UK ปิดมา 3 ปี ทำข้อมูลรั่วไหล ชาวอัฟกันนับแสนเสี่ยงโดนตาลีบันล้างแค้น

UK ปิดมา 3 ปี ทำข้อมูลรั่วไหล ชาวอัฟกันนับแสนเสี่ยงโดนตาลีบันล้างแค้น

18 ก.ค. 2568 08:30 น.

UK ปิดมา 3 ปี ทำข้อมูลรั่วไหล ชาวอัฟกันนับแสนเสี่ยงโดนตาลีบันล้างแค้น

  • เจ้าหน้าที่กลาโหมของ UK ทำข้อมูลลับจำนวนมากรั่วไหล เป็นรายชื่อชาวอัฟกันที่เคยร่วมมือกับสหราชอาณาจักรต่อสู้กับกลุ่มตาลีบัน และตอนนี้พวกเขากำลังเสี่ยงต่อการถูกล้างแค้น
  • การรั่วไหลของข้อมูลนี้ทำให้สหราชอาณาจักรต้องดำเนินแผนการโยกย้ายถิ่นฐานของชาวอัฟกันที่ได้รับผลกระทบมายังสหราชอาณาจักร ซึ่งคาดกันว่าจะต้องใช้ภาษีของประชาชนหลายแสนล้านบาท
  • UK ปกปิดข้อมูลเรื่องเหตุรั่วไหลครั้งนี้มานานกว่า 3 ปี จนกระทั่งมีการเปิดเผยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ในขณะที่ชาวอัฟกันกว่า 1,000 คน ร่วมกันยื่นฟ้องรัฐบาล เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายแล้ว

ความปลอดภัยของชาวอัฟกานิสถานหลายหมื่นหรืออาจจะถึงหลักแสนคนกำลังตกอยู่ในความเสี่ยง หลังจากกองทัพ UK ทำข้อมูลขนาดใหญ่ที่รัฐบาลพยายามจะเก็บเป็นความลับรั่วไหลออกไปโดยไม่ตั้งใจ

รายละเอียดเกี่ยวกับความผิดพลาดนั้นเพิ่งได้รับการเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (15 ก.ค.) ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นมานานกว่า 3 ปีแล้วก็ตาม

ประเมินกันว่า มูลค่าความเสียหายต่อผู้เสียภาษีจากเหตุการณ์นี้อาจสูงถึงหลายพันล้านปอนด์ เนื่องจากรัฐบาลต้องจ่ายเงินเพื่อย้ายที่อยู่ให้ชาวอัฟกานิสถานหลายพันที่มีชื่ออยู่ในข้อมูลที่รั่วไหล

การรั่วไหลที่ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุมันจึงถูกปกปิดมานานขนาดนี้ ใครได้รับผลกระทบบ้าง และความเสียหายมากมายเพียงใด?

เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์
เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์

การรั่วไหลเกิดจากความผิดพลาด

เจ้าหน้าที่กองทัพผู้ไม่มีการเปิดเผยนามนายหนึ่ง แชร์อีเมลจำนวนหลายฉบับที่มีชื่อและข้อมูลอื่นๆ ของชาวอัฟกานิสถานจำนวน 18,714 คน ที่ยื่นขอเข้าร่วมโครงการย้ายถิ่นของสหราชอาณาจักรในปี 2565 ออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

เมื่อรวมกับสมาชิกครอบครัวของผู้ที่ถูกระบุชื่อเข้าไปแล้ว จำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบอาจสูงถึง 100,000 คน

เจ้าหน้าที่รายนี้ส่งอีเมลออกไปเพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูล โดยเชื่อว่าตัวเองส่งข้อมูลออกไปเพียง 150 รายการ แต่ในความเป็นจริงข้อมูลที่เขาหรือเธอผู้นี้ส่งออกไปมีมากถึง 33,000 รายการ

แผนการย้ายถิ่นของ UK คือการให้ผู้ที่ทำงานร่วมกับกองทัพสหราชอาณาจักรทำสงครามกับกลุ่มตาลีบันระหว่างปี 2544-2564 และเสี่ยงถูกตาลีบันล้างแค้นเอาคืนหากอยู่ในอัฟกานิสถานเนื่องจากกลุ่มตาลีบันกลับมาครองอำนาจอีกครั้งในปี 2564 ได้ลี้ภัยไปสหราชอาณาจักร

ตาลีบันถือว่าผู้ใดก็ตามที่ทำงานกับกองกำลังต่างชาติตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คือผู้ทรยศ

ล่าสุดในวันพฤหัสบดี (17 ก.ค.) มีการเปิดเผยว่า ชื่อของเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษทางอากาศ (SAS) ของ UK กับสมาชิกหน่วยข่าวกรอง MI6 จำนวนมากกว่า 100 คน ก็รั่วไหลไปพร้อมกันด้วย

ทำไมเรื่องเพิ่งเปิดเผยในตอนนี้

การรั่วไหลของข้อมูลถูกพบครั้งแรกโดยกองทัพสหราชอาณาจักรในเดือนสิงหาคม 2566 ตอนที่ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กนิรนามผู้หนึ่งโพสต์ข้อมูลจำนวนเล็กน้อยที่ตัดทอนมา

ต่อมาในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน ศาลสูงอังกฤษมีคำสั่งคุ้มครองพิเศษไม่ให้เปิดเผยข้อมูลนี้ หลังจากรัฐบาลยื่นคำร้องขอ หมายความว่า สื่อจะไม่สามารถรายงานข่าวเรื่องการรั่วไหลนี้ได้

รัฐบาลอังกฤษระบุว่า พวกเขาขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองก็เพื่อไม่ให้ข่าวนี้แพร่ไปถึงหูของกลุ่มตาลีบัน แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า ตาลีบันได้ข้อมูลนี้ไปอยู่ในมือแล้วหรือไม่ มีเพียงกระทรวงกลาโหมของอังกฤษออกมาบอกว่า พวกเขาเสียการควบคุมข้อมูลไปแล้วเท่านั้น

รัฐบาลพรรคแรงงานของเซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ เข้ามารับช่วงต่อการดูแลกรณีข้อมูลรั่วไหลนี้ และคงคำสั่งคุ้มครองเด็ดขาดเอาไว้ ก่อนที่คำสั่งจะถูกยกเลิกในวันอังคารที่ผ่านมา (15 ก.ค.) ทำให้สื่อสามารถรายงานเรื่องการรั่วไหลของข้อมูลนี้ได้เป็นครั้งแรก

นายจอห์น ฮีลลีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร บอกกับ แมตต์ บาร์เบต นักข่าวของ สกาย นิวส์ ว่าเขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่งกับการที่รัฐบาลใช้คำสั่งคุ้มครองพิเศษ แต่เชื่อว่าพรรคแรงงานมองว่ามีความจำเป็นที่จะต้องคงคำสั่งเอาไว้ในตอนที่พวกเขาขึ้นสู่อำนาจ เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเผยแพร่เรื่องนี้เสียก่อน

ชาวอัฟกันโดยสารเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน ในวันที่ 19 ส.ค. 2564 หลังตาลีบันกลับมาครองอำนาจ
ชาวอัฟกันโดยสารเครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ออกจากอัฟกานิสถาน ในวันที่ 19 ส.ค. 2564 หลังตาลีบันกลับมาครองอำนาจ

ทำไมคำสั่งคุ้มครองพิเศษถูกยกเลิก?

ผู้พิพากษาศาลสูงมีคำตัดสินว่า คำสั่งคุ้มครองนี้สามารถถูกยกเลิกได้โดยขึ้นอยู่กับสิ่งที่การสืบสวนภายในของนาย พอล ริมเมอร์ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ต้นปีนี้ค้นพบ ซึ่งสุดท้ายตรวจสอบลดความเสี่ยงที่ผู้ที่มีชื่อในข้อมูลรั่วไหลแม้รายชื่อจะตกไปสู่มือของกลุ่มตาลีบัน

การตรวจสอบระบุว่า ไม่น่าที่จะมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเกิดขึ้นต่อบุคคลที่ตัวตนถูกเปิดเผย เมื่อดูจากจำนวนของข้อมูลที่มี และผู้ที่อยู่ในข้อมูลไม่น่าจะตกเป็นเป้าหมายการโจมตี เช่นเดียวกับสมาชิกครอบครัวของพวกเขา

นายริมเมอร์กล่าวอีกว่า ตอนนี้ กรณีการรั่วไหลและแผนการที่ตามมาเพื่อนำผู้ที่ตกอยู่ในความเสี่ยงเข้าสู่สหราชอาณาจักร กำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างละเอียดและการหาผู้ที่ต้องรับผิดชอบอย่างเหมาะสม

มูลค่าความเสียหายเท่าใด?

เมื่อปี 2566 รัฐบาล UK จัดตั้งแผนการย้ายถิ่นแผนที่ 2 สำหรับชาวอัฟกันที่ได้รับผลกระทบจากการรั่วไหลของข้อมูล แต่ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมแผนการย้ายถิ่นแผนแรก โดยกระทรวงกลาโหมระบุว่า งบประมาณที่ใช้ไปกับการโยกย้ายถิ่น ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุข้อมูลรั่วไหล ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 850 ล้านปอนด์ (ราว 3.7 หมื่นล้านบาท)

เอกสารภายในของรัฐบาลอังกฤษตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ระบุว่า ค่าใช้จ่ายอาจเพิ่มขึ้นเป็น 7 พันล้านปอนด์ (ราว 3.05 แสนล้านบาท) แต่โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุว่า นั่นเป็นตัวเลขเก่าแล้ว เพราะหลังจากนั้นรัฐบาลได้ลดจำนวนชาวอัฟกันที่จะถูกย้ายถิ่นฐาน

อย่างไรก็ตาม เงินภาษีที่ต้องจ่ายไปกับแผนการย้ายถิ่นฐานที่มีอยู่ เพื่อช่วยเหลือชาวอัฟกานิสถานที่มีสิทธิ์รับการสนับสนุนจาก UK รวมถึงค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการรั่วไหลของข้อมูล จะอยู่ที่อย่างน้อย 6 พันล้านปอนด์ (ราว 2.62 แสนล้านบาท) และนี่ยังไม่รวมความเสียหายจากการฟ้องร้องของผู้ที่ตัวตนถูกเปิดเผยด้วย

UK ปิดมา 3 ปี ทำข้อมูลรั่วไหล ชาวอัฟกันนับแสนเสี่ยงโดนตาลีบันล้างแค้น

ชาวอัฟกันอพยพแล้วกี่คน

ตอนนี้มีชาวอัฟกานิสถานประมาณ 5,400 คนที่ได้รับจดหมายเชิญให้บินมายังสหราชอาณาจักรภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งหากทั้งหมดเดินทางมาจะทำให้จำนวนชาวอัฟกันที่ได้รับผลกระทบจากเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ย้ายเข้าสู่ UK เพิ่มขึ้นเป็น 23,900 คนแล้ว

ส่วนชาวอัฟกันที่ได้รับผลกระทบส่วนที่เหลือ จะถูกทิ้งไว้ที่อัฟกานิสถาน โดยตอนนี้มีชาวอัฟกันราว 1,000 คนที่ข้อมูลถูกเปิดเผย กำลังเตรียมการเพื่อฟ้องร้องกระทรวงกลาโหมของสหราชอาณาจักร เพื่อเรียกร้องขอค่าชดเชยอย่างน้อย 50,000 ปอนด์ โดยให้สำนักงานกฎหมายชื่อดังของอังกฤษอย่าง “แบริงส์ ลอว์” (Barings Law) เป็นตัวแทน

นายอัดนาน มาลิค หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองข้อมูลของ แบริงส์ ลอว์ กล่าวว่า นี่เป็นเหตุข้อมูลรั่วไหลที่ร้ายแรงมาก และกระทรวงกลาโหมพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จะปกปิดจากสังคมชาวบริติช

นายมาลิคยังเตือนด้วยว่า แม้การตรวจสอบภายในของรัฐบาลจะลดความเสี่ยงจากกรณีนี้ แต่ชาวอัฟกานิสถานผู้เรียกร้องสิทธิ์จะต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวว่าตนเองกับครอบครัวจะถูกล้างแค้นต่อไป


ผู้แปล : ทิตชนม์ สว่างศรี
ที่มา : Sky News , bbc

ตำรวจอินโดฯ ทลายขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ลักลอบขายทารกส่งสิงคโปร์

ตำรวจอินโดฯ ทลายขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ลักลอบขายทารกส่งสิงคโปร์

18 ก.ค. 2568 08:13 น.

ตำรวจอินโดฯ ทลายขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติ ลักลอบขายทารกส่งสิงคโปร์

ตำรวจอินโดนีเซียเปิดโปงขบวนการค้ามนุษย์ข้ามชาติที่ลักลอบขายทารกอย่างน้อย 25 รายให้แก่ผู้ซื้อในประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่ปี 2023 จับกุมผู้ต้องหาได้ 13 ราย พร้อมช่วยทารกอีก 6 คนที่กำลังจะถูกขาย 

ตำรวจอินโดนีเซียสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 13 รายในเมืองปอนเตียนักและทันเกอรัง พร้อมช่วยเหลือทารกอีก 6 คนที่กำลังจะถูกลักลอบขาย ซึ่งล้วนมีอายุประมาณหนึ่งปี ในปฏิบัติการทลายขบวนการค้ามนุษย์รายใหญ่ 

ซูราวัน ผู้อำนวยการฝ่ายสอบสวนคดีอาญาทั่วไปของตำรวจจังหวัดชวาตะวันตกให้สัมภาษณ์กับ BBC News Indonesia ว่า เด็กทารกเหล่านี้ถูกนำไปพักที่เมืองปอนเตียนักก่อน จากนั้นจะมีการจัดทำเอกสารตรวจคนเข้าเมืองให้เรียบร้อยก่อนส่งต่อไปยังสิงคโปร์ ขณะที่สำนักงานตำรวจและกระทรวงกิจการภายในประเทศของสิงคโปร์ยังไม่ได้ให้ความเห้นในเรื่องนี้

ตำรวจเปิดเผยว่า กลุ่มผู้ต้องหาใช้วิธีติดต่อกับพ่อแม่ หรือหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ประสงค์จะเลี้ยงดูบุตร ผ่านทางเฟซบุ๊ก ก่อนจะเปลี่ยนไปใช้แอปพลิเคชันที่มีความเป็นส่วนตัวสูงขึ้นอย่าง WhatsApp โดยเด็กบางรายถึงขั้นถูกจองตัวตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ และเมื่อคลอดแล้ว ขบวนการจะเป็นผู้จ่ายค่าทำคลอด และให้เงินชดเชยก่อนพาเด็กออกไป 

ในเครือข่ายนี้มีสมาชิกหลากหลายหน้าที่ ทั้งผู้สรรหาเด็ก คนดูแลเด็ก และผู้จัดทำเอกสารปลอม เช่น ทะเบียนบ้านและหนังสือเดินทาง

เด็กจะถูกส่งไปอยู่กับผู้ดูแลประมาณ 2-3 เดือนก่อนถูกนำตัวไปกรุงจาการ์ตา และต่อไปยังเมืองปอนเตียนัก เพื่อเตรียมเอกสารปลอมต่างๆ ก่อนส่งออกนอกประเทศ โดยผู้ต้องหาบางรายให้การว่าได้ลักลอบขายทารกเพศชาย 12 ราย และหญิง 13 ราย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ 

ตำรวจระบุว่า ทารกแต่ละคนถูกขายในราคาตั้งแต่ 11 ล้านถึง 16 ล้านรูเปียห์อินโดนีเซีย หรือประมาณ 22,000 บาท ถึง 30,000 บาท โดยทารกส่วนใหญ่มาจากพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดชวาตะวันตก ซึ่งหลังจากนี้ตำรวจอินโดนีเซียจะขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ต้องหาที่หลบหนี และออกหมายแดงเพื่อให้ประเทศปลายทางจับกุม โดยขอความร่วมมือจากตำรวจสากล (Interpol) และทางการสิงคโปร์ และจะเร่งติดตามหาผู้รับตัวเด็กในสิงคโปร์ต่อไป

ส่วนพ่อแม่ที่ขายลูกโดยสมัครใจ อาจถูกดำเนินคดีในข้อหาเกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กและค้ามนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน 

แม้จะไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับจำนวนทารกที่ถูกขายในอินโดนีเซีย แต่ข้อมูลของกรรมาธิการของคณะกรรมการคุ้มครองเด็กอินโดนีเซีย หรือ KPAI ระบุว่า แนวโน้มการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ในปี 2020 KPAI บันทึกคดีที่เด็กตกเป็นเหยื่อจากการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมผิดกฎหมายเพียง 11 กรณี แต่ในปี 2023 กลับเพิ่มขึ้นเป็น 59 กรณี ภายใต้รูปแบบของการลักพาตัวและการค้ามนุษย์โดยอ้างว่าเป็นการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม

หนึ่งในคดีล่าสุดที่ KPAI เข้าไปดูแล เกิดขึ้นในปี 2024 โดยพบเด็กทารกกำลังถูกลักลอบขายในพื้นที่เมืองเดปอก จังหวัดชวาตะวันตก และบนเกาะบาหลี

ราคาของเด็กจะแตกต่างกันไปตามพื้นที่และรูปลักษณ์ ในชวาอยู่ที่ 22,000- 30,000 บาท ส่วนในบาหลีอาจสูงถึง 40,000 -51,000 บาท โดยหน้าตาของเด็กมีผลต่อราคาด้วย.

ที่มา : BBC

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ค้ามนุษย์

นักวิทย์ใช้ DNA จากคน 3 คน ให้กำเนิดทารกปลอดโรคทางพันธุกรรม

นักวิทย์ใช้ DNA จากคน 3 คน ให้กำเนิดทารกปลอดโรคทางพันธุกรรม

18 ก.ค. 2568 05:44 น.

นักวิทย์ใช้ DNA จากคน 3 คน ให้กำเนิดทารกปลอดโรคทางพันธุกรรม

นักวิทยาศาสตร์ใช้เทคนิค ให้กำเนิดเด็กทารกด้วยการผสมรหัสพันธุกรรมของคน 3 คนเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทารกที่เกิดมาไม่มีโรคทางพันธุกรรมร้ายแรงซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 ก.ค. 2568 ว่า เด็กทารก 8 คน กำเนิดขึ้นมาในสหราชอาณาจักร โดยใช้ดีเอ็นเอของคน 3 คน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคทางพันธุกรรม ซึ่งมักมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต

วิธีการดังกล่าวบุกเบิกโดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล สหราชอาณาจักร โดยจะนำไข่กับสเปิร์มจากพ่อและแม่มารวมเข้ากับไข่ใบที่ 2 จากผู้บริจาคหญิง ซึ่งวิธีการนี้ได้รับอนุญาตให้ทำใน UK ได้มานานนับทศวรรษแล้ว

แต่เจ้าหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า กระบวนการนี้นำสู่การให้กำเนิดเด็กทารกที่ปราศจากโรคไมโทคอนเดรียชนิดไม่สามารถรักษาได้ ซึ่งเป็นอาการที่มักถ่ายทอดจากแม่สู่ลูก ส่งผลให้ร่างกายสูญเสียพลังงานอย่างรวดเร็ว

โรคดังกล่าวทำให้เกิดความพิการร้ายแรง และเด็กจำนวนหนึ่งเสียชีวิตภายในไม่กี่วันหลังจากลืมตาดูโลก และคู่รักจะรู้ว่าตนเองมีความเสี่ยง หากลูกคนก่อน, สมาชิกครอบครัว หรือตัวมารดา มีความผิดปกติของโรคไมโทคอนเดรียแสดงออกมา

เด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีการใช้ดีเอ็นเอของคน 3 คนนั้น จะสืบทอดรหัสพันธุกรรมกับลำดับพันธุกรรมจากทั้ง 3 คน แต่ส่วนใหญ่เป็นของพ่อกับแม่ และมีเพียง 0.1% เท่านั้นที่เป็นพันธุกรรมของหญิงคนที่ 2 นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่จะส่งต่อไปยังคนรุ่นถัดไป

ทั้งนี้ ไมโทคอนเดรีย คือโครงสร้างขนาดจิ๋วภายในเกือบทุกเซลล์ของร่างกายมนุษย์ พวกมันคือเหตุผลที่มนุษย์ต้องหายใจ เนื่องจากไมโทคอนเดรียใช้ออกซิเจนเพื่อเปลี่ยนอาหารเป็นพลังงานให้ร่างกายใช้เป็นเชื้อเพลิง

การที่ไมโทคอนเดรียผิดปกติ สามารถทำให้ร่างกายมีพลังงานไม่เพียงพอจะทำให้หัวใจเต้นต่อไป รวมทั้งสร้างความเสียหายต่อสมอง, เกิดอาการชัก, ตาบอด, กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอวัยวะล้มเหลว โดยตามสถิติแล้ว ทารก 1 คนจาก 5,000 คน จะเกิดมาโดยมีโรคไมโทคอนเดรีย

ไมโทคอนเดรียจะส่งจากแม่สู่ลูกเท่านั้น ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงคิดค้นวิธีผสมเทียมโดยใช้ไข่และสเปิร์มจากแม่กับพ่อ ให้ใช้ไข่จากหญิงผู้บริจาคซึ่งมีไมโทคอนเดรียแข็งแรงเพื่อแก้ปัญหา

วิธีการก็คือ นักวิทยาศาสตร์จะนำสเปิร์มของพ่อมาปฏิสนธิกับไข่ของแม่และหญิงบริจาคในห้องทดลอง จากนั้น รอให้ตัวอ่อนพัฒนาจนกระทั่งรหัสพันธุกรรมจากไข่กับสเปิร์มดังกล่าว ก่อตัวเป็นโครงสร้างคู่ที่เรียกว่า “โปร-นิวคลีไอ” (pro-nuclei) ซึ่งมีพิมพ์เขียวทางพันธุกรรมสำหรับการสร้างร่างกายมนุษย์เช่น สีผมหรือส่วนสูง

จากนั้นพวกเขาจะนำโปร-นิวคลีไอนี้ออกจากตัวอ่อนทั้งสอง แล้วนำดีเอ็นเอของพ่อแม่ใส่เข้าไปในตัวอ่อนที่มีไมโทคอนเดรียแข็งแรง ส่งผลให้เกิดเด็กที่มีพันธุกรรมใกล้ชิดกับผู้เป็นพ่อแม่ แต่ปลอดจากโรคไมโทคอนเดรีย

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในเมืองนิวคาสเซิลประเมินว่า จะมีคำขอผสมเทียมทารกด้วยวิธีการนี้ปีละประมาณ 20-30 คน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อึ้ง ตำรวจอินเดียพบแม่ลูกชาวรัสเซีย อาศัยในถ้ำกลางป่าปลีกวิเวกจากโลก

อึ้ง ตำรวจอินเดียพบแม่ลูกชาวรัสเซีย อาศัยในถ้ำกลางป่าปลีกวิเวกจากโลก

18 ก.ค. 2568 03:34 น.

อึ้ง ตำรวจอินเดียพบแม่ลูกชาวรัสเซีย อาศัยในถ้ำกลางป่าปลีกวิเวกจากโลก

(ภาพจาก UTTARA KANNADA DISTRICT POLICE)

ตำรวจในรัฐกรณาฏกะ ทางตอนใต้ของอินเดีย พวกเขาพบหญิงสาวชาวรัสเซียกับลูกสาว 2 คน อาศัยอย่างโดดเดี่ยวในถ้ำแห่งหนึ่งในป่าห่างไกล เพื่อทำสมาธิ บูชาเทพเจ้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตำรวจพบตัวหญิงสาว ซึ่งทราบชื่อในภายหลังว่า นีน่า คูตินา อายุ 40 ปี กับลูกสาว 2 คน อายุ 6 ขวบกับ 4 ขวบ ระหว่างการลาดตระเวนตามปกติบริเวณเขา “รามตีร์ถะ” (Ramatirtha Hill) สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมบริเวณชายฝั่งรัฐกรณาฏกะ เมื่อวันที่ 9 ก.ค. โดยพวกเธออาศัยในถ้ำแห่งนี้มานานกว่า 1 สัปดาห์แล้ว

“พื้นที่นี้เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวต่างชาติ แต่มันมีงูอยู่มากมาย และเกิดดินถล่มได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน เพื่อรับประกันความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เราจึงเริ่มทำการลาดตระเวนในป่าตั้งแต่ปีก่อน” เอ็ม. นารายานา ผู้กำกับการตำรวจเขตอุตตรา กันนาดา บอกกับสำนักข่าว บีบีซี

เมื่อตำรวจเข้าใกล้ถ้ำ เด็กผู้หญิงผมสีบลอนด์คนหนึ่งก็วิ่งออกมา จากนั้นตำรวจตามเธอเข้าไปภายในถ้ำ พวกเขาก็พบกับเด็กหญิงอีกคน กับ น.ส.คูตินา

ตำรวจระบุว่าพวกเขากำลังดำเนินการเพื่อส่งตัวคูตินากับลูกกลับรัสเซียฐานอยู่ในประเทศเกินที่กำหนดในวีซ่า โดยเธอกับลูกสาวถูกย้ายไปอยู่ศูนย์กักกันสำหรับคนต่างชาติที่อยู่ในอินเดียอย่างผิดกฎหมายแล้ว

ทั้งนี้ ผลการสืบสวนเบื้องต้นพบว่า น.ส.คูตินาจะใช้เวลาของเธอในถ้ำไปกับการทำสมาธิใต้แสงเทียน โดยเธอบอกกับเจ้าหน้าที่สืบสวนว่า เธออยากอยู่ในป่าแห่งนี้และบูชาเทพเจ้า

คูตินาบอกตำรวจอีกว่า เธอเคยทำงานเป็นครูสอนภาษารัสเซียที่รัฐโกอา อีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งทางใต้ของอินเดีย และสิ่งที่พาเธอมายังป่าแห่งนี้คือความรักในการผจญภัยของเธอเพียงอย่างเดียว ไม่มีเหตุผลอื่น

ตำรวจยังพบภาพเทพของศาสนาฮินดูติดอยู่ตามผนังถ้ำที่คูตินาอาศัยอยู่ และใช้ผ้าส่าหรีสีแดงเป็นม่านปิดปากถ้ำ

ตำรวจบอกด้วยว่า หลังถูกพบตัว น.ส.คูตินาก็ส่งข้อความหาเพื่อนๆ ของเธอ โดยข้อความมีเนื้อหาว่า “ชีวิตอันสงบสุขของเราในถ้ำแห่งนี้จบลงแล้ว บ้านถ้ำของเราถูกทำลายแล้ว”

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา คูตินาบอกกับสำนักข่าว Press Trust of India ว่า เธอใช้เวลาในถ้ำด้วยการวาดรูป, ร้องเพลง, อ่านหนังสือ และใช้ชีวิตอย่างสงบกับลูกๆ ของเธอ

ขณะที่ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว ANI และ PTI เธอเล่าว่า เธอเคยมีลูก 4 คน แต่ลูกชายคนโตวัย 20 ปี เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ในรัฐโกอาเมื่อปีก่อน ส่วนลูกชายคนรองวัย 11 ปี อยู่ที่รัสเซีย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cbsnews

โป๊ปเลโอที่ 14 เสียใจ อิสราเอลโจมตีโบสถ์ในกาซา ผู้พลัดถิ่นดับ 3 ศพ

โป๊ปเลโอที่ 14 เสียใจ อิสราเอลโจมตีโบสถ์ในกาซา ผู้พลัดถิ่นดับ 3 ศพ

18 ก.ค. 2568 02:03 น.

โป๊ปเลโอที่ 14 เสียใจ อิสราเอลโจมตีโบสถ์ในกาซา ผู้พลัดถิ่นดับ 3 ศพ

โป๊ปเลโอที่ 14 เสียพระทัย หลังอิสราเอลโจมตีโบสถ์ในฉนวนกาซา จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพ ด้านทางการอิสราเอลออกมาแสดงความเสียใจ และว่ากองทัพกำลังสืบสวนเรื่องนี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 แสดงความเสียพระทัย หลังมีข่าวว่าอิสราเอลโจมตีทางอากาศโดนโบสถ์แห่งหนึ่งในฉนวนกาซา จนทำให้ผู้พลัดถิ่นที่พักอาศัยอยู่ที่นั่นเสียชีวิต 3 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย พระองค์ยังเรียกร้องอีกครั้งให้มีการหยุดยิงในฉนวนกาซาด้วย

พระคาร์ดินัล ปิเอโตร ปาโรลิน เลขาธิการแห่งนครรัฐวาติกัน ส่งข้อความเทเลแกรมถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยระบุว่า โป๊ปเลโอที่ 14 เสียพระทัยอย่างยิ่งกับการสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บจากการโจมตีทางทหารที่โบสถ์ “โฮลี่ แฟมิลี” (Holy Family Church)

เขตอัครบิดรละตินแห่งเยรูซาเลม (Latin Patriarchate of Jerusalem) ซึ่งเป็นผู้ดูแลโบสถ์แห่งนี้ ระบุว่า โบสถ์ถูกอิสราเอลโจมตี โดยนอกจากทำให้มีผู้เสียชีวิต 3 ศพแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 9 คน โดย 1 คนในจำนวนนี้มีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต และกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล ส่วนบาทหลวง กาบริเอเล โรมาเนลลี อธิการโบสถ์ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลระบุว่า พวกเขาเสียใจต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโบสถ์แห่งนี้ และต่อประชาชนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) กำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ ผู้พลัดถิ่นจากชุมชนชาวคริสต์ขนาดเล็กในฉนวนกาซา อาศัยอยู่ในโบสถ์ โฮลี่ แฟมิลี ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นในเดือนตุลาคม 2566 แล้ว หลังจากบ้านของพวกเขาถูกทำลาย โดยในตอนเกิดเหตุ มีคนอยู่ในโบสถ์แห่งนี้ถึง 600 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก และมีผู้ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ 54 คน

ภาพจากคลิปวิดีโอที่ถูกเผยแพร่ออกมาแสดงให้เห็นว่า หลังคาโบสถ์บริเวณใกล้กับไม้กางเขนถูกโจมตี กระจกหน้าต่างแตกหลายบาน ขณะที่บาทหลวงโรมาเนลลีเดินอย่างไม่มั่นคงเข้าไปดูอาการของชายซึ่งถูกหามอยู่บนแปลที่โรงพยาบาล อัล-อาห์ลี ในเมืองกาซา ซิตี้

พระคาร์ดินัล ปิแอร์บัตติสตา ปิซซาบัลลา อัครบิดรแห่งเยรูซาเลม บอกกับเว็บไซต์ข่าว “วาติกัน นิวส์” (Vatican News) ว่า โบสถ์ โฮลี่ แฟมิลี ถูกโจมตีด้วยกระสุนจากรถถัง “สิ่งที่เรารู้แน่นอนคือนี่เป็นการโจมตีจากรถถัง IDF บอกว่าเป็นความผิดพลาด แต่เราไม่แน่ใจนัก พวกเขายิงโดนโบสถ์เต็มๆ”

ฝนถล่มปากีสถาน ทำน้ำท่วม-ตึกถล่ม คร่าแล้ว 63 ศพภายใน 24 ชั่วโมง

ฝนถล่มปากีสถาน ทำน้ำท่วม-ตึกถล่ม คร่าแล้ว 63 ศพภายใน 24 ชั่วโมง

17 ก.ค. 2568 23:46 น.

ฝนถล่มปากีสถาน ทำน้ำท่วม-ตึกถล่ม คร่าแล้ว 63 ศพภายใน 24 ชั่วโมง

เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ทางตะวันออกของปากีสถาน ทำให้เกิดน้ำท่วมสูงหลายจุดและอาคารถล่ม เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 63 ศพ ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า แคว้นปัญจาบ ของประเทศปากีสถาน เผชิญฝนตกหนักมากตั้งแต่ช่วงเช้าวันพุธที่ผ่านมา ทำให้เกิดน้ำท่วมหลายจุด โดยล่าสุดในวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 63 ศพ ภายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 290 ราย

ตามการเปิดเผยของสำนักงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของปากีสถาน ผู้เคราะห์ร้ายส่วนใหญ่เสียชีวิตในเหตุอาคารถล่ม ส่วนสาเหตุอื่นๆ มาจากการจมน้ำและถูกไฟฟ้าช็อต

หลังคาบ้านหลังหนึ่งในเมืองลาฮอร์ พังถล่มหลังจากฝนตกหนัก
หลังคาบ้านหลังหนึ่งในเมืองลาฮอร์ พังถล่มหลังจากฝนตกหนัก

ด้านเจ้าหน้าที่ของเมืองราวัลปินดี ซึ่งอยู่ติดกับเมืองหลวงกรุงอิสลามาบัด ประกาศให้วันพฤหัสบดีเป็นวันหยุดราชการ เพื่อให้ประชาชนอยู่แต่กับบ้าน ในขณะที่ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ติดกับแม่น้ำซึ่งไหลผ่านกลางเมือง อพยพไปยังที่ปลอดภัย เนื่องจากน้ำในแม่น้ำกำลังเอ่อล้นตลิ่ง

การเสียชีวิตล่าสุดทำให้จำนวนผู้เคราะห์ร้ายในฤดูมรสุมของปากีสถาน ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 180 ศพแล้ว และกว่าครึ่งเป็นเด็ก

ทั้งนี้ เหตุน้ำท่วมทำให้ทางด่วนหลายสายทั่วแคว้นปัญจาบใช้การไม่ได้ ขณะที่เที่ยวบินหลายสิบเที่ยวต้องถูกยกเลิกหรือออกเดินทางล่าช้า

ในวันพฤหัสบดี น.ส.มาเรียม นาวาซ มุขมนตรีแคว้นปัญจาบกล่าวว่า ทางการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในหลายพื้นที่ทั่วแคว้น โดยหน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลกำลังทำงานอย่างสุดความสามารถ และขอให้ประชาชนปฏิบัติตามแนวทางความปลอดภัยที่รัฐบาลประกาศไว้

ฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมที่เมืองราวัลปินดี ในแคว้นปัญจาบ ของปากีสถาน
ฝนตกหนักทำให้เกิดน้ำท่วมที่เมืองราวัลปินดี ในแคว้นปัญจาบ ของปากีสถาน

ที่เมืองชากวาล (Chakwal) ถูกน้ำท่วมหลังจากมีฝนตกหนักวัดปริมาณน้ำฝนได้ 400 มม. ในช่วง 1 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องใช้เรือในการค้นหาผู้ติดค้างท่ามกลางน้ำท่วม ขณะที่กองทัพใช้เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวน

ทางการแคว้นปัญจาบเตือนด้วยว่า จะมีฝนตกและน้ำท่วมฉับพลันเพิ่มเติมอีกตลอดช่วงสุดสัปดาห์นี้ และพวกเขาได้ให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยหลายพันคนทั่วแคว้นเตรียมพร้อมเพื่อรับมือสถานการณ์แล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ยืนยัน ใกล้บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดียแล้ว หลังคุยนานหลายเดือน

ทรัมป์ยืนยัน ใกล้บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดียแล้ว หลังคุยนานหลายเดือน

17 ก.ค. 2568 22:38 น.

ทรัมป์ยืนยัน ใกล้บรรลุข้อตกลงการค้ากับอินเดียแล้ว หลังคุยนานหลายเดือน

โดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยัน สหรัฐฯ ใกล้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับอินเดียแล้ว หลังเจรจากันมานานหลายเดือน โดยระบุว่า อินเดียจะเปิดตลาดให้อเมริกา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันพุธที่ 16 ก.ค. 2568 ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ บอกกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า สหรัฐฯ กับอินเดียใกล้จะบรรลุข้อตกลงการค้าระหว่างกันมากๆ แล้ว ในขณะที่การเจรจาระดับสูงระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินต่อไป

“เราเข้าใกล้มากๆ แล้วที่จะมีข้อตกลงกับอินเดีย ซึ่งพวกเขาจะเปิดตลาดของพวกเขา” นายทรัมป์กล่าว ก่อนที่ในช่วงเย็นวันเดียวกัน เขาจะย้ำเรื่องนี้อีกครั้งว่าใกล้บรรลุข้อตกลงกับอินเดียมากๆ แล้ว หลังถูกนักข่าวถามเกี่ยวกับข้อตกลงการค้าที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ระหว่างให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ “เรียลอเมริกาส์ วอยซ์” (Real America’s Voice)

ทั้งนี้ อินเดียกับสหรัฐฯ เจรจากันอย่างเข้มข้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุข้อตกลงก่อนที่สหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้กำแพงภาษีสินค้านำเข้า

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. นายทรัมป์ประกาศตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศคู่ค้าเกือบทุกประเทศในอัตราแตกต่างกัน โดยอินเดียโดนตั้งไว้ที่ 27% แต่การบังคับใช้ถูกระงับเป็นเวลา 90 วัน เพื่อเปิดทางเจรจาการค้ากับประเทศต่างๆ ก่อนที่สุดท้ายเส้นตายวันที่ 9 ก.ค.จะถูกเลื่อนออกไปอีกเป็นวันที่ 1 ส.ค. เนื่องจากสหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงเพียง 3 ฉบับ

ทั้งฝั่งสหรัฐฯ กับอินเดียต่างมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับข้อตกลง โดยในวันอังคาร นายทรัมป์ส่งสัญญาณว่าอาจมีการฝ่าทางตันเกิดขึ้น และว่าสหรัฐฯ จะได้เข้าถึงตลาดของอินเดีย

อย่างไรก็ตาม ประเด็นหลักที่ทำให้ข้อตกลงยังไม่เกิดขึ้นถึงแม้จะเจรจากันมานานหลายเดือนแล้วก็ตาม คือเรื่องการเปิดตลาดด้านการเกษตรให้สหรัฐฯ เข้าถึง ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ พยายามผลักดันมานาน แต่ฝ่ายอินเดียปกป้องเอาไว้มาตลอด โดยอ้างเรื่องความมั่นคงทางอาหาร, การใช้ชีวิต และผลประโยชน์ของเกษตรกรรายย่อยหลายล้านชีวิต

จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ สหรัฐฯ เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของอินเดีย โดยมีมูลค่าการค้าขายระหว่างกันถึง 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่นายทรัมป์กับนายนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ตั้งเป้าจะขยายตัวเลขดังกล่าวเป็น 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

ที่ผ่านมา อินเดียตัดสินใจลดภาษีให้แก่สินค้าหลายรายการที่นำเข้าจากสหรัฐฯ ไปแล้ว รวมถึง บอร์บอน และ จักรยานยนต์ แต่สหรัฐฯ ยังขาดดุลการค้ากับอินเดียสูงถึง 4.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งนายทรัมป์ต้องการให้ตัวเลขนี้ลดลง

นายทรัมป์บอกในวันพุธด้วยว่า มีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะทำข้อตกลงกับสหภาพยุโรปในเร็วๆ นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เกาหลีใต้ฝนตกหนัก เสียชีวิต 2 ศพ อพยพกว่า 1,000 คน

เกาหลีใต้ฝนตกหนัก เสียชีวิต 2 ศพ อพยพกว่า 1,000 คน

17 ก.ค. 2568 16:30 น.

เกาหลีใต้ฝนตกหนัก เสียชีวิต 2 ศพ อพยพกว่า 1,000 คน

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ เปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และประชาชนราว 1,000 คนต้องอพยพออกจากพื้นที่ เนื่องจากฝนตกหนักที่ซัดกระหน่ำพื้นที่บางส่วนของภาคกลางของประเทศ และเตือนว่าจะมีฝนตกหนักเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ขณะที่แนวฝนเริ่มเคลื่อนตัวขึ้นเหนือ เจ้าหน้าที่รับมือภัยพิบัติของรัฐบาลจึงประกาศเตือนภัยระดับสูงสุดเป็นอันดับสองสำหรับจังหวัดชุงชองและทางตอนใต้ของจังหวัดคยองกี

เมื่อวันพุธ (16 ก.ค.)  กำแพงกันดินถล่มทับรถยนต์ที่กำลังเคลื่อนที่ในเมืองโอซาน ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโซลไปทางใต้ 52 กิโลเมตร ทำให้คนขับเสียชีวิต ส่วนที่เมืองซอซาน จังหวัดชุงชองใต้ พบชายคนหนึ่งหัวใจหยุดเต้นอยู่ภายในรถยนต์ที่ถูกน้ำท่วมบนถนนเมื่อเวลาประมาณ 03:59 น. ของวันพฤหัสบดี และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง แต่เสียชีวิต และมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 2 ราย รวมถึงภาวะอุณหภูมิร่างกายต่ำกว่าปกติ ที่เมืองซอซานและเมืองบูยอ

นับตั้งแต่เย็นวันพุธที่ผ่านมา มีฝนตกมากถึง 344 มิลลิเมตรในเมืองซอซัน จังหวัดชุงชองใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยมีฝนตก 114.9 มิลลิเมตรภายในเวลาเพียงหนึ่งชั่วโมง ระหว่างเวลา 1:46 น. ถึง 2:46 น. ซึ่งถือเป็นปริมาณน้ำฝนรายชั่วโมงสูงสุดในเดือนกรกฎาคม นับตั้งแต่เริ่มมีการสังเกตการณ์ในปี 1968

เกาหลีใต้ฝนตกหนัก เสียชีวิต 2 ศพ อพยพกว่า 1,000 คน

ฝนตกหนักทำให้เกิดดินถล่มในเมืองชองยาง จังหวัดชุงชองใต้ ส่งผลให้ชาวบ้าน 2 คนติดอยู่ในพื้นที่ชั่วคราวก่อนได้รับการช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกล่าวว่า ทั้งสองถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง มีรายงานว่าได้รับบาดเจ็บที่ขา แต่ไม่อยู่ในอาการอันตรายถึงชีวิต

ในเมืองชองจู จังหวัดชุงชองเหนือ มีฝนตก 67.4 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นปริมาณน้ำฝนสูงสุดเป็นอันดับสอง และณ เวลา 07.00 น. ของวันพฤหัสบดี มีการแจ้งเตือนฉุกเฉินทางข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือทั่วประเทศ 26 ครั้ง โดย 25 ครั้งอยู่ในพื้นที่ชุงชอง

กรมอุตุนิยมวิทยาเกาหลี (KMA) จะออกการแจ้งเตือนดังกล่าวเมื่อปริมาณน้ำฝนรายชั่วโมงเกิน 50 มม. และปริมาณน้ำฝนสะสมสามชั่วโมงเกิน 90 มม. หรือเมื่อปริมาณน้ำฝนในหนึ่งชั่วโมงเกิน 72 มม. และคาดว่าจะมีฝนตกหนักเพิ่มขึ้นทั่วประเทศจนถึงวันเสาร์

คาดว่าจะมีฝนตกหนักประมาณ 50-150 มม. ในเขตกรุงโซลและจังหวัดชุงชอง 30-100 มม. ในจังหวัดชอลลาเหนือ และ 20-80 มม. ในจังหวัดกวางจูและจังหวัดชอลลาใต้ จนถึงวันศุกร์

คาดการณ์ว่าพื้นที่ทางตอนใต้จะมีฝนตกหนักตั้งแต่วันศุกร์เป็นต้นไป โดยพื้นที่อย่างอุลซานและปูซานคาดว่าจะมีฝนตกหนักระหว่าง 100-200 มม.

ที่มา Yonhap

ไฟไหม้ไฮเปอร์มาร์เก็ตอิรัก เสียชีวิตแล้ว 61 ศพ

ไฟไหม้ไฮเปอร์มาร์เก็ตอิรัก เสียชีวิตแล้ว 61 ศพ

17 ก.ค. 2568 15:23 น.

ไฟไหม้ไฮเปอร์มาร์เก็ตอิรัก เสียชีวิตแล้ว 61 ศพ

มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 61 ศพ และสูญหายอีกจำนวนมาก จากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งในเมืองคุต ทางตะวันออกของอิรัก 

ตามรายงานของกระทรวงมหาดไทยอิรักวันนี้ (17 ก.ค.) ระบุว่า พบศพถูกไฟไหม้เกรียม 14 ศพ ในเหตุเพลิงไหม้ไฮเปอร์มาร์เก็ตในเขตปกคองวาซิต และทีมป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนได้ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ 45 คนจากภายในอาคาร

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของเมืองกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “เราได้รวบรวมรายชื่อผู้เสียชีวิต 59 รายที่ได้รับการยืนยันตัวตนแล้ว แต่มีศพหนึ่งศพถูกไฟไหม้อย่างรุนแรงจนยากจะระบุตัวตนได้”

ภาพข่าวของสถานีโทรทัศน์ INA แสดงให้เห็นเปลวไฟลุกลามไปทั่วหลายชั้นของอาคารหลายชั้น ขณะที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงพยายามดับไฟ ส่วนคลิปอื่นๆ ที่เผยแพร่บนโซเชียลมีเดียดูเหมือนจะแสดงให้เห็นผู้คนจำนวนหนึ่งอยู่บนหลังคาระหว่างเกิดเพลิงไหม้ รวมถึงภาพภายในอาคารที่ถูกไฟไหม้

โมฮัมเหม็ด อัล-มายาฮี ผู้ว่าราชการจังหวัดวาซิต กล่าวว่า เพลิงไหม้เกิดขึ้นที่ไฮเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารแห่งหนึ่ง ขณะเดียวกัน ครอบครัวต่างๆ กำลังรับประทานอาหารเย็นและจับจ่ายซื้อของ เขากล่าว เสริมว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้ช่วยเหลือผู้คนจำนวนมากและดับไฟได้ มีการประกาศไว้อาลัยเป็นเวลา 3 วัน และได้เริ่มการสอบสวนแล้ว โดยผลการสอบสวนจะประกาศภายใน 48 ชั่วโมง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ไฮเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้เพิ่งเปิดให้บริการได้เพียง 5 วันเท่านั้น สื่อท้องถิ่นระบุชื่อไฮเปอร์มาร์เก็ตแห่งนี้ว่า ศูนย์การค้าคอร์นิช ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองกูต

ด้านสำนักข่าว INA อ้างคำพูดของผู้ว่าการจังหวัดว่าทางการได้ยื่นฟ้องเจ้าของอาคารและไฮเปอร์มาร์เก็ตแล้ว.

ที่มา  Al Jazeera BBC

แดน ริเวรา นักสืบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เสียชีวิตระหว่างทัวร์กับตุ๊กตา “แอนนาเบลล์”

แดน ริเวรา นักสืบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เสียชีวิตระหว่างทัวร์กับตุ๊กตา "แอนนาเบลล์"

17 ก.ค. 2568 14:32 น.

แดน ริเวรา นักสืบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ เสียชีวิตระหว่างทัวร์กับตุ๊กตา “แอนนาเบลล์”

แดน ริเวรา นักสืบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติและผู้ดูแลตุ๊กตา “แอนนาเบลล์” ที่มีข่าวลือว่าถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง เสียชีวิตระหว่างการออกทัวร์กับตุ๊กตาตัวดังกล่าว

แดน ริเวรา อดีตทหารผ่านศึกกองทัพสหรัฐฯ อยู่ที่เมืองเกตตีสเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย ระหว่างการทัวร์ “Devils on the Run Tour” ซึ่งบัตรขายหมดเกลี้ยง โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและแพทย์รีบรุดไปยังโรงแรมของเขา แม้การทำซีพีอาร์จะสำเร็จ แต่ริเวรา วัย 54 ปี ได้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตยังคงไม่แน่ชัด

เจ้าหน้าที่กล่าวว่า “การเสียชีวิตของเขาไม่มีอะไรน่าสงสัย สำนักงานชันสูตรศพและตำรวจรัฐได้รับแจ้งเหตุในคืนวันอาทิตย์ และนำเขาไปชันสูตรศพและอยู่ระหว่างรอผล” และระบุว่าผลการชันสูตรศพของริเวราน่าจะทราบภายใน 60 ถึง 90 วัน

เจ้าหน้าที่ว่าตุ๊กตาแอนนาเบลล์ไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ และริเวราถูกพบเพียงลำพัง และกล่าวว่าตุ๊กตาแอนนาเบลล์อาจอยู่ในรถตู้ที่ลานจอดรถของโรงแรม แม้ว่าจะไม่สามารถยืนยันตำแหน่งของตุ๊กตาได้อย่างเป็นทางการก็ตาม

สมาคมวิจัยพลังจิตนิวอิงแลนด์ (NESPR) ประกาศการเสียชีวิตของริเวร่าทางเฟซบุ๊กว่า “ทุกคนในสมาคมขอร่วมแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการจากไปอย่างกะทันหันของแดน ริเวรา เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนของเรา เราเสียใจและยังคงรับมือกับความสูญเสียครั้งนี้ แดนเชื่อมั่นอย่างแท้จริงที่จะแบ่งปันประสบการณ์และให้ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติแก่ผู้คน ความเมตตาและความหลงใหลของเขาซาบซึ้งใจทุกคนที่รู้จักเขา ขอบคุณสำหรับการสนับสนุนและความคิดดีๆ ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้”

ริเวราเคยปรากฏตัวในฐานะนักสืบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติในรายการ “Most Haunted Places” ทางช่อง Travel Channel และยังเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับรายการอื่นๆ อีกหลายรายการ รวมถึง “28 Days Haunted” ทางเน็ตฟลิกซ์

ในระหว่างการทัวร์ ริเวราได้เดินทางไปทั่วสหรัฐอเมริกาพร้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ ของ NESPR เพื่ออวดโฉมตุ๊กตาแอนนาเบลล์ ตุ๊กตาผีสิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นปีศาจ

ตามรายงานของ NESPR ทัวร์ “Devils on the Run” จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองผลงานของเอ็ดและลอเรน วอร์เรน และจัดแสดงแอนนาเบลล์ “สำหรับผู้ที่กล้าเผชิญหน้ากับเธอ”

ทั้งนี้ ในปี 1968 สองสามีภรรยาวอร์เรนได้สืบสวนคดีของแอนนาเบลล์ ตุ๊กตาผ้าผมสีแดง “แรคเกดดี้ แอนน์” ที่มอบให้กับนักศึกษาพยาบาล ซึ่งนำตุ๊กตาตัวนี้กลับบ้านไปอยู่กับเพื่อนร่วมห้อง

เว็บไซต์ NESPR ระบุว่า “เกือบจะในทันที เพื่อนร่วมห้องสังเกตเห็นเหตุการณ์แปลกๆ เกี่ยวกับตุ๊กตาตัวนี้ และพวกเขาก็ได้พบกับร่างทรงซึ่งบอกพวกเขาว่าตุ๊กตาตัวนี้มีวิญญาณของเด็กหญิงชื่อแอนนาเบลล์สิงสถิตอยู่ เพื่อนร่วมห้องทั้งสองพยายามยอมรับวิญญาณของตุ๊กตาและเอาใจมัน แต่กลับได้รับความอาฆาตพยาบาทและเจตนารุนแรงตอบแทน”

ครอบครัววอร์เรนกล่าวว่าแอนนาเบลล์ “ถูกปีศาจเข้าสิง” ตามรายงานของ NESPR “พวกเขานำตุ๊กตาออกจากบ้านและบรรจุลงในกล่องแก้วเพื่อกักขังวิญญาณร้าย”.

ที่มา TODAY  New York Post