รัฐประหาร! ทหารตุรกีออกจากที่ตั้ง สบโอกาสปธน.พักร้อนยึดอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2559 04:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664976

 

ทหารตุรกีก่อรัฐประหาร เคลื่อนกำลังยึดสถานที่สำคัญในกรุงอังการา และอิสตันบูล ขณะที่ได้ยินเสียงปืนในเมือง และมีการปิดการจราจรข้ามช่องแคบบอสฟอรัส เที่ยวบินจากสนามบินในอิสตันบูลถูกยกเลิก นายกฯ ‘ยิลดิริม’ ไม่ยอมรับการยึดอำนาจ…

เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2559 กองทัพตุรกีประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาล โดยอาศัยจังหวะที่นายเรเซป เทยิบ เออร์โดแกน ประธานาธิบดีอยู่ระหว่างการพักร้อน โดยเกิดเหตุความวุ่นวายในประเทศตุรกี หลังมีทหารเคลื่อนกำลังออกมาคุมตามจุดสำคัญต่างๆ ในกรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี และ กรุงอิสตันบูล ส่วนที่ติดกับทวีปยุโรป มีเสียงปืนยิงกันไปรอบๆ กรุงอังการา เช่นเดียวกับที่สะพานบอสฟอรัส และสะพานสุลต่าน ฟาห์ติ เมห์เหม็ด เส้นทางการจราจรข้ามช่องแคบบอสฟอรัสเชื่อมระหว่างฝั่งเอเชียและฝั่งยุโรป รวมทั้งท่าเรือข้ามฟากทั้งหมดที่จะเข้าสู่เมืองอิสตันบูลถูกปิดกั้น โดยทหารของตุรกี


จุดที่มีความวุ่นวายในตุรกี

บนสะพานข้ามช่องแคบบอสฟอรัส มีทหารขวางถนนอยู่

ทหารตุรกีเข้ายึดอำนาจ

ขณะที่มีรถถังประจำตามจุดรอบๆ สนามบินอาตาร์เติร์ก ในกรุงอิสตันบูล ส่งผลให้เที่ยวบินทุกเที่ยวต้องยกเลิก และมีเครื่องบินเอฟ-16 บินรอบๆ กรุงอังการาและอิสตันบูลในระดับต่ำ ขณะที่ ในเมืองก็มีความวุ่นวายไปทั่ว หลังผู้คนต่างแห่ออกไปถอนเงินตามตู้เอทีเอ็ม

นายบินาลี ยิลดิริม นายกรัฐมนตรีตุรกี ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ความพยายามปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวกระทำโดยมิชอบ โดยไม่ได้ระบุอย่างชัดว่าเป็นการรัฐประหาร แต่บอกว่ารัฐบาลตุรกียังคงอยู่ในอำนาจ


การจราจรถูกปิดแล้ว รถจากฝั่งยุโรปไปฝั่งเอเชียไม่ได้

สะพานบอสฟอรัส เชื่อมระหว่างฝั่งเอเชีย และฝั่งยุโรป

นายยิลดิริม ให้สัมภาษณ์กับทางสถานีโทรทัศน์ NTV ทางโทรศัพท์ว่า รัฐบาลกำลังทำงานบนความเป็นไปได้ และเราจะไม่ยอมต่อความพยายามใดๆ ที่เกิดขึ้น ผู้ที่ก่อเหตุเคลื่อนไหวครั้งนี้จะต้องชดใช้ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในราคาแพง อย่างไรก็ตาม ไม่มีการระบุว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้คือการรัฐประหาร

ล่าสุด กลุ่มทหารที่ก่อเหตุยึดอำนาจ ได้ออกแถลงการณ์ผ่านทีวีของทางการตุรกี ระบุว่า คณะทหารสามารถควบคุมอำนาจไว้ได้แล้ว มีการประกาศเคอร์ฟิว และใช้กฎอัยการศึกแล้ว

รายงานยังระบุด้วยว่า กองทัพจับพลเรือนและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐเป็นตัวประกันด้วย แต่สื่อหลายสำนักรายงานตรงกันว่า ประธานาธิบดีเรเซป เทยิบ เออร์โดแกน ปลอดภัย

เมื่อเวลา 04.50 น. มีรายงานว่า เครือข่ายสังคมออนไลน์ เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ ยังใช้งานได้ตามปกติ และยังสามารถติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่ในตุรกีได้

เมื่อเวลา 05.05 น. ผู้คนชาวตุรกีออกมาเดินบนท้องถนน และไปรวมตัวกันในจุดต่างๆ ของเมืองอิสตันบูล เช่น สนามบินอาตาร์เติร์ก จตุรัสทักซิม และถนนสำคัญๆ หลังประธานาธิบดีเออร์โดแกน ออกมาแถลงผ่านทางโทรทัศน์ ขอให้ประชาชนอย่ายินยอมกับการยึดอำนาจของกองทัพตุรกี ออกมาแสดงพลังต่อต้านการยึดอำนาจ.

 

เผยคลิป ตร.ฝรั่งเศสไล่หยุดรถบรรทุกมรณะ พุ่งชนคนตายอื้อ ที่เมืองนีซ (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ค. 2559 13:24

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664472

 

ปธน.ฝรั่งเศส ประกาศขยายเวลาภาวะฉุกเฉินออกไปอีก 3 เดือน หลังโดนก่อการร้ายในประเทศอีก คนร้ายขับรถบรรทุกไล่พุ่งชนผู้คนที่เมืองนีซ ออกมาดูพลุดอกไม้ไฟฉลองวันชาติ ยอดตายเพิ่มเป็น 84 ขณะที่ มีคนเผยคลิปนาทีระทึกบนโลกออนไลน์ นาทีระทึกรถมรณะแล่นไปตามถนนหลังก่อเหตุ

เมื่อ 15 ก.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้า เหตุการณ์ฝรั่งเศสโดนก่อการร้ายสุดสะเทือนขวัญ คนร้ายขับรถบรรทุกมรณะพุ่งชนฝูงชนอย่างบ้าคลั่งบนถนน ริมชายหาดพรอมเมอนาด เด ซองเกล (Promenade Des Anglais) ในเมืองนีซ เมืองท่องเที่ยวชื่อดังทางภาคใต้ของประเทศฝรั่งเศส ขณะที่ มีประชาชนมาดูการแสดงพลุดอกไม้ไฟ ฉลองวันชาติฝรั่งเศส หรือ ‘วันบาสติล’ เมื่อคืนวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา เบื้องต้น เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 75 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ส่วนคนขับรถบรรทุกถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิตหลังก่อเหตุ ล่าสุดยอดเหยื่อเคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์นี้ ได้เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 84 รายแล้ว และในจำนวนนี้มีเด็กหลายคนเสียชีวิต และบาดเจ็บสาหัสด้วย

หลังเกิดเหตุไม่คาดฝัน ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ได้มีแถลงการณ์ผ่านทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ต่อการเกิดเหตุสลดครั้งใหม่ในประเทศว่า เหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า เป็นการก่อการร้ายโจมตีฝรั่งเศส ขณะนี้ ประเทศกำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้ายโดยกลุ่มมุสลิมติดอาวุธ พร้อมกันนั้น ประธานาธิบดีออลลองด์ได้ประกาศขยายระยะเวลาประกาศภาวะฉุกเฉินในฝรั่งเศสออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมที่มีกำหนดจะสิ้นสุดลงในวันที่ 26 ก.ค.นี้ ‘ประเทศฝรั่งเศสเต็มไปด้วยความเศร้าโศกจากโศกนาฏกรรมครั้งใหม่’ ประธานาธิบดีออลลองด์ กล่าว พร้อมกับระบุว่ามีเด็กเสียชีวิตหลายคน



ด้านสำนักข่าวสกาย รายงานถึงคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ว่า เป็นชาวเมืองนีซแต่มีเชื้อสายตูนิเซีย คาดว่าเขามีอายุประมาณ 31 ปี โดยชายคนนี้ยังได้ใช้ปืนสาดกระสุนยิงใส่ผู้คนอย่างไม่เลือกหน้า หลังก่อเหตุขับรถบรรทุกไล่ชนฝูงชน ก่อนถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิต ขณะที่ มีผู้เห็นเหตุการณ์บันทึกคลิปวิดีโอและนำมาเผยแพร่บนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นช่วงนาทีระทึก ชายคนร้ายขับรถบรรทุกไปบนถนน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามจะหยุดรถบรรทุกคันนี้


ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ของฝรั่งเศส แถลงหลังเกิดเหตุก่อการร้ายในประเทศอีกครั้ง

ข่าวแจ้งว่า หลังเกิดเหตุก่อการร้ายในเมืองนีซ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกคำเตือนให้ประชาชนในเมืองนีซ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนอิตาลี ราว 30 กม. ควรอยู่แต่ในอาคารบ้านพัก ระหว่างเจ้าหน้าที่กู้ภัย และตำรวจ ทหารอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในที่เกิดเหตุ โดยมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพบปืนและระเบิด อยู่ในรถบรรทุกคันที่คนร้ายใช้ก่อเหตุด้วย ทั้งนี้ ฝรั่งเศสต้องเผชิญหน้ากับเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ หลังกลุ่มมุสลิมติดอาวุธได้ก่อเหตุโจมตีหลายจุดในกรุงปารีส เมื่อ 13 พ.ย. 58 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตนับ 160 ราย.


ชมคลิป ที่นี่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฝรั่งเศสช็อก! คนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนสยอง ที่เมืองนีซ ตายกว่า 70 

 

ฝรั่งเศสช็อก! คนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนสยอง ที่เมืองนีซ ตายกว่า 70

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ค. 2559 07:28

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664206

 

ฝรั่งเศสโดนก่อการร้ายครั้งใหญ่ คนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนที่ออกมาเฉลิมฉลองวันชาติ ดูพลุดอกไม้ไฟกันอย่างสนุกสนาน ที่เมืองนีซ ทางภาคใต้ เบื้องต้น มีผู้เสียชีวิตอนาถอย่างน้อย 75 ราย ขณะที่คนขับรถบรรทุกถูกยิงดับหลังก่อเหตุ

เมื่อ 15 ก.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุก่อการร้ายครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส คนร้ายขับรถบรรทุกด้วยความเร็ว พุ่งชนฝูงชนที่กำลังออกมาดูพลุดอกไม้ไฟ เฉลิมฉลองวันชาติของฝรั่งเศส ‘บาสติล เดย์’ที่บริเวณถนนริมชายหาดพรอมเมอนาด เด ซองเกล (Promenade des Anglais) ซึ่งเป็นชายหาดชื่อดังยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ในเมืองนีซ ทางภาคใต้ของประเทศฝรั่งเศส เมื่อค่ำคืนของวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) เป็นเหตุให้มีผู้เคราะห์ร้าย เสียชีวิตอนาถแล้วอย่างน้อย 75 ราย ขณะที่ผู้คนที่มาเที่ยวงานฉลองวันชาติของฝรั่งเศส ต่างพากันตื่นตระหนกตกใจจนต้องวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต หลังได้ยินเสียงตะโกนบอกให้วิ่งหนี


สำนักข่าวเอเอฟพี แจ้งว่า คนร้ายที่ขับรถบรรทุกพุ่งชนฝูงชนอย่างบ้าคลั่ง ถูกยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หลังได้ขับรถบรรทุกฝ่าเข้าไปในฝูงชนจำนวนมากได้ไกลประมาณ 2 กม. ขณะที่มีนักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน โดมินิก โมลินา เผยว่า เธอได้ยืนอยู่บนระเบียงแห่งหนึ่ง โดยเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เกิดขึ้นหลังจากการแสดงพลุดอกไม้ไฟฉลองวันชาติฝรั่งเศสจบลงแล้ว ทำให้ผู้คนพากันหลั่งไหลลงมาเดินอยู่บนถนนเป็นจำนวนมาก ไม่นานจากนั้นเธอได้ยินเสียงดังมากและคนกรีดร้อง พร้อมกันนั้นก็มีรถบรรทุกคัันใหญ่แล่นมาและผู้คนวิ่งหนีด้วยความแตกตื่นตกใจ


ขณะที่ ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศสได้รีบเดินทางจากเมือง Avignon กลับกรุงปารีส เพื่อประชุมฉุกเฉินทันทีหลังเกิดเหตุก่อการร้ายสุดสลดกับฝรั่งเศสอีกครั้ง ส่วนประธานาธิบดีบารัค โอบามาแห่งสหรัฐฯ กล่าวประณามการก่อการร้ายสุดสะเทือนขวัญในฝรั่งเศส พร้อมประกาศว่าสหรัฐฯขอยืนอยู่เคียงข้างฝรั่งเศส ประเทศหุ้นส่วนและพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ในการตอบโต้และเยียวยาจากการถูกโจมตีครั้งนี้

ทะเลจีนใต้เดือด! จับตามังกรจีน จะพ่น ‘ไฟ’ หรือไม่? หลังพ่ายปินส์คดีพิพาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663771

 

ทะเลจีนใต้ร้อนระอุขึ้นทันที แม้สภาพอากาศในช่วงนี้จะมีพายุฝนฟ้าคะนองจากอิทธิพลของพายุและลมมรสุม เมื่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ อ่านคำตัดสินคดีพิพาททะเลจีนใต้ เมื่อ 12 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า จีนไม่มีกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำในทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมดตามคำอ้าง เนื่องจากไม่สามารถอ้างแผนที่ทางประวัติศาสตร์ เพื่อนำมาใช้อ้างสิทธิ์ในการครอบครอง หมู่เกาะ แนวปะการัง และทรัพยากรธรรมชาติบริเวณน่านน้ำเกือบทั้งหมดในทะเลจีนใต้ได้

นอกจากนั้นแล้ว คณะอนุญาโตตุลาการฯ ยังชี้ว่าจีนได้ละเมิดอธิปไตยของฟิลิปปินส์ อีกทั้งยังเป็นเหตุให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อแนวปะการัง สภาพแวดล้อมทางทะเลจากการสร้างเกาะเทียมหลายเกาะในทะเลจีนใต้อีกด้วย…

สรุปง่ายๆ ก็คือ จีนเป็นฝ่ายแพ้ในข้อพิพาททะเลจีนใต้ ไม่มีกรรมสิทธิ์เหนือทะเลจีนใต้ตามคำอ้าง ขณะที่ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะ หลังสวม ‘หัวใจสิงห์’ ขอสู้กับพี่ใหญ่แดนมังกร ยื่นคำร้องต่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศว่าด้วยกฎหมายทางทะเลของสหประชาชาติ ตั้งแต่ 3 ปีก่อน !!


ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่ต้องจับตาจากนี้ ก็คือ ปฏิกริยาของรัฐบาลปักกิ่งว่าจะเป็นอย่างไร? ท่ามกลางเสียงคำรามจากเหล่าผู้นำแดนมังกรก่อนหน้าแล้วว่าจีนจะไม่ยอมรับผลการตัดสิน เพราะจีนถือว่า น่านน้ำเหนือทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมดเป็นของจีนมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์

**ย้อนดูประวัติศาสตร์ ‘แผนที่เส้นประ 9 เส้น’ คืออะไร?
แผนที่ทางประวัติศาสตร์ ‘เส้นประ 9 เส้น’ (Nine-dash Line) ของจีน ที่นำมาใช้อ้างอิงในการมีกรรมสิทธิ์ครอบครองเหนือน่านน้ำทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมด หรือคิดเป็นอาณาบริเวณประมาณ 90% นั้น เป็นเส้นที่ลากขึ้น เพื่อกำหนดอาณาเขตของจีนในทะเลจีนใต้ จัดทำขึ้นครั้งแรกโดยรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ซึ่งตอนนั้น ยังครอบครองจีนแผ่นดินใหญ่ ในปี 2490 หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงได้เพียงแค่ 2 ปี


เส้นกำหนดอาณาเขตดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะเป็นเหมือนตัว U  ครอบคลุมน่านน้ำทะเลจีนใต้เป็นอาณาบริเวณกว้าง โดยเป็นแนวเส้นที่ลากลงมาจากเกาะไหหลำของจีน บริเวณอ่าวตั๋งเกี๋ย ขนานกับชายฝั่งเวียดนาม มาจนถึงเกาะบอร์เนียว บริเวณรัฐซาราวักของมาเลเซีย แล้ววนขึ้นไปเลียบชายฝั่งบรูไน ผ่านรัฐซาบาห์ ไปยังน่านน้ำของฟิลิปปินส์ และเลียบเลาะชายฝั่งของฟิลิปปินส์ไปจนถึงเกาะลูซอน กระทั่งสิ้นสุดที่เกาะไต้หวัน

** หลายประเทศในอาเซียน-ไต้หวัน โวยจีนรุกล้ำน่านน้ำ

การอ้างกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมดของจีน โดยเฉพาะ หมู่เกาะสแปรตลีย์ ที่อยู่ใกล้กับฟิลิปปินส์ และหมู่เกาะพาราเซล ซึ่งอยู่ใกล้เวียดนาม ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย และไต้หวันออกมาคัดค้านคำกล่าวอ้างของจีน ขณะที่จีนยังคงเดินหน้าแสดงความเป็นเจ้าของน่านน้ำในบริเวณนี้ ไม่ว่าจะเป็น การย้ายแท่นขุดเจาะน้ำมันในทะเล ลึกเข้าไปยังน่านน้ำใกล้กับหมู่เกาะพาราเซล รวมถึงการเร่งถมทะเลสร้างเกาะเทียม และสร้างสิ่งปลูกสร้าง บริเวณหมู่เกาะสแปรตลีย์ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนทำให้สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ตึงเครียดมากขึ้น


**รบ.ฟิลิปปินส์ สวมหัวใจสิงห์ ยื่นฟ้องต่อศาลระหว่างประเทศ

ท่ามกลางความอึดอัดคับข้อง ไปจนถึงการชุมนุมประท้วงต่อต้านจีนละเมิดน่านน้ำข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ และแล้ว รัฐบาลฟิลิปปินส์ สมัยอดีตประธานาธิบดีเบนิกโญ อาคีโนที่ 3 ได้ตัดสินใจยื่นฟ้อง ต่อคณะอนุญาโตตุลาการถาวร (พีซีเอ) ณ กรุงเฮก เมื่อต้นปี 2556 คัดค้านแผนที่ประวัติศาสตร์ เส้นประ 9 เส้นของจีน นั้น ไม่เป็นไปตามอนุสัญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) ซึ่งทั้งฟิลิปปินส์และจีนต่างลงนามรับรอง ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรกับฟิลิปปินส์ ประกาศยืนอยู่ฝ่ายเดียวเคียงข้างกับฟิลิปปินส์อย่างเต็มที่


**จีนยืนกรานไม่ยอมรับคำตัดสิน

หลังจากชาวฟิลิปปินส์รอคอยกันมานานถึง 3 ปี ในที่สุด คณะอนุญาโตตุลาการฯ ได้วินิจฉัยเอกสารหลักฐานและตัดสินให้ฟิลิปปินส์เป็นฝ่ายชนะ ชี้ว่าจีนไม่มีกรรมสิทธิ์ที่จะครอบครองน่านน้ำในทะเลจีนใต้ทั้งหมด ปรากฏว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน ออกมากล่าวยืนยันท่าทีว่า จีนจะยังคงรักษาสันติภาพและความสงบสุขในน่านน้ำจีนใต้ แต่จะไม่ยอมรับคำชี้ขาดหรือกระทำการใดๆ ที่สืบเนื่องจากคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการ

ขณะที่ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า คำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการฯ เป็นโมฆะ และไม่มีผลผูกพันใดๆ ทั้งสิ้น เพราะชาวจีนครอบครองพื้นที่ดังกล่าวมายาวนานถึง 2,000 ปี และมีอำนาจอธิปไตยเต็มที่ในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมชี้ว่า คำตัดสินครั้งนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ในภูมิภาคตึงเครียดและเสี่ยงต่อการเผชิญหน้ามากขึ้น ซึ่งทางกองทัพจีนก็พร้อมจะปกป้องอธิปไตยทางทะเล


**จีนกร้าว ระดมกำลังทหารซ้อมรบในทะเลจีนใต้

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากมีคำตัดสินออกมา กองทัพจีนได้มีการเรียกรวมทหารเรือและเจ้าหน้าที่สำรองเข้าฝึกซ้อมกำลังพลทันที แต่ไม่ได้แจ้งถึงจุดมุ่งหมายว่ามีความเกี่ยวข้องกับคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ !!

หลังจาก 2 วันก่อนจะถึงวันนัดอ่านคำตัดสิน กองทัพจีนได้มีการซ้อมรบโดยใช้กระสุนจริงในทะเลจีนใต้ และมีการซ้อมรบเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ใกล้หมู่เกาะพาราเซล ข่มขวัญไปแล้ว พร้อมกับแจ้งวัตถุประสงค์ของการซ้อมรบครั้งนี้ว่า เพื่อเป็นการทดสอบและเตรียมความพร้อมทางทหาร ในการ ‘เผชิญหน้า’ กับเรือดำน้ำและเครื่องบินรบของศัตรู ที่สามารถโจมตีได้จากทุกที่และทุกเวลา เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันในทะเลจีนใต้ ถือเป็น ‘สถานการณ์สงครามจริง’


เรียกว่า จากนี้ไป สำหรับจีนแล้ว สถานการณ์ในทะเลจีนใต้ คือสถานการณ์สงครามจริง ใช้กระสุนจริง ขีปนาวุธจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทุกอย่างจะจริงมากขึ้น หลังจากจีนต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในข้อพิพาทจากคำตัดสินของคณะอนุญาโตตุลาการ ไม่มีกรรมสิทธิ์เหนือน่านน้ำในทะเลจีนใต้ ซึ่งถือเป็นความปราชัยภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นครั้งแรกของจีนในเรื่องนี้เลยทีเดียว.

 

เธเรซา เมย์ นั่งแท่นนายกฯ ใหม่อังกฤษ ตั้งบอริส จอห์นสัน รมว.ต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 14 ก.ค. 2559 08:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/663404

 

‘เธเรซา เมย์’ รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และนายกฯ หญิงคนแรกในรอบ 26 ปีของอังกฤษแล้ว พร้อมประกาศรายชื่อรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ แต่งตั้งบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน หนึ่งใน‘หัวหอก’ แกนนำรณรงค์ยูเคออกจากอียู นั่งเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศคนใหม่ …

เมื่อ 14 ก.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน นางเธเรซา เมย์ อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย วัย 59 ปี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษแล้ว เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 13 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น หลังจากนายเดวิด คาเมรอน อดีตนายกรัฐมนตรีได้กราบบังคมทูลถวายหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการกับสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 โดย นางเธเรซา เมย์ นับเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของอังกฤษในรอบ 26 ปี ต่อจาก ‘นางสิงห์เหล็ก’ อดีตนายกรัฐมนตรี มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ อังกฤษในช่วงระหว่างปี 2522-2533

บีบีซี แจ้งว่า นางเมย์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรคอนุรักษ์นิยมให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ได้กล่าวต่อสื่อมวลชนที่ด้านหน้าบ้านพักประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เลขที่ 10 บนถนนดาวน์นิ่ง ในกรุงลอนดอน ประกาศให้คำมั่นในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษว่า จะนำรัฐบาลอังกฤษชุดใหม่ทำงานเพื่อส่วนรวมทั้งหมด หลังจากนางเมย์ได้เดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธที่ 2 ที่พระราชวังบักกิงแฮม ในกรุงลอนดอน เพื่อถวายรายงานตัวในการเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ต่อจาก นายเดวิด คาเมรอน จากนั้น นางเมย์ยังได้รับโทรศัพท์จากบรรดาผู้นำประเทศในยุโรปที่ โทร. มาแสดงความยินดีกับเธอ ที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ พร้อมกันนั้น นางเมย์ ยังบอกกับผู้นำประเทศอียูทั้งหลายว่า จำเป็นต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่ง สำหรับการเตรียมตัวในการเจรจากรณีสหราชอาณาจักร (ยูเค) จะออกจากสหภาพยุโรป (อียู)


นางเธเรซา เมย์ เข้าเฝ้าสมเด็จพระราชินีนาถ เอลิซาเบธที่ 2 ณ พระราชวังบังกิงแฮม เมื่อ 13ก.ค.59

มีรายงานด้วยว่า นายกรัฐมนตรีเมย์ได้มีการประกาศรายชื่อรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ โดยได้แต่งตั้ง นายบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแกนนำรณรงค์เรียกร้องให้ยูเคออกจากอียู นั่งเก้าอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ แทนนายฟิลิป แฮมมอนด์ และนางแอมเบอร์ รัดด์ อดีตรมว.พลังงาน ดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทยคนใหม่


เธเรซา เมย์ เข้าไปยังบ้านพักประจำตำแหน่งนายกฯอังกฤษ บ้านเลขที่ 10 บนถนนดาว์นนิ่ง ในกรุงลอนดอน

นายกรัฐมนตรีเธเรซา เมย์ และสามี ฟิลิป เมย์

ทั้งนี้ นางเมย์ ได้แสดงจุดยืนชัดเจนที่จะดำเนินการตามผลประชามติที่ออกมาว่า ฝ่ายสนับสนุนให้ ยูเคออกจากอียูเป็นฝ่ายชนะ โดยกล่าวว่า ‘เบร็กซิตคือเบร็กซิต’ จะไม่มีความพยายามเพื่ออยู่ในอียูต่อไป จะไม่มีความพยายามเข้าร่วมอียูอีกครั้งทางประตูหลัง และจะไม่มีการทำประชามติรอบสอง


นายเดวิด คาเมรอน ตอบกระทู้ในที่ประชุมสภา เป็นการปฏิบัติภารกิจสุดท้าย ก่อนลาออกจากตำแหน่งนายกฯอังกฤษ เมื่อ13ก.ค.59
 

ไทยไม่ขี้เหร่ ติดอันดับ 26 ประเทศชื่อเสียงดี เหนือสหรัฐฯ อยู่ที่ 28

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 15:48

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662867

 

สถาบันจัดอันดับชื่อเสียง ยก สวีเดน ประเทศที่มีชื่อเสียงดีที่สุดอันดับ 1 ของโลก รองลงมาคือ แคนาดา และอันดับ 3 สวิตเซอร์แลนด์ ส่วน ไทย ติดอันดับ 26 ตามหลังสิงคโปร์ ที่อยู่อันดับ 20 แต่ก็เหนือกว่า สหรัฐฯ อยู่อันดับ 28 …

เมื่อ 13 ก.ค. 59 สื่อต่างประเทศรายงาน สถาบันจัดอันดับชื่อเสียง ประกาศผลการจัดอันดับประเทศที่มีชื่อเสียงที่ดีของโลก ประจำปี 2559 ปรากฏว่า สวีเดน กลายเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงดีที่สุดในโลก เป็นอันดับ 1 ขึ้นมาจากปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ในอันดับ 3 รองลงมา อันดับ 2 ได้แก่ แคนาดา ซึ่งตกจากอันดับ 1 ในปี 2558 ส่วนอันดับ 3 เป็นสวิตเซอร์แลนด์ อันดับ 4 ออสเตรเลีย อันดับ 5 นอร์เวย์

อันดับ 6 ฟินแลนด์ อันดับ 7 นิวซีแลนด์ อันดับ 8 เดนมาร์ก อันดับ 9 ไอร์แลนด์ และอันดับ 10 เนเธอร์แลนด์ อีกทั้ง ยังนับเป็นปีแรก ที่ไอร์แลนด์ กลายเป็นประเทศน้องใหม่ ที่กระโดดเข้ามาติดอยู่ในกลุ่มท็อปเทนของประเทศที่มีชื่อเสียงดีสุดในโลก โดยที่ผ่านมา ประเทศในยุโรปตะวันตก และออสเตรเลีย ติดอันดับหนึ่งใน 10 ประเทศที่มีชื่อเสียงดีที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี


ส่วนประเทศไทย ในปีนี้ เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงดี ในอันดับ 26 หล่นลงมาจากปีที่แล้ว อยู่ในอันดับ 21 แต่ไทยก็ยังนับว่า มีชื่อเสียงที่ดีเหนือสหรัฐฯ ซึ่งปีนี้ อยู่อันดับ 28 ขณะที่ สิงคโปร์ เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงดีสุดในบรรดาประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) อยู่ที่อันดับ 20 รองจากญี่ปุ่น ซึ่งอยู่อันดับ 14, ฝรั่งเศส อันดับ 15, เบลเยียม อันดับ 16, สเปน อันดับ 17, เยอรมนี อันดับ 18 และ โปรตุเกส อันดับที่ 19

 

ลือสนั่น ยานมนุษย์ต่างดาวบุกโลก! นาซาหยุดฟีดถ่ายทอดสดกะทันหันอีกแล้ว (ชมคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 13:58

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662722

 

(ภาพจากยูทูบ :Stash Prada)

ชาวเน็ตวิจารณ์แซด… อาจเป็นยานมนุษย์ต่างดาวบุกโลก หลังนาซาหยุดฟีดถ่ายทอดสดจากสถานีอวกาศนานาชาติ ทางออนไลน์กะทันหัน จนบรรดาผู้สนใจเรื่องยูเอฟโอ ตั้งข้อสังเกต ชี้ให้ดูมีวัตถุขนาดใหญ่เคลื่อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในช่วงนั้น แต่บางคนแย้งว่าอาจเป็นแค่อุกกาบาต หรือไม่ก็ยานอวกาศของจีน

เมื่อ 13 ก.ค.59 สื่อต่างประเทศรายงาน เกิดเหตุการณ์ที่กำลังสร้างความงุนงงสงสัยและก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์อีกแล้ว เมื่อจู่ๆ องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ (นาซา) ได้ปิดฟีดการถ่ายทอดสดสถานีอวกาศนานาชาติ (ISS) อย่างกะทันหัน ขณะที่บรรดาผู้ที่ติดตามเรื่องราวของยูเอฟโอ มนุษย์ต่าวดาวและสิ่งมีชีวิตนอกโลก ได้ตั้งข้อสังเกตว่า นาซาได้หยุดฟีดถ่ายทอดสด ขณะกำลังมีวัตถุขนาดใหญ่เคลื่อนตัวเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกเรา

เว็บไซต์มิเรอร์ ออนไลน์ ระบุว่า เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา และเว็บไซต์ตามล่าสิ่งมีชีวิตจากนอกโลก ‘UFO hunter’เป็นที่แรก ที่ได้มีการอัพโหลดวิดีโอเผยแพร่ลงบนโลกออนไลน์ในวันเดียวกันทันที  ขณะที่มีผู้สนใจเรื่องมนุษย์ต่างดาวและสิ่งมีชีวิตนอกโลก บางคนก็ไม่อยากจะชี้ชัดว่า วัตถุที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก คือยานของมนุษยต่าวดาว เพราะอาจเป็น อุกกาบาต หรือเทหะวัตถุอื่นๆ จากในห้วงอวกาศก็เป็นได้


ภาพจากยูทูบ แสดงให้เห็นมีวัตถุอยู่ใกล้กับโลกของเรา

ขณะเดียวกัน ก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า จากการที่เขาติดตามศึกษาเรื่องสถานีอวกาศนานาชาติมานานกว่า 6 ปีที่ผ่านมา อยากจะบอกว่า ภาพที่เห็นนี้ ไม่ใช่ดวงจันทร์ หรืออุกกาบาตแต่อาจเป็นยานอวกาศลำเลียงของจีน Tiangong -1 หรือไม่ก็ Tangong-2 และ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นาซาหยุดฟีดการถ่ายทอดสดกะทันหันเช่นนี้


ส่วนโฆษกขององค์การนาซาได้ออกแถลงการณ์ในช่วงเดือนเมษายน ที่ผ่านมาถึงเหตุการณ์ที่นาซาต้องหยุดฟีดถ่ายทอดสดว่าไม่ใช่เป็นเพราะยานอวกาศของมนุษย์ต่างดาวเข้ามาในชั้นบรรยากาศของโลก.

ชมคลิป ที่นี่

“ตีนผี” ฆ่าคนมากกว่าพวก “เมาแล้วขับ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 12:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/661854

 

(ภาพจาก:AFP)

ตำรวจแคว้นชัยปุระของอินเดีย เถียงคอเป็นเอ็นว่า พวกเมาแล้วขับยังไม่เท่าไหร่ หากแต่พวกขับรถบ้าบิ่น เลี้ยวในที่ห้ามเลี้ยว หรือขับผ่าไฟแดงต่างหากที่เป็นตัวร้าย ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูง

ทางตำรวจยังได้เอาตัวเลขมายันว่า ตามสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนน เพราะการเมาแล้วขับ เกิดขึ้นประมาณ 667 ราย ในจำนวนนี้ มีผู้เสียชีวิต 344 ราย และบาดเจ็บ 638 ราย ในขณะที่พวกตีนผีขับรถด้วยความเร็ว ทำให้เกิดอุบัติเหตุ 10,954 ราย ผู้เสียชีวิต 920 ราย และบาดเจ็บ 10,200 ราย ผู้เชี่ยวชาญอุบัติเหตุทางจราจรได้ยืนยันว่า พวกเมาแล้วขับเป็นเพียงสาเหตุหนึ่งเท่านั้น หากยังมีเหตุอื่นที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ และมีผู้เสียชีวิตมากขึ้น

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น มักเกิดที่เป็นทางแยกและทางร่วม เฉพาะตามทางร่วมมักเกิดอุบัติเหตุ มีผู้เสียชีวิต 2,683 ราย ในขณะที่ทางแยก เสียชีวิต 1,287 ราย เขาเปิดเผยต่อไปว่า สาเหตุใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ก็เนื่องมาจากการแซงรถในที่คับขัน โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่รู้ว่าทางเอก ทางโท ทั้งๆที่มีไฟสัญญาณบอกอยู่อย่างชัดเจนว่า ห้ามแซงรถทางแยก หัวโค้ง หรือในที่ซึ่งไม่อาจมองเห็น.

 

โอบามาร่วมงานรำลึก 5 ตร.เหยื่อสไนเปอร์ วอนชาติอย่าสิ้นหวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ก.ค. 2559 05:20

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662434

 

บารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ เดินทางร่วมพิธีรำลึกถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นายที่ถูกคนร้ายซุ่มยิงจนเสียชีวิตที่เมืองดัลลัส โดยเขาเรียกร้องขอให้ชาวอเมริกันเป็นหนึ่งเดียว และอย่าสิ้นหวัง…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ในวันอังคารที่ 12 ก.ค. นายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา เดินทางเยือนเมืองดัลลัส ในรัฐเทกซัสเมื่อวันอังคาร เพื่อเข้าร่วมพิธีรำลึกถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย ที่ถูกนายมิกาห์ จอห์นสัน ใช้ปืนไรเฟิลซุ่มยิงเสียชีวิต ระหว่างปฏิบัติหน้าที่คุ้มกันการประท้วงต่อต้านการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของตำรวจ กรณียิงชายผิวสีเสียชีวิตโดยไม่มีเหตุอันควรถึง 2 คนเมื่อสัปดาห์ก่อน


รูปถ่ายของตำรวจทั้ง 5 นายที่ถูกมือปืนยิงเสียชีวิต

ทั้งนี้ นายจอห์นสันก่อเหตุเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 ก.ค. โดยก่อนที่เขาจะถูกตำรวจสังหารด้วยหุ่นยนต์ลำเลียงระเบิด เขาบอกมูลเหตุจูงใจกับเจ้าหน้าที่ว่า เขาไม่พอใจตำรวจผิวขาวที่สังหารนายอัลตัน สเตอร์ลิง ในรัฐลุยเซียนา และนายฟิแลนโด คาสติล ในรัฐมินนิโซตา ในขณะเดียวกันก็เกิดการประท้วงไม่พอใจการกระทำก้าวร้าวของตำรวจต่อชาวอเมริกันผิวสีขึ้นทั่วสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม นายโอบามากล่าวในพิธีรำลึกว่า สหรัฐฯ ต้องพยายามหาความหมายบางอย่างที่ซ่อนอยู่ในความเสียใจของพวกเรา และรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน เขายังยอมรับด้วยว่า การประท้วงที่เกิดขึ้นเป็นการเผยให้เห็นรอยแยกที่ลึกที่สุดในระบบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ แต่เขาเรียกร้องให้ประเทศอย่าสิ้นหวัง “ผมมาที่นี่เพื่อบอกว่า เราต้องปฏิเสธความสิ้นหวังเหล่านี้ ผมอยู่ที่นี่เพื่อยืนยันว่า เราไม่ได้แตกแยกเหมือนที่เห็น”

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวชื่นชมความกล้าหาญของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และระบุด้วยว่า มีผู้ได้รับการรำลึกในงานนี้น้อยลงก็เพราะความกล้าของเจ้าหน้าที่ที่ถูกสังหาร


ตำรวจเมืองดัลลัสเข้าร่วมพิธีรำลึก

นอกจากนายโอบามาแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญอีกหลายคนมาร่วมพิธีไว้อาลัย เช่น อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งเป็นชาวเมืองเทกซัส โดยเขากล่าวยกย่องตำรวจผู้ล่วงลับว่า ความกล้าหาญของพวกเขาเป็นโล่คุ้มครองพวกเรา ส่วน นายไมค์ รอว์ลิงส์ นายกเทศมนตรีเมืองดัลลัส กล่าวว่า การเสียชีวิตของตำรวจทั้ง 5 นายเหมือนวิญญาณของเมืองดัลลัสถูกทิ่มแทง

อนึ่ง คาดว่าในวันพุธ นายโอบามาจะจัดการประชุมร่วมกับตำรวจเมืองดัลลัส รวมทั้งกับผู้นำชุมชนและนักเคลื่อนไหว เพื่อหารือแนวทางเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ และหาทางฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับชุมชนท้องถิ่น

 

‘เธเรซา เมย์’ นั่งเก้าอี้ผู้นำยูเควันพุธ-ไม่รีบเจรจาชิ่งอียู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 13 ก.ค. 2559 04:10

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/662406

 

นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน แห่งสหราชอาณาจักร (ยูเค) จัดประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งสุดท้ายเมื่อ 12 ก.ค. จากนั้นเข้าเฝ้าถวายใบลาออกต่อสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก่อนส่งมอบตำแหน่งให้นางเธเรซา เมย์ รมว.มหาดไทย วัย 59 ปี ในวันพุธที่ 13 ก.ค. หลังยูเคลงประชามติถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อ 23 มิ.ย. ส่งผลให้คาเมรอนประกาศลาออก และมีการแข่งขันชิงเก้าอี้ผู้นำใหม่จนเหลือคู่ชิงแค่ 2 คน และนางแอนเดรีย ลีดซัม รมว.พลังงาน คู่ชิงคนสุดท้ายถอนตัวเมื่อ 11 ก.ค. ทำให้นางเมย์ไร้คู่แข่ง

นางเมย์กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและถ่อมตนที่ได้เป็นนายกฯ สัญญาว่าจะทำให้การถอนตัวจากอียูสำเร็จราบรื่น ก่อนหน้านี้ นางเมย์ซึ่งอยู่ฝ่าย “รีเมน” ให้ยูเคอยู่ในอียูต่อไป เผยว่าการถอนตัวจากอียู (เบรกซิต) ต้องเดินหน้าต่อไป เพราะเบรกซิตก็คือเบรกซิต แต่ยูเคไม่ควรรีบประกาศใช้มาตรา 50 สนธิสัญญาลิสบอนเพื่อเริ่มกระบวนการเจรจาถอนตัวก่อนสิ้นปีนี้ จนกว่าจะตกลงเรื่องยุทธศาสตร์การเจรจาที่แน่ชัดได้ ด้านนางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ซึ่งย้ำให้ยูเครีบเจรจาถอนตัวจากอียูโดยเร็วกล่าวว่า รัฐบาลใหม่ยูเคต้องนิยามความสัมพันธ์ใหม่กับอียูโดยเร็วที่สุด ขณะที่เหล่าผู้นำอียูและจีนเปิดการประชุมสุดยอดที่กรุงปักกิ่ง ประเด็นสำคัญคือเรื่องเบร็กซิต.