แม่ชีเนปาลสวดรัฐ ทิ้งเหยื่อแผ่นดินไหว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614740

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ค. 2559 05:01

 

เหตุการณ์แผ่นดินไหวขั้นรุนแรงที่ประเทศเนปาลเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2558 เกิดความสูญเสียอย่างหนัก

ตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างไม่เป็นทางการราว 8,856 คน อาคารบ้านเรือนพังเสียหายนับ 100,000 หลัง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนนับแสนครอบครัว สถานศึกษา วัดวาอาราม แม้แต่พระราชวังก็ถูกแรงสั่นสะเทือนทำลายย่อยยับ

เหตุการณ์ผ่านมา 1 ปีแล้ว ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในมุมของรัฐบาลเป็นอย่างไร นายอนันดา ปราสาด โภคาเรล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและการบิน เปิดใจเมื่อวันที่ 25 เมษายน อันเป็นวันครบรอบ 1 ปีแผ่นดินไหว ว่ารัฐบาลเนปาลไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ปัญหาอยู่ที่รัฐบาลเองมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการ ผู้ประสบภัยพิบัตินั้น แต่ละคนก็พบเหมือนๆกัน แม้แต่ตัวท่านเอง

หนึ่งในผู้ประสบภัย แม่ชีเขมวติ อายุ 46 ปี บวชมาแล้ว 30 พรรษา ชาวกาฐมาณฑุ ให้สัมภาษณ์ในงานทำบุญรำลึกเหตุการณ์และอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับว่า วัดของท่านเสียหายไม่มากนัก เพียงอาคารแตกร้าว สงสารก็แต่ชาวบ้านที่ไร้ที่อยู่อาศัย บางคนบ้านร้าวหนัก อยากจะซ่อมแซมแต่ไม่มีเงินต้องทนอยู่ไปก่อน ทำให้บ้านข้างๆไม่พอใจ ด้วยเกรงว่าจะถล่มลงมาทับแล้วพังไปด้วยกัน

ความช่วยเหลือจากรัฐบาล แม่ชีบอกว่า หลังแผ่นดินไหวชาวโลกต่างหลั่งไหลส่งข้าวของมาช่วย แต่รัฐบาลแจกจ่ายให้ชาวบ้าน รับแล้วเอาไปกองๆไว้ ทำให้ข้าวของบางอย่างบูดเน่าเสียหาย แถมยังไม่ได้ช่วยเหลือชาวบ้านอย่างจริงจัง ความช่วยเหลือที่ตกถึงมือชาวบ้าน ส่วนใหญ่ได้รับจากหน่วยงานเอกชนจากต่างประเทศที่ส่งเข้าถึงมือชาวบ้านโดยตรง

“รัฐบาลไม่ได้ช่วยชาวบ้าน ช่วยแต่ตัวเอง” แม่ชียืนยัน

แม่ชีเขมวติ ให้ความรู้เรื่องพระพุทธศาสนาในเนปาลด้วยว่า ยังมีคนนับถือศาสนาพุทธอยู่มากพอสมควร การนับถือขึ้นอยู่กับตระกูลไหนนับถือศาสนาใดมาก่อน คนรุ่นหลังก็จะนับถือตามนั้น ตัวเลขของผู้นับถือศาสนาพุทธในเนปาล ถ้าถามชาวพุทธบอกว่าประมาณกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าถามคนของรัฐบาลจะบอกว่าประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ สาเหตุที่ตัวเลขห่างกันมากอาจจะมาจากความเชื่อว่า พระพุทธเจ้าเป็นปางหนึ่งของเทพของฮินดู

ศาสนกิจของนักบวชเนปาล แม่ชีบอกว่า แต่ละวันจะมีคนนิมนต์ไปฉันเพลตามบ้านต่างๆ ขั้นตอนก็คือฉันอาหาร สวดมนต์ แล้วก็แสดงพระธรรมเทศนา

สำหรับงานรำลึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวและทำบุญอุทิศส่วนกุศล องค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ย.พ.ส.ล.) เนปาลได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลแด่ผู้ล่วงลับในวันที่ 25 เมษายน 2559 โดยคณะสงฆ์นานาชาติเจริญพระพุทธมนต์พร้อมกัน 3 นิกาย ณ สำนักงาน Young Men’s Buddhist Association Nepal ผู้เข้าร่วมประกอบด้วยนักบวชฝ่ายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน

บรรยากาศการจัดงานรำลึกทั่วไป เริ่มจากเย็นวันที่ 24 ณ พระราชวังกาฐมาณฑุ ประมาณ 16.00 น. กลุ่มเคลื่อนไหวจัดงานพากันมาวางเทียนรอจุดยามค่ำคืน ศิลปินเขียนตัวอักษรเพื่อแสดงความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ลงบนพื้นถนน โดยมีคนที่เดินผ่านไปมาให้ความสนใจประปราย

ใกล้กัน บริเวณหน้าอาคารที่ประทับของราชกุมารี ก็มีคนเข้ามายืนรอชมบารมีกันคับคั่ง เวลาประมาณ 17.00 น ราชกุมารีแต่งองค์ทรงเครื่องสวยงามเผยโฉมที่หน้าต่าง ท่ามกลางเสียงพูดคุย ของผู้เข้าชมบารมีอย่างแผ่วเบา หลายคนอยากถ่ายภาพแต่เจ้าหน้าที่ห้ามเด็ดขาด

อาคารที่ราชกุมารี ถือเป็นเรื่องอัศจรรย์ เพราะว่าได้รับความเสียหายน้อยมาก ขณะที่อาคารอื่นๆของพระราชวังกาฐมาณฑุพังเสียหายยับเยิน ขั้นตอนการเลือกสรรให้เด็กมาเป็นราชกุมารี มาจากการคัดเลือกเด็กหญิงตั้งแต่อายุยังน้อย ผ่านขั้นตอนเลือกมาได้ก็จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีในพระราชวัง ทั้งเรื่องการจัดแจงแต่งตัวให้ ดูแลการใช้ชีวิต อยู่เสมือนเทพองค์หนึ่ง มีคนคอยรับใช้ทุกอย่าง การสิ้นสุดตำแหน่งราชกุมารี ดูกันที่ เมื่อราชกุมารีมีเลือดออกจากกาย ที่ชัดเจนที่สุดคือเมื่อมีประจำเดือน

พระราชวังกาฐมาณฑุกำลังอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม แม้เหตุการณ์จะผ่านมา 1 ปี แต่ยังเห็นร่องรอยสิ่งปรักหักพังได้ชัดเจน แทบจะไม่มีอาคารใดซ่อมสำเร็จ อาคารไม้ที่เสียหายส่วนใหญ่รื้อกองไว้ เพื่อรอการบูรณะอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการต่อไป

หลังจุดเทียนรำลึกในคืนวันที่ 24 เมษายน เช้าวันต่อมาเวลาประมาณ 08.00 น. ชาวพุทธเนปาลรวมตัวกันที่พระราชวังปาตัน (Patan) อดีตพระราชวังสวยงามที่ถูกแรงแผ่นดินไหวพังเสีย ชาวพุทธตั้งแถว แถวแรกถือป้ายข้อความตัวโตๆ ความว่า “เดินเพื่อสันติภาพ” แถวที่สองถือพานดอกไม้ และแถวที่สามถือธงฉัพพรรณรังสี ตามด้วย
ชาวพุทธราว 200 คน

ขณะเคลื่อนขบวนไปในย่านผู้คน มีคนโยนแบงก์เนปาลลงในธงผืนใหญ่ร่วมทำบุญ ขบวนเดินผ่านตลาดและย่านผู้คนหนาแน่น วนกลับมาจบที่ “Y.M.B.A.” ร่วมกันทำพิธีรำลึกด้วยการสวดมนต์ มีนักบวชและตัวแทนชาวพุทธจากประเทศญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน มาเลเซีย และไทยเข้าร่วมพิธี

หลังพิธีสวดมนต์ ผู้แทนองค์กรภาคีทอดผ้าบังสุกุล บรรยายธรรม จัดเสวนาสรุปบทเรียนและทบทวนองค์ความรู้จากภัยพิบัติ แต่ละประเทศพูดถึงภัยพิบัติของตนเอง และการบริหารจัดการช่วยเหลือ เพื่อให้เห็นเป็นบทเรียนของกันและกัน

ตัวแทนฝ่ายไทย นายเด่นพงษ์ สุวรรณชัยรบ เลขาธิการองค์การยุวพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (ย.พ.ส.ล.) บอกว่า ความช่วยเหลือจากประเทศไทยนั้น ได้มอบเงินช่วยเหลือไปกว่า 10 ล้านบาท เงินเหล่านั้นนำไปใช้เรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัยชั่วคราวของผู้ประสบภัย และยังบริจาคให้กับวัดต่างๆ ที่ให้ที่พักพิงผู้ประสบภัยวัดละ 1,000 เหรียญ เงินกว่า 10 ล้านนี้ได้มาจาก 1.ต่างชาติช่วยเหลือราว 5 ล้านบาท 2.รับบริจาคจากประเทศไทยราว 5 ล้านบาท

แม้จะมีการช่วยเหลือจากต่างชาติ แต่ชาวบ้านผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ยังเผชิญอยู่กับปัญหาที่อยู่อาศัย เห็นได้ทั้งเขตชานเมืองและในกรุงกาฐมาณฑุ ยังมีผู้อาศัยอยู่ในเพิงพักชั่วคราวอยู่หนาตา

สำหรับการซ่อมพุทธสถานสำคัญของชาวพุทธเนปาลคือ พุทธนาถ (Bouddhanath) กำลังซ่อมแซมตัวสถูป และวางโครงซ่อมบัลลังก์ด้านบน แม้จะแดดแรงร้อน โบราณสถานจะพัง แต่พุทธศาสนิกชนยังเข้ามากราบนมัสการ และเดินเวียนหมุนล้อธรรมรอบๆสถูปอย่างไม่เกรงกลัวความร้อน

การซ่อมพุทธสถานนี้ พระอาจารย์ Dazang Ngeden Chhoeki Ngima Palsangpo พระภิกษุเชื้อสายทิเบตอธิบายว่า หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวญี่ปุ่นยื่นมือเข้ามาช่วยซ่อมพุทธสถานที่เป็นมรดกโลก แต่รัฐบาลบอกว่า ให้ส่งเงินมา รัฐบาลจะทำเอง เพราะต้องซ่อมตามขั้นตอนของกรมศิลปากรเนปาล ญี่ปุ่นจึงถอนตัวไป จีนจึงเข้ามาบอกว่า ให้รัฐบาลเนปาลซ่อมแซมและออกเงินสำรองจ่ายไปก่อน แล้วรัฐบาลจีนจะจ่ายให้เอง จึงทำให้การซ่อมแซมล่าช้า

แผ่นดินไหวเป็นภัยธรรมชาติ หลังเกิดขึ้นนอกจากพิสูจน์โครงสร้างของอาคารแล้ว ยังพิสูจน์น้ำใจของเพื่อนร่วมชาติและร่วมโลกอีกด้วย.

ชี้ สื่อโลกยังทำงานลำบาก-ซีเรียอันตรายที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615104

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ค. 2559 03:15

 

(ภาพ: AP)

กลุ่มตรวจสอบสิทธิมนุษยชน “ฮิวแมน ไรท์ วอตช์” เผยแพร่รายงานเมื่อ 3 พ.ค. ซึ่งตรง กับวันเสรีภาพสื่อโลก (World Press Freedom) ชี้ว่า ภัยอันตรายที่กลุ่มผู้สื่อข่าวในโซมาเลียต่างเผชิญยังคงมีอยู่ ไม่ว่าถูกข่มขู่เอาชีวิต และแม้แต่ถูกสังหารก็มีหลายคน ขณะที่ตำรวจแทบไม่ได้สอบสวนหรือให้การคุ้มครองผู้สื่อข่าวในโซมาเลียเลย

ขณะที่รายงานของคณะกรรมการเพื่อปกป้องผู้สื่อข่าว (ซีพีเจ) ระบุว่า ประเทศที่อันตรายต่อผู้สื่อข่าวมากที่สุดในปี 2558 คือ ซีเรีย มีนักข่าวถูกสังหาร 14 คน ตามด้วยฝรั่งเศส มีบุคลากรด้านสื่อถูกเข่นฆ่าไป 9 คน ส่วนยอดผู้สื่อข่าวเสียชีวิตในปี 2558 มีทั้งสิ้น 72 คน ขณะที่ในปีนี้มีผู้สื่อข่าวเสียชีวิตแล้ว 10 คน.

ออสซี่โบ้ยกลุ่มหนุนผู้ลี้ภัย ต้นเหตุหญิงอพยพจุดไฟเผาตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615102

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 พ.ค. 2559 02:40

 

ผู้ประท้วงจากกลุ่มพันธมิตรเคลื่อนไหวเพื่อผู้อพยพในนครซิดนีย์ ถือป้ายเรียกร้องให้ปิดค่ายผู้อพยพบนเกาะนาอูรู และเกาะมานุส (ภาพ: REUTERS)

เมื่อ 3 พ.ค. นายปีเตอร์ ดัตตัน รัฐมนตรีกระทรวงผู้อพยพเข้าเมืองออสเตรเลีย ตำหนิกลุ่มที่ดูแลภายในค่ายผู้ลี้ภัยบนเกาะนาอูรู ซึ่งให้ข้อมูลไม่เป็นจริงแแก่ผู้ลี้ภัยว่าหากกดดันรัฐบาลออสเตรเลียด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ก็จะมีโอกาสปักหลักในออสเตรเลีย หลังเกิดเหตุหญิงชาวโซมาเลีย อายุ 21 ปี ไม่เปิดเผยชื่อ ประท้วงจุดไฟคลอก ตัวเองภายในค่ายอาการสาหัส และขณะนี้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในออสเตรเลีย

เหตุการณ์ล่าสุดถือเป็นผู้อพยพที่จุดไฟเผาตัวเองรายที่ 2 ในรอบหนึ่งสัปดาห์ ซํ้ารอยกรณีชายชาวอิหร่าน อายุ 23 ปี ใช้วิธีการเดียวกันจนเสียชีวิต เพื่อประท้วงการดูแลภายในค่าย

ขณะเดียวกัน นายสตีเฟน โอ’เบรียน รองเลขาธิการสหประชาชาติด้านกิจการช่วยเหลือมนุษยธรรม เผยถึงการจัดการประชุมสุดยอดว่าด้วย มนุษยธรรมครั้งแรก ระหว่างวันที่ 23-24 พ.ค. ที่นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ว่า จนถึงขณะนี้มีตัวแทนฝ่ายรัฐบาล และผู้นำประเทศยืนยันจะเข้าร่วม การประชุมแล้ว 80 ประเทศ หรือคิดเป็นสัดส่วนกว่า 40% ของประเทศสมาชิกยูเอ็นทั้ง 193 ประเทศ

ทั้งนี้ ยังมีชาวโลกที่รอความช่วยเหลือราว 125 ล้านคน และแต่ละปีมีเหยื่อที่ต้องประสบภัยธรรมชาติ 218 ล้านคน ซึ่งเฉพาะปี 2559 จำเป็นต้องมีกองทุนมากเป็นประวัติการณ์ 20,100 ล้าน เหรียญสหรัฐฯ (ราว 700,000 ล้านบาท) มากกว่าเมื่อ 10 ปีก่อนถึง 5 เท่า ด้านสหภาพยุโรป (อียู) เตรียมงดเว้นวีซ่าหรือเชนเก้นวีซ่ากับตุรกีเพื่อช่วย รองรับผู้ลี้ภัยตุรกีในกรีซ.

ดวงแข็ง! ทารกเคนยารอดตาย ติดใต้ซากตึกถล่ม 80 ชม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/615039

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ค. 2559 23:05

 

(ภาพ: AFP)

เด็กทารกวัย 6 เดือนรอดชีวิต หลังจากถูกฝังอยู่ใต้ซากตึกถล่มในเมืองหลวงของประเทศเคนยานานกว่า 80 ชั่วโมง โดยขณะนี้เด็กกำลังรักษาตัวในโรงพยาบาล…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เด็กทารกเพศหญิงคนหนึ่งได้รับการช่วยเหลือ หลังซากถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่อยู่อาศัยสูง 6 ชั้นหลังหนึ่งในกรุงไนโรบีของประเทศเคนยา ที่พังถล่มลงมาเมื่อสัปดาห์ก่อน เป็นเวลานานกว่า 80 ชั่วโมง ขณะที่เหตุตึกถล่มที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 23 ราย

ตามแถลงการณ์ของสภากาชาดเคนยา ทารกรายนี้ซึ่งทราบชื่อภายหลังว่า แดเลอรีน ไซซี อายุ 6 เดือน ได้รับการช่วยเหลือในเวลาประมาณ 4:00น. วันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ในเบื้องต้นพบว่าเด็กทารกรายนี้มีอาการขาดน้ำ แต่ไม่มีบาดแผลภายนอก ก่อนจะส่งเธอไปรับการรักษาที่โรงพยายาลแห่งชาติเคนยัตตา และล่าสุดบิดาของเธอเดินทางไปยังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว

ขณะที่นาย บอนนี ออดฮีอัมโบ เจ้าหน้าที่ทีมแพทย์ฉุกเฉินของกาชาดระบุว่า ทีมค้นหาของหน่วยกู้ภัยและกองทัพใช้เครื่องมือพิเศษในการตรวจหาลมหายใจใต้ซากปรักหักพังจนกระทั่งพบเด็กคนนี้ ถูกห่อหุ้มไว้ด้วยผ้าห่มสีฟ้า และอยู่ในเบาะนั่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวว่า เป็นเรื่องปาฏิหาริย์ที่ทารกอยู่ใต้ซากปรักหักพังโดยไม่มีรอยขีดข่วน และเหตุการณ์นี้เพิ่มขวัญกกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ในการค้นหาผู้รอดชีวิตรายอื่นๆอีกมาก

ทีมแพทย์ของสภากาชาดเคนยาปฐมพยาบาลเด็กทารกซึ่งรอดชีวิตหลักติดใต้ซากตึกนาน 3 วัน (ภาพ: REUTERS)

ทั้งนี้ อาคารที่อยู่อาศัยสูง 6 ชั้นหลังที่เกิดเหตุอยู่ในเขต ฮูรูมา ในเมืองหลวงกรุงไนโรบี พังถล่มลงมาเนื่องจากฝนตกหนักและเกิดน้ำท่วมเมื่อวันศุกร์ที่ 29 เม.ย. โดยตำรวจได้ดำเนินการควบคุมตัวเจ้าของตึกมาสอบปากคำแล้ว

ขณะที่นาย นาธาน คีโกโธ จากศูนย์ปฏิบัติการภัยพิบัติแห่งชาติ (เอ็นดีโอซี) ของเคนยาระบุว่า จนถึงตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้ว 23 ราย ขณะที่มีผู้ได้รับความช่วยเหลือขึ้นมาจากซากปรักหักพังอีก 136 คน อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการค้นหาล่าช้าเนื่องจากเจ้าหน้าที่ต้องทำงานด้วยความระมัดระวังเพราะเชื่อว่า ยังมีผู้รอดชีวิตอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

อนึ่ง ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุเมื่อวันศุกร์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยชีวิตเด็กทารกขึ้นมาจากซากตึกได้ 2 ราย แต่ไม่มีรายงานว่าทั้งคู่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้วหรือไม่

ชายตุรกีขนเงินมาเยอะ! นั่งเครื่องมาฮ่องกง ถูกขโมยกลางอากาศร่วม 9 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614986

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ค. 2559 19:08

 

ผู้โดยสารชายชาวตุรกีสุดเครียด โดน ‘มือดี’ ขโมยเงินสดและทรัพย์สินมีค่ารวมแล้วนับ 9 ล้านบาท ระหว่างนั่งเครื่องบินของสายการบินเอมิเรตส์ จากดูไบมายังฮ่องกง

เมื่อ 3 พ.ค.59 สำนักข่าวบีบีซี รายงานเกิดเรื่องไม่คาดคิดบนเครื่องบินโดยสารของสายการบินเอมิเรตส์ เที่ยวบินสู่ฮ่องกง เมื่อมีผู้โดยสารชายชาวตุรกีวัย 39 ปี คนหนึ่ง ถูกคนแอบขโมยเงินสดและทรัพย์สินมีค่าไปจากกระเป๋าถือของเขากลางอากาศ รวมมูลค่าถึง 257,730 ดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 9 ล้านบาท) ในระหว่างที่เขานั่งเครื่องบินจากนครดูไบมายังฮ่องกง เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ตำรวจในฮ่องกง ระบุว่า ชายต่างชาติผู้นี้พอรู้ตัวว่าข้าวของมีค่าและเงินสดของตนโดนขโมยไปแล้ว ได้รีบแจ้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินก่อนเป็นลำดับแรก โดยทรัพย์สินที่โดนขโมยไป มีทั้งนาฬิกา 2 เรือน และเงินสดสกุลต่างชาติ

สื่อท้องถิ่นในฮ่องกงรายงานว่า ผู้โดยสารชายคนนี้เป็นพ่อค้าขายนาฬิกาชาวตุรกี ได้นั่งที่นั่งเครื่องบินโดยสารสายการบินเอมิเรตส์ในชั้นประหยัด หรือ ‘อีโคโนมี คลาส’ ขณะที่ทางโฆษกสายการบินเอมิเรตส์เผยกับบีบีซีว่า ทางสายการบินเอมิเรตส์กำลังทำงานร่วมกับตำรวจ เพื่อให้ข้อมูลในการช่วยสืบสวน และปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใดๆเพิ่มเติม โดยบีบีซี รายงานว่ามีรายงานเกี่ยวกับการแอบขโมยทรัพย์สินของผู้โดยสารบนเครื่องบินเพิ่มมากขึ้นทั่วโลก โดยสื่อบางแห่งชี้ว่า เป็นฝีมือของแก๊งอาชญากร.

เราจะเจอเพื่อนมั้ย! ฮือฮา พบ 3 ดาวเคราะห์คล้ายโลก ห่างแค่ 40 ปีแสง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614940

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ค. 2559 17:45

 

(ภาพจากยูทูบ:Euronews)

ฮือฮากันอีก… นักดาราศาสตร์พบดาวเคราะห์คล้ายโลกถึง 3 ดวง โคจรอยู่รอบดาวเคราะห์แคระอุณหภูมิต่ำ ‘แทรพปิสต์-วัน’ ในระยะห่างจากโลกเพียง 40 ปีแสง ถือเป็นเป้าหมายใหม่ที่ดีที่สุดในการค้นหาสิ่งมีชีวิตนอกระบบสุริยจักรวาล

เมื่อ 3 พ.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงาน นักดาราศาสตร์มีเรื่องให้ตื่นเต้นกันอีกแล้ว เมื่อทีมนักดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในประเทศสหรัฐฯ ได้ตีพิมพ์ผลงานลงในวารสารธรรมชาติในอังกฤษ เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พ.ค.59 พบว่ามีดาวเคราะห์ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับโลกมนุษย์ของเราถึง 3 ดวง โคจรอยู่ใกล้กับดาวเคราะห์แคระอุณหภูมิต่ำ (ultra-cool Dwarf) ชื่อ ‘แทรพปิสต์-วัน’ (TRAPPIST-1) นอกระบบสุริยจักรวาล และอยู่ห่างจากโลกของเรา เพียง 40 ปีแสงเท่านั้น พร้อมกับเรียกดาวเคราะห์ที่เหมือนโลกของเราทั้ง 3 ดวงว่า ‘เรด เวิล์ดส’ (Red Worlds) หรือ ‘โลกสีแดง’

ข่าวแจ้งว่า ดาวเคราะห์ทั้ง 3 ดวง มีขนาดและอุณหภูมิคล้ายกับโลกและดาวศุกร์ ที่สำคัญ ยังถือเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดของนักวิทยาศาสตร์ในการค้นหาสิ่งมีชีวิตที่อยู่นอกระบบสุริยจักรวาลของเรา เนื่องจากยังไม่เคยมีการค้นพบดาวเคราะห์ดวงไหนที่โคจรรอบดาวแม่ หรือดาวฤกษ์ขนาดเล็กแบบนี้ได้มาก่อน อีกทั้งดาวเคราะห์ที่มีขนาดพอๆกับโลกทั้ง 3 ดวงนั้น ยังโคจรใกล้กับพื้นที่ที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในห้วงอวกาศ (habitat zone)

สำหรับดาวเคราะห์ทั้ง 3 ดวงนั้น โคจรอยู่รอบดาวเคราะห์แคระ อุณหภูมิต่ำ ซึ่งห่างจากโลกเพียง 40 ปีแสง หรือประมาณ 240 ล้านล้านไมล์ ซึ่งสำหรับนักดาราศาสตร์แล้ว ถือว่าเป็นระยะทางที่ค่อนข้างใกล้ เมื่อเทียบกับกาแลกซี่ทางช้างเผือกของเรา ที่มีอาณาบริเวณกว้างไกลถึง 100,000 ปีแสง

การค้นพบครั้งนี้ นักดาราศาสตร์ได้ใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ แทรพปิสต์-วัน ที่ติดตั้งในประเทศชิลี สังเกตดาว 2MASSJ23062928-0502285 หรือที่เรียกว่า แทรพปิสต์-วัน โดยยังสังเกตพบว่าดาวเคราะห์คล้ายโลก 2 ใน 3 ดวง มีระยะเวลาโคจรรอบดาวแทรพปิสต์-วัน โดยใช้เวลา 1.5 วัน และ 2.4 วัน ส่วนดาวเคราะห์ดวงที่ 3 ใช้เวลาโคจร 4.5-73 วัน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดต่างๆ เพิ่มเติมของดาวเคราะห์คล้ายโลก 3 ดวง คงต้องใช้เวลาศึกษานานถึง 5-10 ปี
ทั้งนี้ เมื่อกลางปีก่อน นักวิทยาศาสตร์ในโครงการเคปเลอร์ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) เพิ่งแถลงข่าวด้วยความตื่นเต้นที่ยานเคปเลอร์ ซึ่งนาซาส่งไปสำรวจหาดาวเคราะห์ดวงอื่นที่มีลักษณะคล้ายโลก และอยู่ในพื้นที่ที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในห้วงอวกาศ นอกเหนือจากระบบสุริยจักรวาลของเราได้พบดาวเคราะห์ที่มีขนาดใกล้เคียงกับโลกมนุษย์เป็นครั้งแรก และตั้งชื่อว่า ‘เคเปเลอร์-452b’ หรือเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ‘โลก 2.0’ ทว่าอยู่ห่างจากระบบสุริยจักรวาลของเราถึงประมาณ 1,400 ปีแสง.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เฮกันดังๆ..โลกเราเจอญาติแล้ว!! นาซาพบดาวคล้ายโลกมากสุดเท่าที่เคยเจอ

คุยกันไม่รู้เรื่อง! ส.ส.ตุรกี ชกต่อยอุตลุดกลางสภา (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614893

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ค. 2559 16:00

 

(ภาพจากยูทูบ :euronews)

ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลตุรกี ‘ฟิวส์ขาด’ ทะเลาะชกต่อยกันนัวกลางสภา ขัดแย้งกันรุนแรงกรณี รบ.เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถอดถอนเอกสิทธิ์คุ้มครองทางกฎหมายของส.ส. แต่ฝ่ายค้านชี้ มีแผนจะเล่นงาน ส.ส.ฝ่ายค้านหนุนกบฏเคิร์ดให้ถูกดำเนินคดี

เมื่อ 3 พ.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงานว่า เกิดเรื่องฮือฮา พร้อมทั้งเผยแพร่คลิปยืนยันเหตุการณ์สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ระหว่างพรรคฝ่ายค้าน ‘ประชาธิปไตยของประชาชน’ หรือ HDP กับพรรครัฐบาล AK ทะเลาะกันจนถึงขั้นเปิดศึกชกต่อยกลางสภา ระหว่างคณะกรรมาธิการรัฐสภา มีการร่วมประชุมหารือชี้แจงข้อดีข้อเสียของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในการถอดถอนเอกสิทธิ์คุ้มครองทางกฎหมายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพื่อให้สามารถถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมได้ ซึ่งทางส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนและผลักดัน

ด้านกลุ่ม ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน HDP ซึ่งคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ชี้ว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวของรัฐบาล ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปิดทางให้ดำเนินคดี ส.ส.พรรคฝ่ายค้านที่สนับสนุนชาวเคิร์ด ในข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย เนื่องจากฝ่ายรัฐบาลกล่าวหาพรรคฝ่ายค้านว่า สนับสนุนกลุ่มกบฏนอกกฎหมายชาวเคิร์ด และพยายามเรียกร้องให้มีการดำเนินคดีกับส.ส.ฝ่ายค้านในเรื่องนี้มาตลอด

ข่าวแจ้งว่า ส.ส.พรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน ได้เริ่มด้วยการขว้างปาขวดน้ำใส่กัน ก่อนจะบานปลายไปถึงขั้นชกต่อยกัน โดยหลังจากเหตุการณ์สงบลงแล้ว ส.ส.พรรคสนับสนุนชาวเคิร์ดได้วอล์ค-เอาต์ ประท้วงด้วยการเดินออกจากห้องประชุมขณะที่คณะกรรมาธิการกำลังร่วมถกกันต่อ และสุดท้ายข้อเสนอในการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 2 พ.ค. อันจะนำไปสู่การปูทางเพื่อดำเนินคดีกับเหล่า ส.ส.ที่เจอข้อหาสนับสนุนกลุ่มกบฏชาวเคิร์ด.

ชมคลิป ที่นี่

ศาลบราซิลเฉียบ!สั่งบล็อก‘วอทส์แอพพ์’ 72 ชม. กระทบผู้ใช้กว่า 100 ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614828

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ค. 2559 13:58

 

ศาลบราซิลตัดสินเฉียบ สั่งบล็อก แอพฯ วอทส์แอพพ์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ นาน 72 ชม. ฐานไม่ยอมร่วมมือเปิดเผยข้อมูลสมาชิกเครือข่ายแก๊งค้ายา กระทบผู้ใช้วอทส์แอพพ์กว่า 100 ล้านคนในบราซิล

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงาน ศาลบราซิล ในเมืองลาการ์โต รัฐเซอร์กิเป้ ตัดสินบล็อก แอพพลิเคชั่น วอทส์แอพพ์ เครือข่ายสังคมออนไลน์ ทุกพื้นที่ทั่วประเทศเป็นเวลา 72 ชั่วโมง โทษฐานบริษัทวอทส์แอพพ์ ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องการให้วอทส์แอพพ์เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของสมาชิกเครือข่ายแก๊งยาเสพติด ขณะที่การสั่งบล็อก วอทส์แอพพ์ จะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ หรือยูสเซอร์กว่า 100 ล้านคน และนับเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่วอทส์แอพพ์ โดนสั่งบล็อกในประเทศบราซิล

ด้านบริษัทวอทส์แอพพ์ ซึ่งมีเฟซบุ๊กเป็นเจ้าของ ออกแถลงการณ์ว่า ทางบริษัทรู้สึกผิดหวังต่อคำตัดสินดังกล่าวของผู้พิพากษาประจำศาลเมืองลาการ์โต ‘ที่ได้บังคับให้เราส่งมอบข้อมูลที่เราไม่มี’ อีกทั้งการสั่งบล็อก แอพฯ ในครั้งนี้ จะกระทบต่อผู้ใช้กว่า 100 ล้านคนที่ใช้วอทส์แอพพ์เป็นช่องทางการติดต่อสื่อสาร

ข่าวแจ้งว่า ทางวอทส์แอพพ์ถูกกล่าวหาว่า ปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในการเปิดเผยข้อมูลของสมาชิกเครือข่ายแก๊งค้ายาเสพติด ซึ่งยังนำไปสู่การจับกุมตัว นายดิเอโก ดีโซดัน รองประธานบริษัทเฟซบุ๊ก เจ้าของวอทส์แอพพ์ เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา

เรือสำราญสหรัฐฯ เทียบท่าที่คิวบาครั้งแรกในรอบครึ่งศตวรรษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614620

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ค. 2559 06:30

 

เรือสำราญ อโดเนีย (ภาพ: REUTERS)

เรือสำราญจากสหรัฐฯ เข้าเทียบท่าเรือในกรุงฮาวานา เมืองหลวงของคิวบาเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม หลังสหรัฐฯ และคิวบาประกาศฟื้นความสัมพันธ์ในเดือน ธ.ค. 2014…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เรือสำราญจากสหรัฐฯ เที่ยวแรก ที่จะเดินทางไปยังประเทศคิวบาเป็นครั้งแรกในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ เข้าจอดเทียบท่าที่กรุงฮาวานา เมืองหลวงของคิวบาแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ 2 พ.ค. นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญในความพยายามฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศที่เป็นศัตรูมาตั้งแต่ช่วงสงครามเย็น

ฝูงชนจำนวนมากโบกธงชาติคิวบาและอเมริกัน รวมทั้งใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายคลิปวิดีโอช่วงเวลาที่เรือสำราญ ‘อโดเนีย’ ของบริษัท คาร์นิวัล เข้าเทียบท่าเรือในกรุงฮาวานา ในวันจันทร์ หลังจากเรือลำนี้เดินทางออกจากท่าเรือในเมืองไมอามี ศูนย์กลางชุมชนชาวคิวบาในสหรัฐฯ เมื่อวันอาทิตย์ โดยในกลุ่มผู้โดยสารที่มากับเรือลำนี้ทั้ง 700 คน มีบางส่วนเป็นชาวอเมริกันสัญชาติคิวบาที่กลับไปเยือนประเทศบ้านเกิดเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีด้วย

ผู้โดยสารเรืออโดเนียเดินผ่านชาวคิวบาที่มาดูเรือสำราญจากสหรัฐฯเข้าเทียบท่าในกรุงฮาวานา (ภาพ: AP)

ตามการเปิดเผยของ บริษัท คาร์นิวัล เรืออโดเนียจะกลายเป็นเรือที่ให้บริการทริประยะเวลา 1 สัปดาห์พานักท่องเที่ยวไปยังคิวบา เดือนละ 2 รอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อโปรโมตการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองประเทศ

ผู้โดยสารเรืออโดเนียซึ่งเดินทางถึงคิวบาในวันจันทร์ มีกำหนดร่วมกิจกรรมทางวัฒนธรรมที่ท่าเรือในกรุงฮาวานา, เมืองเซียนฟวยโกส และเมืองซานติอาโอ เดอ คิวบา รวมทั้งพบปะกับศิลปิน นักดนตรี เจ้าของธุรกิจ และเข้าชั้นเรียนเต้นกับการนำเที่ยวด้วย

ทั้งนี้ รัฐบาลของประธานาธิบดีราอูล คาสโตรแห่งคิวบา เพิ่งมีมติยกเลิกการจำกัดการเดินทางทางทะเลจากคิวบาไปสหรัฐฯ หรือกลับกัน เมื่อสัปดาห์ก่อน เปิดทางให้ชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบาสามารถโดยสารเรือสำราญลำนี้มาเยือนบ้านเกิดได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘โอบามา’ เดินทางถึงฮาวานา ปธน.มะกันคนแรกเยือนคิวบาในรอบ 90 ปี

พบแล้วศพ 2 นักปีนเขามะกัน 16 ปี หลังถูกหิมะถล่มสาบสูญบนหิมาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/614599

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 3 พ.ค. 2559 03:45

 

อเล็กซ์ โลว์ และ เดวิด บริดจ์ส (ภาพ: AP)

มีผู้พบศพของ นายอเล็กซ์ โลว์ นักปีนเขาชื่อก้องโลกชาวอเมริกันที่หายตัวไปพร้อมกับคู่หู ในเหตุหิมะถล่มบนเทือกเขาหิมาลัยเมื่อ 16 ปีก่อนแล้ว โดยศพอยู่ในก้อนน้ำแข็ง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีผู้พบศพของ นายอเล็กซ์ โลว์ นักปีนเขาชื่อก้องโลกชาวอเมริกัน และ เดวิด บริดจ์ส คู่หูนักปีนเขา ติดอยู่ในธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัย หลังจากทั้งคู่เผชิญหิมะถล่มบนยอดเขาชิชาพังมะ เมื่อเดือน ต.ค. 1999 และหายสาบสูญไปนับแต่นั้น

ทั้งนี้ อเล็กซ์ โลว์ ซึ่งหายสาบสูญไปตอนอายุ 40 ปี ได้รับการยกย่องให้เป็นนักปีนเขาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเขา และมีชื่อเสียงในสังคมนักปีนเขาว่า เป็นผู้ที่คอยช่วยชีวิตนักปีนเขาคนอื่นๆ ขณะที่ เดวิด บริดจ์ส อายุ 29 ปี เป็นเพื่อสนิทของนายโลว์ และยังเป็นคู่หูในการปีนเขาด้วย

ศพทั้งคู่ถูกค้นพบเมื่อสัปดาห์ก่อน และนางเจนนิเฟอร์ โลว์-แองเคอร์ อดีตภรรยาของนายโลว์ เป็นผู้เปิดเผยข่าวการค้นพบนี้เมื่อวันศุกร์ โดยในปัจจุบัน นางโลว์-แองเคอร์ บริหารมูลนิธิการกุศลภายใต้ชื่อสามีผู้ล่วงลับ และสามีใหม่ คอนราด แองเคอร์ ผู้รับอุปการะลูกชาย 3 คนของนายโลว์ และอยู่ในเหตุการณ์หิมะถล่มครั้งนั้นด้วย แต่รอดชีวิตมาได้โดยบาดเจ็บเล็กน้อย

นางโลว์-แองเคอร์กับสามี เดินทางไปยังเนปาลกับมูลนิธิของพวกเขาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก่อนได้รับโทรศัพท์จากนักปีนเขา เดวิด แกตเลอร์ และ อุเอลี สแตค ว่าพวกเขาพบศพ 2 ศพอยู่ในก้อนน้ำแข็งที่เริ่มโผล่ออกมาจากธารน้ำแข็งบนยอดเขาชิชาพังมะ และเมื่อทราบข้อมูลลักษณะของเสื้อและอุปกรณ์ที่พบ พวกเขาก็เชื่อว่าศพที่พบคือ อเล็กซ์ โลว์ และ เดวิด บริดจ์ส อย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะนี้ นางโลว์-แองเคอร์ สามี และลูกชายทั้ง 3 คน กำลังเดินทางไปยังยอดเขาชิชาพังมะ เพื่อช่วยให้นายโลว์ไปสู่สุคติ