‘ตุรกี’ รัฐประหาร กบฏแพ้ จับ-ปลด5พล.อ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 17 ก.ค. 2559 07:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665741

 

เจอประชาชนลุกฮือต่อต้าน ยิงปะทะตาย194เจ็บนับพัน

รัฐบาลตุรกีจัดเต็ม ปราบกลุ่มทหารที่พยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจราบคาบ ยึดคืนสถานที่สำคัญได้ทั้งในกรุงอังการาและนครอิสตันบูล หลังได้พลังประชาชนร่วมลุกฮือต่อต้าน ร่วมมือตำรวจเข้าควบคุมตัวทหารนอกแถวได้เพียบ โดยทางการประกาศยอดผู้เสียชีวิตจากการปะทะ 194 ราย บาดเจ็บเป็นพันคน จับกุมทหารที่ร่วมก่อรัฐประหารได้กว่าสองพันนาย แต่ยังไร้แววแกนนำก่อรัฐประหาร ด้านนานาชาติพร้อมใจประณามความพยายามก่อรัฐประหาร และหนุนเต็มที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ขณะเดียวกัน ปลัด ทส. ยันคณะผู้แทนไทยไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลก 19 คนในตุรกีปลอดภัยดี รอดูรัฐบาลตุรกีจัดประชุมมรดกโลกต่อหรือไม่ ด้านโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยันสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องอพยพคนไทยกลับ

ทหารนอกแถวในตุรกีพยายามทำรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลประธานาธิบดี เรเจป ตอยยิบ เออร์โดกัน ในครั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อช่วงเช้ามืดวันที่ 16 ก.ค. ถึงเหตุความไม่สงบทางการเมืองในตุรกี หลังกองกำลังทหารกลุ่มหนึ่งพยายามก่อเหตุสร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งนครอิสตันบูล และกรุงอังการา ตั้งแต่ช่วงกลางดึกวันศุกร์ที่ 15 ก.ค. แต่หลังมีการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ กองกำลังที่สนับสนุนรัฐบาลและพลังต่อต้านจากประชาชนตลอดคืนทำให้ในช่วงสายวันที่ 16 ก.ค.มีรายงานว่า ทหารที่พยายามทำรัฐประหารก็ถูกจับกุมเป็นจำนวนมาก และกองกำลังฝ่ายรัฐบาลได้เข้าปลดอาวุธและยึดคืนสถานที่สำคัญที่ถูกอีกฝ่ายยึดไว้ได้เกือบทั้งหมด

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีเออร์โดกัน ซึ่งอยู่ระหว่างไปพักผ่อนที่เมืองตากอากาศ “มาร์มาริส” ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ รีบเดินทางกลับนครอิสตันบูลด้วยเครื่องบิน และแถลงข่าวผ่านโทรศัพท์มือถือจากสนามบินนครอิสตันบูล ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ ประณามความพยายามก่อรัฐประหารว่าเป็น “การก่อกบฏ” พวกที่กระทำต้องจ่ายค่าตอบแทนอย่างสาสม และยืนยันว่ารัฐบาลยังอยู่ในอำนาจ รวมถึงยังเรียกร้องให้ประชาชนออกมาต่อต้านการรัฐประหาร ซึ่งประชาชนจำนวนมากก็ทำตาม ด้วยการออกมาต่อสู้กับฝ่ายก่อรัฐประหาร ทำให้เกิดการปะทะกันหลายจุด รวมทั้งที่จัตุรัสทักซิมในนครอิสตันบูล ซึ่งมีเสียงปืนและระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว

ตามรายงานข่าว เดิมที กลุ่มกบฏนำเครื่องบินรบและเฮลิคอปเตอร์ขึ้นบินว่อนเหนือท้องฟ้า และเคลื่อนขบวนรถถังปิดสะพานในนครอิสตันบูล ตามด้วยเกิดเสียงปืนและระเบิดดังสนั่นไปทั่วทั้งนครอิสตันบูล และกรุงอังการา ซึ่งช่วงชั่วโมงแรกๆของความพยายามก่อรัฐประหาร สนามบินหลายแห่งถูกปิด และการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ก็ถูกตัดขาดหมด จากนั้นก็เข้ายึดสถานีโทรทัศน์ ทีอาร์ที เพื่อประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศและกฎอัยการศึก โดยบังคับให้พิธีกรของทางสถานีฯ อ่านแถลงการณ์ตามอำนาจคำสั่งของกองทัพตุรกี โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลบ่อน ทำลายประชาธิปไตย ประเทศชาติสมควรเดินหน้าบริหารประเทศโดย “สภาสันติภาพ” ซึ่งจะให้ความปลอดภัยกับประชาชน พร้อมกันนี้มีรายงานว่าขบวนรถถังบุกเข้าโจมตีอาคารรัฐสภาถึง 3 ระลอก และมีการยิงต่อสู้กันระหว่างกองทัพกับทหารที่ก่อรัฐ ประหารในหลายจุด เสียงปืนดังสนั่นไปทั่วทั้งสองเมืองหลักของตุรกี

แต่หลังจากนั้นไม่นาน นายกรัฐมนตรี บินาลี ยิลดีริม ได้เปิดเผยว่า แม้กลุ่มกบฏในกรุงอังการาและนครอิสตันบูลยังคงโจมตีทางอากาศ แต่ทางรัฐบาลก็จับกุมผู้เกี่ยวข้องไว้ได้แล้วหลายร้อยคน โดยรัฐบาลจะไม่ปล่อยให้เกิดการกระบวนการขัดขวางประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย โดยสำนักข่าวต่างประเทศพร้อมใจรายงานสถาน การณ์ความไม่สงบในตุรกีอย่างต่อเนื่องตลอดวัน ซึ่งมีภาพทหารหลายสิบนายที่สนับสนุนการก่อรัฐประหารออกมายอมจำนนที่กลางสะพานบอสฟอรัส ในนครอิสตันบูล ซึ่งทางสถานีโทรทัศน์เอ็นทีวี รวมสำนักข่าวอะนาโดลู กระบอกเสียงของรัฐ รายงานว่า มีทหารถูกจับกุม 50 นาย อีกทั้งยังแพร่ภาพให้เห็นฝูงชนที่สนับสนุนประธานาธิบดีเออร์โดกัน ขึ้นไปกระโดดโลดเต้นอยู่บนรถถังคันหนึ่ง พร้อมตะโกนส่งเสียงเชียร์ประกาศชัยชนะและโบกธงชาติปลิวไสวไปมา

ต่อมา สำนักข่าวอะนาโดลู รายงานว่า ยอด ผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงและการสู้รบระหว่างการก่อรัฐประหารเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 90 ศพ มีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 1,154 คน ส่วนทหารที่เกี่ยวข้องกับการก่อรัฐประหารถูกจับกุมแล้ว 754 นายทั่วประเทศ รวมทั้งทหารที่ศูนย์บัญชาการกองทัพในกรุงอังการาเกือบ 200 นาย แต่ปฏิบัติการยึดศูนย์บัญชาการกองทัพคืนยังดำเนินอยู่ ด้านประธานาธิบดีเออร์โด– กันแถลงผ่าน “ทวิตเตอร์” ว่า อาจมีความพยายามก่อรัฐประหารอีกได้ทุกเมื่อ ทหาร ตำรวจฝ่ายรัฐบาลจึงต้องเข้าควบคุมท้องถนนไว้ก่อน แต่ขณะนี้ รัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้แล้ว

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่อาวุโสนายหนึ่ง ซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อและตำแหน่ง กล่าวว่า ทหารที่ถูกจับกุม มียศพันเอก 29 นาย และพลเอกอีก 5นายถูกปลดจากตำแหน่ง พร้อมกันนั้น นายกรัฐมนตรี บินาลี ยิลดีริม แต่งตั้งให้ พลเอกอูมิต ดันดาร์ ผู้บัญชาการทหารกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ดูแลกองกำลังภาคพื้นดิน ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการเสนาธิการทหารสูงสุด แทนพลเอกฮูลูซิ อาการ์ เสนาธิการทหารสูงสุด ที่ถูกฝ่ายรัฐประหารจับตัวไปเป็นตัวประกัน

ด้านอิหม่าม เฟตฮุลเลาะห์ กูเลน วัย 75 ปี ผู้นำทางศาสนาที่ทรงอิทธิพล ศัตรูคนสำคัญของ ปธน.เออร์โดกัน ได้ออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความพยายามก่อรัฐประหารในตุรกีในครั้งนี้ พร้อมประณามการกระทำอย่างแข็งกร้าวที่สุด โดยแถลงว่า ในฐานะคนหนึ่งที่ต้องทนทุกข์กับการก่อรัฐประหารของกองทัพหลายครั้งตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการดูถูกอย่างยิ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องเหตุการณ์ครั้งนี้ และขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง รัฐบาลสมควรชนะผ่านกระบวนการการเลือกตั้งเสรีภาพและยุติธรรมไม่ใช่ใช้กำลัง อีกทั้งตนจะสวดขอพรต่อพระเจ้าให้กับตุรกี ประชาชนชาวตุรกี และทุกคนที่อยู่ในตุรกี ขอให้สถานการณ์นี้คืนสู่สันติภาพโดยเร็ว

ในเวลาต่อมา พลเอกอูมิต ดันดาร์ รักษาการเสนาธิการทหารสูงสุดของตุรกีแถลงว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงและการสู้รบระหว่างการก่อรัฐประหารพุ่งขึ้นเป็นอย่างน้อย 194 คน โดยแยกเป็นพวกที่ร่วมก่อรัฐประหารที่ถูกฆ่าตาย 104 คน ตำรวจ 41 นาย ทหาร 2 นาย และพลเรือน 47 คน และมีผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 1,154 คน ส่วนทหารที่ร่วมก่อรัฐประหารถูกจับกุมแล้ว 1,563 นาย พลเอกดันดาร์ยังประกาศว่า ความพยายามก่อรัฐประหารถูกทำลายแล้ว และพลเอกฮูลูซิ อาการ์ เสนาธิการทหารสูงสุดคนเก่าที่ถูกจับตัวไปได้รับการปล่อยตัวแล้ว แต่ยังมีเหล่าผู้บัญชาการทหารจำนวนมากถูกจับเป็นตัวประกันไว้ในสถานที่ไม่เปิดเผย

ข่าวแจ้งอีกว่า แม้ยังไม่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้นำสูงสุดในความพยายามก่อรัฐประหารครั้งนี้ แต่รัฐบาลตุรกีระบุว่าเป็น “ทหารกลุ่มหนึ่งในกองทัพ” ส่วนประธานาธิบดีเออร์โดกัน กล่าวหาว่า “โครงสร้างคู่ขนาน” คือผู้พยายามก่อรัฐประหาร ซึ่งเป็นการระบุอย่างชัดเจนว่าหมายถึงอิหม่าม เฟตฮุลเลาะห์ กูเลน ผู้นำศาสนาผู้ทรงอิทธิพล ศัตรูคนสำคัญของเออร์โดกัน ซึ่งไปลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอเมริกา

ด้านนายบินาลี ยิลดิริม นายกรัฐมนตรีตุรกี แถลงเพิ่มเติมที่กรุงอังการา ว่า รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้โดยสิ้นเชิงแล้ว พวกแกนนำก่อรัฐประหารถูกจับกุมแล้ว ความพยายามก่อรัฐประหารครั้งนี้เป็น “จุดดำ” ของประชาธิปไตยตุรกี แม้โทษประหาร ชีวิตไม่ได้อยู่รัฐธรรมนูญ แต่ตุรกีจะพิจารณาแก้กฎหมายเพื่อลงโทษประหารชีวิตผู้ก่อกบฏ เพื่อรับประกันว่าเรื่องเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก ประเทศใดก็ตามที่อยู่ข้างนายกูเลน ซึ่งเป็นผู้นำองค์กรก่อการร้าย ไม่ใช่มิตรของตุรกี และจะถูกมองว่าทำสงครามกับตุรกี

นายยิลดิริมยังระบุว่า มีผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อรัฐประหารครั้งนี้ 161 คน บาดเจ็บอีก 1,440 คน ซึ่งยอดผู้เสียชีวิตนี้ไม่รวมถึงบรรดาผู้ร่วมก่อรัฐประหาร รวมทั้งบรรดาแกนนำผู้วางแผนถูกฆ่าตายประมาณ 20 คน บาดเจ็บกว่า 30 คน ส่วนทหารทั้งระดับสูงและระดับล่างที่ถูกจับกุมในข้อหาร่วมก่อรัฐประหารสูงถึง 2,839 นาย

อย่างไรก็ดี รัฐบาลตุรกีได้สั่งเปิด “ช่องแคบบอสฟอรัส” เรียบร้อย หลังสถานการณ์คลี่คลาย แต่ยังปิดน่านฟ้าเหนือภูมิภาค “มาร์มารา” ชั่วคราว ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงและความปลอดภัย ส่วนการประชุมขององค์การ “ยูเนสโก” ในนครอิสตันบูลในวันที่ 16 ก.ค. ก็ถูกระงับ ขณะที่สายการบินต่างๆ ของรัสเซียระงับเที่ยวบินปกติไปยังตุรกีทั้งหมด ส่วนจอร์เจียก็สั่งปิดพรมแดนติดกับตุรกีทั้งทางบกและทางอากาศ

วันเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ “อีอาร์ที” ของกรีซ รายงานว่า เฮลิคอปเตอร์ “แบล็ค ฮอว์ค” ของกองทัพตุรกีลำหนึ่งบินไปลงฉุกเฉินที่สนามบินเมืองอเล็กซานดรูโพลิส ทางภาคเหนือของกรีซ โดยทหารในเฮลิคอปเตอร์ 8 นายถูกจับกุมและขอลี้ภัยทางการเมืองในกรีซ เชื่อว่าเป็นพวกทหารที่เกี่ยวข้องกับรัฐประหารในตุรกี

ด้านปฏิกิริยาจากนานาชาติส่วนใหญ่ประณามความพยายามก่อรัฐประหารครั้งนี้ โดยประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ แถลงหลังประชุมร่วมกับทีมที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กระตุ้นให้ทุกฝ่ายในตุรกีสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนายเออร์โดกัน ส่วนประเทศพันธมิตรของตุรกีในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทั้งอิหร่าน อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ต่างร่วมประณามการรัฐประหาร และแสดง ความยินดีกับนายเออร์โดกันที่สยบการรัฐประหารได้ ด้านนายฌอง มาร์ก เอย์โรต์ รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส หวังว่าประชาธิปไตยตุรกีจะเข้มแข็งยิ่งขึ้น ขณะที่นายเจนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) แถลงชื่นชมประชาชนตุรกีที่ออกมาตามท้องถนนจำนวนมากเพื่อร่วมต่อต้านความพยายามก่อรัฐประหาร จนทำให้การรัฐประหารล้มเหลวในที่สุด ส่วนรัฐบาลรัสเซียแถลงว่าพร้อมทำงานร่วมกับผู้นำที่ชอบธรรมของตุรกี

สำหรับคนไทยที่ยังตกค้างอยู่ที่นครอิสตันบูล ซึ่งรวมถึงคณะผู้แทนไทยที่ไปประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 40 ซึ่งประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ในฐานะผู้แทนถาวรไทยประจำยูเนสโก ทำหน้าที่หัวหน้าคณะ นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นายประเสริฐ สอนสถาพรกุล ผอ.สำนักงานมรดกโลก กรมอุทยานแห่งชาติฯ นายวิชัย พรลีแสงสุวรรณ ผอ.ส่วนอุทยาน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 กรมอุทยานแห่งชาติฯ นายมานะ เพิ่มพูล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ในช่วงบ่าย
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากนายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถึงการดูแลคณะเจ้าหน้าที่ทั้งหมดว่าเบื้องต้นตนได้รับรายงานจากนางรวีวรรณ ว่าได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์บินอยู่เหนือโรงแรมที่พักตั้งแต่ช่วงหัวค่ำตามเวลาท้องถิ่นของตุรกีและมาทราบในภายหลังว่าเกิดรัฐประหาร ตอนนี้เจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานจำนวน 19 คนอยู่ในโรงแรมที่พักและปลอดภัยดี ไม่มีปัญหา ซึ่งตนได้ย้ำว่าให้หลบอยู่ในโรงแรมก่อน และให้ปรึกษากับนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส หัวหน้าคณะ เพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศตุรกีว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ พร้อมดูแลคนไทยทุกคนอยู่แล้ว

นายเกษมสันต์กล่าวว่า เราอยู่ทางนี้ไม่สามารถคาดการณ์สถานการณ์ได้ดีเท่าสถานเอกอัครราชทูตฯ ในตุรกี แต่เบื้องต้นจากการติดตามข่าวทางการตุรกีสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว จากนี้ต้องรอดูว่ารัฐบาลตุรกีจะเดินหน้าจัดการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกต่อได้หรือไม่

ด้านนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่มีคนไทยติดอยู่ในท่าอากาศยานอิสตันบูล อตาเติร์ก ที่นครอิสตันบูล รวมถึงคณะข้าราชการไทยจากกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่มาประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่นครอิสตันบูล ว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคนไทยร้องขอความช่วยเหลือใดเป็นพิเศษ โดยสถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นที่ต้องอพยพ เพราะรัฐบาลตุรกีก็ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว แต่ยังคงประกาศเคอร์ฟิวอยู่ สำหรับคณะข้าราชการที่มาประชุมนั้น ยังคงอยู่ในโรงแรมที่พักและประสานกับสถานเอกอัครราชทูตฯ อย่างต่อเนื่อง และเฝ้ารอติดตามสถานการณ์ทุกระยะ เช่นเดียวกับกลุ่มคนไทยที่ติดค้างอยู่ที่สนามบิน ต้องรอติดตามประกาศของสนามบินว่าจะสามารถกลับมาบินได้ตามปกติเมื่อไร

จากนั้นเวลา 17.45 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงการรัฐประหารไม่สำเร็จในประเทศตุรกีว่า ขอแสดงความเสียใจกับผู้สูญเสีย แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องปัญหาภายในประเทศของเขา เราก็ต้องให้กำลังใจเขา ตนได้สั่งให้ดูแลคนไทยที่มีอยู่หลายร้อยคนให้มีความปลอดภัย และให้สถานทูตไทยในตุรกีเตรียมแผนในการขนย้ายคนหากจำเป็น ซึ่งที่ประชุมอาเซมก็มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ แต่ไม่มากนัก เพราะทุกคนต่างรักษามารยาทจะไปหามาตรการการพูดคุยกันต่างหากอีกที เอาประเทศเราให้รอดก่อน ส่วนการนำคนไทยกลับมา มีเครื่องบินพร้อม เอาการบินไทยไปรับ แต่ที่สำคัญเขาไม่ยอมกลับไปบังคับเขาได้มั้ย

ต่อมาในช่วงค่ำ สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวด้านความมั่นคงในตุรกีว่า หลังล้มเหลวในการก่อรัฐประหาร มีทหารในฐานทัพอากาศ “ดิยาร์บาคีร์” ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ตุรกีถูกจับแล้วประมาณ 100 นาย สอดคล้องกับถ้อยแถลงของพลเอกดันดาร์ รักษาการณ์เสนาธิการทหารสูงสุดที่ระบุว่า แกนนำการก่อรัฐประหารครั้งนี้ส่วนใหญ่เป็นทหารในกองทัพอากาศที่สนับสนุนอิหม่าม เฟตฮุลเลาะห์ กูเลน ผู้นำทางศาสนาที่ทรงอิทธิพล ด้านสถานีโทรทัศน์ “เอ็นทีวี” สำนักข่าว “อะนา-โดลู” ก็รายงานว่า สภาผู้พิพากษาและอัยการสูงสุด (เอชเอสวายเค) ของตุรกี ได้สั่งปลดผู้พิพากษา ออกจากตำแหน่งถึง 2,745 คนทั่วประเทศ รวมทั้งสมาชิกเอสเอสวายเค 5 คน ซึ่งคาดว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนนายกูเลน ขณะที่นายจอห์น แคร์รี รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯแถลงว่า สหรัฐฯยังไม่ได้รับคำร้องขอจากรัฐบาลตุรกีให้ส่งตัวนายกูเลนกลับไปดำเนินคดี และยังสั่งระงับเครื่องบินโดยสารทุกเที่ยวไปยังตุรกี และห้ามเครื่องบินของทุกสายการบินจากตุรกีบินมายังสหรัฐฯ เนื่องจากสถานการณ์ในตุรกียังไม่นิ่ง

 

ไอซิส อ้าง อยู่เบื้องหลัง ก่อการร้าย ขับรถบรรทุกโจมตีในเมืองนีซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2559 20:05

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665541

 

กลุ่มไอซิสออกมา อ้างว่า อยู่เบื้องหลังเหตุรถบรรทุกโจมตีในเมืองนีซ แล้ว ขณะที่ทางการฝรั่งเศส จับกุมชายอีก 4 คน ที่คาดว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนี้ไปสอบสวน

ทางการฝรั่งเศสจับกุมผู้ที่คาดว่า จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับ เหตุคนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนประชาชนที่ออกมาฉลองวันชาติในเมืองนีซ อีก 4 คน โดย ชายคนแรก ถูกจับกุมเมื่อวันศุกร์ ขณะที่อีก 3 คน ถูกจับกุมในวันนี้ โดยตำรวจ จะเร่งนำตัวทั้งหมดไปสอบสวนหาความเชื่อมโยงกับการก่อเหตุสะเทือนขวัญครั้งนี้ ขณะที่ล่าสุด สื่อฯ ที่ใกล้ชิดกับกลุ่มติดอาวุธรัฐอิสลามในอิรักและซีเรีย หรือ ไอซิสได้ออกมาอ้างว่า อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้แล้ว

ซึ่งสอดคล้องกับที่ นายมานูเอล วาลส์ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ได้ให้สัมภาษณ์แสดงความเชื่อมั่นว่า การก่อเหตุดังกล่าวเป็นการก่อการร้าย ที่ต้องเชื่อมโยงกับกลุ่มติดอาวุธชาวมุสลิม พร้อมประกาศว่า รัฐบาลจะต้องชนะในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย แต่ก็ขอให้ชาวฝรั่งเศสระมัดระวัง เพราะอาจจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ได้อีกในอนาคต

โดยในวันนี้ผู้นำฝรั่งเศส ได้เรียกคณะรัฐมนตรีด้านความมั่นคงประชุมด่วน ที่ทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อหารือถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งกำหนดมาตรการในการรับมือเหตุก่อการร้ายต่อไป

สำหรับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ เกิดขึ้นในขณะที่มีฝูงชนราว 3 หมื่นคน เข้าร่วมเฉลิมฉลองวันชาติฝรั่งเศส และชมการจุดดอกไม้ไฟ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 84 คน ในจำนวนนี้ 10 คน เป็นเด็ก ขณะที่มีผู้บาดเจ็บอีก 202 คน ในจำนวนนี้ 52 คน อาการสาหัส

ส่วนบรรยากาศการไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิตเมื่อคืนวานนี้ ประชาชนจำนวนมาก ต่างเดินทางไปยังบริเวณจุดเกิดเหตุเพื่อร่วมจุดเทียนและวางดอกไม้ เพื่อไว้อาลัยให้แก่ผู้เสียชีวิต รวมทั้งหญิงคนหนึ่ง ที่เป็นหนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด เธอเล่าว่า เห็นรถบรรทุกขับซิกแซกไปมาเหมือนจะพยายามชนคนให้ได้มากที่สุด จากนั้นเธอก็เห็นร่างของผู้เคราะห์ร้ายกระเด็นกระดอนไม่ต่างจากพินโบว์ลิ่ง

ล่าสุด ถนนในบริเวณจุดเกิดเหตุเปิดให้รถวิ่งได้ 1 ช่องทาง ขณะที่บริเวณที่มีผู้เสียชีวิตยังคงปิดไว้ เพื่อให้ประชาชนเดินทางมาร่วมไว้อาลัย.

 

รบ.ตุรกี ยัน จบแล้ว รัฐประหาร สรุป ตาย 265 เจ็บ 1.4 พันคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2559 19:47

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665536

 

รัฐบาลตุรกี ประกาศ สามารถควบคุมสถานการณ์ในประเทศได้แล้ว หลังมีความพยายามก่อรัฐประหาร แต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากมี ปชช.จำนวนมาก ออกมาต่อต้านบนท้องถนน ร่วมกับตำรวจจนเกิดการปะทะ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 265 ราย บาดเจ็บกว่า 1.4 พันคน ด้านผู้นำตุรกี ระบุ เหตุที่เกิดขึ้นถือเป็นรอยด่างพร้อยของประชาธิปไตย

วันที่ 16 ก.ค. สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์ในตุรกีหลังเกิดเหตุการณ์ตึงเครียดและการยิงปะทะกันเนื่องจากกองทัพพยายามก่อรัฐประหารว่า ที่สนามบินนานาชาติอะตาเติร์ก ในนครอิสตันบูลของตุรกี ได้กลับมาเปิดบริการให้ผู้โดยสารทยอยเดินทางเพื่อรอขึ้นเครื่องบินแล้ว แม้ว่า เที่ยวบินหลายเที่ยวจะล่าช้า ในขณะที่บางเที่ยวบินยังถูกยกเลิก ผลพวงจากความพยายามก่อการรัฐประหารของกองทัพตุรกี ตลอดเมื่อคืนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น

ขณะที่ ทางการตุรกีได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ที่เข้าไปปฏิบัติการช่วยเหลือ นายพลฮูลูซี อาการ์ ประธานเสนาธิการทหาร ที่มีรายงานว่า ถูกกลุ่มกบฏจับเป็นตัวประกันออกมาได้สำเร็จ โดย การกลับมาเปิดให้บริการของสนามบินนานาชาติอะตาเติร์ก และปฏิบัติการชิงตัวประกันซึ่งเป็นนายทหารระดับสูง เกิดขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีเรเซป เทยิบ เออร์โดกัน ประกาศว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ในประเทศได้แล้ว

เช่นเดียวกับ นายบินาลี ยิลดิริม นายกรัฐมนตรีตุรกี แถลงว่า ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาในตุรกีถือเป็นรอยด่างพร้อยของประชาธิปไตย ซึ่งผู้ก่อการกบฏทั้งหมดต้องถูกเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

ขณะที่ สื่อท้องถิ่นของตุรกีเผยแพร่ภาพความเสียหายของอาคารรัฐสภา ในกรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี หลังมีความพยายามก่อการรัฐประหารตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น เช่นเดียวกับบรรยากาศตามท้องถนนในนครอิสตันบูล ที่ในบางจุดรถถังที่กองทัพเคลื่อนออกมาประจำการถูกประชาชนฝ่ายต่อต้านการรัฐประหารทำลายและนำขยะขว้างปาใส่

โดยตัวเลขล่าสุด ทางการตุรกี เปิดเผยว่า มีรายงานผู้เสียชีวิตจากการปะทะ 161 คน บาดเจ็บกว่า 1 พัน 4 ร้อยคน ส่วนผู้ก่อการกบฏถูกสังหาร 104 คน / นายทหารกว่า 2 พัน 8 ร้อยคนถูกจับ ส่วนอีกเกือบ 200 คนวางอาวุธมอบตัวกับตำรวจ

 

คืนนรกในตุรกี! ปธน.ลั่นรัฐประหารล้มเหลว สู้กันนองเลือด ตายเกือบ100

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2559 15:19

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665366

 

ตุรกีนองเลือดหนัก ยอดตายใกล้ 100 เจ็บกว่าพันคน หลังกองทัพพยายามก่อรัฐประหาร แต่ฝ่ายรัฐบาลประธานาธิบดีเออร์โดกัน สู้ยิบตา ปะทะกันดุเดือด ก่อนต่อมา ประธานาธิบดีจะประกาศลั่น รัฐประหารล้มเหลว จับกุมทหารร่วมทำรัฐประหารแล้วกว่า 1.5 พันนายทั่วประเทศ

เมื่อ 16 ก.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์ตึงเครียดในตุรกีจนนำไปสู่การนองเลือด ระหว่างฝ่ายกองทัพที่พยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล กับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ และประชาชนที่สนับสนุนประธานาธิบดีเรเซป เทยิบ เออร์โดกัน ที่ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่าเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 90 ราย ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 1,200 ราย

ขณะที่มีทหารโดนจับกุมตัวแล้วกว่า 1,563 นายทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นทหารหนุ่ม นอกจากนั้น ยังมีทหารประมาณ 200 นายขอยอมแพ้ มีการวางอาวุธและเดินออกมาจากกองบัญชาการทหาร เพื่อมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจในกรุงอังการา


ได้รับบาดเจ็บระหว่างต่อสู้กับทหารก่อรัฐประหาร

ข่าวแจ้งว่า ประธานาธิบดีเออร์โดกัน ได้ออกมาประกาศเมื่อช่วงเช้าวันที่ 16 ก.ค. หลังจากนั่งเครื่องบินมายังนครอิสตันบูลว่า ความพยายามก่อรัฐประหารของกองทัพล้มเหลว โดยขณะนี้ รบ.ควบคุมสถานการณ์ในประเทศได้ทั้งหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในตุรกียังคงตึงเครียดสูง และยังคงมีรายงานเกิดการปะทะกัน ได้ยินเสียงปืนและอาวุธหนักดังในกรุงอังการา และอิสตันบูล ถึงแม้ประธานาธิบดีเออร์โดแกนได้ประกาศว่า การรัฐประหารล้มเหลว


ประธานาธิบดีเรเซป เทยิบ เออร์โดกันแห่งตุรกี ประกาศรัฐประหารล้มเหลว

ตามรายงานของกระทรวงมหาดไทยตุรกี ระบุว่า มีนายทหารระดับสูง ยศนายพล 5 นาย และระดับนายพันอีก 29 นายถูกปลดจากตำแหน่ง และผู้พิพากษาศาลสูงหลายคนถูกสอบสวน อีกทั้ง มีรายงานว่าระหว่างการพยายามก่อรัฐประหาร ได้มีการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีอาคารรัฐสภา ในกรุงอังการา จนทำให้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก


อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ลำดับเหตุการณ์รัฐประหารตุรกี รวมเบอร์โทรติดต่อสถานทูตไทย

ตุรกีตึงเครียด ปะทะเดือด! กองทัพพยายามก่อรัฐประหาร แต่รบ.ยังสู้

 

ลำดับเหตุการณ์รัฐประหารตุรกี รวมเบอร์โทรติดต่อสถานทูตไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2559 14:03

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665321

 

หลังจากเกิดเหตุการณ์รัฐประหารในตุรกี ล่าสุด สถานการณ์ยังมีความไม่ชัดเจน เบื้องต้นยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับอันตราย…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อกลางดึกวันที่ 16 ก.ค. 2559 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาประมาณ 03.00 น. ตามเวลาในประเทศไทย กองทัพตุรกีประกาศยึดอำนาจจากรัฐบาล โดยอาศัยช่วงจังหวะที่ นายเรเซป เทยิบ เออร์โดกัน ประธานาธิบดี อยู่ระหว่างพักร้อน จากนั้น เกิดเหตุความวุ่นวายหลังมีทหารเคลื่อนกำลังออกมาคุมตามจุดสำคัญต่างๆ ในกรุงอังการา เมืองหลวงของตุรกี และนครอิสตันบูลเมืองสำคัญทางเศรษฐกิจส่วนติดกับทวีปยุโรป การคมนาคมถูกปิด

ต่อมา นายบินาลี ยิลดิริม นายกรัฐมนตรีตุรกี ออกแถลงการณ์ ระบุว่า ความพยายามปฏิบัติการทางทหารดังกล่าว กระทำโดยมิชอบ พร้อมประกาศรัฐบาลตุรกียังคงอยู่ในอำนาจ และจะไม่ยอมต่อเรื่องดังกล่าว

จากนั้น กลุ่มทหารที่ก่อเหตุรัฐประหารออกแถลงการณ์อ้างว่า สามารถควบคุมอำนาจไว้ได้แล้ว มีการประกาศเคอร์ฟิวและใช้กฎอัยการ

เวลาประมาณ 05.05 น. ตามเวลาในประเทศไทย มีประชาชนออกมารวมตัวบนท้องถนน และจุดต่างๆ ในนครอิสตันบูล เช่น สนามบินอะตาร์เติร์ก จัตุรัสทัคซิม และถนนสำคัญๆ หลังประธานาธิบดีตุรกีออกมาแถลงขอให้ประชาชนอย่ายินยอมกับการยึดอำนาจของกองทัพ และให้ออกมาแสดงพลังต่อต้าน



เหตุการณ์ต่อเนื่องเป็นลำดับ มีความวุ่นวาย และมีการยิงปะทะกันระหว่างกองกำลังและประชาชนที่สนับสนุนประธานาธิบดีตุรกี กับทหารที่ก่อการรัฐประหาร โดยเฉพาะพื้นที่กรุงอังการาเมืองหลวง ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 42 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง

ขณะเดียวกัน สถานเอกอัครราชทูต ณ อังการา แจ้งเตือนให้คนไทยในตุรกีอยู่ในที่พัก และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เบื้องต้น ยังไม่มีรายงานคนไทยได้รับอันตรายจากเหตุการณ์

ต่อเนื่องกัน สถานการณ์ในกรุงอังการายังคงตึงเครียด ท่ามกลางเสียงปืนที่ดังกึกก้องเป็นระยะ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องบินรบของกองทัพบินวนเหนือน่านฟ้า และมีรถถังจอดอยู่หลายจุด

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า หลังเกิดรัฐประหารไม่กี่ชั่วโมงต่อมาประธานาธิบดีตุรกีได้เดินทางโดยเครื่องบินมาลงยังสนามบินอะตาเติร์ก ในนครอิสตันบูลอย่างปลอดภัย พร้อมกับเรียกร้องให้บรรดาผู้สนับสนุนออกมาต่อต้านทหารที่ก่อการรัฐประหาร

เวลาต่อมา นายกรัฐมนตรีตุรกี กล่าวอ้างว่าสถานการณ์ในประเทศตุรกีส่วนใหญ่อยู่ใต้การควบคุมของรัฐบาล ขณะที่ยังไม่ทราบว่านายทหารคนใดเป็นผู้นำในการรัฐประหาร และยังไม่ทราบว่ามีกองกำลังสนับสนุนจำนวนมากเท่าใด


ส่วนบรรยากาศทั่วตุรกีนั้น ประชาชนต่างอยู่ในความสับสนและประหลาดใจ เนื่องจากต่างฝ่ายต่างประกาศชัยชนะ ส่วนรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามาแห่งสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในตุรกีสนับสนุนรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามประชาธิปไตย

เข้าสู่ช่วงเวลาเที่ยงวันตามเวลาในประเทศไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์การรัฐประหารในตุรกียังคงสับสน

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของไทย เปิดเผยว่า ณ เวลา 11.30 น. ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ว่า กำลังติดตามสถานการณ์ ซึ่งล่าสุดทางการตุรกีได้แถลงว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว เบื้องต้นไม่มีคนไทยได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ มีคนไทยและข้าราชการจำนวนหนึ่งที่ไปประชุมมรดกโลก ที่นครอิสตันบูล รวมทั้ง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัคราชทูตไทย ณ กรุงปารีส หัวหน้าคณะ เบื้องต้นทุกคนปลอดภัยดี

นอกจากนั้น ยังมีคนไทยจำนวนหนึ่งติดอยู่ในสนามบินนครอิสตันบูล โดยมีข้าราชการจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ติดอยู่ด้วย ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า ข้าราชการรายดังกล่าวจะทำหน้าที่ดูแล และประสานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา อยู่ตลอด ตั้งแต่เกิดเหตุจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ



ล่าสุด เมื่อเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า กระทรวงการต่างประเทศของไทย และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา ยังแจ้งให้คนไทยในตุรกีอยู่ในที่พัก และหลีกเลี่ยงการออกมาในที่สาธารณะ พร้อมกับติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่มีปัญหาและเหตุฉุกเฉินต่างๆ สามารถติดต่อได้ที่ Hotline ของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอังการา หมายเลขโทรศัพท์ +90 533 641 5698 และ Call Center กรมการกงสุล 0 2572 8442 ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้านผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเอไอเอส แจ้งส่งความห่วงใยต่อเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศตุรกี พร้อมให้ลูกค้าเอไอเอสซึ่งโรมมิ่งอยู่ในประเทศตุรกี สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจาก สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงอังการา ฟรี ที่หมายเลข +905336415698 และเอไอเอสคอลเซ็นเตอร์ +6622719000 พร้อมโทรกลับไทย โทรหาเบอร์อื่นๆ ในประเทศตุรกี รับสาย และรับ-ส่ง SMS ได้ฟรี ระหว่างวันที่ 16-18 ก.ค. 2559 (เวลาประเทศตุรกี)

สำหรับประเทศตุรกี มีชื่อเป็นทางการว่า สาธารณรัฐตุรกี เป็นสาธารณรัฐระบบรัฐสภา พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในทวีปเอเชีย พื้นที่ส่วนน้อยอยู่ในยุโรป มีพรมแดนติดต่อ 8 ประเทศ ปัจจุบันตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศของไทย มีคนไทยอยู่ในตุรกี ประมาณ 424 คน โดยจำนวนนี้เป็นนักเรียนไทยที่ไปศึกษา 198 คน

เวลา 15.30 น. ตามเวลาในประเทศไทย ผู้สื่อข่าวรายงานอ้างสำนักข่าวต่างประเทศระบุสถานการณ์ตึงเครียดในตุรกียังคงต่อเนื่อง ระหว่างฝ่ายกองทัพก่อการรัฐประหารกับกำลังตำรวจ ทหารและประชาชนที่สนับสนุนประธานาธิบดีเรเซป เทยิบ เออร์โดแกน

ขณะที่มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 90 ราย ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 1,200 ราย ทหารถูกจับกว่า 1,563 นายทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นทหารหนุ่ม นอกจากนั้น ยังมีทหารประมาณ 200 นายขอยอมแพ้

ด้านรายงานของกระทรวงมหาดไทยตุรกีอ้างมีนายทหารระดับสูงยศนายพล 5 นาย และระดับนายพันอีก 29 นายถูกปลดจากตำแหน่ง และผู้พิพากษาศาลสูงหลายคนถูกสอบสวน อีกทั้ง ระหว่างการพยายามก่อรัฐประหารมีการส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดโจมตีอาคารรัฐสภา ในกรุงอังการา จนทำให้ได้รับความเสียหายอย่างหนัก.

ติดตามสถานการณ์เหตุรัฐประหารตุรกีเพิ่มเติม

 

ตุรกีตึงเครียด ปะทะเดือด! กองทัพพยายามก่อรัฐประหาร แต่รบ.ยังสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 16 ก.ค. 2559 09:32

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665057

 

ตุรกีตึงเครียด- ประชาชนสับสนหนัก กองทัพพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจปกครองประเทศ ประกาศเคอร์ฟิวและกฎอัยการศึก แต่ฝ่ายรัฐบาลประธานาธิบดีเออร์โดแกน ไม่ยอมแพ้ จนเกิดการยิงปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างทหารกับกองกำลังเจ้าหน้าที่ที่ยังภักดีต่อรัฐบาล รวมทั้งประชาชนที่ออกมาคัดค้านการทำรัฐประหาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 42

เมื่อ 16 ก.ค. 59 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานความคืบหน้าสถานการณ์ในตรุกี เกิดเหตุการณ์กองทัพตุรกีพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจประธานาธิบดีเรเซป เทยิบ เออร์โดแกน เมื่อวันที่ 15 ก.ค. โดยอ้างว่ากองทัพสามารถยึดครองประเทศได้ทั้งหมดแล้ว พร้อมประกาศใช้กฎอัยการศึก และประกาศภาวะเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกบ้านในยามวิกาล ทว่าทางฝ่ายรัฐบาล ประธานาธิบดีเออร์โดแกน ยังไม่ยอมแพ้ จนทำให้เกิดการปะทะยิงต่อสู้กันระหว่างกำลังทหาร กับกองกำลังตำรวจและประชาชนที่ยังภักดีต่อประธานาธิบดีเออร์โดแกน ในกรุงอังการา เมืองหลวง ในช่วงคืนของวันที่ 15 ก.ค. (ตามเวลาท้องถิ่น)เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 42 ราย


http://www.thairath.co.th/clip/59389

ข่าวแจ้งว่า สถานการณ์ในกรุงอังการายังคงตึงเครียด หลังกองทัพออกมาทำรัฐประหาร เพราะท่ามกลางเสียงปืนที่ดังกึกก้อง ยังมีเครื่องบินรบของกองทัพบินวนเหนือน่านฟ้าในกรุงอังการา และมีรถถังหลายคันออกมาแล่นบนท้องถนน และประจำการอยู่ในสถานที่สำคัญๆ ในกรุงอังการา และเมืองอิสตันบูล ซึ่งเป็นเมืองใหญ่สุดของตุรกี ขณะเดียวกัน กองทัพได้ส่งกำลังทหารปิดสะพานบอสฟอรัส และสุลต่านฟาห์ติ เมห์เหม็ด ซึ่งเป็นเส้นทางข้ามช่องแคบบอสฟอรัส หรือช่องแคบอิสตันบูล ความยาว 30 กม. ที่กั้นระหว่างตุรกีในทวีปยุโรป กับตุรกีบนคาบสมุทรอานาโตเลียในทวีปเอเชีย


ทหารถือปืนประจำการที่จัตุรัสทัคซิม ในนครอิสตันบูล ท่ามกลางประชาชนที่ออกมาต่อต้านการทำรัฐประหาร

หลังเกิดรัฐประหารในประเทศ ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ด้านประธานาธิบดีเออร์โดแกน ได้นั่งเครื่องบินมาลงยังสนามบินอะตาเติร์ก ในนครอิสตันบูล ได้อย่างปลอดภัย พร้อมกับเรียกร้องให้บรรดาผู้สนับสนุนตนออกมาบนถนนเพื่อต่อต้านทหารที่พยายามทำรัฐประหารยึดอำนาจปกครองประเทศ โดยประธานาธิบดีเออร์โดแกนได้กล่าวผ่านสถานีโทรทัศน์ที่ออกอากาศถ่ายทอดสด ท่ามกลางฝูงชนที่สนับสนุนว่า การพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจเป็นการกระทำของกลุ่มคนที่ทรยศ


ส่วนนายกรัฐมนตรีบินาลี ยิลดิริม แห่งตุรกี ได้เตือนบรรดาทหารที่พยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจว่า มี ‘ราคาที่ต้องจ่ายสูงสุด’ เพราะรัฐบาลจะไม่ยอมให้ใครมายับยั้งขัดขวางประชาธิปไตยในประเทศ พร้อมกันนั้น นายกฯ ยิลดิริม ยังกล่าวในเวลาต่อมาว่า สถานการณ์ในประเทศส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาล และมีการประกาศเขตห้ามบินเหนือกรุงอังการา เมืองหลวง


ด้านบีบีซี รายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นสองครั้งใกล้จัตุรัสทัคซิมในนครอิสตันบูล ขณะที่มีข่าวแจ้งว่า เกิดเหตุระเบิดหลายลูกที่อาคารรัฐสภาในกรุงอังการา ขณะที่เชื่อว่าบรรดาสมาชิกรัฐสภากำลังหลบซ่อนอยู่ในอาคารดังกล่าว โดยขณะนี้ ยังไม่ทราบว่านายทหารคนใดเป็นผู้นำในความพยายามก่อรัฐประหารยึดอำนาจในตุรกี และยังไม่ทราบว่ามีทหารสนับสนุนจำนวนมากเท่าใด ตอนนี้ประชาชนทั่วประเทศตุรกีอยู่ในความสับสนและประหลาดใจอย่างมาก ส่วนรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา แห่งสหรัฐฯ ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในตุรกีสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย

 

ฆ่าหมู่-ช็อกโลก! ดับ 84 ศพ รถบรรทุกไล่ขยี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ค. 2559 06:50

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/665006

 

สยองเมืองนีซซํ้ารอยฝรั่งเศส เจ็บอีกนับร้อยมีเด็กๆรวมด้วย เด็ดหัวไอ้โหด-ยืดภาวะฉุกเฉิน

โลกช็อก…ฝรั่งเศสโดนกลุ่มก่อการร้ายจองเวรไม่เลิก บุกโจมตีครั้งที่ 3 ด้วยการขับรถบรรทุกไล่ชนคนที่กำลังเดินอยู่ริมถนนบริเวณชายหาดเมืองนีซที่เป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดัง ร่วมเฉลิมฉลองวันชาติ ที่กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมหมู่อย่างสยดสยอง เบื้องต้นตายกว่า 80 ศพ เจ็บอีกนับร้อย ส่วนคนขับรถบรรทุกมรณะโดนตำรวจวิสามัญฯตายคารถ เชื่อฝีมือไอเอสรังควาน ขณะที่กลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้ยังเงียบไม่ออกมาแถลงผลงาน นานาชาติรุมประณามผู้ก่อเหตุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัยไปยังประธานาธิบดีฝรั่งเศส

 

โลกเกิดเหตุสลดใจอีกครั้ง เมื่อผู้ก่อการร้ายจองเวรประเทศฝรั่งเศสไม่เลิก ล่าสุดได้ปฏิบัติการโหดเหี้ยมสุดสะเทือนใจสังหารหมู่ ที่เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของฝรั่งเศสอีกกว่า 80 ศพ เมื่อคืนวันที่ 14 ก.ค. นับเป็นการปฏิบัติการโจมตีใหญ่ครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นในดินแดนน้ำหอม โดยเหตุสลดดังกล่าวกลายเป็นเหตุสุดสยองรับวันชาติฝรั่งเศส หลังคนร้ายขับรถบรรทุกวิ่งไล่บดฝูงชนนับพันที่มารอชมการจุดแสดงดอกไม้ไฟเฉลิมฉลอง บริเวณถนนคนเดินริมชายหาดเมืองนีซ เมืองตากอากาศทางตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส ก่อนที่จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจรุมยิงวิสามัญฆาตกรรมหยุดความบ้าคลั่ง

ทั้งนี้ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุก่อการร้ายครั้งนี้เกิดเมื่อช่วงเวลา 23.00 น.ของวันที่ 14 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่น หรือประมาณ 04.00 น. วันที่ 15 ก.ค. ตามเวลาประเทศไทย ระหว่างงานฉลองโค้งสุดท้ายวันชาติฝรั่งเศส หรือที่เรียกว่าวันบัสตีย์ ในเมืองนีซ ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ห่างจากพรมแดนอิตาลีไปประมาณ 30 กิโลเมตร ขณะที่ชาวบ้าน รวมถึงนักท่องเที่ยวหลายพันคนมารวมตัวกันที่บริเวณถนนคนเดินเลียบชายหาดชื่อดัง “เดส์ ซองเกลส์” รับชมการแสดงดอกไม้ไฟนั้น จู่ๆก็มีรถบรรทุกสีขาวขับพุ่งขึ้นมาบนทางเท้า และเริ่มไล่ชนไล่บดคนไปตลอดทางอย่างไม่เลือกหน้า

จากการเปิดเผยของชาวบ้านในที่เกิดเหตุ ระบุว่า เหตุการณ์เป็นไปอย่างสยดสยอง โดยหลังจากรถบรรทุกเริ่มไล่ทับคนแล้ว คนขับยังได้ขับซิกแซ็กปาดไปปาดมา พุ่งเข้าใส่คนที่เกาะกลุ่มกัน ตลอดแนวถนนเดส์ ซองเกลส์ เต็มไปด้วยความโกลาหล ผู้คนต่างวิ่งหนีตาย มีทั้งเสียงกรีดร้อง เสียงคนถูกรถทับ เสียงร้องขอความช่วยเหลือจากผู้บาดเจ็บที่นอนทุกข์ทรมานอยู่บนพื้นถนน หลังจากรถบรรทุกขับผ่านไปแล้ว เห็นร่างของผู้คนนอนแน่นิ่งอยู่บนถนนทุกๆ 5 เมตร ขณะที่บางรายอยู่ในสภาพช็อก หลังเห็นสมาชิกครอบครัวถูกรถทับไปต่อหน้าต่อตา

อย่างไรก็ตาม ความบ้าคลั่งของคนร้ายมาถึงจุดจบในเวลาต่อมา โดยเจ้าหน้าที่ความมั่นคงฝรั่งเศสเผยว่า คนร้ายที่ขับรถบรรทุกไล่ทับคนไปเรื่อยๆบนถนน เป็นระยะทางยาว 2 กิโลเมตร ได้ถูกเจ้าหน้าที่รุมดักวิสามัญฯด้วยอาวุธปืนหลายขนาดจนเสียชีวิตคารถ และก่อนหน้านั้นมีพลเมืองดีรายหนึ่งขับมอเตอร์ไซค์ตามแล้วกระโดดขึ้นไปเกาะที่ข้างประตูรถบรรทุกพยายามจะเปิดประตูรถของคนร้าย แต่ปรากฏว่า พลเมืองดีรายดังกล่าวทำไม่สำเร็จ และร่วงลงมาถูกรถทับเสียชีวิต ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นฝรั่งเศสรายงานด้วยว่า รถบรรทุกที่ใช้ในการก่อเหตุอยู่ในสภาพด้านหน้าพังยับ เพราะนอกจากจะไล่ชนคนแล้ว คนร้ายยังขับชนทั้งต้นไม้และเสาไฟในบริเวณดังกล่าว ส่วนที่กระจกห้องคนขับมีรอยกระสุนของเจ้าหน้าที่อย่างน้อย 12 จุด

ขณะที่แหล่งข่าวความมั่นคงฝรั่งเศสพบว่า ผู้ก่อเหตุมี 1 คน เบื้องต้นทราบว่าเป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อชาติตูนิเซีย วัย 31 ปี เคยมีประวัติก่ออาชญากรรมแต่ไม่อยู่ในรายชื่อจับตาก่อการร้ายของหน่วยข่าวกรอง รถที่ใช้ก่อเหตุเป็นรถที่เช่ามา ก่อนที่คนร้ายจะถูกวิสามัญฯเสียชีวิตยังได้ยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ด้วย ทางการฝรั่งเศสอยู่ระหว่างสืบสวนเพิ่มเติมว่า มีผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่ เนื่องจากเมืองนีซมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง นอกจากนี้ จากการตรวจสอบภายในรถบรรทุก เจ้าหน้าที่ยังพบเอกสารของคนร้าย ระบุว่าชื่อนายโมฮาเหม็ด บูห์เลล มีถิ่นพำนักอาศัยในเมืองนีซ แต่งงานแล้วและมีลูก 3 คน พร้อมของกลางเป็นอาวุธปืนสั้น ปืนยาวปลอมอีกหลายกระบอก

ต่อมานายเบอร์นาร์ด คาเซนูว รมว.มหาดไทยฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ยอดเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้อยู่ที่ 84 ศพ และอาจเพิ่มขึ้น ในจำนวนนี้กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯยืนยันว่า มีชาวอเมริกันรวมอยู่ด้วย 2 ศพ เป็นพ่อและลูกชายจากรัฐเท็กซัส ขณะที่ยอดผู้บาดเจ็บยังไม่แน่ชัด อาจจะถึงหลักร้อยคน ในจำนวนผู้บาดเจ็บนี้ โรงพยาบาลท้องถิ่นเปิดเผยว่า เป็นเด็กอย่างน้อย 50 คน อาการสาหัส 18 คน

ด้านนายฟรองซัวส์ โอลองด์ ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์ว่า ชาวฝรั่งเศสต่างรู้สึกทุกข์ระทมกับเหตุโศกนาฏกรรมครั้งใหม่ และปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการก่อการร้าย เป็นรูปแบบความรุนแรงที่โหดร้ายที่สุด และด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงขอขยายการประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วประเทศต่อไปอีก 3 เดือน จากเดิมที่จะยกเลิกภาวะฉุกเฉินในปลายเดือน ก.ค.

ขณะที่ปฏิกิริยาจากผู้นำทั่วโลก ต่างออกมาร่วมแสดงความเสียใจและประณามเหตุก่อการร้ายสยองขวัญครั้งล่าสุดบนแผ่นดินฝรั่งเศส พร้อมประกาศขอยืนหยัดเคียงข้างกับประชาชนชาวฝรั่งเศส ไม่ว่านายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ นางแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี นายโดนัลด์ ทัส ประธานสภายุโรป ไปจนถึงรัฐบาลเบลเยียม อินเดีย ออสเตรเลีย และสเปน
การก่อการร้ายสยองขวัญครั้งนี้ นับเป็นเหตุโจมตีครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2558 คนร้าย 9 คน ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองกำลังรัฐอิสลามในอิรักและซีเรียหรือกลุ่มไอเอส บุกโจมตี 6 จุดกลางกรุงปารีส โดยเฉพาะสถานที่ผู้คนคับคั่งอย่างโรงละครบาตากลองต์ และหน้าสนามกีฬาสตาด เดอ ฟรองซ์ ด้วยระเบิดพลีชีพและอาวุธสงคราม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 137 ศพ บาดเจ็บ 368 คน ซึ่งนำไปสู่การบุกกวาดล้างเครือข่ายก่อการร้ายครั้งใหญ่ทั้งในฝรั่งเศส และประเทศเพื่อนบ้านอย่างเบลเยียม ที่ต่อมาสมาชิกเครือข่ายก่อการร้ายที่หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่ ได้ลงมือก่อเหตุโจมตีสนามบินนานาชาติซาเวนเทม และสถานีรถไฟใต้ดินมาเอลบีค ในกรุงบรัสเซลส์ เบลเยียม ในวันที่ 22 มี.ค. ปีนี้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 35 ศพ บาดเจ็บ 340 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานด้วยว่า แม้การก่อการร้ายในเมืองนีซครั้งนี้ ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาแสดงตัวรับผิดชอบ แต่ก่อนหน้านี้กลุ่มไอเอสยังออกแถลงการณ์จุดยืนเรื่อยมาว่า ฝรั่งเศสเป็นเป้าหมายหลักโจมตี ขณะที่เมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา นายอาบู มูฮัมหมัด อัล-อัดนานี โฆษกกลุ่มไอเอสในซีเรีย ได้ประกาศเรียกร้องให้สาวกลงมือโจมตีประเทศตะวันตกทุกวิถีทาง รวมถึงการใช้รถบรรทุกขับทับ

วันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชสาส์นแสดงความเสียพระราชหฤทัย ไปยังประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส กรุงปารีส ต่อเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้น ความว่า ข้าพเจ้าและพระราชินี เศร้าสลดใจอย่างยิ่งที่ได้ทราบข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ จู่โจมสังหารประชาชนที่เมืองนีซ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ข้าพเจ้าและพระราชินีขอแสดงความเสียใจด้วยใจจริงมายังท่านและผู้ประสบความทุกข์และความสูญเสียในเหตุการณ์อันร้ายแรงครั้งนี้ ภูมิพลอดุลยเดช ปร.

ด้านนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศ ได้รับรายงานจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ว่า รับทราบข้อมูลจากสมาคมไทยในตอนใต้ของฝรั่งเศสว่า มีคนไทยอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ไม่ได้รับอันตรายใดๆ และปลอดภัยดี ทั้งนี้ปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ในเมืองนีซ ประมาณ 50 คน

ขณะที่ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า หากใครทราบข่าวว่ามีคนไทยได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ แจ้งที่หมายเลข Hotlines 0603599705 และ 0646719694 และหมายเลขของสถานเอกอัครราชทูต 0156265050 ในวันและเวลาราชการ จันทร์ถึงศุกร์ เว้นวันหยุดราชการ ระหว่าง 09.30-12.30 น. และ 14.00-17.30 น. นอกจากนี้รัฐบาลฝรั่งเศสยังได้จัดตั้งคณะทำงานสถานการณ์ฉุกเฉินที่กระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส ให้ประชาชนสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับญาติพี่น้องหรือมิตรสหายที่อาจถูกกระทบทางหมายเลข 0143175646 ทั้งภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ

ต่อมาเวลา 16.40 น. วันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีสารแสดงความเสียใจถึงนายมานูเอล วาลส์ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ว่า รู้สึกตกใจและเสียใจอย่างสุดซึ้งกับเหตุสลดในเมืองนีซ อันส่งผลให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ในนามของรัฐบาลไทยและประชาชนไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อครอบครัวของเหยื่อจากเหตุสลดครั้งนี้ และขอส่งคำอธิษฐานไปถึงคุณในช่วงเวลาที่ยากลำบากเช่นนี้ ประเทศไทยขอร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ ประณามการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่ชั่วช้าและขี้ขลาด อันส่งผลให้สูญเสียผู้บริสุทธิ์อย่างนับไม่ถ้วน ที่ไม่อาจยอมรับได้

เช่นเดียวกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ ได้มีสารแสดงความเสียใจไปถึงนายฌอง มาร์ค อารัวต์ รมว.ต่างประเทศฝรั่งเศส ระบุว่า ในนามของกระทรวงการต่างประเทศ และประชาชนชาวไทย ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง และแสดงความเห็นใจกับครอบครัวของเหยื่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลดในเมืองนีซ ในงานวันชาติของฝรั่งเศส ชาวไทยขอร่วมไว้อาลัยร่วมกับชาวฝรั่งเศส และส่งคำอธิษฐานไปถึงชาวฝรั่งเศสทุกคน ประเทศไทยขอประณามการโจมตีของผู้ก่อการร้าย และจับมือกับรัฐบาลฝรั่งเศสและประชาคมระหว่างประเทศ ในการต่อสู้กับภัยคุกคามจากการก่อการร้ายอันทารุณนี้

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม.กล่าวว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ประเทศฝรั่งเศส สตม.ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจความเรียบร้อยในพื้นที่สนามบิน โดยปฏิบัติการร่วมกับเจ้าหน้าที่ของการท่าอากาศยาน และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องและยังได้จัดเจ้าหน้าที่สืบสวน นอกเครื่องแบบออก ตรวจตราในพื้นที่ที่มีชาวยุโรปอาศัยอยู่ หรือมักมารวมตัวกัน เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว และได้ประสานข้อมูลกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยข่าวกรองต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ปัจจุบันยังไม่พบการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆหรือพบความผิดปกติในประเทศไทย แต่เพื่อความไม่ประมาทจึงได้มีการเพิ่มความเข้มงวดดังกล่าว

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบก.ทท.กล่าวถึงกรณีการก่อการร้ายในประเทศฝรั่งเศสว่า เหตุที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายและความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้กำชับให้ประสานงานของหน่วยงานความมั่นคงเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อย รวมทั้งประสานการข่าวทหาร ตำรวจ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ในส่วนของ บก.ทท.ได้เพิ่มความเข้มในการตรวจตรา เส้นทางเข้าออกโดยบูรณาการร่วมกับ สตม. ตรวจสอบกลุ่มบุคคลของประเทศเป้าหมายและประเทศคู่ขัดแย้ง ตลอดจนวางกำลัง เพิ่มความเข้มในบริเวณร้านค้า ย่านที่พักอาศัยของกลุ่มประเทศเป้าหมายสถานทูตประเทศคู่ขัดแย้ง พร้อมทั้งกำชับให้รถวิทยุสายตรวจตำรวจท่องเที่ยวออกตรวจในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ตั้งจุดตรวจจุดสกัดบริเวณแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ หรือหากประชาชนพบเบาะแสแจ้ง ทางหมายเลขสายด่วน 1155

เวลา 18.00 น. นายจิลส์ การาชง เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย พร้อมด้วยชาวฝรั่งเศสที่พักอาศัยอยู่ในประเทศไทยประมาณ 30 คน เดินทางมาที่สมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน ร่วมจุดเทียนไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิตชาวฝรั่งเศสจากเหตุการณ์ก่อการร้าย นายจิลส์กล่าวว่า ขอขอบคุณมิตรสหายชาวไทยสำหรับกำลังใจ ในช่วงเวลาที่เราโศกเศร้าเช่นนี้ ความเห็นอกเห็นใจจากมิตรสหายเป็นคุณค่าอย่างยิ่งใหญ่ ประเทศฝรั่งเศสตกเป็นเหยื่ออีกครั้ง แต่เราจะไม่ยอมจำนนต่อผู้ก่อการร้าย เมื่อเราเป็นหนึ่งเดียวตามคุณค่าที่เรายึดถือ เราจะเข้มแข็งยิ่งขึ้น ขอให้ทุกท่านร่วมรำลึกถึงผู้เคราะห์ร้ายจากเหตุการณ์ครั้งนี้

ต่อมาประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์ แถลงว่า ในผู้เสียชีวิต มีชาวต่างชาติ และเด็กๆ รวมอยู่ด้วยจำนวนมาก และผู้บาดเจ็บอย่างน้อย 50 คน มีอาการสาหัสขั้นลูกผีลูกคนยังไม่รู้ว่าจะรอดชีวิตหรือไม่ ด้านอัยการกรุงปารีสเผยว่า มีเด็กและวัยรุ่นเสียชีวิตด้วยอย่างน้อย 10 คน ส่วนนายกเทศมนตรีกรุงปารีส ประกาศว่า จะประดับประดาดวงไฟที่หอไอเฟลในกรุงปารีสเป็นสีธงชาติฝรั่งเศส คือขาว แดง น้ำเงิน ตั้งแต่เวลา 22.30 น. ในช่วงไว้อาลัยนาน 3 วัน เริ่มตั้งแต่คืนวันเสาร์ที่ 16 ก.ค. ขณะที่บรรดาทูตของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ร่วมยืนสงบนิ่งไว้อาลัย ที่สำนักงานใหญ่ยูเอ็นในนครนิวยอร์ก

แหล่งข่าวจากตำรวจฝรั่งเศสเผยด้วยว่า ตำรวจควบคุมอดีตภรรยาของคนร้ายมาสอบปากคำ ขณะที่พยายามสอบสวนหามูลเหตุจูงใจของคนร้ายและหาว่าเขามีผู้สมรู้ร่วมคิดด้วยหรือไม่ ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คนร้ายใช้เวลาขับรถบดขยี้เหยื่อไม่ถึง 30 นาที และอาจใช้เวลาเพียง 15 นาที ส่วนนายจอห์น แคร์รี และนายเซอร์เก ลาฟรอฟ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯและรัสเซีย ไปร่วมไว้อาลัยในสถานทูตฝรั่งเศสประจำกรุงมอสโกในรัสเซีย ด้านรัฐบาลและเหล่าผู้นำศาสนาอิสลามประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง ต่างร่วมประณามการก่อการร้ายครั้งนี้ และเรียกร้องให้ทั่วโลกร่วมผนึกกำลังต่อสู้กับพวกหัวรุนแรง

จีนฉะญี่ปุ่นกรณีทะเลจีนใต้-โอ่ สปป.ลาวหนุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664954

 

ไว้อาลัย–กลุ่มผู้นำจากหลายประเทศที่เข้าร่วมการประชุมเอเชีย–ยุโรป (อาเซม) ครั้งที่ 11 ที่กรุงอูลานบาตอร์ ในมองโกเลีย เมื่อ 15 ก.ค. ต่างยืนไว้อาลัยเป็นเวลา 1 นาที ก่อนเปิดการประชุม ให้กับเหตุคนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนประชาชนที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส (เอพี)

การประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป (อาเซม) ซึ่งจัดขึ้นทุกสองปีและปีนี้ครบรอบปีที่ 20 จัดขึ้นที่กรุงอูลานบาตอร์ของมองโกเลีย เมื่อ 15 ก.ค. โดยมีเหล่าผู้นำและผู้แทนประเทศจากยุโรปและเอเชีย ตั้งแต่ไอร์แลนด์จนถึงอินโดนีเซียเข้าร่วม และแม้โดยทั่วไปจะหารือกันเพื่อหาทางเพิ่มความร่วมมือทั่วภูมิภาคยูเรเซียตั้งแต่เรื่องการค้าไปจนถึงการบินพลเรือน แต่ปีนี้กลับมีเหตุโจมตีระหว่างงานฉลองวันชาติที่เมืองนีซของฝรั่งเศสมาบดบังวาระการประชุมและกลบความสนใจกรณีจีนปฏิเสธรับคำตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการฯ (พีซีเอ) กรณีปัญหาทะเลจีนใต้ไปโดยปริยาย

แต่ปัญหาทะเลจีนใต้ยังเป็นประเด็นร้อนนอกรอบการประชุมอาเซมอยู่ดี ซึ่งมีผู้นำหรือตัวแทนหลายประเทศที่เป็นคู่กรณีกับจีนเข้าร่วมประชุมด้วยรวมทั้งฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นฝ่ายฟ้องร้องคัดค้านการอ้างสิทธิครอบครองดินแดนทะเลจีนใต้ของจีน ซึ่งอาศัยเวทีอาเซมระดมหาพันธมิตรในสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ด้วย

นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงของจีน หารือนอกรอบการประชุมอาเซม เมื่อ 14 ก.ค. กับนายกรัฐมนตรีทองลุน สีสุลิด ของ สปป.ลาว ซึ่งเป็นประธานหมุนเวียนอาเซียน กระทรวงต่างประเทศของจีนแถลงว่านายทองลุนระบุว่า สปป.ลาวสนับสนุนท่าทีของจีนและตั้งใจทำงานกับจีนเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคทะเลจีนใต้ และแถลงด้วยว่านายกฯฮุน เซนของกัมพูชา ได้บอกกับนายหลี่ระหว่างการหารือนอกรอบกันด้วยว่ากัมพูชาจะยึดมั่นท่าทีที่ยุติธรรมและไม่ลำเอียงในเรื่องปัญหาทะเลจีนใต้และทำงานเพื่อคงสัมพันธ์จีน-อาเซียนแบบฉันท์มิตร แต่เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ นายปรัก สุคน รมว.ต่างประเทศกัมพูชาระบุว่า พวกเราไม่เกี่ยวข้องในคดีนี้และปรารถนาจะคงนโยบายความเป็นกลางไว้ ต่อมา นายกฯฮุนเซนของกัมพูชาแถลงเมื่อ 15 ก.ค. หลังการหารือกับนายกฯ ของจีน ฝ่ายหลังได้เห็นชอบให้เงินช่วยเหลือกัมพูชาเกือบ 600 ล้านดอลลาร์เพื่อสนับสนุนกระบวนการเลือกตั้งและอื่นๆ
ส่วนจีนกับญี่ปุ่นยังยืนคนละจุด เมื่อนายหลี่บอกกับนายกฯชินโสะ อาเบะของญี่ปุ่นระหว่างหารือนอกรอบกัน เมื่อ 15 ก.ค. เตือนญี่ปุ่นให้ระวังคำพูดและการกระทำเพราะไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง ทั้งนี้หลังนายอาเบะระบุว่า คำตัดสินของพีซีเอต้องได้รับการปฏิบัติตามซึ่งเป็นท่าทีเดียวกับหลายประเทศ รวมทั้งเวียดนามและสหภาพยุโรป (อียู)

ด้านนายโจเซ คาลิดา อัยการสูงสุดฟิลิปปินส์ ยืนยันจะไม่ยอมโอนอ่อนให้จีนกรณีปัญหาทะเลจีนใต้ แต่จะใช้แนวทางการทูตแก้ปัญหา ก่อนหน้านี้นายโรดริโก ดูเตร์เต ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ประกาศจะส่งนายฟิเดล รามอส อดีตผู้นำฟิลิปปินส์ไปเจรจาเรื่องคำตัดสินของศาลพีซีเอกับจีน แต่นายรามอสยังไม่ได้ตอบรับ.

 

ทรัมป์เลื่อนประกาศคู่หู ฟันธง! ผู้ว่ารัฐอินเดียนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ค. 2559 05:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664952

 

คู่หู–นายไมค์ เพนซ์ ผู้ว่าการรัฐอินเดียนา ในสหรัฐฯ ขึ้นกล่าวในงานแสดงนวัตกรรมประดิษฐ์ เมื่อ 14 ก.ค. ซึ่งนายโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมเลือกให้เป็นคู่หูลงสมัครเลือกตั้งสหรัฐฯ (เอพี)

นายไมค์ เพนซ์ วัย 57 ปี ผู้ว่าการรัฐอินเดียนา ภาคตะวันตกตอนกลางในสหรัฐฯ ตอบตกลงในการเป็นคู่หูนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ตัวแทนพรรครีพับลิกันในการลงสมัครเลือกตั้งสหรัฐฯในเดือน พ.ย.นี้ แต่นายทรัมป์ตัดสินใจเลื่อนการแถลงอย่างเป็นทางการจากเดิมที่กำหนดไว้เวลาประมาณ 11.00 น.ของวันศุกร์ 15 ก.ค. ที่นครนิวยอร์กออกไปก่อน เนื่องจากเหตุโจมตีที่เมืองนีซ ประเทศฝรั่งเศส แม้นายทรัมป์เผยกับสถานีข่าวฟ็อกซ์ นิวส์ ว่ายังไม่ได้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย

ด้านนางฮิลลารี คลินตัน ว่าที่ตัวแทนพรรคเดโมแครตในการลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เผยว่า ตนเองจะคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติมากๆ เพื่อมาเป็นคู่หูในการลงสนามเลือกตั้งครั้งนี้ หลังได้สนทนากับกลุ่มบุคคลเหล่านี้เกี่ยวกับ วิธีสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศและ สร้างพรรคฯให้เข้มแข็ง ซึ่งในกลุ่มบุคคลดังกล่าว นอกจากนายเบอร์นี แซนเดอร์ส แล้ว ยังรวมนาย ทิม เคน จากรัฐเวอร์จิเนีย นางอลิซาเบธ วาร์เรน จากรัฐแมสซาชูเสตต์และนายเชอร์ร็อด บราวน์ จากรัฐโอไฮโอ.

 

แฉเทิร์นบูลลงขันหาเสียงจนชนะเลือกตั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 16 ก.ค. 2559 05:15

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/664947

 

(ภาพจาก : AP)

เมื่อ 15 ก.ค. นายกรัฐมนตรีมัลคอล์ม เทิร์นบูลของออสเตรเลีย หลบเลี่ยงตอบคำถามถึงรายงานที่ว่าเขาได้บริจาคเงิน 1 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 26.7 ล้านบาท) เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงกระทั่งชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุดและนายเทิร์นบูลเพิ่งประกาศชัยชนะของพรรคพันธมิตรรัฐบาล “ลิเบอรัลแนชนัล” เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์ “ดิ ออสเตรเลีย” รายงานว่า นายเทิร์นบูลได้บริจาคเงินก้อนดังกล่าวเพื่อใช้รณรงค์หาเสียงทางโทรทัศน์ช่วงก่อนเลือกตั้งเพื่อแข่งกับพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน และว่าสถานะทางการเงินของพรรคลิเบอรัลเหือดหายไปหลังนายเทิร์นบูลใช้ต่อสู้ชิงอำนาจภายในกับอดีตนายกฯ โทนี แอบบอตต์

อย่างไรก็ดี นายเทิร์นบูลและเจ้าหน้าที่พรรคไม่ได้ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว สอดคล้องกับสำนักนายกรัฐมนตรี ที่แถลงด้วยว่าการบริจาคเงินเข้าพรรคลิเบอรัล ถูกเปิดเผยตามบทบัญญัติกฎหมายการเลือกตั้งอยู่แล้วและเจ้าหน้าที่พรรคลิเบอรัลระบุเพิ่มเติมด้วยว่า พวกเราได้แจ้งกับลูกพรรคเป็นรายบุคคล ถ้าใครต้องการช่วยเงินหาเสียงกับพรรคก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ นสพ.ดิ ออสเตรเลียรายงานด้วยว่า การเสนอปฏิรูปโครงการบำเหน็จบำนาญของประเทศอาจทำให้ผู้บริจาคเงินช่วยนายเทิร์นบูลสู้การเลือกตั้งถอยออกห่าง และตอนนี้นายเทิร์นบูลกำลังเผชิญการคัดค้านจาก ส.ส.ของพรรคและรัฐมนตรีระดับสูงบางคนถึงแผนการปฏิรูปที่ประกาศไว้.