บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นมะม่วงใจดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นมะม่วงใจดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นมะม่วงใจดี

วันพฤหัสบดี ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีต้นมะม่วงใหญ่ต้นหนึ่งที่รักเด็กชายน้อยมาก ทุกๆ วันเด็กชายจะมาเล่นที่ต้นมะม่วง บางทีเขาจะเก็บใบไม้มาทำเป็นมงกุฎสมมติว่าตัวเองเป็นพระราชา บางวันปีนขึ้นไปบนลำต้น แกว่งแขนโหนกิ่งก้าน และกินผลมะม่วงที่แสนอร่อย

                   เมื่อเหนื่อย เขาก็จะนอนหลับพักผ่อนภายใต้ร่มเงา เด็กชายรักต้นมะม่วงต้นนี้มาก… และต้นมะม่วงก็มีความสุข

                  เมื่อกาลเวลาผ่านไป เด็กชายเริ่มโตขึ้น เขาไม่ได้มาหาต้นมะม่วงบ่อยเหมือนเดิม ต้นมะม่วงเริ่มรู้สึกเหงา จนกระทั่งวันหนึ่งเขากลับมา แต่เขาไม่ได้มาเพื่อเล่นเหมือนแต่ก่อน

ครั้งที่ 1: เด็กชายบอกว่าอยากได้เงินไปซื้อของเล่น ต้นมะม่วงบอกว่า “ฉันไม่มีเงินให้หรอก แต่เอาผลมะม่วงของฉันไปขายสิ” เด็กชายจึงเก็บมะม่วงไปขาย …ต้นมะม่วงมีความสุข
ครั้งที่ 2: เมื่อเป็นหนุ่มใหญ่ เขากลับมาพร้อมความกังวลว่าต้องการบ้านเพื่อสร้างครอบครัว ต้นมะม่วงบอกว่า “ฉันไม่มีบ้านจะให้ แต่ตัดกิ่งก้านของฉันไปสร้างบ้านสิ” เขาก็ตัดกิ่งก้านไปจนเหลือแต่ลำต้นเปล่าๆ …ต้นมะม่วงมีความสุข
ครั้งที่ 3: เขากลับมาอีกครั้งในวัยกลางคน บอกว่าอยากได้เรือเพื่อล่องไปตามแม่น้ำ ต้นมะม่วงบอกว่า “ตัดลำต้นของฉันเอาไม้ไปสร้างเรือสิ” แล้วเขาก็ตัดลำต้นทะม่วงไป เหลือเพียงแต่ “ตอไม้” เก่าๆ …ต้นมะม่วงมีความสุข

              เวลาผ่านไปนานแสนนาน จนเด็กชายคนนั้นกลายเป็นชายชราผู้เหนื่อยล้า เขากลับมาหาต้นมะม่วงเป็นครั้งสุดท้าย ต้นมะม่วงพูดด้วยความเสียใจว่า “ฉันขอโทษนะ ฉันไม่เหลืออะไรจะให้เธออีกแล้ว ไม่มีผลมะม่วง ไม่มีกิ่งก้าน และไม่มีลำต้น…”

              ชายชราตอบว่า “ฉันก็ไม่ต้องการอะไรมากแล้วล่ะ ตอนนี้ แค่อยากได้ที่นั่งพักเงียบๆ ฉันเหนื่อยเหลือเกิน”

              ต้นมะม่วงจึงยืดตัวขึ้นเท่าที่ตอไม้จะทำได้ แล้วบอกว่า “งั้นมาสิ ตอไม้เก่าๆ นี่แหละเหมาะที่สุดที่จะนั่งพัก” ชายชราก็นั่งลงพักผ่อนบนตอไม้นั้น …และต้นมะม่วงก็มีความสุข

             นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้เป็นความดี สร้างความสุข” (ทานมัย ตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ในพุทธศาสนา)

             เรียบเรียงจากนิทานอเมริกัน อายุ 60 ปี เรื่อง ต้นไม้ผู้ให้ The Giving Tree แต่งโดย Shel Dilverstein ซึ่งแปลไปกว่า 30 ภาษาทั่วโลก

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้มยำก้อนหิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้มยำก้อนหิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้มยำก้อนหิน

วันพุธ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ตอนเย็นในวันขึ้นปีใหม่   มีนักท่องเที่ยวสามคนเดินทางมาถึงหมู่บ้านเล็ก ๆ ด้วยความเหนื่อยล้าและหิวโหย   แต่ไม่มีร้านอาหารใดที่เปิดทำการ  เนื่องจากหมู่บ้านนี้เพิ่งประสบภัยน้ำท่วม และยากจน

นักท่องเที่ยวก่อไฟ ตั้งหม้อต้มน้ำกลางลานหมู่บ้าน  หย่อนก้อนหิน กำมือหนึ่งลงไป พร้อมพูดว่า “เรากำลังทำต้มยำก้อนหินที่อร่อยที่สุดในโลก”

ชาวบ้านหัวเราะ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ จึงยืนดู นักท่องเที่ยวชิมน้ำต้มหินแล้วบอกว่า “ถ้ามีตะไคร้ ใบมะกรูด และพริก  สักหน่อยจะหอมขึ้น” ชาวบ้านคนหนึ่งจึงนำตะไคร้มาใส่ อีกคนใส่ใบมะกรูด อีกคนใส่พริกสด กลิ่นหอมเริ่มลอยออกมา

เด็ก ๆ วิ่งเข้ามาดูด้วยความสนใจ ผู้เฒ่าผู้แก่ก็เดินมาด้วยความสงสัย ทุกคนเริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บรรยากาศในหมู่บ้านเปลี่ยนไป จากความระแวงกลายเป็นความร่วมมือ

นักท่องเที่ยวพูดว่า “ถ้ามีเนื้อไก่สักหน่อยจะสมบูรณ์แบบ” ชาวบ้านที่เลี้ยงไก่ไว้จึงนำเนื้อและตีนไก่มาใส่ลงไป กลิ่นหอมของสมุนไพรไทยผสมกับไก่สดทำให้ทุกคนตื่นเต้นมากขึ้น จากนั้นมีคนใส่เห็ด หอมแดง กระเทียม และน้ำปลา เพราะเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ พูดว่า “แม่บอกว่า ต้มยำต้องมีน้ำปลา” ทุกคนหัวเราะและเห็นด้วย

ผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดว่า “ถ้ามีมะนาวอีกหน่อยจะอร่อยขึ้น” เด็กชายรีบวิ่งไปเด็ดมะนาวจากต้นมาบีบลงไป รสชาติเปรี้ยวผสมกับความเผ็ดร้อนทำให้ต้มยำก้อนหินสมบูรณ์ยิ่งขึ้น หญิงชราคนหนึ่งใส่ข่า อีกคนใส่ผักชี กลิ่นหอมแรงขึ้นเรื่อย ๆ

ชาวบ้านบางคนเริ่มจัดโต๊ะไม้ยาว กลางลานหมู่บ้าน พวกเขานำจาน ชาม และช้อนออกมาเตรียมไว้ ทุกคนตั้งตารอที่จะได้กินต้มยำก้อนหินร่วมกัน เสียงหัวเราะและการพูดคุยดังไปทั่ว

เมื่อต้มยำในหม้อใหญ่เดือดจนได้ที่ นักท่องเที่ยวก็ตักต้มยำก้อนหินใส่ชาม แจกจ่ายให้ชาวบ้าน  ทุกคนเริ่มชิมด้วยความตื่นเต้น รสชาติเปรี้ยว เผ็ด หอมสมุนไพรไทยผสมกับเนื้อไก่สดทำให้ทุกคนยิ้มออกมา เด็ก ๆ ตะโกนว่า “อร่อยที่สุดเลย!” ผู้เฒ่าหัวเราะและพูดว่า “นี่คืออาหารที่ทำให้เรารู้จักการแบ่งปัน”

ทุกคนในหมู่บ้านนั่งกินต้มยำก้อนหินด้วยกันอย่างมีความสุข พวกเขาเล่าเรื่องราวของตนเองระหว่างกินต้มยำก้อนหิน เสียงหัวเราะและการพูดคุยทำให้บรรยากาศอบอุ่น นักท่องเที่ยวทั้งสามยิ้ม พวกเขารู้ว่าต้มยำก้อนหินไม่ใช่เพียงอาหาร แต่เป็นสะพานที่เชื่อมใจคนในหมู่บ้านเข้าด้วยกัน

เมื่อทุกคนกินอิ่มแล้ว ผู้เฒ่าพูดว่า “เราควรทำต้มยำก้อนหินทุกครั้งที่มีงานรวมญาติหรือเทศกาล เพื่อเตือนใจว่า การแบ่งปันทำให้เรามีความสุข” ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เด็ก ๆ วิ่งเล่นรอบลานหมู่บ้านด้วยเสียงหัวเราะ ผู้ใหญ่พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน นักท่องเที่ยวทั้งสามยิ้มและรู้สึกอบอุ่นใจ

ตั้งแต่นั้นมา หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ก็มีตำนานเล่าขานว่า “ต้มยำก้อนหิน” คืออาหารแห่งการแบ่งปันและความสามัคคี ที่ทำให้นักท่องเที่ยวกลายเป็นเพื่อน และทำให้ทุกคนเข้าใจว่าการร่วมมือกันสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า      “การร่วมมือแบ่งปันเพียงเล็กน้อยจากแต่ละคน เมื่อรวมกันแล้วสามารถสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้

เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้านโบราณของยุโรป  (ฝรั่งเศส  รัสเซีย สเปน)  เรื่อง ซุปก้อนหิน  The Stone soup ที่ให้ความรู้เรื่องจริยธรรมและการให้ทาน

อาทร จันทวิมล 

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำหยดเดียวในทะเล …ทำความดี 99 วิธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำหยดเดียวในทะเล  ...ทำความดี 99 วิธี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ น้ำหยดเดียวในทะเล …ทำความดี 99 วิธี

วันอังคาร ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เช้าวันหนึ่งน้องต้นกล้านั่งกลุ้มใจอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าบ้าน   ใช้โทรศัพท์มือถืออ่านข่าว  พบว่ากระทรวงวัฒนธรรมและมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทยชวน ให้คนไทยทำความดีถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 “ทำความดี… ทำความดี..ทำความดี ” น้องต้นกล้าพึมพำ “แต่เราจะทำอะไรกันดีล่ะ ตัวเล็กคนเดียวแค่นี้ จะทำอะไรได้มากนัก.. เหมือนน้ำหยดเดียวในทะเลเลย”

ถ้าจะไปช่วยผู้ประสบภัย  น้ำท่วม……..ก็ว่ายน้ำไม่เป็น

ถ้าจะบริจาคโลหิต……ก็กลัวเข็มดูดเลือด แดร็กคูล่า

ถ้าจะแจกถุงยังชีพ….ก็ไม่มีเงินซื้อของแพง

ถ้าจะบริจาคหัวใจ  ไต และ ดวงตา…… ก็อายุไม่ถึง 18 ปี

น้องต้นกล้าหงุดหงิด ไม่รู้จะทำอะไรดี     จนต้องตะโกนออกมาดังๆ   “ ฉันจะทำความดียังไง? ทำที่ไหน? ทำอะไร? ทำทำไม? ทำกับใคร? ทำเมื่อไหร่?  ทำไปแล้วจะได้อะไร? และถ้าไม่ทำจะเสียหายอย่างไรกัน?”

ทันใดนั้นเสียงหัวเราะดังขึ้น เมื่อย่าบัวผู้เป็นเพื่อนบ้านเดินผ่านมาด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส  ในมือถือตะกร้าสานจากผักตบชวา  ใส่ผักสวนครัวและเมล็ดพันธุ์ดอกไม้มาเต็ม…..   “หนูต้นกล้า ย่าได้ยินหนูตะโกนถามแล้ว……ความดีนั้นไม่ได้วัดกันที่ความใหญ่โต มูลค่าสูง  หรือทำยากเย็น   แต่วัดที่หัวใจและการกระทำเล็กๆ ของเราในทุกวัน เหมือนน้ำฝนหยดเล็กๆ ที่สามารถรวมกันเป็นน้ำทะเลอันกว้างขวางนั่นแหละ”

ย่าบัวมี  “วิธีทำความดี 99 วิธีจากทั่วโลก”  โดยมีวิธีแปลกๆ ที่ทำง่ายมาฝากหนูด้วยนะ” ย่าบัวกางรายการความดีให้น้องต้นกล้าดูดังนี้

ในยุคที่สังคมต้องการพลังบวก การทำความดีไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องใหญ่โตเสมอไป เพียงแค่เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน เราทุกคนก็สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์โลกที่น่าอยู่ขึ้น    โดยได้รวบรวม “99 วิธีทำความดี” ที่ครอบคลุมทั้งในบ้าน สถานศึกษา ที่ทำงาน  มาฝากกัน

หมวดที่ 1: ความรับผิดชอบต่อตนเองและคนในครอบครัว

  • ตื่นเช้ามาเก็บที่นอน พับผ้าห่ม และจัดหมอนให้เรียบร้อย
  • ไหว้และกอดพ่อแม่ด้วยความรักก่อนไปและหลังกลับจากโรงเรียน
  • ช่วยจัดโต๊ะ เก็บโต๊ะอาหาร และล้างจาน
  • ช่วยกวาดบ้าน ถูบ้าน และจัดระเบียบไม่ให้บ้านรก
  • แยกขยะก่อนทิ้ง โดยเฉพาะขยะที่นำกลับมาใช้ได้และขยะอันตราย
  • ประหยัดไฟฟ้า ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศเมื่อไม่ใช้งาน
  • ประหยัดน้ำ ปิดก๊อกน้ำให้แน่นและคอยซ่อมแซมจุดที่รั่วซึม
  • ช่วยน้องทำการบ้าน หรืออธิบายบทเรียนที่น้องไม่เข้าใจ
  • ช่วยรดน้ำต้นไม้หรือดูแลสวนรอบบ้านให้สะอาดร่มรื่น
  • ออมเงินหยอดกระปุกออมสินไว้ใช้ในคราวจำเป็น
  • ทำอาหารกินเองที่บ้านเพื่อสุขภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย
  • เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ในบ้านเช่นสบู่ แปรงสีฟันที่ผลิตในประเทศไทย
  • ช่วยพ่อแม่ซ่อมแซมสิ่งของที่ชำรุดเล็กน้อยภายในบ้าน
  • บริจาคของเล่นสภาพดีให้เด็กผู้ยากไร้
  • บริจาคเสื้อกันหนาวให้ผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ห่างไกล
  • ไม่เล่นโทรศัพท์มือถือขณะกินอาหาร หรือนั่งในรถ
  • อาสาซักผ้าหรือช่วยงานบ้านให้สมาชิกในครอบครัว
  • ดูแลความสะอาดถังขยะหน้าบ้านไม่ให้ส่งกลิ่นรบกวน
  • ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง
  • พูดจาไพเราะและแสดงความกตัญญูต่อคนในบ้านเป็นประจำ

หมวดที่ 2: สร้างวัฒนธรรมที่ดีในสถานศึกษา

  • กล่าวคำทักทาย “สวัสดีครับ/ค่ะ” คุณครูทุกครั้งที่พบ
  • ช่วยเพื่อนถือของหรือหามสัมภาระหนัก
  • ไม่ทิ้งขยะลงพื้นและช่วยเก็บขยะที่ขวางทางเดิน
  • ตั้งใจเรียนและไม่ส่งเสียงดังรบกวนสมาธิเพื่อนในห้อง
  • ช่วยทำความสะอาดห้องเรียนและลบกระดานหลังเลิกเรียน
  • ปิดก๊อกน้ำในโรงเรียนที่ผู้อื่นเปิดทิ้งไว้
  • บริจาคเครื่องแบบหรืออุปกรณ์การเรียนสภาพดีให้รุ่นน้อง
  • แบ่งปันอุปกรณ์การเรียนให้เพื่อนที่ลืมพกมา
  • ปกป้องเพื่อนจากการถูกรังแกและไม่ร่วมวงนินทาว่าร้ายผู้อื่น
  • พกเมล็ดพันธุ์ดอกไม้ต้นไม้ไปโปรยตามที่รกร้างกองขยะ
  • เลือกใช้อุปกรณ์การเรียนที่ผลิตภายในประเทศไทย
  • อาสาช่วยครูยกของหรือเตรียมอุปกรณ์การสอน
  • เข้าแถวซื้ออาหารหรือต่อคิวทำกิจกรรมอย่างเป็นระเบียบ
  • รับประทานอาหารให้หมดจานเพื่อลดปัญหาขยะอาหาร
  • ช่วยจัดโต๊ะและเก้าอี้ในโรงอาหารให้เรียบร้อย
  • แจ้งเจ้าหน้าที่เมื่อพบสิ่งของเสียหายหรือจุดที่อาจเป็นอันตราย
  • อาสาทำงานกลุ่มเพื่อช่วยให้งานสำเร็จ
  • รักษาความสะอาดโต๊ะและห้องเรียน ไม่ขีดเขียนให้สกปรก

หมวดที่ 3: จิตสำนึกในที่ทำงานและองค์กร

  • มาทำงานให้ตรงเวลาและเริ่มต้นวันใหม่ด้วยรอยยิ้ม
  • ทักทายเพื่อนร่วมงานและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างเป็นกันเอง
  • ช่วยเหลืองานเพื่อนที่กำลังงานล้นมือหรือมีปัญหาเร่งด่วน
  • ใช้ทรัพยากรสำนักงาน เช่น กระดาษและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างคุ้มค่า
  • กล่าวคำชื่นชมเมื่อเพื่อนร่วมงานทำผลงานได้ดี
  • รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างด้วยความเคารพและใจกว้าง
  • แบ่งปันความรู้หรือเทคนิคการทำงานใหม่ๆ ให้ทีม
  • ปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าก่อนกลับบ้าน
  • ไม่ใช้เวลางานไปกับการทำธุระส่วนตัวจนเสียงาน
  • เป็นผู้ฟังที่ดีเมื่อเพื่อนร่วมงานต้องการคำปรึกษา
  •  ใช้เสื้อผ้า  กระเป๋า  และของใช้ที่ผลิตในประเทศไทย
  • ใช้บันไดแทนลิฟต์หากขึ้นลงเพียงไม่กี่ชั้น เพื่อประหยัดพลังงาน
  • รักษาความลับขององค์กรและให้เกียรติข้อมูลส่วนตัวของผู้อื่น
  • เสนอความคิดที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดขั้นตอนการทำงาน
  • ไม่นำอุปกรณ์สำนักงานกลับไปใช้ส่วนตัวที่บ้าน
  • จัดระเบียบโต๊ะทำงานให้สะอาดตาและไม่รกรุงรัง

หมวดที่ 4: น้ำใจต่อสังคมและเพื่อนร่วมโลก

  • ช่วยสอนผู้สูงอายุในชุมชนให้ใช้เทคโนโลยีเบื้องต้นเพื่อติดต่อลูกหลาน
  • ลุกให้เด็ก คนชรา หรือคนท้องนั่งบนรถโดยสารสาธารณะ
  • ช่วยเช็ดทำความสะอาดปุ่มกดลิฟต์หรือราวบันไดเลื่อนในที่สาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงการถกเถียงที่ไร้ประโยชน์เพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดี
  • ช่วยเหลือชีวิตสัตว์ที่ตกทุกข์ได้ยากตามกำลังความสามารถ
  • ให้อาหารปลาหรือสัตว์ในแหล่งน้ำที่เหมาะสม
  • ไปเยี่ยมเยียนหรือส่งกำลังใจให้ผู้ป่วยและผู้ที่ขาดที่พึ่ง
  • แบ่งปันผลผลิตที่ปลูกเองให้เพื่อนบ้าน (แบบนิวซีแลนด์)
  • ช่วยเพื่อนบ้านดูแลความสะอาดพื้นที่หน้าบ้าน (แบบแคนาดา)
  • อาสาเก็บขยะบริเวณชายหาดหรือแหล่งท่องเที่ยว (แบบออสเตรเลีย)
  • วางน้ำดื่มหรือขนมไว้ให้พนักงานส่งของ (แบบอเมริกา)
  • บริจาคเส้นผมเพื่อทำวิกผมให้ผู้ป่วยโรคมะเร็ง (แบบไทย)
  • บริจาคแว่นตาเก่าสภาพดีให้กับผู้ยากไร้ (แบบเนเธอร์แลนด์)
  • แสดงความจำนงบริจาคเลือด อวัยวะ หรือร่างกายให้สภากาชาดไทย
  • ปลูกต้นไม้เนื่องในโอกาสวันสำคัญหรือวันเกิด (แบบอินเดีย)
  • เรียนรู้วิธีทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารเพื่อลดขยะ (แบบเดนมาร์ก)
  • ปลูกต้นไม้ที่เติบโตยาวนานไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์ (แบบจีน)
  • ช่วยสอดส่องหรือแจ้งซ่อมไฟส่องสว่างในที่เปลี่ยว (แบบเวียดนาม)
  • เล่านิทานหรือแบ่งปันเรื่องราวสอนใจให้เด็กๆ ฟัง (แบบแอฟริกัน)
  • เขียนหรือส่งต่อบทความให้กำลังใจคนทำดี (แบบเปอร์เซีย)
  • จัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุมาถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนรุ่นใหม่ (แบบอเมริกาใต้)
  • อภัยทานด้วยการปล่อยสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าสู่ธรรมชาติ (แบบจีน)
  • แบ่งปันอาหารให้กับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะยากลำบาก (แบบไทย)
  • สนับสนุนการสร้างที่พักริมทางหรือจุดพักผ่อนของชุมชน (แบบไทย)
  • ช่วยทำความสะอาดจุดรอรถโดยสารประจำทาง (แบบสิงคโปร์)
  • ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่นในที่สาธารณะ (แบบญี่ปุ่น)
  • จ่ายค่าอาหารล่วงหน้าเพื่อให้คนยากไร้ได้ทานฟรี (แบบอิตาลี)
  • จัดน้ำดื่มสะอาดไว้หน้าบ้านให้คนผ่านทาง (แบบตุรกี/กรีซ)
  • ร่วมสร้าง “ตู้ปันสุข” ใส่ของจำเป็นให้กับผู้ต้องการ (แบบอเมริกา)
  • มีน้ำใจบนท้องถนน เว้นทางให้รถคันอื่นแทรกเมื่อจราจรติดขัด (แบบเยอรมัน)
  • ทักทายและยิ้มแย้มให้เพื่อนบ้านในทุกวัน (แบบออสเตรเลีย)
  • นำเสื้อผ้าไปแขวนไว้ในจุดแบ่งปันเพื่อผู้ที่ต้องการ (แบบอิหร่าน)
  • แบ่งปันอาหารให้กับคนแปลกหน้าหรือสัตว์จรจัด (แบบเม็กซิโก)
  • ช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อพบเหตุการณ์รถเสียหรือต้องการความช่วยเหลือ (แบบแคนาดา)
  • รักษาความสะอาดโดยการเก็บมูลสัตว์เลี้ยงของตนเองในที่สาธารณะ (แบบสวิตเซอร์แลนด์)
  • จัดวางรองเท้าให้เป็นระเบียบและหันหัวออกเพื่อสะดวกต่อการใช้งาน (แบบญี่ปุ่น)
  • มอบของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อแทนคำขอบคุณ (แบบเกาหลี)
  • เมื่อพบของหาย ให้แขวนไว้ในที่ที่เจ้าของสังเกตได้ง่าย (แบบเยอรมัน)
  • พกถุงผ้าไปซื้อของเองเพื่อลดการใช้ถุงพลาสติก (แบบไต้หวัน)
  • วางน้ำสะอาดไว้ให้นกหรือสัตว์จรจัดได้ดื่ม (แบบอินเดีย)
  • กล่าวคำ “ขอโทษ” หรือ “ขอทาง” อย่างสุภาพเมื่อเดินสวนกัน (แบบอังกฤษ)
  • ยืนเว้นระยะห่างเพื่อเคารพความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น (แบบฟินแลนด์)
  • ทำความดีส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ (Pay It Forward) (แบบอเมริกา)
  • ต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความยิ้มแย้มและอาหารว่างตามธรรมเนียม (แบบจีน)
  • ส่งมอบรอยยิ้มและความเป็นมิตรให้ทุกคนที่พบเจอ (แบบไทย)

การทำความดีทั้ง 99 วิธีนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เราสามารถลงมือทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรอ สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่ทำ แต่อยู่ที่ความตั้งใจจริงที่จะส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่กัน หากทุกคนช่วยกันโลกใบนี้จะงดงามขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่ออ่านจบน้องต้นกล้ายิ้มกว้างด้วยความเข้าใจ “หนูรู้แล้วค่ะย่า! การปล่อยปลาช่อนที่ซื้อมาจากตลาด หรือการหันหัวรองเท้าให้คนอื่น ก็คือน้ำหยดหนึ่งที่ทำให้โลกนี้สวยขึ้น” วันนั้นน้องต้นกล้าเริ่ม  ช่วยแม่เก็บจาน ช่วยพ่อรดน้ำต้นไม้  และนำเมล็ดบานไม่รู้โรย จากพานไหว้ครู ไปโปรยตรงที่ดินว่างเปล่าหน้าปากซอย

 เมื่อตะวันลับขอบฟ้าน้องต้นกล้า มองดูมือที่เปื้อนดินแต่หัวใจกลับพองโตด้วยความสุข “น้ำหยดเดียวในทะเล…” น้องต้นกล้าพึมพำ   “ถ้าเราทุกคนช่วยกันเติมน้ำคนละหยด   น้ำจากหลายคนก็จะกลายเป็นก้อนเมฆ ที่ลอยไปกลั่นตัวเป็นเม็ดฝน  เติมน้ำในทะเลไม่ให้แห้งเหือดหายไป”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่น้องต้นกล้าลงมือทำความดีทุกวันด้วยเรื่องเล็กๆ ใกล้ตัว เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

                                                                          

อาทร   จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร?

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่องความดีไว้ว่าอย่างไร?

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.55 น.

ในโลกที่วุ่นวายสับสน  บางคนอาจตั้งคำถามว่า “ทำดีแล้วได้อะไร?” หรือ “ความดีที่แท้จริงนั้นต้องทำอย่างไร  ที่ไหนและเมื่อไหร่?”    

กว่าสองพันปีมาแล้ว   พระพุทธเจ้าทรงสอนเกี่ยวกับเรื่องความดีที่บันทึกในพระไตรปิฏกไว้ว่า

  1. ความดีทำได้ที่ไหนและเมื่อไหร่?       พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า การทำความดีนั้น  ไม่มีข้อจำกัดข้อกำหนด  เรื่องกาลเวลา (อกาลิโก) หรือสถานที่  จะทำเมื่อไรก็ได้  เป็นสิ่งดีทั้งนั้น      ดังความในพระไตรปิฎก เล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 12 อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต  สุปุพพัณหสูตร (พระสูตร เกี่ยวกับกาลเวลาอันดี) ความว่า: “ สุนกฺขตฺตํ  สุมงฺคลํ สุปภาตํ สุหุฏฺฐิตํ สุขโณ สุมุหุตฺโต จ สุยิฏฺฐํ พฺรหฺมจาริสุ”  แปลว่า   “ ความดีนั้นควรทำทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นเช้า สาย บ่าย หรือค่ำ หากจิตเป็นกุศลในตอนนั้น ย่อมถือเป็นฤกษ์ดีและมงคลดีเสมอ”      คำสอนดังกล่าวหักล้างความเชื่อของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่ว่า  การทำความดีนั้นไม่ต้องรอฤกษ์งามยามดี  ไม่ต้องดูดวงดาวบนท้องฟ้า    ไม่ต้องรอวันเวลาอันเป็นมงคล   เพราะการทำดีด้วยใจเป็นกุศลนั้น จะทำเมื่อไรที่สะดวกก็จะเป็นฤกษ์ดีเสมอ   
  2.  กลิ่นหอมของคนดี    พระไตรปิฎก เล่มที่ 25 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 17 ขุททกนิกาย ธรรมบท  (ปุปผวรรค)   บันทึกไว้ว่า   ครั้งหนึ่ง พระอานนท์ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “กลิ่นของดอกไม้หรือแก่นจันทน์ แม้จะหอมเพียงใดก็ลอยไปได้ตามลมเท่านั้น มีกลิ่นอะไรบ้างไหมพระเจ้าข้า ที่สามารถหอมทวนลมได้?”   พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า: “ น ปุปฺผคนฺโธ ปฏิโลตเมติ น จนฺทนํ ตครมลฺลิกา วา สตญฺจ คนฺโธ ปฏิโลตเมติ สพฺพา ทิสา สปฺปุริโส ปวายติ”   แปลว่า  “กลิ่นดอกไม้นั้น ย่อมจะกระจายไปทวนลมไม่ได้    กลิ่นไม้จันทน์ กลิ่นไม้กฤษณา หรือกลิ่นดอกมะลิ ก็ฟุ้งไปทวนลมไม่ได้   แต่กลิ่นของสัตบุรุษ (คนดี) จะฟุ้งกระจายทวนลมได้  สัตบุรุษย่อมฟุ้งไป (ขจรขจาย) ทั่วทุกทิศ”
  3.  หลักการทำความดี  พระพุทธเจ้าทรงสอนวิธีทำความดี  ด้วยบุญกิริยาวัตถุ 10 ปรากฏในพระไตรปิฎก เล่มที่ 23 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 15 อังคุตตรนิกาย สัตตก-อัฏฐก-นวกนิบาต (หน้า 245-247)    สรุปใจความสำคัญออกเป็น 3 หมวด 10 ข้อ คือ 

“ตีณิมานิ ภิกฺขเว ปุญฺญกิริยาตฺถูนิ. กตมานิ ตีณิ? ทานมยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ, สีลมยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ, ภาวนามยํ ปุญฺญกิริยาตฺถุ.”แปลว่า: “ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุญกิริยาวัตถุ (เหตุเป็นที่ตั้งแห่งบุญ) มี  3 ประการนี้คือ:

  1. ทานมัย: บุญสำเร็จด้วยการให้ทานเพื่อลดความตระหนี่
  2. สีลมัย: บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีลไม่เบียดเบียนผู้อื่น
  3. ภาวนามัย: บุญสำเร็จด้วยการฝึกจิตให้สงบและเกิดปัญญา

ในชั้นอรรถกถา (คำอธิบายพระไตรปิฎก) ได้ขยายความจาก 3 ข้อข้างต้น ออกเป็น 10 ประการ เพื่อให้ครอบคลุมการทำความดีในทุกมิติ ดังนี้:

  1. ทานมัย (ให้ทาน)  คือการทำบุญด้วยการ “สละออก” ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน สิ่งของ ความรู้ หรือการให้อภัย เพื่อลดความตระหนี่ถี่เหนียว  ด้วย เจตนาที่เป็นกุศล ทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้
  2. สีลมัย (รักษาศีล)  คือการทำบุญด้วยการ “สำรวมกาย วาจา” ให้อยู่ในระเบียบวินัย ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การรักษาศีล 5 หรือศีล 8  ด้วยการยับยั้งชั่งใจ และการเคารพในสิทธิของผู้อื่น
  3.  ภาวนามัย (เจริญภาวนา) คือการทำบุญด้วยการ “พัฒนาจิตและปัญญา” เช่น การทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ หรือการวิปัสสนาเพื่อให้เห็นแจ้งในธรรม  ด้วยการมีสติ รู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง
  4.  อปจายนมัย (อ่อนน้อมถ่อมตน)   คือการทำบุญด้วยการ “ลดมานะละทิฐิ” ให้เกียรติผู้ใหญ่ ผู้มีคุณธรรม หรือผู้ที่มีอาวุโสกว่า รวมถึงการมีกิริยามารยาทที่สุภาพรลดความถือตัว เย่อหยิ่งจองหอง (Ego) และการสร้างบรรยากาศที่ดีในสังคม
  5.  เวยยาวัจจมัย (ช่วยเหลือขวนขวาย)  คือการทำบุญด้วยการ “สละแรงกาย” ช่วยเหลืองานส่วนรวมหรืองานของผู้อื่นที่ชอบด้วยธรรม เช่น การช่วยงานวัด งานจิตอาสา หรือการช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน  ด้วยความมีน้ำใจและการมีส่วนร่วมในสังคม
  6. ปัตติทานมัย (แบ่งปันส่วนบุญ)  คือการทำบุญด้วยการ “ขยายความดี” คือเมื่อเราทำความดีแล้ว ก็นึกถึงผู้อื่น แบ่งปันความสุขหรืออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้อื่น   ด้วยใจที่กว้างขวาง ไม่หวงความดีไว้เพียงคนเดียว
  7. ปัตตานุโมทนามัย (ยินดีในบุญของผู้อื่น)  คือการทำบุญด้วยการ “ร่วมยินดี” เมื่อเห็นผู้อื่นทำความดีหรือมีความสุข โดยไม่มีความริษยา (การกล่าวคำว่า “สาธุ”กำจัดความอิจฉาริษยาออกจากใจ
  8. ธัมมัสสวนมัย (ฟังธรรม)  คือการทำบุญด้วยการ “แสวงหาความรู้” ไม่ใช่แค่การฟังพระเทศน์ แต่รวมถึงการอ่านหนังสือธรรมะ หรือการฟังเรื่องราวที่ทำให้เกิดสติปัญญา   เปิดรับความจริงเพื่อนำมาปรับใช้ในชีวิต
  9.  ธัมมเทสนามัย (แสดงธรรม)  การทำบุญด้วยการ “ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์” การแนะนำสั่งสอนสิ่งที่ดีงาม การแชร์แง่คิดที่เป็นประโยชน์ หรือการให้คำปรึกษาเพื่อทางสว่างแก่ผู้อื่น  ด้วยความปรารถนาดีอยากให้ผู้อื่นมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
  10.  ทิฏฐุชุกัมม์ (ทำความเห็นให้ตรง)   คือการทำบุญด้วยการ “ปรับทัศนคติ” ให้มีความเห็นที่ถูกต้อง (สัมมาทิฐิ) เช่น เชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว       ข้อนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะถ้ามีความเห็นที่ถูกต้อง อีก 9 ข้อที่เหลือจะดำเนินไปได้อย่างถูกต้อง

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “การทำความดีตามคำสอนของพระพุทธองค์ นั้น   ไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ต้องรอให้ถึงฤกษ์งามยามดี”

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงจ๋อเจอครูกูเกิล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงจ๋อเจอครูกูเกิล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลิงจ๋อเจอครูกูเกิล

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

              ลิงจ๋อ เป็นลูกลิง อยู่ที่ศาลพระกาฬ จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก วันหนึ่งมีเด็กนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลืมโทรศัพท์มือถือไว้บนเก้าอี้ ลิงจ๋อจึงเก็บมาโยนเล่นกับเพื่อน เพราะเปิดโทรศัพท์ไม่เป็น    ต่อมาลิงจ๋อซึ่งชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้นำโทรศัพท์เครื่องนั้นไปให้ครูนกฮูก ให้ครูช่วยสอนวิธีเปิดวิธีใช้ให้หน่อย จะได้เอาไปเล่นเกม และ หาข้อมูลข่าวสาร เพื่อจะได้เป็นลิงที่ทันสมัย

            ครูนกฮูก บอกว่าโทรศัพท์มือถือมีสองระบบ คือ ระบบไอโฟน (Iphone)ของบริษัทแอปเปิล และระบบไม่ใช่ไอโฟน(แอนดรอยด์ Android) ซึ่งเป็นเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อต่างๆ เช่น ออปโป้ (Oppo) วิโว่ (Vivo)  เสี่ยวมี่ (Xiaomi) ซัมซุง (Samsung)

              ครูนกฮูกบอกว่า โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ สามารถต่อพ่วงกับ คอมพิวเตอร์ นาฬิกา และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ต่างๆ ได้ ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอได้ สามารถใช้คำสั่งเสียง หรือ ใช้เสียงพูดถามเรื่องต่างๆ แปลภาษา   เปิดแผนที่ และทำอย่างอื่นได้อีกเยอะแยะ ซึ่งบางอย่างครูก็ตามไม่ทัน

                   ครูนกฮูกเตือนลิงจ๋อให้ระวัง โจรมิจฉาชีพ ที่แฝงตัวมากับโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต โดยคนร้ายอาจโทร หรือส่ง อีเมล์ โฆษณา มาหลอกลวงให้จ่ายเงิน ลงทุนที่ได้กำไรสูง ให้เปิดบัญชีม้า หรือทำสิ่งที่ไม่สุจริต ดังนั้นจึงไม่ควรรับโทรศัพท์หรือเปิดอินเทอร์เน็ต จากเบอร์โทรศัพท์หรือเว็ปไซด์ที่ไม่รู้จักเชื่อถือได้ 

                     ครูนกฮูกสอนให้ลิงจ๋อเปิดเครื่องโทรศัพท์ แล้วใช้โปรแกรมกูเกิลค้นหาข้อมูล ต่างๆ ตามขั้นตอนต่อไปนี้

           1. การเปิดเครื่องโทรศัพท์ ให้กดปุ่มเปิด/ปิดค้างไว้ (ส่วนใหญ่อยู่ด้านข้างหรือด้านบนของเครื่อง) จนกว่าหน้าจอจะสว่างขึ้น รอสักครู่ เครื่องจะเริ่มทำงาน

            2. การปลดล็อกหน้าจอ ให้ลากนิ้วบนหน้าจอ ปัดขึ้นจากด้านล่างของหน้าจอ หรือป้อนเลขรหัส ที่ตั้งไว้

            3. หน้าจอหลัก จะแสดงรูปสัญลักษณ์ แสดง ห้องของชุดข้อมูลต่างๆ  คล้ายช่องโทรทัศน์ เพื่อให้ผู้ใช้เลือกว่าจะเปิดดูโทรทัศน์ช่องไหน แต่ละห้องจะมีรูปสัญญลักษณ์ประจำกลุ่ม (แอป หรือ แอพพลิเคชั่น Application) เช่น รูปภาพ กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ กูเกิล ยูทูป จีเมล์ ไลน์ 

ห้องแอปต่างๆ ในโทรศัพท์มือถือ

            4. การใช้ ห้อง (แอป App) กูเกิล Google ห้องกูเกิล เป็นของบริษัทกูเกิลมีห้องย่อยหลายห้อง เช่น ห้องแปลภาษา (กูเกิลทรานสเลท Google Translate) ห้องแผนที่ (กูเกิลแมพ Google Map) ห้องอ่านรูป (กูเกิลเลนส์ GoogleLens) แต่ละห้องมีวิธีการใช้ไม่เหมือนกัน ถ้าอยากรู้ให้ลองเปิดดู แล้วถามคนที่เคยใช้

ห้องแอปกูเกิลมีห้องย่อยหลายห้อง

การค้นหาข้อมูล: ใช้นิ้วกดที่รูปช่อง Google (รูปตัวอักษร “G”) แล้ว พิมพ์คำที่ต้องการค้นหาในช่องค้นหา * กดปุ่ม “ค้นหา”
การใช้แผนที่ (Google Maps): เปิดช่อง Maps (รูปแผนที่) แล้วพิมพ์สถานที่ที่ต้องการไปในช่องค้นหา * กดปุ่ม “ค้นหา” เครื่องจะแสดงเส้นทางที่จะไปยังจุดหมาย โดยให้เลือกได้ว่าจะเดินทางไปด้วยยานพาหนะอะไร เช่นรถยนต์ส่วนตัว จักรยาน หรือเดินเท้า  
การแปลภาษา (Google Translate): เปิดแอปพลิเคชัน Translate เลือกภาษาที่ต้องการแปล แล้ว พิมพ์หรือพูดคำที่ต้องการแปล
การสั่งอาหารออนไลน์: ติดตั้งแอปสั่งอาหาร เช่น แกร็ป GrabFood, ไลน์แมน LINE MAN * ลงทะเบียนและเข้าสู่ระบบ แล้ว เลือกอาหารที่ต้องการ ระบุที่อยู่จัดส่ง ชำระเงิน

ข้อแนะนำ

หากไม่เข้าใจส่วนใด ให้สอบถามจากคนรอบข้างที่ใช้โทรศัพท์มือถือเป็น
ลองเล่นและทดลองใช้แอปต่างๆ เพื่อทำความคุ้นเคย
อย่ากลัวที่จะกดผิด เพราะสามารถแก้ไขได้เสมอ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างเทวดา

วันอาทิตย์ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีช่างซ่อมรถชื่อดังนามว่า “เจ๋ง”  ที่ได้รับฉายาว่า “ช่างเทวดา” ด้วยฝีมือซ่อมรถที่เฉียบขาดราวกับมีเวทมนตร์ ไม่ว่ารถยี่ห้อไหน รุ่นไหน เสียอาการหนักแค่ไหน เจ๋งก็สามารถซ่อมให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม

              แต่วันหนึ่ง เจ๋งก็ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อลูกค้าเอารถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดมาให้เขาซ่อม เพราะถุงลมนิรภัย เกิดทำงานพองลมขึ้นมาเองโดยไม่มีอุบัติเหตุ เจ๋งงัดเอาความรู้และประสบการณ์ทั้งหมดที่เรียนและสั่งสมมาใช้ แต่ก็ไม่เป็นผล ซ้ำร้ายยังทำให้ระบบอื่นๆ ของรถเสียหายเพิ่มขึ้นไปอีก

               เจ๋งรู้สึกหวั่นไหว เขาเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง และตระหนักว่าเทคโนโลยีได้ก้าวล้ำไปไกลเกินกว่าที่เขาจะตามทัน ความคิดที่จะวางมือเลิกซ่อมรถยนต์ผุดขึ้นมาในหัว แต่แล้วเจ๋งก็ตัดสินใจลุกขึ้นสู้อีกครั้ง เขาไปเข้าเรียนระยะสั้นที่วิทยาลัยสารพัดช่าง เพื่อเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ของรถยนต์ และเข้าร่วมกลุ่มออนไลน์ของช่างซ่อมรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์กับเพื่อนร่วมอาชีพ     

             จากการพูดคุยกับช่างคนอื่นๆ เจ๋งจึงได้รู้ว่าปัญหาถุงลมทำงานเองนั้นเกิดขึ้นกับรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่บางรุ่นเท่านั้น เขาจึงติดต่อไปยังบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ซึ่งมอบให้วิศวกรของบริษัทค้นหาปัญหาอย่างลึก แล้วพบความผิดพลาดในการออกแบบ และการเสื่อมสภาพของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางชิ้นหลังจากใช้งานไปได้สักปี ทำให้บริษัทต้องเรียกคืนรถยนต์รุ่นดังกล่าวทั่วโลกกว่าแสนคันไปเปลี่ยนถุงลมรุ่นใหม่ เมื่อข่าวนี้เผยแพร่ออกไป บริษัทรถยนต์ดังกล่าว เกือบจะต้องปิดกิจการเพราะความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภค ทำให้ขายรถไม่ออก

            นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างไม่หยุดนิ่ง การยึดติดกับความรู้เดิมๆ อาจทำให้เราก้าวไม่ทัน ต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเลลิงน้อยเรียนคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเลลิงน้อยเรียนคอมพิวเตอร์

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเลลิงน้อยเรียนคอมพิวเตอร์

วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                กาลครั้งหนึ่งในอนาคตอันใกล้ ลิงน้อยตัวหนึ่งชื่อ “จ๋อ” อาศัยอยู่ในป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงเสียดฟ้า จ๋อเป็นลิงที่ฉลาดและอยากรู้อยากเห็น ชอบเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่มนุษย์

                วันหนึ่ง จ๋อได้ยินเสียงพวกสัตว์คุยกันเกี่ยวกับ “คอมพิวเตอร์” “เว็บไซต์” และ “โปรแกรม” จ๋อรู้สึกสนใจมาก จึงตัดสินใจไปหา “ปู่นกฮูก” ผู้เฒ่าผู้มีปัญญา เพื่อขอคำแนะนำ “ท่านนกฮูก ข้าอยากรู้เรื่องเทคโนโลยีที่สัตว์ต่างๆพูดถึงเหลือเกิน” จ๋อเอ่ยถามด้วยความสงสัย

              ปู่นกฮูกแนะนำให้จ๋อไปศึกษาจากหนังสือและแหล่งข้อมูลต่างๆ แต่จ๋อก็พบว่าบางเรื่องยากเกินกว่าจะเข้าใจได้ง่ายๆ นกฮูกจึงแนะนำให้จ๋อลองใช้ “อินเทอร์เน็ต” ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้น

              ลิงจ๋อทำตามคำแนะนำของนกฮูก และได้พบกับโลกใบใหม่ที่เต็มไปด้วยข้อมูลและความรู้ จ๋อได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ มากมาย เช่น “Google Search” “Gemini” และ “Copilot” ซึ่งเป็นโปรแกรมค้นหาและช่วยเหลือในการทำงานต่างๆ

                    คำศัพท์เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ที่จ๋อได้เรียนรู้ด้วยตัวเองคือ

               1.เทคโนโลยี (Technology)  หมายถึง การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ ทั้งในรูปของสิ่งประดิษฐ์ วิธีการ หรือกระบวนการ เพื่อแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการ

อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ชนิดต่างๆ

                2. คอมพิวเตอร์ (Computer)เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถรับข้อมูล ประมวลผลข้อมูล และแสดงผลลัพธ์ได้ตามชุดคำสั่งที่กำหนดไว้ มีหลากหลายรูปแบบ เช่น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer) แล็ปท็อป (Laptop) แท็บเล็ต (Tablet) และสมาร์ทโฟน (Smart Phone)

คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูล           

              3.ข้อมูล (Data) คือข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดต่างๆ ที่ยังไม่ได้ประมวลผล เช่น ตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ และเสียง

ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงและรายละเอียดต่างๆ

                 4.  ดิจิทัล (Digital) หมายถึง ข้อมูลที่อยู่ในแบบของเลขฐานสอง (0 และ 1) ซึ่งเป็นรูปแบบที่คอมพิวเตอร์เข้าใจและประมวลผลได้ ข้อมูลดิจิทัลสามารถนำมาใช้ในงานต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย

คอมพิวเตอร์เข้าใจแต่เลขฐานสอง คือ 0 กับ 1

            5. อินเทอร์เน็ต (Internet) คือเครือข่ายการสื่อสารขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยนข้อมูล และเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้

อินเทอร์เน็ต เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน

               6. เว็บ (Web) หรือ World Wide Web (WWW.) คือระบบที่เชื่อมโยงเอกสารและแหล่งข้อมูลต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตเข้าด้วยกัน คล้ายใยแมงมุม    

เว็ป  คือ เครือข่ายใยแมงมุมที่เชื่อมโยงข้อมูลอินเทอร์เน็ต เข้าหากัน

           7. โปรแกรมเปิดเวป Web Browser (เว็บเบราว์เซอร์) คือเครื่องมือ ที่ใช้สำหรับเปิดดูและเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น Google Chrome, Firefox, Safari ,Opera  หรือ Microsoft Edge ซึ่งจะบันทึกและนำทางไปยังแหล่งข้อมูลในเว็ปไซด์ต่างๆที่ต้องการเช่นการแปลภาษา การดูวีดีโอ

เว็บบราวเซอร์ คือโปรแกรมสำหรับเปิดเว็บ

             8.     หน้าเว็บ หรือ เว็บเพจ (Webpage) คือหน้าของเอกสาร ที่แสดงข้อมูลต่างๆบนเว็บไซด์ เช่น ข้อความ รูปภาพ วิดีโอ

หน้าเวป หรือ เว็บเพจ  คือเอกสารแสดงผล

            9. เว็บไซต์ (Website) คือชุดหรือกลุ่มของหน้าเว็บหรือเวปเพจ (Web page) หลายหน้า ที่เชื่อมโยงกันในกลุ่มเดียวกัน และเข้าถึงได้ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อนำเสนอข้อมูล ซื้อขายสินค้าหรือบริการ เสนอความคิดเห็น เสนอข่าวสารเหตุการณ์

              แต่ละเว็บไซต์จะมีที่อยู่เฉพาะของตนเอง มีส่วนประกอบหน้าแรกเรียกว่าโฮมเพจ (Home Page)  มีลิงค์ (Link) ที่จะเชื่อมโยงนำผู้ใช้ไปยังหน้าเว็บเพจอื่นๆ ภายในเว็บไซด์  มีที่เก็บไว้ในเวิล์ดไวด์เว็บ (World wide web เขียนย่อว่า www.) มีชื่อระบุตัวตน หรือโดเมนเนม (Domain name)ประจำตัวเช่น http://www.thairath.co.th , http://www.google.com เครื่องคอมพิวเตอร์ในการจัดเก็บข้อมูลและเนื้อหาของเว็บไซต์เรียกว่า เว็บเซิร์ฟเวอร์ (Web server)

             ตัวอย่างเว็บไซด์ที่แพร่หลายคือ วิกิพีเดีย (Wikipedia) เป็นสารานุกรมออนไลน์หลายภาษา ยูทูบ (YouTube) เป็นเว็บไซต์แบ่งปันวิดีโอ เฟซบุ๊ก (Facebook) เป็นบริการเครือข่ายสังคม อเมซอน (Amazon) และ ชอปปี้ (Shopee) เป็นเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ สนุกดอทคอม (Sanook.com) เป็นเว็บไซต์ข่าวสารและบันเทิงของไทย

เว็ปไซด์ กูเกิล ตอบคำถามได้สารพัดอย่าง

               10.  โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ( Computer Program ) คือชุดคำสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ โดยใช้ภาษาที่คอมพิวเตอร์เข้าใจ  (Programing Language) โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เปรียบเสมือนคู่มือ หรือสูตรอาหารที่ สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำสิ่งต่างๆ ตามลำดับขั้นตอน (อัลกอริทึม Algorithm) เพื่อนำไปสู่ผลลัพธ์  

                ตัวอย่างเช่น โปรแกรมระบบ วินโดว์ส Windows ใช้ควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ โปรแกรม ไมโครซอฟท์ เวิร์ด Microsoft Word: ใช้สำหรับสร้างและแก้ไขเอกสาร โปรแกรม กูเกิล โครม Google Chrome: ใช้สำหรับท่องอินเทอร์เน็ต โปรแกรม อโดบี้ โฟโต้ชอป Adobe Photoshop: ใช้สำหรับตกแต่งภาพถ่าย โปรแกรม Game Computer เกมคอมพิวเตอร์: ใช้สำหรับเล่นเกม

ตัวอย่างสัญลักษณ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ต่างๆ

                 11. เครื่องมือค้นหา (Search Engine) คือเว็บไซต์ที่ช่วยผู้ใช้ค้นหาข้อมูลต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น Google, Bing และ Yahoo

เครื่องมือค้นหาแบบต่างๆ

               12. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือ อุปกรณ์ชิ้นส่วน ของคอมพิวเตอร์ที่สามารถจับต้องได้  เช่น แป้นพิมพ์ จอภาพ แผงวงจรไฟฟ้า สายไฟ หน่วยประมวลผลกลาง (CPU Central Processing Unit) ฯลฯ

ฮาร์ดแวร์

                9. ซอฟต์แวร์ (Software) ซอฟต์แวร์คือชุดคำสั่ง ที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานตามที่ต้องการ ซึ่งไม่สามารถใช้มือจับต้องหรือใช้ตามองเห็นได้ เช่นระบบปฏิบัติการวินโดว์ส (Windows Operating System) ซอฟต์แวร์ประมวลคำ (Microsoft Word) ซอฟต์แวร์ตารางคำนวณ (Microsoft Excel)

ซอฟต์แวร์ หรือ ชุดคำสั่งชนิดต่างๆ

               นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การเรียนรู้นั้นไม่มีที่สิ้นสุด เทคโนโลยีต่างๆมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตลอดเวลา ถ้าไม่คอยศึกษาติดตาม ก็จะกลายเป็นคนล้าสมัย พวกไดโนเสาร์ เต่าล้านปี เราสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองและจากแหล่งข้อมูลต่างๆ   

                ข้อคิด: นิทานเรื่องนี้เหมาะสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ที่กำลังเริ่มเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยี   ผู้ที่ไม่ติดตามเรียนรู้ศัพท์เทคโนโลยีใหม่จะไม่สามารถเข้าใจเอกสารหรือฟังพูด ในเรื่องที่เกี่ยวข้องได้เลย

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาวนาอยากเรียนรู้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาวนาอยากเรียนรู้

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาวนาอยากเรียนรู้

วันศุกร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               ณ หมู่บ้านเกษตรกรรมแห่งหนึ่ง ในประเทศไทย มีชาวนาสูงอายุผู้ขยันขันแข็งชื่อลุงทอง ซึ่งสนใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เมื่อลุงทองเห็นลูกหลานนั่งเล่นเกมในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์อย่างสนุกสนาน จึงสนใจและอยากเรียนรู้บ้าง

               ลุงทองไปปรึกษาคนรู้จักหลายคน แต่ละคนก็ให้คำแนะนำที่แตกต่างกันไป เช่น คนเฒ่าคนแก่หลายคนบอกว่า “ลุงทองแก่แล้ว อีกไม่กี่วันก็ตาย อย่าไปเรียนรู้ให้ยากเลย” ชาวต่างชาติคนหนึ่งบอกว่า “การใช้คอมพิวเตอร์ต้องรู้ภาษาอังกฤษ ลุงทองไม่รู้ภาษาอังกฤษใช้ไม่ได้หรอก” นายธนาคารเตือนว่า “ระวังไวรัสและการหลอกลวงนะ” หนุ่มสาวรุ่นใหม่บอกว่า “ต้องเรียนรู้ปัญญาประดิษฐ์ เช่น Gemini, Copilot, ChatGPT” พระท่านหนึ่งให้กำลังใจว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” ส่วนเด็ก ๆ บอกว่า “ใช้คอมพิวเตอร์เล่นเกมสนุกมากเลย”

                ลุงทองฟังคำแนะนำมากมายจนสับสน แต่แล้วก็ตัดสินใจที่จะทดลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ลุงทองขอให้หลานๆ ช่วยสอนวิธีเปิดคอมพิวเตอร์และใช้โปรแกรมพื้นฐาน เด็กๆ ดีใจมากที่ปู่สนใจ เพราะจะได้มาเล่นเกมกับหลาน พวกเด็กๆ ตั้งใจสอนให้ปู่รู้จัก การหาข้อมูลจาก กูเกิล Google และ เจมมินี่ Gemini

                ลุงทองฝึกฝน แบบลองผิดลองถูก ในที่สุดก็สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้คล่องแคล่ว ชีวิตของลุงทองก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาสามารถติดต่อกับเพื่อน เข้าถึงข้อมูลทางการเกษตรได้อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสภาพอากาศ พยากรณ์โรคพืช ราคาผลผลิต หรือเทคโนโลยีการเกษตรใหม่ๆ ลุงทองนำข้อมูลเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการทำเกษตร ทำให้ผลผลิตมีคุณภาพดีขึ้นและขายได้ราคามากขึ้น 

ชาวนายุคใหม่สนใจเทคโนโลยี 

               ข้อคิด  :  การเรียนรู้ตลอดชีวิต ( Lifelong Learning) คือการหาความรู้ความชำนาญในด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เกิดไปจนสิ้นชีวิต   

               นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่มีใครแก่เกินเรียน การเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จะนำมาซึ่งโอกาสและความสำเร็จในชีวิต

                                                                                                           อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลำธารน้อยอยากไหลให้ถึงทะเล

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 10.33 น.

                 กาลครั้งหนึ่ง ที่ประเทศเปอร์เชีย มีลำธารสายเล็กๆ มีน้ำใสไหลเย็น บนภูเขาสูง ลำธารน้อยมีความปรารถนาอยากไหลไปพบทะเลอันกว้างใหญ่

                 ระหว่างทาง น้ำในลำธารต้องไหลผ่านโขดหินแหลมคม บางครั้งถูกบังคับให้เลี้ยวคดเคี้ยว ผ่านท้องทุ่ง และแก่งผาสูงชัน น้ำไหลเชี่ยวกราก อย่างยากลำบาก แต่ลำธารก็ไม่ยอมแพ้ ยังคงไหลต่อไปอย่างอดทน

                 วันหนึ่ง ลำธารไหล มาถึงทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ผืนทรายร้อนระอุพยายามดูดกลืนน้ำของแม่น้ำ ยิ่งลึกเข้าไปในทะเลทราย น้ำก็ยิ่งหายไปจนแทบไม่เหลือ

                 ลำธารน้อยรู้สึกท้อใจ “เราจะไหลไปให้ถึงทะเลได้อย่างไร ในเมื่อข้างหน้าไม่มีลู่ทางให้น้ำไหลต่อได้เลย”

                 ทันใดนั้น ลมทะเลพัดมา กระซิบเบาๆ ว่า “หากเจ้าไม่สามารถไหลผ่านทะเลทรายได้ ก็จงลองหาวิธีใหม่โดยเปลี่ยนรูปแบบของตัวเอง”

                 ลำธารคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจทำในสิ่งแปลกประหลาด ที่ผู้อื่นอาจคิดไม่ถึง น้ำในลำธาร ยอมระเหยกลายเป็นไอ กลายเป็นเมฆลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า แล้วลมก็พัดก้อนเมฆข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ไปได้ อย่างสง่างาม

                เมื่อถึงทะเล ไอน้ำได้กระทบความเย็น ก็กลั่นตัวเป็นเม็ดฝน หยดลงสู่ทะเลกว้าง ดังความตั้งใจที่รอคอยมานานแสนนาน

                ลำธารน้อยได้เรียนรู้ว่า การจะไปถึงเป้าหมายในบางครั้ง ไม่ใช่โดยการดื้อดึงหัวชนฝน หรือใช้วิธีเดิมที่เคยทำมา แต่อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงแก้ไข วิธีการให้เหมาะสม

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : การที่จะทำสิ่งใดให้สำเร็จ อาจจำเป็นต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงวิธีการ และรูปแบบ ให้เหมาะสม ผู้ที่ไม่สามารถปรับตัวได้อาจตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สูญเสีย

                เรียบเรียงจากนิทานเปอร์เชียของชาวซูฟีแถบตะวันออกกลาง เรื่อง แม่น้ำที่อยากไปถึงทะเล (River that Wanted to Reach the Sea)

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคโลกล้านปี  เหล่าไดโนเสาร์ครองแผ่นดินบนบกของทั้งโลก  พวกมันมีขนาดใหญ่โตมโหฬารและแข็งแรง  กินพืชหรือสัตว์เป็นอาหารในยุคนั้นมีเต่า ที่อาศัยอยู่ในป่าเดียวกับไดโนเสาร์ เต่าเป็นสัตว์ไม่แข็งแรงนักแต่อยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ  กินผักบุ้งและใบไม้เป็นอาหาร

วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ภูเขาไฟเกิดระเบิดอย่างรุนแรง เถ้าถ่านและหินละลายลาวาพวยพุ่งออกมาปกคลุมทั่วท้องฟ้า แสงแดดถูกบดบัง อากาศหายใจยาก แผ่นดินร้อนเป็นไฟ  พืชและสัตว์ที่เป็นอาหารขาดแคลน   ทำให้ไดโนเสาร์ล้มตายลงจำนวนมาก เพราะไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้

เต่าและไดโนเสาร์เป็นสัตว์ร่วมสมัย ของโลกล้านปี 

แต่เต่าผู้ชาญฉลาดได้เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์นี้แล้ว มันรู้ว่าการอยู่ในป่าบนบกต่อไปนั้นมีอันตรายมาก  มันจึงมุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้เคียง และดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ด้วยการอาศัยหลบภัยอยู่ใต้น้ำ

เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์ร้ายแรงสงบลง โลกกลับสู่สภาวะปกติ ไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว เหลือไว้เพียงแต่ซากฟอสซิลเป็นเครื่องเตือนใจถึงความไม่แน่นอนของชีวิต แต่เต่ายังสืบพันธุ์ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน                  

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถรับประกันความอยู่รอดได้ แต่การปรับตัวอ่อนตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปต่างหาก คือกุญแจสำคัญของการอยู่รอด”

ข้อคิด   :  เต่าล้านปีไม่สูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์เพราะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม  เมื่อหาอาหารบนบกกินไม่ได้ ก็หนีไปกินอาหารเช่นสาหร่ายในน้ำ

อาทร  จันทวิมล