ผวา! แผ่นดินไหวแรง 6.2 เขย่าญี่ปุ่น นอกชายฝั่งเกาะฮอนชู ลึกแค่ 10 กม.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.ย. 2559 12:31

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732835

 

ชาวญี่ปุ่นระทึกอีก…เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.2 นอกชายฝั่งเกาะฮอนชู ศูนย์กลางธรณีพิโรธลึกแค่ 10 กม.และห่างจากกรุงโตเกียว ราว 220 กม.

เมื่อ 24 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สำนักธรณีวิทยาสหรัฐฯ(ยูเอสจีเอส) ตรวจพบเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 6.2 นอกชายฝั่งด้านตะวันออกของเกาะฮอนชู ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 ก.ย. โดยจุดศูนย์กลางธรณีพิโรธ อยู่ห่างจากเมืองคัตสึอูระ ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 143 กม. และมีความลึกเพียง 10 กม. อีกทั้งศูนย์กลางแผ่นดินไหวยังอยู่ห่างจากกรุงโตเกียว เมืองหลวงของญี่ปุ่นไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 226 กม.

ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ไม่ได้ประกาศเตือนภัยคลื่นยักษ์ หรือสึนามิแต่อย่างใด แม้การเกิดแผ่นดินไหวอาจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล แต่คาดว่าจะไม่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่ชายฝั่ง

 

ระทึก! กราดยิงสยองที่ห้างฯใกล้ซีแอตเติล ตายแล้ว 4 ตร.เร่งล่ามือปืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.ย. 2559 10:59

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732750

 

(ภาพจากทวิตเตอร์ :Sgt. Mark Francis )

เกิดเหตุกราดยิงสุดระทึก ที่ห้างสรรพสินค้า คาสเคด มอลล์ ในเมืองเบอร์ลิงตัน รัฐวอชิงตัน สหรัฐฯ ดับสลดแล้ว 4 ศพ ตำรวจเร่งไล่ล่ามือปืน พร้อมกับปิดถนนโดยรอบ

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น รายงาน เกิดเหตุกราดยิงที่ห้างสรรพสินค้า CASCADE Mall (คาสเคด มอลล์) ในเมืองเบอร์ลิงตัน รัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองซีแอตเติล ประมาณ 65 ไมล์ เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 23 ก.ย.ตามเวลาท้องถิ่น เบื้องต้น พบผู้เสียชีวิตแล้ว อย่างน้อย 4 ราย ขณะที่ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างการติดตามค้นหามือปืนตามร้านค้าต่างๆ ในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้


ส.ต.อ. มาร์ค ฟรานซิส ประจำสถานีตำรวจในเมืองเบอร์ลิงตัน ประกาศแจ้งเตือนประชาชนควรหลีกเลี่ยงมายังบริเวณ คาสเคด มอลล์ ในเมืองเบอร์ลิงตัน พร้อมกับแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการปิดถนนโดยรอบคาสเคด มอลล์ และอพยพผู้คนที่ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดหารถบัสไปส่งยังโบสถ์ที่อยู่ใกล้เคียงแล้ว

 

มะกันเฉ่ง ตร.เมืองทุลซายิงชายผิวดำไม่สมเหตุผล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732465

 

กลุ่มผู้ชุมนุมในเมืองชาร์ลอตต์ รัฐนอร์ทแคโรไลนาของสหรัฐฯ ยังรวมกลุ่มประท้วงต่อต้านตำรวจต่อเนื่องเป็นคืนที่ 3 เมื่อคืนวันที่ 22 ก.ย.ต่อเนื่องเช้าตรู่วันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยไม่สนใจการประกาศภาวะเคอร์ฟิวที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 22 ก.ย. คาบเกี่ยวเช้าตรู่วันที่ 23 ก.ย. 06.00 น. วันเดียวกัน ทั้งนี้หลังมีประกาศภาวะฉุกเฉินขึ้นก่อนแล้วเพื่อรับมือเหตุชุมนุมประท้วงที่ลุกลามจากการชุมนุม ซึ่งช่วงแรกๆยังเป็นไปโดยสงบก่อนกลายเป็นเหตุรุนแรง มีการขว้างปาข้าวของใส่ตำรวจ ทุบทำลายประตูหน้าต่างเข้าปล้นสะดมร้านค้าในการชุมนุมเมื่อคืนวันที่ 21 ก.ย. ตำรวจต้องยิงกระสุนยางและแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม มีรายงานผู้ประท้วงถูกยิงบาดเจ็บอาการสาหัส 1 คนและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งตำรวจปฏิเสธไม่ใช่ฝ่ายลงมือ และมีผู้บาดเจ็บในการชุมนุม 9 คน ถูกจับ 44 คน แต่การชุมนุมในคืนวันที่ 22 ก.ย. ส่วนใหญ่เป็นไปโดยสงบ ฝ่ายตำรวจจึงยังไม่ยอมบังคับใช้เคอร์ฟิว

ด้านตำรวจยอมเปิดภาพคลิปวีดิโอช่วงเกิดเหตุนาทีตำรวจยิงสังหารนายคีธ สกอตต์ ชายผิวดำวัย 43 ปี เหตุเกิดเมื่อบ่ายวันที่ 20 ก.ย. ที่เมืองชาร์ลอตต์ซึ่งฝ่ายตำรวจอ้างว่า นายสกอตต์ไม่ยอมวางปืนตามคำสั่งของตำรวจให้ครอบครัวนายสกอตต์ดูแล้ว ขณะที่ทนายความครอบครัวนายสกอตต์ กล่าวว่าไม่มีช่วงไหนเลยที่แสดงให้เห็นว่านายสกอตต์แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวหรืออาจเป็นอันตรายต่อตำรวจและไม่มีปืน ส่วนที่ยังคลุมเครือกันอยู่คือของที่อยู่ในมือของนายสกอตต์เป็นปืนตามที่ตำรวจอ้างหรือเป็นแค่หนังสือตามที่ครอบครัวยืนยัน ภาพเหตุการณ์ในวีดิโอก็ไม่ชัดเจนมากพอที่จะบอกว่าเป็นอะไรกันแน่

ส่วนความคืบหน้าเหตุตำรวจยิงนายเทอเรนซ์ ครัตเชอร์ ชายผิวดำอีกคนที่เมืองทุลซา รัฐโอกลาโฮมาซึ่งเกิดขึ้นก่อนกรณีของนายสกอตต์ และเป็น 2 ใน 3 เหตุการณ์ที่ตำรวจยิงสังหารคนผิวดำในรอบ 1 สัปดาห์แต่เกิดคนละพื้นที่กัน ล่าสุด เจ้าหน้าที่เบตตี เชลบี ตำรวจผู้ก่อเหตุถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา อัยการระบุว่า การที่เจ้าหน้าที่เบตตียิงผู้ตายอ้างเพราะไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งและทำท่าโน้มตัวเข้าหน้าต่างรถจึงตัดสินใจยิงถือว่าไม่สมเหตุผล เพราะภาพวีดิโอ ครัตเชอร์ชูมือขึ้นและแค่ยืนพิงรถ ระหว่างนี้ครัตเชอร์ยังถูกตำรวจอีกนายยิงด้วยปืนช็อตไฟฟ้าด้วย

โดยหลังเจ้าหน้าที่เบตตีถูกตั้งข้อหาดังกล่าว ได้มีผู้ชุมนุมกลุ่มเล็กๆ ชุมนุมเรียกร้องให้ลงโทษตำรวจผู้ลงมือหนักขึ้นอีก หลังพบว่าเจ้าหน้าที่เบตตีซึ่งหากถูกศาลตัดสินว่าผิดจริงจะรับโทษจำคุกแค่ขั้นต่ำ 4 ปี.

 

ย้อนรอย คดีแห่งศตวรรษ ฆาตกรรมไร้ฆาตกร ย้ำแผลเหยียดผิวมะกันชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 24 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730769

 

ปัจจุบัน…พ.ศ.2559

โคลิน แคเปอร์นิค (Colin Kaepernick) ควอเตอร์แบ็กสำรอง ของทีมซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนเนอร์ส ถอนกายลงคุกเข่า ขณะมีการเปิดบรรเลงเพลงชาติสหรัฐอเมริกา ในการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล NFL เพื่อประท้วงปัญหาเหยียดสีผิว หลังเกิดซีรีส์ ตำรวจผิวขาว สังหารและทำร้าย วัยรุ่นผิวดำ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เพียงไม่นาน หลังจากนั้น บรรดานักกีฬาในสหรัฐฯ ทั้งผิวขาวและผิวดำ ที่เห็นด้วย ต่างพร้อมใจกระทำแบบเดียวกัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้าไปแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ อย่างจริงจังเสียที…

ทว่า….ปัญหาความแตกต่างทางสีผิว มิใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา

แต่ในอดีต…มีคดีฆาตกรรมอยู่คดีหนึ่ง ที่ทำให้ “ปัญหาเรื้อรัง” ที่ว่านี้ ถูกนำไปขยายผลใหญ่โต จนกลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางและดุเดือด ในทุกชนชั้นของอเมริกันชน

และในวันอ่านคำพิพากษาคดีนี้….อเมริกาทั้งประเทศหยุดนิ่ง แทบจะไม่หายใจ เพื่อรอฟังผลของมัน…  

ในวันนี้ นายฮกหลง แห่ง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ทุกท่าน ไปทบทวน คดีที่ว่านี้… นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไปกัน …….

คดีแห่งศตวรรษ สั่นสะเทือนสังคมทุกชนชั้น บนแผ่นดินแห่งเสรีภาพ

เหตุฆาตกรรมคดีหนึ่ง ที่ดูเหมือนจะไม่ต่างไปจากคดีที่เกิดขึ้นมาแล้วมากมาย ไม่ว่าที่ใดในโลก หญิงสาวสวยถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม พร้อมกับชายคนรักคนใหม่ ในขณะที่ผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งเป็นอดีตสามี เนื่องจากมีหลักฐานมากมายบ่งชี้ แถมมีพฤติการณ์แวดล้อม อันน่าชวนสงสัยเป็นอย่างยิ่ง

พล็อต ฆาตกรรม ที่ไม่น่ามีอะไรสลับซับซ้อน ……แต่ไฉน….

สื่อมวลชนในอเมริกา ต่างพร้อมใจกันเรียกขานมันว่า “คดีแห่งศตวรรษ” ที่ไร้…ฆาตกร

เหตุใดมันจึงถูกเรียกว่า คดีแห่งศตวรรษ น่ะหรือ? ….มันจะไม่เป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร ในเมื่อผลแห่งคดีที่เกิดขึ้น ได้สร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ ในแง่ของการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสหรัฐอเมริกา ทั้งเรื่องปัญหาภายในครอบครัว กระบวนการยุติธรรมในสหรัฐฯ และที่สำคัญมันได้ไปสะกิดแผล “ปัญหาการเหยียดสีผิว” ที่ สังคมอเมริกันชน พยายามซุกมันไว้ใต้พรมมาตลอด นับตั้งแต่ สิ้นสุดสงครามกลางเมือง

สงครามเพียงครั้งเดียว ที่เกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินสหรัฐอเมริกา หากไม่นับการลอบโจมตี ที่ เพิร์ล ฮาร์เบอร์

“คดีแห่งศตวรรษ” ที่ว่านี้ ก็คือ คดีของ นายโอเรนธาล เจมส์ ซิมป์สัน หรือ โอ.เจ.ซิมป์สัน ดารา และอดีตซุป’ตาร์นามอุโฆษ แห่งวงการอเมริกันฟุตบอล กีฬาแห่งความภาคภูมิใจและสุดฮิตอันดับหนึ่งของชาวอเมริกัน ผู้มากมีทั้งชื่อเสียงและเงินทอง หากใครนึกภาพไม่ออก ว่า โอ.เจ.ซิมป์สัน อดีตตัววิ่งของ ทีมบัฟฟาโล่ บิลล์ส และ ซานฟรานซิสโก โฟร์ตี้ไนเนอร์ส ผู้นี้โด่งดังแผ่นดิน USA มากมายขนาดไหน นายฮกหลง ขอหยิบยกประโยคจากบทความ โลกสีเขียว หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ประจำวันที่ 20 มิ.ย.2537 ของ คุณแสงชัย สุนทรวัฒน์ คอลัมนิสต์ผู้เชี่ยวชาญข่าวต่างประเทศ และรู้ทุกซอกทุกมุมของสังคมอเมริกันชน ผู้ล่วงลับ ซึ่ง นายฮกหลง เทิดทูนบูชา มาให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ลองอ่าน และจินตนาการตามกันไปก่อน

“คุณๆ รู้จักเปเล่ใช่ไหมครับ ยอดนักฟุตบอลที่ถือกันว่าดังที่สุดในโลก คุณรู้จัก โอ.เจ.ซิมป์สัน ไหมครับ ไม่รู้จักหรอกครับ นอกจากคุณจะเคยอยู่ที่อเมริกา หรือ เป็นแฟนอเมริกันฟุตบอลอย่างเหนียวแน่นมาตลอดยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมานี้

โอ.เจ.คือ สุดยอดตัววิ่ง ของ วงการอเมริกันฟุตบอล ผมไม่ทราบว่าจะบรรยายความยิ่งใหญ่ของ โอ.เจ. ใน อเมริกาได้อย่างไร เอาเป็นว่าอย่างนี้แล้วกันครับ สำหรับอเมริกันชนแล้ว โอ.เจ.ซิมป์สัน ยิ่งใหญ่พอๆ กับ เปเล่ ที่ยิ่งใหญ่ต่อแฟนฟุตบอลของโลก ก็แล้วกัน!”


โอเรนธาล เจมส์ ซิมป์สัน หรือ โอ.เจ.ซิมป์สัน ดารา และอดีตซุป’ตาร์แห่งวงการอเมริกันฟุตบอล

หาก ชาวเจนวาย ยังนึกไม่ออกว่า เปเล่ คือใครกันอีก? ก็ เอาง่ายๆ แบบแล้วกันครับว่า… โอ.เจ. ก็คือ เมสซี บวก โรนัลโด ของ อเมริกันชน

นึกภาพออกแล้วใช่ไหมครับว่า โอ.เจ.ผู้นี้ คือใคร? และเป็น บิ๊กเนม ที่ใครๆ ใน สหรัฐอเมริกา ต้องรู้จัก และให้ความเกรงอกเกรงใจ มากมาย ขนาดไหน?

โอ.เจ.ซิมป์สัน ตกเป็นผู้ต้องหา คดีฆาตกรรม นางนิโคล บราวน์ ซิมป์สัน อดีตภรรยาคนที่ 2 ที่เพิ่งหย่าร้างกัน และ นายโรนัลด์ โกลด์แมน เพื่อนชาย ที่ถูกสังหาร โดย ฆาตกรปริศนา ที่แม้จะผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ ประเทศที่ได้ชื่อว่า เป็น “ที่สุดของที่สุด” แห่งวงการนิติวิทยาศาสตร์โลก ก็ยัง ไม่สามารถระบุได้ว่า เป็นใคร?


นางนิโคล บราวน์ ซิมป์สัน และ นายโรนัลด์ โกลด์แมน เหยื่อฆาตกรรมปริศนา

โดย คดีแห่งศตวรรษนี้ เริ่มต้นขึ้น…เมื่อเหยื่อทั้งสองราย ถูกฆาตกรโหด แทงด้วยอาวุธมีด นอนจมกองเลือด เสียชีวิตอยู่ด้านนอกคอนโดมิเนียมหรู ย่านเบรนต์วูด นครลอสแอนเจลิส โดยสภาพศพ ถูกแทงยับทั้งคู่ แถมบริเวณ คอหอยถูกเชือดจากด้านหนึ่งจนสุดอีกด้านหนึ่ง อย่างน่าสยดสยอง กระทั่งมีผู้มาพบเห็นศพ ในเวลา 00.10 น. วันที่ ของวันที่ 13 มิ.ย. 2537 โดยเบื้องต้น เจ้าหน้าที่นิติเวช ระบุเวลาการเสียชีวิตของทั้งคู่ว่า น่าจะอยู่ที่เวลาประมาณ 22.30 น. ของ วันที่ 12 มิ.ย. 2537

และเมื่อตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่พบหลักฐานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น รอยเท้าคนร้าย รอยเลือดซึ่งออกจากที่เกิดเหตุ หมวกสีน้ำเงิน และถุงมือเปื้อนเลือด….

แล้ว ณ เวลา 22.30 น. ของ วันที่ 12 มิ.ย.2537 ซึ่งน่าจะเป็นเวลาที่คนร้ายลงมือ โอ.เจ.ซิมป์สัน อยู่ที่ไหน ?

ในวันนั้น โอ.เจ. มีกำหนดเดินทางไปสนามบิน เพื่อขึ้นเครื่องไปแข่งขันกอล์ฟรายการหนึ่งที่ชิคาโก ในวันที่เกิดเหตุ

หากแต่ว่า…..

เวลาประมาณ 21.35 น. ของ วันที่ 12 มิ.ย.2537 โอ.เจ ไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์ ที่ แอลเอ กระทั่งเวลา เวลา 22.22 น. นายอลัน ปาร์ก คนขับรถลีมูซีน ที่นัดหมายไว้ ขับรถมารับที่หน้าคฤหาสน์ ก็พบว่า โอ.เจ ไม่ได้อยู่ที่บ้านพักและไม่เห็นรถยนต์จอดอยู่ จนกระทั่งเวลา 23.00 น. โอ.เจ ก็ปรากฏตัว ก่อนขึ้นเครื่องออกจากสนามบิน ในเวลา 23.40 น.

เวลา 05.00 น. ตำรวจแอลเอ แผนกฆาตกรรม 4 นาย ในจำนวนนี้ มี มาร์ก เฟอร์แมน ตัวละครสำคัญที่จะมีผลต่อคดีนี้ในอนาคต รวมอยู่ด้วย เดินทางมาที่ คฤหาสน์ของ โอ.เจ. โดยอ้างว่าต้องการมาบอกข่าวเรื่องการเสียชีวิตของอดีตภรรยา แต่เมื่อพยายามติดต่อ ไม่มีใครในบ้านตอบรับ ทั้งหมดจึงหยุดรออยู่

แต่แล้ว….เมื่อ นักสืบมาร์ก เฟอร์แมน สังเกตเห็น รอยเลือดที่บริเวณที่จับประตูรถฟอร์ดบรองโก สีขาว ของ โอ.เจ. ที่จอดอยู่หน้าบ้าน ประกอบกับ รออยู่เป็นเวลากว่า 45 นาทีแล้ว


นักสืบมาร์ก เฟอร์แมน ผู้ทำให้คดีพลิกผัน

ทั้งหมดจึงตัดสินใจ กระทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด… ด้วยการบุกเข้าไปคฤหาสน์ของซิมป์สันโดยพลการ

ก่อน 06.00 น. เล็กน้อย ทั้งหมดได้พบกับลูกสาวของซิมป์สัน จึงมีการติดต่อทางโทรศัพท์ เพื่อแจ้งข่าวฆาตกรรมให้ โอ.เจ. รับทราบ ซึ่งหลังทราบข่าวร้าย เจ้าตัว ก็บอกกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า จะเดินทางกลับทันที

แต่แล้ว…15 นาที หลังจากนั้น นักสืบเฟอร์แมน ก็ไปพบเข้ากับหลักฐานสำคัญเข้า ประกอบด้วย คราบเลือดเกรอะกรัง เป็นทางยาวที่ลานจอดรถ ถุงเท้าเปื้อนเลือด และ ถุงมือเปื้อนเลือด 1 ข้าง ลักษณะคล้ายกับที่พบในที่เกิดเหตุ!

เหตุการณ์ทั้งหมดจึงพลิกผันทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจ สั่งกั้นจุดที่พบหลักฐานทั้งหมด พร้อมเรียกเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ไปทำการตรวจสอบในเวลา 07.10 น.

เวลา 12.10 น. ซิมป์สัน กลับ แอลเอ ถูกสอบปากคำ นาน 3 ชั่วโมง ก่อนปล่อยตัวไป เพราะเจ้าตัว ให้ความร่วมมือ ยอมให้ตัวอย่างเลือด และรับปากว่า จะมอบตัว ถ้ามีการตั้งข้อหากับเขาอย่างเป็นทางการ แม้ว่า จะไม่สามารถระบุสถานที่และเวลาที่ชัดเจนของตัวเอง ในวันที่เกิดเหตุสังหารโหดอดีตภรรยาได้ก็ตาม

15 มิ.ย. ตำรวจได้ผลการตรวจเลือดยืนยันว่า เลือดที่พบในที่เกิดเหตุ ตรงกับ เลือดของ โอ.เจ.ซิมป์สัน แถมเลือดที่พบบนถุงมือที่คฤหาสน์หรู ก็ตรงกับ เลือดของเหยื่อทั้งสองคน และตัวของเขาเอง อีกด้วย!

ขับรถหนีตำรวจทั่วเมือง หลังถูกออกหมายจับ มะกันมุง รุมแห่อย่างกับดูหนัง  

17 มิ.ย. หลังมีการตั้งข้อหา โอ.เจ.ซิมป์สัน ได้เขียนจดหมายลาตาย และไม่ยอมมอบตัว แถมให้เพื่อนขับรถพาหนี จนเกิดการขับรถไล่ล่า ระหว่าง ขบวนรถของตำรวจแอลเอ กับ รถฟอร์ดบรองโกสีขาว ของ ซิมป์สัน ไปทั่วเมือง โดยในระหว่างการไล่ล่านี้ มีการรายงานข่าวด้วยว่า โอ.เจ. ได้ถือปืนจ่อหัวของตัวเองอยู่ด้วย ท่ามกลางการถ่ายทอดสดทางทีวีเกือบทุกช่องในสหรัฐอเมริกา ไม่ต่างอะไรจากภาพยนตร์ฮอลลีวูด จนกลายเป็นข่าวดังไปทั่วทั้งโลก โดยว่ากันว่า เหตุการณ์นี้ มีผู้รับชมการถ่ายทอดสด มากถึง 95 ล้านคน! ถึงขนาดว่าสถานีโทรทัศน์บางช่อง ต้องยกเลิกการถ่ายทอดสด การแข่งขันบาสเกตบอล NBA รอบชิงชนะเลิศ เพื่อถ่ายทอดสดเหตุที่ว่านี้เลยทีเดียว และตลอดระยะเวลาของการขับไล่ล่า อเมริกันชนจำนวนมากมาย ขับรถตามและยืนมุงดูตลอดสองข้างทางอีกด้วย


โอ.เจ.ซิมป์ สัน ขณะพารถคู่ใจหลบหนี การไล่ล่าของ ตำรวจ และ กองทัพนักข่าว

รถฟอร์ดบรองโกสีขาว คันต้นเหตุ ที่ทำให้ป่วนไปทั้งสหรัฐอเมริกา

ตราบจนกระทั่ง….สิ้นสุดการไล่ล่า ตำรวจเกลี้ยมกล่อมสำเร็จ โอ.เจ.ซิมป์สัน ถูกจับและห้ามประกันตัว แถมเมื่อเข้าไปตรวจสอบภายในรถ ก็พบว่า มีทั้งเงินจำนวนถึง 9,000 ดอลลาร์ และหนวดเคราปลอม อยู่ด้วย

เรียกได้ว่า หลักฐานทุกอย่างมันบ่งชี้เสียเหลือเกินว่า ฆาตกรในคดีนี้ “น่าจะเป็นผู้ใด”

ใช้บารมีคนดัง พร้อมทุ่มเงินไม่อั้น จ้างดรีมทีมทนาย สู้คดี!

แต่แม้ว่า…หลักฐานทุกอย่างจะไม่เป็นใจ อดีตซุป’ตาร์ผู้มากชื่อเสียงนี้ ก็ใช้ทั้งความโด่งดังและเงินทองที่มีอยู่มากมายมหาศาล ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญชั้นอ๋องในหลายแขนง มารวมตัวกันตั้งเป็นทีมกฎหมายเพื่อต่อสู้คดี ซึ่งทีมกฎหมายที่ว่านี้ เก่งฉกาจ จนถึงขนาดสื่อในสหรัฐฯขนานนามให้ว่าเป็น “ดรีมทีม” เลยทีเดียว และในจำนวนนี้ มี “จอห์นนี่ ค๊อกแรน” ทนายผิวสีมากฝีมือ ค่าตัวสุดแพง ซึ่งต่อมา เป็นกลจักรสำคัญยิ่ง ในการพลิกเกม จากที่ถูกไล่ต้อนจนเกือบจนกระดาน มาเป็นฝ่ายรุกฆาต แถมสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับสังคมอเมริกันชนอย่างกว้างขวาง ในเวลาต่อมา


รถฟอร์ดบรองโก ขณะขับหลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจ และกองทัพนักข่าว

การพิจารณา คดีแห่งศควรรษ เปิดฉากในวันที่ 20 ก.ค. 2537 เมื่ออัยการนำเสนอหลักฐานเป็นชุดๆ รวม 723 ชิ้น รวมถึง ถุงมือและถุงเท้าเปื้อนเลือด ซึ่งเมื่อผ่านขั้นตอนการตรวจดีเอ็นเอแล้ว พบว่า เป็นกลุ่มเดียวเลือดซิมป์สัน และที่สำคัญไปกว่านั้น คือ อดีตนักอเมริกันฟุตบอลชื่อดัง เคยทุบตีอดีตภรรยาอย่างรุนแรง จนกระทั่ง ต้องโทรศัพท์ 911 เพื่อขอความช่วยเหลือ จากตำรวจแอลเอ อย่างน้อย 9 ครั้ง นับตั้งแต่ทั้งคู่อยู่กินฉันสามีภรรยา ตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา

นอกจากนี้ อัยการ ยังพบด้วยว่า ร่องรอยที่พบในที่เกิดเหตุ ไม่ว่าจะเป็น เส้นผม รอยรองเท้า หรือ เส้นใย ล้วนมีส่วนสัมพันธ์ กับ ซิมป์สัน ทั้งสิ้น

แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ คิดอย่างไรกันครับ คิดเหมือน นายฮกหลง ใช่ไหมครับว่า…

หลักฐานมันน่าจะมัดแน่นหนา ชนิดที่เรียกว่า “ดิ้นยังไงก็ไม่น่าจะหลุด นอกจากมี “เวทมนตร์วิเศษ!”

หากแต่ว่า…..ดรีมทีม ของ โอ.เจ.ซิมป์สัน ดันสามารถสร้างสิ่งที่น่าจะเรียกว่า “เวทมนตร์วิเศษ” ให้เกิดขึ้นได้จริงๆ

นั่นเป็นเพราะ…ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่าไปนั้น อัยการ ยังขาดสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งไป

นั่นก็คือ “ประจักษ์พยาน” ที่เห็นเหตุการณ์ฆาตกรรมในครั้งนี้! ซึ่งรอยโหว่ที่ว่านี้เอง ทำให้ ดรีมทีม นำไปใช้หักล้างความน่าเชื่อถือของคดีต่อหน้าลูกขุน โดยชี้ให้เห็นว่า อัยการมีแต่เพียง “พยานแวดล้อม” ทั้งสิ้น

“ประจักษ์พยาน” และ “พยานแวดล้อม”

ฟังดูคุ้นๆ เหมือนคดีเสี่ยหุ้นในประเทศหนึ่ง แถวๆ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไร….ก็ไม่รู้สินะ! ว่าไหมครับ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน

ส่วนเจ้าถุงมือเปื้อนเลือด ที่อัยการหมายหมั้นปั้นมือว่า จะเป็นหมัดเด็ดอีก “หมัดน็อก” ซุป’ตาร์วงการอเมริกันฟุตบอล ให้จำนนต่อหลักฐาน “ถึงขนาดให้เจ้าตัว ลองสวมดู ต่อหน้าคณะลูกขุน”

แต่แล้ว…..ทุกอย่างก็กลับตาลปัตร เพราะเหตุที่ว่า ซิมป์สัน ต้องใช้เวลานานหลายนาที กว่าที่จะสวมได้ โดยคณะลูกขุนบางคน เรียกมันว่า เป็นความพยายามที่ทุลักทุเลเสียด้วยซ้ำไป!


ความพยายามสวมใส่ถุงมือ ที่ คณะลูกขุน มองว่า มันแสนจะทุลักทุเล

นั่น ก็เป็นเพราะ ถุงมือที่ว่า ดันมีขนาดเล็กกว่ามือของผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง จนทำให้คณะลูกขุนส่วนใหญ่ ตีความว่า มันไม่ใช่ถุงมือของ ซิมป์สัน ไปเลยก็มี


มือของ โอ.เจ ซิมป์สัน ขนาดไม่พอดีกับถุงมือ

แต่ทีเด็ดทีขาด ที่ทำให้เกิดจุดพลิกผันในคดีนี้ จริงๆ… ก็คือ การที่ ทนายเจ้าของค่าตัวสุดแพงเว่อร์ อย่างค๊อดแรน ได้ตอกย้ำทิ่มแทงตรงๆ ไปที่ประเด็น ว่า มาร์ก เฟอร์แมน ตำรวจสายสืบแอลเอ ผู้ค้นพบถุงมือซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นเด็ด คนแรก นั้น มีพฤติกรรม เหยียดสีผิว ไม่ต่างจาก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์!


จอห์นนี่ ค๊อกแรน ทนายผู้เปลี่ยนทิศทางของคดี อย่างแท้จริง

ซึ่งประเด็นที่นำมาเล่นในครั้งนี้ แม้แต่ ทนายที่ร่วมทำคดีด้วยกัน ยังมองว่า เป็นการ “เล่นสกปรก”

เปิดประเด็น “เหยียดสีผิว” เบี่ยงเบนทิศทางคดี เปลี่ยนจาก รับ เป็น รุกฆาต

ซึ่งหลังจาก มันถูกนำมาเล่น กลับทำให้ หลักฐานทั้งหมดที่ อัยการ ใช้กล่าวหา โอ.เจ. ในคดีนี้ ไม่ต่างอะไรกับการสร้างหลักฐานเท็จ เพื่อใส่ความ คนผิวดำ ซึ่งแทบจะเป็นเรื่องปกติ ของ ตำรวจผิวขาว ในอเมริกา กลายเป็นเรื่องเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา และมีน้ำหนักอย่างยิ่งยวด สำหรับการพิจารณาคดี ในสายตาของ คณะลูกขุน ที่ส่วนใหญ่เป็นคนผิวดำ รวมถึง คนผิวดำทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา เองอีกด้วย

3 ต.ค. 2538 หลังจากใช้เวลาพิจารณาสำหรับการออกคำตัดสิน เพียงไม่ถึง 4 ชั่วโมง ในคดีที่มีการต่อสู้มายาวนานหลายเดือน และกองเอกสารหลักฐาน ที่ ฝ่ายอัยการ บอกว่า มีกองท่วมราวกับภูเขา

คณะลูกขุนศาลอาญา 12 คน ที่ประกอบด้วย คนดำ 8 คน คนขาว 1 คน สเปน 1 คน และผิวสี 2 คน ก็มีคำตัดสินว่า ซิมป์สัน ไม่มีความผิดฐาน ฆาตกรรม โดยหนึ่งในคณะลูกขุน ที่ร่วมพิจารณาในคดีนี้ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อภายหลังด้วยว่า จริงๆ แล้ว ตนเองรู้สึกว่า เพียงแค่ 30 นาที ลูกขุนทุกคน ก็ได้ข้อยุติในคดีนี้แล้ว

แน่นอน หลังคำตัดสิน …. ท่ามกลางคนผิดดำส่วนใหญ่ทั่วทั้งประเทศสหรัฐอเมริกา ที่พากันเฉลิมฉลอง หลังทราบผลการตัดสิน แต่กลับกัน คนผิวขาว ส่วนใหญ่ในเมืองลุงแซม กลับเชื่อว่า คณะลูกขุน ตัดสินผิดพลาดและระบบศาลของสหรัฐอเมริกา ไม่ได้ก่อให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง!

และการตัดสินของคุณลูกขุน ในคดีนี้ เป็นการตัดสินที่ “เอาอารมณ์มาอยู่เหนือเหตุผล”

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อมีการทำผลสำรวจถามความเห็นในคดีนี้ จึงปรากฏว่า คนผิวขาว 77 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่า โอ.เจ. กระทำความผิดจริง ในขณะที่ คนผิวดำ 72 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่า โอ.เจ. ไม่ได้เป็นฆาตกร

อเมริกันชน สุดอึ้ง ตั้งคำถามกระบวนการยุติธรรม คดีเดียวกัน ไฉน ตัดสินขัดกันเอง

ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่า นั้น ในอีก 2 ปีต่อมา เมื่อญาติผู้ตาย นำคดีนี้ไปฟ้องร้องในศาลแพ่ง เมืองซานตาโมนิกา รัฐแคลิฟอร์เนีย คณะลูกขุน ที่ประกอบด้วย คนผิวขาว 9 คน สเปน 1 คน เอเชีย 1 คน และ ผิวผสม 1 คน กลับมีคำตัดสินว่า ซิมป์สัน สมควรรับผิดชอบต่อเหตุฆาตกรรมที่เกิดขึ้น และต้องจ่ายค่าเสียหายแก่ครอบครัวผู้ตาย รวมมูลค่าถึง 23.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เนื่องจากเชื่อว่า ผู้ต้องหาปิดบังข้อเท็จจริงในการ ให้การในศาล!

คำตัดสิน ที่ขัดกันเช่นนี้ นำไปสู่การทำให้สังคมอเมริกันชน เกิดความคลางแคลงใจในระบบยุติธรรมของตัวเอง ถึงขนาด ที่ ประธานาธิบดีบิล คลินตัน ในเวลานั้น ต้องออกมาเรียกร้องให้ชาวอเมริกันทั้งผอง ให้ความเคารพ ต่อคำตัดสินของคณะลูกขุน พร้อมกับเน้นให้อเมริกันชน เห็นถึงความจำเป็นของเอกภาพทางด้านเชื้อชาติ เป็นสำคัญ

ตัดภาพมาถึง ในวันนี้ …22 ปี ที่ล่วงผ่าน ของ คดีแห่งศตวรรษ ความรุนแรง จากประเด็นการเหยียดผิวในสหรัฐอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ และภราดรภาพ ก็ยังคงปรากฏให้เห็น อยู่เนืองๆ โดยเฉพาะระหว่างตำรวจผิวขาว และวัยรุ่นผิวสี

แสดงให้เห็นถึง อคติความต่างทางผิวสี ยังคงฝังตรึงแน่น อยู่ในหัวใจอเมริกันชนอยู่  

ไม่ต่างอะไรจาก รอยแผล ที่หากพลาดไปสะกิดขึ้นมาคราใด ก็จะทำให้เกิดความเจ็บปวดไปเสียทุกครั้ง ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด บนดินแดนแห่งเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมแห่งนี้…

นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์  

ขอบคุณภาพประกอบ : http://www.latimes.com/local/la-oj-anniv-arrest-story.html#page=1


  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 
 reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

 

โนเบลเพี้ยนปี 59 หนุ่มผู้ดีใช้ชีวิตแบบแพะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.ย. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732460

 

เมื่อวันที่ 23 ก.ย. มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมืองแคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเสตต์ สหรัฐฯ ประกาศผลรางวัลงานวิจัยสุดเพี้ยน หรือที่เรียกกันว่า “อิก โนเบล” ครั้งที่ 26 ประจำปี 2559 โดยในปีนี้รางวัลมีทั้งนายทอม ทเวทส์ นักวิจัยชาวอังกฤษ ที่ทดลองใช้ชีวิตแบบแพะบนเทือกเขาแอลป์เป็นเวลา 3 วัน โดยทุ่มเททำขาเทียมขึ้นมา เพื่อให้ตัวเองเดิน 4 ขาเหมือนแพะจริงๆ

เช่นเดียวกับนายอาห์เหม็ด ชาฟิค นักวิจัยผู้ล่วงลับชาวอียิปต์ ที่จดบันทึกพฤติกรรมทางเพศของหนู ที่ถูกจับใส่กางเกงที่ทำจากวัสดุต่างกัน ซึ่งพบว่าหนูที่ใส่กางเกงโพลีเอสเตอร์ปฏิบัติกิจกรรมทางเพศน้อยกว่าหนูที่ใส่กางเกงผ้าฝ้าย นอกจากนี้ รางวัลยังถูกมอบให้งานวิจัยที่ศึกษาบุคลิกของก้อนหิน และงานวิจัยที่สำรวจว่า เวลามองลอดใต้หว่างขาจะเห็นโลกเป็นเช่นไร เช่นเดียวกับรางวัลสาขาเคมีที่เหน็บแนมบรรดาวิศวกรของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์โฟล์คสวาเกน ในฐานะทำให้ค่าไอเสียรถยนต์ออกมาต่ำทุกครั้งที่มีการตรวจสอบรางวัลอิก โนเบล จะถูกมอบให้กับงานวิจัยที่มองดูแล้วเหมือนเรื่องตลก แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้ฉุกคิด ซึ่งผู้ชนะจะได้รับรางวัลจากผู้คว้ารางวัลทรงเกียรติโนเบลตัวจริง.

 

ตร.ปัดสอบแบรด พิตต์ ทำร้ายลูกเป็นเหตุให้หย่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 24 ก.ย. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732459

 

(แฟ้มภาพ)

สื่อบันเทิงต่างประเทศยังคงตามติดชีวิตรักช็อกโลกของซุปเปอร์สตาร์ฮอลลีวูด “แบรด พิตต์” กับ “แองเจลินา โจลี” หลังฝ่ายหญิงยื่นฟ้องหย่า จบความสัมพันธ์ที่ยาวนานถึง 12 ปี โดยล่าสุดกลายเป็นประเด็นฮือฮาอีกครั้ง หลังเว็บไซต์ข่าวบันเทิงสหรัฐฯทีเอ็มซี รายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ได้เริ่มการสอบสวนแบรด พิตต์ หลังได้รับเบาะแสว่า เจ้าตัวได้บันดาลโทสะใช้วาจาเกรี้ยวกราดและใช้กำลังกับลูกอย่างน้อย 1 คน จากทั้งหมด 6 คนบนเครื่องบิน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้โจลีตัดสินใจหย่าร้างในที่สุด

กระนั้นเมื่อวันที่ 23 ก.ย. นายโลเรนโซ เคซาดา โฆษกกรมตำรวจนครลอสแอนเจลิสออกชี้แจงว่า จากฐานข้อมูลของกรมตำรวจแอลเอไม่เคยมีรายงานหรือได้รับแจ้งความเกี่ยวกับแบรด พิตต์ และตำรวจก็มิได้อยู่ระหว่างการสอบสวนเจ้าตัวแต่อย่างใด เช่นเดียวกับกรมพิทักษ์เยาวชน ที่ออกแถลงปฏิเสธรายงานของสื่อดังกล่าว.

 

FBI ร่วมสอบแบรด พิตต์! ใช้กิริยา-คำพูดหยาบคายกับลูก บนเครื่องบินส่วนตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 19:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732304

 

ถึงเอฟบีไอ..เข้ามาร่วมสืบสวนสอบสวน แบรด พิตต์ ใช้กิริยาและคำพูดไม่เหมาะสมกับลูกชายคนโต บนเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว ก่อนแองเจลินา โจลีจะตัดสินใจฟ้องหย่า ขณะที่แหล่งข่าวเผย พระเอกคนดังดื่มเหล้าบนเครื่องบิน

เมื่อ 23 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางของสหรัฐฯ (เอฟบีไอ) เข้ามาร่วมสืบสวนสอบสวนในข้อกล่าวหาแบรด พิตต์ พระเอกฮอลลีวูดคนดังวัย 52 ปี ใช้กิริยาและวาจาไม่เหมาะสมกับแม็ดด็อกซ์ ลูกชายคนโต วัย 15 ของเขาบนเครื่องบินส่วนตัว เมื่อสัปดาห์ก่อน โดยข้อกล่าวหานี้มีขึ้นหลังจากข่าวรักร้าวระหว่างแองเจลินา โจลีกับแบรด พิตต์ ดังกระหึ่มโลก เมื่อแองเจลินา โจลี ได้มอบหมายให้ทนายความยื่นฟ้องขอหย่าขาดจากแบรด พิตต์ ด้วยเหตุผลเข้ากันไม่ได้ เมื่อวันจันทร์ที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ เผยกับนักข่าวบีบีซีว่า เจ้าหน้าที่เอฟบีไอกำลังรวบรวมหลักฐานเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าวของแบรด พิตต์ ขณะที่แหล่งข่าวคนหนึ่งได้เผยกับ มิร์เรอร์ เซเลบส์ เช่นกันว่า เอฟบีไอกำลังเข้ามาสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบนเครื่องบินส่วนตัวที่แบรด พิตต์ นั่งมากับลูกชาย 2 คน โดยอินไซเดอร์รายงานด้วยว่า พิตต์ ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่อย่างเต็มที่ และเขาได้ปฏิเสธว่าไม่ได้ใช้กิริยาและคำพูดที่ไม่เหมาะสมกับลูกของเขาแต่อย่างใด


ตามรายงานของสื่อในสหรัฐฯ ระบุว่าขณะนี้ แบรด พิตต์ กำลังถูกสอบสวนโดยกรมบริการเด็กและครอบครัวของรัฐลอสแอนเจลิส รวมทั้งเจ้าหน้าที่ยังได้สอบถามแองเจลินา โจลี และคาดว่าจะมีการสอบถามลูกๆ ของพวกเขาถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนเครื่องด้วย ขณะที่ บีบีซีรายงาน เจ้าหน้าที่กรมตำรวจนครลอสแอนเจลิสไม่ได้เข้ามาสอบสวนข้อกล่าวหาของแบรด พิตต์ ในเรื่องนี้ ทั้งนี้ ตามข้อกล่าวหา อ้างว่า แบรด พิตต์ ได้ดื่มเหล้าขณะอยู่บนเครื่องบินส่วนตัวกับลูกชาย 2 คน และเขาได้พูดจาเสียงดังโวยวายใส่แม็ดด็อกซ์ หลังเครื่องบินลงจอด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เบื้องลึกปิดฉากชีวิตรัก12 ปี! ทำไม แองเจลินา โจลี ฟ้องหย่าแบรด พิตต์ ?

 

ผู้โดยสารระทึก เครื่องบินเจ็ทสตาร์ควันคลุ้ง ต้องรีบลงจอดบริสเบน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 16:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/732104

 

(ภาพจากยูทูบ Nanixami)

ผู้โดยสารบนเครื่องบินเจ็ทสตาร์ ในออสเตรเลีย ใจคอไม่ดี…เกิดกลุ่มควันคลุ้งบนเครื่องบิน จนนักบินต้องนำเครื่องบินเปลี่ยนมาลงจอดที่เมืองบริสเบนแทน หลังทะยานออกจากซิดนีย์  มุ่งหน้าสู่เมืองแคร์นส์ ไม่ถึงชั่วโมง

เมื่อ 23 ก.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุการณ์สุดระทึกกับผู้โดยสารบนเครื่องบินโดยสารของสายการบินเจ็ทสตาร์ ในออสเตรเลีย เที่ยวบิน HQ 956 จากนครซิดนีย์ ไปยังเมืองแคร์นส์ เมื่อเครื่องบินได้เกิดกลุ่มควันตลบอบอวล หลังจากขึ้นบินได้ประมาณ 40 นาที และนักบินต้องตัดสินใจนำเครื่องไปลงจอดที่สนามบินเมืองบริสเบน เมื่อเย็นวันพฤหัสฯ ที่ 22 ก.ย. ขณะที่มีผู้โดยสารคนหนึ่งได้บันทึกภาพเหตุการณ์ขณะมีกลุ่มควันในห้องผู้โดยสาร และพนักงานต้อนรับกำลังเตรียมตัวสำหรับการให้ผู้โดยสารลงจากเครื่อง หลังเครื่องบินลงจอดที่สนามบินเมืองบริสเบนแล้ว

ด้านสายการบินเจ็ทสตาร์ ซึ่งเป็นสายการบินแบบโลว์คอสต์ในออสเตรเลีย ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่า นักบินไม่ได้นำเครื่องลงจอดฉุกเฉิน และกลุ่มควันได้ลอยเข้ามาในห้องผู้โดยสารหลังจากเครื่องบินลงจอดแล้ว โดยควันเหล่านี้เข้ามาทางระบบแอร์ปรับอากาศทำความเย็น ขณะที่ทางสายการบินเจ็ทสตาร์ ยังชี้แจงด้วยว่า นักบินได้ดับเครื่องยนต์เครื่องหนึ่งและนำเครื่องไปลงจอดที่บริสเบน ซึ่งเป็นมาตรการระมัดระวังไว้ก่อน


อย่างไรก็ตาม นิค ทร็อมป์ฟ์ ผู้โดยสารคนหนึ่ง เผยว่า สถานการณ์บนเครื่องบินน่ากลัวมาก และมีผู้โดยสารบางคนได้ยินเสียงดังและเห็นกลุ่มควันคลุ้ง ขณะที่เครื่องบินยังบินอยู่กลางอากาศ เดชะบุญ ที่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่มีผู้โดยสารและลูกเรือได้รับบาดเจ็บ.

 

พักงาน นักข่าวทีวีหญิงจีน! โดนจวกยับ สวมแว่น กางร่ม รายงานข่าว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 14:39

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731924

 

(ภาพจากยูทูบ:NewsEveryday)

นักข่าวทีวีสาวชาวจีน ‘งานเข้า’ .. สวมทั้งแว่นตากันแดด กางร่ม ขณะรายงานข่าวการซ่อมแซมสภาพความเสียหาย จากไต้ฝุ่นเมอรันตี จนโดนชาวเน็ตวิจารณ์ยับ ถึงขั้นสถานีโทรทัศน์สั่งพักงานฐานปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่เป็นมืออาชีพ…

เมื่อ 23 ก.ย. 59 สำนักข่าวบีบีซี รายงาน นักข่าวหญิง ประจำสถานีโทรทัศน์เซียะเหมิน ในประเทศจีน เจอบทลงโทษหนักถึงขั้นโดนพักงาน หลังจากเธอได้รับมอบหมายจากกองบรรณาธิการข่าวให้ไปรายงานข่าวปฏิบัติการช่วยเหลือ และฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองในเมืองเซียะเหมิน ซึ่งได้รับความเสียหายจากไต้ฝุ่นเมอรันตี ทว่านักข่าวหญิงคนนี้ ซึ่งไม่มีการเปิดเผยชื่อ กลับกางร่มและสวมแว่นตากันแดดเพื่อป้องกันแสงแดด ขณะเธอจ่อไมค์ สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ทำให้ภาพของเธอที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน และมีการนำไปแชร์บนโลกโซเชียล ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง ผู้คนจำนวนมากพากันเห็นว่าเธอกระทำไม่เหมาะสม และดูไม่เป็นมืออาชีพ

สถานีโทรทัศน์เซียะเหมิน ออกแถลงการณ์ถึงเรื่องนี้ว่า หนึ่งในผู้สื่อข่าวของเรา ไม่เชื่อฟังกฎของทางสถานีโทรทัศน์ และล้มเหลวในการปฏิบัติตนระหว่างการสัมภาษณ์อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งระบุว่า ภาพดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อทีมผู้สื่อข่าว และทำให้ได้รับผลกระทบเชิงลบจากสาธารณชน

อย่างไรก็ตาม บีบีซี เผยว่า หนึ่งในผู้โพสต์ภาพของนักข่าวหญิงคนนี้ซ้ำบนโลกออนไลน์ กล่าวว่า ปฏิกริยาของชาวเน็ตที่มีต่อนักข่าวหญิงรุนแรงเกินกว่าที่เธอคิดไว้ตอนแรก พร้อมเห็นว่าการลงโทษนักข่าวหญิงคนดังกล่าวด้วยการถูกพักงานนั้น รุนแรงเกินไป

ทั้งนี้ ซุปเปอร์ไต้ฝุ่นเมอรันตีถือเป็นพายุไต้ฝุ่นกำลังแรงที่สุดในปีนี้ที่พัดถล่มไต้หวัน ก่อนจะเคลื่อนตัวผ่านจีน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตในไต้หวัน 1 ราย และที่จีน 1 ราย โดยมณฑลฟูเจี้ยน ทางภาคใต้ของจีนเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากไต้ฝุ่นเมอรันตีหนักสุด

 

ยาฮู เซ็ง!! โดนแฮกเกอร์ขโมยข้อมูลลูกค้า มหาศาล นับ 500 ล้านบัญชี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 12:08

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731743

 

ยาฮู เผยมีแฮกเกอร์มือดีเข้ามาขโมยข้อมูลบัญชีผู้ใช้ยาฮู ช่วงปี 57 จำนวนมหาศาล นับ 500 ล้านบัญชี โชคดีข้อมูลที่ถูกแฮกไม่รวมข้อมูลด้านบัตรเครดิต ขณะนี้ กำลังทำงานร่วมกับ FBI ติดตามหาแฮกเกอร์ คาดอาจได้รับการหนุนหลังจาก รบ.ต่างชาติ…

เมื่อ 23 ก.ย. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัท ยาฮู (Yahoo) บริษัทผู้ให้บริการอีเมลรายใหญ่ ออกมาเปิดเผยว่า มีเหล่าแฮกเกอร์เข้ามาเจาะระบบบข้อมูลของลูกค้าผู้ใช้งานยาฮู ประมาณ 500 ล้านบัญชี ในปี 2557 ขณะที่การเปิดเผยของยาฮูในเรื่องนี้ ถือเป็นการเปิดเผยข่าวต่อสาธารณะ เกี่ยวกับการถูกจารกรรมข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว

บีบีซี เผย เจ้าหน้าที่สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลาง (เอฟบีไอ) ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่เอฟบีไอกำลังร่วมกับยาฮูในการตรวจสอบเรื่องนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม การถูกจารกรรมข้อมูลบัญชีผู้ใช้ยาฮู ในช่วงปี 2557 นั้นไม่มีการจารกรรมข้อมูลบัตรเครดิต แต่อย่างใด


ขณะที่ บีบีซี รายงานด้วยว่า ความเป็นไปได้ที่อาจจะมีแฮกเกอร์เข้ามาเจาะข้อมูลลูกค้ายาฮู เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อมีแฮกเกอร์รายหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า ‘Peace ’(พีซ) ได้พยายามติดต่อจะขายข้อมูลของบัญชีผู้ใช้ยาฮู นับ 200 ล้านบัญชีเลยทีเดียว โดย ยาฮู ยังยืนยันเมื่อวันพฤหัสฯ ที่ 22 ก.ย. ว่า การเข้ามาจารกรรมข้อมูลบัญชีผู้ใช้ยาฮูนั้น ถือว่าเป็นการจารกรรมครั้งใหญ่กว่าที่ทางเจ้าหน้าที่ยาฮูคิดไว้ตอนแรก

ข่าวแจ้งว่า ข้อมูลของบัญชีผู้ใช้ยาฮูที่แฮกเกอร์ขโมยไปนั้น รวมทั้ง ชื่อ อีเมล แอดเดรส หมายเลขโทรศัพท์ วันเดือนปีเกิด และรหัสเข้าพาสเวิร์ด โดยบริษัท ยาฮู ได้แนะนำให้ลูกค้าที่ใช้บัญชียาฮู ควรเปลี่ยนรหัสพาสเวิร์ดของตนเอง ถ้าหากไม่เคยทำมาก่อนเลยตั้งแต่ปี 2557 ขณะที่ สำนักข่าวรอยเตอร์ ยังรายงานอ้างการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ที่ไม่ขอเปิดเผยชื่อ 3 คนว่า พวกเขาเชื่อว่าการเข้ามาเจาะระบบข้อมูลบัญชีผู้ใช้ยาฮูนับ 500 ล้านชื่อ อาจจะได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลชาติใดชาติหนึ่ง เนื่องจากมีลักษณะคล้ายคลึงกับการแฮกข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องกับหน่วยข่าวกรองรัสเซีย