บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เสียงเพลงจากนกเขา

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               ที่ประเทศไทย ซึ่งเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยีขั้นสูง ที่อินเทอร์เน็ตและโทรทัศน์เชื่อมต่อทั่วโลกอย่างราบรื่น วันหนึ่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตของทั้งเมืองได้หายไปอย่างกะทันหัน ทำให้เด็กๆ ไม่สามารถเล่นเกมโปรด และชาวเมืองไม่สามารถดูละครโทรทัศน์ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก มีฝูงลิงจำนวนมากได้ออกจากป่าเขา เข้าไปในเมือง แล้วลูกลิงแสนซนได้เล่นดึงทำลายสายใยแก้วสื่อสาร ทำให้ระบบอินเทอรเน็ตและโทรศัพท์ขัดข้อง เกิดความโกลาหลไปทั่วเมือง

              ชาวเมืองพยายามหาวิธีจัดการกับลิงจอมซน โดยใช้วิธีการต่างๆ เช่น การใช้แหครอบฝูงลิง ใช้ปืนยิงยาสลบ และการใช้กรงกับดัก แต่ลิงที่ฉลาดจำนวนมากก็สามารถหลบหนีไปอย่างลอยนวล ชาวเมืองจึงตั้งรางวัลมูลค่าสูงสำหรับผู้ที่ปราบลิงได้

              ขณะที่มนุษย์หมดปัญญาปราบลิง ฝูงนกเขาได้เสนอตัวเข้ามาจัดการปัญหาลิง ด้วยวิธีการที่ไม่เหมือนใคร โดยเรียกร้องค่าบริการเป็นข้าวโพดหนึ่งกระสอบ โดยจะใช้เสียงของนกเขาร้องเพลงที่ไพเราะ แบบพระอภัยมณีเป่าปี่ให้นางยักษหลับ ส่งเสียงนกล่อลิงออกจากเมือง  ให้กลับเข้าไปอยู่ในป่าเรียบร้อยไม่ต้องใช้กำลังบังคับ    

              เมื่อภารกิจสำเร็จลุล่วง นกเขาได้ทวงถามรางวัลเป็นข้าวโพดหนึ่งกระสอบ แต่ชาวเมืองกลับบิดพลิ้ว ไม่ทำตามสัญญา โดยอ้างว่าได้นำข้าวโพดไปขายเพื่อนำเงินไปซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่หมดแล้ว

              ด้วยความผิดหวัง นกเขาจึงหยุดร้องเพลงล่อลิง ทำให้ฝูงลิงกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้งและลงมือดึงทำลายสายสื่อสารเช่นเคย ทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ของเมืองเสียหายเหมือนเดิม           

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: คนดีต้องรักษาสัญญาและคำพูด

              ดัดแปลงจากนิทานเยอรมันของกริมม์ เรื่อง คนเป่าปี่แห่งเมือง แฮมลิน The Pied Piper of Hamelin, Der Rattenfänger von Hameln.

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระถางที่ว่างเปล่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระถางที่ว่างเปล่า

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กระถางที่ว่างเปล่า

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

             กาลครั้งหนึ่ง ที่เมืองจีน มีเด็กชายชื่อ เสี่ยวหลง อาศัยอยู่กับพ่อผู้ใจดีและรักความซื่อสัตย์ พ่อของเสี่ยวหลงสอนให้ลูก ดูแลสิ่งที่รับผิดชอบด้วยความตั้งใจเสมอ

             วันหนึ่ง พ่อให้เมล็ดต้นไม้แก่เสี่ยวหลงและเด็กๆ คนอื่นๆ คนละถุง พร้อมบอกให้เอาไปปลูกให้โต ผู้ที่ปลูกได้ดีที่สุด จะได้รับรางวัลพิเศษ

             เสี่ยวหลงนำเมล็ดต้นไม้ของพ่อไปปลูกในกระถาง รดน้ำทุกวัน วางไว้รับแสงแดดอย่างเหมาะสม แต่เมื่อเวลาผ่านไปหลายสัปดาห์ เมล็ดนั้นไม่งอก แต่เพื่อนๆ ของเสี่ยวหลง กลับได้ต้นไม้ที่งอกอย่างงอกงาม ใบเขียวสด หรือดอกสวย เสี่ยวหลงรู้สึกเศร้า แต่เขาไม่เคยคิดโกหกหรือแลกเปลี่ยนเมล็ด

             อีกสามเดือนต่อมา เมื่อถึงเวลานำต้นไม้ไปให้พ่อดู เสี่ยวหลงยกกระถางที่ว่างเปล่าไปด้วยความกลัว เด็กคนอื่นหัวเราะเยาะ แต่เสี่ยวหลงพูดความจริงกับพ่อว่า เมล็ดไม่งอกเลย

             พ่อมองกระถางว่างเปล่า ยิ้มอบอุ่นแล้วเล่าให้เด็กๆ ฟังว่า เมล็ดต้นไม้ที่ให้ไปนั้นเป็นเมล็ดที่ต้มแล้ว ไม่สามารถงอกได้ เสี่ยวหลงเป็นเด็กเพียงคนเดียวที่ซื่อสัตย์ กล้าที่จะพูดความจริง แม้จะอับอาย เสี่ยวหลงไม่ได้ชนะเพราะต้นไม้ แต่ชนะเพราะความดีและความซื่อสัตย์

            ตั้งแต่นั้นมา เสี่ยวหลงตั้งใจเรียนรู้สิ่งดีๆ ฟังคำแนะนำของพ่อ และช่วยเหลือคนในหมู่บ้าน พ่อภูมิใจในลูก และทุกคนก็เรียนรู้ว่า ความจริงและความดีสำคัญกว่าความสวยงามภายนอก กระถางที่ว่างเปล่ากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความซื่อสัตย์และความกล้าที่ทำในสิ่งถูกต้อง

           นิทานนี้สอนรู้ว่า ความดี นั้นแม้ไม่เห็นผลทันที แต่ก็จะงอกงามในใจและนำความสุขที่แท้จริงมาให้

           เรียบเรียงจากนิทานจีนเรื่อง  กระถางที่ว่างเปล่า (The Empty Pot 空花盆) ที่สอนเรื่องความซื่อสัตย์

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พินอคคิโอ เด็กดี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ที่ประเทศอิตาลี มีชายชราช่างไม้คนหนึ่งอยู่คนเดียวด้วยความเหงา วันหนึ่งคุณตานำท่อนไม้จากต้นสนมาแกะสลักเป็นตุ๊กตาหุ่นไม้ที่น่ารัก และตั้งชื่อให้ว่า “พินอคคิโอ”

                 แต่แล้วเรื่องปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น! เมื่อนางฟ้าใจดีเห็นว่าคุณตาเป็นคนดี จึงเสกให้พินอคคิโอมีชีวิตขึ้นมา พินอคคิโอขยับแขนขาได้ พูดได้ และเดินได้เหมือนเด็กจริงๆ คุณตาดีใจมาก รักพินอคคิโอเหมือนลูกชาย และบอกว่า

                “พินอคคิโอเอ๋ย ถ้าลูกอยากเป็นเด็กชายจริงๆ ลูกต้องเป็นเด็กดี ซื่อสัตย์ และไม่พูดโกหกนะ”

                 คุณตายอมขายเสื้อกันหนาวของตัวเอง เพื่อจะได้เงินให้พินอคคิโอไปโรงเรียน แต่ระหว่างการเดินทาง พินอคคิโอจอมซนกลับไปหลงเชื่อคำชวนเชื่อของหมาจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่บอกว่า “ไปเที่ยวเล่นสนุกกว่าไปเรียนตั้งเยอะ!” พินอคคิโอหลงผิด หนีเรียนไปเที่ยวเล่น จนถูกจับตัวไปขังไว้ พอนางฟ้ามาช่วยและถามว่าทำไมไม่ไปโรงเรียน พินอคคิโอก็เริ่ม “โกหก” ครั้งที่หนึ่ง… ครั้งที่สอง… และครั้งที่สาม!

                “วึ่ดดดด!” ทันใดนั้นเอง จมูกของพินอคคิโอก็ยืดออกมายาวเฟื้อย! พินอคคิโอตกใจมากจนร้องไห้ นางฟ้าจึงสอนว่า

                “เห็นไหม   พินอคคิโอ ทุกครั้งที่เธอพูดโกหก จมูกของเธอจะยาวออกมาแบบนี้ ความลับไม่มีในโลกหรอก”

                พินอคคิโอสัญญาว่าจะกลับตัวเป็นคนดี แต่เขาก็ยังเผลอตัวไปเล่นซน จนหลงทางไปไกลแสนไกล จนรู้ข่าวว่าคุณตาได้ออกตามหาเขา ถึงกลางทะเล จนถูกปลาวาฬยักษ์ตัวใหญ่กลืนลงไปในท้อง! พินอคคิโอเสียใจมาก เขาตัดสินใจกระโดดลงน้ำไปช่วยคุณตาด้วยความกล้าหาญ

                ในท้องปลาวาฬอันมืดมิด พินอคคิโอกอดคุณตาไว้แน่นและขอโทษที่เคยดื้อและเคยโกหก ทั้งคู่ช่วยกันก่อไฟจนปลาวาฬยักษ์จามออกมา “ฮัดเช้ย!” ทำให้ทั้งสองกระเด็นออกจากปากปลาวาฬ รอดตายกลับมาที่บ้านได้อย่างปลอดภัย

                เพราะความกตัญญูที่ พินอคคิโอ ไปช่วยคุณตา และความซื่อสัตย์ที่สัญญากับตัวเองว่าจะไม่โกหกอีก เช้าวันต่อมานางฟ้าใจดีก็ประทานพรให้พินอคคิโอที่เคยเป็นหุ่นไม้สน กลายเป็น “เด็กชายจริงๆ” ที่มีเลือดเนื้อและหัวใจ พินอคคิโอและคุณตาช่างไม้จึงอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขตลอดไป

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : ไม่มีใครที่ไม่เคยทำผิดพลาด   ถ้าเผลอทำผิด แต่ ยอมรับผิดและปรับปรุงแก้ไข ไม่ทำผิดซ้ำอีก ทุกคนก็พร้อมจะให้อภัย

                เรียบเรียง จากนิทานอิตาลี เรื่อง การผจญภัยของพินอคคิโอ The Advanger of Pinocchio ประพันธ์โดย การ์โล กอลโลดี (Carlo Collodi) ซึ่งวอล์ท ดิสนีย์เคยนำมาทำภาพยนตร์การตูน  

อาทร จันทวิมล 

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หลับในห้องเรียน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หลับในห้องเรียน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หลับในห้องเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่ง ในประเทศไทย ในหมู่บ้านชาวประมง ที่สมุทรสาคร มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อ “ชูชัย” อายุ 14 ปี อาศัยอยู่ในกระท่อมหลังเล็กเก่าๆ กับแม่ที่ล้มป่วย ชูชัยเป็นเด็กที่มีแววตามุ่งมั่น แต่เขากลับถูกตราหน้าว่าเป็น “เด็กขี้เกียจ” ในโรงเรียน เพราะเขาใส่เสื้อผ้าที่ไม่ได้รีด ชอบนั่งแถวหลังสุดและมักจะแอบฟุบหลับในห้องเรียนเกือบทุกบ่าย

                   ทุกคืนขณะที่เพื่อนร่วมชั้นกำลังหลับสบาย ชูชัยจะตื่นขึ้นมาตอนตี 3 เขาเดินไปที่เตียงของแม่ ค่อยๆ บีบนวดขาให้ท่านอย่างเบามือ ด้วยความกตัญญู “แม่จ๊ะ… เดี๋ยวลูกจะไปทำงานหาเงิน เพื่อให้แม่มีข้าวกิน มียากิน มีเงินไปหาหมอ”

                   จากนั้น ชูชัยจะปั่นจักรยานฝ่าความมืดไปยังท่าน้ำ รับจ้างแบกเข่งปลาทูที่หนักอึ้งจากเรือประมงที่จอดอยู่ริมฝั่ง แลกกับเงินไม่กี่สิบบาท ก่อนจะรีบกลับมากินอาหารเช้าที่แม่ทำไว้ แล้วจึงวิ่งไปโรงเรียนตอนเจ็ดโมงเช้า ด้วยร่างกายที่อ่อนล้าเต็มที

                  ในห้องเรียนของ ครูมานะ ครูวัยใกล้เกษียณที่แสนเข้มงวด วันนั้นอากาศร้อนอบอ้าว ชูชัยพยายามถ่างตาดู อักษรที่เขียนด้วยชอล์กบนกระดานดำ แต่สุดท้ายร่างกายก็ต้านทานไม่ไหว หัวของเขาค่อยๆ ฟุบลงกับโต๊ะไม้

                  “ปัง!” เสียงไม้บรรทัดเคาะโต๊ะดังสนั่น       

                  “ชูชัย! ถ้าอยากนอนก็กลับไปนอนที่บ้าน พ่อแม่ส่งมาเรียนนะ ไม่ได้ส่งมานอน ไม่สงสารพ่อแม่ที่อาบเหงื่อต่างน้ำส่งเรียนบ้างหรือไง! คงจะเล่นเกมโทรศัพท์จนดึกดื่นแน่ ไม่กลัวสอบตกหรือไง?” คำพูดของครูมานะเหมือนมีดที่กรีดลงกลางใจชูชัย เขาตื่นขึ้นมาพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้า ไม่ใช่เพราะเจ็บที่โดนดุ แต่เพราะคำว่า “กตัญญู” คือสิ่งที่เขาถือมั่นมาตลอด

                  ครูมานะสงสัยในความเป็นอยู่ของชูชัย จึงตัดสินใจไปที่บ้านของเด็กชายในเช้าวันรุ่งขึ้น… ภาพที่ท่านเห็นคือ เด็กชายตัวน้อยตัวมอมแมม เพราะเพิ่งกลับจากการแบกเข่งปลาจากเรือประมง กำลังประคองแม่ขึ้นนั่งป้อนข้าวอย่างทะนุถนอม ก่อนจะรีบคว้ากระเป๋านักเรียนที่ขาดๆ วิ่งออกจากบ้าน และเมื่อถึงเวลาเรียนบ่ายวันนั้น ชูชัยเริ่มสัปหงกนั่งหลับอีก เพื่อนๆ หัวเราะรอฟังคำดุด่าจากครูมานะ แต่คราวนี้… ทุกอย่างเปลี่ยนไป

                   ครูมานะเดินไปหยุดที่ข้างโต๊ะชูชัย ท่านไม่ได้ดุด่า แต่กลับเลื่อนบานหน้าต่างไม้ เปิดรับลมเย็นให้ลูกศิษย์ฟุบนั่งหลับอย่างเงียบเชียบ แววตาของครูมานะเต็มไปด้วยความเข้าใจ เพื่อนร่วมชั้นคนอื่นๆ หันมามองเหตุการณ์นี้ด้วยความแปลกใจ

                   เมื่อชูชัยตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ ครูมานะวางมือบนหัวเขาแล้วพูดว่า

                  “ชูชัย… ครูขอโทษที่เคยว่าหนู ครูเห็นหมดแล้วว่าหนูเป็นเด็กกตัญญูแค่ไหน ความเหนื่อยของหนูในวันนี้ คือความภาคภูมิใจของแม่และของครูนะลูก”

                   ครูมานะนำเรื่องความกตัญญูของชูชัย ไปบอกเล่าให้ทุกคนฟัง ท่านช่วยหางานเบาๆ ให้ชูชัยทำที่โรงเรียน แลกกับอาหารเพื่อนำไปฝากแม่ ตลอดจนช่วยดูแลเรื่องยารักษาโรค และเพื่อนก็แบ่งปันขนมให้    จนชูชัยไม่ต้องตื่นไปแบกเข่งปลาตอนตีสามอีกต่อไป

                  การกระทำของชูชัยเป็นการทำความดี ในบุญกิริยาวัตถุ เรื่องการขวนขวายรับใช้ผู้มีพระคุณ (เวยยาวัจจมัย) เพราะไปทำงานกลางดึกเพื่อหาเงินมาดูแลรักษาแม่ที่ป่วย จนไปหลับในห้องเรียน

                  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: ” คนที่เราได้พบ อาจกำลังต่อสู้กับข่าวร้ายหรือสิ่งบางอย่างที่เราไม่รู้ อย่าตัดสินอะไร เพียงสิ่งที่มองเห็น สิ่งที่ได้ยิน  สิ่งที่เล่าลือหาเสียงโฆษณาชักชวน หรือสิ่งที่คิดเอาเอง  “

                  เรียบเรียงจากนิทานภาษาสเปน ของพวกละตินอเมริกา เรื่อง ครูกับนักเรียนที่ชอบหลับในห้องเรียน  “El profesor y el alumno que se dormía en clase”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พาแม่ไปทิ้งที่ภูเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พาแม่ไปทิ้งที่ภูเขา

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พาแม่ไปทิ้งที่ภูเขา

วันเสาร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

              กาลครั้งหนึ่ง หลายร้อยปีมาแล้ว… ที่เมืองชินาโน๊ะ ประเทศญี่ปุ่น เกิดความแห้งแล้งอดอยาก โรคระบาด ทำให้อาหารไม่พอกินอย่างรุนแรง เจ้าเมืองมองว่าคนแก่สูงอายุคือคนที่ไร้ประโยชน์ ทำให้สิ้นเปลืองอาหารที่มีน้อยในหมู่บ้าน จึงออกกฎหมายที่โหดร้ายบังคับว่า “หากบ้านใดมีผู้สูงอายุอายุครบ 70 ปี จะต้องนำไปทิ้งไว้บนยอดเขาสูง เพื่อให้เสียชีวิตไปเองอย่างโดดเดี่ยว”

              วันหนึ่ง ถึงคราวที่ชายหนุ่มผู้กตัญญู  ต้องพาแม่ของตนซึ่งอายุครบ 70 ปีขึ้นไปทิ้งบนภูเขา เพราะไม่อาจขัดคำสั่งของเจ้าเมือง หัวใจของเขาหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความเศร้า แต่ด้วยเกรงกลัวถูกลงโทษตามกฎหมาย เขาจึงจำใจแบกแม่ขึ้นหลัง แล้วเดินไปยังภูเขาชื่อ “อุบาสุเตะยามะ” (Ubasuteyama) หรือ “ภูเขาทิ้งแม่”

              ขณะที่ชายหนุ่มแบกแม่เดินเข้าไปในป่าลึก เขาได้ยินเสียงดัง เปรี๊ยะ… เปรี๊ยะ… เมื่อหันไปมองก็พบว่า แม่ที่ขี่หลังเขาอยู่นั้น เอื้อมมือไปหักกิ่งไม้เล็ก ๆ ตลอดทางที่เดินผ่าน ชายหนุ่มจึงถามด้วยความสงสัยว่า “หักกิ่งไม้ไปทำไมหรือแม่?”

              ผู้เป็นแม่ตอบด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักว่า “แม่กลัวว่าตอนเจ้าเดินกลับลงจากภูเขาไปคนเดียวจะหลงทาง แม่จึงหักกิ่งไม้ทำเครื่องหมายไว้ให้เจ้ากลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยนะลูก”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ใจหาย หลั่งน้ำตาออกมา เขาตระหนักได้ว่าแม้ในนาทีที่แม่จะถูกทิ้งให้ตายบนภูเขา ก็ไม่ห่วงชีวิตตัวเอง แต่กลับห่วงความปลอดภัยของลูกชาย เขาตัดสินใจทันทีว่า “ข้าจะทิ้งแม่ผู้มีพระคุณขนาดนี้ไม่ได้!”

              ชายหนุ่มจึงแอบลักลอบพาแม่กลับมาที่บ้าน แล้วขุดห้องลับไว้ใต้ดินในยุ้งข้าว เพื่อซ่อนตัวแม่ไว้

              วันหนึ่ง เจ้าเมืองชินาโน๊ะ จอมโหด ได้รับคำขู่จากเจ้าเมืองใกล้เคียงที่ต้องการมายึดเมือง ด้วยปริศนา 3 ข้อ หากตอบไม่ได้จะถูกโจมตี:

จงร้อยด้ายผ่านรูในเปลือกหอยสังข์ที่คดเคี้ยว
จงทำกลองที่ตีแล้วดังเองได้ โดยไม่ต้องมีคนตี
จงทำเชือกที่ทำมาจากขี้เถ้า

               แต่ไม่มีใครในเมืองชินาโน๊ะ สามารถตอบคำถามปริศนาทั้ง3ข้อได้เลย ชายหนุ่มจึงแอบไปถามแม่ ในห้องลับใต้ดิน และแม่ก็ได้ให้คำตอบที่ชาญฉลาด:

ข้อแรก: ให้ทาน้ำผึ้งไว้ที่ปลายหอยสังข์ แล้วเอาด้ายเล็กๆผูกกับตัวมด มดจะเดินตามกลิ่นน้ำผึ้งพาด้ายผ่านรูที่คดเคี้ยวไปเอง
ข้อที่สอง: ให้ทำกลองกระดาษ แล้วใส่ “ผึ้งหรือแมลง” ไว้ข้างใน เมื่อบินชนหนังกลองก็จะเกิดเสียงดัง โดยไม่ต้องมีคนตีกลอง
ข้อที่สาม: ให้เอาเชือกฟางไปแช่น้ำเกลือแล้วตากให้แห้ง จากนั้นนำไปเผาไฟ ขี้เถ้าจะคงรูปเป็นเส้นเชือก 

                  เมื่อเจ้าเมืองชินาโน๊ะ นำคำตอบไปแก้ปริศนาของผู้รุกรานได้สำเร็จแล้ว จึงเรียกชายหนุ่มมาถามว่าใครเป็นคนบอกวิธีการ ชายหนุ่มตัดสินใจสารภาพความจริงว่า เขาแอบซ่อนตัวแม่ไว้ในห้องใต้ดิน เพราะความรู้และประสบการณ์ของแม่นั้นมีค่ามากกว่าถูกทอดทิ้ง

                  เจ้าเมืองจึงได้สติและสำนึกผิด เขาตระหนักว่า “ผู้สูงอายุนั้นไม่ได้ไร้ค่า แต่คือคลังแห่งปัญญาและประสบการณ์ที่มีค่ามหาศาล” เขาจึงประกาศยกเลิกกฎหมายอันโหดร้าย เรื่องการนำคนแก่ไปทิ้งที่ภูเขา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

                  การกระทำของเคนจิเป็นการกระทำความดีตามหลักบุญกิริยาวัตถุ เรื่องการชวนขวายทำกิจการที่เหมาะสม (เวยยาวัจจมัย) คือ การดูแลแม่ที่แก่ชรา ในห้องใต้ดิน แทนที่จะนำไปทิ้งให้ตายบนภูเขา และการที่แม่ออกความคิดแก้ปริศนาช่วยบ้านเมือง

                  นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การดูแลรับใช้พ่อแม่เป็นความดีที่น่าชื่นชม”       

                  เรียบเรียงจากนิทานพื้นบ้านโบราณของญี่ปุ่นชื่อ”ภูเขาทิ้งแม่” “อุบาสุเตะยามะ” (Ubasuteyama) ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สอนใจคนญี่ปุ่น เรื่องความรักและความกตัญญู จนทำให้สังคมญี่ปุ่นให้เกียรติผู้สูงอายุอย่างมาก แต่ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนาน ที่ไม่มีหลักฐานว่าเคยเกิดขึ้นจริงหรือไม่

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พุทธศาสนา: เบื้องหลังการทำความดีของคนไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พุทธศาสนา: เบื้องหลังการทำความดีของคนไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พุทธศาสนา: เบื้องหลังการทำความดีของคนไทย

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                หากเปรียบสังคมไทยเป็นต้นไม้ใหญ่ พระพุทธศาสนา ก็เปรียบเสมือนปุ๋ยในดินที่หล่อเลี้ยงให้ต้นไม้ต้นนี้ให้เจริญเติบโตแผ่กิ่งก้านสาขา จนออกดอกผลเป็นพฤติกรรมแห่งความดี ที่เห็นกันจนชินตา ตั้งแต่รอยยิ้มที่จริงใจไปจนถึงการช่วยเหลือกันในยามวิกฤติ อะไรคือเบื้องหลังที่ทำให้คำสอนทางพุทธศาสนาแปรเปลี่ยนเป็นการกระทำของคนไทยเช่นนี้?

                ความเชื่อเรื่อง “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ไม่ได้เป็นเพียงคำสอน แต่เป็นระบบความคิดของคนไทย คนไทยมองว่าการทำดีคือการ “ฝากธนาคารบุญ” เพื่อความสุขในปัจจุบันและอนาคต ความเกรงกลัวต่อบาป หรือผลกรรมที่จะตามมา ช่วยเป็นเกราะคุ้มกันไม่ให้คนก้าวข้ามเส้นของศีลธรรมแม้ไม่มีใครเห็น

                พุทธศาสนาสอนว่าการให้ทานคือวิธีที่ง่ายที่สุดในการลดละ “ตัวตน” และ “ความตระหนี่” การทำบุญตักบาตร: คือการฝึกเป็นผู้ให้ตั้งแต่เริ่มต้นวันใหม่

                น้ำใจในยามวิกฤต เราจะเห็น “โรงทาน” หรือ “ตู้ปันสุข” เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีคนลำบาก เพราะคนไทยมีความคิดว่า การแบ่งปันคือหน้าที่ของชีวิต

                หัวใจของพุทธศาสนาคือเมตตา-กรุณา การปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์และมีความสุข ทำให้คนไทยมีนิสัย “ขี้สงสาร” และ “ชอบช่วยเหลือ” การให้อภัย ด้วยวัฒนธรรม “ไม่เป็นไร” มักแฝงไปด้วยการปล่อยวางและการไม่จองเวร ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญ

                การต้อนรับขับสู้ ที่มองคนแปลกหน้าด้วยความเป็นมิตร ทำให้ประเทศไทยขึ้นชื่อเรื่องการบริการและการต้อนรับ เป็นสยามเมืองยิ้ม    

                วัดพุทธไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรม แต่เป็น “สถาบันขัดเกลาทางสังคม” การบวชเรียน เป็นประเพณีที่หล่อหลอมให้ชายไทยได้ศึกษาหลักธรรมและระเบียบวินัย พระสงฆ์ในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณ ช่วยดึงสติคนในชุมชนให้กลับมาอยู่ในร่องในรอยของความดีงาม

                เบื้องหลังการทำความดีของคนไทยไม่ใช่เพียงเพราะทำตามหน้าที่ แต่เพราะพุทธศาสนาได้กลายเป็น “วัฒนธรรม” หรือนิสัยสันดาน ของคนไทยไปแล้ว การความทำดีจึงเป็นเรื่องของการสร้างความสบายใจ การเห็นอกเห็นใจ และการหวังดีต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ

               การทำความดีของคนไทยพุทธ ทำตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 5 คือการขวนขวายทำสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ถูกต้อง (เวยยาวัจจมัย)ไม่ใช่แค่การทำตามกฎ หรือถูกบังคับขู่เข็ญ แต่คือการทำด้วย “ความสมัครใจ”

               นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า “การทำความดีแบบไทย ของคนที่นับถือพุทธศาสนา นั้น ได้รับการบ่มเพาะจากหลักธรรมของพระพุทธเจ้า”

บทความพิเศษ : ร่วมกันสร้างการแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพในประเทศไทย โดย เดนนิส เบลิ่ง – พีรวัฒน์ สำราญจิตต์

บทความพิเศษ : ร่วมกันสร้างการแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพในประเทศไทย โดย เดนนิส เบลิ่ง - พีรวัฒน์ สำราญจิตต์

บทความพิเศษ : ร่วมกันสร้างการแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพในประเทศไทย โดย เดนนิส เบลิ่ง – พีรวัฒน์ สำราญจิตต์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.48 น.

ทำไมการแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพถึงมีความสำคัญต่อคนไทยทุกคน? สาเหตุสำคัญคือ การแข่งขันที่มีประสิทธิภาพนั้น ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง คุณภาพที่ดีขึ้น หรือมีตัวเลือกที่หลากหลายมากขึ้น ดังนั้น ทุกคนที่ต้องซื้อสินค้าและบริการจากผู้ประกอบการต่างๆ จึงได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่สูงขึ้น

สงครามราคาในภาคธุรกิจร้านอาหารระหว่างเอ็มเคสุกี้กับสุกี้ตี๋น้อยในปี 2568 เป็นเหตุการณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากทั้งสื่อและประชาชน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพอย่างไร เริ่มแรก เอ็มเคสุกี้ออกโปรโมชั่นบุฟเฟต์ราคาต่ำ เพื่อตอบรับอุปสงค์ที่ลดลงและการแข่งขันจากผู้เล่นรายใหม่ ต่อมา สุกี้ตี๋น้อยจึงออกแคมเปญลดราคาเพื่อตอบโต้ นอกจากนี้การแข่งขันในธุรกิจสุกี้ยังช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ทั้งจากการเปิดตัวแบรนด์บุฟเฟต์ราคาประหยัดของเอ็มเค รวมถึงตัวเลือกพรีเมียมใหม่ๆ ที่สุกี้ตี๋น้อยนำเสนอ ,

ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคได้ประโยชน์จากการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพในธุรกิจสุกี้ ซึ่งกระตุ้นให้ผู้ประกอบการลดราคา และเพิ่มทางเลือกมากขึ้น คำถามที่ตามมาคือ แล้วสถานการณ์การแข่งขันทางการค้าในภาคส่วนอื่นๆ เป็นอย่างไร และมีแนวทางหรือมาตรการใดบ้างที่ช่วยส่งเสริมการแข่งขันในภาคส่วนเหล่านั้น

การแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเองเสมอไป ประการแรก บริษัทอาจตัดสินใจควบรวมกิจการ ซึ่งอาจทำให้การแข่งขันในตลาดลดลง ประการต่อมา ผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาดอาจใช้มาตรการทางการค้าที่ลดขีดความสามารถในการแข่งขันของคู่แข่งและกระทบต่อผู้บริโภค อีกกรณีหนึ่งคือ บริษัทที่ทำธุรกิจร่วมกันหรืออยู่ในตลาดเดียวกันอาจทำข้อตกลงที่จำกัดการแข่งขัน ดังนั้น ความช่วยเหลือหรือการแทรกแซงจากภาครัฐจึงมีความจำเป็นในบางกรณี

ด้วยเหตุนี้ หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย จึงได้ออกกฎหมายเพื่อคุ้มครองการแข่งขันทางการค้า และจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว แม้ว่ารายละเอียดเชิงกฎหมายในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้ว กฎหมายการแข่งขันทางการค้ามักประกอบด้วยองค์ประกอบหลักๆ สามประการ

•             การควบคุมการควบรวมกิจการ (merger control) มีเป้าหมายเพื่อป้องกันการควบรวมที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ เช่น การที่ Paramount เสนอซื้อ Warner Bros. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จะต้องได้รับการพิจารณาและอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันหลายแห่งทั่วโลก เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีธุรกิจผลิตภาพยนต์ เช่น Titanic และ Interstellar ของ Paramount  และ The Matrix และ Harry Potter ของ Warner Bros.  หน่วยงานเหล่านี้จะประเมินผลกระทบต่อการแข่งขัน โดยพิจารณาว่า ราคาภาพยนตร์มีแนวโน้มสูงขึ้นหรือไม่ หรือทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการรับชมภาพยนตร์ลดลงหรือไม่ เป็นต้น

•             การห้ามข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการที่เป็นการจำกัดการแข่งขัน (anticompetitive agreements) มีวัตถุประสงค์เพื่อห้ามความร่วมมือที่จำกัดการแข่งขัน เช่น การฮั้วประมูลหรือการกำหนดราคาร่วมกัน ในปี 2566 หน่วยงานกำกับดูแลการแข่งขันทางการค้าของญี่ปุ่น ได้กล่าวหาบริษัทหลายแห่งว่ามีการฮั้วประมูลที่เกี่ยวข้องกับสัญญาสำหรับการทดสอบงานโตเกียวโอลิมปิค 2020  ต่อมา ในปี 2568 ศาลสูงโตเกียวได้ยืนโทษปรับ 300 ล้านเยน (ประมาณ 60.5 ล้านบาท) ต่อกลุ่มเดนท์สุ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่เกี่ยวข้อง 

•             การห้ามใช้อำนาจเหนือตลาดในทางที่ผิด (abuse of dominance) เป็นการป้องกันพฤติกรรมที่บิดเบือนการแข่งขันโดยผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด เช่น การกำหนดราคาต่ำกว่าต้นทุนเพื่อกีดกันคู่แข่ง (predatory pricing) และการบังคับขายพ่วง (tying/bundling) กรณีตัวอย่างสำคัญคือคำตัดสินของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ที่สั่งปรับ Google เป็นเงิน 4.34 พันล้านยูโร (ประมาณ 1.6 แสนล้านบาท) จากการบังคับผูกแอปของตน (Google Search และ Chrome) เข้ากับ Play Store รวมถึงพฤติกรรมอื่นๆ ซึ่งขัดขวางการใช้ search engine ของคู่แข่งบนอุปกรณ์ Android

สำหรับประเทศไทย พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้าฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2560 อย่างไรก็ดี รายงานการประเมินล่าสุดของ OECD ชี้ว่า กฎหมายฉบับนี้ยังมีข้อจำกัดหลายประการ ที่ขัดขวางการบังคับใช้โดยคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) อย่างเต็มประสิทธิภาพ

รัฐสภาชุดที่แล้วจึงได้เริ่มกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า ซึ่งหลายข้อเสนอสอดคล้องกับคำแนะนำของ OECD และจะช่วยยกระดับกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการบังคับใช้ แต่ความพยายามดังกล่าวต้องหยุดชะงักลงหลังจากการยุบสภาในเดือนธันวาคม 2568 อนาคตของร่างแก้ไขนี้ จึงขึ้นอยู่กับลำดับความสำคัญของรัฐบาลและรัฐสภาชุดใหม่ หากร่างดังกล่าวถูกนำกลับมาพิจารณาและประกาศใช้ จะเป็นการปรับปรุงและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้าในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ

•             ข้อแก้ไขสำคัญประการแรก ได้แก่ การปรับปรุงการขออนุญาตควบรวมกิจการ ปัจจุบัน มีเพียงการควบรวมที่อาจก่อให้เกิดการผูกขาดหรือสร้างอำนาจเหนือตลาดเท่านั้นที่ต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้าจาก กขค. สำหรับการควบรวมที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญ ผู้ประกอบการเพียงแค่ต้องแจ้งหลังการควบรวม และ กขค. ไม่มีอำนาจระงับหรือกำหนดเงื่อนไขต่อการควบรวมนั้น  ภายใต้ร่างกฎหมายฉบับใหม่ การควบรวมที่อาจลดการแข่งขันอย่างมีนัยสำคัญต้องได้รับอนุญาตล่วงหน้า เช่นเดียวกับกรณีที่นำไปสู่การผูกขาดหรือสร้างอำนาจเหนือตลาด

•             อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ ได้แก่ การปรับบทลงโทษกรณีใช้อำนาจเหนือตลาดจากโทษอาญามาเป็นโทษทางปกครอง ภายใต้โทษอาญา ภาระการพิสูจน์ใช้มาตรฐาน “ปราศจากข้อสงสัยอันสมเหตุสมผล” (beyond reasonable doubt) หมายความว่า ต้องมีหลักฐานที่โน้มน้าวจนไม่เหลือข้อสงสัยว่าพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหาลดการแข่งขัน ขณะที่โทษทางปกครองใช้ “หลักความสมดุลของความน่าจะเป็น” (balance of probabilities) คือ มีแนวโน้มมากกว่าไม่ว่าพฤติกรรมนั้นก่อให้เกิดผลเสียต่อการแข่งขัน ในทางปฏิบัติ คดีใช้อำนาจเหนือตลาดมักต้องอาศัยการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อน และยากที่จะพิสูจน์ให้เด็ดขาดได้ ดังนั้น การปรับเป็นโทษทางปกครองจึงเอื้อต่อการบังคับใช้กฎหมายโดย กขค. ในการจัดการพฤติกรรมที่จำกัดการแข่งขันของผู้ประกอบการที่มีอำนาจเหนือตลาด

ในทางเศรษฐศาสตร์ ประเด็นต่างๆ ภายใต้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า ไม่ว่าจะเป็นการควบรวมกิจการ การใช้อำนาจเหนือตลาด หรือข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบการที่ไม่ได้อยู่ในตลาดเดียวกัน  ล้วนมีมิติที่จะส่งเสริมหรือจำกัดการแข่งขัน การพิจารณาประเด็นเหล่านี้ จึงมักต้องใช้การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์อย่างรอบคอบ เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างผลดีและผลเสียต่อการแข่งขัน เช่น การควบรวมกิจการอาจทำให้การแข่งขันลดลง เนื่องจากจำนวนผู้เล่นในตลาดน้อยลง แต่การควบรวมเดียวกันนั้น อาจก่อให้เกิดประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนหรือการเพิ่มการลงทุน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์สามารถช่วยชั่งน้ำหนักระหว่างข้อดีและข้อเสีย ช่วยทำความเข้าใจสภาพของตลาด และประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงของการบังคับใช้กฎหมายที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป และคุ้มครองการแข่งขันโดยไม่กระทบต่อการดำเนินการทางธุรกิจตามปกติ

การที่ iRobot ยื่นล้มลายในเดือนธันวาคม 2568 หลังคณะกรรมาธิการยุโรปสั่งห้ามการเข้าซื้อกิจการโดย Amazon ในปี 2567  จุดชนวนให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับการวิเคราะห์การควบรวมในครั้งนั้น คณะกรรมาธิการให้เหตุผลว่า การเข้าซื้อกิจการดังกล่าว “อาจลดการแข่งขันในตลาด[เครื่องดูดฝุ่นหุ่นยนต์]”  นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าคำสั่งห้ามเข้มงวดเกินไป ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองว่าคำสั่งห้ามนั้นเหมาะสม เนื่องจากเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ Amazon อาจใช้อำนาจเหนือตลาดกีดกันคู่แข่ง ไม่ว่ามุมมองจะเป็นอย่างไร กรณี iRobot / Amazon สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนในการประเมินผลกระทบของการควบรวม และตอกย้ำความสำคัญของการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนหลักการและหลักฐานในการพิจารณาการควบรวม และประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้า

การแข่งขันทางการค้าที่มีประสิทธิภาพช่วยสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันให้กับผู้ประกอบการในตลาด และทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบการที่มีราคาที่แข่งขันได้ คุณภาพสูง และบริการดี ดังนั้น ความพยายามของประเทศไทยในการยกระดับกฎหมายการแข่งขันทางการค้าย่อมก่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค และเสริมแรงจูงใจของผู้ประกอบการให้แข่งขันอย่างตรงไปตรงมา

แม้การปรับปรุงกฎหมายการแข่งขันทางการค้าจะมีความสำคัญ แต่การบังคับใช้กฎหมายอย่างสม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ที่รอบคอบและมีคุณภาพสูงช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน เป็นการคุ้มครองการแข่งขันโดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจที่ชอบธรรม

ทีมงานทางด้านการแข่งขันทางการค้าของ BRG ประกอบด้วยนักเศรษฐศาสตร์ที่มีประสบการณ์ทำงานทั้งในเอเชีย  ยุโรป และสหรัฐฯ รวมถึงทีมงานประจำที่กรุงเทพฯ เพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ หน่วยงานกำกับดูแล และผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ด้วยการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันทางการค้า ซึ่งมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คำชี้แจง (Disclaimer): ความคิดเห็นที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้เป็นความเห็นของผู้เขียนเท่านั้น และไม่ได้สะท้อนถึงความคิดเห็นของ BRG หรือพนักงานและผู้เกี่ยวข้องกับ BRG ข้อมูลที่ให้ไว้ในเอกสารนี้ไม่มีวัตถุประสงค์และไม่ถือเป็นคำแนะนำหรือบริการด้านกฎหมาย การบัญชี ภาษี หรือคำปรึกษาวิชาชีพอื่น ๆ และการเผยแพร่ข้อมูลนี้หรือการที่ท่านส่งอีเมลหรือข้อความอื่นมายังเรา มิได้ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้ากับ BRG แต่อย่างใด ข้อมูลใด ๆ ที่ปรากฏในเอกสารนี้ไม่ควรใช้แทนการปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในสาขาที่เกี่ยวข้อง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ชาไทยบุกตลาดโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ที่ไร่สิงห์ปาร์ค จังหวัดเชียงราย เรื่องราวของ “ชาบุญรอด” เริ่มต้นจากความมุ่งมั่นของผู้บริหารรุ่นใหม่ ที่ต้องการหาพืชที่เหมาะสมให้ชาวไทยภูเขาปลูกทดแทนฝิ่นที่เป็นสารเสพติดร้ายแรง และต่อยอดธุรกิจของบรรพบุรุษ โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

                    ทายาทของพระยาภิรมย์ภักดี ผู้ก่อตั้งเบียร์สิงห์ มองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังตลาดเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ จึงตัดสินใจศึกษาและพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “ใบชา” ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วโลก

                    ด้วยความมุ่งมั่นและความคิดสร้างสรรค์ ผู้บริหารของบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ เดินทางไปทั่วโลกเพื่อศึกษาและคัดสรรชาพันธุ์ดี เริ่มจากประเทศจีน ดินแดนต้นกำเนิดชา เช่น “ชาอู่หลง” รสชาติหอมหวานละมุน และ “ชาผู่เออร์” ชาสมุนไพรที่มีสรรพคุณเป็นเลิศ จากนั้นก็เดินทางไปยังศรีลังกา พบกับ “ชาซีลอน” รสชาติเข้มข้น ต่อมาก็บินไปญี่ปุ่น ดินแดนแห่งพิธีชงชา ที่ได้สัมผัสกับ “ชาเขียวมัทฉะ” ที่ชาวญี่ปุ่นนิยมดื่มกันทุกวัน แล้วก็เดินทางไปยังอินเดีย เพื่อค้นหากิ่งพันธุ์ “ชาดาร์จีลิง” และ “ชาอัสสัม” รสชาติเยี่ยม

                   ไร่สิงห์ปาร์คที่เชียงราย รวบรวมชาพันธุ์ดีจากทั่วทุกมุมโลก นำมาทดลองปลูก โดยใช้ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมา ผนวกกับเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อให้ได้ชาที่มีคุณภาพสูงสุด แต่การทำไร่ชาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ชาบางพันธุ์เกิดโรคและแมลงรบกวน ทำให้ผลผลิตเสียหาย นอกจากนี้ยังมีอุปสรรคอื่น ๆ อีกมากที่ต้องเผชิญ

                   แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความพยายาม ไม่ย่อท้อ เรียนรู้และปรับปรุงวิธีการปลูก และคั่วใบชา อย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดกิจการของชาบุญรอดก็เติบโตอย่างงดงาม ให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และขยายผลไปสู่การสร้างรายได้ให้กับชุมชนชาวเขาที่หันมาปลูกชาแทนการปลูกฝิ่น

                    นอกจากนี้ สิงห์ปาร์คยังได้นำใบชามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย เช่น ชาชงใส่ซองสำเร็จรูป ชาสมุนไพรผสมมะกรูดและกานพลู ไอศกรีมชาเขียว ขนมปังกรอบรสชา และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่หลากหลาย

                    ผลิตภัณฑ์ชาบุญรอดได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ด้วยคุณภาพที่ได้มาตรฐานและราคาที่เข้าถึงได้ นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสิงห์ปาร์คนิยมซื้อชาบุญรอดเป็นของฝาก เรื่องราวของ “ชาบุญรอด” กลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่มีความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

                    ความสำเร็จของ “ชาบุญรอด” ได้ขยายต่อไปโดยร่วมมือกับ บริษัทมารูเซ็น จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อ “ถ่ายโอนเทคโนโลยี” การผลิตใบชาญี่ปุ่น จากจังหวัดชิซูโอกะ มายังผืนดินไทยที่เชียงราย จนกลายเป็นกรณีศึกษาระดับโลกที่น่าสนใจในการยกระดับสินค้าเกษตรไทยสู่ระดับสากล

                    หัวใจสำคัญที่ทำให้ชาบุญรอด-มารูเซ็นแตกต่างจากชาอื่น คือการใช้เทคนิค “การพรางแสง” (Shading) ซึ่งเป็นเคล็ดลับระดับสูงของญี่ปุ่น โดยนำตาข่ายสีดำมาคลุมต้นชาก่อนการเก็บเกี่ยวประมาณ 7-20 วัน เพื่อลดกระบวนการสังเคราะห์แสง ส่งผลให้ใบชาสร้างคลอโรฟิลล์มากขึ้นจนมีสีเขียวเข้ม เพิ่มสารที่ให้รสอร่อย “อูมามิ” (Umami) และความหวานนุ่มนวล ลดความฝาด การเอาชนะข้อจำกัดด้านสภาพอากาศนี้ทำให้ชาบุญรอดจากเชียงรายมีรสชาติใกล้เคียงกับชาชั้นดีเยี่ยมจากญี่ปุ่นแท้ๆ

                    ในการก้าวขึ้นสู่เวทีโลก ชาบุญรอด-มารูเซ็นต้องเผชิญหน้ากับยักษ์ใหญ่ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การวิเคราะห์เปรียบเทียบจะทำให้เห็นตำแหน่งแห่งที่ของชาไทยได้ชัดเจนขึ้น   โดยท้าชนกับอิทธิพลญี่ปุ่น ที่ขึ้นชื่อเรื่องความสด  และกลิ่นเขียวเหมือนหญ้าตัดใหม่ ชาบุญรอด-มารูเซ็นใช้ระบบโรงงานระบบปิดและเทคนิคการ “นึ่งใบชา”  ทันทีหลังเก็บเกี่ยวภายในไม่กี่ชั่วโมง เพื่อหยุดการทำงานของเอนไซม์ ทำให้ชาบุญรอด-มารูเซ็นมีคุณภาพทัดเทียมกับชาญี่ปุ่นจนสามารถส่งกลับไปขายในตลาดญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อว่า “เข้มงวดที่สุดในโลก” ได้สำเร็จ

                    ในขณะที่ ชาดารจีลิ่ง (Darjeeling): ของอินเดียเน้นกลิ่นหอมดอกไม้ จากสภาพอากาศบนเทือกเขาสูง แต่ ชาบุญรอด-มารูเซ็นเลือกทางเดินที่ต่างออกไป โดยเน้นความนุ่มลึกของเนื้อสัมผัส และความสดชื่นแบบเอเชียตะวันออก เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการความผ่อนคลายมากกว่าความซับซ้อน

                    การควบคุมคุณภาพให้คงที่ทำได้ยากในระดับอุตสาหกรรม ชาบุญรอด-มารูเซ็นจึงใช้เทคโนโลยีเข้ามาจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่าชาทุกล็อตมีมาตรฐานเดียวกัน นี่คือจุดแข็งที่ทำให้แบรนด์ไทยได้รับความไว้วางใจในตลาดร้านอาหารระดับโลก

                    ศรีลังกาสร้างชื่อจากชาแดง (Black Tea) ที่เข้มข้น ชาบุญรอด-มารูเซ็นนำบทเรียนนี้มาใช้ในแง่ของการสร้าง “ภาพลักษณ์แหล่งกำเนิด” โดยการชูชื่อ “เชียงราย” ให้เป็นหมุดหมายใหม่ของชาเขียวคุณภาพสูง เพื่อเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรม

                    ความลับของความอร่อยที่ชาบุญรอด-มารูเซ็นถือครองคือ “ห่วงโซ่ความเย็นและความเร็ว” ใบชาที่ผ่านการคัดสรรจะถูกลำเลียงเข้าสู่กระบวนการผลิตที่มีการควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ การมี ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นประจำการอยู่ที่เชียงรายเพื่อคอยตรวจสอบค่าสี กลิ่น และรสสัมผัส ในทุกขั้นตอน เปรียบเสมือนการนำเข้านวัตกรรมที่มีชีวิต ซึ่งช่วยปิดช่องว่างด้านประสบการณ์ที่ไทยเคยตามหลังชาติมหาอำนาจชามานานนับศตวรรษ

                    การที่ชาบุญรอด-มารูเซ็นสามารถยืนหยัดบนเวทีโลกได้ ไม่ใช่เพียงเพราะการมีเงินทุนที่หนา แต่คือการ “พิสูจน์ผ่านคุณภาพ” ว่าชาเขียวที่ดีไม่จำเป็นต้องมาจากญี่ปุ่นเสมอไป และความละเมียดละไมไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในประวัติศาสตร์พันปี ความสำเร็จนี้คือการส่งสัญญาณว่าไทยพร้อมแล้วที่จะเป็น “ผู้เล่นระดับพรีเมียม” ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มโลก โดยใช้วิธีการผสมผสาน ระหว่างทรัพยากรท้องถิ่นที่อุดมสมบูรณ์และเทคโนโลยีระดับโลกเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

                    เรื่องของชาบุญรอดนี้เป็นตัวอย่างของการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10  เรื่อง การชวนขวายช่วยเหลือกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย)  เพราะเป็นการ สร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับประเทศไทย  ช่วยชุมชนชาวเขา และช่วยเหลือสังคมให้พ้นจากวงจรยาเสพติด อุทิศแรงกายแรงใจพัฒนาท้องถิ่นถิ่นทุรกันดารให้กลายเป็นแหล่งเกษตรชั้นดีซึ่งเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ต่อส่วนรวม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อคนหูหนวกไปเยี่ยมคนป่วย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อคนหูหนวกไปเยี่ยมคนป่วย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เมื่อคนหูหนวกไปเยี่ยมคนป่วย

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                 กาลครั้งหนึ่ง  ที่ประเทศเปอร์เซีย   มีคนหูหนวกคนหนึ่ง ได้ข่าวว่าเพื่อนสนิทของเขาล้มป่วยหนัก แม้ว่าเขาจะเป็นคนหูหนวกที่ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่คิดว่าตามมารยาทแล้ว เขาควรจะไปเยี่ยมเพื่อนที่บ้านเพื่อแสดงความห่วงใย

                 เขากังวลว่า “ฉันเป็นคนหูหนวก ถ้าเขาพูดอะไรมา  ฉันคงไม่ได้ยิน แล้วจะคุยกันรู้เรื่องได้อย่างไร?” 

                 แต่แล้วคนหูหนวก ก็คิดแผนการอันชาญฉลาดขึ้นมาได้  โดยตัดสินใจว่าเขาจะ “คาดเดา” คำตอบล่วงหน้า โดยประเมินจากบทสนทนาปกติที่คนเยี่ยมไข้คุยกัน

                 คนหูหนวกวางแผนในหัวไว้ดังนี้:

คำถาม:  “เป็นอย่างไรบ้าง?”… คำตอบที่คาดไว้: “ดีขึ้นแล้ว” หรือ “สบายดี”

                 เขาจะตอบว่า: ”  ดีจริงๆ  ยินดีด้วยนะ”

คำถาม: “กินอะไรเป็นอาหารล่ะ?” คำตอบที่คาดไว้: “ข้าวต้ม” หรือ “อาหารอ่อนๆ”

                 เขาจะตอบว่า: “ดีมากเลย ของแบบนี้มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก กินเข้าไปเยอะๆ ทุกวันนะ”

คำถาม: “หมอพวกไหนมาดูแลล่ะ?”  คำตอบที่คาดไว้: “หมอชื่อ…”

เขาจะตอบว่า: “พวกนี้ฝีมือเยี่ยมจริงๆ! อีกไม่นานทุกอย่างจะเรียบร้อย”

เมื่อเตรียมการเสร็จ   ชายหูหนวกก็รีบเดินทางไปยังบ้านของเพื่อนด้วยความมั่นใจ

                 เมื่อไปถึงที่เตียงผู้ป่วย เพื่อนคนนั้นกำลังเจ็บปวดอย่างรุนแรงและอารมณ์ไม่ดีเอาเสียเลย

ชายหูหนวกถาม: “รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
เพื่อน (ตอบด้วยความหงุดหงิด): “ฉันป่วยหนักมาก กำลังจะตายอยู่แล้ว!”
ชายหูหนวก (ยิ้มแย้ม): “ดีจริงๆ    ยินดีด้วยนะ “

เพื่อนถึงกับอึ้งและโกรธจัด แต่ชายหูหนวกไม่รู้เรื่อง เขาถามต่อตามแผน

ชายหูหนวกถาม: “แล้วกินอะไรเป็นอาหารล่ะ?”
เพื่อนบ้าน (ตะคอก): “กินยาพิษน่ะสิ!”
ชายหูหนวก (พยักหน้า): “ดีมากเลย สิ่งนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก กินเข้าไปเยอะๆ ทุกวันนะ”

เพื่อนโกรธจนตัวสั่น    แล้วชายหูหนวก พูดด้วยคำถามสุดท้าย

ชายหูหนวกถาม: “แล้วหมอคนไหนมาดูแลเพื่อนล่ะ?”
เพื่อนบ้าน (ตะโกน): “มัจจุราช และยมพบาล น่ะสิที่มาหาข้า!”
ชายหูหนวก (ยิ้ม): “พวกนี้ฝีมือเยี่ยมจริงๆ! อีกไม่นานทุกอย่างจะเรียบร้อย”

              ชายหูหนวกเดินออกจากบ้านมาด้วยความอิ่มเอมใจ คิดว่าตนเองได้ทำหน้าที่เพื่อนบ้านที่ดีและปลอบประโลมผู้ป่วยได้อย่างยอดเยี่ยม   ในขณะที่เพื่อนบ้านที่ป่วยแทบจะกระโดดลงจากเตียงคนไข้   มาทำร้ายเขาด้วยความแค้น

              การกระทำของชายหูหนวก เป็นความพยายามทำความดี  (เวยยาวัจจมัย)ตามหลักบุญกิริยาวัตถุ ในพุทธศาสนา  แต่เพราะ ความประมาทไม่รอบคอบ ทำให้เกิดผลในทางกลับกัน

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “การทำความดี หรือประสงค์ดีอย่างไม่รอบคอบ  หรือคิดเอาเอง   หรือ คิดแต่งเรื่องขึ้นเอง    อาจจะเป็นการทำร้าย     ทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดหรือโกรธแค้นได้”  

              เรียบเรียงจากนิทานโบราณของเปอร์เซียโบราณหลายร้อยปี   เรื่อง  เมื่อชายหูหนวกไปเยี่ยมเพื่อนที่ป่วย The Deaf Man Visiting a Sick Neighbor  โดย รูมิ Rumi

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     ในยุคที่กระแสแฟชั่นต่างประเทศครองเมือง กระเป๋าแบรนด์เนมหรูแต่ละใบอาจมีราคาสูงลิ่วกว่าแสนบาท สถานการณ์นี้ทำให้เราตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไรจึงจะชักชวนให้คนไทยหันมานิยมใช้กระเป๋าจักสานไทย?”

                      กระเป๋าจักสานไทยมีราคาเพียงหลักพันบาท แต่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรม ด้วยฝีมือแท้ และ ใช้งานจริงไม่ต่างจากกระเป๋าแบรนด์เนม หากได้รับการออกแบบให้ทันสมัยและเข้าถึง ให้ซื้อหา ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมการรณรงค์ให้เห็นถึงคุณค่าในทุกเส้นสาน ที่ช่างฝีมือทำขึ้นด้วยความอดทนและความประณีต ตั้งแต่การลุยน้ำเก็บผักตบชวามาตากแดด ไปจนถึงการเหลาลำไม้ไผ่ให้บางดุจเส้นผมเพื่อสานเป็นลวดลายงดงาม

                      เครื่องจักสานนั้น  ถือเป็นหนึ่งในประดิษฐ์กรรมแรกเริ่มของมนุษยชาติ และเป็นมรดกทางปัญญาที่สืบทอดมาหลายพันปี โดยมีหลักฐาน แสดงให้เห็นรอยลวดลายจักสาน ซึ่งใช้เป็นโครงทำเครื่องปั้นดินเผาอายุกว่า 3,000 ปีที่แหล่งโบราณคดี บ้านเชียง จ.อุดรธานี

                      วัสดุที่ใช้จักสานส่วนใหญ่ได้จากธรรมชาติ เช่น ไม้ไผ่ หวาย ย่านลิเภา กระจูด ผักตบชวา ใบลาน หรือแม้แต่เส้นเงินและทองคำ ถึงแม้จะมีการใช้เส้นพลาสติกเพื่อผลิตสินค้าราคาถูกในปัจจุบัน แต่คุณค่าของงานจักสานแท้จากวัสดุธรรมชาติยังคงเป็นที่ยอมรับและชื่นชมทั่วโลก

                      ผลิตภัณ์จักสานไทยที่มีชื่อเสียง กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค เช่น

ภาคกลาง: บางเจ้าฉ่า จ.อ่างทอง, ท่างาม/ชีน้ำร้าย จ.สิงห์บุรี, พนัสนิคม จ.ชลบุรี, นครชัยศรี จ.นครปฐม, บางปะหัน จ.อยุธยา
ภาคใต้: นาเคียน จ.นครศรีธรรมราช, ควนขนุน จ.พัทลุง
ภาคเหนือ: บ้านบัว จ.พะเยา, งาว จ.ลำปาง, สารภี จ.เชียงใหม่
ภาคอีสาน: บ้านแพง จ.มหาสารคาม, ธาตุพนม จ.นครพนม

                     ผลิตภัณฑ์จักสานไม่ได้มีเพียงตะกร้าหรือกระจาด แต่ยังรวมถึงหมวก รองเท้า เสื่อ กระติ๊บข้าว และเครื่องมือดักปลา เช่น ลอบและไซ

                     สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงให้การสนับสนุนและทรงใช้เครื่องจักสานไทยในพระราชกรณียกิจเสมอมา ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและรายได้แก่ช่างฝีมือไทยทั่วประเทศ นับเป็นพลังแห่งการส่งต่อความดี

                     เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2568 มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทยและชมรมเสมาพัฒนาชีวิต ได้ทำการช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ ต.ชีน้ำร้าย อ.อินทร์บุรี จ.สิงห์บุรี ด้วยวิธีการแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร โดยไม่ได้แจกถุงยังชีพที่มีข้าวสารอาหารแห้งอย่างที่นิยมทำกันเป็นประจำ แต่ได้ใช้เงินของมูลนิธิ ไปซื้อกระเป๋าจักสานไม้ไผ่ หวาย และผักตบชวาจากชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วม จำนวน 126 ใบ รวมมูลค่ากว่าหนึ่งแสนบาท แล้วนำไปมอบเป็นของสมณาคุณฟรีแก่ผู้บริจาคหัวใจให้สภากาชาดไทยในกิจกรรม “ดอกไม้แห่งความดี ถวายพระพันปีหลวง” ที่ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์  ทำให้เงินก้อนเดียวทำบุญได้สามทอด  คือเพิ่มรายได้ให้คนน้ำท่วม ช่วยชีวิตคนโรคหัวใจ และได้ทำบุญ ถวายพระพันปีหลวง

                    นอกจากนี้ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตยังได้จัดทำวิดีโอประชาสัมพันธ์ชื่อ “ช่วยชาวบ้านจากน้ำท่วม ช่วยกันซื้อกระเป๋าจักสาน” (Help the Villagers affected by the floods by buying woven bags) เผยแพร่ผ่าน YouTube เพื่อสื่อสารคุณค่าของงานศิลปะไทยสู่ระดับสากล โดยคาดหวังว่าอาจจะมีคำสั่งซื้อกระเป๋าจักสานไทยจากลูกค้าต่างประเทศ 
                    รับชมวิดีโอได้ที่นี่  : https://www.youtube.com/watch?v=hcLQHC_-E8g

                    การเลือกซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์จักสานไทย ไม่เพียงเป็นการได้ครอบครองของใช้สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติไทย ส่งเสริมอาชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วม และเป็นการทำความดีตามหลัก “เวยยาวัจจมัย” ของบุญกิริยาวัตถุ คือการขวนขวายช่วยเหลือในกิจการงานที่ควรทำ

                     ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมกัน “รักเมืองไทย ใช้ของไทย ซื้อกระเป๋าจักสานไทย” เพื่อรักษาเอกลักษณ์ที่ดีงามของชาติให้คงอยู่สืบไป