‘T-50A’ ถูกเสนอเป็นตัวเลือกแข่งโครงการ บ.ฝึกไอพ่นรุ่นใหม่ ทอ.สหรัฐฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576337

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 07:16

 

ล็อกฮีดมาร์ติน ประกาศเสนอ เครื่องบินฝึกไอพ่น ที-50เอ ที่พัฒนาร่วมกับ KAI แห่งเกาหลีใต้ เพื่อเข้าคัดเลือกโครงการจัดหาเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นสูง หรือ APT ของ ทอ.สหรัฐฯ เพื่อฝึกนักบินรบยุคที่ 5 ทดแทนเครื่องบินแบบ ที-38 …

เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2559 บริษัทล็อกฮีดมาร์ติน ได้แถลงประกาศส่งเครื่องบินฝึกไอพ่นขั้นสูง ที-50เอ (T-50A) ที่พัฒนาร่วมกับ อุตสาหกรรมอากาศยานเกาหลี หรือ KAI ในการแข่งขันคัดเลือกในโครงการ เครื่องบินฝึกนักบินขั้นสูงของกองทัพอากาศสหรัฐฯ หรือ เอพีที (APT) เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินฝึกไอพ่น ที-38 ทาลอน รุ่นเก่าที่ใช้งานมากว่า 30 ปี รวมทั้งใช้ฝึกนักบินเพื่อบินกับเครื่องบินรบยุคที่ 5 ด้วย

เพื่อการนี้ ล็อกฮีดมาร์ติน ยังได้ประกาศเลือกโรงงานของบริษัทที่เมืองกรีนวิลล์ รัฐเซาท์แคโรไลนา ในการใช้ประกอบและตรวจสอบขั้นสุดท้าย หรือ Final Assembly and Checkout (FACO) อีกด้วย

ร็อบ ไวลีส รองประธานกรรมการและผู้จัดการทั่วไป โครงการพัฒนาขั้นสูง หรือ สกั๊งค์เวิร์ก (Skunk Works) บริษัทล็อกฮีดมาร์ติน กล่าวว่า เครื่องบิน ที-50เอ พร้อมเดินสายผลิตแล้ว นี่เป็นการเสนอเครื่องบินที่ตรงความต้องการของ APT ทอ.สหรัฐฯ และสามารถส่งมอบได้ตามกำหนดที่วางไว้ เราศึกษาอย่างละเอียดในการทำให้มีข้อเสียน้อยที่สุด สำหรับการแข่งขันในโครงการ APT และพบว่ามีความเสี่ยงมาก ต่อในต้นทุนของโครงการ เพื่อทำให้ตรงตามข้อกำหนด.

ที่มา : lockheedmartin

‘ความรักในหิมาลัย’…ของกษัตริย์จิกมีแห่งภูฏาน!! ทวยเทพประทานพร ได้พระโอรสองค์แรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576218

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 05:30

 

ด้วยพระราชจริยวัตรอันงดงาม และพระราชอัธยาศัยที่ดูอบอุ่น อ่อนน้อม เรียบง่าย คงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอันใด ที่จะยิ่งทำให้ กษัตริย์หนุ่มรูปงาม พระนาม ‘จิกมี เกเซอร์ นัมเกล วังชุก’ แห่งภูฏาน จะทรงเป็นที่รักยิ่ง และทรงได้รับความชื่นชมจากพสกนิกรชาวภูฏาน และชาวโลก รวมทั้งชาวไทยอย่างมาก

แม้ภูฏานจะเป็นเพียงประเทศเล็กๆ มีประชากรแค่ราว 6.5-700,000 คน ตั้งอยู่บนแผ่นดินสูงที่โอบล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่เรียงราย ในเทือกเขาหิมาลัย ทว่าข่าวคราวจากแดนไกลในประเทศนี้ กลับมีมาถึงชาวโลกอย่างต่อเนื่อง…

โดยเฉพาะนับตั้งแต่ เจ้าชายจิกมี ทรงได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี เกเซอร์ นัมเกล วังชุก สืบต่อจากพระราชบิดา สมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก ในปีพุทธศักราช 2551 โดยทรงเป็นกษัตริย์รัชกาลที่ 5 แห่งราชวงศ์วังชุก ขณะที่ทรงมีพระชนมายุเพียง 28 พรรษาเท่านั้น จนนับเป็นกษัตริย์ที่มีพระชนมายุน้อยที่สุดในโลก

‘โชคชะตาได้นำพาข้าพเจ้ามาที่นี่ ข้าพเจ้าจะปกป้องท่านทั้งหลายเหมือนกับคนในครอบครัว ดูแลท่านเหมือนน้อง และให้การอุ้มชูท่านเหมือนบุตร ข้าพเจ้าจะให้ท่านทุกๆ สิ่ง และไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน และนี่คือวิถีทางที่ข้าพเจ้าจะดูแลท่านในฐานะกษัตริย์’

* ความสุขมวลรวมในประเทศพุ่ง!

ท่ามกลางพระจริยวัตรอันงดงามของกษัตริย์จิกมี และการปกครองประเทศที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ชาวโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ ด้วยการทรงมุ่งเน้น ‘ความสุขมวลรวมของประชากรภายในประเทศ’ (Gross National Happiness) หรือ GNH มาเป็นตัวตั้งชี้วัดความเติบโตก้าวหน้าของประเทศ ไม่ใช่ตัวเลข GDP ที่วัดกันด้วย ‘เงิน’ เหมือนกับประเทศอื่นๆ ทั้งหลาย…และแล้ว ดัชนี GNP ของภูฏานก็ต้องพุ่งพรวด พลันที่มีการประกาศข่าวมหามงคล ‘กษัตริย์จิกมีจะทรงอภิเษกสมรส’ อย่างเป็นทางการครั้งแรกในระหว่างมีพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ครั้งที่ 7 ที่กรุงทิมพู เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2554

‘ในฐานะกษัตริย์ บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าจะต้องอภิเษกสมรส และหลังจากที่ได้คิดใคร่ครวญอย่างรอบคอบ ข้าพเจ้าเห็นว่า พิธีอภิเษกสมรสควรจัดขึ้นปลายปีนี้ (2554)’

กษัตริย์จิกมี และพระชายา เจตซัน เปมา

*รักใดที่ว่าหวาน…ฤาจะเทียบเท่าตำนานรักแห่งหิมาลัย

แต่พระราชดำรัสที่ทรงยิ่งทำให้ชาวภูฏาน และหญิงสาวในพระทัยของกษัตริย์จิกมี ทรงรักพระองค์อีกเท่าทวี คงเป็นพระราชดำรัสถึงหญิงสาวที่พระองค์ทรงเลือกมาเป็นพระชายาคู่พระทัยว่า ‘สำหรับพระราชินีแห่งภูฏานแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในฐานะปัจเจกบุคคล ก็คือ ต้องเป็นคนดี และในฐานะพระราชินี คือต้องมีความมุ่งมั่นไม่ท้อถอยที่จะรับใช้ประเทศชาติและประชาชน’ พร้อมกันนั้น กษัตริย์จิกมียังได้ตรัสว่า พระองค์ได้พบกับสตรีที่มีคุณสมบัติเช่นนั้นแล้ว และเธอชื่อว่า ‘เจตซัน เปมา’ แม้เธอจะอายุยังน้อย แต่มีบุคลิกที่อบอุ่น จิตใจดีงาม

พลันที่กษัตริย์จิกมี ทรงเปิดเผยชื่อหญิงสาวที่แสนจะโชคดีว่า เธอชื่อ ‘เจตซัน เปมา’ ซึ่งขณะนั้น มีอายุเพียง 21 ปี ไม่นานต่อมา ‘ตำนานรักแสนหวานระหว่างเจ้าชายหนุ่มแห่งภูฏานกับหญิงสาวสามัญชน’ ก็ได้ถูกสื่อทั่วโลกนำมาเผยแพร่จนสร้างความประทับใจอย่างมาก

ก็ในโลกยุคดิจิตอล ใครเล่าจะคาดคิดว่า จะมีความรักของเจ้าชายหนุ่มรูปงามเฉกเช่น เจ้าชายจิกมีนั้น มีอยู่จริง เพราะพระองค์ทรงมีความรักฝังใจต่อเจ็ตซัน มายาวนานตั้งแต่วัยเยาว์ ถึงขนาดทรงเคยคุกเข่า ขอ ‘เจตซัน’ แต่งงาน ขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุ 17 พรรษา ส่วนเจตซันอายุเพียง 7 ขวบ ‘ถ้าเธอโตขึ้นเมื่อไหร่ และเรายังเป็นโสด ไม่มีใคร เราจะกลับมาขอเธอแต่งงาน’

*หญิงสาวสวยสามัญชน ผู้กุมพระทัยกษัตริย์จิกมี

เจตซัน เปมา เป็นบุตรสาวคนที่ 2 จากจำนวนพี่น้อง 5 คน ของ ธอนทุบ กยอลเซน ผู้เป็นบิดา ซึ่งมีอาชีพเป็นนักบินสายการบินคิงฟิชเชอร์ แอร์ไลน์ส กับ โซนัม ซูกี มารดา โดยเจตซันสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมต้นที่ประเทศภูฏาน จากนั้นไปเรียนต่อในประเทศอินเดีย ก่อนจะไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จากมหาวิทยาลัยรีเจนท์ส คอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ นอกจากนั้น หญิงสาวผู้นี้ยังทรงสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ศิลป์

‘ข้าพเจ้ามีความภูมิใจในตัวเธอมาก เธอเป็นผู้หญิงที่อัศจรรย์ มีความเฉลียวฉลาด เธอและข้าพเจ้าได้แบ่งปันเรื่องใหญ่ที่ธรรมดาสามัญ นั่นคือ ความรักและความหลงใหลในศิลปะ’ กษัตริย์จิกมีตรัสชื่นชม เจตซัน เปมา

อีกหนึ่งตำนานรักที่แสนหวาน

*พระราชพิธีอภิเษกสมรสที่เรียบง่ายและสมพระเกียรติ

กษัตริย์จิกมี ได้ทรงประกอบพระราชพิธีอภิเษกสมรสกับเจตซัน เปมา ตามแบบฉบับโบราณราชประเพณีของราชวงศ์วังชุก เมื่อวันที่ 13 ต.ค.2554 ณ พระอารามหลวงภายใน พูนาคาซอง ป้อมปราการเก่าสมัยศตวรรษที่ 17 ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพูนาคา เมืองหลวงเก่าของราชอาณาจักรภูฏาน

เรื่องที่น่าประทับใจ กษัตริย์จิกมียังตรัสให้คำมั่นสัญญากับพระชายาว่า พระองค์จะไม่ทรงอภิเษกสมรสกับผู้หญิงใดอีก และจะมีเจตซัน เปมาเป็นพระชายาเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น โดยหลังจากทรงอภิเษกสมรสแล้ว กษัตริย์จิกมี ได้ทรงพาพระชายาเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศหลายครั้ง อย่างมีความสุข

เสด็จพระราชดำเนินเยือนญี่ปุ่น เมื่อ พ.ย.2554

เสด็จฯ เยือนกรุงลอนดอน ปลายปี 2554

*ชาวภูฏานปลื้มปีติ พระราชินีเจตซัน ทรงพระครรภ์ 

หลังจากกษัตริย์จิกมีและพระชายาทรงอภิเษกสมรสได้ 4 ปี ในที่สุด กษัตริย์จิกมีได้ทรงประกาศข่าวมงคลที่สร้างความปลื้มปีติแก่พสกนิกรชาวภูฏานอย่างยิ่งว่า พระราชินีเจตซัน พระชายาของพระองค์ทรงพระครรภ์แรกแล้ว เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2558 โดยทรงเลือกวันประกาศข่าวมงคลนี้ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของอดีตกษัตริย์ จิกมี ซิงเย วังชุก พระราชบิดาของพระองค์ ทรงมีพระชนมพรรษา 60 พรรษาด้วย นอกจากนั้น กษัตริย์จิกมี ยังทรงประกาศด้วยว่า พระราชินีเจตซันทรงตั้งพระครรภ์แรก และทรงได้พระราชโอรส ซึ่งคาดว่าจะมีพระประสูติกาลในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2559

*เทพไท้อำนวยพร ถึงวันประสูติ พระโอรสองค์น้อย

และแล้ว ในวันศุกร์ที่ 5 ก.พ.59 พระราชินีเจตซัน พระชนมายุ 25 พรรษา ได้ทรงมีพระประสูติกาลพระโอรส โดยสำนักพระราชวังภูฏานได้แจ้งข่าวดีผ่านทางเฟซบุ๊กของพระราชินีเจตซัน เปมา พร้อมทั้งเปิดเผยว่า ตลอดการประสูติกาลพระราชโอรสของราชินี กษัตริย์จิกมีทรงอยู่เคียงข้างพระชายาไม่ห่าง และทั้งพระราชินีและพระโอรส ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงดี

อีก 4 วันต่อมา เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ของชาวภูฏาน ซึ่งเรียกว่าวันโลซาร์ สำนักราชวังภูฏานได้เผยแพร่พระฉายาลักษณ์แรกของพระโอรสองค์น้อย ซึ่งอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ของพระอัยกา และทรงมีกษัตริย์จิกมี พระราชบิดาและราชินีเจตซัน พระราชมารดา ทรงประทับเคียงข้างและทอดพระเนตรพระโอรสองค์น้อยด้วยความรัก

‘เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ (โลซาร์) ซึ่งเป็นวันที่ชาวภูฏานได้เฉลิมฉลองกันพร้อมหน้าพร้อมตากับสมาชิกในครอบครัวและคนรัก เพื่อเป็นการทำให้วันนี้พิเศษมากยิ่งขึ้น พวกเราจึงรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เผยแพร่ภาพพระฉายาลักษณ์อย่างเป็นทางการภาพแรกของพระโอรสองค์น้อย’

เพียงแต่น่าเสียดายที่พระฉายาลักษณ์แรกของโอรสองค์น้อย ในกษัตริย์จิกมี และพระราชินีเจตซันในครั้งนี้ ยังไม่มีการเปิดเผยพระพักตร์ และมีการตั้งพระนาม เนื่องจากทรงมีพระชันษาเพียง 4 วันเท่านั้น จึงทำให้ชาวภูฏานและชาวโลกต้องเฝ้ารอชื่นชมพระโอรสองค์น้อยกันต่อไป…

รัสเซียเสนอหยุดยิงในซีเรีย-สหรัฐฯแฉซื้อเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576274

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 04:30

 

(ภาพ: AP)

เจ้าหน้าที่ของชาติตะวันตก รวมทั้งสหรัฐฯ เผยเมื่อ 11 ก.พ. ว่า รัสเซียได้เสนอให้มีการหยุดยิง ในซีเรียใน 1 มี.ค.นี้ แต่สหรัฐฯต้องการให้มีการหยุดยิงโดยทันที และให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยสงครามจากเมืองอเลปโป เมืองใหญ่อันดับ 2 ของซีเรีย โดยสหรัฐฯเชื่อว่ารัสเซียและรัฐบาลซีเรียภายใต้การนำของประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ต้องการ “ซื้อเวลา” อีก 3 สัปดาห์ ไปจนถึง 1 มี.ค. เพื่อพยายามบดขยี้กบฏสายกลางที่สู้รบกันอยู่ที่เมืองอเลปโป

อย่างไรก็ตาม รัสเซียซึ่งเข้าไปช่วยรัฐบาลซีเรียโจมตีทางอากาศถล่มฝ่ายกบฏยืนยันว่าจะไม่ลดระดับการโจมตีจนกว่าจะยึดเมืองอเลปโปได้ ขณะที่นายวิทาลี เชอร์กิน เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวหาว่า ชาติสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นอื่นๆ ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากเรื่องวิกฤติมนุษยธรรมที่อเลปโป ความขัดแย้งเรื่องวันหยุดยิงมีขึ้นก่อนที่สหรัฐฯ รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย และชาติอื่นๆ อีกกว่า 10 ชาติ จะเปิดการเจรจาหยุดยิงในซีเรียที่เมืองมิวนิกในเยอรมนี โดยนายจอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ เดินทางไปร่วมด้วย ก่อนจะมีการเจรจาสันติภาพรอบใหม่ใน 25 ก.พ. หลังกบฏซีเรียถอนตัวจากการเจรจารอบก่อนในกรุงเจนีวาเมื่อเดือนที่แล้ว

ด้านกลุ่มแพทย์ไร้พรมแดน (เอ็มเอสเอฟ) เตือนว่า การสู้รบที่เมืองอาซาซ ใกล้พรมแดนตุรกี ทำให้ระบบสาธารณสุขที่นั่นใกล้ล่มสลาย เพราะมีผู้ลี้ภัยจำนวนมากหลั่งไหลไปยังค่ายผู้ลี้ภัยที่แออัดอยู่แล้ว ตุรกียังถูกกดดันอย่างหนักให้เปิดพรมแดนรับผู้ลี้ภัยจากเมืองอเลปโปอีกกว่า 30,000 คน ซึ่งตุรกี อ้างว่าได้รับผู้ลี้ภัยอีกราว 10,000 คนแล้ว ขณะที่กลุ่ม สังเกตการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในซีเรียเผยว่า การโจมตีเมืองอเลปโปตั้งแต่ 1 ก.พ. ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 506 คน รวมทั้งเด็ก 23 คน จากการโจมตีทาง อากาศของรัสเซีย และมีผู้ลี้ภัยกว่า 50,000 คน

ยูเอ็นเผยด้วยว่า การปิดล้อมโจมตีเมืองอเลปโปของกองทัพรัฐบาลซีเรียและพันธมิตรที่มีอิหร่านหนุนหลัง อาจทำให้พลเรือนกว่า 300,000 คน ถูก ตัดขาดจากความช่วยเหลือ อนึ่ง สงครามกลางเมืองซีเรียปะทุขึ้นเมื่อเกือบ 5 ปีก่อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 250,000 คน มีผู้ลี้ภัยเข้าไปในตุรกีแล้วกว่า 2.5 ล้านคน อีกทั้งก่อให้เกิดวิกฤติผู้อพยพลี้ภัยสู่ยุโรปครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และทำให้กองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ฉวยโอกาสยึดดินแดนในซีเรียและอิรักได้อย่างกว้างขวาง.

โสมแดงขู่ตัดฮอตไลน์โต้โสมขาวปิดนิคมฯเกซอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576269

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 04:00

 

(ภาพ: AP)

รมว.กระทรวงกลาโหมจาก 3 ประเทศ ได้แก่ เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ออกแถลงการณ์ร่วมกันหลังสิ้นสุดการประชุมความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งจัดขึ้นที่สหรัฐฯ เมื่อ 10 ก.พ. เพื่อประกาศว่ารัฐบาลทั้ง 3 ประเทศจะผลักดันให้เกิดโครงการแบ่งปันข้อมูลการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของรัฐบาลเกาหลีเหนือเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมร่วมประณามการทดสอบระเบิดและยิงจรวดพิสัยไกลในเกาหลีเหนือช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมาว่าเข้าข่ายคุกคามความมั่นคงของนานาประเทศ

ขณะที่ รัฐบาลเกาหลีใต้ได้สั่งปิดทำการนิคมอุตสาหกรรมในเมืองเกซองของเกาหลีเหนือเป็นการชั่วคราว ตั้งแต่ 11 ก.พ. โดยถือเป็นหนึ่งในมาตรการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือรอบใหม่ และเพื่อตัดช่องทางการเงินไม่ให้เกาหลีเหนือใช้พัฒนานิวเคลียร์และขีปนาวุธ

ด้าน เกาหลีเหนือประกาศกร้าวจะตัดช่องทางการสื่อสารสายตรง (hotline) กับเกาหลีใต้ เพื่อตอบโต้ที่ฝ่ายหลังสั่งปิดนิคมอุตสาหกรรมเกซอง แหล่งที่มารายได้สำคัญของรัฐบาลเกาหลีเหนือ และเรียกการสั่งปิดนิคมเกซองว่าเป็น “การประกาศสงคราม” พร้อมกำหนดให้เขตนิคมเกซองเป็นเขตทหารด้วย โดยเมื่อปี 2556 เกาหลีเหนือเคยตัดช่องทางสื่อสารสายตรงกับเกาหลีใต้มาแล้ว แต่ได้เริ่มทำการติดต่อกันใหม่หลังทั้งสองฝ่ายปรับความสัมพันธ์กัน.

WHO แนะผู้หญิงเน้น “เซ็กซ์กันไข้” กันไข้ซิกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576267

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 12 ก.พ. 2559 03:30

 

(ภาพ: REUTERS)

เมื่อ 10 ก.พ. องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแถลงการณ์แนะนำผู้หญิงใน 30 ประเทศที่พบการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสซิกาให้ควบคุมหรือมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ป้องกันภาวะเสี่ยงติดเชื้อ และการตั้งครรภ์ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ประเมินว่าสถิติผู้ติดเชื้อไวรัสซิกาจะเพิ่มจำนวนขึ้นอีก และนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากพบเบาะแสว่าการติดเชื้อไวรัสซิกาขณะตั้งครรภ์ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของทารก รวมถึงภาวะศีรษะเล็กผิดปกติ หรือ “ไมโครซีฟาลี” ซึ่งการทำอัลตราซาวนด์ไม่อาจบอกได้แน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ว่าเด็กในครรภ์มีอาการดังกล่าวหรือไม่.

วันเดียวกัน บิชอปเซอร์โจ ดา โรชา อัครสังฆมณฑลแห่งศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในบราซิล แถลงต่อต้านการรณรงค์ของกลุ่มเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนในบราซิล ซึ่งยื่นเรื่องต่อศาลให้มีคำสั่งพิจารณาผ่อนผันกฎหมายห้ามทำแท้งแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัสซิกาในประเทศ โดยบิชอปดา โรชา ระบุว่า ทุกชีวิตมีคุณค่าและมีสิทธิ์ที่จะดำรงอยู่ พร้อมยืนยันต่อต้านการทำแท้งทุกกรณี ไม่ว่าเด็กในครรภ์ของมารดาที่ติดเชื้อไวรัสซิกาจะมีภาวะพิการหรือมารดาของเด็กเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพราะการตั้งครรภ์ ขณะที่บราซิลเป็นอีกประเทศหนึ่งในอเมริกากลางที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกอย่างเคร่งครัด

ฮือฮา! นักวิทย์พบ ‘คลื่นความโน้มถ่วง’ มีจริง พิสูจน์ทฤษฎี 100 ปี ของไอน์สไตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576301

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 02:30

 

เดวิด ไรต์ซ อธิบายภาพในจอทีวีซึ่งแสดงให้เห็นหลุมดำ 2 หลุมกำลังโคจรรอบกันและกัน (ภาพ: AFP)

หนึ่งในทฤษฎีที่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์อัจฉริยะของโลก คิดค้นขึ้นเมื่อ 100 ปีก่อน ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นจริง เมื่อนักวิทยาศาสตร์ของโครงการ ไลโก ค้นพบ คลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งเกิดจากการชนกันของหลุมดำ…

สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น รายงานว่า นายเดวิด ไรต์ซ ผู้อำนวยการบริหารโครงการ ‘ไลโก’ หรือ ‘เลเซอร์อินเตอร์เฟอโรมิเตอร์สังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วง’ (Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory: LIGO) ออกมายืนยันในวันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2016 ว่า พวกเขาพบ คลื่นความโน้มถ่วง หรือ คลื่นที่ทำให้เกิดการกระเพื่อมของปริภูมิ-เวลา (space time) ซึ่งอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ คาดการณ์เอาไว้ใน ‘ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป’ (General relativity) เมื่อปี 1915 แล้ว

ดร. คิป ธอร์น จาก Caltech มาร่วมในงานแถลงข่าวด้วย ขณะที่ภาพในจอด้านหลังแสดงให้เห็นอิทธิพลของมวลของดวงอาทิตย์ที่มีต่อปริภูมิ-เวลา ตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ (ภาพ: REUTERS)

ทั้งนี้ คลื่นความโน้มถ่วง คือคลื่นที่ปลดปล่อยออกมาเมื่อวัตถุที่มีมวลมากเคลื่อนที่ด้วยความเร่งสูงหรือมีกิจกรรมรุนแรงในอวกาศ เช่น ดาวนิวตรอนคู่หรือหลุมดำคู่โคจรรอบกัน, ซุปเปอร์โนวา, รังสีแกมมาระเบิดในอวกาศ เป็นต้น ซึ่งตามทฤษฎีแล้ว ปรากฏการณ์เหล่านี้จะทำให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกไปในอวกาศ และเมื่อมันเคลื่อนผ่านวัตถุใดก็จะทำให้วัตถุนั้นยืดออกและหดเข้าสลับกัน

การค้นพบล่าสุดของเหล่านักวิทยาศาสตร์เป็นผลจากการเฝ้าสังเกตการณ์มานานกว่า 40 ปี ด้วยเครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงชื่อ ไลโก ซึ่งมีลักษณะเป็นสถานีอยู่ตรงกลาง มีแขนความยาว 4 กม. 2 ข้างยื่นออกไปและทำมุมตั้งฉากกัน โดยสถานีจะมีอุปกรณ์ยิงแสงเลเซอร์ไปยังกระจก 2 บานที่ปลายแขนแต่ละข้าง และให้อุปกรณ์ตรวจวัดแสงตรวจสอบคลื่นแสงที่สะท้อนกลับมา ถ้าคลื่นสะท้อนกลับมาในลักษณะเดิมแสดงว่าไม่มีคลื่นความโน้มถ่วงผ่าน แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงก็หมายความว่า มีคลื่นความโน้มถ่วงผ่าน เพราะคลื่นฯ จะทำให้แขนของไลโกยืดหรือหดตัวสลับกันจนคลื่นแสงเปลี่ยนแปลง (อ้างอิงข้อมูลจากเฟซบุ๊ก ‘ความรู้วิทยาศาสตร์สนุกๆ นอกห้องเรียน‘)

เดวิด ไรต์ซ อธิบายภาพในจอทีวีซึ่งแสดงให้เห็น หลุมดำ 2 หลุมรวมเป็นหนึ่งเดียวและก่อให้เกิดคลื่นความโน้มถ่วงกระจายไปรอบๆ (ภาพ: REUTERS)

แถลงการณ์ของทีมนักวิทยาศาสตร์ของโครงการไลโก ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย (Caltech) และ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และได้รับทุนจากกองทุนวิทยาศาสตร์แห่งชาติ (NSF) ระบุว่า นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วงเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2015 และจากการตรวจสอบพบว่าคลื่นที่พบนี้มีเกิดจากหลุมดำ 2 หลุม ซึ่งมีมวลมหาศาลถึง 29 และ 36 เท่าของดวงอาทิตย์ และมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 150 กม. หรือมากกว่า โคจรรอบกันด้วยความเร็วครึ่งหนึ่งของความเร็วแสง ในขณะที่วงโคจรค่อยๆ แคบลงจนหลุมดำทั้ง 2 หลุมชนและรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อ 1,300 ล้านปีก่อน และเกิดคลื่นความโน้มถ่วงแผ่ออกไปในอวกาศ เคลื่อนผ่านวัตถุทั้งมวลจนกระทั่งเดินทางมาถึงโลกเมื่อปีที่แล้ว และทำให้อวกาศรอบโลกของเรายืดและหดเหมือนเยลลี่

ทีมนักวิทยาศาสตร์ใช้เครื่องไลโก 2 ตัวในการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงในครั้งนี้ โดยเครื่องหนึ่งอยู่ที่เมืองลิฟวิงตัน รัฐลุยเซียนา ส่วนอีกเครื่องอยู่ที่เมืองแฮนฟอร์ด รัฐวอชิงตัน และเนื่องจากคลื่นนี้มีขนาดเล็กมากเพียงหนึ่งในพันของขนาดของโปรตอน 1 อะตอม พวกเขาจึงต้องใช้ความระมัดระวังในการตรวจจับเป็นอย่างมาก และใช้เวลาตรวจสอบหลายเดือนจนกระทั่งมั่นใจว่าสิ่งที่พวกเขาพบคือ คลื่นความโน้มถ่วง จริงๆ

ภาพในจอแสดงให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของคลื่นแสงในช่วงเสี้ยววินาที ซึ่งเป็นหลักฐานว่า คลื่นความโน้มถ่วงเคลื่อนตัวผ่าน (ภาพ: AFP)

นายไรต์ซ ระบุว่า “สิ่งที่น่าตื่นเต้นจริงๆ คือสิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้ต่างหาก ผมคิดว่าเรากำลังเปิดหน้าต่างของจักรวาล หน้าต่างของดาราศาสตร์คลื่นความโน้มถ่วง (gravitational wave astronomy)” ขณะที่ นาย ซาบอล์คส์ มาร์กา ศาสตราจารย์วิชาฟิสิกส์จากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย บอกกับซีเอ็นเอ็นว่า “เราจะไม่เพียงสามารถศึกษาทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ได้เท่านั้น เรายังจะสามารถค้นหาสิ่งที่เราเคยได้แต่จินตนาการว่ามีอยู่ได้ด้วย เราอาจจะได้เห็นจักรวาลในด้านที่ไม่เคยสังเกตการณ์มาก่อน”

มาร์กา ระบุด้วยว่า เขาคิดว่าไลโกคือ ‘ไมโครโฟนจักรวาล’ เป็นอุปกรณ์รับฟังที่มีความแม่นยำอย่างน่าเหลือเชื่อที่สามารถตรวจจับการบิดเบือนของปริภูมิ-เวลา อันเป็นโครงสร้างของจักรวาล มันแม่นยำขนาดสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของวัตถุขนาดลูกฟุตบอลทั่วทางช้างเผือก

ดร. เรเนอร์ เวสส์ ศาสตราจารย์กิตติคุณจากเอ็มไอที ใช้ตาข่ายแสดงให้เห็นการยืดหดของวัตถุที่ถูกคลื่นความโน้มถ่วงเคลื่อนผ่าน (ภาพ: REUTERS)

“เมื่อเราได้ยินเสียงของจักรวาล เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับความลับแห่งชีวิตของหลุมดำ การกำเนิด, การตาย, การแต่งงาน และการกินอาหารของมัน เราจะได้ยินเมื่อหลุมดำกินดาวนิวตรอน” นายมาร์กากล่าว และเสริมว่า “ไม่มีใครเคยเห็นเรื่องนั้นมาก่อน เราจะไม่เพียงเข้าใจมัน แต่เราจะเห็นมัน มันเป็นสิ่งที่น่าหลงใหลที่สุดเท่าที่ผมจะจินตนาการได้”

อนึ่ง หลุมดำเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของแนวคิดเรื่องคลื่นความโน้มถ่วง ที่ผ่านมามนุษย์เคยเห็นแต่ผลกระทบของมัน ส่วนตัวหลุมดำเองยังเป็นเพียงการคาดเดา ดังนั้น การค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงถือเป็นการยืนยันว่า หลุมดำมีอยู่จริง “นี่เป็นครั้งแรกที่จักรวาลพูดกับเราผ่านคลื่นความโน้มถ่วง หลังจากที่พวกเราหูหนวกไม่ได้ยินมาตลอด” นายไรต์ซ กล่าว

เครื่องไลโกที่เมืองลิฟวิงตัน (ภาพ: REUTERS)

นักโทษเม็กซิโกก่อจลาจล-จุดไฟเผาคุก ดับ 52 ศพ เจ็บอื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576265

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 12 ก.พ. 2559 00:25

 

ตำรวจปราบจลาจลถูกส่งมาควบคุมสถานการณ์ที่เรือนจำในเมืองมอนเตร์เรย์ (ภาพ: AFP)

นักโทษซึ่งเป็นสมาชิกแก๊งค้ายาเสพติดที่เรือนจำแห่งหนึ่งในเมืองมอนเตร์เรย์ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเม็กซิโก ทะเลาะวิวาทกับกลุ่มคู่อริจนกลายเป็นเหตุจลาจล มีผู้เสียชีวิตถึง 52 ราย…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุจลาจลของนักโทษและเหตุเพลิงไหม้ที่เรือนจำ โตโป ชิโก ในเมืองมอนเตร์เรย์ เมืองเอกของรัฐนวยโว เลออง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศเม็กซิโก เมื่อช่วงเช้ามืดวันพฤหัสบดีที่ 11 ก.พ. (ตามเวลาท้องถิ่น) เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 52 ราย และบาดเจ็บอีกนับสิบคน

นาย ไฮเม โรดริเกซ ผู้ว่าการรัฐ นวยโว เลออง ระบุว่า เหตุจลาจลเกิดขึ้น 2 จุดในช่วงก่อนเที่ยงคืนของวันพุธ โดยเป็นเหตุวิวาทระหว่างกลุ่มนักโทษที่เป็นสมาชิกของแก๊ง ‘เซตาส’ ขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่ในเม็กซิโก และนักโทษอีกกลุ่มหนึ่ง นักโทษหลายคนยังอาศัยช่วงชุลมุนจุดไฟที่ห้องเก็บเสบียงและห้องนอนอีกด้วย

นายโรดริเกซ ระบุว่า เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ในช่วงเวลาประมาณ 1:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยเหตุความวุ่นวายทำให้มีผู้บาดเจ็บ 12 คน ในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 5 คน ขณะที่ยังไม่ทราบว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก แต่ผู้ว่าฯ รัฐ นวยโว เลออง ยืนยันว่า ไม่มีการใช้ปืน และปฏิเสธว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่ความพยายามแหกคุก

ขณะที่สถานีโทรทัศน์ มอเลนิโอ ของเม็กซิโก เผยแพร่ภาพเปลวไฟลุกโชนออกมาจากเรือนจำแห่งนี้ ขณะที่ฝูงชนมารวมตัวกันหน้าเรือนจำท่ามกลางอากาศหนาว เพราะเป็นห่วงญาติพี่น้องที่อยู่ในเรือนจำ บางคนพยายามเตะประตูเรือนจำเพื่อเข้าไปด้านในด้วย

ทั้งนี้ เหตุจลาจลในเรือนจำ โตโป ชิโก เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส จะเสด็จเยือนเม็กซิโกในวันศุกร์ และในสัปดาห์หน้าพระองค์จะเสด็จเยือนเรือนจำแห่งหนึ่งในเมือง ซิวแดด ฮัวเรซ บริเวณชายแดน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่เกิดเหตุความรุนแรงมากที่สุดในโลก

ผู้นำโลกกดดันรัสเซียเห็นแก่มนุษยธรรม หยุดบอมบ์เมืองอเลปโป !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576105

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2559 15:30

 

เหล่าผู้นำโลกกดดันรัสเซีย ยุติการโจมตีทางอากาศ บอมบ์เมืองอเลปโป เพื่อช่วยกำลังทหารรัฐบาลซีเรียยึดเมืองคืนจากฝ่ายกบฏ หวั่นวิตกชาวเมืองอเลปโปจะเผชิญความยากลำบากอย่างหนักที่ต้องอยู่ท่ามกลางการสู้รบ และขณะนี้ไร้ที่อยู่แล้วนับ 50,000 คน

เมื่อ 11 ก.พ. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ผู้นำโลกกำลังกดดันให้รัสเซียยุติปฏิบัติการโจมตีทางอากาศรอบเมืองอเลปโป ในประเทศซีเรีย ซึ่งเป็นการช่วยสนับสนุนกองทัพรัฐบาลซีเรียบุกยึดเมืองคืนจากกลุ่มกบฏ โดยคณะกรรมการสภากาชาดสากล เตือนถึงสถานการณ์สู้รบในเมืองอเลปโปว่า เป็นเหตุให้ชาวซีเรียต้องไร้ที่อยู่แล้วประมาณ 50,000 คน และหวั่นวิตกว่า สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในเมืองอเลปโปจะเลวร้ายลงในเวลาอันรวดเร็ว ประชาชนจะขาดแคลนทั้งอาหารและน้ำ เพราะขณะนี้น้ำประปาในเมืองอเลปโปได้ถูกตัดขาดแล้ว

สภาพความเสียหายในเมืองอเลปโป

ด้านนายจอห์น แครี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้มีการหยุดยิงในเมืองอเลปโป เพื่อจะได้มีการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปให้แก่ชาวซีเรีย ในเมืองนี้ ซึ่งตกอยู่ภายใต้การยึดครองของกบฏต่อต้านรัฐบาล โดย นายแคร์รี กำลังมุ่งหวังให้การประชุมกันที่เมืองมิวนิก ในเยอรมนี ระหว่างรัสเซีย กับสหรัฐฯ ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน และชาติมหาอำนาจอื่นๆ เพื่อพยายามฟื้นการเจรจาสันติภาพในซีเรีย จะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ในเร็ววันนี้ ขณะที่ เจ้าหน้าที่จากชาติตะวันตกคนหนึ่งเปิดเผยว่า ทางการรัสเซียได้ยื่นข้อเสนอเริ่มต้นหยุดยิงในซีเรีย ในวันที่ 1 มีนาคมที่จะถึง

ชาวซีเรียลี้ภัยสงครามกลางเมือง

ชาวภูฏานรอชื่นชม!! ภาพพระราชทานภาพแรก โอรสองค์น้อยในกษัตริย์จิกมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/576018

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2559 12:42

 

ปลื้มปิติ..ราชินีภูฏานเผยแพร่ภาพพระโอรสองค์น้อยเป็นครั้งแรกต่อสาธารณชน หลังทรงมีพระประสูติกาลเมื่อ 5 ก.พ. เป็นภาพที่แสนอบอุ่น พระโอรสองค์น้อยทรงอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ของพระอัยกา โดยมีกษัตริย์จิกมี พระราชบิดาและพระราชมารดาอยู่เคียงข้าง

สื่อต่างประเทศรายงานข่าวที่น่าปลื้มปิติ สำนักพระราชวังแห่งภูฏาน เผยแพร่ภาพพระราชทานพระโอรสองค์น้อย ในกษัตริย์จิกมี กษัตริย์จิกมี เกเซอร์ นัมเกล วังชุก กับราชินีเจตซัน เปมา พระชายาเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 59 หลังจากราชินีเจตซัน เปมา ทรงมีพระประสูติกาล เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

ภาพพระฉายาลักษณ์ที่ทรงพระราชทานเผยแพร่นั้น เป็นภาพที่แสดงให้เห็นถึงความรักที่มีต่อพระโอรสองค์น้อย พระชันษา 4 วัน ที่ทรงอยู่ในอ้อมพระหัตถ์ของสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก พระอัยกา และทรงมีกษัตริย์จิกมี พระราชบิดา พร้อมด้วยพระราชินีเจตซัน เปมา พระราชมารดา ทรงอยู่เคียงข้าง โดยภาพดังกล่าวบันทึกที่บริเวณด้านหน้าพระราชวังลิงกานา ในกรุงทิมพู อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่ภาพพระฉายาลักษณ์ดังกล่าว ยังไม่ได้ถ่ายให้เห็นพระพักตร์พระโอรสองค์น้อยแต่อย่างใด

กษัตริย์จิกมี และราชินีเจตซัน เปมาแห่งภูฏาน

พระราชินีเจตซัน เปมาได้ทรงนำภาพพระฉายาลักษณ์นี้โพสต์ในเฟซบุ๊กของพระองค์ พร้อมกับทรงระบุข้อความว่า ‘เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ (โลซาร์) ซึ่งเป็นวันที่ชาวภูฏานได้เฉลิมฉลองกันพร้อมหน้าพร้อมตากับสมาชิกในครอบครัวและคนรัก เพื่อเป็นการทำให้วันนี้พิเศษมากยิ่งขึ้น พวกเราจึงรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เผยแพร่ภาพพระฉายาลักษณ์อย่างเป็นทางการภาพแรกของพระโอรสองค์น้อย’

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ชาวภูฏานปลื้มปีติ พระชายากษัตริย์จิกมี ประสูติพระราชโอรส

ได้พระโอรส! กษัตริย์จิกมี ทรงประกาศข่าวมงคล พระชายาทรงตั้งพระครรภ์แรก

เจ้าพ่อนักค้ายาเสพติดอังกฤษถูกรวบตัวที่สนามบินกรุงบรัสเซลส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/575841

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 11 ก.พ. 2559 07:00

 

(ภาพ: AFP)

ตำรวจเบลเยียมจับกุมตัวเจ้าพ่อนักค้ายาเสพติดชาวอังกฤษได้คาสนามบินในกรุงบรัสเซลส์ โดยเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่เมืองลิเวอร์พูล และถูกทางการอังกฤษตามล่าตั้งแต่ปี 2554…

สื่ออังกฤษรายงานข่าว นายสกอตต์ ฮิวส์ เจ้าพ่อนักค้ายาเสพติดชาวอังกฤษวัย 35 ปี ได้ถูกจับกุมตัวเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่สนามบินกรุงบรัสเซลส์ เขาถูกตามล่าตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษตั้งแต่ปี 2554 เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่เมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ ข้อมูลดังกล่าวได้รับการยืนยันจากอัยการกรุงบรัสเซลส์และฮาลวิลวอร์ด

เจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษได้เปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมอังกฤษที่มีนายสกอตต์ ฮิวส์ เป็นหัวหน้า เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2554 โดยได้จู่โจมเข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยหลายแห่ง และสามารถจับกุมยาเสพติดจำนวนมาก อาทิ เฮโรอีน โคเคน กัญชา แอมเฟตามีน เป็นต้น เจ้าหน้าที่ตรวจพบเงินสดจำนวน 250,000 ปอนด์ โดยตรวจพบที่บ้านผู้ต้องสงสัยและเพื่อนหญิงจำนวน 212,000 ปอนด์ และนาฬิกาหรูมูลค่ารวม 200,000 ปอนด์ รวมทั้งทรัพย์สินมีค่าอื่นอีกหลายรายการ

เครือข่ายดังกล่าวได้จัดส่งและค้าขายยาเสพติดในระดับใหญ่มาก เจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษได้สอบสวนจุดหมายปลายทางหลายแห่งที่เป็นจุดรับยาเสพติดของเครือข่ายนี้ทั่วยุโรป และได้ทลายเส้นสายของเครือข่ายทั้งหมด ในการสืบสวนจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถยึดเงินสดได้จำนวนกว่า 1 ล้านปอนด์

ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวในข้อหาค้ายาเสพติดทั้งหมดจำนวน 16 คน รวมทั้งเพื่อนสาวของนายสกอตต์ ฮิวส์ด้วย ขณะที่ นายสกอตต์ ฮิวส์เองนั้นสามารถหลบหนีการจับกุมได้ตลอดมา เจ้าหน้าที่ตำรวจอังกฤษเชื่อว่า เขาหลบหนีอยู่ในประเทศสเปนและเดินทางไปมาโดยใช้พาสปอร์ตปลอม เขาถูกจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่สนามบินกรุงบรัสเซลส์ โดยเขาขึ้นเครื่องบินมาจากเมืองดูไบ และจะถูกนำตัวขึ้นศาลเบลเยียมเพื่อพิจารณาส่งตัวในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนให้กับหน่วยงานอังกฤษในวันที่ 19 กุมภาพันธ์นี้

นายสกอตต์ ฮิวส์ เป็นผู้ต้องหารายที่ 75 ที่ถูกจับกุมตัว เขาอยู่ในรายชื่อ “ผู้ต้องหาที่ต้องการตัวมากที่สุด” จำนวน 86 คน ของสำนักงานอาชญากรรมแห่งชาติของอังกฤษ (National Crime Agency – NCA) เมื่อห้าปีที่ผ่านมาของแผนปฏิบัติการแคปติวาที่มีเป้าหมายในการหยุดยั้งอาชญากรรม