ราคาน้ำมันโลกพุ่ง12% ขานรับข่าว โอเปกจะลดปริมาณการผลิตน้ำมันแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/577007

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 15:00

 

ราคาน้ำมันโลกพุ่ง 12% ทำสถิติราคาขึ้นมากสุดภายในวันเดียว ในรอบ 6 ปี หลังมีข่าว กลุ่มโอเปกยอมจะลดปริมาณการผลิตน้ำมันสู่ตลาดแล้ว หลังราคาน้ำมันร่วงหนักไปอยู่ที่ 26.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น

เมื่อ 13 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ราคาน้ำมันในตลาดโลกกลับมาพุ่งสูงขึ้น 12% เมื่อวันศุกร์ที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มประเทศส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก ในนามกลุ่มโอเปก ส่งสัญญาณจะลดปริมาณการผลิตน้ำมันลงแล้ว เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกตกต่ำอย่างหนัก จากปริมาณน้ำมันที่ล้นตลาด นับตั้งแต่สหรัฐฯ สามารถสูบน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดานได้

นสพ.วอลล์ สตรีท เจอร์นัล ในสหรัฐฯ รายงานว่า รัฐมนตรีกระทรวงน้ำมันจากสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เผยว่า รัฐมนตรีจากกลุ่มเอเปกพร้อมแล้วที่จะลดปริมาณการผลิตน้ำมัน ขณะที่ รมต.กระทรวงน้ำมันของเวเนซุเอลา ก็กล่าวว่า ประเทศกลุ่มโอเปกกำลังอยู่บนหนทางที่ดีมากที่จะบรรลุข้อตกลงกันในเรื่องนี้

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.พ. ได้ร่วงลงไปอยู่ที่ 26.05 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นราคาน้ำมันที่ต่ำสุดในรอบ 12 ปี ทว่าหลังจากมีข่าวกลุ่มโอเปกจะยอมลดปริมาณการผลิตน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 12% หรือขึ้นไปถึง 3.23 ดอลลาร์ อยู่ที่ 29.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งถือเป็นราคาน้ำมันที่ขึ้นสูงสุดภายในวันเดียว นับตั้งแต่ปี 2552 เลยทีเดียว

สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง ยกย่องพบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำ ‘ปฏิวัติวงการดาราศาสตร์’!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576988

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 13:46

 

สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง นักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาชื่อดังที่สุดแห่งยุค กล่าวแสดงความยินดีกับเหล่านักวิทย์ที่พบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำเป็นครั้งแรก ชี้ถือเป็นการปฏิวัติวงการดาราศาสตร์ และเป็นหนทางใหม่ในการไขความลับจักรวาล

เมื่อ 13 ก.พ.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ศ.สตีเฟ่น ฮอว์กกิ้ง นักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาชื่อดัง ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบีบีซี กล่าวแสดงความยินดีกับบรรดานักวิทยาศาสตร์ที่พบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำได้เป็นครั้งแรก พร้อมกับยกย่องว่าการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำ สามารถที่จะปฏิวัติวงการดาราศาสตร์เลยทีเดียว

ศ.ฮอว์กกิ้ง ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ คณะคณิตศาสตร์ประยุกต์และทฤษฎีฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในประเทศอังกฤษ กล่าวด้วยว่า คลื่นความโน้มถ่วง ถือเป็นหนทางใหม่ในการค้นหาความลับของจักรวาล ‘ความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ที่ตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำได้นั้น ถือเป็นการปฏิวัติวงการดาราศาสตร์ โดยเป็นการพบครั้งแรกของหลุมดำหนึ่งหลุมที่มีสองระบบ และยังเป็นการสังเกตการณ์ครั้งแรกของหลุมดำสองหลุมที่รวมเข้าด้วยกัน’ ศ.ฮอว์กกิ้ง ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะยิ่งใหญ่ของโลกยุคนี้ กล่าว

ดร.คิป ธอร์น แห่งสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech) หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ แถลงข่าว

ขณะเดียวกัน ศ.ฮอว์กกิ้ง ยังกล่าวกับนักข่าวบีบีซีว่า การที่นักวิทยาศาสตร์ของหอสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วงที่แฮนฟอร์ด รัฐวอชิงตัน และลิฟวิงสตัน รัฐลุยเซียนา ตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำได้เป็นครั้งแรก ยังเป็นการตอกย้ำการคาดการณ์ของตนเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว ที่เคยพูดที่ ม.เคมบริดจ์เมื่อปี 1970 ว่า พื้นที่ของหลุมดำในช่วงสุดท้าย จะมีขนาดใหญ่กว่า หลุมดำในช่วงแรกมาก

ทั้งนี้ การพบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำ 2 หลุม ที่อยู่ไกลโพ้นจากโลก เป็นระยะห่างถึง 1,300 ล้านปีแสง ได้เดินทางมาถึงโลก โดยหอสังเกตการณ์ไลโก (LIGO) 2 แห่ง ที่แฮนฟอร์ด ในรัฐวอชิงตัน และลิฟวิงสตัน รัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐฯ สามารถตรวจวัดคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำสองหลุมที่รวมเข้าด้วยกัน ได้เป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 14 ก.ย.58 แต่เพิ่งมีการแถลงข่าวนี้เมื่อวันที่ 11 ก.พ.59 เนื่องจากต้องใช้เวลาตรวจสอบอย่างถ้วนถี่เพื่อความแน่นอนว่าเป็นคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำจริงๆ ที่สำคัญ ยังเป็นการพิสูจน์ทฤษฎีของไอน์สไตน์ ที่คาดการณ์เอาไว้ในทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปตั้งแต่ 100 ปีก่อน หรือปี ค.ศ.1915 เป็นเรื่องจริง

สำหรับ หลุมดำสองหลุม ซึ่งมีขนาดมวล 29 และ 36 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ ได้โคจรรอบกันและกันด้วยความเร็วสูงมากราวครึ่งหนึ่งของความเร็วแสง จากนั้นได้รวมตัวเข้าด้วยกันกลายเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ และมีมวลสุดท้าย 62 เท่าของมวลดวงอาทิตย์ โดยมวลที่หายไปนั้น ได้ขับดันให้ ‘กาล-อวกาศ’ โดยรอบเกิดการกระเพื่อม กลายเป็นคลื่นความโน้มถ่วงที่เดินทางไปในห้วงจักรวาล.

สุดดีใจ..นักวิทย์‘พบคลื่นความโน้มถ่วงจากหลุมดำ’ครั้งแรก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฮือฮา! นักวิทย์พบ ‘คลื่นความโน้มถ่วง’ มีจริง พิสูจน์ทฤษฎี 100 ปี ของไอน์สไตน์

2 ประมุขคริสตจักร พบกันครั้งแรกในรอบพันปี! ฟื้นสามัคคี ป้องชาวคริสต์ใน ต.อ.กลาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576949

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 11:38

 

โป๊ปฟรานซิส แห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก ทรงพบกับพระสังฆราชคิริลล์ แห่งนิกายออร์โธดอกซ์ ที่สนามบินในกรุงฮาวานา คิวบา นับเป็นการพบกันครั้งแรกของประมุขศาสนาสองนิกายในรอบเกือบพันปี พร้อมกับทรงเห็นพ้องตรงกันให้เร่งฟื้นความสามัคคีในคริสตจักร และป้องกันชาวคริสต์โดนสังหารใน ต.อ.กลาง

เมื่อ 13 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน พระสันตะปาปา ฟรานซิส ประมุขแห่งคริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก และ พระสังฆราชคิริลล์ แห่งคริสตจักรนิกายอออร์โธดอกซ์ ได้พบกันที่สนามบินในกรุงฮาวานา เมืองหลวงคิวบา เมื่อ 12 ก.พ. จนถือเป็นการพบกันครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระหว่างประมุขศาสนาของสองนิกายในรอบเกือบพันปี หลังจากคริสตจักรหลายนิกายในโลกตะวันตก รวมถึงนิกายโรมันคาทอลิก และโปรแตสแตนท์ ได้แยกตัวจากกลุ่มคริสตจักรในโลกตะวันออก หรือออร์โธด็อกซ์ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11

หลังทรงพบปะหารือกันเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ที่สนามบินกรุงฮาวานา ทั้งสองพระองค์ได้ทรงออกแถลงการณ์ร่วม เรียกร้องให้ชาวโลกปกป้องชาวคริสเตียนทั้งหลายรอดพ้นจากการถูกประหัตประหารในตะวันออกกลาง รวมถึงการหันมาฟื้นความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวของคริสตจักร ‘เราหวังว่าการพบกันครั้งนี้จะเสริมสร้างความสามัคคีของคริสตจักร ซึ่งเป็นไปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า’ เนื้อหาในแถลงการณ์ร่วม

พระสังฆราชคิริลล์ (ซ้าย) ทรงสนทนากับโป๊ปฟรานซิส ที่ห้องรับรองในสนามบินกรุงฮาวานา เมื่อ 12 ก.พ.

ข่าวแจ้งว่า พระสังฆราชคิริลล์ ได้ตรัสถึงการพบหารือกับโป๊ปฟรานซิสในครั้งนี้ว่า เป็นไปอย่างเปิดกว้างและฉันพี่น้อง ขณะที่โป๊ปฟรานซิสได้ตรัสถึงการได้พบกับสังฆราชคิริลล์ ว่า มีความจริงใจต่อกันอย่างมาก ‘ข้าพเจ้ามีความสุขที่ได้พบกับท่าน น้องรัก’ สังฆราชคิริลล์ ชาวรัสเซีย ตรัสกับโป๊ปฟรานซิส ที่ทรงตรัสตอบว่า ‘ในที่สุดเราก็ได้พบกัน’

ประธานาธิบดีราอูล คาสโตร แห่งคิวบา (กลาง) มาส่งเสด็จโป๊ปฟรานซิส ที่สนามบินในกรุงฮาวานา เมื่อ 12 ก.พ.

ทั้งนี้ การพบกันระหว่างโป๊ปฟรานซิสกับพระสังฆราชคิริลล์ มีขึ้นเนื่องจากโป๊ปฟรานซิสได้ทรงแวะคิวบา ระหว่างจะเสด็จไปเยือนเม็กซิโก ขณะที่พระสังฆราชคิริลล์ กำลังเสด็จเยือนคิวบาพอดี และจะเสด็จไปเยือนบราซิล รวมถึงปารากวัย

โป๊ปฟรานซิส เสด็จเยือนเม็กซิโก โดยมีประธานาธิบดีเอ็นริเก เปญา นิเอโต (ขวา) และนางแองกีลิกา ริวีรา สุภาพสตรีหมายเลข 1 มาถวายการต้อนรับ ระหว่างเสด็จถึงสนามบินกรุงเม็กซิโก ซิตี้

โป๊ปฟรานซิส เสด็จเยือนเม็กซิโก

ชายแคนาดาหายตัว 30 ปี จ่อพบครอบครัว ชี้ความจำเสื่อม-เพิ่งนึกออกตัวเองเป็นใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576823

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 05:35

 

(ภาพ: North American Missing Persons Network)

นาย เอ็ดการ์ ลาทิวลิป ชาวแคนาดา ผู้หายตัวไปนานกว่า 30 ปี กำลังจะกลับไปพบกับครอบครัวของเขาแล้ว หลังจากความจำเสื่อมเพราะได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ และเพิ่งนึกออกว่าตัวเองชื่ออะไรเมื่อไม่นานมานี้เอง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายลาทิวลิป หายตัวไปจากโรงพยาบาลสำหรับบุคคลทุพพลภาพในเมืองคิตช์เนอร์ รัฐออแทริโอ เมื่อกว่า 30 ปีก่อน ขณะที่เขามีอายุได้ 21 ปี โดยตำรวจสันนิษฐานว่านายลาทิวลิป ซึ่งมีอาการของภาวะสมองพัฒนาการช้า โดยสารรถบัสประจำทางและเดินทางต่อไปยังน้ำตกไนแองการา แต่ตำรวจก็หาเขาไม่เจอ และเชื่อว่าเขาได้รับบาดเจ็บบางประการจนความจำเสื่อมในช่วงเวลานี้เอง

ในระหว่างที่ตำรวจกำลังพยายามตามหาตัวเขาอยู่นั้น นายลาทิวลิปได้ใช้ชีวิตอยู่ที่เมือง เซนต์ แคทเธอรีน ซึ่งห่างจากเมืองคิตช์เนอร์ราว 130 กม. ในชื่อและตัวตนอื่น จนกระทั่งเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา นายลาทิวลิปในวัย 50 ปีนึกชื่อของตัวเองออก เขาจึงเดินทางไปยังหน่วยงานบริการสังคมแห่งหนึ่ง เพื่อตรวจสอบชื่อ เอ็ดการ์ ลาทิวลิป และพบว่าชื่อนี้ถูกระบุเป็นบุคคลสูญหาย

ต่อมา นายลาทิวลิปเข้ารับการตรวจดีเอ็นเอ และผลการตรวจที่ออกมาเมื่อวันศุกร์ (12 ก.พ.) ก็ยืนยันว่าเขาคือนายลาทิวลิปตัวจริง ทำให้เขาตัดสินใจที่จะไปพบกับครอบครัวที่แท้จริงของเขา

ด้าน นาง ซิลเวีย วิลสัน มารดาของนายลาทิวลิป รู้สึกตกใจมากเมื่อได้ทราบข่าวว่านายลาทิวลิปยังมีชีวิตอยู่ โดยเธอระบุว่า ครั้งสุดท้ายที่เธอเห็นหน้าลูกชาย คือช่วงที่เขารักษาตัวที่โรงพยาบาลหลังจากพยายามฆ่าตัวตาย เมื่อนายลาทิวลิปหายตัวไป เธอก็ถูกพูดให้เชื่อมาตลอดว่าลูกชายถูกฆ่า หรือฆ่าตัวตายไปแล้ว

ทอ.อิหร่าน จับ บ.ขับไล่รุ่นลุง ‘เอฟ-14’ โมใหม่ติดขีปนาวุธครุยส์มิสไซล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576802

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 04:45

 

เอฟ-14 เอ ทอมแคท ทอ.อิหร่าน ภาพโดย Shahram Sharifi

สำนักข่าวของอิหร่าน รายงานว่า ผอ.ทอ.อิหร่าน ประกาศว่า กองทัพฯ ประสบความสำเร็จในการนำเครื่องบินขับไล่ไอพ่น เอฟ-14 ทอมแคท มาติดตั้งขีปนาวุธครุยส์มิสไซล์ ‘Nasr-1’ เพื่อใช้ยิงโจมตีเป้าหมายบนพื้นดินจากอากาศได้แล้ว…

เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2559 ที่ผ่านมา สำนักข่าวไอราน่า (IRNA) ของอิหร่าน รายงานว่า พลจัตวา อาซิส นาสเซอร์ซาเดห์ ผู้บัญชาการกองทัพอากาศอิหร่าน แถลงระหว่างพิธีฉลองครบ 37 ปีของการปฏิวัติอิหร่านว่า เครื่องบินขับไล่ เอฟ-14 ทอมแคท ของ ทอ.อิหร่าน ได้รับการติดตั้งขีปนาวุธครุยส์มิสไซล์ นาร์ซ-1 ‘Nasr-1’ เรียบร้อยแล้ว โดย ‘Nasr-1’ รุ่นยิงจากอากาศยาน ขณะนี้ ได้ติดตั้งกับ เอฟ-4 แฟนธอม อยู่ก่อนแล้ว

ขีปนาวุธครุยส์มิสไซล์สำหรับต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ นาร์ซ-1 ของอิหร่าน ภาพโดย iran-daily.com

เครื่องบินขับไล่ไอพ่น เอฟ-14 เครื่องบินโจมตีไอพ่น ซู-24 และเครื่องบินขับไล่ไอพ่น เอฟ-4 สามารถยิงขีปนาวุธครุยส์มิสไซล์ นาร์ซ-1 เพื่อโจมตีเป้าหมายต่างๆ บนพื้นดินที่ไม่ได้ระบุไว้ล่วงหน้าได้ และการนำไปยิงจากอากาศยาน ทำให้สามารถยิงเป้าหมายที่อยู่ไกลออกไปหลายพันกิโลเมตรได้

ในกรณีนี้ การนำเอาขีปนาวุธนาร์ซ มาใช้กับอากาศยาน นับเป็นก้าวย่างสำคัญของเทคโนโลยีอาวุธที่ทางรัฐบาลยังไม่เคยได้ใช้งานมัน หรือใช้งานแต่ใช้โจมตีภาคพื้นดินจากการยิงแบบพื้นสู่พื้น โดยในปีที่ผ่านมาอิหร่านได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ที่สำคัญในการป้องกันประเทศและบรรลุผลในการพึ่งพาตัวเอง ด้านการผลิตระบบอาวุธและอุปกรณ์ทางทหาร

ทั้งนี้ ขีปนาวุธ นาร์ซ-1 ‘Nasr-1’ เป็นครุยส์มิสไซล์ ระยะสั้น สำหรับต่อต้านเรือผิวน้ำผลิตในอิหร่าน อำนาจการทำลายสามารถจมเรือรบขนาด 1,500 ตัน เช่น เรือฟริเกตได้ในนัดเดียว หรือเป้าหมายบนชายฝั่ง และยานพาหนะบนพื้นดินได้ ใช้มอเตอร์ขับดันเป็นเชื้อเพลิงแข็ง หัวรบหนัก 150 กิโลกรัม พิสัยการยิงราวๆ 35 กิโลเมตร นำวิถีด้วยระบบทีวี และเรดาร์.

ที่มา : irna

‘ดิ อินดีเพนเดนต์’ สื่อใหญ่ผู้ดี ยุติฉบับพิมพ์-หันทำข่าวดิจิตอลเต็มตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576794

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 03:55

 

(ภาพ: AFP)

ดิ อินดีเพนเดนต์ หนังสือพิมพ์รายใหญ่ของอังกฤษ ประกาศยุติการทำสื่อฉบับพิมพ์แล้ว และจะหันไปทำข่าวฉบับดิจิตอลบนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ‘ดิ อินดีเพนเดนต์’ หนังสือพิมพ์รายใหญ่ของอังกฤษที่ก่อตั้ง ตั้งแต่ปี 1986 ประกาศเมื่อวันศุกร์ (12 ก.พ.) ว่าพวกเขาจะเลิกตีพิมพ์หนังสือพิมพ์รายวัน กับรายสัปดาห์แล้ว และจะเดินหน้าทำข่าวฉบับดิจิตอลบนโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดย ดิ อินดีเพนเดนต์ กำลังประสบปัญหาเรื่องยอดขายอย่างหนัก ในยุครุ่งเรืองที่สุดช่วงปลายทศวรรษที่ 1980 พวกเขาเคยมียอดขายรายสัปดาห์ถึง 400,000 ฉบับ แต่ในปัจจุบันลดเหลือเพียง 40,000 ฉบับเท่านั้น

ในแถลงการณ์ของ ดิ อินดีเพนเดนต์ พวกเขาพยายามเปิดเผยเรื่องนี้ด้วยถ้อยคำเชิงบวก ว่าพวกเขาเป็นหนังสือพิมพ์สัญชาติอังกฤษเจ้าแรกที่ขยับเข้าสู่อนาคตที่มีดิจิตอลเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ในเมโมภายในของ ดิ อินดีเพนเดนต์ นาย เยฟจีนี เลเบเดฟ ผู้เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ ระบุว่า ข่าวฉบับพิมพ์ไม่สามารถเติบโตได้ในเชิงเศรษฐกิจ

นายเลเบเดฟ ยังระบุด้วยว่า เขาต้องการให้มุ่งเน้นเรื่องการทำให้ ดิ อินดีเพนเดนต์ กลายเป็นแบรนด์หนังสือพิมพ์ดิจิตอลระดับโลก หรือเปลี่ยนรากฐานทางดิจิตอลที่พวกเขาได้สร้างไว้ให้เป็นอนาคตที่ยั่งยืนและสามารถสร้างกำไรได้

ทั้งนี้ สื่อฉบับพิมพ์แบบรายสัปดาห์ฉบับสุดท้ายของ ดิ อินดีเพนเดนต์ จะวางจำหน่ายในวันอาทิตย์ที่ 20 มี.ค.นี้ ส่วนฉบับรายวันฉบับสุดท้ายจะวางจำหน่ายในวันเสาร์ที่ 26 มี.ค.

ดิ อินดีเพนเดนต์ ไม่ใช่หนังสือพิมพ์สัญชาติอังกฤษเพียงเจ้าเดียวที่กำลังประสบปัญหาทางการเงิน โดยเมื่อเดือนก่อน บริษัท การ์เดียน มีเดีย กรุ๊ป ประกาศว่าพวกเขากำลังหาทางตัดลดรายจ่ายราว 20% จากปัญหาทางการเงินของบริษัท ซึ่งมีสาเหตุมาจากการลดลงของโฆษณาในสื่อฉบับพิมพ์ กอปรกับรายได้ของสื่อดิจิตอลที่เติบโตไม่รวดเร็วพอ และค่าใช้จ่ายในการขยายธุรกิจของบริษัทไปยังต่างประเทศ

กลุ่มติดอาวุธสอยบินรบลิเบียร่วงลำที่ 3 ในรอบ 1 เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576790

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 03:20

 

(ภาพ: AFP)

เสนาธิการกองทัพลิเบียเปิดเผยว่า เครื่องบินขับไล่ของพวกเขาถูกยิงตกระหว่างออกปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่กลุ่มติดอาวุธมุสลิม โดยเป็นเครื่องบินลำที่ 3 แล้วที่ถูกยิงตกในรอบเกือบ 40 วัน…

สำนักข่าว เอพี รายงานอ้างการเปิดเผยของ พลจัตวา ซาการ์ อัล-จารูชี ว่า เครื่องบินรบ ‘มิก23’ (MIG23) ของกองทัพลิเบีย ถูกโจมตีโดยปืนต่อสู้อากาศยานของกลุ่มติดอาวุธในเมืองเบงกาซี ทางตะวันออกของประเทศ เมื่อวันศุกร์ (12 ก.พ.) ขณะที่นักบินสามารถดีดตัวออกมาและลงสู่พื้นได้อย่างปลอดภัย โดยนักบินคนนี้เคยประสบเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วเมื่อวันที่ 4 ม.ค.

พลจัตวา อัล-จารูชี ระบุว่า กองทัพกำลังสืบสวนว่า ผู้ก่อการร้ายมีอาวุธใหม่ที่มีขีดความสามารถยิงเครื่องบินรบของพวกเขาจนตกหรือไม่

ยอมแพ้แล้ว! นักวิทย์เลิกพยายามติดต่อยาน ‘ฟิเล’ บนดาวหาง ’67พี’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576774

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.พ. 2559 01:10

 

(ภาพ: AFP)

นักวิทยาศาสตร์ในภารกิจสำรวจดาวหาง ประกาศยุติความพยายามติดต่อกับหุ่นยนต์สำรวจ ฟิเล ซึ่งถูกส่งไปลงจอดบนดาวหาง 67พี ตั้งแต่ปลายปี 2014 แล้ว หลังติดต่อไม่ได้เลยในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทีมนักวิทยาศาสตร์ในภารกิจ ‘โรเซตตา’ ขององค์การอวกาศยุโรป (อีซา) ซึ่งส่งหุ่นยนต์ ‘ฟิเล’ ลงบนดาวหาง ’67พี’ หรือ ‘ชูริวมอฟ-เกราซิเมนโก’ เมื่อเดือน พ.ย. 2014 ตัดสินใจยอมแพ้ เลิกพยายามติดต่อกับหุ่นตัวนี้แล้ว หลังจากขาดการติดต่อกับหุ่นตัวนี้ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2015 เนื่องจากหุ่นลงจอดในจุดอับแสงของดาวหาง ทำให้แบตเตอรี่สะสมพลังแสงอาทิตย์ได้ไม่มากพอ

ศูนย์อวกาศเยอรมนี (ดีแอลอาร์) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรวิทยาศาสตร์เบื้องหลังหุ่นฟิเล คาดการณ์ว่า ตอนนี้ ฟิเล อาจถูกปกคลุมด้วยฝุ่นและเย็นเกินกว่าที่จะทำงานได้แล้ว “น่าเสียดาย ที่โอกาสที่ฟิเลจะติดต่อกับทีมของเราที่ศูนย์ควบคุมยานดีแอลอาร์ได้อีกครั้งนั้น เกือบเป็นศูนย์ และเราจะไม่ส่งคำสั่งใดๆ ไปอีก” ดร. สเตฟาน อูลาเมค ผู้จัดการโครงการของดีแอลอาร์กล่าว

ทั้งนี้ หุ่นยนต์ ฟิเล ออกปฏิบัติการภายใต้ภารกิจ ‘โรเซตตา’ ซึ่งเป็นโครงการที่นำโดย อีซา ติดไปกับด้านข้างของยานอวกาศ โรเซตตา เดินทางข้ามระบบสุริยะเป็นเวลาถึง 10 ปี จนกระทั่งโรเซตตาเดินทางถึงดาวหาง 67พี และยานฟิเล ก็แยกตัวออกจากยานแม่จอดบนดาวหางดวงนี้สำเร็จในวันที่ 12 พ.ย. นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่มีการนำยานลงจอดบนดาวหางแบบนุ่มนวล ไม่ใช่การกระแทก

อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ไม่รู้ว่าหุ่นตัวนี้ลงจอด ณ จุดใดของดาวหาง แต่เมื่อดูจากภาพที่มันส่งกลับมาทำให้เชื่อว่า ฟิเล ลงจอดในจุดอับแสงและทำมุมแปลกๆ ส่งผลให้ฟิเลไม่สามารถชาร์จแบตเตอรี่พลังงานแสงอาทิตย์ได้ และปฏิบัติภารกิจได้เพียง 110 นาที และส่งข้อมูลทุกอย่างเท่าที่รวบรวมได้กลับมายังโลกทัน ก่อนที่พลังงานของมันจะลดต่ำลงจนต้องเข้าสู่โหมดเตรียมพร้อม (สแตนด์บาย)

ถึงกระนั้น เจ้าหน้าที่ยังพยายามติดต่อกับหุ่นตัวนี้ผ่านยานโรเซตตา ซึ่งยังโคจรอยู่รอบดาวหาง 67P หลายครั้ง และได้รับการตอบสนองครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2015 แต่ตอนนี้ ดาวหางโคจรออกห่างจากดวงอาทิตย์ ทำให้อุณหภูมิบนพื้นผิวลดต่ำลงสู่ -180 องศาเซลเซียส ซึ่ง ฟิเล ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ปฏิบัติการในภาวะเช่นนี้ได้ “คงเป็นเรื่องน่าประหลาดใจมาก หากเราได้รับสัญญาณตอนนี้” ดร. อูลาเมค กล่าว

ด้าน ศาสตราจารย์ มาร์ค แมคคอรีน ที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์อาวุโสของอีซา เผยต่อสถานีวิทยุ ‘Radio 5 Live’ ของสำนักข่าวบีบีซีว่า นี่ถือเป็นข่าวเศร้าแต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ “แน่นอน มันเป็นวันที่น่าเศร้า เมื่อปี 2014 ฟิเลยังสามารถจับภาพรอบโลกได้ แต่เรื่องดีทั้งหมดต้องมีจุดจบ ที่จริง หากมันลงจอดอย่างเหมาะสมตั้งแต่แรก ภารกิจของมันคงยุติตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีก่อนแล้ว เพราะฟิเลจะทำงานจนร้อนเกินไป” ศ.แมคคอรีน เสริมด้วยว่า ยานโรเซตตาจะยังทำภารกิจของมันต่อไป

ส.ส.หนุ่มญี่ปุ่น ลาออก! ยอมรับคบหาหญิงอื่น ขณะภรรยาคลอดลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576662

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 19:04

 

(นายเคนสุเกะ มิยาซากิ และภรรยา มิกูมิ คาเนโกะ)

เคนสุเกะ มิยาซากิ ส.ส.เกียวโต ดิ้นไม่หลุด ยอมลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.แล้ว หลังโดนสื่อในญี่ปุ่นแฉ แอบ‘มีกิ๊ก’กับหญิงอื่นขณะที่ภรรยาของตนเอง ซึ่งเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเดียวกัน อยู่ระหว่างคลอดลูก

เมื่อ 12 ก.พ.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานครึกโครม นายเคนสุเกะ มิยาซากิ ส.ส.หนุ่ม แห่งเมืองเกียวโต ในญี่ปุ่น ผู้จุดกระแสผู้ชายสมควรได้สิทธิ์ลางานไปดูแลภรรยาที่คลอดบุตร กลับต้องตกเป็นข่าวฉาวโฉ่ในเรื่องนี้เสียเอง จนทำให้ต้องลาออกจากตำแหน่ง พร้อมยอมรับผิด ได้แอบไปพบคบหากับหญิงอื่นจริง ในช่วงที่นาง มิกูมิ คาเนโกะ ภรรยาของตนเองจะคลอดบุตร หลังจากถูก นสพ.ท้องถิ่น ‘ชูกัน บันชุน’ ลงข่าวแฉเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า นายมิยาซากิ แอบไปพบกับผู้หญิงอื่น ซึ่งเป็นนางแบบชุดว่ายน้ำ และช่างตัดชุดกิโมโน

นสพ.ชูกัน บันชุน ยังได้ลงภาพหญิงคนดังกล่าวกำลังเดินออกจากบ้านพักของนายมิยาซากิในเมืองเกียวโต เป็นหลักฐานสำคัญ
และมัดตัวจนดิ้นไม่หลุด พร้อมกับระบุว่าภาพนี้ถูกถ่ายในช่วงหลายวันก่อนที่นางคาเนโกะ ภรรยาของนายมิยาซากิ ซึ่งเป็น ส.ส.สังกัดพรรครัฐบาลเสรีประชาธิปไตย (แอลดีพี) เช่นเดียวกันกับเขาจะคลอดลูกในวันที่ 5 ก.พ.ที่ผ่านมา

นายเคนสุเกะ มิยาซากิ ขอโทษกับความผิดของตนเอง และพร้อมลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.เมืองเกียวโต

ข่าวแจ้งว่า จากหลักฐานแน่นหนา ทำให้ในที่สุด นายมิยาซากิ ได้เปิดแถลงข่าวในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ประกาศขอลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. และยอมรับว่าเขาได้คบหากับหญิงคนนี้จริง โดยได้พบเธอตอนที่ได้มาช่วยเหล่า ส.ส.แต่งตัวในชุดประจำชาติในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา “เท่าที่ผมจำได้ ผมพบกับเธอ 3 ครั้ง ครั้งสุดท้าย เจอกันในเกียวโต และจากนั้นเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย” นายมิยาซากิกล่าว พร้อมบอกว่าเขาได้อธิบายเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ภรรยาฟังแล้ว และเขาเสียใจจริงๆ ที่ทำเรื่องโหดร้ายกับภรรยาที่กำลังคลอดบุตร

ทั้งนี้ สาเหตุที่ทำให้ข่าวฉาวของนายมิยาซากิโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เนื่องจากเมื่อเดือนก่อน นายมิยาซากิเพิ่งจุดกระแสคนในชาติให้มีการถกเถียงกันว่าผู้ชายญี่ปุ่นสมควรลางานเพื่อไปดูแลภรรยาที่เพิ่งคลอดบุตรได้หรือไม่ ในขณะที่ชาวญี่ปุ่นที่คัดค้านเรื่องนี้มองว่า เป็นการทอดทิ้งหน้าที่การงานมากกว่า.

ชาติมหาอำนาจบรรลุข้อตกลงหยุดยิงในซีเรีย แต่ยังไม่เลิกถล่มไอซิส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576598

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 15:58

 

(เซอร์เก ลาฟรอฟ (ซ้าย) และ จอห์น แคร์รี)

รมต.ชาติมหาอำนาจ บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในซีเรียกันแล้ว แต่เห็นพ้องตรงกันที่จะยังคงเดินหน้าโจมตีทางอากาศถล่มกลุ่มไอซิสในซีเรียต่อไป

เมื่อ 12 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน รัฐมนตรีจากประเทศมหาอำนาจ และตัวแทนจากกลุ่มสนับสนุนซีเรียสากล (ISSG) อาทิ นายจอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ และ นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รมว.ต่างประเทศรัสเซีย ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในซีเรียแล้ว ระหว่างร่วมประชุมกันที่เมืองมิวนิก ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมนี เพียงแต่การโจมตีทางอากาศถล่มเป้าหมายกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ‘รัฐอิสลาม’ ในซีเรีย และอิรักจะยังคงดำเนินต่อไป

นายจอห์น แคร์รี และ นายเซอร์เก ลาฟรอฟ ในฐานะประธานการประชุม ได้เปิดแถลงข่าว เมื่อวันที่ 12 ก.พ. ว่า นอกจากกลุ่มไอเอสเอสจี ได้สนับสนุนให้มีการหยุดยิงในซีเรียแล้ว ยังเห็นตรงกันว่า การเจรจาสันติภาพระหว่างรัฐบาลซีเรียกับกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลควรจะหวนกลับมาประชุมกันใหม่โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมทั้งควรจะเร่งและขยายความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ชาวซีเรีย

การประชุมของ รมต. และตัวแทนกลุ่มไอเอสเอสจี ที่เมืองมิวนิก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ รมต.ของกลุ่มไอเอสเอสจี ได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงในซีเรีย แต่ยังไม่ทราบว่า รัฐบาลประธานาธิบดีบาซาร์ อัล อัสซาดแห่งซีเรีย และกบฏกลุ่มสำคัญในซีเรีย ที่เปิดฉากทำสงครามกลางเมืองกันมาหลายปีจะยอมหยุดยิงกันหรือไม่