูซา ของอิตาลี ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ราว 14 ไมล์ โดยจนถึงตอนนี้หน่วยกู้ภัยพบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 20 ศพ ขณะที่เชื่อว่า มีผู้รอดชีวิตประมาณ 70-80 คน

สถานีวิทยุ Rai Radio 1 ของอิตาลีรายงานว่า ปฏิบัติการค้นหาของเจ้าหน้าที่ยังคงดำเนินต่อไป โดยมีผู้สูญหายประมาณ 12-17 คน ขณะที่ผู้รอดชีวิต 60 คนถูกนำตัวขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยแล้ว

ทั้งนี้ ผู้อพยพจากภาคเหนือของแอฟริกาจำนวนมาก ตัดสินใจนั่งเรือที่ไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัย และบ่อยครั้งที่มีผู้โดยสารเกินความจุ ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเข้าสู่ยุโรป เพื่อหนีปัญหาความรุนแรงหรือเศรษฐกิจ โดยหนึ่งในจุดหมายหลักคือ เกาะลัมเปดูซาของอิตาลี

กระทรวงมหาดไทยของอิตาลีเปิดเผยว่า นับตั้งแต่เข้าสู่ปี 2565 จนถึงตอนนี้ มีผู้อพยพข้ามทะเลเข้าสู่อิตาลีแล้ว 38,263 คน ขณะที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เผยว่า ในปีนี้มีผู้อพยพเสียชีวิตในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนแล้วอย่างน้อย 675 ศพ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : the guardian

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

13 ส.ค. 2568 22:24 น.

เซเลนสกีคุยทรัมป์-ผู้นำยุโรป ยืนยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนยูเครน

ผู้นำยูเครนพูดคุยกับนายทรัมป์กับผู้นำยุโรป โดยเซเลนสกียืนยันว่า สหรัฐฯ พร้อมให้การสนับสนุนยูเครนในการหารือกับปูตินศุกร์นี้ ขณะที่ยุโรปย้ำว่ายูเครนต้องมีส่วนในการเจรจาสันติภาพด้วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี กับนายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี จัดงานแถลงข่าวร่วมกันในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ในวันพุธที่ 13 ส.ค. 2568 หลังจากการสนทนาทางไกลระหว่างตัวเขากับเหล่าผู้นำชาติยุโรปและ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ข้อสรุป

นายแมร์ซระบุว่า ยุโรปกำลังทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อช่วยกำหนดวาระการประชุมสำหรับการพบกันระหว่างนายทรัมป์ กับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่รัฐอะแลสกา ในวันศุกร์นี้ (15 ส.ค.) โดยเขาหวังให้นายทรัมป์ประสบความสำเร็จในการประชุมสุดยอดกับปูติน

นายกรัฐมนตรีเยอรมนีเสริมอีกว่า ผู้นำชาติยุโรป, สหรัฐ, และนายมาร์ก รุทเทอ เลขาธิการใหญ่นาโต ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ สำหรับการประชุมในวันศุกร์ “ที่อะแลสกา ผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของยุโรปและยูเครนต้องได้รับการคุ้มครอง”

นายแมร์ซย้ำด้วยว่า ยูเครนต้องอยู่ที่โต๊ะเจรจาด้วยเพื่อหารือเรื่องสันติภาพ และทุกอย่างต้องมีลำดับขั้นตอนที่เหมาะสม อย่างแรกคือ ควรมีการตกลงหยุดยิง ตามด้วยการทำข้อตกลงเพื่อสันติภาพระยะยาวอีกฉบับ การยอมรับทางกฎหมายว่ารัสเซียเป็นเจ้าของดินแดนของยูเครน “ไม่สามารถเกิดขึ้นได้” และต้องมีการรับประกันความปลอดภัยโดยเคารพอธิปไตยของยูเครน

หากไม่มีความเคลื่อนไหวไปสู่สันติภาพจากทางรัสเซีย ยุโรปกับสหรัฐฯ จะเพิ่มแรงกดดันต่อปูตินมากกว่านี้ นายแมร์ซกล่าว และเสริมว่า นายทรัมป์ทราบถึงจุดยืนนี้แล้วและเห็นชอบด้วย

ต่อมานายเซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนเป็นผู้แถลงข่าวต่อ โดยเขาเริ่มจากการขอบคุณผู้นำนายแมร์ซและเยอรมนี รวมถึงชาติพันธมิตรและหุ้นส่วนทั้งหมด ที่ให้การสนับสนุนทางทหารแก่ยูเครน โดยย้ำว่า ผู้นำจากทั่วโลกสามัคคีกันเพื่อบรรลุสันติภาพในยูเครน

นายเซเลนสกีย้ำว่า ทุกอย่างเกี่ยวกับยูเครนต้องหารือโดยมียูเครนอยู่ด้วย “เราต้องมีส่วนในการเจรจา” นายทรัมป์ให้การสนับสนุนยูเครนในวันนี้ และสหรัฐฯ ก็พร้อมจะสานต่อการสนับสนุนนั้นต่อไป

ผู้นำยูเครนกล่าวอีกว่า เขาอยากเห็นการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม หากมอสโกไม่ตกลงหยุดยิง เขาพยายามใช้การประชุมในวันนี้เพื่อบอกนายทรัมป์กับผู้นำยุโรปว่า ปูตินไม่ได้ต้องการสันติ และพวกเขาก็เข้าใจจุดยืนของยูเครน “ปูตินหลอกเราไม่ได้”

เซเลนสกีเผยด้วยว่า นายทรัมป์บอกกับเขาว่าจะติดต่อหาหลังจากการพบปะกับปูตินในวันศุกร์เสร็จสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านายทรัมป์จะไม่มีการรับประกันเรื่องความมั่นคงให้แก่ยูเครน ขณะที่เซเลนสกีก็เลี่ยงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวที่พยายามจะถามว่า ภายใต้สถานการณ์ใดที่เขาจะสามารถพูดคุยเรื่องแลกเปลี่ยนดินแดนกับปูตินได้ โดยผู้นำยูเครนตอบว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการเจรจา

ด้านนายเอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส กล่าวในงานแถลงข่าวอีกแห่งเคียงข้างเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร โดยมาครงระบุว่า นายทรัมป์บอกอย่างชัดเจนว่า ยูเครนจะมีส่วนร่วมในการเจรจาเรื่องดินแดนด้วย ขณะที่เซอร์สตาร์เมอร์กล่าวว่า ชายแดนระหว่างประเทศของยูเครนจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc