แผ่นดินไหว 6.4 เขย่าญี่ปุ่น ไม่มีรายงานเตือนสึนามิ และความเสียหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 08:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731585

 

ยูเอสจีเอส รายงานว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.4 นอกชายฝั่งทางทิศตะวันออกของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น จุดศูนย์กลางอยู่ที่ระดับความลึก 10 กม. ไม่มีการเตือนสึนามิ และในเบื้องต้นไม่มีรายงานความเสียหาย…

เมื่อเวลา 07.14 น. สำนักงานธรณีวิทยาของสหรัฐ หรือ ยูเอสจีเอส รายงานว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.4 นอกชายฝั่งทางทิศตะวันออกของเกาะฮอนชู ประเทศญี่ปุ่น (34.52,141.44) ห่างจากกรุงโตเกียวไป 232 กิโลเมตร จุดศูนย์กลางอยู่ที่ระดับความลึก 10 กม. ไม่มีการเตือนสึนามิ และในเบื้องต้นไม่มีรายงานความเสียหาย.

 

เบื้องลึกปิดฉากชีวิตรัก12 ปี! ทำไม แองเจลินา โจลี ฟ้องหย่าแบรด พิตต์ ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731038

 

ข่าวรักร้าวสะท้านโลกของสองดารา ซุปเปอร์สตาร์ดัง แองเจลินา โจลี ตัดสินใจฟ้องหย่า แบรด พิตต์ ถือเป็นข่าวใหญ่ช็อกวงการฮอลลีวูด ทำเอาชาวโลกตกตะลึงไปตามๆกัน ไม่คาดฝัน สองดาราดังคู่ขวัญคนดังแห่งฮอลลีวูด จะปิดฉากชีวิตรักกัน (จริงๆ) แม้จะมีข่าวระแคะระคายออกมาก่อนหน้านี้สักพักแล้วว่า แองเจลินา ไม่ค่อยแฮปปี้กับชีวิตคู่สักเท่าใด

12 ปีของความรัก การครองคู่อยู่กินในฐานะสามีภริยา มีลูกๆ เป็นโซ่ทองคล้องใจถึง 6 คน ก่อนจะตัดสินใจจูงมือเข้าพิธีวิวาห์จดทะเบียนสมรสแบบส่วนตัว เมื่อ 2 ปีที่แล้ว คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะสะบั้นความสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนดังระดับ แองเจลินา โจลี และแบรด พิตต์ ที่ถูกจับจ้องแทบจะทุกฝีก้าว

ภาพความอบอุ่นและความสุขในครอบครัวของแองเจลินากับแบรด ที่มักไปไหนมาไหนกับลูกๆ ทั้ง 6 คนแบบพร้อมหน้าพร้อมตา ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า ทำไมแองเจลินาจึงตัดสินใจฟ้องหย่าแบรด พิตต์แบบนี้เล่า? ถึงแม้จะทราบจากข่าวถึงเหตุผลที่แองเจลินา ขอฟ้องหย่าว่าเป็น เพราะ ทั้งคู่ ‘เข้ากันไม่ได้’!!

สองวัน หลังจากข่าวแองเจลินา โจลี มอบหมายให้ทนายความไปฟ้องต่อศาล เพื่อขอหย่ากับแบรด พิตต์ ดังกระหึ่มโลก สื่อต่างประเทศหลายสำนักได้มีการรายงานถึงเหตุผลที่ทำไม แองเจลินา โจลี ฟ้องหย่า หลังจากแยกกันอยู่เมื่อ 15ก.ย.ที่ผ่านมา!!


* แก้วที่มันร้าว… ไม่นานย่อมแตก!!

เว็บไซต์ นิตยสาร พีเพิล ในสหรัฐฯ เผยว่า ถึงแม้ เบื้องหน้า.. แองเจลินา โจลี และแบรด พิตต์ อาจจะดูเป็นคู่รักที่สวีตหวาน มีความสุขเวลาไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่เบื้องหลังแล้ว ชีวิตแต่งงานของคนทั้งคู่ ได้เริ่มมีรอยร้าวอย่างช้าๆ มานานแล้ว ความเครียดที่ก่อตัวขึ้นทีละเล็กทีละน้อย เดือนแล้วเดือนเล่า ระหว่างแบรด กับโจลี ทำให้โจลี เคยเอ่ยปากบอกกับแบรด เพื่อขอหย่า ยุติชีวิตแต่งงานและความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมานาน 12 ปี !!

*การตัดสินใจ หย่า ไม่ใช่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ (แน่นอน)

แหล่งข่าวใกล้ชิดของแองเจลินา โจลี เผยกับพีเพิลว่า ความไม่พอใจในเรื่องต่างๆ ค่อยก่อตัวขึ้น มันไม่ใช่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่งเพียงเรื่องเดียว ‘โจลี รักผู้ชายคนนี้มาหลายปี และการหย่า ก็ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะตัดสินใจ แบบใช้อารมณ์ชั่ววูบ วู่วามแบบหุนหันพลันแล่น’ แหล่งข่าวเผยกับพีเพิล


*แนวทางการเลี้ยงลูกต่างกันมากขึ้น

คนใกล้ชิดแบรดกับโจลี เผยว่า หลังจากทั้งคู่ตัดสินใจจูงมือเข้าพิธีวิวาห์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว หลังครองคู่อยู่ด้วยกันมานานนับ 10 ปีนับตั้งแต่ปิ๊งรักขณะร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง Mr. and Mrs.Smith ในปี 2547 แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ของแบรดกับโจลี กลับเริ่มมีรอยแตกร้าวมากขึ้น ทั้งสองมีความเห็นที่แตกต่างกันมากขึ้นเกี่ยวกับวิธีการดูแลเลี้ยงดูลูก เพราะแบรด จะเข้มงวดกับลูกๆ มากกว่า ขณะที่ โจลี จะมีความประนีประนอม ผ่อนคลายกว่าแบรด

นอกจากนั้น แหล่งข่าวยังเผยกับนักข่าวของเว็บไซต์ TMZ ด้วยว่าโจลี ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอหย่า จากปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับลูก, การใช้ยาในทางที่ผิด และอารมณ์ฉุนเฉียว โดยโจลีรู้สึกเอือมระอากับพฤติกรรมเสพกัญชา และอาจรวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของแบรด พิตต์ ผู้เป็นสามี รวมถึงเธอเชื่อว่าปัญหาเรื่องอารมณ์ฉุนเฉียวของแบรด อาจเป็นอันตรายต่อเด็กๆ ได้


มารียง กอตียาร์ -แบรด พิตต์ ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Allied

*แม้จะมีข่าวแอบกิ๊กนางเอกดัง แต่ยันไม่ใช่มือที่ 3 มาเกี่ยวฟ้องหย่า

แหล่งข่าว ยังยืนยันกับ เว็บไซต์ TMZ ว่าถึงแม้จะมีข่าวลือมาหลายเดือนแล้วว่าแบรด พิตต์ แอบกิ๊กกับมารียง กอตียาร์ นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศส วัย 41 ปี ขณะทั้งคู่ร่วมแสดงภาพยนตร์เรื่อง Allied ด้วยกัน แต่โจลี ยืนยันว่า การตัดสินใจฟ้องหย่า มาจากปฏิสัมพันธ์ที่แบรดมีต่อลูกๆ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่อง ‘มือที่ 3’ แต่อย่างใด

*แบรด ขอให้แองเจลินา โจลี รอก่อนอย่าเพิ่งหย่า!!

แหล่งข่าวที่สนิทสนมกับแบรด พระเอกคนดัง วัย 52 ปี ก็เผยกับพีเพิล ด้วยว่า ‘แน่นอนว่ามีจุดแตกหัก ซึ่งโจลี บอกว่ามันพอแล้ว’ แหล่งข่าวเล่า พร้อมกับบอกว่า แบรดอาจจะทำร้ายตัวเอง และเขาไม่สามารถไปต่อได้ (ถ้าไม่มีโจลี) แบรดยังขอให้โจลี รอก่อนอย่าเพิ่งด่วนตัดสินใจที่จะขอแยกทางหย่าขาดจากกันในตอนนี้ แต่โจลี ไม่รอ


* แองเจลินา ไม่รอ ให้ทนาย ฟ้องหย่า -‘เข้ากันไม่ได้’

แองเจลินา โจลี ได้มอบหมายให้ โรเบิร์ต ออฟเฟอร์ ทนายความ ไปยื่นคำร้องต่อศาลในลอสแอนเจลิส เมื่อวันที่ 19 ก.ย. หรือตรงกับวันที่ 20 ก.ย. ตามเวลาในไทย เพื่อขอหย่าขาดจากแบรด พิตต์ ด้วยเหตุผล ‘เข้ากันไม่ได้’ และโจลี ไม่มีความสุขกับวิธีการที่แบรด พิตต์ เลี้ยงดูลูกๆ ทั้ง 6 คนมาตลอด โดยในแถลงการณ์เหตุผลของการฟ้องหย่านั้น โจลี บอกว่า เธอตัดสินใจฟ้องหย่าจากแบรด พิตต์ เพราะคำนึงถึง ‘สุขภาพของครอบครัว’ และจะขอสิทธิ์ในการทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลหลัก ลูกๆ ทั้ง 6 คนเอง

สำหรับลูกทั้ง 6 ของโจลี กับแบรดนั้น ได้แก่ แม็ดดอกซ์วัย 15 ปี, แพกซ์ วัย 12, ซาฮาร่า 11, ไชโลห์ 10 ขวบ และบุตรสาวฝาแฝดสองคน น็อกซ์ และวิเวียน วัย 8 ขวบ โดย 3 คนแรกเป็นลูกบุญธรรม โจลี ได้รับแม็ดดอกซ์ จากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในกัมพูชา ซึ่งตอนนั้นอายุเพียง 7 เดือน มาเป็นบุตรบุญธรรมในปี 2544 จากนั้น ได้รับ แพกซ์ จากเวียดนาม เป็นลูกบุญธรรมคนที่ 2 เมื่อปี 2546 ต่อมาได้รับซาฮาร่า จากเอธิโอเปีย เป็นลูกบุญธรรมคนที่ 3 ในปี 2548

อย่างไรก็กตาม แองเจลินา ไม่ขอแสดงความเห็นใดๆ เพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลที่เธอตัดสินใจยื่นฟ้องหย่าแบรด พิตต์ พร้อมทั้งขอความเป็นส่วนตัวในช่วงเวลานี้


* โจลี บอกแบรด ให้รู้ล่วงหน้าแค่วันเดียวว่าจะฟ้องหย่า

แหล่งข่าวใกล้ชิดกับครอบครัวของดาราดัง เผยต่อสื่อในสหรัฐฯ ‘US Weekly’ ว่า แบรด พิตต์ มารู้ว่า แองเจลินา จะขอหย่าขาดจากเขา เพียงวันเดียวก่อนที่แองเจลินาจะมอบหมายให้ทนายความยื่นฟ้องต่อศาล โดยพระเอกคนดัง ได้บอกถึงความรู้สึกของเขาผ่านทาง นิตยสาร พีเพิล ต่อการที่แองเจลินา ยื่นฟ้องขอหย่าว่า เขารู้สึกเสียใจมากในเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ เรื่องที่คำนึงถึงมากที่สุด คือ ลูกๆ

แบรดยังขอร้องโจลีด้วยว่า ถ้าจะหย่าแล้ว ขอให้ทำแบบเงียบๆ เพราะเป็นห่วงลูกๆ พร้อมกันนั้น แบรด ยังขอร้องสื่อให้พื้นที่สำหรับความเป็นส่วนตัวขณะที่พวกเขากำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้


* ยังรักกันอยู่ และหวังว่าจะก้าวไปข้างหน้าบนวิถีทางของตนเอง

ท่ามกลางมรสุมที่ถาโถมใส่ชีวิตคู่ให้เรือรักอับปางลง แหล่งข่าวบอกว่า พิตต์และโจลียังคงรักกันอยู่ และคาดหวังว่า พวกเขาจะสามารถเสาะหาวิถีทางในการก้าวไปข้างหน้าบนหนทางของตนเอง เพราะทั้งคู่มีลูกๆ ด้วยกันถึง 6 คน ในขณะที่ แหล่งข่าวใกล้ชิดของโจลียังบอกว่า ถึงแม้ โจลีจะยื่นฟ้องหย่าแบรด พิตต์ แล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังคงยืนยันว่า แบรด พิตต์ คือ ความรักในชีวิตของเธอ…

เรียกว่า เป็นความหวานที่แสนเศร้าในความรัก ของคู่รักคนดังซุปเปอร์สตาร์ระดับโลก ที่กำลังจะปิดฉากลง จนแม้แต่นักร้องสาวชื่อดังอย่าง อะเดล ยังกล่าวถึงข่าวรักร้าวของแองเจลินา โจลี กับแบรด พิตต์ ด้วยความเสียใจว่าทำให้เธอรู้สึกว่ามันเป็นวันสิ้นสุดแห่งยุค เลยทีเดียว.

 

ดวงแข็งมาก! เด็ก 3 ขวบรอดตาย หลังหลงป่าไซบีเรียคนเดียว 3 วัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 04:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731465

 

(ภาพจาก TUVA EMERGENCY SERVICES)

เด็กชายวัยเพียง 3 ขวบ รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากเขาหลงป่าในแคว้นไซบีเรีย ซึ่งมีสภาพอากาศหนาวเย็น และเต็มไปด้วยสัตว์ดุร้าย นานถึง 3 วัน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เด็กชาย เซริน ดอปชุต อายุเพียง 3 ขวบ รอดชีวิตอย่างปาฏิหาริย์ หลังจากเขาพลัดหลงเข้าไปอยู่ในป่าแห่งหนึ่งในแคว้นไซบีเรีย ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของหมาป่าและหมี นานถึง 72 ชั่วโมง โดยที่ตัวเขามีอาหารติดตัวเพียงช็อกโกแลตแท่งเล็กๆ แท่งเดียวเท่านั้น

ตามรายงานของสำนักข่าว ไซบีเรียน ไทม์ส เด็กคนนี้กำลังอยู่ในการดูแลของยายทวด ที่หมู่บ้านคุต ซึ่งตั้งอยู่ในเขตป่าทึบของสาธารณรัฐตูวา ในแคว้นไซบีเรียของประเทศรัสเซีย แต่เด็กกลับพลัดหลงเข้าไปในป่าเมื่อยายทวดของเขาคลาดสายตา โดยเชื่อว่าเด็กวิ่งไล่ตามลูกสุนัขตัวหนึ่งไป

การหายตัวไปของเด็กชายดอปชุต ทำให้เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครจำนวนมากต้องระดมกำลังกันค้นหาทั้งทางบกและทางอากาศทั้งวันทั้งคืน กินพื้นที่ 120 ตร.กม. ก่อนที่ลุงของเด็กคนนี้จะพบเขาเมื่อการค้นหาล่วงเข้าสู่วันที่ 3 ในสภาพเหนื่อยล้าและหิวโซ แต่แพทย์ระบุว่าสุขภาพโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดีและไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรง

ตำรวจนายหนึ่งบอกกับสื่อว่า เด็กชายดอปชุตได้รับความช่วยเหลือหลังจากได้ยินเสียงของเขา และหลังจากที่พบกันคำถามแรกของเด็กคนนี้คือ รถของเล่นของเขายังอยู่ดีหรือไม่ ส่วนหน่วยกู้ภัยออกมาชื่นชมความคิดของเด็กคนนี้ โดยเขาพบที่แห้งใต้ต้นสนและนอนหลับระหว่างรากของมัน

ขณะที่ นายโชลบัน คารา-อูล ผู้นำชุมชนท้องถิ่น บอกกับสื่อว่า หลังสถานการณ์คลี่คลาย ทั้งหมู่บ้านก็จัดงานเลี่ยงฉลองที่เด็กชายดอปชุตรอดชีวิต และเขาได้รับฉายาว่า ‘เมาคลี’ ด้วย

ทั้งนี้ เด็กชายดอปชุตรอดชีวิตจากธรรมชาติที่อันตรายสุดๆ โดยนาย อายาส ซารีกลาร์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันพลเรือนและสถานการณ์ฉุกเฉินของสาธารณรัฐตูวา ระบุว่า สถานการณ์ที่เด็กคนนี้เผชิญอันตรายมาก ในป่ามีแม่น้ำไมนาสซึ่งไหลเชี่ยวและเย็นจัด หากเด็กตัวเล็กๆ ตกลงไปคงไม่รอดแน่นอน

นอกจากนี้ ในป่ายังมีหมาป่า และหมี ซึ่งช่วงนี้หมีกำลังเก็บรวบรวมอาหารก่อนจำศีลในฤดูหนาว พวกมันสามารถจู่โจมได้ตลอดเวลา ขณะที่แม้สภาพอากาศจะอบอุ่นในตอนกลางวัน แต่เมื่อตกกลางคืนอุณหภูมิจะลดต่ำลงอาจถึงจุดเยือกแข็ง เด็กคนนี้หายตัวไปในช่วงกลางวัน จึงไม่น่าสวมเสื้อผ้าที่เหมาะสมเพื่อรับมืออากาศหนาว

 

เรืออพยพขนคนครึ่งพันล่มนอกฝั่งอียิปต์ ดับแล้ว 43 จับผู้ต้องสงสัย 4 คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 02:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731363

 

เกิดเหตุเรืออพยพซึ่งบรรทุกผู้คนมาประมาณ 450 คน ล่ม ในทะเลนอกชายฝั่งของอียิปต์เมื่อวันพุธ โดยล่าสุดในวันพฤหัสบดีเจ้าหน้าที่พบผู้เสียชีวิตแล้ว 43 ราย และจับกุมผู้ต้องสงสัยลักลอบขนคนเข้าเมือง 4 คน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เกิดเหตุเรืออพยพซึ่งเชื่อว่าบรรทุกผู้ลี้ภัยประมาณ 450 คน ล่มในทะเลนอกชายฝั่งของประเทศอียิปต์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา โดยล่าสุดในวันพฤหัสบดี เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้ว 163 คน พบศพผู้เสียชีวิตแล้ว 43 ราย แต่ยังมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งโอกาสรอดชีวิตของพวกเขาริบหรี่แล้ว

ทั้งนี้ เรืออพยพที่ประสบเหตุเดินทางออกจากอียิปต์เพื่อมุ่งหน้าไปยังประเทศอิตาลี อย่างไรก็ตาม เรือลำนี้ถูกพบว่ากำลังจะอับปางบริเวณน่านน้ำที่ห่างจากชายฝั่งเมืองราชิด ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอียิปต์ประมาณ 12 ไมล์ทะเล เมื่อช่วงบ่ายวันพุธ ก่อนที่ชาวประมงจะผ่านมาพบ และประสานกับหน่วยกู้ภัยเพื่อให้ความช่วยเหลือ

นายโมฮัมเหม็ด อาบู อาหรับ ชาวประมงที่เมืองราชิดบอกกับสื่อว่า ปฏิบัติการค้นหาในวันพฤหัสบดี พบศพผู้เสียชีวิต 1 ราย และไม่พบผู้รอดชีวิต โดยผู้รอดชีวิตที่พบเมื่อวาน ส่วนใหญ่เป็นชาวอียิปต์ แต่เชื่อว่ามีชาวซูดาน กับชาว โซมาเลียเดียว

วันเดียวกัน ตำรวจอียิปต์ยังดำเนินการจับกุมลูกเรือของเรือลำนี้จำนวน 4 คน ในฐานะผู้ต้องสงสัยพัวพันกับการลักลอบขนคนเข้าเมือง และอาจถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา โดยหนึ่งในจำนวนนี้เป็นเจ้าของเรือด้วย

 

ประทับใจ! เด็กมะกัน 6 ขวบส่งจม.ถึงโอบามา ขอรับด.ช.ซีเรีย มาอยู่ด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 01:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731328

 

เด็กชายออมราน ดักนิช

เด็กชายชาวอเมริกันวัย 6 ขวบคนหนึ่ง ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดี บารัค โอบามา เพื่อขอรับเด็กชายชาวซีเรียคนหนึ่งที่รอดชีวิตจากการโจมตีที่จังหวัดอเลปโปมาอยู่ด้วยกัน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เด็กชายชาวอเมริกันวัย 6 ขวบ คนหนึ่ง นามว่า อเล็กซ์ เขียนจดหมายส่งถึงประธานาธิบดี บารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ เพื่อเสนอขอรับตัว ออมราน ดักนีช เด็กชาวซีเรียวัย 5 ขวบมาอยู่ด้วยกัน หลังจากอเล็กซ์เห็นภาพของเด็กคนนี้ ในสภาพเนื้อตัวมอมแมมและมีเลือดไหล นั่งนิ่งอยู่บนรถพยาบาลในซีเรีย ที่ถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์และสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก

จดหมายเขียนด้วยมือของเด็กชายอเล็กซ์ ชาวนครนิวยอร์ก ซึ่งถูกส่งถึงทำเนียบขาวสหรัฐฯ ระบุว่า “ประธานาธิบดีโอบามาที่รัก จำเด็กชายที่ถูกนำตัวขึ้นรถพยาบาลในซีเรียได้หรือไม่ คุณช่วยไปรับและพาเขามาหาเราได้หรือไม่ เราจะรอพวกคุณพร้อมกับช่อดอกไม้และลูกโป่ง เราจะมอบครอบครัวให้เขาและเขาจะเป็นพี่น้องของเรา”


เนื้อความส่วนหนึ่งในจดหมายของเด็กชายอเล็กซ์

การกระทำของอเล็กซ์สร้างความประทับใจให้แก่นายโอบามา โดยเขานำจดหมายของเด็กชายอเล็กซ์ไปอ่านในเวทีประชุมสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องวิกฤติผู้อพยพในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาด้วย ก่อนที่เจ้าหน้าที่ของทำเนียบขาวจะจัดทำ คลิปวิดีโอขณะเด็กชายอเล็กซ์อ่านจดหมายของเขา และโพสต์ลงเว็บไซต์เฟซบุ๊กประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นายโอบามากล่าวในที่ประชุมสหประชาชาติด้วยว่า “นี่เป็นคำพูดจากเด็ก 6 ขวบ เด็กที่ไม่ได้เรียนรู้ที่จะเป็นพวกเยาะเย้ยถากถาง หรือ หวาดระแวง หรือหวาดกลัวคนอื่น เพียงเพราะถิ่นที่พวกเขาจากมา, รูปร่างหน้าตา หรือศาสนาของพวกเขา” “เราควรเป็นอย่างอเล็กซ์มากกว่านี้ ลองจินตนาการดูสิว่าโลกจะเป็นอย่างไรหากเราเป็นเหมือนเขา ลองจินตนาการถึงความเจ็บปวดที่เราจะได้บรรเทา และชีวิตที่พวกเราจะได้ช่วยเหลือ”

ขณะเดียวกัน ผู้ใช้งานเครือข่ายสังคมออนไลน์จำนวนมากก็แสดงความชื่นชมเด็กชายอเล็กซ์ โดยผู้ใช้งานเฟซบุ๊กคนหนึ่งระบุว่า “เด็กชาย 6 ขวบคนหนึ่งผู้มีมนุษยธรรม, ความรัก และความเข้าใจมากกว่าผู้ใหญ่เกือบทั้งหมด” ขณะที่บางคนบอกว่า “ไม่มีเด็กคนใดสมควรถูกขับไล่”

 

แฉ! ‘แบรด พิตต์’ ใช้กำลัง-วาจาหยาบคาย กับลูก ก่อน ‘โจลี’ ขอฟ้องหย่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 ก.ย. 2559 00:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731300

 

แบรด พิตต์ กำลังถูกเจ้าหน้าที่นครลอสแอนเจลิส สอบสวนฐานทารุณกรรมเด็ก จากเหตุการณ์บนเครื่องบินที่เกิดขึ้นก่อน แองเจลินา โจลี นักแสดงหญิงชื่อดังผู้เป็นภรรยาจะขอฟ้องหย่าเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา…

เมื่อ 22 ก.ย. ‘พีเพิล’ นิตยสารรายสัปดาห์ของสหรัฐฯ รายงานว่า แบรด พิตต์ นักแสดงหนุ่มใหญ่วัย 52 ปี ชาวอเมริกัน กำลังถูกเจ้าหน้าที่ของนครลอสแอนเจลิสสอบสวน ฐานทารุณกรรมเด็ก หลังจากเขาถูกกล่าวหาว่า ใช้วาจาหยาบคาย (verbally abusive) และใช้กำลัง (physical abusive) กับลูกคนหนึ่งของเขากับแองเจลินา โจลี ขณะที่อยู่บนเครื่องบินส่วนตัว โดยที่ลูกคนอื่นๆ ของพวกเขาก็อยู่ด้วย

แหล่งข่าวผู้ไม่เปิดเผยนามรายหนึ่งบอกกับพีเพิลว่า กรมช่วยเหลือด้านเด็กและครอบครัว (Department of Children and Family Services: DCFS) ของรัฐบาลนครลอสแอนเจลิส กำลังสอบสวนพิตต์ในข้อกล่าวหานี้ หลังจากมีบุคคลนิรนามรายงานเรื่องนี้เมื่อวันพุธที่ 14 ก.ย. โดยรายงานดังกล่าวระบุด้วยว่าพิตต์กำลังดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลาเกิดเหตุด้วย อนึ่ง โจลีระบุในเอกสารฟ้องหย่าว่า เธอกับสามีเริ่มแยกกันอยู่ในวันที่ 15 ก.ย.


แบรด พิตต์ กับลูก 3 จาก 6 คนของเขาคือ (จากซ้าย) แพ็กซ์, ชีโลห์ และ แมดดอกซ์

ขณะที่แหล่งข่าวอีกคนเผยว่า พิตต์ไม่ได้เดินทางกลับไปยังบ้านของครอบครัวที่ลอสแอนเจลิสกับโจลีและลูกๆ หลังจากเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ซึ่งไม่ถือเป็นเรื่องผิดปกติ เพราะพิตต์มักจะไปพักที่โรงแรมหลังจากทะเลาะกับโจลี

ก่อนหน้านี้สื่อในอังกฤษรายงานว่า สำนักงานตำรวจลอสแอนเจลิส (แอลเอพีดี) กำลังสอบสวนแบรด พิตต์ ในข้อหาทารุณกรรมเด็กเช่นกัน อย่างไรก็ตาม โฆษกหญิงของแอลเอพีดียืนยันกับพีเพิลว่า พวกเขาไม่ได้กำลังสอบสวนนายพิตต์

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับแบรด พิตต์ บอกกับพีเพิลว่า พิตต์รับมือเรื่องการสืบสวนอย่างจริงจริง และระบุว่าเขาไม่ได้ทารุณกรรมลูกๆ ของตัวเอง “เป็นเรื่องโชคร้ายที่ผู้คนที่เกี่ยวข้องนำเสนอเรื่องของเขาในจุดที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” แหล่งข่าวระบุ


สำเนาเอกสารคำร้องขอหย่าของแองเจลินา โจลี ที่ยื่นต่อศาลสูงนครลอสแอนเจลิส

ทั้งนี้ แองเจลินา โจลี นักแสดงหญิงและนักเคลื่อนไหวเพื่อมนุษยธรรม ยื่นเอกสารต่อศาลเพื่อขอฟ้องหย่าจากแบรด พิตต์ สามี เมื่อวันที่ 19 ก.ย. หลังจากแต่งงานกันมานาน 2 ปี และคบหากันมาก่อนหน้านั้นนานถึง 10 ปี โดยโจลี ระบุเหตุผลการหย่าในเอกสารว่า เข้ากันไม่ได้ โดยเธอไม่ขอรับค่าเลี้ยงดูภรรยา แต่ขอสิทธิ์เป็นผู้เลี้ยงดูหลักของลูกทั้ง 6 คน และให้แบรด พิตต์ มีสิทธิ์ในการเข้าเยี่ยมเท่านั้น

หลังข่าวการฟ้องหย่าได้รับการเผยแพร่ออกมา แบรด พิตต์ ก็ออกแถลงการณ์ ระบุว่า “ผมรู้สึกเสียใจมากกับเรื่องนี้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ สวัสดิภาพของลูกๆ ของเรา ผมขอร้องต่อสื่อให้มอบพื้นที่ที่พวกเขาสมควรได้รับในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้” ขณะที่ทนายความของโจลีมีแถลงการณ์ในเวลาต่อมาว่า “การตัดสินใจฟ้องหย่าก็เพื่อสุขภาพของครอบครัว”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ช็อก! ‘แองเจลินา โจลี’ ฟ้องหย่า ‘แบรด พิตต์’ อ้างเข้ากันไม่ได้

เสียใจมาก! แบรด พิตต์ รู้ล่วงหน้าวันเดียว แองเจลินา จะฟ้องหย่าสะท้านโลก

มารียง กอตียาร์ ปฏิเสธข่าวลือสนั่น ‘มือที่ 3’ ทำแองเจลินา เตียงหัก

 

ม.ออกซ์ฟอร์ด เฮลั่น! ครองแชมป์มหาวิทยาลัยอันดับ 1ของโลก ปี59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ย. 2559 18:26

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/731078

 

มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ของอังกฤษ ได้เฮ..ผงาด ครองตำแหน่งมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของโลก ปี 59 โค่นสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย แชมป์เก่า 5 ปีซ้อน ตกไปอยู่อันดับ 2 ขณะที่มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ยอดเยี่ยม ถูกจัดให้ติดอันดับ 24 ดีสุดในเอเชีย

เมื่อ 22 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ในอังกฤษ ขึ้นแท่นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดอันดับ 1 ของโลก ประจำปี 2559 จากการจัดอันดับโดย Times Higher Education World university ranking โดยขึ้นมาจากอันดับ 2 ของปีที่แล้ว ขณะที่ สถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐฯ ที่เคยครองแชมป์ มหาวิทยาลัยยอดเยี่ยมที่สุดอันดับ 1 ของโลกติดต่อกันมา 5 ปี ตกไปอยู่อันดับ 2 ในปีนี้

ส่วนอันดับ 3 ได้แก่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในสหรัฐฯอันดับ 4 มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในอังกฤษ อันดับ 5 สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตต์ ในสหรัฐฯ อันดับ 6 มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในสหรัฐฯ อันดับ 7 มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ในสหรัฐฯอันดับ 8 สถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธ์สวิส ในเมืองซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 9 มหาวิทยาลัยชิคาโก ในสหรัฐฯ และอันดับ 10 มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, เบิร์คเลย์ ในสหรัฐฯ

จากผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลก ปรากฏว่า 20 อันดับแรก มีมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาในประเทศสหรัฐฯติดอันดับถึง 15 แห่ง รองลงมา คือ อังกฤษ 4 แห่งและสวิตเซอร์แลนด์ 1 แห่ง ส่วนมหาวิทยาลัยในประเทศเอเชียนั้น ปรากฏว่า มหาวิทยาลัยสิงคโปร์ เป็นมหาวิทยาลัยที่ครองอันดับดีที่สุดในบรรดามหาวิทยาลัยในเอเชียด้วยกัน โดยอยู่ที่อันดับ 24 รองลงมา ได้แก่มหาวิทยาลัยปักกิ่งของจีน อยู่ที่อันดับ 29 ขึ้นมาจากอันดับ 42 ของปีที่แล้ว ขณะที่ มหาวิทยาลัยซิงหัว ของจีน ขึ้นจากอันดับ 47 ในปี 2558 มาอยู่ที่อันดับ 35 ในปี 2559

 

ผู้ว่านอร์ท แคโรไลนาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ประท้วงแรงตร.ยิงชายผิวสีดับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ย. 2559 15:40

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730888

 

ผู้ว่าการรัฐนอร์ท แคโรไลนา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเมืองชาร์ลอตต์แล้ว หลังเกิดเหตุประท้วงรุนแรง ต่อต้านตำรวจยิงชายผิวสี ดับอีกราย และเป็นรายที่ 3 ในสหรัฐฯ ช่วงเวลาแค่สัปดาห์เดียว

เมื่อ 22 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นายแพต แม็คครอรีย์ ผู้ว่าการรัฐนอร์ท แคโรไลนา ในสหรัฐฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเมืองชาร์ลอตต์แล้ว เมื่อวันที่ 22 ก.ย. หลังเกิดเหตุจลาจลรุนแรงในเมืองชาร์ลอตต์ เป็นคืนที่ 2 ผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะคนหนุ่มผิวสี ได้ออกมาชุมนุมประท้วงไม่พอใจและเรียกร้องความยุติธรรม จากเหตุการณ์ที่ตำรวจกระทำรุนแรงเกินกว่าเหตุ ยิงนายคีธ ลามอนต์ สกอตต์ ชายผิวสี วัย 43 ปี เสียชีวิตดับอีกรายเมื่อวันอังคารที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา

ข่าวแจ้งว่า ตำรวจปราบจลาจลในเมืองชาร์ลอตต์ ต้องตัดสินใจยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชนผู้ประท้วงหลายร้อยคน ระหว่างเกิดการเผชิญหน้ากัน เป็นเหตุให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บ 4 ราย โดยก่อนหน้านี้ ผู้ประท้วงยังได้ทำร้ายนักข่าว ขว้างปาขวดน้ำ และจุดไฟเผาข้าวของ เมื่อคืนวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา จนตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตาเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้กลับสู่ความสงบ


ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดเหตุตำรวจยิงคนผิวสีเสียชีวิตถึง 3 รายภายในเวลาแค่สัปดาห์เดียว โดยเหตุการณ์แรก เด็กหนุ่มอายุ 13 ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตที่รัฐโอไฮโอ รายที่สอง นายเทเรนซ์ ครัตเชอร์ ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตที่เมืองทูลซา รัฐโอกลาโฮมา และรายที่ 3 คือนายคีธ ลามอนต์ สกอตต์ ถูกยิงที่เมืองชาร์ลอตต์ และไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาล


อาลัย!คนไทยในสหรัฐฯร่วมพิธีส่ง‘บอยกลับบ้าน’ ขอบคุณตร.จับคนร้ายได้เร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ย. 2559 12:35

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730520

 

สมาคมไทยแห่งรัฐจอร์เจีย ขอบคุณกองบังคับการเขตดีแคลป์ ตามจับกุม 2 คนร้ายร่วมกันก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์ ‘บอย’ เจ้าของร้านอาหารไทยในจอร์เจียในเวลารวดเร็ว ขณะที่คนไทยในสหรัฐฯ ร่วมจัดพิธี ‘ส่งบอยกลับบ้าน’ ท่ามกลางบรรยากาศเศร้าอาลัย

เมื่อ 22 ก.ย. นายสมิทธิ์ ทรัพย์วิบูลย์ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐประจำรัฐจอร์เจีย ประเทศสหรัฐฯ รายงานว่า สมาคมไทยแห่งรัฐจอร์เจีย นำโดยนายขวัญชนก ตันติเวชกุล ประธานคณะกรรมการสมาคมฯ และนางสุนิสา สุวรรณทัต นายกสมาคมไทยแห่งรัฐจอร์เจีย ได้นำใบประกาศเกียรติคุณ และจดหมายขอบคุณในนามคนไทย ไปมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่กองบังคับการเขตดีแคลป์ (Dekalb country police department ) เมื่อเวลาประมาณ 12.00 น. ของวันที่ 21 ก.ย.(ตามเวลาท้องถิ่น) เพื่อแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการเขตดีแคลป์ ที่สามารถจับกุมตัวสองผู้ต้องหาร่วมกันก่อเหตุฆ่าชิงทรัพย์นายสมโภชน์ หรือ บอย อารมสุข อายุ 34 ปี เจ้าของร้านอาหาร ‘ไหมไทย’ เมืองทัคเกอร์ ในรัฐจอร์เจีย เมื่อคืนวันที่ 13 ก.ย.59 ได้ในเวลาอันรวดเร็ว   โดยทางสมาคมไทยฯ ได้รับเกียรติจากหัวหน้าสถานี major catlin และ captain lewis มารับใบประกาศและจดหมายขอบคุณด้วยตัวเอง พร้อมทั้งเปิดโอกาสพาเยี่ยมชมดูการทำงาน และตอบคำถามข้อสงสัย


สมาคมคนไทยแห่งรัฐจอร์เจีย ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการเขตดีแคลป์

หลังจากนั้น คณะได้เดินทางกลับเพื่อไปจัดพิธีงานส่ง ‘บอยกลับบ้าน’ ในเวลา 15.30 น. ที่ Lee’s funeral Homes & Cerematory เมืองนอร์ครอสส์ (Norcross) โดยมีชาวไทย ชาวลาว ชาวเวียดนาม และลูกค้า ที่เป็นชาวอเมริกันมาร่วมงานด้วยความอาลัย โดยมีพระสงฆ์จาก วัดพุทธบูชา แอตแลนตา และวัดลาว พุทธขันติ เมือง snelleville และอดีตเจ้าของร้านอาหาร ไหมไทย นายปฐมกร มุ่งอิน ได้นำพระสงฆ์จากชุมชนชาวเวียดนาม มาทำพิธีสวดตามประเพณีของชาวพุทธเวียดนาม


ในพิธี พระเทพกิตติวิมล ประธานฝ่ายสงฆ์ ได้ทำพิธีสวด และทอดผ้าบังสุกุล โดยนายกสมาคมฯ และผู้สื่อข่าวได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ไทยรัฐทีวี ไทยรัฐออนไลน์ หลังจากเสร็จพิธี สวดศพ ทอดผ้าบังสุกุล นายสว่าง ศรีประเสริฐ ตัวแทนเพื่อนชาวไทย ได้ขึ้นกล่าวไว้อาลัย และนำชาวไทย และต่างชาติขอขมา อโหสิกรรม และวางดอกไม้ส่งศพเป็นเสร็จพิธี โดยนายขวัญชนก ตันติเวชกุล ประธานคณะกรรมการสมาคมฯ ทำหน้าที่พิธีกร นายเอกพงศ์ ศรินทุ อดีตนายกสมาคมฯ เป็นตัวแทน กล่าวขอบคุณผู้มาร่วมงาน และพิธีได้เสร็จในเวลา 17.00 น. หลังจากนั้น เป็นขั้นตอนในการดำเนินการเตรียมจัดส่งศพของบอยกลับประเทศไทย ในวันศุกร์ที่ 23 ตามเวลาท้องถิ่น



อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใส่สูทตัวใหม่ให้บอย ถูกฆ่าชิงทรัพย์ที่จอร์เจีย ส่งศพกลับถึงไทย 25 ก.ย.

 

ตะลึง ไอซิสเหี้ยม! อาจใช้อาวุธเคมี แก๊สมัสตาร์ด โจมตีทหารมะกันในอิรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 22 ก.ย. 2559 11:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/730490

 

กลุ่มไอซิสร้ายเหลือ อาจใช้อาวุธเคมียิงโจมตีทหารอเมริกัน ในอิรัก ชี้อาจเป็นแก๊สพิษมัสตาร์ด ขณะที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เร่งตรวจสอบ ถ้าผลยืนยันออกมาเป็นแก๊สพิษมัสตาร์ดจริง จะถือเป็นครั้งแรกที่กลุ่มสุดโหดใช้อาวุธเคมีจัดการทหารกองกำลังพันธมิตรในอิรัก

เมื่อ 22 ก.ย.59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน กองทัพสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบหาข้อเท็จจริงกรณี กลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลาม หรือไอซิส อาจจะยิงจรวดติดหัวรบอาวุธเคมี โจมตีทหารอเมริกันในอิรัก เมื่อวันอังคารที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังจากมีจรวดลูกหนึ่งถูกยิงมาตกใกล้กับฐานทัพอากาศคายารา ใกล้กับเมืองโมซูล ซึ่งทหารอเมริกันประจำการอยู่หลายร้อยนาย และจรวดลูกนี้อาจติดหัวรบอาวุธเคมีประเภท แก๊สมัสตาร์ด โชคดีที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้

บีบีซี ชี้ว่า ถ้าผลการตรวจสอบออกมา ยืนยันว่าจรวดดังกล่าวติดหัวรบแก๊สมัสตาร์ดจริง จะถือเป็นครั้งแรกที่กลุ่มไอซิสใช้อาวุธเคมีโจมตีทหารกองกำลังพันธมิตรในอิรัก ขณะที่ทหารซึ่งประจำการอยู่ที่ฐานทัพอากาศคายารา มีอุปกรณ์เตรียมพร้อมสำหรับรับมือการถูกโจมตีด้วยอาวุธเคมี


ทหารอเมริกันในพิธีต้อนรับ หลังกลับจากการปฏิบัติภารกิจในอิรัก

‘ช่วงบ่ายของวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ฐานทัพอากาศ ทางตะวันตกในอิรัก (คายารา) ได้ถูกโจมตี’ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯออกแถลงการณ์ พร้อมระบุว่า จากผลการตรวจสอบในเบื้องต้น ผลค่าแก๊สมัสตาร์ดออกมาเป็นบวก ขณะที่อาวุธที่ใช้ยิงมาโจมตีนั้น ดูเหมือนจะเป็นจรวด หรือไม่ก็กระสุนปืน ค.

ทั้งนี้ กลุ่มไอซิสได้ถูกสงสัยมานานแล้วว่า มีความสามารถที่จะผลิตอาวุธเคมีได้เพื่อใช้ในการโจมตีในพื้นที่ที่กลุ่มไอซิสยึดครองอยู่ทั้งในอิรักและซีเรีย โดยเมืองโมซูล เมืองใหญ่สุดอันดับ 2 ของอิรักได้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของไอซิสมาตั้งแต่ 2 ปีก่อนแล้ว ขณะที่กองกำลังสหรัฐฯ ในอิรักกำลังให้การสนับสนุนกองกำลังทหารอิรักในการตียึดเมืองโมซูลคืนมาจากอุ้งมือของไอซิส