กลาโหมกัมพูชา แถลงยันทหารกัมพูชาดับ 5 ศพ เจ็บ 21 นาย จากเหตุปะทะกับไทย

กลาโหมกัมพูชา แถลงยันทหารกัมพูชาดับ 5 ศพ เจ็บ 21 นาย จากเหตุปะทะกับไทย

26 ก.ค. 2568 08:33 น.

กลาโหมกัมพูชา แถลงยันทหารกัมพูชาดับ 5 ศพ เจ็บ 21 นาย จากเหตุปะทะกับไทย

โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ยืนยันว่ามีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 5 ศพ และบาดเจ็บอีก 21 นาย ขณะที่มี พลเรือนอีก 8 นายในจังหวัดอุดรมีชัย เสียชีวิต และบาดเจ็บอีก 50 คน

ในการแถลงข่าวเช้าวันที่ 26 กรกฎาคม โฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งชาติกัมพูชายืนยันว่าทหารกัมพูชาเสียชีวิต 5 ศพ และบาดเจ็บอีก 21 นาย ขณะเดียวกันมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตอีก 8 นายในจังหวัดอุดรมีชัย และบาดเจ็บอีก 50 คน  โดยยังคงใช้คำว่าเป็นการเสียชีวิตจากการรุกรานอันโหดร้ายของไทย แทนที่จะใช้คำว่าเหตุปะทะ 

นางมาลี โสเจียตา ระบุว่า การโจมตีทางทหารครั้งใหญ่ครั้งนี้ทำให้เกิดการอพยพในหลายจังหวัด ในจังหวัดอุดรมีชัย มีประชาชน 6,577 ครอบครัว (23,228 คน) จังหวัดพระวิหารมี 3,112 ครอบครัว (1,0420 คน) จังหวัดโพธิสัตว์มี 94 ครอบครัว (201 คน) และจังหวัดบันเตียเมียนเจยมี 524 ครอบครัว (1,880 คน)  

โดยรวมแล้ว มีประชาชน 35,829 ครอบครัวที่ต้องพลัดถิ่นจากบ้านเดิมและสถานที่ปลอดภัย และถูกบังคับให้ย้ายไปยังที่อื่น พร้อมยังกล่าวหาว่าฝ่ายไทยกำลังรุกคืบมากขึ้นและส่งกำลังทหารเพิ่มเติมเข้าโจมตีกัมพูชา โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะใช้มาตรการใดๆ เพื่อลดความตึงเครียด ไทยได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกที่จังหวัดตราด ซึ่งติดกับจังหวัดเกาะกงและจังหวัดโพธิสัตว์ของกัมพูชา และได้เริ่มส่งกำลังทหารและพื้นที่ชายแดนไปยังจังหวัดบันเตียเมียนเจยตามแผนความพร้อมรบเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม  

โฆษกกระทรวงกลาโหมยังกล่าวด้วยว่า “การเตรียมกำลังทหารเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าไทยตั้งใจที่จะขยายการโจมตีกัมพูชาอย่างก้าวร้าวมากขึ้นและละเมิดอธิปไตยของกัมพูชามากขึ้นภายใต้ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงจากฝ่ายไทยต่อกัมพูชา เช่น การละเมิดทุ่นระเบิดของกองทัพกัมพูชา เพื่อเป็นข้ออ้างในการขยายการรุกรานเข้ามาในดินแดนกัมพูชา” 

ที่มา : Thmey Thmey

คลิกอ่านข่าว ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ปิดประชุมฉุกเฉินคณะมนตรีฯ ยูเอ็น กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เขมรเรียกร้อง หยุดยิงทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข

ปิดประชุมฉุกเฉินคณะมนตรีฯ ยูเอ็น กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เขมรเรียกร้อง หยุดยิงทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข

26 ก.ค. 2568 07:44 น.

ปิดประชุมฉุกเฉินคณะมนตรีฯ ยูเอ็น กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เขมรเรียกร้อง หยุดยิงทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข

การประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เสร็จสิ้นลงแล้วเมื่อคืนที่ผ่านมา ผู้แทนฝ่ายกัมพูชาเรียกร้องหยุดยิงทันทีแบบไม่มีเงื่อนไข ขณะที่ไทยส่งสัญญาณพร้อมเจรจาผ่านช่องทางทวิภาคี

วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 เมื่อเวลา 15.00 น. ของวันที่ 25 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก หรือตรงกับ 02.00 น. ของคืนที่ผ่านมา ตามเวลาในไทย คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ( United Nations Security Council) หรือ UNSC ได้จัดการประชุมลับสมัยพิเศษเพื่อหารือสถานการณ์รุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตามคำร้องขอของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา หลังเกิดการสู้รบกับไทยหนักติดต่อกันถึง 2 วัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 16 ศพ บาดเจ็บนับสิบราย และมีประชาชนกว่าแสนรายต้องอพยพ

หลังการประชุมสิ้นสุดลง นายเจีย แก้ว เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำยูเอ็น แถลงต่อสื่อมวลชนว่า กัมพูชาได้ยื่นข้อเสนอขอให้มีการหยุดยิงทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข และขอให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้งด้วยสันติวิธีตามแนวทางการทูต พร้อมกล่าวแย้งคำกล่าวหาของไทยที่ระบุว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มยิงก่อน

ขณะที่ฝ่ายไทย ไม่ได้มีการออกมาแถลงใดๆ แต่ก่อนหน้านี้ นายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า ความรุนแรงเริ่มลดระดับลงในช่วงบ่ายของวันศุกร์  ตามเวลาในไทย และประเทศไทยพร้อมเปิดช่องทางเจรจา ทั้งในระดับทวิภาคีหรือผ่านทางมาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานอาเซียน โดยระบุว่า หากกัมพูชาต้องการใช้ช่องทางการทูต เราพร้อมตอบสนอง แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการตอบกลับ

ส่วนทางด้าน นายภูมิธรรม เวชชยชัย นายกรัฐมนตรีรักษาการของไทย เตือนว่า หากสถานการณ์บานปลาย อาจนำไปสู่ภาวะสงครามได้ แต่ยืนยันว่า ณ เวลานี้ยังจำกัดอยู่ในระดับการปะทะเฉพาะจุด.

ยูนิเซฟเรียกร้องยุติความรุนแรง ให้การคุ้มครองเด็กท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา

ยูนิเซฟเรียกร้องยุติความรุนแรง ให้การคุ้มครองเด็กท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา

26 ก.ค. 2568 05:48 น.

ยูนิเซฟเรียกร้องยุติความรุนแรง ให้การคุ้มครองเด็กท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา

องค์การยูนิเซฟออกแถลงการณ์เรียกร้องทุกฝ่ายยุติความรุนแรง และให้การคุ้มครองเด็กท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 นางจูน คุนูกิ ผู้อำนวยการองค์การยูนิเซฟ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ออกแถลงการณ์ระบุว่า ยูนิเซฟรู้สึกกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุปะทะที่ทวีความรุนแรงขึ้นบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งมีรายงานว่ามีพลเรือนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมถึงเด็ก และส่งผลให้โรงเรียนหลายร้อยแห่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต้องปิดชั่วคราว

นอกจากนี้ ยูนิเซฟได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างสูงสุด  พร้อมทั้งเร่งดำเนินการปกป้องคุ้มครองเด็กและบริการพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเด็ก ตามพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก โดยความปลอดภัยและสวัสดิภาพของเด็กต้องเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และโรงเรียนยังคงต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ของเด็ก.

ทูตเขมรวอนที่ประชุมคณะมนตรีฯ ยูเอ็น ให้ไทย “หยุดยิงทันทีแบบไร้เงื่อนไข” ขณะที่ไร้เสียงตอบโต้จากไทย

ทูตเขมรวอนที่ประชุมคณะมนตรีฯ ยูเอ็น ให้ไทย "หยุดยิงทันทีแบบไร้เงื่อนไข" ขณะที่ไร้เสียงตอบโต้จากไทย

26 ก.ค. 2568 04:46 น.

ทูตเขมรวอนที่ประชุมคณะมนตรีฯ ยูเอ็น ให้ไทย “หยุดยิงทันทีแบบไร้เงื่อนไข” ขณะที่ไร้เสียงตอบโต้จากไทย

ทูตกัมพูชาประกาศกลางที่ประชุมคณะมนตรีฯ ยูเอ็น เรียกร้องไทย “หยุดยิงทันทีแบบไร้เงื่อนไข” หลังสถานการณ์สู้รบลุกลามต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ขณะที่ไร้เสียงตอบโต้จากฝั่งไทยหรือชาติสมาชิกอื่น

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 (ตามเวลานิวยอร์ก) นายเจีย แก้ว เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสหประชาชาติ แถลงต่อสื่อมวลชนภายหลังการประชุมลับของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ระบุว่า กัมพูชาเรียกร้องให้มีการหยุดยิง “ทันทีและไม่มีเงื่อนไข” พร้อมยืนยันว่าต้องการให้ข้อพิพาทที่ชายแดนแก้ไขด้วยสันติวิธี

อย่างไรก็ตาม ผู้แทนจากไทย รวมถึงสมาชิกอื่นของ UNSC ที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ ไม่มีใครออกมาให้สัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อสาธารณชนหลังจบการประชุม

ทั้งนี้ การแถลงเรียกร้องหยุดยิงของกัมพูชามีขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรง หลังจากเกิดการปะทะกันต่อเนื่องบริเวณชายแดนใกล้ปราสาทตาเมือนธม นับตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายรายจากทั้งสองฝ่าย และยิ่งสร้างความวิตกต่อประชาคมโลกต่อแนวโน้มความขัดแย้งที่อาจลุกลามขยายวงออกไปในภูมิภาค

ขณะเดียวกัน กัมพูชาได้ยื่นหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการต่อสภาความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ โดยกล่าวหาว่าการกระทำของไทยเป็น “การรุกรานที่วางแผนไว้ล่วงหน้า” และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง.

กระทรวงกลาโหมเขมรแถลงเดือด เรียกร้องนานาชาติหยุดไทยขยายปฏิบัติการทหาร

กระทรวงกลาโหมเขมรแถลงเดือด เรียกร้องนานาชาติหยุดไทยขยายปฏิบัติการทหาร

26 ก.ค. 2568 03:51 น.

กระทรวงกลาโหมเขมรแถลงเดือด เรียกร้องนานาชาติหยุดไทยขยายปฏิบัติการทหาร

กระทรวงกลาโหมเขมรแถลงเดือด เรียกร้องนานาชาติหยุดไทยขยายปฏิบัติการทหาร จี้ประณามการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ ใช้อาวุธต้องห้ามถล่ม “ปราสาทพระวิหาร-พลเรือน” เสียหายหนัก

วันที่ 26 กรกฎาคม 2568  เมื่อเวลาเที่ยงคืนที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ออกแถลงการณ์ เรียกร้องประชาคมโลกให้ดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อยุติการขยายปฏิบัติการทางทหารของไทยที่รุกล้ำอธิปไตยกัมพูชา พร้อมกล่าวหาว่า ไทยมีแผนรุกรานไว้ล่วงหน้า ผ่าน “แผนจักรพงษ์ภูวนาถ” ที่เริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค. ก่อนจะเกิดเหตุปะทะชายแดนที่ “ตาเมือนธม” ในวันที่ 24 ก.ค. 2568

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงต่อสื่อมวลชนว่า กัมพูชายืนยันอย่างหนักแน่นว่า กัมพูชาใช้สิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และเป้าหมายของกัมพูชาคือพื้นที่ทางทหารเท่านั้น ไม่เคยโจมตีพลเรือนแม้แต่รายเดียว

ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา โดยนาย กุง โภค รัฐมนตรีช่วยฯ ระบุว่า ไทยได้ประกาศใช้แผนจักรพงษ์ภูวนาถ ซึ่งเป็นแผนเดียวกับที่ใช้ในเหตุการณ์ปะทะปราสาทพระวิหารเมื่อปี 2554 ถือเป็นการเตรียมรุกรานโดยสมบูรณ์ มีการระดมกำลังทหาร อาวุธหนัก และเคลื่อนพลล่วงหน้าหลายวัน พร้อมอ้างว่าคำพิพากษาศาลโลกในปี 2505 และ 2556 ได้ยืนยันว่าพื้นที่ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาโดยชอบธรรม

แถลงการณ์ระบุว่า ถ้าการใช้แผนเพื่อรุกรานพื้นที่ซึ่งได้รับการยืนยันตามกฎหมายระหว่างประเทศว่าเป็นของกัมพูชา ถือเป็นแผนดีจริงหรือ นี่คือการละเมิดอธิปไตยอย่างโจ่งแจ้งใช่หรือไม่   

นอกจากนี้ กัมพูชายังแสดงความวิตกต่อการที่ไทยประกาศกฎอัยการศึกใน จ.ตราด และ จ.จันทบุรี ที่ติดกับ จ.เกาะกง และ จ.โพธิสัตว์ ของกัมพูชา รวมถึงการระดมกำลังและยุทโธปกรณ์เข้าสู่พื้นที่ชายแดนด้านบันเตียเมียนเจย ภายใต้แผนจักรพงษ์ภูวนาถ ที่กัมพูชาระบุว่าเป็นการปฏิบัติการเชิงรุกรอบใหม่

คำแถลงยังกล่าวหารัฐบาลไทยว่า มีการกล่าวหาเท็จเรื่องกับระเบิด และสร้างเหตุผลปลอมเพื่อกลบเกลื่อนการรุกรานที่แท้จริง เป็นพฤติกรรมที่จงใจและเตรียมการไว้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชายังเผยว่าการโจมตีของกองทัพไทยสร้างความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างพื้นฐานและพลเรือน โดยเฉพาะการใช้ระเบิดแบบ “คลัสเตอร์” และอาวุธหนักที่ถล่มหมู่บ้าน ตลาด สถานพยาบาล ปั๊มน้ำมัน ไปจนถึงมรดกโลกอย่างปราสาทพระวิหาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง เด็ก และผู้สูงอายุ ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวาอย่างชัดเจน และขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ทั้งนี้ ไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ซึ่งจะจัดขึ้นแบบปิดในช่วงบ่ายวันที่ 25 ก.ค. ตามเวลานิวยอร์ก โดยมี อาซิม อิฟติคาร์ อาหมัด เอกอัครราชทูตปากีสถานประจำยูเอ็น ในฐานะประธาน UNSC ประจำเดือน เป็นประธานการประชุม

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นจากจดหมายอย่างเป็นทางการของ สมเด็จฮุน มาแนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ยื่นคำร้องต่อยูเอ็นเพื่อประณามไทยว่า เปิดฉากรุกรานโดยไม่มีเหตุอันชอบธรรม และเป็นแผนการล่วงหน้าที่ประสานจากระดับสูงสุดของรัฐบาลไทย.

กัมพูชาชี้ ไทยเปิดแผน “จักรพงษ์ภูวนาถ” ล่วงหน้า สะท้อนเจตนารมณ์การรุกรานแบบมีการวางแผนล่วงหน้า

กัมพูชาชี้ ไทยเปิดแผน "จักรพงษ์ภูวนาถ" ล่วงหน้า สะท้อนเจตนารมณ์การรุกรานแบบมีการวางแผนล่วงหน้า

26 ก.ค. 2568 03:32 น.

กัมพูชาชี้ ไทยเปิดแผน “จักรพงษ์ภูวนาถ” ล่วงหน้า สะท้อนเจตนารมณ์การรุกรานแบบมีการวางแผนล่วงหน้า

กัมพูชาชี้ ไทยเปิดแผน “จักรพงษ์ภูวนาถ” ล่วงหน้า เป็นการสะท้อนเจตนารมณ์รุกราน กต.กัมพูชาชี้ชัดเป็นการรุกรานแบบมีการวางแผนล่วงหน้า

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 นายกุง โภค  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา แถลงวันนี้ว่า การที่ไทยได้เปิดใช้งาน “แผนจักรพงษ์ภูวนาถ” ซึ่งเป็นแผนปฏิบัติการทางทหารฉบับเดียวกับที่เคยใช้ในการปะทะบริเวณเขาพระวิหารเมื่อปี 2554 ชี้ชัดว่าเป็นการรุกรานที่มีการวางแผนไว้ล่วงหน้า

ถ้อยแถลงของกัมพูชาต่อสื่อมวลชนและคณะทูตต่างประเทศระบุว่า ไทยได้ประกาศเปิดใช้แผนยุทธศาสตร์ “จักรพงษ์ภูวนาถ” อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ก่อนที่เหตุปะทะจะปะทุขึ้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธมในวันถัดมา ซึ่งหากไทยเรียกแผนการบุกอาณาเขตที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) รับรองว่าเป็นของกัมพูชา ว่าเป็น แผนการที่ดี นั่นเท่ากับยอมรับว่าไทยจงใจรุกรานอธิปไตยของประเทศเพื่อนบ้าน

เขากล่าวเสริมว่า แผนนี้ถูกจัดเตรียมและประสานในระดับสูงสุดทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและกองทัพของไทย พร้อมทั้งย้ำว่าการตอบโต้ของกัมพูชาเป็นเพียงการป้องกันตนเอง โดยยึดหลักสิทธิ์อธิปไตยตามกฎหมายระหว่างประเทศ

รัฐมนตรีช่วยฯ ยังเปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. ที่ผ่านมา กองทัพไทยได้เริ่มแสดงพฤติกรรมรุนแรงในพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของทหารกัมพูชาหนึ่งนาย กระทั่งปะทะใหญ่วันที่ 24 ก.ค. ที่ตาเมือนธม แสดงให้เห็นว่าไทยได้เตรียมกำลังทหารเพื่อใช้กำลังรุกรานมาแล้วเป็นเวลานาน และเท่ากับเป็นการ ประกาศสงครามอย่างไม่เป็นทางการ ต่อกัมพูชา

นอกจากนี้เขายังปิดท้ายว่า กัมพูชาไม่มีความประสงค์จะรุกรานใคร และจะรักษาดินแดนของตนตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น.

กห.กัมพูชาแถลงกลางดึก อัดไทยไม่ลดความขัดแย้ง วอนนานาชาติแทรกแซง

กห.กัมพูชาแถลงกลางดึก อัดไทยไม่ลดความขัดแย้ง วอนนานาชาติแทรกแซง

26 ก.ค. 2568 03:21 น.

กห.กัมพูชาแถลงกลางดึก อัดไทยไม่ลดความขัดแย้ง วอนนานาชาติแทรกแซง

กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาออกแถลงการณ์กลางดึก กล่าวหาไทยเปิดฉากโจมตี ไม่ยอมลดความขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานระหว่างประเทศต่างๆ มีมาตรการเพื่อเข้าแทรกแซง

เมื่อ 25 ก.ค. 2568 กระทรวงกลาโหมของกัมพูชาโพสต์แถลงการณ์กลางดึก กล่าวหาไทยเปิดฉากโจมตี ไม่ยอมลดความขัดแย้งแถมยังประกาศกฎอัยการศึก เพิ่มความตึงเครียดทางทหาร พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานระหว่างประเทศต่างๆ มีมาตรการเพื่อเข้าแทรกแซงและเอาผิดไทยที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

แถลงการณ์ดังกล่าว มีเนื้อความว่า “เมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 24 ก.ค. 2568 ราชอาณาจักรไทยเปิดฉากโจมตีทางทหารต่อราชอาณาจักรกัมพูชาอย่างจงใจ ผิดกฎหมาย และไม่มีการยั่วยุก่อน การโจมตีอย่างหน้าไม่อายนี้เป็นการละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาอย่างร้ายแรง ละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติโดยตรง โดยเฉพาะมาตรา 2 (4) ซึ่งห้ามข่มขู่หรือใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรืออิสระทางการเมืองของรัฐใดๆ”

“ประเทศไทยเคลื่อนกำลังทหารขนาดใหญ่ รวมถึงทหารภาคพื้น ปืนใหญ่ เครื่องบินขับไล่ F-16 และกระสุนลูกปราย การโจมตีอย่างไม่เลือกและไม่สมส่วนนี้มีมุ่งเป้าทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือน รวมถึง เจดีย์ ศูนย์สุขภาพ ปั๊มแก๊ส ตลาด หมู่บ้านหลายแห่ง และปราสาทเขาพระวิหารซึ่งเป็นมรดกโลก ทำให้ชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์ตกอยู่ในอันตราย โดยเฉพาะผู้หญิง เด็ก และคนชรา ด้วยพฤติกรรมที่เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและอนุสัญญาเจนีวาอย่างชัดเจน”

“นอกจากนั้นแทนที่จะใช้มาตรการเพื่อลดความขัดแย้ง ประเทศไทยกลับเคลื่อนไหวเพื่อเพิ่มความเข้มข้นของปฏิบัติการทางทหาร พวกเขาประกาศกฎอัยการศึกที่จังหวัดตราดและจันทบุรี ซึ่งมีชายแดนติดกับจังหวัดเกาะกง และจังหวัดโพธิสัตว์ของกัมพูชา และเริ่มเคลื่อนกองทัพและยุทโธปกรณ์ทางทหารในพื้นที่ตามแนวชายแดนจังหวัดบันเตียเมียนเจย ภายใต้แผนเตรียมความพร้อมรบที่เรียกว่า ‘แผนจักรพงษ์ภูวนาถ’”

“ความจงใจเตรียมพร้อมทางทหารเช่นนี้ เผยให้เห็นความตั้งใจของประเทศไทยในการขยายการโจมตีและละเมิดอธิปไตยของกัมพูชายิ่งขึ้น ข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูลต่างๆ ของไทย รวมถึงคำกล่าวอ้างเรื่องกับระเบิดซึ่งไม่เป็นความจริง คือข้ออ้างที่ถูกสร้างขึ้นสร้างความชอบธรรมให้กับการโจมตีซึ่งเป็นเป้าหมายที่ใหญ่กว่า การกระทำเหล่านี้แสดงให้เห็นยุทธศาสตร์การรุกรานอย่างจงใจและวางแผนเอาไว้ก่อนอย่างชัดเจนของไทย ที่ถูกซ่อนไว้เบื้องหลังคำกล่าวอ้างที่ไม่มีมูลและบ่งชี้โดยการเพิกเฉยต่อพันธสัญญาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้ง”

“กระทรวงกลาโหมแห่งชาติแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาขอเรียกร้องไปยังประชาคมนานาชาติ รวมถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ อาเซียน และผู้มีส่วนรับผิดชอบระหว่างประเทศทั้งหมด ให้ประณามความก้าวร้าวของประเทศไทยอย่างรุนแรงที่สุด เราขอเรียกร้องประชาคมนานาชาติ ให้ใช้มาตรการเพื่อป้องกันการขยายปฏิบัติการทางทหารของไทยในทันที รับรองว่าบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชาจะได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ และขอเรียกร้องความรับผิดชอบจากประเทศไทย สำหรับการละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติ อนุสัญญาเจนีวา และสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (TAC)”

“กัมพูชายังคงยึดมั่นในความตั้งใจที่จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธีตามแนวทางของกฎหมายระหว่างประเทศ ในเวลาเดียวกัน กัมพูชาขอรักษาสิทธิ์ในการป้องกันตนเองภายใต้มาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และจะปกป้องประชาชน อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของตนเองอย่างถึงที่สุด จากพฤติกรรมความก้าวร้าวใดๆ จากต่างประเทศ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

กัมพูชาเผย 3 ประเด็นสำคัญที่ยื่นคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นพิจารณาเปิดประชุมฉุกเฉิน

กัมพูชาเผย 3 ประเด็นสำคัญที่ยื่นคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นพิจารณาเปิดประชุมฉุกเฉิน

25 ก.ค. 2568 22:31 น.

กัมพูชาเผย 3 ประเด็นสำคัญที่ยื่นคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นพิจารณาเปิดประชุมฉุกเฉิน

กัมพูชาเผย 3 ประเด็นที่ยื่นต่อคณะมนตรีความมั่นคงของยูเอ็น โดยการพิจารณาประชุมฉุกเฉินในคืนนี้ เป็นการประณามกองทัพไทยละเมิดอธิปไตย พร้อมย้ำใช้สิทธิป้องกันตนเอง และเสนอส่งเรื่องขึ้นศาลโลกตัดสิน

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 นายกุง โภค รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา แถลงข่าวต่อคณะทูตและผู้สื่อข่าวในกรุงพนมเปญเกี่ยวกับเนื้อหาในจดหมายของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ซึ่งส่งถึงประธานหมุนเวียนคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อขอเปิดการประชุมฉุกเฉิน

นายกุงเปิดเผยว่า จดหมายของกัมพูชาระบุวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่

  1. แจ้งสถานการณ์ความรุนแรงชายแดน โดยเฉพาะพฤติกรรมรุกรานของกองทัพไทยที่ยังดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมหลักฐานว่าละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา
  2. เน้นการละเมิด MoU ปี 2543 ซึ่งเป็นบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการจัดทำแผนที่พิกัดพรมแดน ที่ไทยและกัมพูชาได้ลงนามร่วมกัน และยังมีผลผูกพันทางกฎหมายจนถึงปัจจุบัน แต่ไทยกลับฝ่าฝืนพันธกรณี โดยอ้างสิทธิเหนือดินแดนฝ่ายเดียว
  3. เสนอแนวทางแก้ไขโดยสันติ ผ่านกลไกกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเสนอให้ส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ครอบคลุมพื้นที่พิพาท 4 แห่ง คือ ปราสาทตาเมือนธม ตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต

นายกุงยังระบุว่า เอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก ได้ส่งจดหมายฉบับนี้ถึงตัวแทนประเทศปากีสถาน ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานหมุนเวียนยูเอ็นเอสซีในเดือนกรกฎาคม เพื่อขอเปิดประชุมฉุกเฉินภายในคืนนี้ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเช้ามืดวันที่ 26 ก.ค. ตามเวลาไทย)

ทั้งนี้ รัฐบาลกัมพูชายืนยันสิทธิในการป้องกันตัวตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตี โดยยืนกรานว่า ทุกปฏิบัติการเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน บนพื้นฐานของแผนที่ที่ได้รับการรับรองในสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยามปี 1904 และ 1907 และคำตัดสินของศาลโลกปี 2505 ซึ่งเคยตัดสินให้กัมพูชาชนะในกรณีปราสาทพระวิหาร

กัมพูชาคาดว่าการประชุมฉุกเฉินของยูเอ็นเอสซีในคืนนี้จะนำไปสู่ทางออกที่ยุติธรรม และยุติความรุนแรงบริเวณชายแดนโดยเร็วที่สุด.

ฮุน มาเนต ย้ำกัมพูชาทำตามจุดยืนหยุดยิงของ “อันวาร์” แต่ฝ่ายไทยเปลี่ยนใจ

ฮุน มาเนต ย้ำกัมพูชาทำตามจุดยืนหยุดยิงของ "อันวาร์" แต่ฝ่ายไทยเปลี่ยนใจ

25 ก.ค. 2568 18:22 น.

ฮุน มาเนต ย้ำกัมพูชาทำตามจุดยืนหยุดยิงของ “อันวาร์” แต่ฝ่ายไทยเปลี่ยนใจ

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ย้ำกัมพูชาทำตามจุดยืนข้อเสนอหยุดยิงของนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แต่ฝ่ายไทยเปลี่ยนใจไม่ทำตามและรอวันนัดใหม่

ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุในเฟซบุ๊กถึงประเด็นข้อเสนอหยุดยิงของนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ว่ากัมพูชาทำตามจุดยืนข้อเสนอหยุดยิงของนายอันวาร์ แต่ฝ่ายไทยเปลี่ยนใจไม่ทำตามและรอวันนัดใหม่ โดยระบุว่า:

“เนื่องจากข้อมูลที่ไม่ชัดเจนที่เผยแพร่ในสื่อต่างประเทศบางฉบับเกี่ยวกับจุดยืนของกัมพูชาต่อการหยุดยิงที่เสนอโดย ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าจำเป็นต้องชี้แจงดังต่อไปนี้:ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กล่าวในเฟซบุ๊ก ต่อประเด็นข้อเสนอหยุดยิงของนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย 

เมื่อเย็นวานนี้ 24 กรกฎาคม ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน ได้ขอพบข้าพเจ้าทางโทรศัพท์เพื่อหารือเกี่ยวกับการสู้รบระหว่างทหารกัมพูชาและไทยตามแนวชายแดน

ฯพณฯ แสดงความกังวลเกี่ยวกับการสู้รบและความปรารถนาที่จะให้มีการหยุดยิงโดยทันทีเพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายได้หาทางออกร่วมกัน

ข้าพเจ้าได้ชี้แจงให้ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม ทราบอย่างชัดเจนว่ากัมพูชาเห็นด้วยกับคำขอหยุดยิงของท่าน เนื่องจากกัมพูชาไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มการสู้รบ

คำตอบเบื้องต้นที่ข้าพเจ้าได้รับจาก ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม หลังจากการหารือกับ ฯพณฯ ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี คือ ฝ่ายไทยเห็นด้วยกับคำขอหยุดยิงของ ฯพณฯ อันวาร์ อิบราฮิม โดยกำหนดให้เวลาเที่ยงคืนของวันที่ 24 กรกฎาคม เป็นเวลาที่ทั้งสองฝ่ายต้องหยุดยิง

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่เพียงชั่วโมงกว่าๆ ต่อมา ฝ่ายไทยได้แจ้งว่าได้เปลี่ยนจุดยืนจากที่ตกลงหยุดยิงเมื่อเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 24 กรกฎาคม มาเป็นไม่ตกลงและรอวันนัดใหม่ อันวาร์ อิบราฮิม ตระหนักดีถึงสถานการณ์นี้

ดังนั้น สิ่งสำคัญในการยุติความขัดแย้งทางอาวุธระหว่างไทยและกัมพูชาในเวลานี้คือความปรารถนาดีอย่างแท้จริงของฝ่ายไทยที่จะยอมรับการหยุดยิง ซึ่งเป็นก้าวแรกในการหาทางออกร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่าย”.

ไทยเผยเปิดรับมาเลเซียเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยกรณีขัดแย้งกัมพูชา

ไทยเผยเปิดรับมาเลเซียเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยกรณีขัดแย้งกัมพูชา

25 ก.ค. 2568 18:01 น.

ไทยเผยเปิดรับมาเลเซียเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยกรณีขัดแย้งกัมพูชา

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพีว่า ไทยเปิดกว้างให้มาเลเซียเป็นตัวกลางในการหาทางออกโดยการเจรจากับกัมพูชา 

ไทยและกัมพูชากำลังเผชิญการสู้รบที่ดุเดือดที่สุดในรอบมากกว่า 10 ปี บริเวณพื้นที่บางส่วนตามแนวชายแดน 800 กิโลเมตร วิกฤตการณ์นี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในวันที่ 26 ก.ค. และมหาอำนาจหลายประเทศได้เรียกร้องให้มีการหยุดยิงและการเจรจา

นายนิกรเดช กล่าวว่า ประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการเจรจา ซึ่งอาจได้รับความช่วยเหลือจากมาเลเซีย “เราพร้อม หากกัมพูชาต้องการยุติเรื่องนี้ผ่านช่องทางการทูต ทวิภาคี หรือแม้แต่ผ่านมาเลเซีย เราก็พร้อมที่จะทำเช่นนั้น แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองใดๆ”

ปัจจุบันมาเลเซียดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มภูมิภาคสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ซึ่งไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิก

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โพสต์เฟซบุ๊กเมื่อค่ำวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (24 ก.ค.) ว่าเขาได้พูดคุยกับนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต ของกัมพูชา เขาเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยุติการสู้รบและหาทางออกทางการทูต

นายอันวาร์กล่าวว่า “ผมยินดีกับสัญญาณเชิงบวกและความเต็มใจที่ทั้งกรุงเทพฯ และกัมพูชาแสดงให้เห็นในการพิจารณาแนวทางนี้ต่อไป”

นายนิกรเดชกล่าวว่าการเรียกร้องครั้งนี้ นายอันวาร์พยายามค้นหา “ว่าเราจะสามารถลดระดับสถานการณ์ลงได้หรือไม่ มีความเป็นไปได้ที่จะเจรจากันหรือไม่”

แต่ในวันนี้ (25 ก.ค.) นายภูมิธรรม เตือนว่าการปะทะข้ามพรมแดนกับกัมพูชา ซึ่งทำให้ประชาชนอพยพมากกว่า 130,000 คน “อาจกลายเป็นสงคราม” ได้ เนื่องจากทั้งสองประเทศยังคงโจมตีตอบโต้กันจนมีผู้เสียชีวิตเป็นวันที่สองแล้ว.