บึ้มสนั่น ศูนย์ฝึกตร.ลอสแอนเจลิส คร่าชีวิตจนท.หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด 3 นาย คาดพลาดขณะตรวจระเบิด

บึ้มสนั่น ศูนย์ฝึกตร.ลอสแอนเจลิส  คร่าชีวิตจนท.หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด 3 นาย คาดพลาดขณะตรวจระเบิด

19 ก.ค. 2568 05:01 น.

บึ้มสนั่น ศูนย์ฝึกตร.ลอสแอนเจลิส คร่าชีวิตจนท.หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด 3 นาย คาดพลาดขณะตรวจระเบิด

เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ศูนย์ฝึกเจ้าหน้าที่ตำรวจลอสแอนเจลิส ในสหรัฐฯ คร่าชีวิตเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด 3 นาย ที่ดำรงตำแหน่งมานาน 19–33 ปี คาดเกิดความผิดพลาดขณะตรวจระเบิด

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 เกิดเหตุระเบิดรุนแรงที่ศูนย์ฝึกบิซคาลุส เซ็นเตอร์ อะคาเดมี ในย่านอีสต์ลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐฯ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ

โดยสื่อของสหรัฐฯ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวว่า ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่กำลังจัดการกับวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงาน ซึ่งเก็บมาได้จากภารกิจระงับเหตุในพื้นที่ก่อนหน้านี้ ก่อนจะเกิดระเบิดขึ้นกลางลานจอดรถของหน่วยปฏิบัติการพิเศษ

ทางด้านสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ หรือเอฟบีไอ ตลอดจนสำนักงานควบคุมแอลกอฮอล์ ยาสูบ อาวุธปืน และวัตถุระเบิด หรือเอทีเอฟ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อช่วยสอบสวนเหตุการณ์ พร้อมทั้งกันพื้นที่รอบศูนย์ฝึกเพื่อตรวจสอบเพิ่มเติม

ขณะเดียวกันนายโรเบิร์ต ลูนา นายอำเภอสำนักงานลอสแอนเจลิส แถลงว่า เหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์เฉพาะจุด และยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม พร้อมเผยว่า เจ้าหน้าที่ทั้ง 3 นายที่เสียชีวิตเป็นผู้เชี่ยวชาญมากฝีมือ และมีประสบการณ์ทำงานในกรมตำรวจระหว่าง 19 – 33 ปี โดยทั้งหมดสังกัดหน่วยตรวจสอบวัตถุระเบิด แต่ยังไม่เปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต เนื่องจากต้องแจ้งครอบครัวเป็นลำดับแรก

ด้านนายกาวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้รับรายงานเหตุการณ์แล้ว และออกแถลงการณ์ว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมเสนอความช่วยเหลือจากรัฐแก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ทั้งนี้ ศูนย์ฝึกแห่งนี้เป็นที่ตั้งของหน่วยปฏิบัติการพิเศษและหน่วยตรวจสอบวัตถุระเบิด ของสำนักงานนายอำเภอลอสแอนเจลิส ซึ่งรวมถึงหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดด้วย ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนักงานนายอำเภอลอสแอนเจลิส   และขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนหาสาเหตุโดยละเอียด.

เกาหลีเหนือห้ามชาวต่างชาติเที่ยวรีสอร์ทริมทะเลแห่งใหม่

เกาหลีเหนือห้ามชาวต่างชาติเที่ยวรีสอร์ทริมทะเลแห่งใหม่

18 ก.ค. 2568 14:39 น.

เกาหลีเหนือห้ามชาวต่างชาติเที่ยวรีสอร์ทริมทะเลแห่งใหม่

สำนักงานการท่องเที่ยวเกาหลีเหนือ เปิดเผยว่า เกาหลีเหนือห้ามชาวต่างชาติเที่ยวรีสอร์ทริมชายหาดที่เพิ่งเปิดใหม่ เพียงไม่กี่วันหลังจากที่รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียเดินทางมาเยือนพื้นที่ดังกล่าว

รีสอร์ทริมทะเลอันกว้างใหญ่บนชายฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นโครงการที่คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ชื่นชอบ ได้เปิดให้บริการนักท่องเที่ยวภายในประเทศเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางการประโคมข่าวจากสื่อของรัฐบาล

เขตท่องเที่ยวชายฝั่งวอนซาน-คัลมา ซึ่งสื่อเกาหลีใต้ขนานนามว่า “ไวกิกิแห่งเกาหลีเหนือ” ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยโรงแรมและสวนน้ำสูงระฟ้า และคาดว่าจะรองรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 20,000 คน

ก่อนหน้านี้ สื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือเคยกล่าวไว้ว่า คาดว่าจะมีกรุ๊ปทัวร์ชาวรัสเซียเดินทางมาที่วอนซานในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า แต่หลังจากการเยือนของนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งชาติของเกาหลีเหนือกล่าวในแถลงการณ์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์นี้ว่า “ไม่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นการชั่วคราว” โดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม 

นักวิเคราะห์กล่าวว่า คิมแสดงความสนใจอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเกาหลีเหนือในช่วงแรก ๆ ของการดำรงตำแหน่ง และพื้นที่รีสอร์ทริมชายฝั่งเป็นจุดสนใจหลัก

เขากล่าวก่อนการเปิดตัวรีสอร์ทริมชายหาดว่า การก่อสร้างพื้นที่ดังกล่าวจะ “เป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของปีนี้” และเกาหลีเหนือจะสร้างเขตท่องเที่ยวขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น “ภายในระยะเวลาอันสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

เมื่อปีที่แล้ว เกาหลีเหนืออนุญาตให้นักท่องเที่ยวชาวรัสเซียกลับมาท่องเที่ยวได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการระบาดใหญ่ และบริษัททัวร์จากตะวันตกก็กลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการรวมชาติของเกาหลีใต้กล่าวว่า คาดว่าการท่องเที่ยวระหว่างประเทศมายังรีสอร์ทแห่งใหม่นี้ “มีแนวโน้มที่จะยังคงมีขนาดเล็ก” เนื่องจากจำนวนเที่ยวบินที่มีจำกัด

ตามรายงานของสำนักข่าวเคซีเอ็นเอ นายคิมได้หารือกับเซอร์เก ลาฟรอฟ ที่เมืองวอนซานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว โดยเขาได้เสนอการสนับสนุนอย่างเต็มที่และ “ไม่มีเงื่อนไข” ต่อรัสเซียในการทำสงครามในยูเครน 

มีรายงานว่านายลาฟรอฟยกย่องโครงการริมทะเลแห่งนี้ว่าเป็น “แหล่งท่องเที่ยวที่ดี” พร้อมเสริมว่าโครงการนี้จะได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งชาวท้องถิ่นและชาวรัสเซียที่กำลังมองหาจุดหมายปลายทางใหม่ๆ

ก่อนที่นายลาฟรอฟจะเดินทางเยือนรัสเซียเมื่อเร็วๆ นี้ รัสเซียประกาศว่าจะเริ่มให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงมอสโกและกรุงเปียงยางสัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน.

ที่มา CNA

ยุคใหม่แห่งศิลปะ หุ่นยนต์เอไอวาดภาพกษัตริย์ชาร์ลส์ โชว์ผลงานที่สหประชาชาติ

ยุคใหม่แห่งศิลปะ หุ่นยนต์เอไอวาดภาพกษัตริย์ชาร์ลส์ โชว์ผลงานที่สหประชาชาติ

18 ก.ค. 2568 14:11 น.

ยุคใหม่แห่งศิลปะ หุ่นยนต์เอไอวาดภาพกษัตริย์ชาร์ลส์ โชว์ผลงานที่สหประชาชาติ

เมื่อเทคโนโลยีไม่เพียงเปลี่ยนโลก แต่กำลังเปลี่ยนวงการศิลปะ “Ai-Da” หุ่นยนต์ศิลปินเอไอตัวแรกของโลกวาดพระสาทิสลักษณ์กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ด้วยแขนกลและอัลกอริธึม AI พร้อมจัดแสดงผลงานกลางเวที UN

ผลงานชิ้นนี้มีชื่อว่า “Algorithm King” สร้างขึ้นโดย Ai-Da หุ่นยนต์ศิลปินเอไอตัวแรกของโลก โดยใช้อัลกอริธึมปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงกับแขนกลเขียนภาพสีน้ำมันลงบนผ้าใบ โดยอาศัยกล้องที่ติดตั้งอยู่ในดวงตาของเธอในการจับภาพภาพวาดดังกล่าว โดยภาพวาดนี้ถูกนำไปเปิดตัวที่ สำนักงานผู้แทนถาวรสหราชอาณาจักรประจำองค์การการค้าโลก และองค์การสหประชาชาติ ณ กรุงเจนีวา ในงาน ประชุมสุดยอด “AI for Good” ประจำปี 2025 ซึ่งจัดโดยองค์การสหประชาชาติ ซึ่งภาพ “Algorithm King” รวมถึงภาพของผู้นำระดับโลกคนอื่น ๆ จะถูกจัดแสดงใน หลายประเทศทั่วโลกตลอดปี 2026

ยุคใหม่แห่งศิลปะ หุ่นยนต์เอไอวาดภาพกษัตริย์ชาร์ลส์ โชว์ผลงานที่สหประชาชาติ

ไอดัน เมลเลอร์ ผู้อำนวยการโครงการ Ai-Da Robot Project ยอมรับว่า ผลตอบรับที่มีต่อภาพวาดชิ้นนี้มีทั้งในแง่บวกและลบ โดยบางคนรู้สึกตื่นเต้นมากกับการที่เทคโนโลยีนี้กำลังเปลี่ยนแปลงสังคม ขณะที่บางคนกลับรู้สึกหวาดกลัว แต่มันก็เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องเผชิญในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 ที่กำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจนในตอนนี้ 

โดยก่อนหน้านี้ Ai-Da เคยสร้างพระบรมฉายาลักษณ์ของ สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ภายใต้ชื่อ “Algorithm Queen” เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครองราชย์ครบ 70 ปีของพระองค์มาแล้ว นอกจากนี้ Ai-Da ยังเคยสร้างประวัติศาสตร์เมื่อปี 2024 ด้วยการขายภาพวาดของเธอผ่านการประมูลของโซเธอบีส์ ด้วยราคาสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยหุ่นยนต์ศิลปินตัวนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ผู้คนตระหนักถึง บทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในชีวิตมนุษย์.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หุ่นยนต์

2 ผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือ เดบิวต์ในวงบอยแบนด์เคป๊อปใหม่ (คลิป)

2 ผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือ เดบิวต์ในวงบอยแบนด์เคป๊อปใหม่ (คลิป)

18 ก.ค. 2568 13:12 น.

2 ผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือ เดบิวต์ในวงบอยแบนด์เคป๊อปใหม่ (คลิป)

1VERSE วงบอยแบนด์เคป็อปน้องใหม่เปิดตัวแล้ววันนี้ โดยมีสมาชิก 2 คนซึ่งเป็นชาวเกาหลีเหนือที่แปรพักตร์ ขณะที่อัลบั้มประกอบด้วยเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับผลพวงจากการหลบหนีจากเกาหลีเหนือ

วง 1VERSE (ออกเสียงว่า “ยูนิเวิร์ส”) ประกอบด้วยสมาชิกชาย 5 คนในช่วงวัย 20 ปี จากเกาหลีเหนือ ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา โดยใช้ชื่อ ฮยอก, ซอก, ไอโตะ, นาธาน และเคนนี

ในช่วงเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 17 ก.ค. วงได้แสดงสดอีพีแรก “The 1st Verse” ซึ่งมีเพลงสามเพลง รวมถึงซิงเกิลเปิดตัว “Shattered” ส่วนมิวสิควิดีโอประกอบเพลงจะเผยแพร่ในวันนี้ (18 ก.ค.) วิดีโอที่บันทึกไว้เมื่อต้นปีนี้เผยให้เห็นสมาชิกวงแต่งหน้าทำผม และเต้นรำท่ามกลางฉากหลังแบบสโตรโบสโคป

ยู ฮยอก เดิมทีมาจากเขตคยองซอง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาหลีเหนือ อาศัยอยู่ในเกาหลีใต้ตั้งแต่ปี 2013 นอกจากจะได้เพลิดเพลินกับอิสรภาพในการแสดงความสามารถให้โลกรู้แล้ว ชายวัย 25 ปีผู้นี้ยังชื่นชอบการได้กินอาหารสามมื้อต่อวันอีกด้วย เพราะในเกาหลีเหนือ เขาเริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 9 ขวบ และกล่าวว่าบางครั้งเขาถูกบังคับให้ต้องใช้วิธีการสุดโต่งเพื่อให้ได้อาหารมา ทั้งกินข้าวบูดหรือแย่กว่านั้น และต้องขโมยของ

เขากล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สที่สตูดิโอของวงในกรุงโซลว่า “หลังจากที่ผมถูกจับได้ว่าขโมยของ ผมถูกตีอย่างหนักจนเลือดออก ผมหิวมาก และโดยสัญชาตญาณแล้วผมคิดถึงการเอาชีวิตรอด” 

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่สอบสวนเรื่องสิทธิในเกาหลีเหนือกล่าวเดือนที่แล้ว เกาหลีเหนือได้เพิ่มการควบคุมชีวิตผู้คนนับตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 ซึ่งพรมแดนทั้งหมดถูกปิด และการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ เช่น การประหารชีวิต การบังคับใช้แรงงาน และรายงานความอดอยากยังคงดำเนินต่อไป 

ฮยอกหนีออกจากเกาหลีเหนือตั้งแต่ยังเด็ก โดยหนีไปจีนและข้ามพรมแดนระหว่างประเทศอื่นๆ ด้วยความช่วยเหลือจากนายหน้าที่แม่ของเขาซึ่งอยู่ในเกาหลีใต้อยู่แล้วจัดการให้ แม้ว่าเขาจะมีความสุขกับชีวิตใหม่ แต่เขาก็จำได้ว่าการจากบ้านไปนั้นเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เขากล่าวว่า “ผมหิวและเหนื่อย แต่ผมมีความสุขที่ได้อยู่ท่ามกลางผู้คนที่ผมชอบ ซึ่งทำให้ผมไม่อยากมาที่นี่ในตอนแรก” 

เขากล่าวว่า เพลง “Shattered” สะท้อนความรู้สึกของเขาเมื่อทราบข่าวการเสียชีวิตของพ่อในเกาหลีเหนือ 

ด้านคิมซอก ผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนืออีกคนหนึ่งในวง และอายุ 25 ปี เคยอาศัยอยู่ในเมืองชายแดนใกล้จีน เขาได้รู้จักกับเพลงเคป๊อป จากเพื่อนคนหนึ่งที่แชร์มิวสิควิดีโอในเครื่องเล่นพกพา รวมถึงเพลงดัง “Gangnam Style” ของไซในปี 2012 ต่อมาซอกหนีออกมากับพ่อและยายเมื่ออายุ 20 ปี

รายงานล่าสุดชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเกาหลีเหนือกำลังยกระดับการปราบปรามการบริโภควัฒนธรรมเกาหลีใต้ ซึ่งรวมถึงกรณีที่วัยรุ่นถูกตัดสินให้ใช้แรงงานหนักเพราะดูเคป๊อป รวมถึงการปิดกั้นรูปแบบการพูดภาษาเกาหลีใต้

มิเชลล์ โช โปรดิวเซอร์และซีอีโอของ Singing Beetle ค่ายเพลงของ 1VERSE กล่าวว่า เธอต้องการสร้างวงดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้นในอุตสาหกรรมที่มักถูกมองว่าสมบูรณ์แบบ เธอกล่าวว่า “ใครบ้างจะไม่ชอบเรื่องราวของคนจากภูมิหลังที่ต่ำต้อยที่ไล่ตามความฝัน โดยเฉพาะวงการเคป๊อป” 

แม้ว่าวงจะได้รับความสนใจจากการที่มีสมาชิกเป็นผู้แปรพักตร์จากเกาหลีเหนือ  แต่ฮยอกก็หวังว่าพวกเขาจะได้รับการตัดสินจากคุณภาพของผลงาน “ผมอยากเป็นไอดอลที่นำพาพลังและข้อความที่ทำให้ผู้คนมากมายรู้สึกดีขึ้น พวกเขาไม่ได้โดดเดี่ยว และยังมีคนที่เหมือนผมอยู่ด้วย”

ที่มา Reuters

จะไปอเมริกาต้องจ่ายเพิ่ม สหรัฐฯ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าและค่าเดินทางปี 2025 คนไทยโดนด้วย

จะไปอเมริกาต้องจ่ายเพิ่ม สหรัฐฯ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าและค่าเดินทางปี 2025 คนไทยโดนด้วย

18 ก.ค. 2568 12:20 น.

จะไปอเมริกาต้องจ่ายเพิ่ม สหรัฐฯ ขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าและค่าเดินทางปี 2025 คนไทยโดนด้วย

สหรัฐฯอเมริกา เตรียมขึ้นค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยว สวนทางนโยบายดึงดูดนักเดินทาง รวมถึงยังเพิ่มค่าธรรมเนียมใหม่สำหรับผู้ที่ถูกจับกุมบริเวณชายแดนแบบจัดหนัก 

รัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการเดินทางเข้าประเทศอย่างครอบคลุมในปี 2025 ภายใต้ร่างกฎหมายชุดใหม่ชื่อ One Big Beautiful Bill Act ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อจัดหาเงินทุนสำหรับการรักษาความมั่นคงชายแดน การอัปเกรดระบบตรวจคนเข้าเมือง และการบริหารจัดการผู้อพยพผิดกฎหมาย

หนึ่งในค่าธรรมเนียมที่ถูกจับตามากที่สุดคือ “Integrity Fee” ซึ่งจะเรียกเก็บจากผู้ขอวีซ่าชั่วคราวทุกประเภท (Non-immigrant visas) รวมถึงนักท่องเที่ยว นักเรียน และนักธุรกิจทั่วโลก โดยกำหนดให้จ่ายเพิ่มอีก 250 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9,100 บาท  ทำให้คนไทยที่สมัครขอวีซ่า B1/B2 อาจต้องจ่ายเงินมากถึง 435 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 14,000 บาท เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียม 185 ดอลลาร์หรือประมาณ 6,000 บาทที่เรียกเก็บอยู่เดิม ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นหลายพันบาทต่อคน โดยค่าธรรมเนียมใหม่นี้ไม่สามารถขอยกเว้น ลดหย่อน หรือขอคืนเงินได้

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ยังเตรียมปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมอื่น ๆ อย่างเช่นค่าลงทะเบียน ESTAซึ่งใช้กับพลเมืองประเทศที่อยู่ในโครงการ Visa Waiver Program เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์ ซึ่งเดิมอยู่ที่ 21 ดอลลาร์ จะถูกปรับขึ้นอีก 13 ดอลลาร์ และอาจเพิ่มต่อเนื่องทุกปีตามอัตราเงินเฟ้อ เริ่มตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป สำหรับผู้ถือวีซ่า B ของจีนยังต้องจ่ายค่าลงทะเบียน EVUS เพิ่มขึ้นเป็น 30 ดอลลาร์ หรือมากกว่านั้นตามอัตราเงินเฟ้อเช่นกัน

ทางฝ่ายสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่า การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อความมั่นคงของประเทศและเพื่อให้หน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองมีทรัพยากรมากขึ้นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบการเช็กอินข้ามแดน สนามบิน และการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจารณ์กลับมองว่านโยบายนี้อาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะสำหรับนักเดินทางจากประเทศรายได้ปานกลางถึงต่ำ เช่น ไทย ที่จะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นตั้งแต่ยังไม่ก้าวขึ้นเครื่องบิน โดยนักวิเคราะห์จาก American Immigration Council ระบุว่า การขึ้นค่าธรรมเนียมในลักษณะนี้อาจทำให้หลายแสนคนที่เคยจ่ายไหว ไม่สามารถเดินทางได้อีกต่อไป

นอกจากนี้ กฎหมายใหม่นี้ยังเพิ่มค่าปรับ “inadmissible alien apprehension fee” สำหรับผู้ที่ถูกจับกุมจากการพยายามลักลอบเข้าเมืองสูงถึง 5,000 ดอลลาร์ 

มาตรการใหม่ทั้งหมดจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปีงบประมาณ 2025 และจะทยอยปรับขึ้นต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันวันที่แน่ชัดว่าจะเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เมื่อใด แต่การผ่านร่างกฎหมายชุดนี้จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ที่ส่งผลโดยตรงต่อผู้ขอวีซ่าสหรัฐฯ จากทั่วโลก รวมถึงชาวไทยทุกคนที่มีแผนเดินทางไปยังสหรัฐฯ ในอนาคตอันใกล้.

ที่มา : USAtoday

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ค่าธรรมเนียมวีซ่า

แอนนาเบลล์: ประวัติและตำนานตุ๊กตาผีสิง

แอนนาเบลล์: ประวัติและตำนานตุ๊กตาผีสิง

18 ก.ค. 2568 12:04 น.

แอนนาเบลล์: ประวัติและตำนานตุ๊กตาผีสิง

การเสียชีวิตอย่างปริศนาของแดน ริเวรา นักสืบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ที่ออกทัวร์พร้อมตุ๊กตา “แอนนาเบลล์” ทำให้ตุ๊กตาอาถรรพ์ตัวนี้กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยเฉพาะประวัติของตุ๊กตาแอนนาเบลล์

ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ (Annabelle) ไม่ได้เป็นเพียงตุ๊กตาธรรมดา แต่เป็นหนึ่งในวัตถุต้องคำสาปที่โด่งดังและเป็นที่รู้จักมากที่สุดในโลก ถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ลึกลับของ เอ็ดและลอร์เรน วอร์เรน นักปราบผีและผู้เชี่ยวชาญด้านอาถรรพ์ชื่อดัง ตุ๊กตาตัวนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์สยองขวัญหลายเรื่องในจักรวาล The Conjuring ซึ่งยิ่งตอกย้ำความน่าสะพรึงกลัวของมัน

ตุ๊กตา Annabelle ที่มีอยู่จริง ไม่ใช่ตุ๊กตาหน้าตาน่ากลัวเหมือนในหนัง แต่เป็นตุ๊กตาผ้าหน้าตาน่ารัก ทำจากผ้าฝ้าย ใบหน้ามีรอยยิ้มหวานและผมเป็นเส้นด้ายสีแดง ตุ๊กตา แร็กดี้ แอน (Raggedy Ann)  เป็นตุ๊กตายอดนิยมในอเมริกามาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 20 ออกแบบโดย Johnny Gruelle นักวาดภาพประกอบเด็กในปี 1915 เพื่อใช้เป็นของเล่นและมีการเขียนนิทานประกอบ

จุดเริ่มต้นความหลอน

เรื่องราวของแอนนาเบลล์เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1968 เมื่อ ดอนน่า (Donna) นักศึกษาพยาบาลได้รับตุ๊กตาแร็กดี้ แอน (Raggedy Ann) เป็นของขวัญวันเกิดจากแม่ของเธอ ดอนน่าและเพื่อนร่วมห้องของเธอ แองจี้ (Angie) ในตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร ตุ๊กตาตัวนี้ดูน่ารักและไม่มีพิษมีภัยใดๆ จนกระทั่งเหตุการณ์ประหลาดเริ่มเกิดขึ้น

ในตอนแรก ตุ๊กตาจะถูกพบในตำแหน่งและสถานที่ที่แตกต่างกันไปในห้องพักของพวกเธอเอง ทั้งๆ ที่ไม่มีใครไปขยับมัน บางครั้งมันก็ถูกพบในท่าทางที่ดูเหมือนถูกจัดวางอย่างจงใจ เช่น นั่งอยู่บนโซฟาหรือยืนพิงผนัง

แอนนาเบลล์: ประวัติและตำนานตุ๊กตาผีสิง

ความผิดปกติเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อตุ๊กตาเริ่มเขียนข้อความบนกระดาษหนังแกะ โดยมีข้อความที่เขียนด้วยดินสอว่า “Help Us” หรือ “Help Lou” (Lou เป็นเพื่อนสนิทของดอนน่าและแองจี้) ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างมาก เนื่องจากไม่มีใครในห้องเป็นเจ้าของกระดาษหนังแกะนี้ หรือรู้ว่ามาจากไหน

จุดเปลี่ยนที่ทำให้ดอนน่าและแองจี้เริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลอย่างรุนแรงคือ เหตุการณ์ที่ตุ๊กตาโจมตี ลู (Lou) แฟนหนุ่มของแองจี้ ลูไม่เคยเชื่อเรื่องที่ดอนน่าและแองจี้เล่าเกี่ยวกับตุ๊กตา เขาคิดว่าพวกเธอแค่จินตนาการไปเอง คืนหนึ่ง ขณะที่ลูนอนหลับอยู่ในห้องพักของสาวๆ เขาก็ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนมีใครบางคนกำลังบีบคอเขา เมื่อลูมองลงไปที่เท้าของเขา เขาก็เห็นตุ๊กตาแอนนาเบลล์นั่งอยู่ตรงนั้น ด้วยความตกใจ ลูตะโกนสุดเสียง

หลังจากเหตุการณ์นี้ ดอนน่าและแองจี้ก็ตระหนักว่าตุ๊กตาตัวนี้อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่อันตรายสิงอยู่

การเข้ามาของเอ็ดและลอร์เรน วอร์เรน

ด้วยความหวาดกลัวและไม่รู้จะทำอย่างไร ดอนน่าและแองจี้จึงติดต่อไปยังหมอผี และในที่สุดก็ได้ติดต่อกับ เอ็ดและลอร์เรน วอร์เรน ซึ่งในขณะนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาถรรพ์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว

เอ็ด และลอเรน วอร์เรน และตุ๊กตาแอนนาเบลล์
เอ็ด และลอเรน วอร์เรน และตุ๊กตาแอนนาเบลล์

เมื่อวอร์เรนส์มาถึง พวกเขาได้ทำการสอบสวนและสรุปว่าตุ๊กตาไม่ได้ถูกสิงโดยวิญญาณของเด็กหญิงที่ชื่อแอนนาเบลล์ ฮิกกินส์ (Annabelle Higgins) ตามที่หมอผีคนแรกบอก (ซึ่งอ้างว่าวิญญาณของเด็กหญิงคนนี้ได้ขออนุญาตอยู่กับตุ๊กตา) แต่เป็นปีศาจที่แสร้งทำเป็นวิญญาณของเด็กผู้หญิงเพื่อหลอกล่อให้ดอนน่าและแองจี้อนุญาตให้มันเข้ามาในชีวิตของพวกเธอ

ปีศาจนี้มีเป้าหมายที่แท้จริงคือ การครอบงำมนุษย์ ซึ่งตุ๊กตาเป็นเพียงเครื่องมือหรือช่องทางที่ปีศาจใช้ในการเคลื่อนไหวและสร้างความหวาดกลัว เพื่อให้คนอ่อนแอลงและง่ายต่อการถูกครอบงำ

เอ็ดและลอร์เรน วอร์เรนได้ทำการขับไล่ปีศาจออกจากตุ๊กตา และนำตุ๊กตากลับไปเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของพวกเขาเองใน มอนโร รัฐคอนเนทิคัต ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมวัตถุอาถรรพ์และต้องคำสาปที่พวกเขาเก็บมาจากการทำคดีต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้มันไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครได้อีก

แอนนาเบลล์ในพิพิธภัณฑ์

ตุ๊กตาแอนนาเบลล์ถูกเก็บรักษาไว้อย่างแน่นหนาในตู้กระจกที่ถูกปิดผนึกไว้เป็นพิเศษ ภายในพิพิธภัณฑ์ลึกลับของวอร์เรนส์ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เปิดให้คนเข้าชม โดยตู้นี้มีป้ายเตือนระบุว่า “WARNING: POSITIVELY DO NOT OPEN” (คำเตือน: ห้ามเปิดโดยเด็ดขาด) เพื่อย้ำเตือนถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากมีใครไปยุ่งกับมัน

แม้จะถูกเก็บไว้อย่างแน่นหนา แต่เรื่องราวของแอนนาเบลล์ก็ยังคงถูกเล่าขาน และเป็นแรงบันดาลใจให้กับภาพยนตร์หลายเรื่องในจักรวาล The Conjuring ซึ่งทำให้ตุ๊กตาตัวนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความน่ากลัวและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

ปัจจุบันตุ๊กตาตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของทัวร์ “Devils on the Run Tour” ตามโพสต์จากสมาคมวิจัยพลังจิตแห่งนิวอิงแลนด์ (NESPR) โดยทัวร์ “Devils on the Run” เฉลิมฉลองผลงานของเอ็ดและลอเรน วอร์เรน และจัดแสดงตุ๊กตาแอนนาเบลล์ “ให้กับผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับเธอ”

ตามคำอธิบายของทัวร์ระบุว่า “หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของทัวร์นี้คือตุ๊กตาแอนนาเบลล์อันโด่งดัง ซึ่งแม้จะดูไร้เดียงสา แต่ก็เป็นสาเหตุของเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวมากมาย มีรายงานว่าตุ๊กตาตัวนี้นำความโชคร้าย การบาดเจ็บ และแม้กระทั่งความตายมาสู่ผู้ที่สัมผัสกับตุ๊กตาตัวนี้อย่างไม่เหมาะสม” 

ในเดือนพฤษภาคม มีข่าวลือว่าตุ๊กตาแอนนาเบลล์หายไปจากพิพิธภัณฑ์คอนเนตทิคัต ริเวราจึงโพสต์ใน TikTok เพื่อยืนยันกับผู้ชมว่าตุ๊กตาตัวนี้อยู่ที่ไหน “ผมอยากให้ทุกคนมั่นใจว่าแอนนาเบลล์อยู่ในพิพิธภัณฑ์เวทมนตร์ของครอบครัววอร์เรน ลองเข้าไปดูข้างในกัน” เขากล่าว จากนั้นเขาก็นำกล้องเข้าไปในพิพิธภัณฑ์และบันทึกภาพตุ๊กตาไว้หลังกระจก”

โทนี่ สเปรา ลูกเขยของครอบครัววอร์เรน ให้สัมภาษณ์กับ NBC News เมื่อเดือนพฤษภาคม โดยกล่าวว่าแอนนาเบลล์ไม่ได้หายไปไหน แต่กำลังเดินทางไปทัวร์ทั่วประเทศ “ความจริงก็คือ ตุ๊กตาตัวนี้ไม่เคยหลุดจากสายตาและการควบคุมของเราเลย มันอยู่ในกล่องป้องกัน มีมาตรการป้องกันหลายอย่างเพื่อความปลอดภัย” 

เรื่องราวของแอนนาเบลล์ ถูกดัดแปลงให้สยองขวัญและน่ากลัวขึ้นหลายเท่าในภาพยนตร์ The Conjuring (2013) ซึ่งเล่าเรื่องของเอ็ดและลอร์เรน วอร์เรน หลังจากนั้นก็มีการสร้างภาคแยก (Spin-off) เกี่ยวกับแอนนาเบลล์โดยเฉพาะ เช่น Annabelle (2014), Annabelle: Creation (2017) และ Annabelle Comes Home (2019).

“คิสแคม”ทำพิษ ซีอีโอควงกิ๊กดูคอนเสิร์ต Coldplay เจอจับภาพขึ้นจอ ชาวเน็ตรุมด่าฉ่ำ (ชมคลิป)

"คิสแคม"ทำพิษ ซีอีโอควงกิ๊กดูคอนเสิร์ต Coldplay เจอจับภาพขึ้นจอ ชาวเน็ตรุมด่าฉ่ำ (ชมคลิป)

18 ก.ค. 2568 11:02 น.

“คิสแคม”ทำพิษ ซีอีโอควงกิ๊กดูคอนเสิร์ต Coldplay เจอจับภาพขึ้นจอ ชาวเน็ตรุมด่าฉ่ำ (ชมคลิป)

ซีอีโอบริษัทสหรัฐฯ งานเข้า เจอจับภาพ “คิสแคม” ระหว่างดูคอนเสิร์ตวงโคลด์เพลย์ กับหญิงคนอื่นที่ไม่ใช่ภรรยา ซึ่งพบว่าเป็นพนักงานในบริษัทเดียวกัน งานนี้เจอชาวเน็ตขุดกันอย่างสนุกสนาน

ภาพจากช่วงเวลา “คิสแคม” (kiss cam) ในคอนเสิร์ตของวงโคลด์เพลย์ กลายเป็นเรื่องอื้อฉาว เมื่อเผยให้เห็นผู้บริหารบริษัทด้านเทคโนโลยีและหัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลกำลังยืนกอดกันในงานคอนเสิร์ต ขณะที่คริส มาร์ติน นักร้องนำของวง เชื่อว่าพวกเขา “อาจกำลังเป็นกิ๊กกัน”

ทั้งคู่ ซึ่งถูกระบุตัวตนว่าคือ แอนดี้ ไบรอน ซีอีโอของ Astronomer และคริสติน คาบ็อต หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรบุคคลของบริษัท พยายามปิดบังใบหน้าเมื่อถูกจับภาพขณะกำลังแสดงความรักใคร่บนจอขนาดใหญ่ ที่สนามกีฬายิลเล็ตต์ ใกล้เมืองบอสตันเมื่อคืนวันพุธ (16 ก.ค.)

ขณะที่กล้องแพนเข้าหาพวกเขา ไบรอนโอบแขนรอบหน้าอกของคาบอต โดยนิ้วของเธอสอดประสานกับนิ้วของเขา ต่อมาพวกเขาตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่ากำลังอยู่บนหน้าจอ ทำให้คาบอตต้องสะบัดมือปิดหน้าและหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไบรอนก้มตัวลงหลบสายตา

ตอนแรก มาร์ตินคิดว่ากล้องจับภาพช่วงเวลาอันแสนหวานได้ “ดูสองคนนี้สิ” เขาพูดอย่างอ่อนโยน แต่ปฏิกิริยาของพวกเขาทำให้มาร์ตินเริ่มสับสน  “โอ้ อะไรนะ?” มาร์ตินพูดขึ้นบนเวที “พวกเขาเป็นก๊กกันหรือแค่ขี้อายมาก” เขากล่าวต่อว่า “พระเจ้าช่วย หวังว่าเราจะไม่ได้ทำอะไรไม่ดีนะ” 

โดยในคลิปต้นทางที่โพสต์ลงใน TikTok มีผู้ชมแล้วกว่า 43.6 ล้านครั้ง และกดไลค์กกว่า 4.6 ล้านครั้ง

ส่วนคอมเนต์นั้น เกือบทั้งหมดเป็นการตำหนิไบรอนและคาบ็อต รวมถึงการเปิดเผยประวัติและชื่อของทั้งคู่ และให้กำลังฝ่ายภรรยา รวมถึงแสดงความสงสารและเห็นใจมาก

ทั้งนี้ ทั้งคู่ดูเหมือนจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดที่ Astronomer บริษัทด้าน AI และข้อมูล ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อคาบ็อตได้รับการว่าจ้างในเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว โดยไบรอินได้พูดถึงประสบการณ์ด้านทรัพยากรบุคคล 20 ปีและทักษะ “ความเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม” ของเธออย่างออกรส

ขณะเดียวกันคาบ็อตเขียนบน LinkedIn ว่าการสนทนากับไบรอนก่อนการว่าจ้างทำให้เธอ “มีพลัง” เกี่ยวกับ “โอกาส” ในบริษัท เธอยังกล่าวว่าเธอได้รับ “ความไว้วางใจจากพนักงานทุกระดับ ตั้งแต่ซีอีโอ ผู้จัดการ ไปจนถึงผู้ช่วย”

จากประวัติพบว่า ไบรอนแต่งงานกับเมแกน เคอร์ริแกน ไบรอน  ขณะที่คาบ็อตเพิ่งหย่ากับเคนเน็ธ ธอร์นบี อดีตสามีของเธอ เมื่อปี 2018 และการแยกทางได้ข้อสรุปในปี 2022 ตามบันทึกของศาลในรัฐแมสซาชูเซตส์ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเธอได้แต่งงานใหม่แล้วหรือไม่

อดีตเพื่อนร่วมงานคนหนึ่งกล่าวว่า อดีตพนักงานของไบรอนกำลัง “หัวเราะจนท้องแข็ง” เกี่ยวกับเรื่องชู้สาวที่ถูกบันทึกภาพได้ แหล่งข่าวกล่าวว่า “กลุ่มข้อความและเครือข่ายของอดีตพนักงานนั้นเหมือนกับว่าทุกคนหัวเราะจนท้องแข็งและสนุกกับสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนเขากลับถูกเปิดโปง” พร้อมเสริมว่าไบรอนถูกกล่าวหาว่าเป็นเจ้านายที่ “มีพิษมีภัย”.


ที่มา New York Post

บันทึกเสียงห้องนักบินแอร์ อินเดีย ชี้กัปตันอาจเป็นคนสั่งตัดระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเสียเอง

บันทึกเสียงห้องนักบินแอร์ อินเดีย ชี้กัปตันอาจเป็นคนสั่งตัดระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเสียเอง

18 ก.ค. 2568 10:52 น.

บันทึกเสียงห้องนักบินแอร์ อินเดีย ชี้กัปตันอาจเป็นคนสั่งตัดระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเสียเอง

บันทึกเสียงห้องนักบิน “แอร์ อินเดีย” เผยกัปตันอาจเป็นคนตัดน้ำมันเครื่องยนต์ โบอิ้ง 787 เอง ก่อนเครื่องตกดับสลด 260 ศพ เมื่อเดือนที่แล้ว ทางการเร่งสอบสวน ปมผิดพลาดมนุษย์หรือระบบ

วันที่ 16 กรกฎาคม 2568 เว็บไซต์ข่าว The Wall Street Journal รายงานอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดในหน่วยงานการสอบสวนของสหรัฐฯ ว่าเสียงบันทึกในห้องนักบินของเที่ยวบินแอร์อินเดีย เที่ยวบิน AI171 ซึ่งประสบเหตุตกในเมืองอาเมดาบัด ประเทศอินเดีย เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมา บ่งชี้ว่า กัปตันอาจเป็นผู้สั่งตัดระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงไปยังเครื่องยนต์ทั้งสอง หลังจากเครื่องเพิ่งทะยานขึ้นจากรันเวย์ได้เพียงไม่นาน

โดยอุบัติเหตุสุดสะเทือนใจครั้งนี้ คร่าชีวิตผู้โดยสาร 241 ศพ จากจำนวนผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 242 คนบนเครื่อง และมีผู้เสียชีวิตบนพื้นดินอีก 19 ศพ รวมยอดเสียชีวิตทั้งสิ้น 260 ศพ ขณะเครื่องบินกำลังมุ่งหน้าไปยังสนามบินแกตวิก ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ แต่กลับร่วงลงใส่พื้นที่อยู่อาศัยไม่ไกลจากสนามบิน และกับใกล้วิทยาลัยการแพทย์ BJ Medical College

ก่อนหน้านี้ สำนักงานสอบสวนอุบัติเหตุทางอากาศของอินเดีย (AAIB) เปิดเผยรายงานการสอบสวนเบื้องต้น ที่เผยแพร่เมื่อ 12 กรกฎาคม ระบุว่า สวิตช์ควบคุมน้ำมันของเครื่องยนต์ทั้งสองได้ถูกปรับจากตำแหน่ง “RUN” เป็น “CUTOFF” ภายในเวลาไม่ถึงวินาที ระหว่างที่เครื่องกำลังไต่ระดับหลังเทคออฟ ซึ่งตรงกับเสียงสนทนาในห้องนักบินที่ นักบินผู้ช่วยตั้งคำถามกับกัปตันว่า เหตุใดจึงตัดน้ำมันเครื่องยนต์ แต่กัปตันตอบว่า “ไม่ได้ทำ”

กัปตันวัย 56 ปีมีประสบการณ์บินมากกว่า 15,600 ชั่วโมง โดยในนั้นบินเครื่องโบอิ้ง 787 มาแล้วกว่า 8,500 ชั่วโมง ส่วนนักบินผู้ช่วยวัย 32 ปี มีประสบการณ์บินรวม 3,400 ชั่วโมง โดยแหล่งข่าวระบุว่า ในช่วงเวลาเร่งด่วนเช่นนั้น นักบินผู้ช่วยคงไม่มีเวลาหรือเหตุผลในการตัดน้ำมันเครื่องเอง

ข้อมูลจากกล่องดำยังแสดงว่า ระบบจ่ายน้ำมันถูกเปิดกลับเป็น “RUN” ภายใน 10 วินาที ซึ่งทำให้ระบบอัตโนมัติของ Boeing พยายามรีสตาร์ทเครื่องยนต์ หนึ่งในเครื่องมีสัญญาณฟื้นตัว แต่ไม่ทันการณ์ เครื่องตกลงสู่พื้นดินในเวลาต่อมา โดยภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็น ใบพัดฉุกเฉิน (Ram Air Turbine หรือ RAT) กางออกทันทีหลังเครื่องขึ้น ซึ่งยืนยันว่าระบบไฟฟ้าและไฮดรอลิกหยุดทำงานโดยสิ้นเชิง

ขณะที่ นายแคมป์เบลล์ วิลสัน ซีอีโอของสายการบินแอร์อินเดีย ระบุในบันทึกภายในว่า การสอบสวนเบื้องต้นไม่พบปัญหาด้านเครื่องยนต์หรือการซ่อมบำรุงแต่อย่างใด ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ และยุโรปยังคงยืนยันความมั่นใจในระบบล็อกสวิตช์น้ำมันของโบอิ้ง

อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับสมบูรณ์คาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 12 เดือน โดยอุบัติเหตุครั้งนี้จุดกระแสเรียกร้องอีกครั้งให้มีการติดตั้งกล้องวิดีโอในห้องนักบิน เพื่อเพิ่มหลักฐานสำคัญในกรณีเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ในอนาคต.

ฝนถล่มเกาหลีใต้ ดับ 4 ศพ อพยพประชาชน 1,300 คน

ฝนถล่มเกาหลีใต้ ดับ 4 ศพ อพยพประชาชน 1,300 คน

18 ก.ค. 2568 10:16 น.

ฝนถล่มเกาหลีใต้ ดับ 4 ศพ อพยพประชาชน 1,300 คน

พายุฝนกระหน่ำหนักถล่มพื้นที่ภาคกลางและใต้ของเกาหลีใต้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ราย บาดเจ็บ 2 คน ขณะที่ประชาชนกว่า 1,300 คน ต้องอพยพหนีน้ำท่วมฉับพลัน

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568  ศูนย์บัญชาการภัยพิบัติและความปลอดภัยกลางของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า รัฐบาลประกาศยกระดับเตือนภัยฝนตกหนักขึ้นเป็นระดับ “รุนแรงที่สุด” พร้อมสั่งระดมกำลังจากทุกกระทรวง เข้าระงับเหตุเต็มรูปแบบ

โดยนับเป็นครั้งแรกที่เกาหลีใต้ต้องใช้มาตรการฉุกเฉินระดับสูงสุด นับตั้งแต่พายุไต้ฝุ่นขนุน (Khanun) พัดถล่มประเทศเมื่อเดือน สิงหาคม 2566

ทางการระบุว่า พื้นที่เสียหายหนักจากสถานการณ์น้ำท่วมและดินถล่ม ได้แก่เมืองโฮซาน ซึ่งเกิดเหตุกำแพงกันดินถล่มใส่รถยนต์ที่วิ่งอยู่ คนขับเสียชีวิตคาที่ ตามด้วยเมืองซอซาน จังหวัดชุงชองใต้ พบชายหมดสติในรถที่ถูกน้ำท่วม นำส่งโรงพยาบาลแต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา ใกล้กันพบศพชายวัย 80 เสียชีวิตเช่นกัน

นอกจากนี้ที่เมืองดังจิน เจ้าหน้าที่พบชายสูงวัยอีกหนึ่งรายเสียชีวิตในชั้นใต้ดินบ้าน ขณะพยายามระบายน้ำออก ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ดับเพลิงยังพบผู้บาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย จากภาวะตัวเย็นเกินในพื้นที่ซอซานและพูยอ

ทางด้านกรมอุตุนิยมวิทยาเกาหลีใต้เตือนว่า ภาคกลางตอนล่าง  จังหวัดคยองกีใต้ และภาคใต้ส่วนใหญ่ อาจมีฝนตกเพิ่มอีก มากกว่า 300 มม. ภายในวันเสาร์นี้ โดยเมืองใหญ่อย่างปูซาน อุลซาน และกวางจู คาดว่าจะรับน้ำฝนอีก 100-200 มม.

นอกจากนี้ยังมีการออกข้อความเตือนภัยผ่านมือถือถึง 26 ฉบับภายในเช้าวันพฤหัสฯ โดย 25 ฉบับอยู่ในพื้นที่จังหวัดชุงชอง อย่างไรก็ตามสถานการณ์ยังไม่นิ่ง ทางการเตือนให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุอุทกภัยต่อไป.

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์ป่วยโรคหลอดเลือดดำ หลังมีคนเห็นอาการบวมที่ขาและรอยฟกช้ำที่มือ

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์ป่วยโรคหลอดเลือดดำ หลังมีคนเห็นอาการบวมที่ขาและรอยฟกช้ำที่มือ

18 ก.ค. 2568 08:39 น.

ทำเนียบขาวยืนยัน ทรัมป์ป่วยโรคหลอดเลือดดำ หลังมีคนเห็นอาการบวมที่ขาและรอยฟกช้ำที่มือ

ทรัมป์มือช้ำ-ขาบวม ทำเนียบขาวเผยผู้นำสหรัฐฯ ป่วยด้วยโรค “ภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง” แต่ยืนยันสุขภาพโดยรวมยังแข็งแรง

วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 นางแคโรไลน์ เลวิตต์ โฆษกทำเนียบขาวสหรัฐฯ แถลงยืนยันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ วัย 79 ปี มีอาการป่วยเป็น “โรคหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง” (Chronic Venous Insufficiency) หรือ  CVI หลังมีภาพปรากฎตามสื่อว่าผู้นำสหรัฐฯ มือฟกช้ำและขาบวม ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักและมีการคาดเดาไปต่างๆนานา ในโลกออนไลน์เกี่ยวกับสุขภาพของผู้นำสหรัฐฯ  

โฆษกทำเนียบขาว ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งเข้ารับการตรวจร่างกายอย่างละเอียด รวมถึงการตรวจหลอดเลือด หลังพบอาการบวมที่ขาทั้งสองข้าง โดยแพทย์สรุปว่าเป็นภาวะหลอดเลือดดำไม่สามารถส่งเลือดกลับหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เลือดคั่งบริเวณปลายขา

พร้อมกันนี้ยังอธิบายถึงอาการฟกช้ำที่มือว่า เกิดจากการจับมือบ่อยครั้งประกอบกับการที่ทรัมป์รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด จึงมีโอกาสช้ำง่ายขึ้น แต่ถือเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้สูงอายุที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด

ทางด้านนายแพทย์ ฌอน บาร์บาเบลลา แพทย์ประจำตัวทรัมป์ เปิดเผยว่า อาการของทรัมป์ถือว่า “ไม่รุนแรงและพบได้ทั่วไป” โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี และจากการตรวจเพิ่มเติมไม่พบสัญญาณของโรคหัวใจล้มเหลว ไตวาย หรือโรคระบบอื่นๆ แต่อย่างใด พร้อมยืนยันว่าโดยรวมแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์มีสุขภาพแข็งแรงดี 

ก่อนหน้านี้ ภาพขาบวมของทรัมป์ถูกถ่ายได้ระหว่างเข้าร่วมชมการแข่งขันฟุตบอล FIFA Club World Cup นัดชิงที่รัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา และหลังจากนั้นก็มีภาพมือช้ำของทรัมป์ในระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีบาห์เรน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม และก่อนหน้านั้นในเดือนกุมภาพันธ์ก็เคยมีภาพมือเขียวขณะจับมือกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส

โดยทรัมป์เพิ่งสร้างสถิติเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่มีอายุมากที่สุดขณะเข้ารับตำแหน่งอีกสมัยในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ขณะอายุ 78 ปี 7 เดือน และยังคงประกาศเสมอว่าตัวเขาเองคือผู้นำที่สุขภาพดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ทั้งนี้ โรคหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง มักพบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่มีน้ำหนักเกิน หรือทำงานที่ต้องยืนเป็นเวลานาน แพทย์แนะนำให้ใช้ถุงน่องรัดพิเศษ และยกขาสูงขณะนอนหลับ รวมถึงทาครีมบำรุงเพื่อป้องกันผิวหนังแห้งอย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าโรคนี้ไม่ใช่ภาวะอันตรายหากได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม.