ฉลามออสซี่ดุ! ฆ่าเหยื่อรายที่ 2 ในรอบไม่ถึงสัปดาห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/632620

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 6 มิ.ย. 2559 02:55

 

(ภาพ: REUTERS)

หญิงสูงวัยถูกฉลามทำร้ายจนเสียชีวิตในภาคตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย เมื่อวันอาทิตย์ หลังจากเมื่อต้นสัปดาห์ก่อนเพิ่งเกิดเหตุฉลามกัดขานักโต้คลื่นขาด…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า หญิงสูงวัยอายุ 60 ปี ถูกฉลามทำร้ายจนเสียชีวิตขณะกำลังดำน้ำอยู่ที่เขตมินดารี จุดดำน้ำยอดนิยมทางเหนือของเมืองเพิร์ธ ทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลียเมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มิ.ย. ถือเป็นเหยื่อเสียชีวิตเพราะฉลามรายที่ 2 ของออสเตรเลียในรอบไม่ถึงสัปดาห์

แดนนี มุลลิแกน ตำรวจรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย ระบุว่า ในช่วงเวลาเกิดเหตุ หญิงเคราะห์ร้ายกำลังดำน้ำอยู่กับชายคนหนึ่ง โดยชายคนนี้รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างเคลื่อนตัวผ่านเขาไป เขาจึงหันกลับไปมองข้างหลัง แต่เขาไม่เห็นฉลาม และพอเขากลับขึ้นเหนือผิวน้ำ เขาก็พบว่ามีความโกลาหลเกิดขึ้นในทะเล ก่อนที่เรือประมงลำหนึ่งจะตรงเข้ามาหาเขาและพาเขาขึ้นจากน้ำ

จากนั้น ชายคนนี้ซึ่งไม่มีการเปิดเผยนาม ก็เห็นหญิงเคราะห์ร้ายได้รับบาดเจ็บหนักลอยอยู่ เขาจึงกลับไปที่เรือของตัวเองและดึงเธอขึ้นจากน้ำ อย่างไรก็ตาม หญิงคนนี้เสียชีวิตเพราะบาดแผลสาหัสเกินไป ขณะที่ชาวประมงเปิดเผยว่า ฉลามขนาดยาวกว่า 5.3 ม. ทำร้ายผู้หญิงคนนี้

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ก็สั่งปิดชายหาดทันที ขณะที่เจ้าหน้าที่ของกรมประมงกำลังพยายามค้นหาและจับฉลามที่ก่อเหตุ

ทั้งนี้ หญิงวัย 60 ปี เป็นเหยื่อฉลามรายที่ 2 ของออสเตรเลียในรอบไม่ถึง 1 สัปดาห์ โดยเมื่อวันอังคาร (31 พ.ค.) ฉลามตัวหนึ่งกัดขานักโต้คลื่นชื่อว่า เบน เจอร์ริง อายุ 29 ปี จนขาด ก่อนที่ชายคนนี้จะเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในวันศุกร์ที่ผ่านมา.

นศ.สาวสวยอินเดีย ดับอีกราย! หามุมสุดแจ่ม ถ่ายเซลฟี่ จนพลัดตกประภาคาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/630746

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2559 17:51

 

(ภาพจาก Facebook :Pranita Mehta)

สุดเศร้า…นักศึกษาสาวสวยแดนภารตะ มาเที่ยวชายหาดกับกลุ่มเพื่อน ขึ้นไปบนยอดประภาคาร เพื่ออยากได้รูปถ่ายเซลฟี่ ให้ออกมาดูสวยที่สุด แต่สุดท้าย กลับพลัดตกลงทะเล เสียชีวิตอย่างน่าเสียดาย

เมื่อ 2 มิ.ย.59 เว็บไซต์ มิเรอร์ รายงานเกิดเหตุสุดสลด น.ส.ปรานิตา เมห์ทา นักศึกษาสาวสวย ชาวอินเดีย วัย 21 ปี เล่าเรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ ต้องเสียชีวิตอย่างน่าสะเทือนใจ เนื่องจากพลัดตกจากยอดประภาคารสูงนับ 300 ฟุต บริเวณชายหาด โกคาร์นา ระหว่าง เธอกำลังถ่ายภาพ ‘เซลฟี่’ อยู่บนนั้น เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา จนสร้างความเศร้าเสียใจให้แก่พ่อแม่ญาติพี่น้องและเพื่อนๆ ของเธออย่างยิ่ง

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นในอินเดีย ระบุ จากการบอกเล่าของกลุ่มเพื่อนๆ ที่มาเที่ยวชายหาดโกคาร์นากับ น.ส.ปรานิตา เผยว่า ปรานิตา พยายามที่จะถ่ายรูปเซลฟี่โดยใช้กล้องบนสมาร์ทโฟน ให้ออกมาดูดีที่สุด กระทั่งพลัดตกจากยอดประภาคาร ลงไปในทะเล โดยหลังเกิดเหตุระทึก เพื่อนๆ พร้อมกับชาวประมงในพื้นที่ได้ออกเรือไปช่วยชีวิตเธออย่างเร่งด่วน แต่แล้ว กลับพบว่า ปรานิตาเสียชีวิตแล้ว และทำได้แต่เพียงดึงร่างไร้ลมหายใจของเธอขึ้นมาจากท้องทะเลเท่านั้น

ข่าวแจ้งว่า เกิดเหตุสลด มีชาวอินเดียต้องเสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุระหว่างถ่ายรูปเซลฟี่แล้วถึง 27 รายในปี 2558 จนทำให้สำนักงานตำรวจในเมืองมุมไบต้องประกาศ ‘16 เขตอันตราย ห้ามถ่ายเซลฟี่’ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเม.ย. 59 เพิ่งเกิดเหตุวัยรุ่นสาวถูกรถไฟชนตาย ระหว่างถ่ายภาพเซลฟี่ เพราะเธอไม่ได้สนใจกับเสียงหวูดรถไฟกระทั่งพบจุดจบอย่างน่าเศร้า

ตื่นเต้น! เจอแผ่นจารึกไม้โบราณ เขียนด้วยลายมือ สมัยเพิ่งตั้งลอนดอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/630706

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2559 17:22

 

นักโบราณคดีอังกฤษ พบแผ่นจารึกโบราณทำด้วยไม้ในกรุงลอนดอน หลายร้อยแผ่น มีอันหนึ่งเผยเรื่องราวการตกลงไถ่ทาสให้เป็นอิสระ เมื่อเกือบ 2,000 ปีก่อน จนนับเป็นเอกสารประวัติศาสตร์เขียนด้วยลายมือเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยพบมาในอังกฤษ

เมื่อ 2 มิ.ย. 59 สื่อต่างประเทศรายงาน ทีมนักโบราณคดีอังกฤษจากพิพิธภัณฑ์กรุงลอนดอน ประกาศพบแผ่นจารึกโบราณทำด้วยไม้ เขียนด้วยภาษาโรมัน จำนวนมากกว่า 400 แผ่น ในกรุงลอนดอน ซึ่งในจำนวนนี้ มีแผ่นจารึกแผ่นหนึ่ง อายุเกือบ 2,000 ปี ระหว่างมีการขุดพื้นที่ย่านธุรกิจการค้าในกรุงลอนดอนเพื่อจะสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของบริษัทบลูมเบิร์ก ซึ่งเป็นบริษัทผลิตสื่อชั้นนำ

โซฟี แจ๊กสัน นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ซึ่งกำลังทำงานอยู่ที่บริเวณไซต์งาน ที่พบแผ่นจารึกไม้โบราณในกรุงลอนดอน กล่าวว่า การค้นพบแผ่นจารึกโบราณนี้ นับว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อประวัติศาสตร์ เพราะมันเป็นครั้งแรกที่คนรุ่นแรกในลอนดอนสื่อสารกับพวกเรา โดยแผ่นจารึกที่พบ ซึ่งมีการอ่านข้อความภาษาโบราณได้แล้ว 87 แผ่น แสดงให้เห็นว่า หลังจากมีการตั้งกรุงลอนดอนเพียงไม่กี่ปี เมืองแห่งนี้ก็กลายเป็นเมืองที่มีพ่อค้าจำนวนมาก และเป็นเมืองแห่งการค้าขาย เพราะเนื้อหาในแผ่นจารึกไม้ ระบุว่า มีการสั่งอาหาร ส่งเบียร์ และหลักกฎหมาย

ขณะที่ มีแผ่นไม้จารึกแผ่นหนึ่ง ลงวันที่ 8 ม.ค. คริสต์ศักราชที่ 57 ซึ่งถือเป็นเอกสารเขียนด้วยลายมือที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในอังกฤษ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับข้อตกลงซื้อขายโบราณ การตกลงแลกเปลี่ยนทาสคนหนึ่งเพื่อให้ได้รับอิสระ เมื่อเกือบ 2 พันปีก่อน สำหรับแผ่นจารึกไม้โบราณเหล่านี้ถูกเคลือบด้วยขี้ผึ้ง โดยหลังจากหลายร้อยปีผ่านไปมาถึงบัดนี้ ขี้ผึ้งไม่เหลืออยู่แล้ว เพียงแต่ขี้ผึ้งได้แทรกซึมลงไปในเนื้อไม้ จึงทำให้ยังสามารถอ่านตัวอักษรบนไม้ได้

ทั้งนี้ ชาวโรมันในยุคจักรวรรดิโรมันเรืองอำนาจ ได้พบกรุงลอนดอน ระหว่างรุกรานอังกฤษในช่วง ค.ศ. 43 ก่อน ต่อมา กลุ่มกบฏชาวเคลต์ นำโดยอดีตราชินีบูดิคา สามารถกู้ชาติคืนได้สำเร็จ ในปี ค.ศ. 61 และกรุงลอนดอนได้รับการบูรณะซ่อมแซมภายในเวลารวดเร็ว

ใจคอไม่ดี! เจอรอยเท้าหมี บริเวณด.ช.ญี่ปุ่นถูกพ่อทำโทษ ทิ้งในป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/630608

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2559 14:35

 

ทางการญี่ปุ่นส่งทหารเกือบ 100 นายร่วมค้นหาเด็กชายหลงป่าในเขต จ.ฮอกไกโดมาแล้วหลายวัน ขณะที่เกิดความวิตกมากขึ้น หวั่นเด็กชายอาจไม่รอด เนื่องจากอากาศในป่าหนาวเย็นจัด มีฝนตกหนัก แถมยังเจอรอยเท้าหมีรอยใหม่ในบริเวณที่เด็กชายถูกพ่อปล่อยทิ้ง

เมื่อ 2 มิ.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศยังคงเกาะติดการค้นหาเด็กชายชาวญี่ปุ่น วัย 7 ขวบ ที่หลงป่าในเขตจังหวัดฮอกไกโด ทางภาคเหนือ ของประเทศญี่ปุ่น มานานหลายวัน ท่ามกลางการส่งแรงใจช่วยของชาวญี่ปุ่นและชาวโลกให้สามารถติดตามหาเด็กชายจนพบว่า ทางการญี่ปุ่นได้มีการส่งทหารกองกำลังป้องกันตนเอง จำนวน 75 นาย มาเข้าร่วมในการค้นหาเด็กชายแล้ว ขณะที่ตำรวจและอาสาสมัครพลเรือนนับ 200 คน ได้พยายามเร่งค้นหาเด็กชายมาแล้วหลายวัน แต่ยังไร้วี่แวว

ด้าน สำนักข่าวจิจิ ของญี่ปุ่น แจ้งว่า ได้มีนักล่าสัตว์ในพื้นที่คนหนึ่ง อาสาเข้าไปช่วยค้นหาเด็กชายในป่า ซึ่งถือเป็นถิ่นที่อยู่ของหมีป่า หลังจากพบรอยเท้าหมีรอยใหม่ ในพื้นที่บริเวณที่เด็กหายไปตั้งแต่วันเสาร์ที่ 27 พ.ค.

ใช้ม้าออกค้นหาเด็กชายที่หายไปในป่า

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้เกิดความวิตกกังวลอย่างมากว่า เด็กชายอาจไม่รอดชีวิต เนื่องจากเกิดฝนตกหนักเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา จนทำให้อากาศหนาวเย็นจัด โดยเฉพาะในตอนกลางคืน อุณหภูมิลดต่ำเหลือแค่ 7 องศาเซลเซียส และเด็กชายสวมเพียงเสื้อยืดตัวเดียวและกางเกงยีนส์เท่านั้น

ส่วน นายทาคายูกิ ทานูกะ บิดาของเด็กชาย ที่ลงโทษลูกชายที่ทำผิดด้วยการทิ้งไว้ในป่า ก่อนที่เขาและภรรยาจะกลับมายังบริเวณที่ปล่อยลูกไว้ในอีกไม่กี่นาทีให้หลัง แต่กลับไม่เจอลูกชายแล้ว กล่าวด้วยความเสียใจว่า พวกเราได้ทำในสิ่งที่ไม่สามารถให้อภัยได้แก่ลูกของเรา และยังเป็นสาเหตุทำให้ผู้คนต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย และหวังให้ลูกชายปลอดภัย

ทางการญี่ปุ่น ระดมค้นหาเด็กชายวัย 7 ขวบ ซึ่งถูกพ่อทำโทษทิ้งไว้ในป่า

ขณะที่สื่อออนไลน์ในญี่ปุ่นได้มีการรายงานข่าวความคืบหน้าล่าสุดในการค้นหาเด็กชายทุกชั่วโมง และมีประชาชนหลายพันคนเข้ามาร่วมส่งกำลังใจให้เด็กชายรอดชีวิต อีกทั้งมีบางคนแสดงความเห็นว่า ถ้าตนเป็นเด็กเล็กๆ ที่อยู่ในสถานการณ์นั้น จะไม่วิ่งหนีและจะคอยจนกว่าพ่อและแม่จะขับรถกลับมารับ อีกทั้งได้แต่หวังว่าเด็กชายจะปลอดภัย.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ระทึก ถิ่นหมี! ญี่ปุ่นระดม ค้นหาด.ช. 7 ขวบโดนพ่อแม่ลงโทษ จนหลงป่า

หวาดเสียว!! เครื่องยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส กระแทกรันเวย์ เพดานร่วง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/630372

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2559 11:55

 

(ภาพจากยูทูบ : BIMTX)

ผู้โดยสารใจหายวาบ..เครื่องบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน 557 กระแทกรันเวย์ ระหว่างนักบินนำเครื่องลงจอดที่สนามบินเมืองนวร์ก แถมยังกระเด้งขึ้นลงหลายครั้ง จนเพดานเครื่องบินร่วงลงมา โชคดี นักบินตัดสินใจเยี่ยม ดึงเครื่องบินเชิดหัวขึ้นทันทะยานสู่ท้องฟ้า ก่อนจะนำเครื่องลงจอดได้สำเร็จ

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.59 เว็บไซต์ เอ็นบีซีนิวยอร์ก รายงานเกิดเหตุการณ์ระทึก เครื่องบินโดยสาร โบอิ้ง 737 ของสายการบิน ยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน 557 เกิดกระแทกรันเวย์ และกระเด้งขึ้นลงหลายครั้ง ขณะนักบินนำเครื่องลงจอดที่สนามบินเมืองนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ ในสหรัฐฯ จนทำให้เพดานเครื่องบินโดยสารบางจุดหลุดร่วงลงมาตกใส่ทางเดินระหว่างแถวที่นั่งผู้โดยสาร ก่อนนักบินจะตัดสินใจในเสี้ยววินาที ขับเครื่องบินทะยานสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง

ตามแถลงการณ์ของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส ระบุว่า เครื่องบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส เที่ยวบิน 557 เดินทางออกจากสนามบินเมืองฮิวส์ตัน รัฐเทกซัส พร้อมผู้โดยสาร 214 คน มุ่งหน้าสู่เมืองนวร์ก รัฐนิวเจอร์ซีย์ เมื่อบ่ายวันอังคารที่ 31 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่น ได้ประสบปัญหาในการนำเครื่องลงจอด

จากการเปิดเผยของผู้โดยสารคนหนึ่งที่เผชิญกับเหตุการณ์ระทึก ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ กล่าวว่า เครื่องบินได้กระแทกกับพื้นและไถลบนรันเวย์ ด้วยเหตุนี้ นักบินจึงดึงเครื่องบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง จากนั้นนักบินก็พยายามนำเครื่องลงจอดอีก แต่ก็ตกร่วงลงอีก และเกิดการกระเด้งขึ้นลงหลายครั้ง ก่อนที่นักบินจะสามารถนำเครื่องลงจอดได้ในที่สุด จนทำให้ผู้โดยสารปรบมือกันเกรียวกราว

ผู้โดยสารคนดังกล่าว ยังเผยว่า ตอนที่เครื่องบินกระแทกพื้น ทำให้เพดานเครื่องบินร่วงลงมา จนมองเห็นสายไฟด้านบน และกล่องอุปกรณ์ของเครื่องบินด้านบน อย่างไรก็ตาม โชคดีที่ไม่มีผู้โดยสารคนใดได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

คนร้ายควงปืนยิงใน ม.ดังที่ลอสแอนเจลิส มีผู้เสียชีวิต 2 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/630284

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2559 09:10

 

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2559 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุยิงกันที่มหาวิทยาลัยรัฐแคลิฟอร์เนีย นครลอสแอนเจลิส หรือ UCLA ของสหรัฐฯ ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 คน ตร.เข้าควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว

ผู้เสียชีวิตเป็นชาย 2 คน ถูกพบศพภายในอาคารคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ขณะที่ตำรวจกว่า 200 คน รีบไปยังจุดเกิดเหตุสั่งอพยพนักศึกษาและเจ้าหน้าที่ออกจากมหาวิทยาลัย สั่งปิดการเข้าออกมหาวิทยาลัยเป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง และทางมหาวิทยาลัยได้ประกาศยกเลิกการเรียนการสอนตลอดทั้งวัน

ผู้บัญชาการตำรวจแคลิฟอร์เนีย เปิดเผยว่า เบื้องต้นเชื่อว่าเป็นการฆาตกรรมและฆ่าตัวตาย หนึ่งในผู้เสียชีวิตอาจเป็นมือปืน และตอนนี้ควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมดแล้ว

ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ได้ทั้งหมดแล้ว

ล่าสุดสื่อท้องถิ่นของสหรัฐฯ รายงานว่า 1 ในเหยื่อที่ถูกยิงเสียชีวิต คือ ศาสตราจารย์วิลเลียม คลั๊ก อาจารย์ด้านวิศวกรรมยานอวกาศ และวิศวกรรมเครื่องกล สอนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้

ส่วนรายละเอียดของมือปืนยังไม่มีการเปิดเผย ทราบเพียงว่าเป็นนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ที่มีความไม่พอใจผลการเรียนของตัวเองที่ออกมา.

เยอรมนีประกาศภาวะฉุกเฉิน ฝนตก-น้ำท่วมหนักภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/630248

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2559 05:45

 

(ภาพ: AP)

รัฐบาลของประเทศเยอรมนี ประกาศภาวะฉุกเฉินในรัฐ บาวาเรีย ทางภาคใต้ของประเทศ หลังจากเผชิญฝนตกหนักและน้ำท่วมรุนแรงมาหลายวัน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลของประเทศเยอรมนี ประกาศภาวะฉุกเฉินในรัฐ บาวาเรีย ทางภาคใต้ของประเทศ หลังจากเกิดฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เป็นเหตุให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง และมีรายงานผู้เสียชีวิตหลายคน ขณะที่ประเทศออสเตรียและฝรั่งเศสก็ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้เช่นกัน

พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุดในเยอรมนีคือเขต รอตทัล อินน์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแคว้นบาวาเรีย หลังน้ำในแม่น้ำหลายแห่งในเมืองทริฟเทิร์นเอ่อล้นตลิ่ง พัดพารถยนต์, ต้นไม้ รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์ในบ้านที่ถูกน้ำท่วม ไปกับกระแสน้ำ และมีหลายพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมสูงหลายเมตรจากระดับถนน จนเจ้าหน้าที่ต้องช่วยเหลือผู้ตกค้างด้วยการขนส่งทางอากาศผ่านเฮลิคอปเตอร์

ความเสียหายที่เมือง ซิมบัคอัมอินน์ หลังจากถูกน้ำท่วม (ภาพ: AFP)

นายวอลเตอร์ เช็ก นายกเทศมนตรีเมืองทริฟเทิร์น เปิดเผยในช่วงเย็นวันพุธ ตามเวลาท้องถิ่น ว่า สถานการณ์เลวร้ายลงอย่างมากในช่วง 2-3 ชั่วโมงที่ผ่านมา โดยศูนย์กลางเมืองทั้งหมดถูกน้ำท่วม ขณะเดียวกันมีรายงานว่า นักเรียนในโรงเรียนอย่างน้อย 2 แห่งในเมืองนี้ ต้องนอนค้างคืนภายในห้องเรียน เนื่องจากถนนถูกน้ำท่วมปิดกั้นเส้นทางอพยพของพวกเขา

นอกจากนี้ ทางการเยอรมนียังประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเมืองพัสเซา ในรัฐบาวาเรีย ติดชายแดนประเทศออสเตรีย ขณะที่เมืองฟาร์เคอร์เชน ที่อยู่ติดกันเผชิญฝนตกหนักกว่า 35 ลิตรต่อตารางเมตร ภายในช่วงระยะเวลา 6 ชั่วโมง

เจ้าหน้าที่โรยตัวช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ภาพ: AP)

ทั้งนี้ ฝนและพายุฟ้าคะนองซึ่งถล่มเยอรมนี เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศออสเตรียในวันพุธ ทำให้เกิดน้ำท่วมหนักในรัฐซาลซ์บูร์ก ถนนหลายสายในเมือง เบราเนาอัมอินน์ ไม่สามารถผ่านได้ โดยทางการได้ส่งเจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 750 นาย เข้าไปในพื้นที่ประสบภัยเพื่อช่วยเหลือในการป้องกันน้ำท่วมแล้ว

อีกด้านหนึ่งในพื้นที่ตอนกลางของประเทศฝรั่งเศส น้ำในแม่น้ำแซนเอ่อล้นตลิ่งในบางจุด ถนนหลายสายในกรุงปารีส ในพื้นที่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำแซน ถูกปิด ขณะที่หนึ่งในเมืองที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากที่สุดคือเมือง เนอมัว ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงปารีส ประชาชนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำ ลอง (Loing) ต้องอพยพ หลังน้ำเอ่อล้นตลิ่ง

สวิสเปิดใช้งาน อุโมงค์รถไฟ ยาว-ลึก ที่สุดในโลก เชื่อมยุโรปเหนือใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/630188

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2559 04:05

 

(ภาพ: AP)

สวิตเซอร์แลนด์ เปิดใช้งาน อุโมงค์กอตธาร์ด ซึ่งมีความยาวและความลึกมากที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เปิดใช้งาน ‘อุโมงค์กอตธาร์ด’ อุโมงค์รถไฟที่มีความยาวและความลึกมากที่สุดในโลกอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (1 มิ.ย.) หลังจากใช้เวลาก่อสร้างนานเกือบ 2 ทศวรรษ โดยเจ้าหน้าที่สวิสระบุว่า อุโมงค์แห่งนี้จะปฏิวัติการขนส่งสินค้าของยุโรป

อุโมงค์กอตธาร์ด เป็นอุโมงค์แฝดความยาว 57 กม. จะถูกใช้เป็นเส้นทางให้รถไฟความเร็วสูงวิ่งไปมาระหว่างยุโรปเหนือและใต้ผ่านเทือกเขาแอลส์ฝั่งสวิตเซอร์แลนด์ นอกจากนี้สินค้าค้าต่างๆ ที่ปัจจุบันต้องถูกขนส่งด้วยรถบรรทุกนับล้านคนต่อปี จะถูกขนส่งทางรถไฟแทน ผ่านอุโมงค์เส้นนี้

โยฮัน ชไนเดอร์-อัมมานน์ ประธานาธิบดีแห่งสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีเปิดอุโมงค์กอตธาร์ด (ภาพ: AP)

โยฮัน ชไนเดอร์-อัมมานน์ ประธานาธิบดีแห่งสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวต่อหน้าแขกในพิธีเปิดอุโมงรถไฟกอตธาร์ด ที่เมืองเอิร์สต์เฟลด์ ใกล้ทางเข้าอุโมงค์ทางทิศเหนือว่า นี่เป็นก้าวอันยิ่งใหญ่สำหรับสวิตเซอร์แลนด์ รวมทั้งประเทศเพื่อบ้านและประเทศอื่นๆ ทั่วทั่งทวีป ขณะเดียวกัน นายดอริส ลอทธาร์ด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมสวิส ทำพิธีเปิดที่ทางเข้าอุโมงค์ฝั่งใต้

โดยหลังจากทั้ง 2 คนทำพิธีเปิดเสร็จ รถไฟ 2 ขบวนซึ่งบรรทุกผู้โดยสารหลายร้อยคนที่ได้ตั๋วจากการจับสลาก ก็วิ่งจากทางเข้าอุโมงค์แต่ละฝั่ง เป็นการเปิดใช้งานอุโมงค์สายนี้อย่างเป็นทางการ แม้ว่าการใช้งานอย่างเต็มรูปแบบจะเริ่มขึ้นในเดือน ธ.ค. ซึ่งรถไฟขนส่งสินค้าราว 260 ขบวนและรถไฟโดยสารอีก 65 ขบวน จะวิ่งผ่านอุโมงค์นี้ทุกวัน

ทั้งนี้ อุโมงค์กอตธาร์ด กลายเป็นอุโมงค์รถไฟที่มีความยาวมากที่สุดในโลก แซงหน้าอุโมงค์รถไฟ ‘เซคัง’ ในประเทศญี่ปุ่นที่มีความยาว 53.9 กม. ส่งอุโมงค์ช่องแคบอังกฤษที่เชื่อมระหว่างสหราชอาณาจักรกับฝรั่งเศส ความยาว 50.5 กม. ลงไปอยู่อันดับที่ 3

ศิลปินแสดงในพิธีเปิดอุโมงค์กอตธาร์ด (ภาพ: AP)

โครงการสร้างอุโมงค์กอตธาร์ด ใช้งบประมาณมากกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 428,230 ล้านบาท) โดยได้รับการสนับสนุนจากชาวสวิสในการลงคะแนนเสียงประชามติเมื่อปี 1992 และอีก 2 ปีต่อมา ชาวสวิสก็สนับสนุนข้อเสนอของกลุ่มสิ่งแวดล้อม ที่จะย้ายการขนส่งสินค้าทางถนนทั้งหมดของสวิตเซอร์แลนด์ ให้ขนส่งด้วยรถไฟแทน

อุโมงค์แห่งนี้จะกลายเป็นเส้นทางเดินรถไฟสายหลักเชื่อมต่อเมืองรอตเทอร์ดาม ในเนเธอร์แลนด์ กับเมืองเจนัว ในอิตาลี และจะย่นระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองซูริกกับเมืองมิลาย จากเดิมประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง ให้เหลือเพียงราว 40 นาที.

‘อัล-ชาบับ’ โจมตีโรงแรมในเมืองหลวงโซมาเลีย ดับ 10 จับตัวประกันหลายคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/630170

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2559 03:25

 

(ภาพ: AFP)

กลุ่มติดอาวุธ อัล-ชาบับ ในโซมาเลีย บุกโจมตีโรงแรมในกรุงโมกาดิชู เมื่อวันพุธ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10 ราย และยังปักหลักอยู่ภายในอาคาร โดยจับตัวประกันไว้หลายคนด้วย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักรบของกลุ่มติดอาวุธ อัล-ชาบับ ในโซมาเลีย ก่อเหตุบุกโจมตีโรงแรม ‘Ambassador’ ในเมืองหลวง กรุงโมกาดิชู ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐและนักธุรกิจมักเดินทางมาพัก เมื่อช่วงเย็นวันพุธที่ผ่านมา สังหารผู้คนอย่างน้อย 10 ราย และจับตัวประกันเอาไว้จำนวนหนึ่ง

การโจมตีเริ่มขึ้นด้วยระเบิดรถยนต์ฆ่าตัวตาย ที่ประตูหน้าของโรงแรม ก่อนที่นักรบจำนวนหนึ่งจะบุกเข้าไปภายในอาคาร โดยร้อยโท มูฮัมเหม็ด ฮุสเซน ตำรวจโซมาเลีย เปิดเผยว่า สมาชิกสภา 2 คนอยู่ในกลุ่มผู้เสียชีวิตด้วย และจนถึงตอนนี้สถานการณ์ที่โรงแรมยังไม่คลี่คลาย ยังมีนักรบอัล-ชาบับอีก 2 คนอยู่ภายในโรงแรม

ตอนนี้โรงแรมกำลังถูกโอบล้อมด้วย ทหารติดอาวุธหนักมากมาย โดยพวกเขาใช้จรวดอาร์พีจี และปืนกลติดรถกระบะในการต่อสู้กับนักรบติดอาวุธซึ่งอยู่บนชั้น 2 ของโรงแรม

อีกด้านหนึ่ง นายอับดีฟาตาห์ โอมาร์ โฆษกสำนักงานเทศบาลกรุงโมกาดิชู เปิดเผยในวันพุธที่ 1 มิ.ย. ว่า กองกำลังความมั่นคงสามารถสังหารชายที่ชื่อว่า ดาอุด หัวหน้าหน่วยข่าวกรองหรือ ‘อัมนียัต’ ของกลุ่มติดอาวุธอัล-ชาบับ ได้แล้ว โดยไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าเขาถูกสังหารอย่างไร ขณะที่กล่มอัล-ชาบับ ยังไม่ออกมาแสดงความเห็นใดๆเกี่ยวกับข่าวนี้

อนึ่ง กลุ่มอัล-ชาบับ มีเป้าหมายในการโค่นล้มรัฐบาลโซมาเลีย อย่างไรก็ตาม พวกเขาถูกกองกำลังร่วมของสหภาพแอฟริกาขับไล่ออกจากกรุงโมกาดิชูในปี 2011 และเมื่อปีก่อนพวกเขาก็ถูกกองกำลังร่วมฯ ขับไล่ออกจากฐานที่มั่นหลายแห่งทางใต้ของโซมาเลีย.

มะกันพบทารกรายที่ 3 ป่วยศีรษะเล็กเพราะไวรัส ‘ซิกา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/630142

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 มิ.ย. 2559 01:25

 

(ภาพ: AP)

สหรัฐฯ พบทารกเกิดมาพร้อมกับภาวะศีรษะเล็กจากการติดเชื้อซิการายที่ 3 ขณะที่ยังมีหญิงมีครรภ์ในสหรัฐฯ อีกกว่า 300 คนที่ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสชนิดนี้…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของศูนย์พยาบาลมหาวิทยาลัย ‘แฮกเคนแซค’ ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ยืนยันในวันพุธว่า เจ้าหน้าที่พบเด็กทารกที่เกิดมาพร้อมกับภาวะศีรษะเล็ก รายที่ 3 ของประเทศแล้ว โดยเชื่อว่าเป็นผลมาจากเชื้อไวรัสซิกา ซึ่งกำลังแพร่กระจายอย่างหนักในทวีปอเมริกาใต้

ดร.แมมนี อัลวาเรซ เปิดเผยว่า แพทย์ได้ทำคลอดเด็กทารกเพศหญิงอายุครรภ์ 36 สัปดาห์ให้แก่หญิงชาวฮอนดูรัส วัย 31 ปี ซึ่งเพิ่งเดินทางมาจากประเทศฮอนดูรัส ก่อนถูกส่งตัวเข้าดูอาการที่แผนกการทำคลอดที่มีความเสี่ยงสูงของศูนย์พยาบาลมหาวิทยาลัย แฮกเคนแซค

“ดูเหมือนว่าเด็กจะเริ่มมีพัฒนาการไม่เต็มที่ตั้งแต่เมื่อเดือนก่อนหรือก่อนหน้านั้น” ดร.อัลวาเรซ กล่าว “คนไข้รายนี้เดินทางมาหาหมอครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ และทีมของผมก็ตัดสินใจว่า เป็นเรื่องเหมาะสมที่จะทำคลอดเด็กในตอนนี้” โดยเด็กที่เกิดมานอกจากจะมีศีรษะเล็กแล้ว ยังมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้และการมองเห็นอีกด้วย

ทารกคนนี้ เป็นเด็กรายที่ 3 ที่เกิดมาพร้อมกับภาวะศีรษะเล็กเพราะไวรัสซิกา โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (ซีดีซี) ของสหรัฐฯ ยืนยันว่า พบทารกป่วยศีรษะเล็กขั้นรุนแรงในรัฐฮาวาย ขณะที่ ดร.อับดุลลา อัล-ข่าน หมอของศูนย์พยาบาลมหาวิทยาลัย แฮกเคนแซค เผยว่ามีทารกป่วยศีรษะเล็กอีกคนในรัฐฮาวาย

ทั้งนี้ ไวรัสซิกาแพร่กระจายโดยมียุงลายเห็นพาหะ แต่สามารถติดต่อได้จากการถ่ายเลือดหรือการมีเพศสัมพันธ์ โดยไวรัสตัวนี้เริ่มระบาดในประเทศบราซิลเมื่อปีก่อน แต่ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์พบไวรัสตัวนี้ใน 39 ประเทศทั่วโลก รวมทั้งดินแดนในทะเลแคริบเบียน และละตินอเมริกา

ซีดีซี ของสหรัฐฯ เปิดเผยด้วยว่า มีหญิงตั้งครรภ์มากกว่า 300 คน ในสหรัฐฯ ที่ผลตรวจจากห้องทดลองชี้ว่าพวกเธออาจติดเชื้อไวรัสซิกา โดยซีดีซีประเมิณว่า อัตราที่ทารกในครรภ์ของแม่ที่ติดเชื้อซิกา จะเกิดมาพร้อมภาวะศีรษะเล็กอยู่ที่ 13% แต่ยังไม่มีการยืนยันตัวเลขนี้อย่างเป็นทางการ.