หญิงในคลิปกอดกับซีอีโอกลางคอนเสิร์ต Coldplay ลาออกจากบริษัทแล้ว

หญิงในคลิปกอดกับซีอีโอกลางคอนเสิร์ต Coldplay ลาออกจากบริษัทแล้ว

25 ก.ค. 2568 06:40 น.

หญิงในคลิปกอดกับซีอีโอกลางคอนเสิร์ต Coldplay ลาออกจากบริษัทแล้ว

หญิงในคลิปฉาว ยืนกอดกับซีอีโอซึ่งมีลูกเมียแล้วกลางคอนเสิร์ต Coldplay ลาออกจากบริษัทแล้ว ตามหลังฝ่ายชายที่ลาออกไปเมื่อสัปดาห์ก่อน

เมื่อ 24 ก.ค. 2568 บริษัทเทคโนโลยี Astronomer บอกกับสำนักข่าวบีบีซีว่า น.ส.คริสติน คาบอต หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของบริษัท ลาออกจากบริษัทแล้ว ตามรอยนายแอนดี ไบรอน ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ที่ลาออกไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ก่อน

การลาออกของ น.ส.คาบอตกับนายไบรอนสืบเนื่องจากกรณีมีคลิปที่ทั้งคู่กอดกันในงานคอนเสิร์ต Coldplay ทั้งที่ฝ่ายชายมีลูกเมียอยู่แล้ว จนคลิปกลายเป็นกระแสไวรัลเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยในตอนแรก Astronomer สั่งพักงานนายไบรอนชั่วคราว และเริ่มการสืบสวนเป็นการภายใน

ทั้งนี้ คลิปต้นเรื่องที่กลายมาเป็นข่าวฉาว เป็นคลิปจากคอนเสิร์ต Coldplay เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยชายหญิงคู่หนึ่งที่ยืนกอดกันอยู่ ถูกกล้องคิสแคมนำมาขึ้นบนจอยักษ์ด้วยกล้อง “คิสแคม” (Kiss Cam) ก่อนที่ฝ่ายชายจะรีบหลบกล้องทันที และหญิงสาวก็หันหน้าหนี จนนักร้องนำ คริส มาร์ติน พูดแซวบนเวทีว่า “เป็นกิ๊กกันรึเปล่า หรืออาจจะแค่เขินกล้อง” ทำให้คลิปนี้กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียล

วิดีโอที่ถูกโพสต์บน TikTok มียอดเข้าชมหลายล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แถมยังถูกแชร์ซ้ำจนกลายเป็นมีม และถูกพูดถึงในรายการโทรทัศน์หลายช่อง ก่อนจะมีการขุดคุ้ยเรื่องราวของทั้งคู่ออกมา.

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ผู้นำ UK-อินเดีย ลงนามการค้าเสรี เปิดตลาด-ลดภาษี วินวินทั้งสองฝ่าย

ผู้นำ UK-อินเดีย ลงนามการค้าเสรี เปิดตลาด-ลดภาษี วินวินทั้งสองฝ่าย

25 ก.ค. 2568 06:07 น.

ผู้นำ UK-อินเดีย ลงนามการค้าเสรี เปิดตลาด-ลดภาษี วินวินทั้งสองฝ่าย

สหราชอาณาจักรกับอินเดียลงนามข้อตกลงการค้าเสรีซึ่งเจรจามานานกว่า 3 ปีแล้ว โดยจะมีการลดภาษีและเปิดตลาดต้อนรับสินค้ามากขึ้น ซึ่งทั้งสองประเทศระบุว่าพวกเขาต่างได้ประโยชน์

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ผู้นำสหราชอาณาจักรกับอินเดียลงนามข้อตกลงการค้าเสรีร่วมกันแล้วในวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ค. 2568 ระหว่างที่นายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดียเดินทางเยือน UK โดยเป็นข้อตกลงที่จะลดภาษีศุลกากรของสินค้าหลายรายการตั้งแต่สิ่งทอไปจนถึงวิสกีกับรถยนต์ และเปิดตลาดให้ธุรกิจเข้าถึงมากขึ้น

การเจรจาข้อตกลงดังกล่าวได้ข้อสรุปไปตั้งแต่เดือนพฤษภาคม หลังจากสองฝ่ายพูดคุยสลับหยุดชะงักมานานถึง 3 ปี โดยทั้งสองฝ่ายต่างเร่งความพยายามทำข้อตกลงนี้หลังการมาของมาตรการกำแพงภาษีของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ข้อตกลงระหว่างชาติเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 5 และ 6 ของโลกฉบับนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายอีก 2.55 หมื่นล้านปอนด์ ภายในปี 2583 โดยนี่นับเป็นข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่ฉบับแรกของสหราชอาณาจักร นับตั้งแต่พวกเขาถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปในปี 2563

ทั้งสองฝ่ายต่างยกย่องข้อตกลงนี้ว่าเป็นดีลครั้งประวัติศาสตร์ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้หลังกระบวนการให้สัตยาบัน ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นภายในระยะเวลา 1 ปี และหลังจากนั้น ผู้ผลิตวิสกีอย่าง Diageo กับผู้ผลิตรถยนต์อย่าง BMW, Nissan, Aston Martin, และ Jaguar Land Rover จะได้รับประโยชน์จากภาษีที่ต่ำลง

ภายใต้ข้อตกลงใหม่นี้ ภาษีของวิสกีสกอตจะลดลงจาก 150% เหลือ 75% และลดลงเหลือ 40% หลังจากผ่านไป 10 ปี ขณะที่ภาษีเครื่องดื่มอย่างบรั่นดีและรัมก็จะลดลงเหลือ 110% และจบที่ 75% ส่วนรถยนต์ อินเดียจะลดภาษีลงเหลือเพียง 10% ภายในระยะเวลา 5 ปี จากที่อัตรา 110% ในปัจจุบัน แต่อยู่ภายใต้ระบบโควตา

เพื่อเป็นการตอบแทน ผู้ผลิตของอินเดียจะสามารถเข้าถึงตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดของสหราชอาณาจักรได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้ระบบโควตาเช่นกัน โดยสินค้าจากอินเดีย 99% รวมถึงสิ่งทอ จะเข้าสู่ UK โดยปลอดภาษี

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรกล่าวว่า ข้อตกลงนี้มีประโยชน์ใหญ่หลวงสำหรับทั้งสองฝ่าย ทำให้การซื้อขายถูกลง, รวดเร็วขึ้น และง่ายขึ้น ในยุคการค้าโลกใหม่นี้

ขณะที่นายโมดีเรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็นพิมพ์เขียวในการแบ่งปันความเจริญรุ่งเรือง ซึ่งเน้นย้ำว่าสินค้าของอินเดียตั้งแต่สิ่งทอไปจนถึงอัญมณีและอาหารทะเล จะทำการค้าได้ง่ายขึ้น

UK กับอินเดียยังเห็นชอบเรื่องความเป็นหุ้นส่วนในหลายพื้นที่เช่น การป้องกันและสภาพอากาศ และมีเป้าหมายที่จะเสริมความร่วมมือในการต่อต้านอาชญากรรมให้เข้มแข็งขึ้นด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

วุฒิสภากัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามไทย วอนนานาชาติช่วยจัดการ

วุฒิสภากัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามไทย วอนนานาชาติช่วยจัดการ

25 ก.ค. 2568 03:21 น.

วุฒิสภากัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามไทย วอนนานาชาติช่วยจัดการ

วุฒิสภากัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามไทย กล่าวหาเป็นฝ่ายรุกรานพื้นที่ชายแดน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาใช้สิทธิ์ป้องกันตนเอง พร้อมเรียกร้องให้นานาชาติมีมาตรการตอบสนอง

เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ค. 2568 วุฒิสภาแห่งประเทศกัมพูชาออกแถลงการณ์ประณามสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า พฤติกรรมก้าวร้าวอย่างผิดกฎหมายและจงใจของกองทัพไทย ในวันที่ 24 ก.ค. 2568

แถลงการณ์ระบุว่า พฤติกรรมเป็นปรปักษ์ที่เกิดขึ้นใกล้กับปราสาทตามเมืองโต๊ด, ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย, พื้นที่มอมเบย (ช่องบก) และพื้นที่อื่นๆ ภายในพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นเขตแดนกัมพูชา คือการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชาโดยตรง และเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง รวมถึงกฎบัตรสหประชาชาติ

วุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาจึงขอประกาศดังต่อไปนี้

1. ขอประณามอย่างรุนแรงต่อการบุกรุกด้วยอาวุธโดยกองทัพไทย ซึ่งทำให้เกิดการต่อสู้และส่งผลกระทบต่อสันติและเสถียรภาพตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา พฤติกรรมนี้คือการละเมิดอธิปไตยของกัมพูชาอย่างร้ายแรง คุกคามความสงบสุขในภูมิภาค และละเมิดมาตรา 2 (4) ของกฎบัตรสหประชาชาติ ซึ่งห้ามใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนของรัฐใดๆ

2. ขอยืนยันสิทธิ์ของกัมพูชาในการป้องกันตนเองตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ กองทัพกัมพูชากำลังปฏิบัติอย่างเป็นมืออาชีพและอดกลั้นอย่างที่สุดในการใช้สิทธิ์นี้เพื่อปกป้องดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์และความปลอดภัยของประชาชนกัมพูชา

3. โปรดรับรองว่าพื้นที่โดยรอบ ปราสาทตามเมืองโต๊ด, ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย และพื้นที่มอมเบย (ช่องบก) อยู่ภายในเขตแดนกัมพูชา ตามที่กำหนดไว้ในข้อตกลงต่างๆ, แผนที่ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ และนิยมทางกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

การประจำการของกองทัพกัมพูชาในพื้นที่เหล่านี้เป็นไปตามหลักกฎหมายและอยู่ภายใต้สิทธิอธิปไตยของกัมพูชาอย่างเต็มที่

4. ในสถานการณ์สำคัญเช่นนี้ โปรดประกาศการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อ สมเด็จเตโช (ฮุน เซน) ผู้นำผู้ชาญฉลาดและมีวิสัยทัศน์ ประธานวุฒิสภา ผู้นำพาความสงบในมาตุภูมิกัมพูชา กับผู้นำผู้แข็งขันและเด็ดขาด สมเด็จฯ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี ในการเผชิญหน้ากับการรุกรานอันโหดร้ายนี้

การชี้แนะจากสมเด็จฯ ทั้งสองเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งยวดและขาดไม่ได้ในการปกป้องอธิปไตย, รักษาความสงบสุขของประเทศ และปกป้องจุดยืนอันชอบธรรมของกัมพูชาในประชาคมโลก

5. ขอแสดงความเคารพและการสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อความกล้าหาญและวินัยของกองทัพกัมพูชา ผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ของตัวเองตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญด้วยความกล้าหาญและความซื่อสัตย์สูงสุด ในการเผชิญหน้ากับการบุกรุกจากต่างชาติ

6. ขอเรียกร้องประชาคมนานาชาติ รวมถึงสหประชาชาติ, อาเซียน และประเทศผู้รักสันติ ให้มีมาตรการเด็ดขาดและทันทีเพื่อตอบสนองต่อการละเมิดอย่างร้ายแรงนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : freshnewsasia

ปิดตำนาน “ฮัลค์ โฮแกน” ไอคอนวงการมวยปล้ำอาชีพ เสียชีวิตในวัย 71 ปี

ปิดตำนาน “ฮัลค์ โฮแกน” ไอคอนวงการมวยปล้ำอาชีพ เสียชีวิตในวัย 71 ปี

25 ก.ค. 2568 01:18 น.

ปิดตำนาน “ฮัลค์ โฮแกน” ไอคอนวงการมวยปล้ำอาชีพ เสียชีวิตในวัย 71 ปี

ฮัลค์ โฮแกน ตำนานนักมวยปล้ำอาชีพ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจนกลายเป็นภาพจำของใครหลายๆ คน เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุได้ 71 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เทอร์รี โบลเลีย หรือที่รู้จักกันมากกว่าในชื่อ “ฮัลค์ โฮแกน” ตำนานนักมวยปล้ำอาชีพผู้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นนักมวยปล้ำที่โด่งดังที่สุดในวงการ และมีส่วนช่วยให้ WWE กลายเป็นสมาคมมวยปล้ำยักษ์ใหญ่อย่างทุกวันนี้ เสียชีวิตแล้วในวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ค. 2568 ขณะมีอายุ 71 ปี

ทางการเมืองเคลียร์วอเตอร์ รัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 9.51 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ตำรวจได้รับแจ้งเหตุมีคนเกิดอาการหัวใจหยุดเต้นที่บ้านหลังหนึ่งภายในเมือง เจ้าหน้าที่จึงรีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ ก่อนจะนำตัวผู้ป่วยซึ่งได้รับการยืนยันในภายหลังว่าคือ ฮัลค์ โฮแกน ส่งโรงพยาบาลมอร์ตัน แพลนต์ แต่แพทย์ประกาศในเวลา 11.17 น. ว่าเขาเสียชีวิตแล้ว

ตำรวจกำลังดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ แต่ในปัจจุบันยังไม่พบร่องรอยของการก่ออาชญากรรม หรือกิจกรรมที่น่าสงสัยแต่อย่างใด

คริส โวโล ผู้จัดการของโฮแกน บอกกับสื่อท้องถิ่นว่า โฮแกนจากไปโดยรายล้อมด้วยบุคคลอันเป็นที่รัก ด้าน WWE ออกแถลงการณ์ระบุว่า “WWE เสียใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบข่าวการจากไปของ ฮัลค์ โฮแกน ผู้ได้รับการจารึกชื่อในหอเกียรติยศของ WWE”

“ในฐานะหนึ่งในผู้เป็นที่รู้จักมากที่สุดในยุคสมัยของเขา โฮแกนช่วยให้ WWE ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกในยุค 80 WWE ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัว, มิตร และแฟนๆ ของโฮแกนด้วย”

ทั้งนี้ ฮัลค์ โฮแกน เริ่มต้นเดินสายอาชีพนักมวยปล้ำในปี 2520 ตอนมีอายุ 24 ปี โดยใช้เวลาหลายปีปล้ำให้กับหลายค่ายทั่วสหรัฐฯ รวมถึง WWF และเคยไปปล้ำที่ญี่ปุ่นด้วย

บุคลิกภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจทั้งในและนอกเวทีของโฮแกนทำให้เกิดกระแส “ฮัลคามาเนีย” (Hulkamania) ในช่วงยุค 80 ก่อนจะพุ่งถึงจุดสูงสุดตอนที่เขาได้ปล้ำกับนักมวยปล้ำซูเปอร์สตาร์แห่งยุคอีกคนคือ อังเดร เดอะ ไจแอนต์ และภาพโฮแกนบอดี้สแลมอังเดรในศึก “Wrestlemania” ครั้งที่ 3 ก็กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่น่าจดจำที่สุดในประวัติศาสตร์มวยปล้ำอาชีพ

ในช่วงไม่กี่ปีหลัง โฮแกนกลายเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันตัวยง และปรากฏตัวที่การประชุมพรรคครั้งล่าสุดในปี 2567 โดยทำท่าฉีกเสื้ออันเป็นเอกลักษณ์กลางที่ประชุมเพื่อแสดงการสนับสนุน โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ตอนนั้นยังเป็นเพียงผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีด้วย

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในผู้ที่ออกมาแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ โฮแกน โดยระบุว่า เขายังจำได้ดีว่าเขาสนุกแค่ไหนตอนที่ดูโฮแกนปล้ำเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก “ฮัลค์ โฮแกน คือไอคอนชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่ หนึ่งในคนแรกๆ ที่ผมเคารพจากใจจริงในวัยเด็ก”

“ครั้งล่าสุดที่ผมเจอเขา เราสัญญากันว่าจะไปดื่มเบียร์ด้วยกันในครั้งต่อไปที่เราเจอกัน แต่ครั้งต่อไปคงต้องเป็นที่อีกฝั่งหนึ่งแล้ว เพื่อนของผม! ขอให้พักผ่อนอย่างสงบ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nbcnews

ฮุน เซน ตอกกลับสุดแสบ หลังทักษิณโพสต์ “ให้ทหารไทยสั่งสอนฮุน เซน”

ฮุน เซน ตอกกลับสุดแสบ หลังทักษิณโพสต์ “ให้ทหารไทยสั่งสอนฮุน เซน”

25 ก.ค. 2568 00:40 น.

ฮุน เซน ตอกกลับสุดแสบ หลังทักษิณโพสต์ “ให้ทหารไทยสั่งสอนฮุน เซน”

สมเด็จฯ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชาโพสต์ข้อความโต้กลับ หลังนายทักษิณ ชินวัตร ระบุผ่านเฟซบุ๊กว่าให้ทหารไทยช่วยสั่งสอนฮุน เซน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ค. 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อตอบโต้นายทักษิณ ชินวัตร ที่ก่อนหน้านี้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กของตนเอง โดยปฏิเสธความช่วยเหลือจากต่างประเทศ เพื่อขอเวลาให้ทหารไทย “ทำหน้าที่ช่วยสั่งสอนความเจ้าเล่ห์ของฮุน เซนก่อน”

ข้อความของฮุน เซนระบุว่า “ก่อนหน้านี้ นายทักษิณ ชินวัตร โพสต์ข้อความอย่างไม่เป็นมิตรระบุว่าจะสั่งสอน ฮุน เซน แต่ถ้อยแถลงของนายทักษิณยิ่งตอกย้ำความก้าวร้าวที่กองทัพไทยมีต่อกัมพูชา”

“ผมไม่แปลกใจกับท่าทีที่นายทักษิณมีต่อผม เพราะเขาทรยศได้กระทั่งพระมหากษัตริย์ไทย รวมถึงสมาชิกพรรคของเขาเอง ที่แย่กว่าคือ เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารชาวมุสลิมไทยหลายร้อยคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อปี 2547 และตอนนี้ภายใต้ข้ออ้างที่จะล้างแค้นฮุน เซน เขากำลังใช้สงคราม ซึ่งผลลัพธ์ในท้ายที่สุดคือความทุกข์ทรมานของประชาชน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : facebook

รบ.กัมพูชาแถลงสถานการณ์ชายแดน “โบ้ยไทยทุกอย่าง” อ้างป้องกันตนเอง

รบ.กัมพูชาแถลงสถานการณ์ชายแดน “โบ้ยไทยทุกอย่าง” อ้างป้องกันตนเอง

25 ก.ค. 2568 00:09 น.

รบ.กัมพูชาแถลงสถานการณ์ชายแดน “โบ้ยไทยทุกอย่าง” อ้างป้องกันตนเอง

รัฐบาลกัมพูชาแถลงข่าวสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดน โทษไทยว่าเป็นต้นเหตุของความตึงเครียด ยืนยันเน้นป้องกันตนเอง ไม่ได้ยิงพลเรือนผู้บริสุทธิ์

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 ก.ค. 2568 โฆษกของรัฐบาลกัมพูชา, กระทรวงกิจการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหมแห่งชาติ จัดงานแถลงข่าวในช่วงบ่าย เรื่องสถานการณ์การปะทะกันบริเวณชายแดนไทยกับกัมพูชา ซึ่งปะทุขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยประเด็นสำคัญมีดังนี้

นายเพ็ญ โบนา (Pen Bona) โฆษกรัฐบาลกัมพูชา พูดถึงความตึงเครียดระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเริ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อ 28 พ.ค. 2568 โดยอ้างว่าทหารไทยลอบยิงและสังหารทหารกัมพูชา จากนั้นจึงใช้เรื่องกับระเบิดสร้างความตึงเครียดครั้งใหม่ ทั้งที่ฝ่ายกัมพูชายืนยันไปแล้วว่าเป็นระเบิดเก่าที่หลงเหลือจากสงครามในอดีต

นายโบนากล่าวอีกว่า ปัญหาทั้งหมดซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดในช่วงไม่นานมานี้ ล้วนเกิดจากฝ่ายไทย ที่ต้องการดินแดนของกัมพูชา กัมพูชาต้องการสันติ การใช้กำลังทหารเป็นตัวเลือกสุดท้ายของกัมพูชา ปัญหาที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าเป็นเพราะกองทัพไม่มีทางเลือกนอกจากป้องกันตนเอง เพื่อปกป้องดินแดนจากการรุกราน

กองทัพภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต และสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภา ป้องกันการโจมตีอย่างเข้มแข็งเป็นเวลา 1 วัน และมีความได้เปรียบเหนือศัตรูผู้รุกราน พร้อมอ้างด้วยว่า กัมพูชาไม่ถอนคำร้องที่พวกเขายื่นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) แต่พวกเขาจะยิ่งผลักดัน และผลักดันไปสู่ประชาคมนานาชาติอื่นๆ ด้วย

ด้านพลโท มาลี โสเจียตา (Maly Socheata) รองเลขาธิการและโฆษกกระทรวงกลาโหมแห่งชาติ กล่าว่า เมื่อเช้านี้ ทหารไทยเดินทางไปที่ปราสาทตาเมือนธมโดยไม่แจ้งกัมพูชาล่วงหน้า และใช้รั้วลวดหนามปิดกั้นถนน ก่อนจะเปิดฉากยิงในเวลา 8.30 น. (24 ก.ค.) ตามเวลากัมพูชา และฝ่ายกัมพูชายิงตอบโต้ในเวลา 8.40 น.

นางโสเจียตาอ้างว่า การใช้อาวุธของไทยก่อเกิดการปะทะกันในวันนี้ แสดงให้เห็นความทะเยอทะยานในการรุกรานกัมพูชาอย่างชัดเจน

โฆษกกลาโหมบอกอีกว่า ในวันนี้ ไทยโจมตีสถานที่ 8 แห่งด้วยอาวุธหนักและเครื่องบินรบ F-16 ส่วนฝ่ายกัมพูชายึดปราสาทตาควายได้ในเวลาประมาณ 9.00 น. ขณะที่ทหารยังคงควบคุมพื้นที่ปราสาทตาเมือนธมอย่างไม่เปลี่ยนแปลงมาจนถึงตอนนี้

นางโสเจียตาอ้างอีกว่า ไทยโจมตีเข้าใส่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ของกัมพูชา และกัมพูชาใช้กำลังทหารเพราะไม่มีทางเลือกเนื่องจากการละเมิดกฎหมายของฝ่ายไทย พร้อมปฏิเสธรายงานข่าวของไทยที่บอกว่ากัมพูชายิงอาวุธผู้บริสุทธิ์ โดยย้ำว่ากัมพูชามุ่งเน้นไปที่การป้องกันไม่ใช่การโจมตี

ส่วนนาย ชุม ซุนรี (Chum Sounry) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา อัปเดตเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูตล่าสุดระหว่างไทยกับกัมพูชา

นายซุนรีระบุว่า กัมพูชาไม่มีทางเลือกนอกจากตอบสนองต่อมาตรการของไทยต่อกัมพูชา โดยกัมพูชาได้แจ้งต่อรัฐบาลไทยอย่างเหมาะสมไปแล้วเรื่องการลดระดับความสัมพันธ์ไปสู่ระดับ “อุปทูตรักษาการ” (second diplomatic secretary) ต่างจากไทยที่ไม่ได้แจ้งต่อกัมพูชา

โฆษกกระทรวงต่างประเทศฯ ยังกล่าวหาไทยว่าละเมิดกฎบัตรสหประชาชาติและกฎบัตรอาเซียนด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : khmertimes

อันวาร์เผย คุยผู้นำไทย-กัมพูชาแล้ว วอนหยุดยิงทันทีเปิดทางเจรจาสันติภาพ

อันวาร์เผย คุยผู้นำไทย-กัมพูชาแล้ว วอนหยุดยิงทันทีเปิดทางเจรจาสันติภาพ

24 ก.ค. 2568 23:14 น.

อันวาร์เผย คุยผู้นำไทย-กัมพูชาแล้ว วอนหยุดยิงทันทีเปิดทางเจรจาสันติภาพ

อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โพสต์เฟซบุ๊ก ร้องขอให้ไทยกับกัมพูชาหยุดยิงในทันที หลังเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงบริเวณชายแดน เพื่อเปิดทางเจรจาสันติภาพ

เมื่อ 24 ก.ค. 2568 นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของประเทศมาเลเซีย ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กเรื่องสถานการณ์การปะทะกับบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ปะทุขึ้นในวันเดียวกันนี้ โดยนายอันวาร์ระบุว่าได้คุยกับผู้นำของทั้งสองประเทศแล้ว พร้อมร้องขอให้สองฝ่ายหยุดยิงในทันที เพื่อเปิดทางสำหรับการเจรจาสันติภาพ

“เมื่อเย็นนี้ผมได้พูดคุยกับทั้งนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต แห่งกัมพูชา และนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อความตึงเครียดที่ลุกลามบานปลายบริเวณชายแดน”

“จากการสนทนาของเรา ในฐานะที่มาเลเซียเป็นประธานอาเซียนปี 2568 ผมได้ร้องขอโดยตรงไปยังผู้นำทั้งสองให้มีการหยุดยิงในทันที เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเป็นศัตรูมากไปกว่านี้ และสร้างพื้นที่สำหรับการเจรจาสันติภาพและการแก้ปัญหาทางการทูต”

“ผมยินดีกับสัญญาณเชิงบวกและความเต็มใจที่ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาแสดงออกมาว่าจะพิจารณาเส้นทางนี้ต่อไป มาเลเซียพร้อมที่จะช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกกระบวนการนี้ด้วยจิตวิญญาณแห่งความสามัคคีและการแบ่งปันความรับผิดชอบร่วมกันของอาเซียน”

“ผมเชื่ออย่างยิ่งว่า ความเข้มแข็งของอาเซียนตั้งอยู่บนความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และสันติคือทางเลือกร่วมกันที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : Anwar Ibrahim | Facebook

กัมพูชาปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ได้เล็งเป้าพลเรือน ตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร

กัมพูชาปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ได้เล็งเป้าพลเรือน ตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร

24 ก.ค. 2568 19:56 น.

กัมพูชาปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ได้เล็งเป้าพลเรือน ตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกโรงชี้แจง ย้ำชัดการยิงตอบโต้เป็นไปตามสิทธิป้องกันตัว มุ่งเป้าเฉพาะฐานทหาร ไม่ได้โจมตีพลเรือน

สื่อกัมพูชาเผยคลิปการแถลงของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา โดยพลโทหญิง มะลี่ โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมของกัมพูชา แถลงปฏิเสธรายงานจากสื่อไทยที่กล่าวว่ากัมพูชามุ่งเป้าโจมตีพลเรือนชาวไทย โดยยืนยันว่ากัมพูชาดำเนินการเฉพาะกับกำลังทหารที่ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาเขต พร้อมย้ำว่า การดำเนินการของกัมพูชาเป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองตามหลักสากล และมุ่งเป้าไปยังพื้นที่หรือเป้าหมายทางทหารเท่านั้น

กัมพูชาปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ได้เล็งเป้าพลเรือน ตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร

จุดยืนของกัมพูชาคือการใช้สิทธิในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา และกองทัพโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ไม่ได้โจมตีพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่

โฆษกกระทรวงกลาโหมยังกล่าวเพิ่มเติมว่า กัมพูชาจะไม่เปลี่ยนหลักการนี้ในการตอบโต้กับฝ่ายไทยอย่างแน่นอน.

ที่มา : ขแมร์ไทมส์

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ทหารไทยปะทะกัมพูชา

จีนระบุ “กังวลอย่างยิ่ง” เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

จีนระบุ "กังวลอย่างยิ่ง" เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

24 ก.ค. 2568 17:26 น.

จีนระบุ “กังวลอย่างยิ่ง” เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

จีนระบุว่า “กังวลอย่างยิ่ง” ต่อการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งถือเป็นการยกระดับความขัดแย้งชายแดนที่ยืดเยื้อมายาวนานระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน

กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวประจำวันที่กรุงปักกิ่งวันนี้ (24 ก.ค.) ว่า “เรากังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสมผ่านการเจรจาและการปรึกษาหารือ โดยจีนคำนึงถึงผลประโยชน์ร่วมกันและความต้องการของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค และยึดมั่นในจุดยืนที่ยุติธรรมและเป็นกลางมาโดยตลอด

เขากล่าวว่า “ความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและการจัดการความแตกต่างอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับผลประโยชน์พื้นฐานและผลประโยชน์ระยะยาวของทั้งสองฝ่าย”

ทั้งนี้ กัมพูชาเป็นพันธมิตรที่มั่นคงของจีนมาอย่างยาวนาน โดยได้รับเงินลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์

นายกัวกล่าวเสริมว่า จีนได้และจะยังคงพยายามอย่างเต็มที่เพื่อส่งเสริมสันติภาพและการเจรจา และมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมการบรรเทาและคลายความตึงเครียดของสถานการณ์”

ที่มา Global Times

ฮุนเซน ยืนยันไม่ได้หนีไปไหน กำลังบัญชาการเพื่อต่อสู้กับไทย

ฮุนเซน ยืนยันไม่ได้หนีไปไหน กำลังบัญชาการเพื่อต่อสู้กับไทย

24 ก.ค. 2568 16:45 น.

ฮุนเซน ยืนยันไม่ได้หนีไปไหน กำลังบัญชาการเพื่อต่อสู้กับไทย

เพจเฟซบุ๊กของสมเด็จฮุนเซน ยืนยัน สมเด็จฮุนเซนไม่ได้เดินทางออกนอกประเทศตามที่เป็นข่าวในสื่อไทย แต่กำลังร่วมอยู่ในการบัญชาการทางวิดีโอและการบัญชาการอื่นๆ เพื่อต่อสู้กับผู้รุกรานชาวไทย

สมเด็จฮุนเซน โพสต์ข่อความในเฟซบุ๊กระบุว่า 

“เมื่อไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ไทยฉบับหนึ่งรายงานว่าผมเดินทางออกจากกัมพูชาไปยังประเทศจีน

ผมขอยืนยันว่าขณะนี้ผมกำลังร่วมอยู่ในการบัญชาการทางวิดีโอและการบัญชาการอื่นๆ ของกองทัพบกร่วมกับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารทุกระดับ เพื่อต่อสู้กับผู้รุกรานชาวไทย ผมไม่ได้หนีนะครับ พี่น้องร่วมชาติทั้งหลาย โปรดอย่ากังวล!

ผมนั่งอยู่ตรงนี้ตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารภาคที่ 2 ของไทยประกาศว่าจะปิดทางเข้าปราสาทตาเมือนธม

ผู้บัญชาการทหารภาคที่ 2 ของไทย คือผู้ที่เริ่มสงครามนี้ด้วยการสั่งปิดปราสาทตาเมือนธมเมื่อวานนี้ และเปิดฉากยิงกองทัพกัมพูชาเมื่อเช้านี้ นี่คือคนที่เตือนว่าจะโจมตีกัมพูชาภายในเวลาเพียงสามวัน ผมอยากรู้กลยุทธ์สามวันของเขาด้วย

การโกหกของนักการเมืองไทยและสื่อไทย ได้กลายเป็นวัฒนธรรมปกติของพวกเขาไปแล้ว หลอกต่อไปเถอะนะ”

พร้อมกันนั้น ยังกล่าวปิดท้ายว่า  “อย่ามาไทยกับผม!”

ที่มา FB: Samdech Hun Sen of Cambodia