สหรัฐฯ เผยชื่อทหารชุดแรกเสียชีวิตในสงครามอิหร่าน ยอดดับเพิ่มเป็น 6 นาย

สหรัฐฯ เผยชื่อทหารชุดแรกเสียชีวิตในสงครามอิหร่าน ยอดดับเพิ่มเป็น 6 นาย

4 มี.ค. 2569 15:38 น.

สหรัฐฯ เผยชื่อทหารชุดแรกเสียชีวิตในสงครามอิหร่าน ยอดดับเพิ่มเป็น 6 นาย

กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้เปิดเผยรายชื่อทหาร 4 นายแรกที่เสียชีวิตจากการสู้รบกับอิหร่าน หลังพบทหาร 6 นายเสียชีวิต จากเหตุโดรนอิหร่านสามารถฝ่าระบบป้องกันภัยทางอากาศเข้าโจมตีศูนย์ปฏิบัติการทางยุทธวิธีของสหรัฐฯ บริเวณท่าเรือชูไอบา ประเทศคูเวต เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เดิมทีมีการรายงานผู้เสียชีวิตเพียง 3 นาย แต่ในวันจันทร์ที่ผ่านมา (2 มี.ค.) เจ้าหน้าที่ยืนยันว่ายอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว หลังจากมีทหารทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตเพิ่ม 1 นาย และเจ้าหน้าที่กู้ร่างขึ้นมาได้จากซากปรักหักพังอีก 2 นาย นับเป็นกลุ่มทหารอเมริกันกลุ่มเดียวที่มีการยืนยันการเสียชีวิตอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่เริ่มทำสงครามกับอิหร่าน

กองทัพได้เปิดเผยรายชื่อกำลังพลสำรอง 4 ใน 6 นาย ประกอบด้วย:

  • ร้อยเอก โคดี้ คอร์ก วัย 35 ปี จากรัฐฟลอริดา ผู้มีประสบการณ์ประจำการในซาอุดีอาระเบีย กวนตานาโม และโปแลนด์
  • จ่าสิบเอก โนอาห์ ทิตเจนส์ วัย 42 ปี จากรัฐเนแบรสกา ผู้เคยมาประจำการในคูเวตมาแล้วถึง 2 ครั้ง
  • จ่าสิบเอก นิโคล อามอร์ วัย 39 ปี จากรัฐมินนิโซตา ผู้เคยผ่านภารกิจในคูเวตและอิรัก
  • จ่าสิบเอก เดแคลน โคดี้ วัย 20 ปี จากรัฐไอโอวา ซึ่งได้รับการปูนบำเหน็จเลื่อนยศหลังเสียชีวิต โดยเขาเพิ่งเข้าประจำการได้เพียง 3 ปีเท่านั้น

นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าอาวุธที่อิหร่านใช้มีอานุภาพทำลายล้างสูงและโจมตีใส่ศูนย์ปฏิบัติการที่มีการเสริมความแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากกองทัพเปิดเผยกับสื่อพันธมิตรของบีบีซีว่า ทหารกลุ่มนี้ทำงานอยู่ในออฟฟิศชั่วคราวที่เป็นตู้คอนเทนเนอร์ แม้จะมีการล้อมด้วยกำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กสูง 12 ฟุต แต่ทำให้เกิดคำถามตามมาว่าฐานทัพดังกล่าวมีการป้องกันที่เพียงพอต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้หรือไม่

อิหร่านได้ตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ ด้วยการยิงขีปนาวุธถล่มประเทศในกลุ่มอ่าวเปอร์เซียที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ ซึ่งปัจจุบันมีทหารอเมริกันประจำการอยู่ในคูเวตมากกว่า 13,000 นาย

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังยืนยันเหตุการณ์เครื่องบินขับไล่ 3 ลำตกร่วงลงสู่พื้นดินในคูเวตเมื่อวันจันทร์ โดยระบุว่าเป็นอุบัติเหตุจาก “การยิงกันเอง”  ซึ่งนักบินทั้งหมดสามารถดีดตัวออกมาได้ทันและรอดชีวิต แม้สื่อทางการอิหร่านจะอ้างว่ากองทัพอิหร่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยิงเครื่องบินเหล่านี้ตกก็ตาม

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนอื่นๆ ได้เตือนว่าความขัดแย้งกับอิหร่านจะส่งผลให้ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตมากขึ้น เนื่องจากอิหร่านตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอล

กองบัญชาการกลางของกองทัพสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอังคารว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธมากกว่า 500 ลูก และโดรนมากกว่า 2,000 ลำ ในการโจมตีตอบโต้ทั่วตะวันออกกลางจนถึงขณะนี้

ขณะที่ความเสี่ยงต่อกองกำลังสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางถูกหยิบยกขึ้นมาในการบรรยายสรุปแบบปิดต่อสมาชิกรัฐสภาโดยนายพีท เฮกเซธ, พลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม, นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการซีไอเอ และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ.

ที่มา BBC / Reuters

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

4 มี.ค. 2569 14:00 น.

ประวัติ โมจตาบา คาเมเนอี ว่าที่ผู้นำสูงสุดอิหร่านคนใหม่ ภารกิจต้านมหาอำนาจ

โมจตาบา คาเมเนอี (Mojtaba Khamenei) เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างเงียบเชียบที่สุดคนหนึ่งในอิหร่าน เขาเป็นบุตรชายของ อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนปัจจุบันของอิหร่าน แม้เขาจะไม่มีตำแหน่งทางการในรัฐบาล แต่ถูกมองว่าเป็น “ผู้กุมอำนาจหลังม่าน” และเป็นตัวเต็งที่มีโอกาสสืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดา

1. ประวัติส่วนตัวและการศึกษา

  • เกิด: ปี 1969 ที่เมืองมัชฮัด (Mashhad) ประเทศอิหร่าน
  • การศึกษาทางศาสนา: เขาเข้ารับการศึกษาทางศาสนาระดับสูง (Hawza) ในเมืองกุม (Qom) ซึ่งเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของนิกายชีอะห์ ปัจจุบันเขาดำรงสมณศักดิ์เป็น “อยาตุลเลาะห์” (ระดับสูง) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญหากต้องการก้าวขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด
  • ครอบครัว: แต่งงานกับลูกสาวของ กอลามาลี ฮัดดัด-อาเดล (Gholam-Ali Haddad-Adel) อดีตประธานรัฐสภาที่มีอิทธิพล

2. บทบาทและผลงานในเชิงอำนาจ

โมจตาบาไม่ได้มีผลงานในเชิงนโยบายสาธารณะที่จับต้องได้เหมือนนักการเมืองทั่วไป แต่เขามีบทบาทสำคัญในโครงสร้างความมั่นคง:

  • การควบคุมกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติ (IRGC): เขามีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดมากกับกองทัพ โดยเฉพาะหน่วย Basij(กองกำลังอาสาสมัคร) และมีบทบาทสำคัญในการสั่งการปราบปรามการประท้วง “Green Movement” ในปี 2009
  • การบริหารสำนักงานผู้นำสูงสุด (Beit-e Rahbari): เขาถือเป็นผู้ดูแลเครือข่ายความมั่นคงและเศรษฐกิจอันมหาศาลของบิดา ว่ากันว่าไม่มีการตัดสินใจสำคัญใดๆ ในอิหร่านที่จะผ่านไปได้โดยที่เขาไม่รับรู้
  • อิทธิพลทางการเมือง: เขาถูกวิจารณ์ว่ามีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ มาห์มุด อาห์มาดิเนจาด ชนะเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2005 และ 2009 ซึ่งสร้างความขัดแย้งกับกลุ่มสายปฏิรูปอย่างรุนแรง

3. สถานะปัจจุบัน: ตัวเต็งผู้นำสูงสุด

หลังจากการเสียชีวิตของประธานาธิบดี เอบราฮิม ไรซี (Ebrahim Raisi) ในอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกเมื่อปี 2024 ชื่อของโมจตาบาก็ถูกจับตามองมากขึ้นทันที เนื่องจาก:

  1. คู่แข่งลดลง: ไรซีเคยถูกมองว่าเป็นคู่แข่งคนสำคัญในการสืบทอดอำนาจ
  2. ความไว้วางใจ: เขาได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากบิดาและกองทัพ IRGC
  3. การยอมรับทางศาสนา: การที่เขาได้รับอนุญาตให้สอนวิชาศาสนาระดับสูงในเมืองกุม เป็นการส่งสัญญาณว่าเขามีความพร้อมด้านหลักคำสอนที่จะเป็นผู้นำจิตวิญญาณ

ข้อควรระวัง: แม้เขาจะมีอิทธิพลสูง แต่การสืบทอดอำนาจแบบ “พ่อสู่ลูก” ยังคงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวในอิหร่าน เพราะขัดกับหลักการปฏิวัติอิสลามปี 1979 ที่ต้องการล้มล้างระบบกษัตริย์ (Monarchy)

สรุปผลงานสำคัญ

ด้านบทบาท/ผลงาน
ความมั่นคงมีอิทธิพลเหนือหน่วยข่าวกรองและกองกำลัง Basij
การเมืองผู้ประสานงานหลักระหว่างสำนักงานผู้นำสูงสุดและรัฐบาล
ศาสนาอาจารย์สอนวิชาเทววิทยาขั้นสูง (เป็นรากฐานความชอบธรรมในการปกครอง)

แตกตื่นกลัวน้ำมันขาด! ชาวฝรั่งเศสแห่เติมน้ำมัน หลังตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก

แตกตื่นกลัวน้ำมันขาด! ชาวฝรั่งเศสแห่เติมน้ำมัน หลังตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก

4 มี.ค. 2569 13:19 น.

แตกตื่นกลัวน้ำมันขาด! ชาวฝรั่งเศสแห่เติมน้ำมัน หลังตะวันออกกลางตึงเครียดหนัก

ความตึงเครียดใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเขย่าตลาดพลังงานโลก ชาวปารีสแห่ต่อคิวเติมน้ำมัน หวั่นราคาพุ่ง-เสี่ยงขาดแคลน แม้ทางการยังไม่ประกาศวิกฤต

บรรยากาศความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง กำลังสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงยุโรป โดยเฉพาะในฝรั่งเศส ที่ประชาชนจำนวนหนึ่งเริ่มวิตกกังวลเรื่องราคาน้ำมันพุ่งและความเสี่ยงน้ำมันขาดแคลน จนเกิดภาพต่อคิวยาวตามปั๊มน้ำมันหลายแห่งในกรุงปารีสและชานเมืองเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

หนึ่งในปัจจัยหลักคือสถานการณ์ความไม่สงบใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญของโลก ความขัดแย้งในพื้นที่ดังกล่าวกำลังสร้างความผันผวนให้กับตลาดพลังงาน และดันราคาน้ำมันในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้น

อับเดอลีลาห์ คาลิล ลูกค้าปั๊มน้ำมันรายหนึ่ง ระบุว่า ความตึงเครียดกำลังสร้างความตื่นตระหนกไปทั่ว มันทำให้ทุกคนวิตก และดันราคาน้ำมันขึ้น และเขาคิดว่านี่คือเหตุผลที่หลายคนรีบมาเติมน้ำมัน

ขณะที่โคลด เบลล็อก ชาวเมืองอีกราย บอกว่าการมาเติมน้ำมันของเขาเป็นเพียงการป้องกันไว้ก่อน แม้จะยังมีน้ำมันเหลือ แต่ต้องมาเติมไว้ก่อน เผื่อฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม ประชาชนบางคน มองว่าสถานการณ์นี้เป็นเพียงความตึงเครียดชั่วคราว และไม่นาน สถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ

ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้ ทางการฝรั่งเศสยังไม่พบปัญหาน้ำมันขาดแคลนแต่อย่างใด แต่ภาพการต่อคิวเติมน้ำมันสะท้อนความกังวลของประชาชน ที่หวั่นว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจลุกลามและกระทบค่าครองชีพในวงกว้าง.

ที่มา : AP

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ

ไต้หวันสั่งฟ้อง 62 ราย โยง “Prince Group” กัมพูชา ฟอกเงิน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

ไต้หวันสั่งฟ้อง 62 ราย โยง "Prince Group" กัมพูชา ฟอกเงิน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

4 มี.ค. 2569 12:50 น.

ไต้หวันสั่งฟ้อง 62 ราย โยง “Prince Group” กัมพูชา ฟอกเงิน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

อัยการไต้หวันสั่งฟ้องบุคคล 62 รายและบริษัทอีก 13 แห่ง ฐานพัวพันเครือข่ายอาชญากรรมของ “เฉิน จื้อ” ผู้ก่อตั้งอาณาจักร Prince Group ในกัมพูชา พบใช้ไต้หวันเป็นแหล่งฟอกเงินกว่า 1 หมื่นล้านบาท กว้านซื้ออสังหาฯ และซูเปอร์คาร์หรู

สำนักงานอัยการเขตไทเปได้แถลงการณ์สั่งฟ้องบุคคลจำนวน 62 คน และนิติบุคคลอีก 13 แห่ง ในข้อหาหนักหลายกระทง ซึ่งรวมถึงการก่อตั้งและบงการองค์กรอาชญากรรม การฟอกเงินจำนวนมหาศาล และการดำเนินกิจการพนันผิดกฎหมาย โดยทั้งหมดมีความเชื่อมโยงกับ นายเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท Prince Holding Group มหาเศรษฐีผู้ทรงอิทธิพลในกัมพูชา

จากการสืบสวนพบว่า นายเฉิน จื้อ และเครือข่าย ได้ใช้ไต้หวันเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นหลักในการถ่ายเททรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิดกฎหมาย ทั้งจากเครือข่ายต้มตุ๋นออนไลน์และการพนันข้ามชาติ โดยมีการโอนเงินผ่านบริษัทนอมินีเข้ามายังไต้หวันรวมมูลค่ากว่า 10,800 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 10,760 ล้านบาท)

เงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปแปรสภาพเป็นทรัพย์สินหรูหราเพื่อปกปิดแหล่งที่มาของรายได้ ประกอบด้วยบ้านและคอนโดมิเนียมหรูรวม 24 แห่ง รถยนต์ระดับไฮเอนด์ 35 คัน รวมถึงแบรนด์ซูเปอร์คาร์อย่าง Ferrari และ Porsche รวมถึงเงินสด กระเป๋าแบรนด์เนม และรองเท้าหรู มูลค่ารวมกว่า 55 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน

ล่าสุด ทางการไต้หวันได้สั่งยึดทรัพย์สินไปแล้วกว่า 5,500 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน และเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาได้มีการนำรถหรู 33 คัน รวมถึงรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นออกประมูล ซึ่งทำรายได้เข้าสู่รัฐไปแล้วกว่า 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

เบื้องหลังอาณาจักรอาชญากรรมนายเฉิน จื้อ ถูกทางการสหรัฐฯ ตั้งข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน โดยระบุว่ากลุ่มบริษัท Prince Group เป็นเพียงฉากหน้าของเครือข่ายอาชญากรรมทางไซเบอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้เขายังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังค่ายกักขังแรงงานเถื่อนในกัมพูชาเพื่อบังคับให้ทำหน้าที่ต้มตุ๋นหลอกลวงคนทั่วโลก 

ทั้งนี้ นายเฉิน จื้อ ถูกทางการกัมพูชาเนรเทศส่งตัวไปยังจีนเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยสื่อทางการจีนได้เผยแพร่ภาพขณะที่เขาถูกสวมกุญแจมือและคลุมศีรษะลงจากเครื่องบินที่สนามบินปักกิ่ง ซึ่งจีนขนานนามเขาว่าเป็น “หัวหน้าองค์กรอาชญากรรมพนันและฉ้อโกงข้ามชาติรายใหญ่”

อัยการไต้หวันระบุว่า การกระทำของเครือข่ายนี้ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อระบบการเงินและเสถียรภาพทางสังคมของไต้หวันอย่างรุนแรง แต่ยังทำลายภาพลักษณ์ของไต้หวันในระดับสากลอีกด้วย โดยทางอัยการได้เสนอให้ศาลลงโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ตั้งแต่ 6 ปี ถึงมากกว่า 20 ปี

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ทั่วเอเชีย รวมถึงในสิงคโปร์และฮ่องกง กำลังเร่งดำเนินการอายัดทรัพย์สินและควบคุมตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย Prince Group อย่างต่อเนื่อง เพื่อทลายวงจรอาชญากรรมข้ามชาติที่เฟื่องฟูขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา.

ที่มา Reuters / AFP

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุ กระทบผู้บริโภควงกว้าง

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุ กระทบผู้บริโภควงกว้าง

4 มี.ค. 2569 12:50 น.

ราคาน้ำมันสหรัฐฯ พุ่ง หลังสงครามตะวันออกกลางปะทุ กระทบผู้บริโภควงกว้าง

ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยในสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นทันที 11 เซนต์ต่อแกลลอน ภายในคืนเดียว ท่ามกลางสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง

ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์สหรัฐฯ หรือ AAA ระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินธรรมดาในสหรัฐฯ ขายเฉลี่ยอยู่ที่ 3.11 ดอลลาร์ต่อแกลลอน สร้างความแตกตื่นให้ผู้บริโภคจำนวนมาก

แม้ก่อนหน้านี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับขึ้นอยู่แล้ว เนื่องจากโรงกลั่นทยอยเปลี่ยนสูตรการผลิตเป็นน้ำมันสูตรฤดูร้อน แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากผลกระทบของสงคราม

ที่เมืองแจ็กสัน รัฐมิสซิสซิปปี นางแอนน์ ดัลสกี เปิดเผยว่า เธอต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นถึง 15 ดอลลาร์จากปกติในการเติมน้ำมันเต็มถังเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเธอมองว่าจะส่งกระทบต่อทุกอย่างในชีวิต และเธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น 

ขณะที่เมืองเบอร์ลิงตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ราคาน้ำมันบางปั๊มขยับเข้าใกล้ 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน

ด้านเอริน เคลลี ระบุว่า ราคาน้ำมันแพงขึ้นมาก และเธอต้องจ่ายมากกว่า 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอนสำหรับน้ำมันพรีเมียม โดยเธอระบุว่า ตอนนี้ทุกคนต้องมีรายจ่ายค่าของชำสูงขึ้นอยู่แล้ว เมื่อต้องมาจ่ายค่าน้ำมันแพงกว่าเดิม ก็ถือว่าน่ากังวลไม่น้อย

สถานการณ์ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น สะท้อนผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้างต่อไป

ที่มา : AP

คลิกอ่าน ข่าวต่างประเทศ

การท่าเรือฯ ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม เตรียมแผนรับมือศึกตะวันออกกลาง

การท่าเรือฯ ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม เตรียมแผนรับมือศึกตะวันออกกลาง

4 มี.ค. 2569 12:40 น.

การท่าเรือฯ ยืนยันบริการ 5 ท่าเรือหลัก ยังไม่ปรับค่าธรรมเนียม เตรียมแผนรับมือศึกตะวันออกกลาง

การท่าเรือเผยความขัดแย้งตะวันออกกลาง ไม่กระทบส่งออก-นำเข้าสินค้า พร้อมให้บริการตามปกติ 24 ชม. ย้ำไม่ปรับค่าภาระหรือค่าบริการ เตรียมพร้อมแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ใช้ระบบติดตามเรือแบบเรียลไทม์

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการ สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่าจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลและอิหร่านในภูมิภาคตะวันออกกลาง ได้สร้างความผันผวนต่อตลาดพลังงานและต้นทุนการขนส่งทางทะเลในระดับสากล ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ กทท. ได้ติดตามพัฒนาการของสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจเกี่ยวข้องกับระบบขนส่งทางทะเลของประเทศ

ทั้งนี้ กทท. ขอยืนยันว่าการให้บริการท่าเรือภายใต้การกำกับดูแลทุกแห่งยังคงดำเนินงานตามปกติ ทั้งท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน ท่าเรือเชียงของ และท่าเรือระนอง โดยมีระบบบริหารจัดการท่าเรือและแผนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินที่ชัดเจน รองรับเรือเข้า–ออกและการขนถ่ายสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ได้เฝ้าระวังได้ประสานงานกับสายเรือ ตัวแทนเรือ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้ระบบติดตามข้อมูลการเดินเรือและตารางเรือแบบเรียลไทม์ เพื่อประเมินความเคลื่อนไหวของเส้นทางเดินเรือระหว่างประเทศ หากมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางหรือรอบการเดินเรือ กทท. สามารถบริหารจัดการท่าเทียบและทรัพยากรภายในท่าเรือได้อย่างยืดหยุ่น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า

“ขณะนี้การให้บริการของ กทท. ยังคงเป็นไปตามปกติ ตลอด 24 ชั่วโมง และยังไม่พบผลกระทบต่อภารกิจหลักด้านการนำเข้าและส่งออกสินค้า รวมถึงอัตราค่าภาระและค่าบริการของ กทท. ยังคงเป็นไปตามอัตราปกติ ไม่มีการปรับเปลี่ยนจากสถานการณ์ดังกล่าว โดย กทท. ได้เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ พร้อมประเมินปัจจัยความเสี่ยงอย่างรอบด้าน เพื่อให้มั่นใจว่าระบบโลจิสติกส์ทางน้ำของประเทศยังคงมีเสถียรภาพและความต่อเนื่อง”ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร  กล่าว

ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐาน ระบบบริหารจัดการ และความร่วมมือกับภาคเอกชนในภาคการเดินเรือของไทยมีความพร้อมรองรับความผันผวนในระดับสากล โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัย ความต่อเนื่องในการให้บริการ และการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ประกอบการและผู้ใช้บริการทุกภาคส่วน”

อย่างไรก็ตาม กทท. จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป และพร้อมสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อยืนยันว่าการขนส่งทางทะเลของประเทศยังคงดำเนินไปอย่างมั่นคงและไม่กระทบต่อการให้บริการหลักในภาพรวม

ชาวอิหร่านแห่ไว้อาลัยให้นักเรียนที่เสียชีวิตหลังโรงเรียนโดนโจมตี

ชาวอิหร่านแห่ไว้อาลัยให้นักเรียนที่เสียชีวิตหลังโรงเรียนโดนโจมตี

4 มี.ค. 2569 12:10 น.

ชาวอิหร่านแห่ไว้อาลัยให้นักเรียนที่เสียชีวิตหลังโรงเรียนโดนโจมตี

ชาวอิหร่านนับ1,000คนลงถนนแห่ไว้อาลัยให้กับการสูญเสียจากเหตุการณ์ ที่สหรัฐและอิสราเอลโจมตีโรงเรียนในทางใต้ของอิหร่าน ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 160 ราย 

งานศพที่จัดขึ้นเพื่อไว้อาลัยแก่นักเรียนเเละผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การยิงโจมตีของสหรัฐและอเมริกาที่ยิงโจมตีไปยังโรงเรียนล้วนในเมืองมีนาบ ทางต้อนใต้ถูกอิหร่าน ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 160 ราย

นักข่าวรายงานว่ามีชาวอิหร่านนับ 1,000 คนลงถนนเพื่อแสดงถึงความไว้อาลัยและแสดงความเคารพต่อการสูญเสียในครั้งนี้ โดยร่างของผู้เสียชีวิตถูกใส่ไว้ในโลงลายธงชาติอิหร่าน เเละถูกแห่รอบเมืองผ่านฝูงชนที่กำลังสวดภาวนา 

โดยงานไว้อาลัยในครั้งนี้ถูกจัดเมื่อวัน 4 มีนาคม 2026 ที่จตุรัสใจกลางเมืองมีนาบ มีผู้เข้าร่วมงานไว้อาลัยให้สัมภาษณ์ว่า การสูญเสียผู้บริสุทธิ์กว่า 160 คน ในครั้งเดียวกันนั้น ไม่ใช่ การช่วยเหลือ ที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยให้สัมภาษณ์ แต่นี่คือการก่ออาชญากรรมอย่างเลือดเย็น

ด้านประธานาธิบดีของอิหร่านแถลงว่า การโจมตีโรงดรียนที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ป่าเถื่อนอย่างมาก และนี่คืออาชญากรรมที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นจากเหล่าผู้ใช้ความรุนแรง

ด้านสหรัฐโต้กลับว่า พวกเขาไม่มีเจตนามุ่งโจมตีไปยังพลเรือน เเละไม่มีเจตนาแฝงใดๆที่โจมตีไปยังโรงเรียน เพราะพวกเขาให้ความสำคัญกับการปกป้องพลเรือนผู้บริสุทธิ์ในประเทศ และพวกเขาจะตรวจเช็คเเละลดความอันตรายที่จะเกิดกับพลเรือนในอนาคต.

อ่านข่าวเพิ่มเติม : ข่าวต่างประเทศ

ที่มา : Aljazeera

“ทรัมป์” ฉุน “สเปน” ขู่สั่งคว่ำบาตรการค้าเบ็ดเสร็จ หลังถูกปฏิเสธให้ใช้ฐานทัพเปิดศึกถล่มอิหร่าน

"ทรัมป์" ฉุน "สเปน" ขู่สั่งคว่ำบาตรการค้าเบ็ดเสร็จ หลังถูกปฏิเสธให้ใช้ฐานทัพเปิดศึกถล่มอิหร่าน

4 มี.ค. 2569 12:08 น.

“ทรัมป์” ฉุน “สเปน” ขู่สั่งคว่ำบาตรการค้าเบ็ดเสร็จ หลังถูกปฏิเสธให้ใช้ฐานทัพเปิดศึกถล่มอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผย “สเปนทำตัวแย่มาก” ขู่ตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับสเปนอย่างรุนแรง หลังรัฐบาลสเปนไม่อนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ฐานทัพในประเทศเพื่อภารกิจโจมตีอิหร่าน ด้าน “เยอรมนี” รุดเตือนสหรัฐฯ ไม่อาจเลือกปฏิบัติทางการค้ากับสมาชิกสหภาพยุโรปรายใดรายหนึ่งได้

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและสเปนทวีความรุนแรงขึ้นถึงขีดสุด เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขู่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางการค้าต่อสเปนอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอบโต้ที่พันธมิตรนาโต้รายนี้ปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอากาศโรตา และมอโรน ทางตอนใต้ของสเปน ในการดำเนินภารกิจที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีอิหร่าน

ทรัมป์กล่าวต่อผู้สื่อข่าวระหว่างการประชุมกับนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ แห่งเยอรมนี ว่า  “สเปนทำตัวแย่มาก” พร้อมระบุว่าเขาได้สั่งการให้นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายเจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เตรียมพิจารณา “ตัดการติดต่อสื่อสารและธุรกิจทั้งหมด” กับสเปน โดยย้ำว่า “สเปนไม่มีอะไรที่เราต้องการเลย”

ชนวนเหตุสำคัญเกิดจากการที่สหรัฐฯ ต้องเคลื่อนย้ายเครื่องบินรบ 15 ลำ รวมถึงเครื่องบินเติมน้ำมันออกจากสเปน หลังจากรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ยืนยันว่าจะไม่ยอมให้พื้นที่ของสเปนถูกใช้เป็นฐานในการโจมตีอิหร่าน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแสดงความไม่พอใจที่สเปนไม่ยอมเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมให้ถึง 5% ของจีดีพีตามข้อเรียกร้องของเขา

ด้านนายกรัฐมนตรีฟรีดริช เมิร์ซ ของเยอรมนี ได้ออกมากล่าวเตือนทรัมป์เป็นการส่วนตัวว่า สเปนเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) และการเจรจาภาษีศุลกากรใดๆ จะต้องทำร่วมกับสหภาพยุโรปทั้งหมด “ไม่มีทางที่จะปฏิบัติอย่างเลวร้ายต่อสเปนเพียงประเทศเดียวได้” พร้อมเสริมว่าแม้กลุ่มประเทศยุโรปกำลังกดดันสเปนให้เพิ่มงบกลาโหมขึ้นเป็น 3-3.5% แต่นั่นไม่ควรนำมาปะปนกับข้อตกลงทางการค้า

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการค้าจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์และนิวยอร์ก ให้ความเห็นว่า ทรัมป์อาจใช้อำนาจตามกฎหมายเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศได้ แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการที่สเปนปฏิเสธไม่ให้ใช้ฐานทัพนั้นเป็น “ภัยคุกคามที่ร้ายแรงและไม่ธรรมดา” ต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่สูงมากและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ทั้งนี้ สเปนเป็นผู้ส่งออกน้ำมันมะกอกรายใหญ่ที่สุดของโลก รวมถึงชิ้นส่วนยานยนต์ เหล็ก และเคมีภัณฑ์ไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากสำนักสำมะโนประชากรสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ เป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ากับสเปนติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยในปี 2025 สหรัฐฯ ส่งออกสินค้าไปยังสเปน โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG มูลค่าสูงถึง 2.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นำเข้าเพียง 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้สเปนอาจได้รับผลกระทบน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้

รัฐบาลสเปนออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า สหรัฐฯ ควรเคารพอำนาจหน้าที่ของภาคเอกชนและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าสเปนมีทรัพยากรเพียงพอที่จะรับมือกับผลกระทบจากการคว่ำบาตร และจะยังคงยึดมั่นในหลักการการค้าเสรีต่อไป ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ถือเป็นหนึ่งในผู้นำฝ่ายซ้ายที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนในยุโรป และมักมีจุดยืนขัดแย้งกับทรัมป์บ่อยครั้ง เช่น การปฏิเสธไม่ให้เรือขนส่งอาวุธไปยังอิสราเอลเข้าจอดเทียบท่าในสเปนก่อนหน้านี้.

ที่มา Reuters

ตลาดหุ้นเอเชียดิ่งหนัก “เกาหลีใต้” ต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว

ตลาดหุ้นเอเชียดิ่งหนัก “เกาหลีใต้” ต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว

4 มี.ค. 2569 12:04 น.

ตลาดหุ้นเอเชียดิ่งหนัก “เกาหลีใต้” ต้องระงับการซื้อขายชั่วคราว

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ดัชนีหุ้นตัวสำคัญหลายตัวในเอเชียดิ่งลงหนัก ทั้งในญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง รวมไปถึงเกาหลีใต้ที่ต้องสั่งใช้มาตรการระงับการซื้อขายชั่วคราว 

ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ประกาศระงับการซื้อขายชั่วคราวในวันนี้ (4 มี.ค.) หลังดัชนีสำคัญทั้งสองปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงจากจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

โดยดัชนี Kospi ร่วงลงถึง 12% ในวันนี้ ซ้ำเติมสถานการณ์การเทขายอย่างหนักต่อเนื่องจากเมื่อวาน ขณะที่สงครามในตะวันออกกลางสั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้จึงตัดสินใจบังคับใช้มาตรการหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว (Trading Halt) หลังจากดัชนี Kospi และ Kosdaq ต่างดิ่งลงมากกว่า 8% ในช่วงเช้าของการซื้อขาย ก่อนที่ในเวลาต่อมาดัชนี Kospi จะปรับตัวลงไปมากกว่า 12%

ก่อนหน้านี้ในวันอังคาร (3 มี.ค)  ดัชนีดิ่งลงไป 7.2% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวลดลงที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2024 โดยนักลงทุนต่างพากันถอนตัวออกจากตลาดที่เคยพุ่งสูงขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้ จากกระแสความตื่นตัวในหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI)

ทั้งนี้ เกาหลีใต้เป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับ 4 ของโลก โดยต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเกือบทั้งหมด และประมาณ 70% ของการนำเข้าน้ำมันนั้นมาจากภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทางด้านตลาดเงิน ค่าเงินวอนอ่อนค่าลงจนทะลุระดับแนวต้านจิตวิทยาที่ 1,500 วอนต่อดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ส่งผลให้ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ต้องออกแถลงการณ์ทันทีหลังเปิดตลาด โดยระบุว่าทางธนาคารกลางจะเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินวอนและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมีความผันผวนเบี่ยงเบนไปจากปัจจัยพื้นฐานในประเทศมากเกินไปหรือไม่ แม้จะพิจารณาถึงปัจจัยภายนอกแล้วก็ตาม พร้อมยืนยันว่าจะเข้าดำเนินการตอบโต้ต่อพฤติกรรมแห่ตามกัน (Herd-like behaviour) ในตลาด

สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบไปทั่วเอเชีย โดยดัชนี Nikkei ของญี่ปุ่นปรับตัวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งเดือนที่ 3.5% เนื่องจากนักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่ดัชนี Topix ลดลง 3.7% ส่วนทางด้านตลาดหุ้นฮ่องกงร่วงลง 3% และดัชนี Straits Times ของสิงคโปร์ปรับตัวลดลง 2.4% ในช่วงเที่ยงตามเวลาท้องถิ่น โดยนักยุทธศาสตร์จาก IwaiCosmo Securities วิเคราะห์ว่านักลงทุนได้เปลี่ยนเป้าหมายมาเทขายดัชนีที่เคยทำผลงานได้ดีอย่าง Nikkei และ Kospi เพื่อเร่งเก็บกำไรในภาวะเสี่ยง

ในส่วนของภาคพลังงาน ราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้น 12% สู่ระดับกว่า 75 ดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่เริ่มมีการโจมตีเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่น้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นมากกว่า 13% ยืนเหนือระดับ 82 ดอลลาร์สหรัฐฯ ท่ามกลางคำเตือนว่าราคาอาจพุ่งสูงถึง 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ จะให้คำมั่นว่ากองทัพเรือจะช่วยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบรรเทาความกังวล แต่การโจมตีของอิหร่านต่อประเทศเพื่อนบ้านและการปิดบ่อน้ำมันบางแห่งยังคงเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อเศรษฐกิจในเอเชียที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลัก.

ที่มา: CNA

อ่านข่าว สงครามตะวันออกกลาง ได้ ที่นี่

“ทรัมป์-รูบิโอ” ให้ข้อมูลขัดแย้ง ปมตัดสินใจส่งกองทัพสหรัฐฯ เปิดศึกถล่มอิหร่าน

"ทรัมป์-รูบิโอ" ให้ข้อมูลขัดแย้ง ปมตัดสินใจส่งกองทัพสหรัฐฯ เปิดศึกถล่มอิหร่าน

4 มี.ค. 2569 11:15 น.

“ทรัมป์-รูบิโอ” ให้ข้อมูลขัดแย้ง ปมตัดสินใจส่งกองทัพสหรัฐฯ เปิดศึกถล่มอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยเหตุผลในการนำสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามอิหร่านไปคนละทิศทาง ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนักจากทั้งฝ่ายเดโมแครตและกลุ่มอนุรักษนิยมที่สนับสนุนทรัมป์เอง ว่าเป็น “สงครามที่เลือกเอง” และอาจถูกอิสราเอลจูงจมูก

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญกับแรงกดดันครั้งใหม่ในการชี้แจงเหตุผลที่เขาสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ เข้าร่วมกับอิสราเอลในการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยคำแถลงล่าสุดของเขามีความขัดแย้งกับข้อมูลของนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ให้ไว้เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า

เมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) นายมาร์โก รูบิโอ ระบุว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องเปิดฉากโจมตีก่อนเพราะเกรงว่าอิหร่านจะทำการตอบโต้อิสราเอลที่มีแผนโจมตีอิหร่านอยู่แล้ว “เราทราบดีว่าอิสราเอลจะลงมือ และสิ่งนั้นจะกระตุ้นให้อิหร่านโจมตีกองกำลังอเมริกัน หากเราไม่ชิงลงมือก่อน เราจะต้องสูญเสียกำลังพลมากกว่านี้”

อย่างไรก็ตาม ในวันอังคารที่ผ่านมา (3 มี.ค.) ระหว่างการเข้าพบกับนายฟรีดริช เมิร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ณ ห้องรูปไข่ ประธานาธิบดีทรัมป์กลับปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าอิสราเอลเป็นฝ่ายกดดันสหรัฐฯ โดยระบุว่าเป็นความเชื่อส่วนตัวของเขาเองว่าอิหร่านกำลังจะโจมตีก่อน “ผมอาจจะเป็นฝ่ายกดดันพวกเขา (อิสราเอล) เองด้วยซ้ำ… ในความเห็นของผม พวกคนบ้าเหล่านั้น (อิหร่าน) กำลังจะเปิดฉากโจมตีเราก่อน ถ้าเราไม่ทำ พวกเขาก็ทำอยู่ดี ผมเชื่อมั่นอย่างนั้น”

ความสับสนในข้อมูลของรัฐบาลทำให้กลุ่มสนับสนุนทรัมป์เริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจ อาทิ แมตต์ วอลช์ นักวิเคราะห์ชื่อดังที่ตั้งคำถามว่า สหรัฐฯ กำลังเข้าสู่สงครามเพียงเพราะอิสราเอลบีบบังคับใช่หรือไม่ ขณะที่ เมจิน เคลลี่ ระบุว่าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ คือการดูแลคนอเมริกัน ไม่ใช่ดูแลอิหร่านหรืออิสราเอล และสงครามครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็น “สงครามของอิสราเอล” อย่างชัดเจน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเปิดเผยว่า ก่อนการโจมตีจะเริ่มขึ้น นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษสหรัฐฯ และนายจาเร็ด คุชเนอร์ ตัวแทนจากสหรัฐฯ ได้พยายามเจรจาให้อิหร่านยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมที่นครเจนีวา แต่อิหร่านกลับเสนอแผนที่จะเพิ่มการเสริมสมรรถนะให้สูงขึ้นไปอีก ทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ มองว่าอิหร่านกำลังใช้เมคนิคการประวิงเวลาเพื่อพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

แม้ตัวแทนจะรายงานทรัมป์ว่าอาจเป็นไปได้ที่จะทำข้อตกลงนิวเคลียร์ คล้ายกับสมัยรัฐบาลบารัก โอบามาในปี 2015 แต่ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ทรัมป์จึงตัดสินใจสั่งการโจมตีในวันถัดมาทันที

ปัจจุบัน ทำเนียบขาวกำลังเร่งทำ “Damage Control” เพื่อควบคุมสถานการณ์ความเชื่อมั่น ท่ามกลางการสู้รบทางอากาศระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ที่ดำเนินมาเป็นวันที่สี่แล้ว โดยอิหร่านยังคงยืนกรานว่าการโจมตีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้เป็นการกระทำที่ปราศจากการยั่วยุ.

ที่มา Reuters