พบซากเครื่องบินอาจมาจาก MH370 ชิ้นใหม่ ที่ประเทศมอริเซียส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/600301

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 เม.ย. 2559 23:35

 

(ภาพ: AFP)

มีรายงานการพบเศษซากเครื่องบินปริศนาชิ้นใหม่ที่เกาะมอริเซียส ในมหาสมุทรอินเดีย จุดประกายความหวังว่า มันอาจมาจากเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ที่หายสาบสูญไปในทะเลแห่งนี้เมื่อ 2 ปีก่อน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า มีการค้นพบเศษชิ้นส่วนซึ่งอาจมาจากเครื่องบินโดยสารเที่ยวบินที่ เอ็มเอช 370 ของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ที่หายสาบสูญไปในมหาสมุทรอินเดียเมื่อกว่า 2 ปีก่อน ที่ประเทศมอริเซียส ประเทศเกาะซึ่งตั้งอยู่ในมหาสมุทรอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ ห่างจากเกาะมาดากัสการ์ไปทางตะวันออกราว 900 กม.

ตามรายงานของสำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ชิ้นส่วนล่าสุดถูกพบบริเวณชายฝั่งเกาะ โรดริเกส เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยนาย ฌอง โฌซี มิลาซาเร ลูกจ้างของโรงแรม ‘มูรุค เอโบนี’ ระบุว่า แขกของโรงแรม 2 คนคือ ฌอง โดมินิค และ ซูซี วิตรี ซึ่งมาจากเกาะเรอูนิยง เป็นผู้พบเศษชิ้นส่วนชิ้นนี้ และตอนนี้ตำรวจมารับไปแล้ว

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เที่ยวบิน เอ็มเอช 370 หายสาบสูญไปเมื่อ 8 มี.ค. 2014 มีการพบเศษชิ้นส่วนของเครื่องบินลำนี้เพียงชิ้นเดียว โดยเป็นชิ้นส่วน ‘แฟล็ปเพอรอน’ บริเวณปีกเครื่องบิน ถูกพบที่เกาะเรอูนิยง ทางตะวันตกของมหาสมุทรอินเดีย เมื่อเดือน ก.ค.ปีก่อน ขณะที่พบชิ้นส่วนปริศนาที่อาจมาจากเครื่องบินลำนี้อีกหลายชิ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

นายแดน โอ’มอลลีย์ โฆษกสำนักงานความปลอดภัยทางการขนส่งออสเตรเลีย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ออสเตรเลียทราบเรื่องการค้นพบซากเครื่องบินชิ้นล่าสุดแล้ว แต่คาดว่าทางการมาเลเซียจะเป็นผู้นำในการสืบสวนชิ้นส่วนชิ้นนี้

ช้าไปรึเปล่า! น้องเผย ซาลาห์ อับเดซาลาม ไม่บึมพลีชีพ อยากจะปกป้องชีวิตคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/600249

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 เม.ย. 2559 18:30

 

(ซาลาห์ อับเดซาลาม ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำบรูจส์ ในเบลเยียม)

น้องชายซาลาห์ อับเดซาลาม เผย พี่ชายบอก ไม่จุดชนวนระเบิดพลีชีพในเหตุโจมตีปารีส เพราะอยากปกป้องชีวิตผู้คนไม่ให้บาดเจ็บล้มตาย ขณะที่บีบีซี เผยประวัติซาลาห์ เคยเข้า-ออกคุก ก่อนจะถูกตำรวจเบลเยียมขึ้นบัญชีเกี่ยวข้องกับกลุ่มนักรบญิฮัดในซีเรีย

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน โมฮัมเหม็ด อับเดซาลาม น้องชายของซาลาห์ อับเดซาลาม ผู้ต้องสงสัยคนสำคัญก่อเหตุโจมตีกรุงปารีส เมื่อ 13 พ.ย.58 เผยเหตุผลที่ซาลาห์ อับเดซาลาม พี่ชายของตน ไม่จุดชนวนระเบิดที่ผูกติดไว้กับตัวเขา เพราะต้องการปกป้องชีวิตของผู้คนจำนวนมาก โดยบีบีซี รายงานว่า นายโมฮาเหม็ด อับเดซาลาม เปิดเผยเรื่องนี้กับสถานีโทรทัศน์ BFMTV ของฝรั่งเศส ระหว่างที่เขาได้ไปเยี่ยมซาลาห์ วัย 26 ที่เรือนจำในเบลเยียม ระหว่างรอถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในฝรั่งเศส หลังจากซาลาห์ ถูกตำรวจคอมมานโดเบลเยียมบุกจู่โจมจับกุมได้ในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา หรือเพียง 4 วันก่อนเกิดเหตุระเบิดที่สนามบินซาเวนเทม และสถานีรถไฟใต้ดินมาลเบค ในกรุงบรัสเซลส์ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตรวม 32 ราย บาดเจ็บนับ 300 คน

ข่าวแจ้งว่า ตำรวจเบลเยียมเชื่อว่า กลุ่มติดอาวุธที่อยู่เบื้องหลังการลงมือก่อเหตุโจมตีปารีสและบรัสเซลส์ เป็นเครือข่ายกลุ่มเดียวกัน ขณะที่ บีบีซี ยังได้เปิดประวัติของซาลาห์ อับเดซาลาม ว่า เขาเกิดที่กรุงบรัสเซลส์ เมื่อ 15 ก.ย. 2532 ขณะอยู่ในช่วงวัยรุ่น เขาและพี่ชายน้องชายเคยมีปัญหากับตำรวจเกี่ยวกับการลักลอบค้ายาเสพติด จากนั้น ระหว่างปี 2552-2554 ซาลาห์ เคยไปทำงานเป็นพนักงานฝ่ายช่างเทคนิคของการขนส่ง แต่ถูกไล่ออก เพราะไม่รักษาเวลาทำงาน

ตำรวจปิดกั้นถนนบริเวณด้านนอกสภาในกรุงบรัสเซลส์

ต่อมา ซาลาห์ ได้ก่อคดีขโมยทรัพย์จนถูกจับเข้าคุก ในปี 2553 พร้อมกับอับเดลฮามิด อับบาอูด ผู้ต้องสงสัยเป็นหัวหน้าทีมโจมตีปารีส ซึ่งซาลาห์ กับอับเดลฮามิดเคยเรียนหนังสือที่โรงเรียนโมเลนเบค มาด้วยกัน โดยหลังออกจากคุก ก็มาเป็นผู้จัดการ บาร์ ‘Les Beguinnes’ ในเขตโมเลนเบค กับบราฮิม พี่ชาย เมื่อปี 2556 และร้านเหล้าแห่งนี้ก็ถูกปิดในปี 2558 โดยซาลาห์ยังเคยถูกตำรวจเนเธอร์แลนด์ปรับในข้อหามีกัญชาในครอบครอง เมื่อก.พ.2558 กระทั่งพี่น้องตระกูลอับเดซาลามได้ถูกตำรวจขึ้นบัญชีในข้อหาเกี่ยวข้องกับกลุ่มนักรบญิฮัดในซีเรีย เมื่อปี 2558.

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

คาด ซาลาห์ อับเดซาลาม เตรียมก่อเหตุโจมตีบรัสเซลส์ เหมือนปารีส!!

เบลเยียมตั้งข้อหา ‘อับเดซาลาม’ โจมตีปารีส-ยอมรับเปลี่ยนใจไม่บึมฆ่าตัวตาย

ตะลึงงัน!! ‘กระจุกดาว’ ใจกลางทางช้างเผือกภาพใหม่จากกล้องฮับเบิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/600110

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 เม.ย. 2559 13:20

 

นาซาเผยแพร่ภาพใหม่ จากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล บันทึกภาพ ‘กระจุกดาว’ ดวงดาวหลายแสนดวงส่องแสงระยิบระยับสวยงาม บริเวณใจกลาง ‘ทางช้างเผือก’ ในระบบสุริยะของเรา

เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) เผยแพร่ภาพใหม่ บันทึกโดยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล โดยใช้เทคโนโลยีอินฟราเรด ถ่ายภาพกระจุกดาว (star cluster) ในบริเวณศูนย์กลาง ‘ทางช้างเผือก’ (Milky Way) ซึ่งคือดาราจักรที่มีระบบสุริยะและโลกของเรา แสดงให้เห็นภาพที่สร้างความตื่นตะลึง ดวงดาวมากมายกว่า 5 แสนดวงส่องแสงระยิบระยับสวยงามมาก

ตามรายงานของนาซา ระบุว่า กระจุกดาว (star cluster) ดังกล่าวนี้ อยู่ห่างจากโลกประมาณ 27,000 ปีแสง ถือเป็นบริเวณที่มีดวงดาวอยู่หนาแน่นมากที่สุดในกาแล็กซี่ของเรา โดยเฟซบุ๊ก Hubble Space telescope ยังระบุว่า นักดาราศาสตร์ได้ใช้เทคโนโลยีอินฟราเรดเจาะแทงทะลุเข้าไปในกลุ่มฝุ่นละอองระหว่างดวงดาว จากนั้น นักดาราศาสตร์ได้แปลภาพแสงอินฟราเรด ซึ่งดวงตาของมนุษย์ไม่อาจมองเห็น มาเป็นแสงที่คนเราสามารถมองเห็นได้

ทั้งนี้ กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ถูกส่งขึ้นไปโคจรนอกชั้นบรรยากาศโลกตั้งแต่ 26 ปีก่อน เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างองค์การนาซา และองค์การอวกาศยุโรป ถือเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การศึกษาดาราศาสตร์ ทำให้นักดาราศาสตร์ค้นพบปรากฏการณ์สำคัญต่างๆ มากมาย จนได้รับการกล่าวยกย่องว่า กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล คือ ดวงตาของเอกภพ

โอบามา เตือน โลกเจอหายนะแน่! หากไอซิสมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/600076

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 2 เม.ย. 2559 11:08

 

บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนในเวทีประชุมสุดยอดความมั่นคงนิวเคลียร์ ชี้ ภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์จะ ‘เปลี่ยนโลกของเรา’ อย่างแท้จริง และหากกลุ่มไอซิสมีอาวุธนิวเคลียร์ในครองครองจะถือเป็นภัยคุกคามที่อันตรายใหญ่หลวงที่สุดของชาวโลก

เมื่อวันที่ 2 เม.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ กล่าวในการประชุมสุดยอดความมั่นคงทางนิวเคลียร์ เมื่อวันศุกร์ที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) ซึ่งมีผู้นำกว่า 50 ประเทศทั่วโลกมาร่วมประชุม ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. รวมทั้งนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาของไทย ถึงอันตรายจากอาวุธนิวเคลียร์ว่า ภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้าย ที่พยายามโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์นั้น จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลกของเราอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้ จึงควรดำเนินมาตรการที่เป็น ‘รูปธรรม’ เพื่อป้องกันการก่อการร้ายด้วยอาวุธนิวเคลียร์

ประธานาธิบดีโอบามา ยังกล่าวด้วยว่า การที่กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงติดอาวุธ‘ รัฐอิสลาม’ หรือไอซิส กำลังพยายามเสาะหาอาวุธนิวเคลียร์ ถือเป็นหนึ่งในภัยคุกคามที่อันตรายใหญ่หลวงที่สุดของประชาคมโลก เพียงแต่ขณะนี้ ยังไม่มีกลุ่มก่อการร้ายกลุ่มใดมีอาวุธนิวเคลียร์ในครองครอง “ ‘คนบ้า’สามารถฆ่าและทำร้ายคนหลายแสนคนผู้บริสุทิ์ เพียงแค่ใช้ระเบิดนิวเคลียร์พลูโตเนียมขนาดเท่าผลแอปเปิล” ผู้นำสหรัฐฯกล่าว พร้อมพูดถึงความคืบหน้าในการทำให้พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลก ปลอดจากวัตถุดิบอันตรายที่ใช้ในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ว่า ภูมิภาคอเมริกาใต้ได้ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้ พร้อมกับคาดว่า ยุโรปตอนกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะสามารถทำเช่นนั้นได้ในปลายปีนี้

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวเตือนถึงอันตรายจากภัยคุกคามด้วยอาวุธนิวเคลียร์

สำหรับการประชุมสุดยอดความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ที่กรุงวอชิงตัน ในครั้งนี้ บรรดาผู้นำรัฐบาลกว่า 50 ประเทศที่เข้าประชุมได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันยืนยันที่จะต่อสู้กับการแพร่ขยายของอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมกับได้แสดงความกังวลต่อโครงการนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ รวมทั้งการที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ปฏิเสธที่จะมาร่วมประชุมด้วย ส่วน นายกรัฐมนตรีนาวาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน ต้องยกเลิกการมาร่วมประชุม เนื่องจากเกิดเหตุระเบิดพลีชีพที่เมืองลาฮอร์ ซึ่งทั้งรัสเซียและปากีสถานนั้น ถือเป็นสองประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองทั้งคู่.

ผู้นำกว่า 50 ประเทศทั่วโลกร่วมประชุมสุดยอดความมั่นคงทางนิวเคลียร์ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

เช็ดน้ำตา..สนามบินซาเวนเทม! พร้อมเปิดให้บริการบางส่วนได้แล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599644

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 เม.ย. 2559 15:19

 

บ.การท่าอากาศยานบรัสเซลส์ ประกาศพร้อมเปิดให้บริการพื้นที่บางส่วนของ สนามบินซาเวนเทม ได้แล้ว หลังโดนก่อวินาศกรรมโจมตีโดยมือระเบิดพลีชีพ จนได้รับความเสียหายอย่างหนัก

เมื่อ 1 เม.ย. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน บริษัทการท่าอากาศยานบรัสเซลส์ ออกแถลงการณ์ พร้อมแล้วที่จะกลับมาเปิดให้บริการพื้นที่บางส่วนของอาคารผู้โดยสารขาออกของ สนามบินซาเวนเทม ในกรุงบรัสเซลส์ หรือคิดเป็นประมาณ 20% ของพื้นที่ทั้งหมด เพียงแต่เที่ยวบินบางส่วนที่จะขึ้น-ลงสนามบินซาเวนเทม จะสามารถกลับมาให้บริการได้ในเย็นวันศุกร์ที่ 1 เม.ย. (ตามเวลาท้องถิ่น) หลังจากต้องปิดทำการนับตั้งแต่เกิดเหตุระเบิดเมื่อ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา

บริษัท การท่าอากาศยานอากาศบรัสเซลส์ แจ้งว่า ทางบริษัทการท่าอากาศยานฯ ได้รับคำรับรองจากฝ่ายดูแลด้านอัคคีภัย และสำนักงานการบินพลเรือนของเบลเยียมให้สามารถเปิดให้บริการเที่ยวบินบางส่วนได้แล้ว ที่อาคารชั่วคราวสำหรับเช็กอิน เพียงแต่จะต้องตัดสินใจอย่างเป็นทางการอีกครั้ง จนกว่าจะถึงเย็นวันศุกร์ที่ 1 เม.ย.นี้ เนื่องจากระบบเช็กอินชั่วคราว สามารถรองรับผู้โดยสารขาออก ได้เพียงชั่วโมงละแค่ 800 รายเท่านั้น ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยกว่าปกติมาก

บีบีซี แจ้งว่า สำนักงานการท่าอากาศยานซาเวนเทมออกประกาศดังกล่าว หลังจากได้มีการทดสอบระบบเช็กอิน ที่สนามบินเรียบร้อยแล้วก่อนหน้านี้หลายวัน โดยสนามบินซาเวนเทมต้องถูกปิดทำการ เนื่องจากเกิดเหตุระเบิดพลีชีพโจมตีอาคารผู้โดยสารขาออก ทำให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก และมีผู้เสียชีวิตจากเหตุระเบิดที่สนามบินซาเวนเทมและสถานีรถไฟใต้ดินมาลเบค ในกรุงบรัสเซลส์ รวมแล้วถึง 32 ราย มีผู้บาดเจ็บกว่า 300 คน ขณะที่ สำนักข่าวเอพี เอเอฟพี และรอยเตอร์ ได้เผยแพร่ภาพความเสียหายในบริเวณอาคารผู้โดยสารขาออกของสนามบินซาเวนเทม จากเหตุระเบิดพลีชีพสุดโหดครั้งนี้

โสมแดงกร้าว ยิงขีปนาวุธอีกแล้ว! ไม่สนผู้นำโลกประชุมความมั่นคงนิวเคลียร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599594

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 เม.ย. 2559 13:01

 

เกาหลีเหนือไม่สนโลก ยิงขีปนาวุธแบบภาคพื้นสู่อากาศ ตกทะเลด้านตะวันออกอีกแล้ว ขณะผู้นำกว่า 50 ประเทศทั่วโลกกำลังร่วมประชุมเรื่องความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ ที่สหรัฐฯ

เมื่อ 1 เม.ย.59 สำนักข่าวยอนฮัพ ของเกาหลีใต้ รายงาน เกาหลีเหนือทดลองยิงขีปนาวุธแบบภาคพื้นสู่อากาศ ตกในทะเลทางฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรเกาหลี เมื่อเวลาประมาณ 12.45 น. ของวันนี้ (1 เม.ย.59) ตามเวลาท้องถิ่น โดย คณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ ชี้ว่า การทดลองยิงขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ เพื่อเป็นการตอบโต้แรงกดดันจากประชาคมโลกที่ต้องการให้เกาหลีเหนือยกเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ อีกทั้งยังเกิดขึ้น ขณะที่ผู้นำกว่า 50 ประเทศทั่วโลกกำลังร่วมประชุมสุดยอดความมั่นคงด้านนิวเคลียร์ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีปาร์ก กึน เฮ แห่งเกาหลีใต้ (ซ้ายสุด) , ประธานาธิบดีบารัค โอบามาของสหรัฐฯ และนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ร่วมประชุม3 ฝ่ายที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

ตามรายงานของคณะเสนาธิการร่วมเกาหลีใต้ ระบุว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธจากจังหวัดฮัมเปียง ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ไปตกทะเลทางฝั่งตะวันออก ขณะที่กองทัพเกาหลีใต้ได้อยู่ในความเตรียมพร้อมขั้นสูงท่ามกลางการเกิดสถานการณ์ตึงเครียดตามแนวชายแดนของทั้งสองประเทศ หลังจากเกาหลีเหนือภายใต้การนำของคิม จอง อึน ได้ทดลองระเบิดนิวเคลียร์ ตั้งแต่เดือนมกราคม 59 และจากนั้น ยังได้ทดลองยิงขีปนาวุธพิสัยไกล ในเดือนก.พ. และมีการทดลองยิงขีปนาวุธหลายครั้งในเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการตอบโต้ที่สหประชาชาติ รวมทั้งสหรัฐฯ ดำเนินมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ต่อเกาหลีเหนือ

รู้หรือไม่!? ปะการังทั่วโลกกำลังเผชิญการฟอกขาวครั้งใหญ่รอบ 3 ในประวัติศาสตร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599407

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 เม.ย. 2559 06:00

 

ปะการังฟอกขาวที่เกาะลิซาร์ด ถ่ายในเดือน มี.ค. 2016 (ภาพ: XL Catlin Seaview Survey)

ปะการังทั่วโลกกำลังเผชิญการฟอกขาวครั้งใหญ่ เป็นครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ และเป็นครั้งที่ยาวนานที่สุด อันเป็นผลจากการที่น้ำทะเลอุณหภูมิสูงขึ้น เพราะมหาสมุทรดูดความร้อนจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศไว้ถึง 93% จนปะการังไม่อาจปรับตัวกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นได้ และหากปะการังถูกทำลายมากๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำหลากหลายสายพันธ์ุ และในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์หลายร้อยล้านคนด้วย

หลายองค์กรทั่วโลกรวมทั้ง XL Catlin Seaview Survey พยายามตรวจสอบสถานการณ์การฟอกขาวของปะการัง และรณรงค์ให้รัฐบาลทั่วโลกตระหนักถึงปัญหา ที่หากทุกคนไม่ร่วมมือกันก็ไม่สามารถแก้ไขได้นี้

นักประดาน้ำสำรวจแนวปะการังบริเวณเกาะ เฮรอน ทางใต้สุดของ เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ ในช่วงเดือนก.พ. 2016 (ภาพ: XL Catlin Seaview Survey)

การฟอกขาวของปะการังคืออะไร

การฟอกขาวของปะการัง คือการที่ปะการังขับสาหร่ายเซลล์เดียวสีน้ำตาลชื่อว่า ซูแซนเทลลี (zooxanthellae) ซึ่งเติบโตและคอยสังเคราะห์แสงและสร้างสีสันอยู่ในเนื้อเยื่อของปะการังเพื่อไม่ให้ถูกแดดเผา แต่เมื่อปะการังสัมผัสกับอุณหภูมิที่อุ่นกว่าปกติ หรือถูกแสงอาทิตย์เป็นเวลานาน (ตามปกติคือนานกว่า 4-6 สัปดาห์) จะทำให้เกิดความเครียดจนสาหร่ายตัวนี้ผลิตออกซิเจนมากเกินไปจนกลายเป็นพิษ ปะการังจึงต้องปรับตัวด้วยการจับสาหร่ายออกไป

ปะการังที่สูญเสียผู้สร้างสีสันอย่างสาหร่ายซูแซนเทลลี จะมีสีซีดลงจนกระทั่งเหลือเพียงเนื้อเยื่อใสๆ เผยให้เห็นสีขาวของหินปูนซึ่งเป็นโครงสร้างของปะการัง และตายลงในที่สุด

ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวกลายเป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปตามแนวปะการังต่างๆ ทั่วโลกไปแล้ว โดยเป็นผลโดยตรงจากการที่อุณหภูมิของมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้น และในทุกวันนี้จะมีรายงานการการเกิดปะการังฟอกขาวในวงจำกัดเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน แต่การฟอกขาวเป็นวงกว้างทั่วโลกนั้นมักเกิดขึ้นควบคู่กับความผันแปรของธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนผิวทะเลที่ตอนนี้อุ่นขึ้น เพราะภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ

แผนที่แสดงอุณหภูมิน้ำทะเลในช่วงเดือนก.พ.-พ.ค. 2016 ของสำนักงานบริหารบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติของสหรัฐฯ (ภาพ: NOAA)

ฟอกขาวเป็นวงกว้าง ตัวการหลักคือเอลนีโญ

การฟอกขาวเป็นวงกว้างของแนวปะการัง เป็นปรากฏการณ์ที่ระบบปะการังทั้งระบบในพื้นที่นั้นๆ เกิดการฟอกขาว ปรากฏการณ์นี้ถูกบันทึกเป็นครั้งแรกเมื่อปี 1979 และเชื่อกันว่านี่เป็นช่วงที่อุณหภูมิที่สูงขึ้นระยะสั้นที่เกิดพร้อมกับปรากฏการณ์เอลนีโญ เริ่มสูงเกินกว่าที่ปะการังจะรับไหว

การฟอกขาวเป็นวงกว้างสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ระบบแนวปะการัง ทำให้แนวปะการังที่สมบูรณ์เปลี่ยนเป็นสภาพเสียหายหนักในเวลาไม่กี่เดือน และต้องใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อพื้นฟูกลับเป็นปกติ โดยหมู่เกาะกาลาปากอส เป็นสถานที่แรกๆ ที่ได้รับการบันทึกว่าเกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นเมื่อปี 1982 โดยแนวปะการังของเกาะสูญเสียปะการังไปมากกว่า 95%

ปลาวัวจมูกยาวพยายามหาอาหารในแนวปะการังที่เริ่มฟอกขาว (ภาพ: XL Catlin Seaview Survey)

สาเหตุที่ทำให้เกิดการฟอกขาวเป็นวงกว้างของปะการังบ่อยขึ้นในปัจจุบันคือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและเอลนีโญ ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิในพื้นที่ส่วนใหญ่ของมหาสมุทรทั่วโลกสูงกว่าปกติ สร้างความเครียดอย่างมากต่อแนวปะการัง และจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การฟอกขาวเป็นวงกว้างของปะการังทั่วโลก จะเกิดขึ้นในปีที่เกิดเอลนีโญเท่านั้น

เช่น การฟอกขาวเป็นวงกว้างของปะการังทั่วโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นในปี 1998 โดยเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญรุนแรงทำลายแนวปะการังทั่วโลกไป 16% ขณะที่การฟอกขาวทั่วโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2010 ก็มีสาเหตุมาจากเอลนีโญเช่นกัน

แต่ทว่า ระดับอุณหภูมิของมหาสมุทรในยุคปัจจุบัน เริ่มสูงพอที่ทำให้เกิดฟอกขาวเป็นวงกว้างขึ้นทุกปี และตอนนี้ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ก่อนที่การฟอกขาวครั้งใหญ่ของปะการังทั่วโลกจะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องมีเอลนีโญ

แนวปะการังที่ คาเนโอเฮ เบย์ ของรัฐฮาวาย ฟอกขาวอย่างหนักในเดือนต.ค. 2014 (ภาพ: XL Catlin Seaview Survey)

การฟอกขาวของปะการังเป็นวงกว้างทั่วโลก ครั้งที่ 3

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้น แนวปะการังทั่วโลกกำลังเผชิญกับการฟอกขาวเป็นวงกว้างครั้งที่ 3 ในประวัติศาสตร์ โดยสำนักงานบริหารบรรยากาศและมหาสมุทรแห่งชาติของสหรัฐฯ (NOAA) ออกประกาศเรื่องนี้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 ต.ค. 2015 แต่การฟอกขาวเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2014 แล้ว หมายความว่านี่เป็นการฟอกขาวของปะการังทั่วโลกที่ยาวนานที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา

ตามรายงานของ NOAA การฟอกขาวทั่วโลกครั้งที่ 3 เริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูร้อนของสหรัฐฯ (มิ.ย.) ในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือ ก่อนขยายไปยังแปซิฟิกใต้ และมหาสมุทรอินเดียในปี 2015 ตอนนี้ปะการัง 95% ของสหรัฐฯ สัมผัสกับน้ำทะเลที่สามารถทำให้ปะการังเกิดการฟอกขาวได้แล้ว

นักวิทยาศาสตร์ยังคาดการณ์ด้วยว่า การฟอกขาวครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อแนวปะการังทั่วโลกราว 38% ภายในสิ้นปี 2015 และฆ่าแนวปะการังกินพื้นที่กว่า 12,000 ตร.กม.

ภาพแนวปะการังที่ คาเนโอเฮ เบย์ ของรัฐฮาวาย ตายกว่า 80% ในช่วงต้นปี 2015 (ภาพ: XL Catlin Seaview Survey)

เหยื่อรายล่าสุด แนวปะการัง เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ

เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ เป็นแนวปะการังยาวนับ 1,000 กม. ตั้งอยู่ตลอดแนวชาวฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย ถูกยกเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ทางธรรมชาติของโลก ประกอบด้วยแนวปะการังกว่า 3,000 แห่ง และเป็นที่อยู่ของปลากว่า 1,500 สายพันธ์ุ

แนวปะการังแห่งนี้เคยเผชิญกับการฟอกขาวมาแล้วหลายครั้ง เช่นในปี 1998 และมีปี 2002 มีปะการังได้รับผลกระทบถึง 50% และ 60% ตามลำดับ และมีปะการังที่ตายเพราะการฟอกขาวราว 5-10% เท่านั้น แต่การฟอกขาวครั้งรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี 2006 ที่หมู่เกาะเคปเปล ตอนใต้สุดของแนวปะการัง เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ มีปะการังตายประมาณ 30%-40%

อย่างไรก็ตามถึงแม้ เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ จะรอดพ้นไม่ได้รับผลกระทบจากการฟอกขาวเป็นวงกว้างทั่วโลกครั้งที่ 2 ในปี 2010 แต่สถานที่แห่งนี้ก็ตกเป็นเหยื่อการฟอกขาวทั่วโลกครั้งล่าสุดนี้จนได้ เพราะอุณหภูมิของน้ำทะเลโดยรอบ เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ เพิ่มสูงขึ้นจนทำลายสถิตินับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2015 อันเป็นผลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่แผ่อิทธิพลในมหาสมุทรแปซิฟิกแยู่ ณ ขณะนี้

ศาสตราจารย์ เทอร์รี ฮิวจ์ส จากมหาวิทยาลัยเจมส์ คุก และสมาชิกทีมเฉพาะกิจเพื่อรับมือการฟอกขาวของปะการังในออสเตรเลียเปิดเผยว่า พวกเขาได้นั่งเฮลิคอปเตอร์ออกสำรวจแนวปะการังต่างๆ ไล่ตั้งแต่เมืองแคนส์ บริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศไปทางเหนือจนถึงปาปัวนิวกินี พบกว่า 95% จากแนวปะการังที่สำรวจทั้งหมด 520 แห่ง เกิดการฟอกขาว มีแนวปะการังเพียง 4 แห่งเท่านั้นที่ยังสมบูรณ์ดี

พวกเขายังไม่ได้สำรวจในพื้นที่ทางใต้ของเมืองแคนส์ แต่พื้นที่ตอนใต้ของเกรต แบร์ริเออร์ รีฟ มักได้รับความเสียหายจาการท่องเที่ยว, มลภาวะและการรุกรานจากสัตว์ต่างถิ่น ตรงข้ามกับพื้นที่ตอนเหนือที่บริสุทธิ์กว่า เพราะอยู่ห่างจากกิจกรรมของมนุษย์ การฟอกขาวในพื้นที่ส่วนเหนือของแนวปะการังแห่งนี้จึงสร้างความตกตะลึงแก่นักวิทยาศาสตร์อย่างมาก

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนระบุว่า ที่เป็นการฟอกขาวครั้งร้ายแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นใน เกรต แบร์ริเออร์ รีฟ แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกได้ว่าปะการังเหล่านี้จะสามารถฟื้นตัวกลับมาได้หรือไม่

แนวปะการังที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองแคนส์และปาปัวนิวกินีเริ่มฟอกขาว (ภาพ: AFP)

ผลกระทบจากการฟอกขาว

แนวปะการังก็เปรียบได้กับโอเอซิสในทะเลทราย มันเป็นทั้งแหล่งอาหารและที่หลบภัยแก่สิ่งมีชีวิตในทะเลมากมาย แม้ว่าจำนวนแนวปะการังทั่วโลกจะมีขนาดไม่ถึง 0.1% ของพื้นที่มหาสมุทรทั้งหมด แต่มีสายพันธ์ุของสิ่งมีชีวิตในทะเลถึง 25% ที่ต้องพึ่งพาพวกมัน

การสูญเสียแนวปะการังจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ รวมไปถึงแหล่งอาหารท้องถิ่น การทำประมง และการใช้ชีวิตของผู้คนจำนวนมาก ที่พึ่งพาการทำประมงและสัตว์ทะเลตามแนวปะการัง นอกจากนี้ หากแนวปะการังถูกทำลายจะทำให้ปราการธรรมชาติที่คอยป้องกันพายุตามแนวชายฝั่งหายไป

ในขณะที่ ปะการังสามารถฟื้นตัวจากการฟอกขาวได้เมื่ออุณหภูมิของทะเลกลับสู่ภาวะปกติ แต่การฟื้นตัวต้องใช้ระยะเวลานาน ซึ่งปัญหาใหญ่คือ มันจะมีโอกาสได้ฟื้นตัวหรือไม่ เพราะผลจากภาวะโลกร้อนและเอลนีโญทำให้ปรากฏการณ์ฟอกขาวเกิดบ่อยขึ้น ที่ร้ายกว่านั้นคือ มนุษย์ยังคงปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ทำให้ทะเลมีความเป็นกรดมากขึ้น ทำให้ปะการังฟอกขาวง่ายขึ้น แม้น้ำทะเลจะมีอุณหภูมิไม่สูง

สิ่งที่ออสเตรเลียและรัฐบาลอื่นๆ สามารถทำได้คือ การเพิ่มภูมิต้านทานการฟอกขาวให้แก่ปะการัง เช่น การลดการปล่อยน้ำเสียลงทะเล, เลี่ยงการจับปลาที่กินพืชเป็นอาหาร, เลี่ยงการทำลายแนวปะการังโดยเรือหรือการก่อสร้าง แต่ในท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อหยุดยั้งไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงไปกว่านี้

เบลเยียมชี้ มือบึมบรัสเซลส์จ้องโจมตีนายกฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599348

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2559 05:30

 

(ภาพ: AP)

ทางการเบลเยียมแถลงเมื่อ 30 มี.ค. ว่า กลุ่มก่อการร้ายที่โจมตีสนามบินและสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงบรัสเซลส์ เมื่อ 22 มี.ค. มีผู้เสียชีวิต 32 คน บาดเจ็บกว่า 300 คน อาจวางแผนโจมตีสำนักงานนายกรัฐมนตรีและที่พัก ของผู้นำประเทศด้วย โดยเจ้าหน้าที่พบคอมพิวเตอร์ของคนร้ายในถังขยะ มีข้อมูลและภาพถ่ายสำนักงานและบ้านพักนายกรัฐมนตรีชาร์ลส์ มิเชล ทั้งพบข้อความช่วงสุดท้ายของนายอิบราฮิม เอล-บาคราวี 1 ใน 2 มือระเบิดพลีชีพที่สนามบินซาเวนเทม ซึ่งอ้างว่ากำลังถูกตามล่าตัวอย่างหนักและรู้สึก ว่าไม่ปลอดภัยแล้ว ทำให้เชื่อว่ากลุ่มคนร้ายมุ่งเป้าโจมตีนายกฯเบลเยียมด้วย

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลและภาพถ่ายสถานที่ทำงานและบ้านพักของ นายกฯเบลเยียม ยังไม่ทราบชัดว่ากลุ่มคนร้ายสืบหาข้อมูลเองหรือดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ต ด้านตำรวจเบลเยียมยังตามล่าตัวผู้ต้องสงสัยพัวพันการก่อ การร้ายอย่างต่อเนื่อง ส่วนสนามบินซาเวนเทมยังไม่เปิดให้บริการได้อย่างเต็มรูปแบบ และนายกเทศมนตรีกรุงบรัสเซลส์ สั่งห้ามการชุมนุมต่อต้านอิสลามของพวกขวาจัดที่เขตโมเลนบีค ซึ่งเป็นแหล่งซ่องสุมวางแผนของผู้ก่อ การร้ายที่โจมตีกรุงปารีสและบรัสเซลส์ ส่วนฝรั่งเศสตั้งข้อหาก่อการร้ายต่อนายเรดา คริเคต วัย 34 ปี ซึ่งถูกจับเมื่อสัปดาห์ก่อน ในข้อหาเตรียมโจมตีกรุงปารีส.

ประชุมสุดยอดนุก-หวั่นไอเอสทำระเบิดรังสี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599345

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 เม.ย. 2559 02:45

 

(ภาพ: REUTERS)

นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นประธานจัดการประชุมสุดยอดผู้นำด้านความมั่นคงนิวเคลียร์ หรือเอ็นเอสเอส ประจำปี 2559 พร้อมผู้นำจากกว่า 50 ประเทศ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 1-2 เม.ย. ตามเวลาไทย โดยการประชุมในปีนี้คาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่การก่อการร้ายด้วยอาวุธนิวเคลียร์และภัยคุกคามจากกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในอิรักและซีเรีย รวมถึงการกดดันรัฐบาลเกาหลีเหนือกรณีทดสอบขีปนาวุธ ส่วนชาติที่ไม่เข้าร่วมประชุมคือรัสเซีย เกาหลีเหนือ อิหร่าน และเบลารุส

สำหรับกำหนดการก่อนหน้าการประชุมจะเริ่มต้นอย่างเป็นทางการนั้น นายโอบามามีแผนที่จะหารือเป็นการส่วนตัวกับนายชินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น พร้อมกับนางปาร์ค กึน ฮเย ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ซึ่งเบื้องต้นที่ปรึกษาส่วนตัวนายโอบามาฝ่ายเอเชียเชื่อว่าผู้นำทั้ง 3 คน อาจแสดงจุดยืนร่วมกัน ในการรับมือต่อภัยคุกคามและการยั่วยุจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ เพราะนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมารัฐบาลเกาหลีเหนือมีทั้งการทดลองจุดระเบิดไฮโดรเจนรวมถึงยิงทดสอบขีปนาวุธพิสัยไกล

นอกจากนี้ สหรัฐฯและเกาหลีใต้ยังมีประเด็นที่คุยค้างกันไว้กรณีการอนุญาตให้สหรัฐฯเข้ามาติดตั้งระบบป้องกันขีปนาวุธรุ่นใหม่ หรือแทด (THAAD) ที่ได้รับการคัดค้านอย่างหนักจากรัฐบาลจีนและรัสเซีย มองว่าจะทำให้ระบบเรดาร์ตรวจจับ ของสหรัฐฯครอบคลุมเข้ามาในอาณาเขตประเทศตน ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ คาดว่าจะถูกหยิบยกมาพูดคุยกันด้วย ในการหารือแบบทวิภาคีระหว่างนายโอบามาและนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ก่อนหน้าการประชุมหลักเอ็นเอสเอสจะเริ่มขึ้น โดยนายสี จิ้นผิง เป็นผู้นำคนเดียวที่นายโอบามาจะหารือแบบทวิภาคี ขณะที่ทำเนียบขาวสหรัฐฯระบุว่า การพบปะครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่นายโอบามาจะได้หยิบยกเรื่องสิทธิมนุษยชน ปัญหารัฐบาลเกาหลีเหนือ รวมถึงปัญหาหมู่เกาะพิพาททะเลจีนใต้มาพูดคุยกับนายสี จิ้นผิง

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า ในเวทีการประชุมหลักจะมีการนำประเด็น “ระเบิดกัมมันตรังสี” หรือระเบิดทำจากวัสดุนิวเคลียร์ ที่ถึงอานุภาพระเบิดจะไม่ใช่ระดับระเบิดนิวเคลียร์ แต่ก็จะทำให้เกิดกัมมันตภาพรังสีปนเปื้อนในพื้นที่จุดระเบิดเหมือนกัน มาหารือกันอย่างจริงจัง พร้อมประเมินด้วยว่ามีความเสี่ยงที่กองกำลังรัฐอิสลาม จะได้ระเบิดดังกล่าวอยู่ในครอบครองหรือไม่ เพราะกังวลจากหลักฐานในคดีก่อการร้ายกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียมที่แสดงให้เห็นว่า คนร้ายได้สะกดรอยตามผู้อำนวยการสำนักงานนิวเคลียร์แห่งชาติเบลเยียม และสำนักงานปรมาณูสากล หรือไอเออีเอ ได้มีการตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา พบว่า นับตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา ได้มีรายงานเกี่ยวกับการลักลอบขนวัสดุนิวเคลียร์อย่างผิดกฎหมาย และการสูญหายของวัสดุนิวเคลียร์ ถึง 2,800 ครั้ง.

สถาปนิกหญิงระดับโลก ‘ซาฮา ฮาดิด’ เสียชีวิตแล้วในวัย 65 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/599335

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 1 เม.ย. 2559 01:15

 

ซาฮา ฮาดิด (ภาพ: AFP)

ซาฮา ฮาดิด สถาปนิกหญิงผู้เคยคว้ารางวัลสถาปนิกระดับสากลมาแล้วหลายรางวัล และมีผลงานออกแบบเด่นๆ มากมาย เสียชีวิตแล้วเมื่อวันพฤหัสบดี ขณะมีอายุ 65 ปี…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นางซาฮา ฮาดิด สถาปนิกหญิงชาวอังกฤษ สัญชาติอิรัก ผู้เคยคว้ารางวัลสถาปนิกระดับสากลมาแล้วหลายรางวัล รวมทั้งมีผลงานการออกแบบอาคารมากมาย รวมถึงสนามกีฬาทางน้ำแห่งลอนดอน (London Aquatic Centre) ซึ่งใช้ในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 2012 เสียชีวิตแล้วในวันพฤหัสบดี ขณะมีอายุได้ 65 ปี

สนามกีฬาทางน้ำแห่งลอนดอน (ภาพ: AP)

บริษัท ‘ซาฮา ฮาดิด อาร์คิเทคส์’ ของเธอ ยืนยันผ่านแถลงการณ์ว่านางฮาดิดเข้ารับการรักษาโรคหลอดลมอักเสบที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองไมอามี และเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี (ตามเวลาท้องถิ่น)

ทั้งนี้ นางฮาดิดเกิดในกรุงแบกแดด เมืองหลวงของประเทศอิรัก ในปี 1950 เธอศึกษาภาควิชาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอเมริกันเบรุต (เอยูบี) ก่อนจะเข้าร่วมสมาคมสถาปนิกในกรุงลอนดอนในปี 1972 และเริ่มสร้างผลงานของตัวเองในกรุงลอนดอนในปี 1979

ในปี 2004 นางฮาดิดกลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับรางวัล ‘พริตซ์เกอร์’ ซึ่งมอบเป็นเกียรติแก่สถาปนิกที่ยังมีชีวิตอยู่ และมักถูกเรียกว่าเป็นรางวัลโนเบลสาขาสถาปัตยกรรม เธอยังได้รับรางวัล ‘สเตียร์ลิง’ ของราชสมาคมสถาปนิกอังกฤษ (อาร์ไอบีเอ) ถึง 2 สมัย ในปี 2010 สำหรับการออกแบบพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ‘แม็กซ์ซี’ ในกรุงโรมของอิตาลี และในปี 2011 สำหรับการออกแบบสถานศึกษา ‘อีฟลีน เกรซ อคาเดมี’ ในกรุงลอนดอน

พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ แม็กซ์ซี ในอิตาลี (ภาพ: AFP)

ล่าสุดในปี 2016 ราชสมาคมสถาปนิกอังกฤษ ยังได้มอบรางวัลเหรียญทอง รางวัลประจำปีซึ่งมอบในนามของราชวงศ์อังกฤษ แก่นางฮาดิด เพื่อเป็นเกียรติแก่ผลงานของเธออีกด้วย.