กัมพูชาสั่งเปลี่ยนเส้นทางเครื่องบินบินต่ำ ปิดรร. 260 แห่ง เพื่อความปลอดภัย

กัมพูชาสั่งเปลี่ยนเส้นทางเครื่องบินบินต่ำ ปิดรร. 260 แห่ง เพื่อความปลอดภัย

25 ก.ค. 2568 14:40 น.

กัมพูชาสั่งเปลี่ยนเส้นทางเครื่องบินบินต่ำ ปิดรร. 260 แห่ง เพื่อความปลอดภัย

กัมพูชาสั่งเปลี่ยนเส้นทางเครื่องบินต่ำกว่า 11 กม. หลีกเลี่ยงเขตปะทะใกล้ชายแดน เริ่ม 25 ก.ค. ขณะที่มีคำสั่งปิดโรงเรียน 260 แห่งทั่วจังหวัดอุดรมีชัย เพื่อความปลอดภัย

กองการบินพลเรือนของกัมพูชาออกคำสั่งให้ เครื่องบินทุกลำที่บินต่ำกว่า 11 กิโลเมตรจากระดับพื้นดิน เปลี่ยนเส้นทางบินในน่านฟ้ากัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2025 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง เนื่องจากความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา

นายสิน จันเสรียวุฒิ  โฆษกของสำนักเลขาธิการการบินพลเรือนกัมพูชา เปิดเผยในช่วงเช้าวันที่ 25 กรกฎาคมว่า ทางการกัมพูชา ได้แจ้งเตือนสายการบินต่าง ๆ ให้หลีกเลี่ยงเขตปะทะระหว่างกัมพูชากับไทย เพื่อความปลอดภัยของการบิน

อย่างไรก็ตาม นายสินยืนยันว่า เที่ยวบินพาณิชย์ระหว่างกรุงเทพฯ-พนมเปญ และกรุงเทพฯ-เสียมราฐ ยังคงให้บริการตามปกติ ณ เวลา 10:50 น. ของวันที่ 25 กรกฎาคม

เขาระบุเพิ่มเติมว่า สำนักเลขาธิการการบินพลเรือนของกัมพูชา กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะรายงานต่อสาธารณชนทันทีหากมีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ เกิดขึ้น

กัมพูชาสั่งเปลี่ยนเส้นทางเครื่องบินบินต่ำ ปิดรร. 260 แห่ง เพื่อความปลอดภัย

โดยมาตรการดังกล่าว มุ่งเน้นที่เที่ยวบินที่บินผ่านน่านฟ้ากัมพูชาซึ่งเป็นเที่ยวบินที่ไม่ได้ลงจอดในกัมพูชา โดยมีเป้าหมายให้หลีกเลี่ยงบริเวณที่เป็นเขตสู้รบ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

ขณะเดียวกันสำนักข่าวกัมพูชารายงานว่า ทางการได้สั่งปิดโรงเรียน 260 แห่งทั่วจังหวัดอุดรมีชัยเป็นการชั่วคราวแล้วเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากร

โดยข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันโดย นางคุน วิจิกา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งให้สัมภาษณ์ในวันนี้ว่า ขณะนี้ นักเรียนและบุคลากรทุกคนปลอดภัย และ อาคารเรียนหรือห้องเรียนต่าง ๆ ยังไม่ได้รับความเสียหายใด ๆ

มาตรการปิดโรงเรียนชั่วคราวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในพื้นที่ชายแดน ซึ่งทางการกัมพูชาระบุว่าความปลอดภัยของเยาวชนและเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งสำคัญ.

ที่มา : Khmertimes เรื่องปิดโรงเรียน , Khmertimes เรื่องเครื่องบิน

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทหารไทยปะทะกัมพูชา

ไทยส่งจดหมายชี้แจงยูเอ็น สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ชี้กัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน

ไทยส่งจดหมายชี้แจงยูเอ็น สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ชี้กัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน

25 ก.ค. 2568 13:25 น.

ไทยส่งจดหมายชี้แจงยูเอ็น สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ชี้กัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน

คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาติ ส่งจดหมายถึงคณะทูตถาวรและผู้แทนสังเกตการณ์ของประเทศต่างๆ ที่สหประชาชาติ เพื่อแจ้งถึงสถานการณ์ที่ร้ายแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา  ซึ่งไทยเชื่อว่าเป็นการรุกรานและกระทบต่ออธิปไตยของไทย 

โดยเนื้อความในจดหมายระบุดังนี้: 

เลขที่ 56101/393

คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ 136 ถนนอีสต์ 39 นิวยอร์ก นิวยอร์ก 10016

คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติขอแสดงความนับถือต่อคณะผู้แทนถาวรและคณะผู้สังเกตการณ์ถาวรประจำสหประชาชาติ และขอเรียนให้ทราบถึงสถานการณ์ร้ายแรงที่ส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทย อันเป็นผลมาจากการรุกรานทางทหารของกัมพูชา ดังนี้:

  1. เมื่อวันที่ 16 และ 23 กรกฎาคม 2568 กำลังพลของกองทัพไทยขณะลาดตระเวนตามเส้นทางปกติภายในอาณาเขตของประเทศไทย ได้เหยียบกับระเบิดชนิด PMN-2 เป็นผลให้ทหารสองนายได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงขั้นพิการถาวร ส่วนที่เหลือได้รับบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน กับระเบิด PMN-2 ทั้งหมดที่พบอยู่ในสภาพใหม่และมีเครื่องหมายที่เห็นได้ชัดเจน หลักฐานบ่งชี้ว่ากับระเบิดเหล่านี้ถูกวางขึ้นใหม่ ในฐานะรัฐภาคีของอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ประเทศไทยได้ยื่นรายงานความโปร่งใสประจำปีเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้อนุสัญญาตามมาตรา 7 อย่างเคร่งครัด รายงานดังกล่าวระบุว่าประเทศไทยได้ดำเนินการทำลายคลังทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั้งหมดเสร็จสิ้นในปี 2546 และได้ทำลายทุ่นระเบิดทั้งหมดที่เก็บไว้เพื่อวัตถุประสงค์ในการฝึกและการวิจัยในปี 2562 ในทางตรงกันข้าม รายงานล่าสุดของกัมพูชาบ่งชี้ว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 กัมพูชายังคงมีทุ่นระเบิด PMN-2 อยู่
  2. เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.20 น. ทหารกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฐานทัพไทยที่ตาเมือนธม จังหวัดสุรินทร์ ประเทศไทย เป็นเหตุให้ทหารไทยสองนายได้รับบาดเจ็บทันที

หลังจากนั้นไม่นาน กองกำลังกัมพูชาได้เปิดฉากโจมตีอย่างไม่เลือกหน้าในดินแดนไทยในสี่จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี การกระทำที่ก้าวร้าว ไม่เลือกหน้า และผิดกฎหมายต่อพลเรือนไทยเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงและนำไปสู่การสูญเสียชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างน่าเศร้า รวมถึงผู้หญิงและเด็ก โครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน รวมถึงโรงพยาบาลและโรงเรียน ก็ได้รับความเสียหายอย่างมาก ณ เวลา 14.00 น. ของวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 การโจมตีดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 11 ราย และผู้บาดเจ็บ 24 ราย โดย 8 รายอยู่ในขั้นวิกฤต มีประชาชนกว่า 102,000 คนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน

3. การโจมตีด้วยอาวุธโดยปราศจากเหตุผลซึ่งเริ่มต้นโดยกองกำลังติดอาวุธของกัมพูชาเหล่านี้ถือเป็นการละเมิดมาตรา 2(4) ของกฎบัตรสหประชาชาติอย่างชัดเจน รวมถึงหลักการแห่งความสัมพันธ์ฉันมิตรและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างรัฐ ประเทศไทยได้ใช้ความอดกลั้นอย่างสูงสุดต่อการโจมตีด้วยอาวุธที่ไตร่ตรองไว้ล่วงหน้าของกัมพูชา และจำเป็นต้องใช้สิทธิโดยธรรมชาติในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรการป้องกันตนเองที่ประเทศไทยดำเนินการนั้นจำกัดขอบเขต สัดส่วนต่อภัยคุกคาม และมุ่งเป้าไปที่การทำให้เป็นกลางซึ่งอันตรายที่ใกล้จะเกิดขึ้นซึ่งเกิดจากกองกำลังติดอาวุธของกัมพูชาเท่านั้น

4. ประเทศไทยขอประณามอย่างรุนแรงยิ่งขึ้นต่อการโจมตีอย่างไม่เลือกหน้าของกัมพูชาต่อพลเรือน วัตถุพลเรือน และสิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะ โดยเฉพาะโรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 อย่างโจ่งแจ้ง โดยเฉพาะมาตรา 18 ของอนุสัญญาเจนีวาฉบับแรก (ผู้บาดเจ็บและป่วยป่วย III. การคุ้มครองโรงพยาบาล) และมาตรา 19 ของอนุสัญญาเจนีวาฉบับที่สี่ (การคุ้มครองหน่วยแพทย์และสถานประกอบการ) การกระทำที่ไร้มนุษยธรรมดังกล่าวได้ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานและความยากลำบากแก่พลเรือนผู้บริสุทธิ์

 5. ประเทศไทยยังคงมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ และปฏิเสธการใช้กำลังเป็นหนทางในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศอย่างเด็ดขาด เราขอเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศเร่งรัดให้กัมพูชายุติการเป็นปรปักษ์ในทันทีและกลับมาเจรจาด้วยความสุจริตใจ ประเทศไทยยังยืนยันความพร้อมที่จะเข้าร่วมผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมถึงคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ซึ่งมีกำหนดจะประชุมในช่วงต้นเดือนกันยายน 2568 เพื่อแก้ไขความแตกต่างที่ค้างอยู่

คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติขอถือโอกาสนี้เพื่อยืนยันอีกครั้งต่อคณะผู้แทนถาวรและคณะผู้สังเกตการณ์ถาวรประจำสหประชาชาติถึงความนับถืออย่างสูงสุด

คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ, นิวยอร์ก 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 (ค.ศ. 2025).

ทำความรู้จัก “คลัสเตอร์บอมบ์” ระเบิดที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าไทยใช้

ทำความรู้จัก "คลัสเตอร์บอมบ์" ระเบิดที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าไทยใช้

25 ก.ค. 2568 12:35 น.

ทำความรู้จัก “คลัสเตอร์บอมบ์” ระเบิดที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าไทยใช้

กัมพูชาแถลงรายวัน เพื่อช่วงชิงพื้นที่ข่าว โดยล่าสุดกระทรวงกลาโหมกัมพูชากล่าวหาว่าไทยได้ใช้คลัสเตอร์บอมบ์ 2 ลูกโจมตีกัมพูชาด้วย

คลัสเตอร์บอมบ์” คืออะไร?

คลัสเตอร์บอมบ์ (Cluster Bomb) คืออาวุธที่ออกแบบมาให้ปล่อยระเบิดลูกเล็ก ๆ ออกไปในบริเวณกว้าง แทนที่จะระเบิดเป็นลูกเดียวกลางอากาศ คลัสเตอร์บอมบ์จะเปิดออกกลางอากาศ และกระจายระเบิดย่อยหลายลูกลงสู่พื้นดินในบริเวณเป้าหมายกว้าง ความอันตรายของอาวุธชนิดนี้คือ ระเบิดลูกปรายมีความคลาดเคลื่อนผิดพลาดจากเป้าหมายและไม่ระเบิดในอัตราที่สูง ดังนั้นลูกระเบิดขนาดเล็กอาจตกค้างบนพื้นดิน และอาจระเบิดขึ้นได้ในภายหลัง จนเป็นอันตรายร้ายแรงต่อพลเรือนที่มาใกล้หรือสัมผัสโดยไม่รู้ตัว ประชาคมโลกจึงชี้ว่า ระเบิดลูกปรายเป็นอาวุธที่ส่งผลกระทบด้านมนุษยธรรมสูง และเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะหากใช้ในพื้นที่ที่มีพลเรือน

ทำความรู้จัก "คลัสเตอร์บอมบ์" ระเบิดที่กัมพูชากล่าวอ้างว่าไทยใช้

คลัสเตอร์บอมบ์ต่างจากขีปนาวุธทั่วไปอย่างไร?

ตามข้อมูลของรอยเตอร์ อาวุธชนิดนี้ถูกใช้เป็นครั้งแรกในสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีอย่างน้อย 15 ประเทศใช้ระเบิดลูกปรายหลังจากนั้น ได้แก่ เอริเทรีย เอธิโอเปีย ฝรั่งเศส อิสราเอล โมร็อกโก เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา โดยหากเปรียบเทียบกับขีปนาวุธแบบทั่วไปที่ระเบิดเป็นจุดเดียวและมุ่งเป้าหมายชัดเจน แต่คลัสเตอร์บอมบ์ถูกออกแบบมาให้กระจายความเสียหายออกไปในบริเวณกว้าง แม้ว่าแต่ละลูกระเบิดเล็กๆภายในจะมีอานุภาพน้อยกว่า แต่เมื่อรวมกันแล้วจะสามารถสร้างความเสียหายได้ในวงกว้างกว่าหัวรบของขีปนาวุธแบบอื่น

สนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้คลัสเตอร์มิวนิชัน ปี 2008  เป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ห้ามการใช้ ผลิต สะสม และส่งต่อคลัสเตอร์บอมบ์ โดยมี 111 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศอีก 12 แห่งร่วมลงนาม

อย่างไรก็ตาม ประเทศมหาอำนาจทางทหารหลายชาติ เช่น อิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา ปฏิเสธที่จะเข้าร่วมในสนธิสัญญานี้ รวมทั้งประเทศไทยและกัมพูชาก็ไม่ได้ลงนามในสนธิสัญญานี้ด้วยเช่นกัน

โดยในปี 2023 สหรัฐฯ ตัดสินใจส่งคลัสเตอร์มิวนิชันให้ยูเครนเพื่อต่อสู้กับรัสเซีย ซึ่งยูเครนกล่าวหาว่ารัสเซียก็ใช้คลัสเตอร์บอมบ์เช่นกัน โดยทั้งสหรัฐฯ และรัสเซียยังไม่ลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้เช่นเดียวกับอิหร่านและอิสราเอล.

ที่มา : NDTV

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทหารไทยปะทะกัมพูชา

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตรพันธมิตรรัฐบาลทหารพม่า

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตรพันธมิตรรัฐบาลทหารพม่า

25 ก.ค. 2568 11:54 น.

สหรัฐฯ ยกเลิกคว่ำบาตรพันธมิตรรัฐบาลทหารพม่า

สหรัฐฯ ได้ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรพันธมิตรหลายรายของผู้นำทหารระดับสูงในรัฐบาลทหารของพม่า สองสัปดาห์หลังจากที่พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารพม่า ได้กล่าวชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเรียกร้องให้ผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรในจดหมายตอบโต้คำเตือนเรื่องภาษี

ฮิวแมนไรท์วอทช์ ระบุว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้ “น่ากังวลอย่างยิ่ง” และชี้ว่านโยบายของสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อกองทัพพม่า ซึ่งได้โค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยในปี 2021 และถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ประกาศจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า บริษัท เคที เซอร์วิสเซส แอนด์ โลจิสติกส์ และโจนาธาน เมียว จอ ตอง ผู้ก่อตั้ง บริษัท เอ็มซีเอ็ม กรุ๊ป และออง หล่าย อู เจ้าของบริษัท และซันแทค เทคโนโลยีส์ และซิต แตง อ่อง เจ้าของบริษัท และทิน ลัต มิน บุคคลอีกราย กำลังถูกถอดออกจากรายชื่อมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ

บริษัท เคที เซอร์วิส แอนด์ โลจิสติกส์ และโจนาธาน เมียว จอ ตอง ถูกเพิ่มเข้าบัญชีดำคว่ำบาตรในเดือนมกราคม 2022 ภายใต้รัฐบาลโจ ไบเดน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกครบรอบ 1 ปี การยึดอำนาจทางทหารในพม่า 

ซิต ไต อ่อง และ อ่อง หล่าย อู ถูกเพิ่มเข้าบัญชีดำคว่ำบาตรในปีเดียวกัน เนื่องจากปฏิบัติการในภาคกลาโหมของเมียนมา ทิน ลัต มิน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้ใกล้ชิดอีกคนหนึ่งของรัฐบาลทหาร ถูกเพิ่มเข้าบัญชีดำในปี 2024 เพื่อรำลึกครบรอบ 3 ปี การรัฐประหาร

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา ได้ยื่นจดหมายขอให้ทรัมป์ลดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากเมียนมาไปยังสหรัฐฯ 40% และกล่าวว่าเขาพร้อมที่จะส่งคณะเจรจาไปยังสหรัฐฯ หากจำเป็น

สื่อของรัฐรายงานในขณะนั้นว่า “พลเอกอาวุโสรับทราบถึงความเป็นผู้นำอันแข็งแกร่งของประธานาธิบดีในการนำพาประเทศชาติสู่ความเจริญรุ่งเรืองของชาติด้วยจิตวิญญาณของผู้รักชาติอย่างแท้จริง” 

ในการตอบจดหมายของทรัมป์ที่แจ้งพม่าเกี่ยวกับภาษีศุลกากร ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม มิน ออง หล่าย เสนอให้ลดอัตราภาษีลงเหลือ 10% ถึง 20% โดยพม่าจะลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ ลงเหลือเพียง 0% ถึง 10%

มิน ออง หล่าย ยังขอให้ทรัมป์พิจารณาผ่อนคลายและยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่บังคับใช้กับเมียนมาอีกครั้ง เนื่องจากมาตรการดังกล่าวขัดขวางผลประโยชน์ร่วมกันและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศและประชาชน

พฃม่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เป็นแหล่งแร่ธาตุหายากที่เป็นที่ต้องการของโลก ซึ่งนำไปใช้ในเทคโนโลยีขั้นสูงด้านการป้องกันประเทศและการใช้งานเพื่อผู้บริโภค การจัดหาแร่ธาตุเหล่านี้ถือเป็นเป้าหมายหลักของรัฐบาลทรัมป์ในการแข่งขันเชิงกลยุทธ์กับจีน ซึ่งมีกำลังการผลิตแร่ธาตุหายากถึง 90%

เหมืองแร่หายากส่วนใหญ่ของพม่าอยู่ในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ต่อสู้กับรัฐบาลทหาร และกำลังดำเนินการผลิตในประเทศจีน

จอห์น ซิฟตัน ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุนเอเชียของฮิวแมนไรท์วอตช์ กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ครั้งนี้ว่า “น่าตกใจ” และแรงจูงใจยังไม่ชัดเจน

“การกระทำนี้ชี้ให้เห็นว่านโยบายของสหรัฐฯ กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งเดิมมุ่งเน้นไปที่การลงโทษระบอบทหารของพม่า ซึ่งเมื่อสี่ปีก่อนเพิ่งก่อรัฐประหารต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”

ที่มา Reuters

กลาโหมกัมพูชาอ้าง ไทยยิง “ระเบิดลูกปราย” 2 ลูกถล่มเขตแดน ล้ำเส้นกฎหมายสากล

กลาโหมกัมพูชาอ้าง ไทยยิง “ระเบิดลูกปราย” 2 ลูกถล่มเขตแดน ล้ำเส้นกฎหมายสากล

25 ก.ค. 2568 11:38 น.

กลาโหมกัมพูชาอ้าง ไทยยิง “ระเบิดลูกปราย” 2 ลูกถล่มเขตแดน ล้ำเส้นกฎหมายสากล

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาอ้าง ไทยยิง “ระเบิดลูกปราย” 2 ลูกถล่มเขตแดน ล้ำเส้นกฎหมายสากล โต้กลับกัมพูชาใช้สิทธิ์ในการป้องกันตนเอง และเล็งเป้าเฉพาะฐานทัพและกองกำลังทหารของไทยเท่านั้น

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568  พลโทหญิง มาลี โซเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงว่า กองทัพไทยใช้ “ระเบิดลูกปราย” หรือ ระเบิดคลัสเตอร์ ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามตามกฎหมายระหว่างประเทศ โจมตีในเขตแดนกัมพูชาถึง 2 ครั้ง เมื่อวันที่ 24 ก.ค. ที่ผ่านมา

พลโทหญิง มาลี โซเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ระบุว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อเวลา 05.20 น. ของวันที่ 24 ก.ค. กองทัพไทยได้ยิงระเบิดคลัสเตอร์ลูกแรกถล่มพื้นที่ “ภูผาผี” (Ghost Mountain) ก่อนจะยิงระเบิดลูกที่สองในเวลา 18.50 น. ใส่หมู่บ้านเตโช  จังหวัดพระวิหาร

กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ยืนยันว่า การใช้ระเบิดคลัสเตอร์ละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง และเป็นภัยต่อพลเรือนในพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตบ้านเรือนและแหล่งเกษตรกรรม

นอกจากนี้ระบุว่า รัฐบาลกัมพูชาเตรียมยื่นเรื่องต่อองค์การสหประชาชาติให้พิจารณาในที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง ซึ่งมีกำหนดจัดประชุมฉุกเฉินในวันศุกร์นี้ (26 ก.ค.) ตามคำร้องของนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เพื่อหารือปมปะทะชายแดนที่กำลังลุกลาม 

ขณะที่ก่อนหน้านี้ กัมพูชาระบุว่า ท่าทีของกัมพูชาคือการใช้สิทธิ์ในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนเท่านั้น และกัมพูชาพุ่งเป้าเฉพาะสถานที่ตั้งทางทหาร พร้อมโต้กลับสื่อไทย หลังมีรายงานกล่าวหาว่า กัมพูชาจงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน ระหว่างปะทะชายแดน  พร้อมย้ำว่า หลักการนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงในการตอบโต้ต่อความก้าวร้าวของกองทัพไทย

คำแถลงของโฆษกฯ กระทรวงกลาโหมกัมพูชามีขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวในสื่อไทยที่กล่าวหาว่า การยิงตอบโต้ของกัมพูชาในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อหมู่บ้านและประชาชนไทยในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในจังหวัดสุรินทร์และศรีสะเกษ ที่เป็นแนวชายแดนใกล้จุดปะทะ.

ชาวกัมพูชาแห่บริจาคโลหิตสนับสนุนนักรบชาวกัมพูชา

ชาวกัมพูชาแห่บริจาคโลหิตสนับสนุนนักรบชาวกัมพูชา

25 ก.ค. 2568 11:16 น.

ชาวกัมพูชาแห่บริจาคโลหิตสนับสนุนนักรบชาวกัมพูชา

ชาวกัมพูชาจำนวนมากต่างเดินทางไปร่วมบริจาคโลหิต เพื่อสนับสนุนนักรบชาวกัมพูชาที่กำลังปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน ตามคำร้องขอของเพชร จันมุนี ภริยาของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา 

สำนักข่าว  FRESH NEWS รายงานว่า เช้าวันนี้ (25 ก.ค.) ประชาชนชาวกัมพูชาจำนวนมากได้ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อสนับสนุนนักรบชาวกัมพูชาที่กำลังปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน สืบเนื่องจากคำร้องขอของเพชร จันมุนี ภริยาของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา 

โดยเมื่อคืนวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 เพชร จันมุนี ได้เรียกร้องให้ประชาชนชาวกัมพูชาร่วมบริจาคโลหิตเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีฉุกเฉิน เพื่อช่วยเหลือนักรบชาวกัมพูชาที่กำลังปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดนจากศัตรูผู้รุกราน

เพชร จันมุนี กล่าวว่า การที่ชาวกัมพูชามีส่วนร่วมในการบริจาคโลหิตในเช้าวันนี้ ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณแห่งมนุษยธรรมและความรักชาติ เธอขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมบริจาคโลหิตเป็นจำนวนมาก เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินด้านมนุษยธรรมและความรักชาติ รวมถึงการสนับสนุนนักรบชาวกัมพูชาที่กำลังปกป้องบูรณภาพของประเทศชาติ

การบริจาคโลหิตครั้งนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เวลา 9.00 น. ถึง 17.00 น. ณ สถานที่รับบริจาคที่ตั้งอยู่บนเกาะเพชร กรุงพนมเปญ.

ที่มา  FRESH NEWS

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

25 ก.ค. 2568 10:41 น.

ฝรั่งเศสเตรียมรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แถลงว่าฝรั่งเศสจะรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ซึ่งจะทำให้ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกในกลุ่ม G7 ที่รับรองรัฐปาเลสไตน์

ในโพสต์บน X มาครงกล่าวว่า การประกาศอย่างเป็นทางการจะมีขึ้นในการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก “ความจำเป็นเร่งด่วนในวันนี้คือการยุติสงครามในฉนวนกาซาและช่วยเหลือประชาชนพลเรือน สันติภาพเป็นไปได้ เราต้องการการหยุดยิงโดยทันที การปล่อยตัวตัวประกันทั้งหมด และความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างมหาศาลแก่ประชาชนในฉนวนกาซา”

เจ้าหน้าที่ปาเลสไตน์ยินดีกับการตัดสินใจของมาครง ขณะที่นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลกล่าวว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าว “เป็นการตอบแทนการก่อการร้าย” หลังจากการโจมตีของฮามาสในอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อ การประกาศของมาครง โดยเรียกการตัดสินใจนี้ว่า “ขาดความระมัดระวัง”

กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 7 ประเทศ (G7) ซึ่งประกอบด้วยสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร อิตาลี เยอรมนี แคนาดา และญี่ปุ่น ร่วมกับฝรั่งเศส

ในโพสต์เมื่อวันที่ 24 ก.ค. นายมาครงเขียนว่า “ด้วยความมุ่งมั่นอันยาวนานในการสร้างสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืนในตะวันออกกลาง ผมได้ตัดสินใจแล้วว่าฝรั่งเศสจะรับรองรัฐปาเลสไตน์ เราต้องรับประกันการปลดอาวุธของกลุ่มฮามาส และรักษาความปลอดภัยและสร้างฉนวนกาซาขึ้นใหม่ สุดท้ายนี้ เราต้องสร้างรัฐปาเลสไตน์ รับรองความยั่งยืน และรับรองว่าการยอมรับการปลดอาวุธและการรับรองอิสราเอลอย่างเต็มที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงของทุกคนในตะวันออกกลาง ไม่มีทางเลือกอื่น”

นายมาครงยังได้แนบจดหมายถึงประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส แห่งปาเลสไตน์ เพื่อยืนยันการตัดสินใจของเขา

ฮุสเซน อัล-ชีค รองประธานาธิบดี กล่าวแสดงความเห็นต่อประกาศของมาครง โดยกล่าวว่า “จุดยืนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของฝรั่งเศสที่มีต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และการสนับสนุนสิทธิของชาวปาเลสไตน์ในการกำหนดอนาคตตนเอง และการสถาปนารัฐเอกราชของเรา” 

ขณะเดียวกัน เนทันยาฮู เขียนในโพสต์บน X ว่า “เราขอประณามอย่างรุนแรงต่อการตัดสินใจของประธานาธิบดีมาครงที่ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์ หลังจากเหตุการณ์สังหารหมู่เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม

เนทันยาฮูกล่าวเสริมว่า “รัฐปาเลสไตน์ในสภาพเช่นนี้จะเป็นเสมือนแท่นยิงเพื่อทำลายล้างอิสราเอล ไม่ใช่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ขอชี้แจงให้ชัดเจนว่า ชาวปาเลสไตน์ไม่ได้แสวงหารัฐที่อยู่เคียงข้างอิสราเอล พวกเขาต้องการรัฐแทนอิสราเอล” 

ฮามาสกล่าวว่าการตัดสินใจของฝรั่งเศสเป็น “ก้าวเชิงบวกในทิศทางที่ถูกต้อง” และกระตุ้นให้ทุกประเทศทั่วโลก “เดินตามรอยฝรั่งเศส”

ปัจจุบัน รัฐปาเลสไตน์ได้รับการยอมรับจากประเทศสมาชิกสหประชาชาติมากกว่า 140 ประเทศ จากทั้งหมด 193 ประเทศ แต่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของอิสราเอล และพันธมิตร รวมถึงสหราชอาณาจักร ยังไม่ได้รับรองรัฐปาเลสไตน์.

ที่มา BBC

จับโป๊ะ “ฮุนเซน” โพสต์ภาพกางแผนที่ปฏิบบัติการรบ ก่อนรีบลบทิ้ง

จับโป๊ะ "ฮุนเซน" โพสต์ภาพกางแผนที่ปฏิบบัติการรบ ก่อนรีบลบทิ้ง

25 ก.ค. 2568 10:02 น.

จับโป๊ะ “ฮุนเซน” โพสต์ภาพกางแผนที่ปฏิบบัติการรบ ก่อนรีบลบทิ้ง

สมเด็จฮุนเซน อดีตนายกฯ กัมพูชา โพสต์ภาพชุดบัญชาการสู้รบ สร้างภาพยืนยันไม่ได้หนี โดยเป็นภาพฮุนเซนกำลังดูแผ่นที่ปฏิบัติการขนาดใหญ่ ก่อนที่จะรีบลบภาพนี้ออกไปเพราะเกรงว่ารายละเอียดจะรั่วไหล

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ชาวเน็ตต่างสังเกตุเห็นว่า สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ได้ลบภาพถ่ายที่โพสต์ในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงให้เห็นแผนที่ขนาดใหญ่เห็นรายละเอียดชัดเจนถูกกางบนโต๊ะทำงาน โดยมีฮุน เซนและทีมงานยืนล้อมรอบ จากนั้นไม่กี่นาทีเฉพาะภาพถ่ายแผนที่ถูกลบออกไป เหลือเพียงภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นบรรยากาศโดยรวมในห้องบัญชาการสู้รบ

หลายฝ่ายมองว่า อดีตนายกฯ กัมพูชาอาจเกรงว่ารายละเอียดในแผนที่ปฏิบัติการอาจรั่วไหลออกไป เลยต้องรีบลบออก ทางด้านผู้เชี่ยวชาญระบุว่าแผนที่ที่เห็นนี้ เป็นแผนที่มาตราส่วน 1:100,000 ตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญกัมพูชา ซึ่งจัดทำขึ้นระหว่างปี พ.ศ.2476-2496 และเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติระหว่างปี พ.ศ.2506-2512

โดยเพจเฟซบุ๊กของสมเด็จฮุนเซน ยืนยัน สมเด็จฮุนเซนไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศตามที่เป็นข่าวในสื่อไทย แต่กำลังร่วมอยู่ในการบัญชาการทางวิดีโอและการบัญชาการอื่นๆ เพื่อต่อสู้กับผู้รุกรานชาวไทย

สมเด็จฮุนเซน ระบุว่า ขณะนี้กำลังร่วมอยู่ในการบัญชาการทางวิดีโอและการบัญชาการอื่นๆ ของกองทัพบกร่วมกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารทุกระดับ เพื่อต่อสู้กับผู้รุกรานชาวไทย. 

สื่อไต้หวันรายงาน กัมพูชายิงจรวดใส่ปั๊มน้ำมันไทย สลด พบศพสองแม่ลูกกอดกันในร้านสะดวกซื้อ

สื่อไต้หวันรายงาน กัมพูชายิงจรวดใส่ปั๊มน้ำมันไทย สลด พบศพสองแม่ลูกกอดกันในร้านสะดวกซื้อ

25 ก.ค. 2568 08:37 น.

สื่อไต้หวันรายงาน กัมพูชายิงจรวดใส่ปั๊มน้ำมันไทย สลด พบศพสองแม่ลูกกอดกันในร้านสะดวกซื้อ

เว็บไซต์ข่าวของไต้หวันรายงานว่า กัมพูชายิงจรวดใส่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในประเทศไทย พบพลเรือนผู้บริสุทธิ์เป็นแม่และลูกชายถูกเผาจนเสียชีวิตขณะซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ต และศพทั้งสองกอดกัน

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว ETtoday ของไต้หวัน รายงานว่า กองทัพกัมพูชาได้ยิงจรวด BM-21 โจมตีปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในจังหวัดศรีสะเกษ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย หลังจากเกิดการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา 

รายงานข่าวระบุว่า เพลิงได้ลุกลามอย่างรวดเร็วไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้เคียง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 ศพ อย่างไรก็ตาม เมื่อเจ้าหน้าที่ดับเพลิงมาถึงที่เกิดเหตุเพื่อช่วยเหลือ พวกเขาพบภาพที่สะเทือนใจคือแม่และลูกชายนอนกอดกันบนพื้น สภาพศพเป็นรอยไหม้เกรียม

สื่อไต้หวันยังรายงานว่า ในขณะที่ประตูโกดังภายในร้านสะดวกซื้อและห้องรับรองพนักงานถูกล็อค และสินค้าที่พังถล่มขวางทางเข้า ตำรวจและนักดับเพลิงยังคงสืบสวนว่ามีใครติดอยู่ข้างในหรือไม่ แต่จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตโดยรวมมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้น.

ที่มา ETtoday

ด่วน คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นเตรียมเปิดประชุมวันนี้ ถกด่วนเหตุปะทะไทย-กัมพูชา ตามคำร้องของฮุนมาเนต

ด่วน คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นเตรียมเปิดประชุมวันนี้ ถกด่วนเหตุปะทะไทย-กัมพูชา ตามคำร้องของฮุนมาเนต

25 ก.ค. 2568 08:04 น.

ด่วน คณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นเตรียมเปิดประชุมวันนี้ ถกด่วนเหตุปะทะไทย-กัมพูชา ตามคำร้องของฮุนมาเนต

คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินแบบปิดในวันนี้ (25 ก.ค.) เพื่อตรวจสอบและหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ตามคำร้องของฮุน มาเนต

วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UN Security Council -UNSC) เตรียมจัดการประชุมฉุกเฉินแบบปิด ในวันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม เวลา 15.00 น. ตรงกับเวลา 22.00 น.ตามเวลาในไทย  เพื่อตรวจสอบและหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังบานปลายอย่างหนัก

การประชุมครั้งนี้มีขึ้นตามคำร้องขอของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หลังเกิดเหตุปะทะด้วยอาวุธปืนระหว่างทหารกัมพูชาและไทย  ส่งผลให้พลเรือนไทยบาดเจ็บอย่างน้อย 13 ราย และมีทหารไทยบาดเจ็บ 1 นาย ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาไม่รายงานผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บอย่างเป็นทางการ.