ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน ขอลี้ภัยเพิ่มอีก 2 คน ที่เหลือออกจากออสเตรเลียแล้ว

ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน ขอลี้ภัยเพิ่มอีก 2 คน ที่เหลือออกจากออสเตรเลียแล้ว

11 มี.ค. 2569 00:40 น.

ทีมฟุตบอลหญิงอิหร่าน ขอลี้ภัยเพิ่มอีก 2 คน ที่เหลือออกจากออสเตรเลียแล้ว

สมาชิกทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านยื่นขอลี้ภัยในออสเตรเลียเพิ่มอีก หลังก่อนหน้านี้นักฟุตบอล 5 คนได้รับอนุมัติวีซ่ามนุษยธรรมแล้ว ท่ามกลางความกังวลว่าพวกเธอจะไม่ปลอดภัยหากกลับอิหร่าน

เมื่อช่วงเช้าวันอังคารที่ 10 มี.ค. 2569 นายแอนโทนี อัลบาเนซี นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ออกมายืนยันว่า นักฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่าน 5 ราย ได้รับการอนุมัติวีซ่ามนุษยธรรมแล้ว ท่ามกลางความกังวลเรื่องความปลอดภัยหากพวกเธอต้องเดินทางกลับประเทศอิหร่าน

ล่าสุด แหล่งข่าวหลายคนบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า มีสมาชิกทีมฟุตบอลหญิงอิหร่านอีก 2 คน ประกอบด้วยนักเตะ 1 ราย และเจ้าหน้าที่ทีมอีก 1 ราย ได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัยในออสเตรเลียแล้วเช่นกัน

ในขณะเดียวกัน เชื่อว่าสมาชิกทีมที่เหลือได้เดินทางออกจากออสเตรเลียเพื่อมุ่งหน้ากลับอิหร่านแล้ว อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพวกเธอจะใช้เส้นทางใดหรือจะเดินทางถึงจุดหมายเมื่อใด

ก่อนหน้านี้ ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านเดินทางมายังออสเตรเลียเพื่อลงแข่งขันรายการฟุตบอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย (Women’s Asian Cup) แต่เริ่มมีกระแสความกังวลเพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของพวกเธอหากต้องเดินทางกลับอิหร่าน หลังจากที่คนในทีม “ยืนสงบนิ่ง” ไม่ยอมร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดแรกเมื่อสัปดาห์ก่อน

ทีมฟุตบอลไม่ได้อธิบายสาเหตุของการกระทำดังกล่าว แต่กลุ่มเคร่งศาสนาหัวรุนแรงในอิหร่านตีความว่าเป็นสัญญาณของการทรยศชาติ ซึ่งมีโทษสถานหนัก

แหล่งข่าวบอกกับ CNN Sports ว่า เหล่านักเตะถูกบังคับให้ร้องเพลงชาติก่อนการแข่งขันนัดที่สองเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (5 มี.ค.) และในวันอาทิตย์ (8 มี.ค.) ก่อนเกมที่พวกเธอพ่ายแพ้ให้กับฟิลิปปินส์ 2-0 พวกเธอก็ได้ร้องเพลงชาติอีกครั้งพร้อมกับทำท่าวันทยหัตถ์แบบทหาร

หลังการแข่งนัดสุดท้ายเมื่อวันอาทิตย์จบลงด้วยความพ่ายแพ้ บรรดากองเชียร์ต่างพากันรุมล้อมรถบัสของทีม พร้อมกับตะโกนบอกตำรวจให้ “ช่วยเด็กๆ ของพวกเราด้วย” ในขณะที่รถเคลื่อนตัวออกไป

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เรียกร้องให้ออสเตรเลียยอมให้เหล่านักฟุตบอลหญิงลี้ภัยในประเทศ

“ออสเตรเลียกำลังทำผิดพลาดครั้งใหญ่ในด้านมนุษยธรรม หากปล่อยให้ทีมฟุตบอลหญิงทีมชาติอิหร่านถูกบังคับให้กลับประเทศ ซึ่งพวกเธอมีโอกาสสูงที่จะถูกสังหาร อย่าทำแบบนั้นเลยท่านนายกรัฐมนตรี ให้สิทธิลี้ภัยแก่พวกเธอเถอะ สหรัฐฯ จะรับพวกเธอไว้เองหากคุณไม่ทำ” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สงครามตะวันออกกลาง ดับพุ่งเฉียด 2,000 ศพ อิหร่าน-เลบานอนหนักสุด

สงครามตะวันออกกลาง ดับพุ่งเฉียด 2,000 ศพ อิหร่าน-เลบานอนหนักสุด

10 มี.ค. 2569 23:18 น.

สงครามตะวันออกกลาง ดับพุ่งเฉียด 2,000 ศพ อิหร่าน-เลบานอนหนักสุด

จำนวนผู้เสียชีวิตจากความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อราว 2 สัปดาห์ก่อน เพิ่มขึ้นจนเกือบถึง 2,000 ศพแล้ว

สำนักข่าว CNN รายงานในวันที่ 10 มี.ค. 2569 ว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุความขัดแย้งและสงครามในตะวันออกกลาง นับตั้งแต่สหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. เพิ่มขึ้นจนเกือบถึง 2,000 ศพแล้ว โดยที่อิหร่านกับเลบานอนเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด

ที่อิหร่าน สำนักข่าวนักสิทธิมนุษยชน (HRANA) ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิที่มีสำนักงานในสหรัฐฯ รายงานว่า พบพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 1,245 ศพ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มเปิดฉากโจมตี ตัวเลขนี้รวมถึงเด็ก 194 ราย นอกจากนี้ยังมีบุคลากรทางทหารเสียชีวิตอีก 189 นายในช่วงเวลาเดียวกันด้วย

ส่วนที่เลบานอน กระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อวันจันทร์ว่า การโจมตีของอิสราเอลที่กลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้งตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 486 ศพ ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่ามีทหารอิสราเอล 2 นายเสียชีวิตทางตอนใต้ของเลบานอนเมื่อเช้ามืดวันอาทิตย์ (8 มี.ค.)

ที่อิรัก กองกำลังระดมประชาชน (PMF) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เผยว่าสมาชิก 18 รายเสียชีวิตจากการโจมตีภายในประเทศ นอกจากนี้ กลุ่มต่าง ๆ และรัฐบาลภูมิภาคเคอร์ดิสถาน (KRG) ยืนยันกับ CNN ว่ามีนักรบชาวเคิร์ดอิหร่าน 3 ราย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของ KRG อีก 1 รายเสียชีวิตจากความขัดแย้งนี้

ที่อิสราเอล หน่วยบริการฉุกเฉิน “มาเกน ดาวิด อาดอม” (MDA) รายงานว่า มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 รายจากการโจมตีของอิหร่านนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยในจำนวนนี้ 9 รายเสียชีวิตจากเหตุขีปนาวุธโจมตีอาคารที่พักอาศัยโดยตรงในเมืองเบตเชเมช (Beit Shemesh)

ที่คูเวต มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ 6 นาย, เจ้าหน้าที่กองทัพคูเวต 2 ราย และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของคูเวตอีก 2 ราย ตามข้อมูลจากกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) กองทัพคูเวต และกระทรวงมหาดไทยคูเวต

ด้านสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) กระทรวงกลาโหมแถลงในวันนี้ว่า มีผู้เสียชีวิตในประเทศอย่างน้อย 6 ศพจากการโจมตีของอิหร่าน โดยผู้เสียชีวิตประกอบด้วยชาวเอมิเรตส์, ปากีสถาน, เนปาล และบังกลาเทศ

ที่ซาอุดีอาระเบีย สำนักงานป้องกันพลเรือนเปิดเผยว่า มีผู้เสียชีวิต 2 รายหลังจากวัตถุระเบิดตกใส่ที่พักอาศัยในเมืองอัล-คาร์จ นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่กองทัพสหรัฐฯ ในซาอุดีอาระเบีย 1 นายเสียชีวิตเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว หลังได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิหร่านตั้งแต่วันที่ 2 ของสงคราม

ที่บาห์เรน สื่อของรัฐบาลรายงานเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ หลังจากเศษซากขีปนาวุธที่ถูกยิงสกัดตกลงมาจนเกิดไฟไหม้บน “เรือต่างชาติ” ในนิคมอุตสาหกรรมซัลมาน นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยบาห์เรนระบุว่ามีหญิงชาวบาห์เรนวัย 29 ปี เสียชีวิตจากการโจมตีของอิหร่านด้วย

ส่วนที่โอมาน สื่อท้องถิ่นรายงานว่า มีชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ศพ หลังจากเรือโดรนพุ่งโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่เขาทำงานอยู่ ขณะที่เรือลอยลำอยู่ห่างจากชายฝั่งโอมานราว 52 ไมล์ทะเล

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สงครามแค่ 2 วันแรก สหรัฐฯ ผลาญอาวุธไปแล้ว มูลค่า 1.76 แสนล้านบาท

สงครามแค่ 2 วันแรก สหรัฐฯ ผลาญอาวุธไปแล้ว มูลค่า 1.76 แสนล้านบาท

10 มี.ค. 2569 22:13 น.

สงครามแค่ 2 วันแรก สหรัฐฯ ผลาญอาวุธไปแล้ว มูลค่า 1.76 แสนล้านบาท

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่า สหรัฐฯ ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ไปแล้วมูลค่ากว่า 1.76 แสนล้านบาท ในช่วงเวลาเพียง 2 วันแรกของสงครามกับอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลให้กับสภาคองเกรส

สำนักข่าว CNN รายงานเมื่อ 10 มี.ค. 2569 อ้างการเปิดเผยจากแหล่งข่าว 2 คนที่รู้ข้อมูลเกี่ยวกับการประเมินที่กระทรวงกลาโหมนำเสนอต่อสภาคองเกรสเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ ใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ไปแล้วมูลค่ามากกว่า 5,600 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.76 แสนล้านบาท) ในเวลาเพียง 2 วันแรกของสงครามกับอิหร่าน

จำนวนเงินมหาศาลดังกล่าวกำลังทำให้เกิดความกังวลอย่างมากในรัฐสภา จากการที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ผลาญระบบอาวุธล้ำสมัยไปอย่างรวดเร็ว รวมถึง อาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงระยะไกล ที่ถูกนำมาใช้อย่างหนักหน่วงในช่วงวันแรกๆ ของสงคราม

นายมาร์ก เคลลี สว.รัฐแอริโซนา สังกัดพรรคเดโมแครต กล่าวว่า สหรัฐฯ และพันธมิตรกำลังใช้ขีปนาวุธป้องกันภัยทางอากาศจำนวนมหาศาลเพื่อยิงสกัดกั้นขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนของอิหร่าน ซึ่งทางเตหะรานเองก็มี “คลังแสงขนาดมหึมา” สำรองไว้เช่นกัน

นายเคลลีระบุอีกว่า เหล่าสมาชิกวุฒิสภาจะซักถามผู้รายงานต่อไปในการประชุมลับวันนี้ เรื่อง “ต้นทุนรายวัน” ที่สหรัฐฯ ต้องแบกรับจากสงครามครั้งนี้

ด้านแหล่งข่าวในสภาคองเกรสหลายคนบอกกับ CNN ว่า สงครามที่กำลังดำเนินอยู่นี้หมายความว่ารัฐบาลอาจจำเป็นต้องขอ “งบประมาณเพิ่มเติม” จากสภาคองเกรสในเร็ว ๆ นี้ เพื่อเร่งผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์เพิ่มขึ้น โดยเจ้าหน้าที่สภาคองเกรสรายหนึ่งกล่าวว่า “นั่นจะเป็นศึกใหญ่ครั้งต่อไป (ในสภา)”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

“เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

"เปียงยาง-ปักกิ่ง" เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

10 มี.ค. 2569 17:27 น.

“เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

เกาหลีเหนือเตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสารเชื่อมกรุงเปียงยาง-กรุงปักกิ่งอีกครั้งในรอบ 6 ปี โดยจะเริ่มเดินรถเที่ยวแรกในวันที่ 12 มี.ค. นี้ หวังฟื้นฟูการคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจกับประเทศพันธมิตร

กระทรวงรวมชาติเกาหลีของเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือและจีนเตรียมกลับมาเปิดให้บริการเส้นทางรถไฟเชื่อมกรุงเปียงยาง-กรุงปักกิ่ง อีกครั้งภายในสัปดาห์นี้ โดยถือเป็นการสิ้นสุดการระงับการเดินรถที่ยาวนานถึง 6 ปี นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

การกลับมาเปิดเส้นทางเดินรถในครั้งนี้ ถือเป็นการฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมขนส่งสายสำคัญระหว่างพันธมิตรทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างเกาหลีเหนือและจีน หลังจากเกาหลีเหนือดำเนินมาตรการปิดพรมแดนอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ต้นปี พ.ศ. 2563 โดยทางการรถไฟของจีนเปิดเผยกับสื่อว่า รถไฟสายเปียงยาง-ปักกิ่ง จะเริ่มให้บริการเที่ยวแรกในวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคมนี้ และจะให้บริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเริ่มต้นการกลับมาเดินรถจะมีการจำกัดจำนวนผู้โดยสารและจะอนุญาตให้ผู้โดยสารใช้บริการได้เพียง 2 ตู้สุดท้ายของขบวนรถเท่านั้น โดยผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักการทูตหรือผู้ที่เดินทางไปปฏิบัติภารกิจของทางการ ในขณะที่ตั๋วโดยสารสำหรับบุคคลทั่วไปอาจมีการพิจารณาเปิดขายในภายหลังหากมีที่นั่งว่างเหลือเพียงพอ

ปัจจุบัน เกาหลีเหนือยังคงปิดประเทศและยังจำกัดจำนวนและคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทำให้การเดินทางเข้าเกาหลีเหนือของชาวต่างชาติเป็นไปได้ยาก ยกเว้นเพียงกลุ่มนักท่องเที่ยวจากรัสเซียที่มีข้อตกลงพิเศษกับรัฐบาลเกาหลีเหนือเท่านั้น 

ทั้งนี้ข้อมูลจากบริษัททัวร์ที่จัดทริปเข้าเกาหลีเหนือ ระบุว่า ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 นักท่องเที่ยวชาวจีนถือเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าเกาหลีเหนือมากที่สุดเป็นอันดับ 1 

นอกจากนี้ มีรายงานเพิ่มเติมจากสื่อเกาหลีเหนือว่าทางการได้ประกาศยกเลิกการแข่งขัน “เปียงยาง มาราธอน” (Pyongyang Marathon) ที่กำหนดจะจัดขึ้นในเดือนหน้าแล้วในเมื่อวานนี้ (9 มี.ค.) โดยไม่ได้ระบุเหตุผลที่แน่ชัด โดยรายการวิ่งดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมไม่กี่ประเภทที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมจากนานาชาติสามารถเดินทางมายังเกาหลีเหนือเพื่อเข้าร่วมได้.

ที่มา: CNA

ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง “หุบเขามรณะ” พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง "หุบเขามรณะ" พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

10 มี.ค. 2569 16:27 น.

ดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง “หุบเขามรณะ” พื้นที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา งามที่สุดในรอบ 10 ปี

จากพื้นดินที่เคยแห้งแล้งดินแตกระแหง กลับกลายเป็นทุ่งดอกไม้สีทองสุดตระการตา เมื่อปรากฏการณ์ “ซูเปอร์บลูม” เข้าแต่งแต้มสีสันให้ “หุบเขามรณะ” พื้นที่ที่แห้งแล้งที่สุดในอเมริกา หลังได้รับปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในรอบหลายปี เผยเป็นความงามเพียงชั่วคราวที่หาชมได้ยากและอาจไม่เกิดขึ้นอีกนานนับปี

อุทยานแห่งชาติเดธวัลเลย์ (Death Valley National Park) สถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าแห้งแล้งที่สุดในอเมริกาเหนือและร้อนที่สุดในโลก กำลังกลายเป็นจุดสนใจของคนทั่วโลก เมื่อเกิดปรากฏการณ์พืชพรรณนานาชนิดพากันผลิบานพร้อมกันจนเต็มทุ่ง หรือที่เรียกว่า “ซูเปอร์บลูม” เปลี่ยนภูมิทัศน์สีน้ำตาลอันอ้างว้างให้กลายเป็นพรมสีทองอร่ามและสีสันสดใสอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนัก

แม้อุทยานบางแห่งในแคลิฟอร์เนียใต้และเนวาดาจะมีการบานของดอกไม้ป่าเป็นประจำทุกปี แต่สำหรับเดธวัลเลย์แล้ว ปรากฏการณ์นี้ถือว่าเกิดขึ้นได้ยากมาก โดยแมตธิว ลามาร์ เจ้าหน้าที่อุทยานระบุว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ดอกไม้บานสวยงามที่สุดนับตั้งแต่ปี 2016 เป็นต้นมา ปัจจัยสำคัญมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาซึ่งถือเป็นเดือนที่เปียกชื้นที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เมล็ดพันธุ์ที่ฝังตัวอยู่ใต้ดินมานานนับปีได้รับความชุ่มชื้นและงอกเงยขึ้นมา

ดอกไม้ที่เป็นนางเอกของงานนี้คือ “เดเซิร์ต โกลด์” (Desert Gold) หรือทานตะวันทะเลทรายที่บานสะพรั่งจนดูเหมือนพรมสีทอง ปกคลุมไปทั่วบริเวณหุบเขา แซมด้วยสีม่วงของดอกฟาซีเลีย (Phacelia) สีขาวนวลของพริมโรส (Brown-eyed Primrose) และสีชมพูของดอกเดเซิร์ตไฟว์สปอต (Desert Five-spot)

นักนิเวศวิทยาชี้ให้เห็นว่า ปรากฏการณ์นี้ช่วยลบความเชื่อผิดๆ ที่ว่าทะเลทรายไม่มีสิ่งมีชีวิต เพราะพืชและสัตว์ในเดธวัลเลย์ได้พัฒนากลยุทธ์อันชาญฉลาดในการเอาตัวรอดท่ามกลางสภาพอากาศที่สุดโต่ง เมล็ดพันธุ์เหล่านี้สามารถรอคอยน้ำได้นานนับทศวรรษเพื่อรอจังหวะที่เหมาะสมที่สุดในการเติบโต

สำหรับผู้ที่ต้องการชมความงามนี้ต้องรีบ  เนื่องจากดอกไม้เหล่านี้มีอายุสั้น โดยพื้นที่ในระดับความสูงต่ำจะคงความงามไปจนถึงช่วงกลางหรือปลายเดือนมีนาคมนี้เท่านั้น (ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) ส่วนพื้นที่ในระดับที่สูงขึ้นไปจะเริ่มบานในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน

เจ้าหน้าที่อุทยานและนักนิเวศวิทยาได้ฝากคำเตือนถึงนักท่องเที่ยวว่าห้ามเดินออกนอกเส้นทาง เพื่อป้องกันการเหยียบย่ำดอกไม้และพืชพรรณ รวมถึงห้ามเด็ดดอกไม้ เพราะการเด็ดดอกไม้ 1 ดอก หมายถึงเมล็ดพันธุ์ที่จะลดน้อยลงสำหรับคนรุ่นหลัง และการเด็ดดอกไม้ในอุทยานถือเป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎหมาย พร้อมเตือนให้ระวังดอกฟาซีเลียสีม่วงอาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังหากสัมผัส รวมถึง “หนอนผีเสื้อเหยี่ยว” (Sphinx Moth Caterpillars) ที่กำลังคลานหาอาหารบนพื้นดินก่อนจะฝังตัวกลายเป็นดักแด้

เจ้าหน้าที่ลามาร์กล่าวทิ้งท้ายว่า “นี่คือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการมาเยือนเดธวัลเลย์เพื่อสัมผัสประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าปรากฏการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อไหร่”.

ที่มา ASSOCIATED PRESS

อิหร่านประกาศกร้าว จะไม่มีการส่งออกน้ำมัน “แม้แต่ลิตรเดียว” หากสงครามยังไม่ยุติ

อิหร่านประกาศกร้าว จะไม่มีการส่งออกน้ำมัน "แม้แต่ลิตรเดียว" หากสงครามยังไม่ยุติ

10 มี.ค. 2569 14:49 น.

อิหร่านประกาศกร้าว จะไม่มีการส่งออกน้ำมัน “แม้แต่ลิตรเดียว” หากสงครามยังไม่ยุติ

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) ยืนยันจะเป็นผู้กำหนดจุดจบของสงครามเอง ประกาศกร้าวจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันแม้แต่ลิตรเดียว เมินคำขู่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่ประกาศจะถล่มคืน 20 เท่าหากปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านตัดเยื่อใย ปฏิเสธเจรจาสหรัฐฯ หลังถูกเปิดฉากโจมตีทั้งที่การหารือมีความคืบหน้า

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (IRGC) แถลงยืนยันจุดยืนแข็งกร้าวในการระงับการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาคตะวันออกกลางไปยังกลุ่มประเทศพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ตราบใดที่ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านยังคงดำเนินต่อไป

นายอาลี โมฮัมหมัด นาอินี โฆษก IRGC ระบุผ่านสำนักข่าวทัสนิมว่า “กองทัพอิหร่านจะไม่ยอมให้มีการส่งออกน้ำมันแม้แต่ลิตรเดียวจากภูมิภาคนี้ไปยังฝ่ายศัตรูและพันธมิตร จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง” พร้อมย้ำว่าความพยายามของสหรัฐฯ ในการควบคุมราคาน้ำมันจะเป็นเรื่องสูญเปล่า เพราะภายใต้สภาวะสงคราม “การค้าต้องขึ้นอยู่กับความมั่นคง”

นอกจากนี้ IRGC ยังได้ยื่นข้อเสนอต่อประเทศในอาหรับและยุโรปว่า หากประเทศใดดำเนินการขับไล่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ และอิสราเอลออกจากดินแดนของตน จะได้รับ “อิสระและอำนาจเต็ม” ในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป

ชนวนเหตุของสงครามครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดเสียชีวิต และขยายวงกว้างไปทั่วตะวันออกกลาง ส่งผลให้การสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลกต้องหยุดชะงักลงอย่างรุนแรงจากการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันซ้ำหลายครั้ง

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาตอบโต้ โดยขู่ว่าจะตอบโต้กลับ “หนักกว่าเดิมถึง 20 เท่า” หากอิหร่านขัดขวางการไหลเวียนของน้ำมัน และคาดการณ์ว่าสงครามจะจบลงเร็วกว่ากำหนด 4 สัปดาห์ที่เขาวางไว้ แม้จะยังไม่มีการนิยามคำว่า “ชัยชนะ” ที่ชัดเจนก็ตาม ขณะที่อิสราเอลระบุเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการโค่นล้มระบอบการปกครองโดยนักการศาสนาของอิหร่าน

ทางด้าน นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ PBS ของสหรัฐฯ ว่าอิหร่านไม่มีแผนที่จะกลับไปเจรจากับสหรัฐฯ อีก เนื่องจาก “ประสบการณ์อันขมขื่น” ในอดีต โดยระบุว่าแม้การเจรจา 3 รอบที่ผ่านมาจะมีความคืบหน้าอย่างมาก แต่สหรัฐฯ กลับตัดสินใจโจมตีอิหร่านในที่สุด

สำหรับสถานการณ์ด้านพลังงาน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ผันผวนอย่างหนัก โดยพุ่งสูงขึ้นกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่รัสเซียรุกรานยูเครนในปี 2022 ก่อนจะร่วงลงกว่า 10% ในวันนี้ (10 มี.ค.) หลังจากทรัมป์ระบุว่าอาจมีการยกเว้นการคว่ำบาตรน้ำมันต่อ “บางประเทศ” ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่าอาจหมายถึงการผ่อนปรนให้น้ำมันจากรัสเซียเพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนพลังงานโลก

ทั้งนี้ เอกอัครราชทูตอิหร่านประจำสหประชาชาติเปิดเผยว่า นับตั้งแต่เริ่มมีการระดมโจมตีทางอากาศโดยสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ มีพลเรือนชาวอิหร่านเสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 1,332 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก.

ที่มา Reuters / FRANCE 24

เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน หลังสงครามอิหร่านทำราคาพุ่ง-ขาดตลาด

เวียดนามวอนประชาชน "ทำงานที่บ้าน" ประหยัดน้ำมัน หลังสงครามอิหร่านทำราคาพุ่ง-ขาดตลาด

10 มี.ค. 2569 13:18 น.

เวียดนามวอนประชาชน “ทำงานที่บ้าน” ประหยัดน้ำมัน หลังสงครามอิหร่านทำราคาพุ่ง-ขาดตลาด

กระทรวงพาณิชย์เวียดนามออกโรงขอความร่วมมือภาคธุรกิจ หนุนพนักงานทำงานจากบ้าน หรือ  Work from Home ลดการใช้รถส่วนตัวเพื่อประหยัดการใช้น้ำมัน หลังสงครามในตะวันออกกลางพ่นพิษ ทำราคาน้ำมันพุ่งกระฉูด ด้านนายกฯ เร่งต่อสายตรงกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับขอนำเข้าด่วน พร้อมสั่งยกเว้นภาษีนำเข้าถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้

กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของเวียดนาม ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ภาคธุรกิจในท้องถิ่นส่งเสริมให้พนักงานทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการประหยัดเชื้อเพลิง ท่ามกลางวิกฤตการหยุดชะงักของอุปทานและราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน

รัฐบาลเวียดนามระบุว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากการขาดแคลนเชื้อเพลิง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยในแถลงการณ์วันนี้ (10 มี.ค.) ระบุว่า สถานประกอบการควรสนับสนุนการทำงานจากที่บ้านตามความเหมาะสมเพื่อลดความจำเป็นในการเดินทางและการขนส่ง นอกจากนี้ยังแนะนำให้ภาคธุรกิจปรับปรุงระบบโลจิสติกส์ ลดการตีรถเปล่า และเร่งพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน

สำหรับภาคประชาชน รัฐบาลขอความร่วมมือให้จำกัดการใช้รถยนต์ส่วนตัว เปลี่ยนมาใช้ระบบคาร์พูล (Carpool) หรือการเดินทางร่วมกันโดยรถยนต์คันเดียวกันระหว่างบุคคลที่มีเส้นทางเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน หรือใช้ระบบขนส่งสาธารณะ พร้อมแนะนำวิธีประหยัดน้ำมัน เช่น ดับเครื่องยนต์เมื่อจอดนาน หลีกเลี่ยงการเบรกหรือเร่งกะทันหัน และหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่าง E5 และ E10

ข้อมูลจาก Petrolimex ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม เผยสถิติว่านับตั้งแต่สิ้นเดือนที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเบนซินในเวียดนามพุ่งขึ้นแล้ว 32% น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 56% และน้ำมันก๊าดพุ่งสูงถึง 80% ส่งผลให้เกิดภาพแถวยาวเหยียดของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่รอคิวเติมน้ำมันในกรุงฮานอย

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีฝ่าม มิงห์ จิ๋ง ได้ต่อสายตรงพูดคุยกับผู้นำของคูเวต กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพื่อขอความมั่นใจในการจัดส่งเชื้อเพลิงและน้ำมันดิบให้กับเวียดนาม โดยเฉพาะการเจรจากับนายกรัฐมนตรีคูเวตเพื่อขอให้ประสานงานส่งน้ำมันดิบให้เวียดนามอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ตัดสินใจยกเว้นภาษีนำเข้าเชื้อเพลิงทุกประเภท โดยมีผลบังคับใช้ไปจนถึงสิ้นเดือนเมษายนนี้

ทางกระทรวงฯ ยังได้ขอความร่วมมือประชาชนและภาคธุรกิจ “ห้ามกักตุนหรือเก็งกำไร” น้ำมัน และขออย่าให้ตื่นตระหนกจนเกินไป พร้อมทั้งขอให้ประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบสถานีบริการน้ำมันที่กระทำผิดกฎหมาย เช่น หยุดขายโดยไม่มีเหตุผล หรือขายเกินราคาที่กำหนด

ปัจจุบัน ความต้องการน้ำมันในเวียดนามปี 2025 คาดว่าจะอยู่ที่ 28.6 ล้านลูกบาศก์เมตร แม้จะมีโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ 2 แห่ง คือ Nghi Son และ Binh Son แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก ขณะที่ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นกว่า 60% ตั้งแต่ต้นปี ทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และนักวิเคราะห์คาดว่าอาจแตะ 140 ดอลลาร์หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย ล่าสุดรัฐบาลเวียดนามได้ระดมน้ำมันสำรองจำนวน 4 ล้านบาร์เรลจากพันธมิตรเพื่อบรรเทาสถานการณ์เบื้องต้นแล้ว.

ที่มา Reuters / VnExpress

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง กระทบความน่าเชื่อถือข่าวจริง

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง กระทบความน่าเชื่อถือข่าวจริง

10 มี.ค. 2569 12:49 น.

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง กระทบความน่าเชื่อถือข่าวจริง

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น การนำ AI มาใช้ปรับแต่งภาพเหตุการณ์จริงในสงครามตะวันออกกลางให้ดูชัดเจนและรุนแรงมากขึ้น อาจนำไปสู่การบิดเบือนข้อเท็จจริง และกระทบความน่าเชื่อถือของข่าวจริง

สื่อต่างประเทศรายงานว่า โลกออนไลน์กำลังเผชิญกระแสข่าวลือและข้อมูลเท็จที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI อย่างหนัก ในขณะสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางยังคงดุเดือด โดยสิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าภาพปลอมที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ทั้งหมด คือ “ภาพเหตุการณ์จริง” ที่ถูกนำมามาปรับแต่งด้วย AI เพื่อให้ภาพดูชัดเจนหรือดูมีความรุนแรงยิ่งขึ้น จนเกิดการบิดเบือนข้อมูลไปจากความเป็นจริง

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ภาพนักบินอเมริกันซึ่งดีดตัวออกจากเครื่องบินรบ กำลังคุกเข่าต่อหน้าชาวคูเวตคนหนึ่ง โดยภาพนี้เป็นภาพที่มีความคมชัดสูง ทำให้เกิดการส่งต่อกันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ จนมีสื่อหลายสำนักนำไปเผยแพร่ แต่หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่าในภาพ นักบินมีนิ้วมือเพียง 4 นิ้ว โดยหลังสื่อต่างประเทศได้นำภาพไปตรวจสอบและพบกับลายน้ำ “SynthID” ของกูเกิล (Google) ทำให้ระบุได้ว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพจาก AI

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุการ์ที่เกิดขึ้นจริง โดยมีหลักฐานจากวิดีโอและภาพถ่ายดาวเทียมยืนยัน ว่าคูเวตยิงเครื่องบินรบสหรัฐฯ ตก 3 ลำ เมื่อวันที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา แต่ภาพต้นฉบับมีความคมชัดต่ำทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน เมื่อมีการนำ AI มาใช้เพิ่มความคมชัดของภาพ (Enhancement) ระบบ AI จึงได้ใส่รายละเอียดที่ไม่มีอยู่จริงเข้าไปในภาพจนเกิดความผิดเพี้ยนไปจากเดิม

เอวานเกลอส คานูลาส ศาสตราจารย์ด้าน AI จากมหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม ระบุว่า AI สามารถปรับแต่ง รายละเอียดพื้นผิว ใบหน้า แสง หรือพื้นหลัง ของภาพต่าง ๆ เพื่อทำให้ภาพดูสมจริงมากกว่าภาพจริง และอาจถูกนำไปใช้เพื่อสร้างสถานการณ์ โดยทำให้การประท้วงดูรุนแรงขึ้นหรือทำให้กลุ่มฝูงชนดูมีขนาดใหญ่กว่าความเป็นจริง

ในอีกกรณีคือภาพเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ใกล้สนามบินเออร์บิลในประเทศอิรัก หลังถูกอิหร่านโจมตีเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่ผ่านมา แม้เหตุการณ์ไฟไหม้จะเป็นเรื่องจริง แต่ AI ได้ปรับแต่ง ให้กองไฟและกลุ่มควันดูใหญ่ขึ้นและมีสีสันฉูดฉาดเกินภาพต้นฉบับไปมากเพื่อให้ดูน่ากลัว

สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการที่ AI เกิดอาการ “หลอน”  (Hallucinate) และเติมรายละเอียดใหม่ ๆ ที่ไม่ได้มีอยู่จริง เข้าไปในภาพ เช่นในกรณีเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองในเมืองมินนิแอโพลิส สหรัฐฯ ทำการวิสามัญนายอเล็กซ์ เพรตตี เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยภาพจากวิดีโอต้นฉบับแสดงให้เห็นว่านายเพรตตีกำลงถือ “โทรศัพท์มือถือ” ไว้ในมือ แต่ภาพที่ถูกนำไปปรับความคมชัดด้วย AI กลับทำให้ดูเหมือนว่าสิ่งของที่อยู่ในมือนายเพรตติคือ “อาวุธปืน”

เจมส์ โอไบรอัน ศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ เตือนว่า “การปรับแต่งแม้เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้การรับรู้เรื่องราวของผู้คนต่างไปได้อย่างสิ้นเชิง” และสิ่งที่อันตรายที่สุดคือการที่สาธารณชนเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น จนแม้แต่ภาพที่เป็นเหตุการณ์จริงก็อาจถูกสงสัยว่าเป็นภาพปลอม.

ที่มา: France24

สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน บุกทลาย บ.จัดการกองทุน พัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน บุกทลาย บ.จัดการกองทุน พัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

10 มี.ค. 2569 11:43 น.

สิงคโปร์อายัดทรัพย์ 4 พันล้าน บุกทลาย บ.จัดการกองทุน พัวพันเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ

ตำรวจและหน่วยงานกำกับการเงินสิงคโปร์เปิดปฏิบัติการบุกตรวจค้นบริษัท Capital Asia Investments (CAI) หลังพบพิรุธเอี่ยวเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สั่งอายัดทรัพย์สินในบัญชีธนาคารและหลักทรัพย์รวมกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือเกือบ 4 พันล้านบาท พร้อมรวบตัว 2 ผู้อำนวยการบริษัทดำเนินคดี

ทางการสิงคโปร์เปิดปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมทางการเงินครั้งใหญ่ โดยเป็นการร่วมมือระหว่างกองกำลังตำรวจสิงคโปร์ (SPF) และธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) เข้าตรวจสอบบริษัทจัดการกองทุนที่ได้รับใบอนุญาตรายหนึ่ง หลังต้องสงสัยว่าพัวพันกับขบวนการฟอกเงิน โดยมีการสั่งอายัดทรัพย์สินในบัญชีธนาคารและบัญชีหลักทรัพย์รวมมูลค่ากว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 3,988 ล้านบาท)

แถลงการณ์ร่วมของหน่วยงานระบุว่า ปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมุ่งเป้าไปที่บริษัท Capital Asia Investments (CAI) ซึ่งนำไปสู่การจับกุมผู้อำนวยการบริษัทจำนวน 2 ราย

ด้าน MAS เปิดเผยว่า ได้ทำการตรวจสอบกิจกรรมของบริษัทดังกล่าวหลังจากได้รับข้อมูลเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่อาจผิดกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบย้อนหลังพบว่าบริษัทมี “ข้อบกพร่องร้ายแรงในการควบคุม” โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

ขณะที่กองกำลังตำรวจสิงคโปร์ระบุเพิ่มเติมว่า ได้รับข้อมูลข่าวกรองทางการเงินจากสำนักงานรายงานธุรกรรมที่ต้องสงสัย เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของ Capital Asia Investments และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ โดยระบุว่าเงินที่ได้จากการกระทำความผิดนั้นมาจากกิจกรรมอาชญากรรมที่มีการจัดตั้งในต่างประเทศ รวมถึงขบวนการหลอกลวงต้มตุ๋น หรือ สแกมเมอร์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศเพื่อขอข้อมูลและขยายผลการสอบสวน

สำหรับบทลงโทษในความผิดฐานฟอกเงินในสิงคโปร์ มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 10 ปี หรือปรับสูงสุด 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะที่ความผิดภายใต้พระราชบัญญัติบริการทางการเงินและตลาดปี 2022 มีโทษปรับสูงสุดถึง 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และอาจมีค่าปรับเพิ่มเติมหากยังคงกระทำความผิดต่อไป

แถลงการณ์ระบุว่า “สิงคโปร์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการป้องกันไม่ให้บุคคลหรือองค์กรใดๆ ใช้ระบบการเงินของประเทศเพื่อการฟอกเงินหรือกิจกรรมอาชญากรรมอื่นๆ โดยตำรวจจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด”.

ที่มา CNA

ครูอเมริกันเสียชีวิต หลังแผนแกล้ง “โยนทิชชู่” ของนักเรียนทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน

ครูอเมริกันเสียชีวิต หลังแผนแกล้ง "โยนทิชชู่" ของนักเรียนทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน

10 มี.ค. 2569 11:20 น.

ครูอเมริกันเสียชีวิต หลังแผนแกล้ง “โยนทิชชู่” ของนักเรียนทำให้เกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน

เกิดเหตุโศกนาฏกรรมในรัฐจอร์เจียของสหรัฐฯ เมื่อครูมัธยมตั้งใจจะออกมาเซอร์ไพรส์จับผิดกลุ่มนักเรียนที่มาแกล้งโยนกระดาษทิชชู่หน้าบ้าน แต่กลับลื่นล้มจนถูกรถของลูกศิษย์ทับเสียชีวิต ขณะที่ครอบครัวของครูผู้ตายวอนศาลถอนฟ้องเด็ก ชี้เป็นอุบัติเหตุและไม่อยากให้ชีวิตเด็กต้องพังเพราะความผิดพลาดนี้

เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐจอร์เจีย ของสหรัฐฯ รายงานอุบัติเหตุสะเทือนขวัญที่ครูมัธยมปลายรายหนึ่งถูกรถของนักเรียนทับเสียชีวิตบริเวณหน้าบ้านพักของตนเอง หลังจากแผนการแกล้งล้อเล่นของนักเรียนด้วยการนำกระดาษชำระมาโยนพาดบนต้นไม้เกิดความผิดพลาดอย่างรุนแรง

ผู้เสียชีวิตคือ นายเจสัน ฮิวจ์ส วัย 40 ปี ครูสอนคณิตศาสตร์และโค้ชกอล์ฟที่โรงเรียนมัธยมปลาย นอร์ธฮอลล์ ในเมืองเกนส์วิลล์ โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นขณะที่กลุ่มนักเรียนนำม้วนกระดาษชำระมาโยนเล่นหน้าบ้านของเขาเพื่อเป็นการล้อเล่น เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา นายฮิวจ์สได้เดินออกมาจากบ้านเพื่อตั้งใจจะทำให้กลุ่มนักเรียนตกใจที่ถูกจับได้ แต่ในจังหวะนั้นเขาเกิดสะดุดและลื่นล้มลงบนพื้นถนนที่เปียกแฉะจากฝน ขณะเดียวกันกลุ่มนักเรียนที่ตกใจได้พยายามขับรถหนีออกจากที่เกิดเหตุด้วยรถยนต์ 2 คัน เป็นเหตุให้หนึ่งในรถคันดังกล่าวทับร่างของนายฮิวจ์สโดยไม่ตั้งใจ

นายเจเดน ไรอัน วอลเลซ วัย 18 ปี ซึ่งเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าว ถูกตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยประมาทด้วยยานพาหนะ นอกจากนี้ วอลเลซและเพื่อนวัย 18 ปีอีก 4 คนที่อยู่ในเหตุการณ์ ยังถูกตั้งข้อหาบุกรุกโดยเจตนาและทิ้งขยะในพื้นที่ส่วนบุคคลอีกด้วย อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าหลังเกิดเหตุ วอลเลซและเพื่อนอีก 2 คนได้หยุดรถและลงมาช่วยเหลือครูฮิวจ์สทันทีก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึงเพื่อนำตัวเขาส่งโรงพยาบาล

ทางด้าน นางลอร่า ฮิวจ์ส ภรรยาของผู้เสียชีวิตซึ่งเป็นครูในโรงเรียนเดียวกัน ได้ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์กไทม์สว่า สามีของเธอทราบเรื่องแผนการแกล้งนี้ล่วงหน้า และเขาก็รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้แอบออกมาจับผิดลูกศิษย์ เธอยืนยันว่าครอบครัวสนับสนุนให้มีการถอนฟ้องผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

นางลอร่ากล่าว “นี่คือโศกนาฏกรรมที่เลวร้าย และครอบครัวของเรามุ่งมั่นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อนที่จะมาทำลายชีวิตของนักเรียนเหล่านี้ เพราะมันจะขัดต่อความตั้งใจตลอดชีวิตของเจสันที่อุทิศตนเพื่อพัฒนาชีวิตเด็กๆ” 

โฆษกเขตการศึกษาฮอลล์เคาน์ตี้ ระบุว่า นายฮิวจ์สจะถูกจดจำในฐานะครูที่มีความมุ่งมั่น เป็นที่ปรึกษา และเป็นโค้ชที่ได้รับความเคารพรักจากทั้งลูกศิษย์และเพื่อนร่วมงาน ขณะที่สมาชิกในชุมชนได้ร่วมกันจัดพื้นที่ไว้อาลัยบริเวณหน้าโรงเรียนที่เขาเคยสอนเพื่อรำลึกถึงคุณความดีของเขา.

ที่มา BBC