ทรัมป์ยันอีกรอบ รง.นิวเคลียร์อิหร่านถูกทำลายแล้ว ใช้เวลาฟื้นฟูเป็นปี

ทรัมป์ยันอีกรอบ รง.นิวเคลียร์อิหร่านถูกทำลายแล้ว ใช้เวลาฟื้นฟูเป็นปี

20 ก.ค. 2568 06:57 น.

ทรัมป์ยันอีกรอบ รง.นิวเคลียร์อิหร่านถูกทำลายแล้ว ใช้เวลาฟื้นฟูเป็นปี

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันอีกครั้งว่า โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านทั้ง 3 แห่ง ถูกทำลายแล้ว หลังโดนสื่อในประเทศโต้แย้ง

เมื่อ 19 ก.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ยืนยันว่า “โรงงานนิวเคลียร์ทั้ง 3 แห่งในอิหร่าน ถูกทำลายและ/หรือ ถูกฝังไปแล้ว” และ “ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าโรงงานเหล่านี้จะกลับมาใช้งานได้อีก ซึ่งหากอิหร่านอยากจะทำ พวกเขาควรไปสร้างโรงงานใหม่ดีกว่า ใน 3 สถานที่ที่แตกต่างจากเดิม”

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินรบไปโจมตีโรงงานเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมของอิหร่าน 3 แห่ง ได้แก่ที่ ฟอร์โด ทางใต้ของกรุงเตหะราน กับที่ อิสฟาฮาน และนาตานซ์ เมื่อ 22 มิ.ย. โดยโจมตีคู่ขนานไปกับการโจมตีทางอากาศของอิสราเอล ซึ่งทำให้โครงสร้างพื้นฐานทางทหารและสังหารเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านไปจำนวนมาก

หลังจากนั้น นายทรัมป์ก็อ้างมาตลอดว่า การโจมตีประสบความสำเร็จในการทำลายโรงงานทั้ง 3 แห่ง แม้จะมีรายงานมากมายที่โต้แย้งกับคำพูดของเขา เช่น ล่าสุดในวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 ก.ค.) เอ็นบีซี นิวส์ รายงานอ้างการประเมินความเสียหายของกองทัพว่า มีโรงงานเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่ถูกทำลายเกือบทั้งหมด

ส่วนอีก 2 แห่งยังสามารถซ่อมแซมและมีโอกาสกลับมาเริ่มเสริมสมรรถนะแร่ยูเรเนียมได้ภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า เอ็นบีซี ระบุด้วยว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ มีตัวเลือกอื่นที่สามารถสร้างความเสียหายแก่โรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่านอย่างหนักกว่านี้ ด้วยการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดต่อเนื่องหลายสัปดาห์ แต่นายทรัมป์เลือกปฏิบัติการโจมตีใน 1 คืนแทน

เอ็นบีซีอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 1 นาย กับอดีตเจ้าหน้าที่อีก 1 นาย ว่านายทรัมป์ปฏิเสธแผนการโจมตีเป็นวงกว้างกว่า เพราะกังวลเรื่องความสูญเสียของเจ้าหน้าที่และการนำสหรัฐฯ เข้าไปพัวพันกับการต่อสู้ในอิหร่านมากเกินไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ญี่ปุ่นยันปลอดภัย ขนดินจาก รง.นิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไปใช้ที่สำนักงานนายกฯ

ญี่ปุ่นยันปลอดภัย ขนดินจาก รง.นิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไปใช้ที่สำนักงานนายกฯ

20 ก.ค. 2568 05:30 น.

ญี่ปุ่นยันปลอดภัย ขนดินจาก รง.นิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ไปใช้ที่สำนักงานนายกฯ

ทางการญี่ปุ่นขนดินปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีจากโรงงานนิวเคลียร์ฟุกุชิมะ-ไดอิจิ ไปใช้ที่สำนักงานนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงให้เห็นว่าดินนี้ปลอดภัยพอจะใช้งานได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ดินปนเปื้อนรังสีปริมาณเล็กน้อยที่เก็บรวบรวมมาจากใกล้พื้นที่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ-ไดอิจิ จำนวนหลายสิบกระสอบ ถูกส่งถึงสำนักงานนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศญี่ปุ่นแล้ว ในวันเสาร์ที่ 19 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยเป็นความพยายามของรัฐบาลเพื่อแสดงให้เห็นว่าดินนี้ปลอดภัย

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนมีนาคม 2554 เกิดแผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าใส่โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟุกุชิมะ-ไดอิจิ จนเกิดหายนะนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ ทำให้กัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลังเกิดเหตุไม่นาน เจ้าหน้าที่ก็ขุดดินปนเปื้อนจำนวนมากจากพื้นที่โดยรอบโรงงานแห่งนี้ เพื่อลดระดับรังสีลง

ดินที่ถูกขุดมามีปริมาณมากถึง 14 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมันถูกนำไปเก็บไว้ในโกดังมากมายใกล้กับโรงงานฟุกุชิมะ-ไดอิจิ โดยรัฐบาลขีดเส้นตายเอาไว้ว่า ดินนี้จะต้องถูกขนไปที่อื่นในประเทศภายในปี 2588

กระทรวงสิ่งแวดล้อมของญี่ปุ่นระบุว่า ตอนนี้ดินส่วนใหญ่ปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีในระดับต่ำ หากคนไปยืนอยู่บนนั้นหรือใช้งานดินนี้เป็นเวลา 1 ปี จะได้รับรังสีเท่าหรือน้อยกว่าปริมาณรังสีที่ได้รับจากการฉายรังสีเอ็กซ์เรย์ 1 ครั้งเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม มีไม่กี่คนที่ยินดีจะรับดินปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีไปใช้งาน รัฐบาลจึงนำดินบางส่วนมาใช้งานเองเพื่อแสดงให้เห็นว่ามันไม่อันตราย

ในวันเสาร์ คนงานขนดินปนเปื้อนลงจากรถบรรทุกที่สวนด้านหน้าของสำนักงานนายกรัฐมนตรีในกรุงโตเกียว ซึ่งรายงานเบื้องต้นระบุว่า ดินนี้จะถูกนำไปใช้ปลูกดอกไม้ โดยจะมีดินปกติความหนาประมาณ 20 ซม. ปูทับดินจากฟุกุชิมะ-ไดอิจิอีกที

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ชนกลุ่มน้อยในซีเรียปะทะไม่เลิก หลัง รบ.ประกาศหยุดยิง ดับพุ่ง 940 ศพ

ชนกลุ่มน้อยในซีเรียปะทะไม่เลิก หลัง รบ.ประกาศหยุดยิง ดับพุ่ง 940 ศพ

20 ก.ค. 2568 03:37 น.

ชนกลุ่มน้อยในซีเรียปะทะไม่เลิก หลัง รบ.ประกาศหยุดยิง ดับพุ่ง 940 ศพ

เหตุปะทะกันระหว่างกลุ่มต่างศาสนาในภาคใต้ของซีเรียทวีความรุนแรงขึ้นอีก แม้รัฐบาลจะประกาศหยุดยิง โดยการนองเลือดตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 940 ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุความรุนแรงระหว่างกลุ่มต่างศาสนาในประเทศซีเรียทวีความรุนแรงขึ้นอีกในวันเสาร์ที่ 19 ก.ค. 2568 โดยมีเสียงปืนกลและปืนครกดังขึ้นในเมืองสเวดา ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งเกิดเหตุนองเลือดตลอดหลายวันที่ผ่านมา ในขณะที่รัฐบาลพยายามบังคับใช้การหยุดยิงอย่างยากลำบาก

ผู้สื่อข่าวของรอยเตอร์สระบุว่า พวกเขาได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจากภายในเมืองสเวดา ซึ่งชนกลุ่มน้อยชาวดรูซเป็นประชากรส่วนใหญ่ และเห็นกระสุนปืนครกตกในหมู่บ้านใกล้เคียงหลายแห่ง โดยที่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตหรือไม่

ฝ่ายรัฐบาลระบุว่า พวกเขาได้ส่งกองกำลังความมั่นคงไปยังภาคใต้ของประเทศแล้ว เพื่อรักษาความสงบ และเรียกร้องให้กองกำลังทุกฝ่ายหยุดการต่อสู้ หลังจากการปะทะกันตลอดเกือบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตแล้วหลายร้อยคน

รัฐบาลซีเรียไม่เปิดเผยจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่แน่ชัด แต่กลุ่มสังเกตการณ์เพื่อสิทธิมนุษยชนในซีเรีย (SOHR) ระบุว่า การปะทะกันทั้งในและรอบเมืองสเวดาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 940 ศพ

ทั้งนี้ เหตุปะทะล่าสุดเริ่มต้นจากเกิดการปะทะนองเลือดระหว่างกลุ่มติดอาวุธชาวดรูซ ซึ่งนับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ กับกองกำลังชาวเบดูอิน ซึ่งนับถือนิกายสุหนี่ ซึ่งระหองระแหงกันมานาน ทำให้รัฐบาลซีเรียตัดสินใจส่งทหารเข้าไปเพื่อระงับเหตุ และเกิดการปะทะกับชาวดรูซ ก่อนที่อิสราเอลจะเปิดฉากโจมตีทางอากาศในซีเรีย อ้างว่าทำเพื่อปกป้องชาวดรูซ ซึ่งมีอยู่ในอิสราเอลด้วยเช่นกัน

ในช่วงเช้าวันเสาร์ ทำเนียบประธานาธิบดีซีเรียประกาศหยุดยิงในทันที และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความเป็นศัตรู ขณะที่นายอาเหม็ด อัล-ชารา รักษาการประธานาธิบดีซีเรีย กล่าวว่าตัวกลางเจรจาจากชาติอาหรับและสหรัฐฯ ช่วยในการฟื้นฟูความสงบ ก่อนที่การปะทะจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

นายอัล-ชาราดูเหมือนจะกล่าวโทษกองกำลังชาวดรูซว่าเป็นต้นเหตุของการปะทะกันล่าสุด โดยกล่าวหาว่าชาวดรูซโจมตีเพื่อล้างแค้นชาวเบดูอิน ทำให้นายกีเดียน ซาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของอิสราเอล ออกมาโจมตีผู้นำซีเรียว่า เข้าข้างผู้กระทำผิด “ซีเรียของอัล-ชารา เป็นสถานที่ที่อันตรายมากสำหรับชนกลุ่มน้อยอย่างเคิร์ด, ดรูซ, อลาไวต์ หรือชาวคริสต์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : reuters

สธ.กาซาอ้าง ทหารอิสราเอลยิงผู้คนใกล้จุดแจกเสบียง ดับอีก 35 ศพเจ็บอื้อ

สธ.กาซาอ้าง ทหารอิสราเอลยิงผู้คนใกล้จุดแจกเสบียง ดับอีก 35 ศพเจ็บอื้อ

20 ก.ค. 2568 01:15 น.

สธ.กาซาอ้าง ทหารอิสราเอลยิงผู้คนใกล้จุดแจกเสบียง ดับอีก 35 ศพเจ็บอื้อ

กระทรวงสาธารณสุขในกาซา ระบุว่า ทหารอิสราเอลยิงผู้คนที่มารอรับเสบียงอาหารที่จุดกระจายความช่วยเหลือ 2 แห่ง จนทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 35 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.ค. 2568 กระทรวงสาธารณสุขในฉนวนกาซา ซึ่งบริหารโดยกลุ่มฮามาส อ้างว่าอิสราเอลยิงปืนเข้าใส่กลุ่มชาวปาเลสไตน์ที่กำลังรอรับเสบียงอาหาร ใกล้กับศูนย์กระจายสิ่งของช่วยเหลือ 2 จุดบริเวณเมืองข่านยูนิส กับเมืองราฟาห์ ทางตอนใต้ของฉนวนกาซา เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 32 ศพ

กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นใกล้กับศูนย์กระจายส่งของช่วยเหลือที่ดูแลโดยมูลนิธิมนุษยธรรมกาซา (GHF) ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยสหรัฐฯ กับอิสราเอล โดยนอกจากผู้เสียชีวิตดังกล่าวแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ด้าน GHF ระบุว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่หรือใกล้ศูนย์กระจายความช่วยเหลือของพวกเขา แต่กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกเคลื่อนไหว หลายชั่วโมงก่อนที่ศูนย์จะเปิด

IDF บอกกับสำนักข่าวบีบีซี ว่า ทหารของพวกเขายิงปืนเตือนเพื่อป้องกันไม่ให้ “ผู้ต้องสงสัย” เข้าใกล้พวกเขา และระบุว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่ศูนย์ฯ ของ GHF จะเปิด แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่ GHF ระบุถึงหรือไม่

ขณะที่นายโมฮัมเหม็ด อัล-คาลิดี ผู้เห็นเหตุการณ์ กล่าวโทษทหารอิสราเอลว่าเป็นผู้ยิงปืนเข้าใส่ชาวปาเลสไตน์ โดยระบุว่า ชาวปาเลสไตน์จำนวนหนึ่งได้ยินว่าศูนย์กระจายความช่วยเหลือของ GHF เปิดแล้ว แต่เมื่อไปถึงรถถังกลับเคลื่อนเข้ามาหาพวกเขาแล้วเปิดฉากยิง

“มันไม่ใช่การยิงเพื่อขู่พวกเราหรือเพื่อจัดระเบียบ มันเป็นการยิงโดยมีเป้าหมายเพื่อฆ่าเรา หากพวกเขาต้องการจัดระเบียบเราพวกเขาคงทำไปแล้ว แต่พวกเขาตั้งใจจะฆ่าเรา”

ทั้งนี้ GHF ปฏิเสธมาตลอดว่าเกิดเหตุโจมตีผู้ที่มารอรับเสบียงอาหาร แต่เมื่อ 15 ก.ค. สำนักงานสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติระบุว่า มีผู้ถูกสังหารใกล้ศูนย์ฯ ของ GHF ทั้ง 4 แห่งในภาคใต้และภาคกลางของกาซาแล้วถึง 674 ศพ ตลอดช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่อีก 201 คนถูกสังหารตามเส้นทางรถขนส่งเสบียงของสหประชาชาติหรือองค์กรอื่นๆ อย่างไรก็ตาม GHF กล่าวหาสหประชาชาติว่า ใช้ข้อมูลเท็จหรือชี้นำในทางที่ผิดจากกระทรวงสาธารณสุขของฮามาสในรายงานของพวกเขา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือท่องเที่ยวเวียดนามล่มที่ฮาลองเบย์ ดับแล้ว 34 ศพ เร่งหาผู้สูญหาย

เรือท่องเที่ยวเวียดนามล่มที่ฮาลองเบย์ ดับแล้ว 34 ศพ เร่งหาผู้สูญหาย

19 ก.ค. 2568 22:51 น.

เรือท่องเที่ยวเวียดนามล่มที่ฮาลองเบย์ ดับแล้ว 34 ศพ เร่งหาผู้สูญหาย

(AFP PHOTO / VIETNAM NEWS AGENCY (VNA))

เรือท่องเที่ยวล่มขณะเดินทางในอ่าวฮาลองเบย์ของเวียดนาม หลังเผชิญพายุกะทันหัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 34 ศพ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาผู้สูญหายอีกหลายราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเรือท่องเที่ยว “วอนเดอร์ ซีส์” (Wonder Seas) ล่มที่อ่าวฮาลอง หรือ ฮาลองเบย์ สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในภาคเหนือของประเทศเวียดนาม ในวันเสาร์ที่ 19 ก.ค. 2568 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 34 ศพ

หน่วยยามฝั่งของเวียดนามเปิดเผยว่า เรือวอนเดอร์ ซีส์ บรรทุกผู้โดยสารและลูกเรือ 53 คน ก่อนที่เรือลำนี้จะเผชิญกับพายุอย่างกะทันหัน ส่งผลให้เรืออับปาง

ตามรายงานของเว็บไซต์ข่าว VNExpress ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักขัดขวางความพยายามของเจ้าหน้าที่ซึ่งกำลังค้นหาผู้รอดชีวิต โดยจนถึงตอนนี้พวกเขาช่วยผู้ประสบภัยได้แล้ว 11 ราย รวมถึงเด็กชายอายุ 14 ขวบ ที่ติดอยู่ในช่องอากาศภายในลำเรือที่พลิกคว่ำนานร่วม 4 ชั่วโมง

เด็กชายวัย 10 ขวบอีกคนก็ได้รับความช่วยเหลือขึ้นจากน้ำแล้วเช่นกัน แต่ยังเหลือผู้ประสบภัยอีกอย่างน้อย 8 คนที่ยังคงสูญหาย ขณะที่พบร่างผู้เสียชีวิตแล้ว 34 ศพ โดยในจำนวนนี้เป็นเด็กถึง 8 ราย

ทั้งนี้ ผู้โดยสารส่วนใหญ่บนเรือวอนเดอร์ ซีส์ เป็นครอบครัวชาวเวียดนามที่เดินทางมาจากกรุงฮานอย

หลังเกิดเหตุ นาย ฝั่ม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ออกมาแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตทุกราย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ช็อก ตีนผีขับรถชนผู้คนในลอสแอนเจลิส เจ็บ 28 ราย อาการหนัก 13 คน

ช็อก ตีนผีขับรถชนผู้คนในลอสแอนเจลิส เจ็บ 28 ราย อาการหนัก 13 คน

19 ก.ค. 2568 21:47 น.

ช็อก ตีนผีขับรถชนผู้คนในลอสแอนเจลิส เจ็บ 28 ราย อาการหนัก 13 คน

เกิดเหตุรถยนต์ปริศนาพุ่งเข้าใส่ฝูงชนบนถนนในช่วงเช้ามืดของนครลอสแอนเจลิส จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 28 ราย อาการหนัก 13 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รถยนต์คันหนึ่งพุ่งเข้าใส่ฝูงชนบนถนนซานตา โมนิกา บูเลอวาร์ด ในนครลอสแอนเจลิส เมื่อช่วงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 19 ก.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐ เป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 28 ราย ในจำนวนนี้มีอาการอยู่ในขั้นวิกฤติ 7 ราย และอาการสาหัส 6 ราย

สำนักงานดับเพลิงลอสแอนเจลิส (LAFD) ระบุว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเวลาประมาณ 2.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ใกล้กับไนต์คลับแห่งหนึ่งบนถนนนอร์ท เวอร์มอนต์ อเวนิว ใกล้กับทางแยกติดกับถนนซานตา โมนิกา บูเลอวาร์ด ซึ่งเป็นย่านกลางคืนที่มีชื่อเสียง

นายอดัม แวนเกอร์เพน หัวหน้า LAFD เปิดเผยว่า หนึ่งในผู้บาดเจ็บมีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืน และผู้เห็นเหตุการณ์หลายคนบอกว่า พวกเขาได้ยินเสียงปืนด้วย ซึ่งตำรวจกำลังสืบสวน

นายแวนเกอร์เพนเผยด้วยว่า ผู้ที่มีบาดแผลถูกยิงอาจเป็นคนขับรถ แต่พวกเขายังไม่สามารถยืนยันได้ในขณะนี้ ส่วนผู้บาดเจ็บรายอื่นๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงที่กำลังรอเข้าไนต์คลับ ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงทุกคนแล้ว

ภาพจากจุดเกิดเหตุแสดงให้เห็นรถยนต์เก๋งสีเทาคันหนึ่งจอดอยู่บนทางเท้าในสภาพหน้ารถพังยับเยิน โดยมีซากความเสียหายกองอยู่บนพื้นถนน ในขณะที่ตำรวจหลายนายกำลังเข้าตรวจสอบ โดยจนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้รถคันนี้พุ่งเข้าใส่ผู้คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ซีอีโอฉาวถูกพักงาน สอบสวนภายใน เซ่นคลิปกอดกิ๊กสาวกลางคอนเสิร์ต Coldplay (คลิป)

ซีอีโอฉาวถูกพักงาน สอบสวนภายใน เซ่นคลิปกอดกิ๊กสาวกลางคอนเสิร์ต Coldplay (คลิป)

19 ก.ค. 2568 10:21 น.

ซีอีโอฉาวถูกพักงาน สอบสวนภายใน เซ่นคลิปกอดกิ๊กสาวกลางคอนเสิร์ต Coldplay (คลิป)

บริษัทเทคโนโลยี Astronomer ออกแถลงการณ์ยืนยันซีอีโอของบริษัท ถูกสั่งพักงานชั่วคราวแล้ว หลังคลิปกอดกับหญิงสาวในที่ทำงานเดียวกันในงานคอนเสิร์ต Coldplay กลายเป็นกระแสไวรัล

บริษัทเทคโนโลยี Astronomer ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าแอนดี้ ไบรอน ซีอีโอของบริษัท ถูกสั่งพักงานชั่วคราวแล้ว จากกรณีที่โลกโซเชียลมีการเผยคลิป นายไบรอนกอดกับผู้หญิงคนหนึ่งในงานคอนเสิร์ต Coldplay ซึ่งได้รับการเปิดเผยในภายหลังว่าคือ คริสติน คาบอท ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัท ทั้งๆ ที่นายไบรอนมีลูกมีเมียอยู่แล้ว โดยความแตก เพราะพวกเขาถูกจับภาพด้วย คิส แคม จนกลายเป็นกระแสไวรัลเมื่อวันพุธที่ผ่านมา        

แถลงการณ์ระบุว่า คณะกรรมการบริษัทได้เริ่มกระบวนการสอบสวนภายในอย่างเป็นทางการ โดยแม้จะไม่ได้เอ่ยถึงคลิปวิดีโอโดยตรง แต่เนื้อหาชี้ชัดถึงมาตรฐานพฤติกรรมและความรับผิดชอบของผู้นำองค์กรว่าเป็นสิ่งที่บริษัทให้ความสำคัญสูงสุด

ซีอีโอฉาวถูกพักงาน สอบสวนภายใน เซ่นคลิปกอดกิ๊กสาวกลางคอนเสิร์ต Coldplay (คลิป)

ในแถลงการณ์เดียวกัน Astronomer ยังประกาศแต่งตั้ง พีท ดีจอย ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์ ขึ้นดำรงตำแหน่ง รักษาการซีอีโอระหว่างการสอบสวน พร้อมระบุชัดว่าไม่มีพนักงานคนอื่นในคลิปวิดีโอดังกล่าว และ แถลงการณ์ปลอมที่อ้างว่าออกจากซีอีโอ ไม่เป็นความจริง

ทั้งนี้ คลิปต้นเรื่องที่กลายมาเป็นข่าวฉาว เป็นคลิปจากคอนเสิร์ต Coldplay เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยชายหญิงคู่หนึ่งที่ยืนกอดกันอยู่ ถูกกล้องคิสแคม นำมาขึ้นบนจอยักษ์ ก่อนที่ฝ่ายชายจะรีบหลบกล้องทันที และหญิงสาวก็หันหน้าหนี จนนักร้องนำ คริส มาร์ตินพูดแซวบนเวทีว่า “เป็นกิ๊กกันรึเปล่า หรืออาจจะแค่เขินกล้อง” ทำให้คลิปนี้กลายเป็นไวรัลทั่วโซเชียล โดยวิดีโอที่ถูกโพสต์บน TikTok มียอดเข้าชมหลายล้านครั้งภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แถมยังถูกแชร์ซ้ำจนกลายเป็นมีม และถูกพูดถึงในรายการโทรทัศน์หลายช่อง ก่อนจะมีการขุดคุ้ยเรื่องราวของทั้งคู่ออกมา.

ซีอีโอฉาวถูกพักงาน สอบสวนภายใน เซ่นคลิปกอดกิ๊กสาวกลางคอนเสิร์ต Coldplay (คลิป)

ที่มา :BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ คอนเสิร์ตColdplay

Tomorrowland เนรมิตเวทีใหม่แทนเวทีหลักที่ไฟไหม้ เปิดงานทันตามกำหนด

Tomorrowland เนรมิตเวทีใหม่แทนเวทีหลักที่ไฟไหม้ เปิดงานทันตามกำหนด

19 ก.ค. 2568 09:46 น.

Tomorrowland เนรมิตเวทีใหม่แทนเวทีหลักที่ไฟไหม้ เปิดงานทันตามกำหนด

เทศกาลดนตรีระดับโลก Tomorrowland เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ตามกำหนด แม้เพิ่งเกิดเหตุไฟไหม้เวทีหลักอย่างรุนแรงเมื่อสองวันก่อน โดยผู้จัดงานสามารถสร้างเวทีใหม่ได้ภายในเวลาไม่ถึง 48 ชั่วโมง

ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ผู้จัดงาน Tomorrowland เผยว่าเวทีใหม่ถือเป็นส่วนหนึ่งของ “การจัดงานรูปแบบทางเลือก” ที่ออกแบบมาเพื่อทดแทนเวทีหลักดั้งเดิมซึ่งถูกไฟเผาวอดเมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุของเหตุเพลิงไหม้

โดยแถลงการณ์ระบุว่า “ทีมงานของเราทำงานกันทั้งวันทั้งคืน ด้วยหัวใจและจิตวิญญาณ เพื่อเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้กลายเป็นจริง”  และ “Tomorrowland ยังคงรวมใจผู้คนจากทั่วโลก แข็งแกร่งกว่าครั้งไหน ๆ!”

จากภาพข่าวโทรทัศน์ท้องถิ่น ผู้เข้าร่วมงานหลายร้อยคนเริ่มทยอยเข้าสู่พื้นที่จัดงานที่เมืองบูม ใกล้แอนต์เวิร์ปในช่วงบ่ายวันศุกร์ โดยเจ้าหน้าที่ดับเพลิงและตำรวจได้อนุญาตให้เปิดเวทีหลักใหม่ในเวลา 16.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งล่าช้ากว่าส่วนอื่นของงานที่เปิดก่อนหน้าสองชั่วโมง

Tomorrowland เนรมิตเวทีใหม่แทนเวทีหลักที่ไฟไหม้ เปิดงานทันตามกำหนด

Debby Wilmsen โฆษกของงาน Tomorrowland กล่าวว่า แม้เวทีใหม่จะมีขนาดเล็กลง แต่ได้รับการออกแบบให้เน้นความใกล้ชิด และ เข้าถึงศิลปินได้มากขึ้น เพื่อเป็นประสบการณ์ที่อบอุ่นและเป็นกันเองมากขึ้น

ทั้งนี้ เวทีเดิมของ Tomorrowland ปีนี้มีการตกแต่งอย่างวิจิตรอลังการในธีมนิทานฤดูหนาว โดยมีทั้งปราสาทปกคลุมด้วยหิมะและสิงโตน้ำแข็งขนาดยักษ์อยู่กลางเวที แต่หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ คลิปวิดีโอเปลวเพลิงโหมกระหน่ำเวทีถูกแชร์ในโลกโซเชียลอย่างรวดเร็ว

แม้จะเกิดเหตุไม่คาดฝัน ผู้จัดงานยังคาดว่าตลอดสองสัปดาห์ของเทศกาลจะมีผู้เข้าร่วมราว 400,000 คน โดยมีศิลปินอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำระดับโลกขึ้นแสดง อาทิ David Guetta, Lost Frequencies และ Charlotte de Witte

หลังจบเทศกาลในเบลเยียม Tomorrowland ยังมีแผนจัดงานต่อเนื่องในระดับนานาชาติ โดยจะเดินทางไปจัดที่ บราซิลในเดือนตุลาคม และมีเวอร์ชันฤดูหนาวที่ Alpe d’Huez ประเทศฝรั่งเศส อีกด้วย.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ เทศกาลดนตรีTomorrowland

“ลี เซียนลุง” อดีตผู้นำสิงคโปร์ ชี้ “โลกติดลบหนึ่ง” เมื่อสหรัฐฯ ถอยจากระบบการค้าโลก

"ลี เซียนลุง" อดีตผู้นำสิงคโปร์ ชี้ “โลกติดลบหนึ่ง” เมื่อสหรัฐฯ ถอยจากระบบการค้าโลก

19 ก.ค. 2568 08:39 น.

“ลี เซียนลุง” อดีตผู้นำสิงคโปร์ ชี้ “โลกติดลบหนึ่ง” เมื่อสหรัฐฯ ถอยจากระบบการค้าโลก

“ลี เซียนลุง” อดีตนายกฯ สิงคโปร์เปรียบโลกเศรษฐกิจยุคใหม่เหมือน “โลกที่ติดลบหนึ่ง” เพราะขาดสหรัฐฯ ที่หันหลังให้กฎการค้าโลก มุ่งเจรจาทวิภาคี สวนทางโลกพหุภาคีที่ประเทศอื่นยังร่วมมือเหนียวแน่น

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 นายลีเซียนลุง รัฐมนตรีอาวุโสแห่งสิงคโปร์ และอดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาเสนอแนวคิด “โลกที่ลบหนึ่งชั่วคราว” (Temporary Minus-One World) ซึ่งหมายถึงการที่เศรษฐกิจโลกยังดำเนินต่อไปโดยไม่มี “สหรัฐอเมริกา” เป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักในกรอบเดิมอีกต่อไป

โดยแนวคิดนี้ถูกกล่าวถึงในงานเลี้ยงอาหารค่ำประจำปีครั้งที่ 69 ของสมาคมเศรษฐศาสตร์แห่งสิงคโปร์ โดยนายลีชี้ว่า สหรัฐฯ เลือกแล้วที่จะละทิ้งแนวทางพหุภาคีแบบเดิม หันไปเจรจาทางการค้ากับประเทศต่างๆ แบบรายกรณี (bilateral deals) โดยยึดผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก มากกว่าร่วมมือในระบบกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (WTO)

อดีตผู้นำสิงคโปร์กล่าวว่า กรอบการทำงานของการค้าโลกยังคงอยู่ แต่สหรัฐฯ ไม่ต้องการยึดกับกฎแบบเดิมอีกต่อไป เพราะกำลังพยายามเขียนกติกาใหม่ พร้อมเสริมว่า แม้สหรัฐฯ ยังมีบทบาทในเวทีการค้าโลก แต่ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะกลับเข้าสู่ระบบพหุภาคีหรือไม่

อดีตผู้นำสิงคโปร์ระบุว่า ประเทศอื่นๆ ยังสามารถเดินหน้าสร้างความร่วมมือผ่านเวทีระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน (ASEAN) หรือข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) และ CPTPP หรือ ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership) แต่เมื่อหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกแสดงท่าทีต้านระบบของ WTO อย่างชัดเจน ย่อมส่งผลสะเทือนต่อทั้งระบบ เราคงต้องจับตาว่าโลกจะปรับตัวอย่างไรต่อไป. 

ระทึก กู้ภัยโคลอมเบียช่วยคนงานเหมืองทอง 18 คนติดใต้ดินนาน 18 ชั่วโมง รอดชีวิตทั้งหมด

ระทึก กู้ภัยโคลอมเบียช่วยคนงานเหมืองทอง 18 คนติดใต้ดินนาน 18 ชั่วโมง รอดชีวิตทั้งหมด

19 ก.ค. 2568 06:08 น.

ระทึก กู้ภัยโคลอมเบียช่วยคนงานเหมืองทอง 18 คนติดใต้ดินนาน 18 ชั่วโมง รอดชีวิตทั้งหมด

เจ้าหน้าที่กู้ภัยโคลอมเบียช่วยชีวิตคนงานเหมืองทอง 18 คน หลังติดอยู่ใต้ดินกว่า 18 ชั่วโมงในเหมืองที่ไม่มีใบอนุญาต สาเหตุการถล่มของเหมืองทองมาจากอุปกรณ์ป้องกันดินถล่มพังเสียหาย

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ทางการโคลอมเบียเปิดเผยว่า คนงานเหมืองทอง 18 คน ซึ่งติดอยู่ใต้ดินในเหมืองเอล มิโนน  รัฐอันติโอกีอา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ได้รับการช่วยเหลือออกมาอย่างปลอดภัยแล้ว หลังปฏิบัติการกู้ภัยนานกว่า 12 ชั่วโมง

โดยเหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เมื่อระบบอุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันดินถล่มภายในเหมืองเกิดพังเสียหาย จนทำให้ทางออกหลักของเหมืองถูกปิดตาย ส่งผลให้คนงานติดอยู่ใต้ดิน รายงานจากสถานีวิทยุท้องถิ่น ระบุว่า เจ้าหน้าที่ต้องส่งออกซิเจนผ่านสายยางลงไปให้คนงานขณะรอการช่วยเหลือ และมีการปรับความดันอากาศในเหมืองอย่างต่อเนื่องเพื่อประคองชีวิตคนงาน

นายยาร์เลย์ เอราสโม มาริน ตัวแทนจากสมาคมคนงานเหมืองโคลอมเบีย เปิดเผยว่า เกิดความล้มเหลวทางกลไกในโครงสร้างที่ใช้ป้องกันดินถล่ม จึงปิดกั้นทางออกหลักของเหมือง ขณะที่เหมืองแห่งนี้อาจไม่มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง

สำนักงานเหมืองแร่แห่งชาติของโคลอมเบีย ออกแถลงการณ์เตือนประชาชนในพื้นที่ให้หลีกเลี่ยงการทำเหมืองเถื่อนที่ผิดกฎหมาย เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายต่อชีวิตคนงานแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ อุบัติเหตุในเหมืองยังคงเป็นปัญหาในโคลอมเบีย โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุในเหมืองนับสิบรายต่อปี.