บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมู่บ้านหัวสูง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมู่บ้านหัวสูง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมู่บ้านหัวสูง

วันอังคาร ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.05 น.

                     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีหมู่บ้านหนึ่งชื่อว่า หมู่บ้านศิลาสูง ชาวบ้านที่นี่มีลักษณะประหลาดคือทุกคนจะ “หัวสูง” เดินเชิดหน้า หยิ่งผยอง ไม่ช่วยเหลือหรือก้มหัวให้ใคร เพราะพวกเขาเชื่อว่าการก้มหัวคือความอ่อนแอ ใครที่ก้มหัวต่ำที่สุดจะถูกถือว่าเป็นคนชั้นต่ำ

                     วันหนึ่ง มีงานเทศกาลประจำปีซึ่งมีรางวัลใหญ่คือ “เพชรสุริยา” ที่ซ่อนอยู่ในถ้ำลึกหลังหมู่บ้าน กติกามีเพียงข้อเดียวคือ: “ใครที่นำเพชรออกมาได้คนแรก จะได้เป็นเจ้าเมืองคนต่อไป”

                     ตัวเต็งของการแข่งขันครั้งนี้คือ “ขุนทอง” ชายหนุ่มที่ตัวสูงที่สุดและเชิดหน้าเก่งที่สุดในหมู่บ้าน เขาหัวเราะเยาะ “เปี๊ยก” เด็กวัดตัวเล็กๆ ที่ชอบไหว้ผู้ใหญ่และก้มตัวเดินอย่างอ่อนน้อม

                    “เปี๊ยกเอ๋ย… หลังแกค่อมและตัวเล็กแบบนั้น จะไปมองเห็นชัยชนะที่อยู่สูงส่งได้ยังไง?” ขุนทองถากถาง

                     เมื่อเริ่มการแข่งขัน ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปในถ้ำ ขุนทองเดินเชิดหน้าอย่างสง่างาม แต่ทันใดนั้นเขาก็ต้องหยุดกึก! เพราะทางเข้าถ้ำนั้น “ต่ำลงเรื่อยๆ”

                     ทางเดินในถ้ำไม่ได้เตี้ยเพราะเพดานต่ำ แต่เป็นเพราะมี “ยักษ์”  นับร้อยห้อยตัวลงมาจากเพดาน ยักษ์เหล่านั้นมีหน้าตาบึ้งตึง

ขุนทองและพวกพ้อง: พยายามเดินเชิดหน้าเหมือนเดิม ผลคือยักษ์เหล่านั้นพุ่งเข้าใส่ทันทีที่พวกเขายืดตัวตรง “อ๊าก! ทำไมมันโจมตีเราล่ะ?” ขุนทองต้องถอยกรูดออกมาเพราะยักษ์เหล่านั้นจะขยับเข้าหาคนที่ “ตัวสูง” เท่านั้น
เปี๊ยก: เขาสังเกตเห็นคำจารึกที่พื้นถ้ำ (ที่คนอื่นมองไม่เห็นเพราะมัวแต่แหงนหน้า) เขียนไว้ว่า: “ผู้ที่ลดตัวลงต่ำ คือผู้ที่จะอยู่รอดเหนือใคร”

                    เปี๊ยกไม่ได้แค่ก้มตัว แต่เขานึกถึงคำสอนในบุญกิริยาวัตถุ 10 เรื่อง อปจายนมัย แปลว่าการอ่อนน้อม ซึ่งไม่ได้แปลว่ายอมแพ้ แต่คือการเปิดใจและให้เกียรติสถานที่ เขาจึงคุกเข่าและคลานอย่างสุภาพ ทำให้ยักษ์เหล่านั้น “ยิ้ม” และเปิดทางให้เขาอย่างน่าอัศจรรย์

                    เมื่อเปี๊ยกไปถึงห้องโถงสุดท้าย เขาพบกับ ราชายักษ์ที่เฝ้าสมบัติ ยักษ์ตนนี้ไม่มีตา แต่มีหูที่ไวมาก!

                    ขุนทองที่แอบตามมาข้างหลัง พยายามจะกระโดดสูงคว้าเพชรที่วางอยู่บนหิ้งสูง แต่ยิ่งเขากระโดด หิ้งนั้นก็ยิ่งสูงขึ้นไปอีก เพราะหิ้งนั้นทำงานด้วยกลไก “แรงทิฐิ” ยิ่งอวดดี สมบัติยิ่งห่างไกล

                    ส่วนเปี๊ยกตัวเล็กนั้น ไม่ได้กระโดดสูงเหมือนขุนทอง เขาเดินเข้าไปหายักษ์แล้ว “กราบ” ลงกับพื้นอย่างนอบน้อม ทันทีที่เข่าและมือสัมผัสพื้น… กลไกป้องกันทั้งหมดหยุดกึก! หิ้งที่สูงเสียดฟ้าค่อยๆ เลื่อนลงมาวางตรงหน้าเปี๊ยกเองโดยที่เขาไม่ต้องออกแรงกระโดดเลยสักนิด

                    ยักษ์เอ่ยขึ้นว่า: “เจ้าเป็นคนเดียวที่ไม่ได้มาเพื่อ ‘เหนือ’ กว่าคนอื่น แต่อ่อนน้อมเพื่อ ‘เรียนรู้’ จากทุกสิ่ง  ข้ายกให้ เพชรเหล่านี้เป็นของเจ้า”

                    การอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย) ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ไม่ใช่การทำให้ตัวเองดูต่ำต้อย แต่เป็นการ “ลดความหยิ่งผยอง” เพื่อให้มองเห็นทางที่คนอวดดีมองข้ามไป เหมือนกับเปี๊ยกตัวเล็กที่มองเห็นคำสอนบนพื้นดิน ในขณะที่คนอื่นตัวสูงคอยาว มัวมองแต่ด้านบนจนเดินตกหลุมด้านล่างที่เป็นอันตราย

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ เล่าปี่ผู้อ่อนน้อม

วันจันทร์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   ในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนานของแผ่นดินจีน สมัยสามก๊ก พ.ศ. 763-823 ราวพันปีก่อนการตั้งประเทศไทย มีเหตุการณ์หนึ่งที่ถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ใช่ในฐานะชัยชนะบนสมรภูมิรบ แต่เป็นชัยชนะเหนือใจคน นั่นคือเรื่องราวของ “เล่าปี่” ผู้นำที่เปี่ยมด้วยบารมี กับความมานะพยายามในการไปเชิญตัว “ขงเบ้ง” ยอดนักปราชญ์ออกจากกระท่อมหญ้าบนเขาโงลังกั๋ง มาเป็นที่อาจารย์ปรึกษา

                   ในวันที่แผ่นดินลุกเป็นไฟ เล่าปี่ตระหนักดีว่า “กองทัพที่แข็งแกร่งยังไม่สู้หนึ่งปัญญาที่ปราดเปรื่อง” เมื่อเขาทราบข่าวว่ามีบัณฑิตหนุ่มผู้มีความสามารถเร้นกายอยู่บนภูเขาสูง เขาจึงไม่ลังเลที่จะออกเดินทางไปหา แม้หนทางจะทุรกันดารเพียงใดก็ตาม

                   ครั้งแรกที่ไปถึง เล่าปี่พบเพียงความว่างเปล่า ขงเบ้งไม่อยู่บ้าน แทนที่จะโกรธเคือง เขากลับฝากถ้อยคำที่เปี่ยมด้วยความเคารพไว้

                   ครั้งที่สอง เขาฝ่าพายุฝน ที่หนาวเหน็บจนร่างกายสั่นเทิ้ม เพียงเพื่อจะพบว่าขงเบ้งยังไม่ออกมารับแขก

                   จนกระทั่งครั้งที่สาม เมื่อไปถึง ขงเบ้งกำลังนอนกลางวันอยู่ เล่าปี่สั่งให้ผู้ติดตามรออยู่ด้านนอก ส่วนตัวเขานั้นยืนกุมมือสำรวม รออยู่ตรงบันไดเรือนอย่างสงบนิ่งนานนับชั่วโมงท่ามกลางอากาศเย็นเยือก โดยไม่ยอมให้ใครปลุกขงเบ้ง

                  เมื่อขงเบ้งลืมตาตื่นขึ้นมา พบกับชายผู้สูงศักดิ์ที่ยืนรอด้วยความนอบน้อมดั่งศิษย์รออาจารย์ หัวใจของนักปราชญ์ที่เคยตั้งมั่นว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกภายนอกก็ละลายลงทันที ขงเบ้งยอมก้าวออกจากกระท่อมหญ้าเพื่อมาช่วยเล่าปี่สร้างอาณาจักร จ๊กก๊กจนกลายเป็นหนึ่งในสามคานอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสามก๊ก

                   นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความอ่อนน้อมถ่อมตน (อปจายนมัย)ในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ นั้น ไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือ “อำนาจที่อ่อนโยน” เล่าปี่สอนเราว่า ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ไม่ใช่คนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้วมองลงมา แต่คือคนที่กล้าจะโน้มตัวลงไปหาผู้มีปัญญา ความสำเร็จที่ยั่งยืนมักไม่ได้มาจากคำสั่งที่ดุดัน แต่มาจากกิริยาที่ให้เกียรติและการรู้จักวาง “ตัวตน” ลงเพื่อรับเอา “โอกาส” ที่ยิ่งใหญ่กว่าเข้ามาในชีวิต

                   “รวงข้าวที่เมล็ดเต็มเต่งมักจะโน้มรวงลงต่ำเสมอ เช่นเดียวกับผู้ที่มีความรู้และคุณธรรมเพียบพร้อม ย่อมแสดงออกด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้อื่น”

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กุหลาบกับกระบองเพชร

วันอาทิตย์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     กาลครั้งหนึ่ง ที่ทวีปแอฟริกา ในสวนดอกไม้ที่สวยที่สุดของบ้านหลังหนึ่ง มี ดอกกุหลาบสีแดง ดอกใหญ่ในกระถาง ชูดอก อวดกลีบที่เรียงซ้อนกันอย่างประณีต ทุกเช้าที่มีน้ำค้างเกาะบนใบ กุหลาบจะรู้สึกว่า ตัวเองเป็นราชินีดอกไม้ที่สวยที่สุดในโลก แต่ข้างๆ กระถางของกุหลาบ มี ต้นกระบองเพชร ต้นเตี้ยม่อต้อ ผิวสีเขียวเข้มขรุขระ แถมยังมีหนามแหลมคมดูน่ากลัวตั้งอยู่

                     ทุกๆ วัน ดอกกุหลาบมักจะบ่นพึมพำให้ดอกไม้อื่นๆ ฟังว่า “โอ๊ย… ทำไมเจ้าของบ้านถึงเอาต้นไม้น่าเกลียดแบบกระบองเพชรนี้มาวางข้างๆ ฉันนะ ดูสิ ผิวก็ขรุขระ หนามก็เยอะแยะไปหมด ใครมาเห็นเข้าจะพลอยทำให้ฉันดูแย่ไปด้วย!”

                     ต้นกระบองเพชรได้ยินก็ได้แต่ยิ้มเงียบๆ แล้วตอบกลับด้วยเสียงสุภาพว่า “พี่กุหลาบจ๋า ธรรมชาติให้ฉันมีรูปร่างแบบนี้ ก็เพื่อให้ทนความแห้งแล้งได้ยังไงล่ะ”

                     กุหลาบสะบัดหน้าหนีแล้วพูดว่า “หึ! ข้ออ้างของพวกสกปรกน่ะสิ ฉันน่ะสวยและมีกลิ่นหอม ใครๆ ก็อยากเข้าใกล้ ไม่เหมือนนายหรอก!”

                     วันเวลาผ่านไป เข้าสู่ “ฤดูร้อน” แดดเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ จนพื้นดินแห้งผาก ฝนไม่ตก และเจ้าของบ้านต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหลายวัน ทำให้ไม่มีใครมารดน้ำต้นไม้เลย

                     ดอกกุหลาบ ที่เคยสวยงาม เริ่มคอตก กลีบดอกสีแดงสดเริ่มแห้งเหี่ยวและร่วงโรย รู้สึกหิวน้ำจนแทบจะยืนต้นไม่ไหว

                     แต่ต้นกระบองเพชร กลับยังคงดูแข็งแรงและสดชื่นเหมือนเดิม เพราะได้สะสมเก็บกักน้ำไว้ในลำต้นที่อวบอิ่ม

                     วันหนึ่ง กุหลาบมองเห็น นกกระจอก บินมาเกาะที่ต้นกระบองเพชร แล้วใช้ปากจิกเข้าไปในลำต้นเบาๆ เพื่อดื่มน้ำคลายร้อน กุหลาบรู้สึกแปลกใจมากที่เห็นน้ำไหลออกมาจากต้นไม้ที่ดูแห้งแล้งต้นนั้น

                     ด้วยความหิวน้ำจนทนไม่ไหว กุหลาบจึงรวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยปากด้วยเสียงแผ่วเบา “น้องกระบองเพชร… พี่ขอโทษที่เคยพูดจาไม่ดีกับเธอนะ ตอนนี้พี่หิวน้ำมากจนจะตายอยู่แล้ว เธอพอจะแบ่งน้ำให้พี่บ้างได้ไหม?”

                     กระบองเพชรไม่ได้นึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขาตอบอย่างใจดีว่า “ได้สิครับพี่กุหลาบ เราเป็นเพื่อนบ้านกันนี่นา พี่เอารากของพี่ มาแตะที่รากของผมนะ ผมจะแบ่งความชุ่มชื้นไปให้”

                     กระบองเพชรแบ่งปันน้ำที่เขาสะสมไว้ให้กุหลาบ จนกุหลาบเริ่มกลับมาสดชื่นและมีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทั้งสองกลายเป็นเพื่อนรักกันนับตั้งแต่นั้นมา และกุหลาบก็ไม่เคยดูถูกใครที่รูปภายนอกไม่สวยงามอีกเลย

                     นิทานนี้ เกี่ยวข้องกับบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3 ภาวนามัย ในการขัดเกลาใจให้สะอาด ตรงที่ แต่เดิมนั้น ดอกกุหลาบมีความหลงตน ถือตัวและอคติ คิดแต่ความงามภายนอกและดูแคลนผู้อื่น แต่เมื่อกุหลาบเผชิญวิกฤติ และได้รับความเมตตาจากกระบองเพชรแบ่งน้ำไปให้ จึงเกิดปัญญาความรู้แจ้ง ด้วยการการตื่นรู้ ยอมรับผิดขอโทษ กุหลาบได้รู้ความจริงว่าความสวยงามภายนอกนั้นเปราะบาง คุณค่าแท้จริงอยู่ที่น้ำใจภายใน และเข้าใจว่าทุกสิ่งต้องพึ่งพาอาศัยกัน

                    นิทานเรื่องนี้สอนรู้ว่า: “น้ำใจจะทำให้เรามีเพื่อนที่ดี คนที่เราคิดว่าไม่สวยไม่หล่อ อาจจะเป็นคนที่มีน้ำใจและเก่งที่สุดในยามคับขันก็ได้”

                    เรียบเรียงจากนิทานแอฟริกัน เรื่อง ดอกกุหลาบกับกระบองเพชร (The Rose and the Cactus) สอนเรื่องการพึ่งพาอาศัย และให้อภัยต่อกัน

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ การตูนเจ็ดตัวต้องคำสาป

วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                ที่ประเทศเยอรมนีอันกว้างใหญ่ น้องหมีน้ำผึ้งอาศัยอยู่กับครอบครัวของเธอ วันหนึ่งพี่ชายพี่สาวหมีทั้ง 7 ของเธอ ซึ่งรักการผจญภัยและชอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์อย่างมาก ได้หายตัวไปอย่างลึกลับ ครูนกฮูกบอกว่าพี่ๆ ของเธอถูกสาปโดยแม่มดไวรัส ให้กลายเป็นตัวการ์ตูน และจับตัวไปขังไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ ออกมาไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจออกเดินทางไปในโลกอินเทอร์เน็ต เพื่อช่วยพี่ๆ ให้กลับคืนร่างเดิม

               น้องหมีน้ำผึ้งเริ่มต้นการเดินทางด้วยการขอความช่วยเหลือจากเพื่อนๆ สุดรักของเธอ ได้แก่ ช้างก้านกล้วย ฮิปโปหมูเด้ง และหมีแพนด้าหลินฮุ่ย เพื่อนทั้งสามตกลงที่จะร่วมเดินทางไปกับน้องหมีน้ำผึ้ง เพื่อต่อสู้กับแม่มดไวรัส และช่วยพี่ของเธอ          

                การเดินทางไปที่ “ป่าแห่งข้อมูล” มีความซับซ้อนและเต็มไปด้วยอุปสรรค พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับโจรคอมพิวเตอร์ เช่น มัลแวร์และฟิชชิ่งที่คอยดักจับข้อมูลส่วนตัว และปล่อยข่าวลวง แต่ด้วยความฉลาดและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ก่อนเชื่อข้อมูลที่ส่งต่อกันมา ของน้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ที่ระวังการคลิกลิ้งค์แปลกปลอม และการให้ข้อมูลส่วนตัวในอินเทอร์เน็ต ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะอุปสรรคเหล่านี้ไปได้

                เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึง “ปราสาทเกม” ซึ่งเป็นที่อยู่ของแม่มดไวรัส พวกเขาได้พบกับพี่ชายพี่สาวของหมีน้อยที่ถูกแม่มดสาปให้กลายร่างเป็นตัวการ์ตูน ได้แก่ มิกกี้เมาส์ โดนัลด์ ดั๊ก หมาพลูโต สโนว์ไวท์ ซินเดอเรลล่า เงือกน้อย และคนแคระ โดยบางตัวถูกขังอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ พี่ ๆ ของน้องหมีน้ำผึ้งจำน้องสาวของตนไม่ได้ แต่ด้วยความผูกพัน น้องหมีน้ำผึ้งพยายามทำให้พี่ๆ ของเธอจำเธอได้อีกครั้ง

                ในที่สุด น้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ได้ต่อสู้กับแม่มดไวรัส ที่มีพลังอำนาจมาก แต่ด้วยความกล้าหาญและความสามัคคีของน้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนๆ ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะแม่มดไวรัสได้ และช่วยให้พี่ๆของหมีน้ำผึ้งให้กลับคืนร่างเดิมได้สำเร็จ

               หลังจากนั้น น้องหมีน้ำผึ้งและพี่ๆของเธอได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมีความสุขในดินแดนดิจิทัล พวกเขาได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความรัก ความผูกพันในครอบครัว และการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์

             นิทานนี้ เกี่ยวข้องกับบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 3 ภาวนามัย โดย น้องหมีน้ำผึ้งและเพื่อนได้ฝึกฝนตนเองด้วยความตั้งใจมั่น  เพียรพยายาม อดทน ใช้สติปัญญา ใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ ไม่หลงเชื่อข้อมูลลวง  เอาชนะมัลแวร์ ฟิชชิ่งและแม่มดไวรัส รู้เท่าทันการหลอกลวงและอุปสรรคที่เข้ามาทางอินเทอร์เน็ต เกมและสื่อออนไลน์ มีสติ ความกล้าหาญ สามัคคีรวมพลัง (ช้างก้านกล้วย หมูเด้ง หลินฮุ่ย) จนทำให้สามารถเปลี่ยนโลกดิจิตัลให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และความสุข    

           นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “ความกล้าหาญและสามัคคีเอาชนะอุปสรรคได้”

           เรียบเรียงจากนิทานเยอรมันของกริมม์ เรื่อง อีกาเจ็ดตัว The Seven Ravens เหมาะสำหรับเด็กๆ ที่จะเรียนรู้เรื่อง ความผูกพันในครอบครัว การใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหาโดยใช้สติปัญญาและความร่วมมือ

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมาป่าอินเดียนแดง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมาป่าอินเดียนแดง

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ หมาป่าอินเดียนแดง

วันศุกร์ ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.35 น.

                  กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยามค่ำคืน รอบกองไฟ ผู้อาวุโสชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกีคนหนึ่ง เล่าเรื่องสอนหลานชายเกี่ยวกับเรื่องราวของชีวิต ว่า:

                  “หลานรัก… ในใจของคนเราทุกคนนั้น มีการต่อสู้ที่ดุเดือดเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เป็นการต่อสู้ระหว่าง หมาป่าสองตัว ที่อยู่ในตัวเรา”

                  หมาป่าตัวที่หนึ่ง ชื่อ “ ดำ” คือความโกรธ, ความอิจฉา, ความโลภ,ความเกลียดชัง, ความเศร้าโศกเสียใจ,  ความหยิ่งยโส, การสงสารตัวเอง, ความรู้สึกผิด, ความขุ่นเคือง, ความต่ำต้อย, การโกหก, และความทะนงตัวที่ผิดๆ

                 หมาป่าตัวที่ สอง  ชื่อ “ ขาว” คือความรัก, ความเมตตากรุณา, ความร่าเริง, ความสงบสุข, ความหวัง, ความถ่อมตัว, ความเห็นอกเห็นใจ, ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความจริง, และความศรัทธา

                 หลานชายนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามปู่ด้วยความสงสัยว่า

                 “แล้วหมาป่าตัวไหนครับ .. ที่จะเป็นฝ่ายชนะในการต่อสู้ ?”

                 ปู่ยิ้มอย่างอ่อนโยนแล้วตอบสั้นๆ ว่า: “ตัวที่ชนะก็คือตัวที่เจ้าเลือกเลี้ยง ‘ให้อาหาร’ นั่นแหละ”

                 ปู่อธิบายต่อไปว่า “ จิตใจของคนเรามีทั้งด้านมืดและสว่าง มีทางเลือกในการดำรงชีวิตได้สองทาง คือทางดีและทางร้าย เหมือนกับการเลือกให้อาหารหมาป่า ที่ชื่อ “ดำ”  คือความโกรธแค้น, ความอิจฉาริษยา, ความเศร้าโศก, ความเสียใจ, ความโลภ, ความหยิ่งยโส, หรือ หมาป่าที่ชื่อ “ขาว” คือความร่าเริง, ความสงบสุข, ความรัก, ความหวัง, ความถ่อมตัว, ความเมตตา, ความกรุณา”

                  ปู่ ไม่ได้บอกว่าหมาป่าตัวร้ายจะหายไปอย่างไร หรือหมาป่าตัวดีจะชนะอย่างไร แต่ปู่บอกว่า “พลัง” ของหมาป่านั้นขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าจะให้อาหารแก่หมาป่าตัวไหน

                  เราเลือกได้ว่าจะตอบโต้สถานการณ์ต่างๆ ด้วยความโกรธ (ให้อาหารหมาป่าดำ) หรือด้วยความดี  ความเข้าใจ ให้อภัย (ให้อาหารหมาป่าขาว)

                  การ “ให้อาหาร” เปรียบเสมือนการฝึกจิต หากเราจดจ่ออยู่กับสิ่งดีๆ การทำความดี สม่ำเสมอ จิตใจฝั่งกุศลก็จะแข็งแรงขึ้น แต่หากจดจ่ออยู่กับสิ่งชั่วร้าย คิดโลภ โกรธ หลง การทำความผิด จิตใจก็จะขุ่นมัว 

                  เราต้องดูแลหมาป่าทั้งสองตัวที่เลี้ยงไว้อยู่ในใจของเราให้ดี เพราะหากเราละเลยตัวที่ดุร้าย มันจะคอยดักซุ่มโจมตี แต่หากเรารู้เท่าทันและควบคุมมันได้ พลังของมันจะกลายเป็นความเด็ดขาดและความกล้าหาญเมื่อจำเป็น

                  นิทานนี้ สอดคล้องกับ บุญกิริยาวัตถุ  ข้อ 3 ภาวนามัย โดยอธิบายว่าการบริหารจัดการจิตใจตนเอง นั้น คล้ายกับการให้อาหารหมาป่า ถ้าเลือกทำความดี โดยให้อาหารหมาป่าสีขาว ด้วยความเมตตากรุณา ก็จะได้รับผลดี ได้ความรัก ความหวัง ความสงบ ถ้าเลือกทำความชั่วโดยให้อาหารหมาป่าสีดำ ด้วยความโลภ โกรธ หลง  ก็จะได้รับผลในทางไม่ดี 

                   เรียบเรียงจากนิทาน เรื่อง หมาป่าสองตัว (The Two Wolves) ของชาวอินเดียนแดงเผ่าเชอโรกี ในประเทศสหรัฐอเมริกา 

อาทร จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นสักใหญ่ที่ช่างไม้เมิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นสักใหญ่ที่ช่างไม้เมิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ต้นสักใหญ่ที่ช่างไม้เมิน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    เมื่อไม่นานมานี้ มีช่างไม้คนหนึ่ง เดินทางกับลูกชาย ไปที่อุทยานแห่งชาติคลองตรอน ป่าน้ำปาด ตำบลน้ำไคร้ อำเภอฟากท่า จังหวัดอุตรดิตถ์ เดินผ่านหมู่บ้านปางเกลือ ตำบลน้ำไคร้ เห็น ต้นสักที่ใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ “มเหสักข์” อายุราว 1,500ปี สูง 37 เมตร เส้นรอบวงยาว 10 เมตรหรือ 10 คนโอบ  

                    ลูกชายของช่างไม้ตื่นตาตื่นใจมากและหยุดดูด้วยความเลื่อมใส แต่ช่างไม้กลับเดินผ่านไปอย่างไม่ใยดี เมื่อลูกถามว่าทำไมพ่อถึงไม่สนใจต้นไม้ที่เก่าแก่ใหญ่โตขนาดนี้  ช่างไม้ตอบว่า:

                   “ต้นสักต้นนี้เป็นต้นไม้ที่ไร้ค่า ในสายตาช่างไม้! เพราะลำต้นบิดเบี้ยว คดงอไม่ตรง มีรูโพรง จนนำมาเลื่อยเป็นไม้กระดานไม่ได้ และอยู่ในป่าลึกทุรกันดาร ต้องข้ามภูเขา ไม่ใกล้ลำน้ำ ขนส่งชักลากยาก และชาวบ้านเชื่อว่ามีเทวดาสิงสถิตย์ ทำให้ไม่มีใครตัดโค่นเอามาสร้างบ้านเรือน นั่นแหละคือเหตุที่มีอายุยืนยาวมาได้ขนาดนี้”

                     ความไม่สมบูรณ์คือธรรมชาติ โดย ความบิดเบี้ยว กิ่งก้านที่คดเคี้ยวของต้นไม้ใหญ่ คือตัวตนที่แท้จริงของต้นไม้ เราควรยอมรับความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง ไม่ต้องพยายามเป็น “ไม้กระดานที่เรียบตรง” เพื่อสนองความต้องการของผู้อื่น

                     การที่ช่างไม้มองว่า ต้นสักที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น มี ความบิดเบี้ยว คดงอ ไร้ประโยชน์ และขนย้ายยาก (เอาไปเลื่อยทำไม้กระดานไม่ได้ ไม่ตรงความต้องการของช่างไม้) เป็นการมองเห็นความจริง ยอมรับความไม่สมบูรณ์ของธรรมชาติ ที่เปรียบได้กับ ภาวนามัย ในข้อ 3 แห่งบุญกิริยาวัตถุ 10 ทำให้ต้นสักใหญ่รอดตายมาได้

                     นิทานเรื่องนี้ สอนให้รู้ว่า “ความมีประโยชน์จากการไร้ประโยชน์(The Usefulness of Uselessness)” และความมั่นคงแข็งแกร่ง ทำให้ต้นมเหสักข์ อุตรดิตถ์ เป็นต้นสักใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเจริญเติบโต ทนแดดทนฝน ดำรงชีวิตรอด ต่อมาถึงปัจจุบัน กว่าพันห้าร้อยปี

อาทร   จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แจ๊คขี้โมโห

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แจ๊คขี้โมโห

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ แจ๊คขี้โมโห

วันพุธ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                     กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมแม่น้ำนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีเด็กชายคนหนึ่งชื่อ แจ๊ค เขาเป็นเด็กฉลาด แต่มีนิสัยขี้โมโห ชอบใช้คำพูดรุนแรง ใครทำอะไรไม่ถูกใจ เขามักจะตะโกนเสียงดังและทำให้เพื่อน ๆ กลัว

                   วันหนึ่ง แจ๊คไปเที่ยวในป่า ขณะที่แจ๊คกำลังโกรธคนนำทางที่พาหลงทาง เขาพบกระจกโบราณบานหนึ่งตั้งอยู่กลางศาลาไม้เก่า ๆ ที่วัดร้าง เมื่อเขามองเข้าไปในกระจกนั้น เขามองไม่เห็นใบหน้าของตนเอง แต่กลับเห็น สัตว์ร้ายตัวใหญ่ มีดวงตาแดงก่ำและฟันแหลมคมแยกเขี้ยวจะทำร้าย แจ๊คตกใจมาก ภาพกระจกนั้นเหมือนการแสดงอารมณ์โกรธในจิตใจของเขาออกมา

                    ทุกครั้งที่แจ๊คโมโหเพิ่มขึ้น ภาพในกระจกก็จะยิ่งน่ากลัวขึ้น สัตว์ร้ายคำรามเสียงดังจนศาลาแทบสั่นสะเทือน แจ๊คเริ่มหวาดกลัวว่า หากเขาไม่เปลี่ยนแปลง สัตว์ร้ายในกระจกอาจจะกลายเป็นตัวตนของเขาจริง ๆ

                   ด้วยความกังวล แจ๊คไปปรึกษากับพระอาจารย์ในหมู่บ้าน พระอาจารย์สอนว่า “ความโกรธก็เหมือนไฟ หากเจ้าปล่อยให้มันลุกลาม มันจะเผาผลาญใจเจ้าเอง แต่หากเจ้ารู้จักดับไฟด้วยสติ ใจเจ้าจะสงบและงดงาม”

                   แจ๊คจึงเริ่มฝึกหายใจลึก ๆ นับ 1-2-3 ถึง 100 ในเวลาที่รู้สึกโกรธ เขาพยายามนับเลขในใจ และเรียนรู้ที่จะยิ้มแทนการตะโกน วันแล้ววันเล่า เขาฝึกฝนจนใจสงบขึ้น

                  เมื่อเขากลับไปที่กระจกอีกครั้ง คราวนี้ภาพสัตว์ร้ายค่อย ๆ เลือนหายไป แทนที่ด้วย ดอกบัวสีขาวบริสุทธิ์ ที่บานสะพรั่งอยู่กลางน้ำใส เหมือนปัญญาอันอ่อนโยน แจ๊คยิ้มด้วยความสุข เขารู้แล้วว่า กระจกวิเศษไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เขากลัว แต่เพื่อสอนให้เขาเข้าใจและควบคุมอารมณ์ของตนเอง

                 นิทานเรื่องแจ๊กขี้โมโห เป็นการสะท้อนการทำความดีในบุญกิริยา 10 ประการ ข้อ3 ภาวนามัย ตอนที่แจ๊คเห็นภาพสัตว์ร้ายในกระจกวิเศษ แสดงถึงอารมณ์ที่ไม่ดีของแจ๊ค เมื่อใจถูกครอบงำด้วยความโกรธ  แต่เมื่อเขาควบคุมอารมณ์ได้ ด้วยการนับ 1-2-3  และฝึกสติ ทำให้ใจสงบ มั่นคง ลดความโกรธเกรี้ยวลง (ภาวนามัย) ภาพในกระจกก็เปลี่ยนจากสัตว์ร้ายเป็นดอกบัว แสดงถึงจิตใจที่งดงาม เมื่อแจ๊คไม่ถูกความโกรธครอบงำ   

                 การภาวนานั้นมิใช่เพียงนั่งสมาธิ แต่เกี่ยวกับการฝึกสติให้สงบในชีวิตประจำวัน เมื่อรู้จักควบคุมอารมณ์ ก็จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง และทำให้ใจเบิกบานไม่ขุ่นมัวด้วยความโกรธ

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า: “ความโกรธเป็นสิ่งธรรมดา แต่หากไม่ควบคุม มันจะทำร้ายทั้งตัวเราและคนรอบข้าง การฝึกสติและความสงบใจสามารถเปลี่ยนพลังลบให้กลายเป็นความงดงาม ใจจะหายโมโห เมื่อเรารู้จักให้อภัยและปล่อยวาง”

                 เรียบเรียงจากนิทานจีน:  จ้าวหมิง กับกระจกวิเศษ Zhao Ming and the Magic Mirror 赵明与魔镜  (Zhào Míng yǔ Mó Jìng) ซึ่งเป็นหลักการของลัทธิเต๋า โดยใช้กระจกเป็นสัญลักษณ์ ทำให้มองเห็นภายใน“จิตใจ”ของผู้ส่องกระจก  

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พายุในขวด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พายุในขวด

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ พายุในขวด

วันอังคาร ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                  กาลครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ ในหมู่บ้านที่เงียบสงบใกล้กรุงเทพฯ มีเด็กหญิงคนหนึ่งชื่อ “มะลิ” แม้มะลิจะเป็นเด็กจิตใจดี แต่เธอก็มีนิสัยเสียอย่างหนึ่งคือ “ใจร้อน” “โกรธง่าย” และ “วู่วาม” เมื่อใดที่เพื่อนพูดไม่เข้าหู หรือทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ความคิดของเธอจะปั่นป่วนเหมือนมีพายุหมุนอยู่ในหัว จนเธอมักจะเผลอพูดจารุนแรงหรือปาสิ่งของใส่ผู้อื่นเสมอ

                  วันหนึ่ง มะลิเดินร้องไห้เสียใจ ไปหาหลวงตาที่วัดป่าท้ายหมู่บ้าน เพราะเธอเพิ่งทะเลาะกับเพื่อนรักจนเสียมิตรภาพไป มะลิคร่ำครวญว่า

                 “หลวงตาเจ้าขา ทำไมใจของหนูถึงวุ่นวายและคุมไม่อยู่เช่นนี้ หนูไม่อยากเป็นคนขี้โมโหเลยค่ะ”

                  หลวงตาไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่ท่านหยิบ ขวดโหลแก้ว ใบหนึ่งขึ้นมา ภายในขวดมีน้ำใสสะอาดและมีผงทรายละเอียดนอนก้นอยู่ หลวงตาส่งขวดนั้นให้มะลิแล้วบอกว่า “ลองเขย่าขวดนี้แรง ๆ ดูสิ”

                  มะลิเขย่าโหลตามคำสั่ง ทันใดนั้น ผงทรายที่เคยนิ่งสนิท ก็กระจายไปทั่วขวด ทำให้น้ำที่เคยใสกลายเป็นขุ่นมัว มองไม่เห็นแม้แต่ฝ่ามือตัวเองที่อยู่อีกด้านของขวด “ใจของเจ้าตอนโกรธ ก็เหมือนน้ำในขวดนี้แหละ” หลวงตากล่าวเรียบ ๆ                    

                  “เมื่อเจ้าปล่อยให้อารมณ์เข้ามากระแทก ใจของเจ้าก็จะขุ่นมัวจนมองไม่เห็นความจริง มองไม่เห็นความดีของคนอื่น และมองไม่เห็นความผิดของตัวเอง”

                  มะลิถามว่า “แล้วหนูต้องทำอย่างไรให้น้ำกลับมาใสเหมือนเดิมคะ?

                  หนูต้องเอาอะไรมาคน หรือต้องเทน้ำทิ้งไหม?”

                  หลวงตายิ้มแล้วตอบว่า “ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่วางขวดใบนี้ลงนิ่ง ๆ แล้วเฝ้ามองมันก็พอ”

                  มะลิทำตาม เธอวางขวดแก้วลงบนแคร่ไม้ แล้วนั่งมองน้ำที่กำลังหมุนติ้วอยู่อย่างเงียบ ๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง ทรายที่ฟุ้งกระจายค่อย ๆ ทิ้งตัวลงสู่ก้นขวดตามแรงโน้มถ่วง ทีละนิด… ทีละนิด จนในที่สุด น้ำในขวดก็กลับมาใสสะอาดดังเดิม

                 “นี่คือ ภาวนามัย” หลวงตาสอนต่อ “การภาวนาไม่ใช่การนั่งสมาธิ ไม่ใช่บังคับใจไม่ให้โกรธ เพราะพายุแห่งความโกรธ โลภ หลง อาจเกิดขึ้นได้เป็นธรรมดา แต่การภาวนาคือการรู้จัก ‘หยุดนิ่ง’ และ ‘เฝ้าดู’ เมื่อมีสติ รู้เท่าทันว่าใจกำลังขุ่นมัว แล้วหยุดนิ่งอยู่กับลมหายใจ เพียงรอไม่นานนัก ตะกอนแห่งอารมณ์จะตกลงไปนอนก้นเอง และใจก็จะใสกระจ่างพอที่จะปัญญาเห็นทางแก้ไขปัญหา”

                 ตั้งแต่วันนั้นมา เมื่อใดที่มะลิเริ่มรู้สึกโกรธ เธอจะนึกถึง “พายุในขวด” แล้วหยุดนิ่งเพื่อดูลมหายใจของตัวเอง จนความโกรธสงบลง มะลิกลายเป็นเด็กที่มีสมาธิและใจเย็น จนใคร ๆ ต่างก็อยากอยู่ใกล้ชิดเธอเสมอมา

                 นิทานเรื่องนี้สะท้อนการทำความดีในบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ ข้อที่ 3 ภาวนามัย (การทำบุญด้วยการตั้งใจมั่น)

ขวดที่ถูกเขย่า: เปรียบเสมือนจิตที่ขาดสติ ถูกอารมณ์ฝ่ายต่ำ (ความโกรธ) เข้าครอบงำจนขุ่นมัว
การวางขวดไว้นิ่ง ๆ: เปรียบเสมือนการตั้งใจมั่น ฝึกสติ ไม่กระโจนไปตามอารมณ์ แต่เฝ้ามองอารมณ์นั้นด้วยใจที่สงบ
น้ำที่กลับมาใส: เปรียบเสมือนปัญญาที่เกิดขึ้นเมื่อใจสงบ ทำให้เราตัดสินใจทำสิ่งที่ถูกต้องได้

                 การภาวนา ไม่ใช่เพียงการนั่งสมาธิ สวดมนต์ หลับตาในวัด แต่คือการฝึกตั้งใจให้มั่นคง ท่ามกลางพายุแห่งปัญหาในชีวิตประจำวัน

อาทร  จันทวิมล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างทอผ้าผู้ชอบสะสมความวิตกกังวล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างทอผ้าผู้ชอบสะสมความวิตกกังวล

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ช่างทอผ้าผู้ชอบสะสมความวิตกกังวล

วันจันทร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

               กาลครั้งหนึ่ง   มีคุณป้า ช่างทอผ้าดีฝีมือคนหนึ่ง มีอาชีพทอผ้าไหมที่สวยสุดในเมือง แต่คุณป้ามีนิสัยชอบ “เก็บเอาความวิตกกังวลและความกลัว”ของตนเองและคนอื่น มาเก็บสะสมถักทอ  เหมือนเก็บผ้าสกปรกหรือของเน่าเหม็นไว้ในใจของตนเอง

               เมื่อไหร่ที่คุณป้าเห็นเด็กๆ ร้องไห้เพราะกลัวสอบไม่ได้ หรือเห็นผู้ใหญ่บ่นว่ากลัวฝนจะตก คุณป้าจะรีบวิ่งไปคว้าเอา “เส้นใยไหมสีเทาของความวิตกกังวล” ที่ลอยอยู่รอบตัวคนเหล่านั้นมาเก็บไว้ในกระเป๋าของคุณป้า

              “มาเถิดความวิตกกังวลจ๋า… มาอยู่กับป้านะ ป้าจะช่วยแบกไว้เอง” คุณป้าพูด

               คุณป้ากลับไปที่บ้านแล้วเริ่มถักทอเส้นใยสีเทาแห่งความวิตกกังวลสารพัดเรื่องเหล่านั้นเข้าด้วยกันให้เป็นผ้าห่มผืนใหญ่ของตนเอง

               จากเส้นใยของความกังวลเล็กๆ ที่นำมาถักทอจนลายเป็นผ้าผืนหนาขึ้นเรื่อยๆ คุณป้าเริ่มเอาผ้าผืนนั้นมาห่มไว้ที่ไหล่ ตอนแรกก็อุ่นดี แต่พอเวลาผ่านไป ผ้าห่มผืนนั้นก็เริ่ม ใหญ่ขึ้น… หนักขึ้น… เรื่อยๆ

               วันหนึ่ง คุณป้าจะเดินไปตลาดเพื่อซื้อกับข้าว     แต่ผ้าห่มแห่งความกังวลนั้นหนาและหนักมากจนคุณป้าเดินแทบไม่ไหว    ขาของคุณป้าสั่นพั่บๆ    หลังของคุณป้างอลงเรื่อยๆ จนหน้าเกือบติดดิน  ป้าพยายามลุกขึ้นเดินแต่ก็ล้มลงเพราะความหนักอึ้ง

               ในขณะที่คุณป้านั่งหอบเหนื่อยอยู่ใต้ต้นไม้   มีสัตว์ป่า 4 ตัว เดินผ่านมา

????      1. พี่ลิงชื่อ “สติ” กระโดดลงมาข้างๆ แล้วถามว่า ” ป้าจ๋า แบกผ้าห่มความกังวลที่ทอไว้ เมื่อวานทำไม?” คุณป้าตอบว่า “ก็ป้าเสียใจที่เมื่อวานทำขนมไหม้ ป้าเลยเก็บไว้เตือนใจตัวเอง”

               พี่ลิงยิ้มแล้วบอกว่า “คุณป้าจ๋า ‘อดีตนั้นเหมือนความฝัน’ เรากลับไปแก้ไขเรื่องราวในอตีตไม่ได้ เหมือนการกำถั่วในมือไว้แน่น ถ้าป้าอยากตัวเบา ป้าต้อง ‘แบมือ’ แล้วปล่อยเรื่องเมื่อวานทิ้งไป”  คุณป้าลองแบมือออกตามคำแนะนำของลิง… ปมผ้าสกปรกที่ชื่อว่า ‘เรื่องเมื่อวาน’ ก็หลุดลุ่ยและหายไปทันที!

????        2. ปู่นกฮูกชื่อ “ปัญญา” บินมาเกาะที่ต้นไม้แล้วถามว่า “แล้วส่วนที่กลุ้มใจล่วงหน้าในสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ล่ะ แบกไว้ทำไม?” คุณป้าบอกว่า “ป้ากลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่มีใครมาซื้อผ้าของป้า    ป้าเลยสะสมเก็บความกังวลรอไว้”

               ปู่นกฮูกสอนว่า “คุณป้าจ๋า ‘อนาคตยังมาไม่ถึง การกังวลถึงสิ่งที่ยังไม่มีอยู่จริง ไม่มีประโยชน์หรอก   จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด ” คุณป้าหายใจเข้าลึกๆ… ปมผ้าที่ชื่อว่า ‘ความกลัววันพรุ่งนี้’ ก็จางสลายไป!

????      3. พี่ช้าง ชื่อ “ปล่อยวาง”  เดินเข้ามาแล้วถามว่า “คุณป้าจ๋า ผ้าห่มความกังวลที่เหลืออยู่    คือความกังวลเรื่องของคนอื่นใช่ไหม?” คุณป้าพยักหน้า “ป้าสงสารเพื่อนบ้าน ป้าเลยอยากแบกความทุกข์แทนเขา”   พี่ช้างใช้งวงลูบหลังคุณป้าเบาๆ แล้วสอนหลัก ‘อุเบกขา’ ว่า “เราให้ความเมตตาต่อคนอื่นได้ แต่ต้องวางใจให้เป็นกลางด้วย ทุกคนมีกรรมเป็นของตนเอง     เหมือนป่าที่ต้นไม้แต่ละต้นต้องเจริญเติบโตด้วยตัวเอง ป้าแบกแทนเขาไม่ได้หรอก  ป้าต้องวางใจให้สงบ (ปล่อยวาง) นะ” คุณป้าจึงหลับตาลง วางใจให้เป็นกลาง… ทันใดนั้น ผ้าห่มที่เคยหนักเท่าภูเขาก็หายวับไปราวกับไม่เคยมี!

               มีนกน้อยตัวหนึ่งบินมาเกาะที่บ่าคุณป้า แล้วถามว่า “คุณป้าแบกผ้าห่มหนักๆ แห่งความกังวล ไว้ทำไมจ๊ะ?”

              คุณป้าตอบว่า “ป้ากลัวว่าถ้าป้าทิ้งไป ความกังวลพวกนี้จะกลับไปหาเด็กๆ น่ะสิ”

              นกน้อยหัวเราะแล้วบอกว่า “คุณป้าจ๋า ความกังวลน่ะเหมือนกับลม ถ้าเราปล่อยมันไป มันก็แค่พัดผ่านไป แต่ถ้าป้าเอาความกังวลมาทอเป็นผ้าแล้วเอามาแบกไว้แบบนี้ จะกลายเป็นก้อนหินที่ทับป้านะ ลองดูสิ แค่ใช้กรรไกรแห่งสติ ตัดปมมันออกทีละนิด”

              คุณป้าลองทำตาม เธอหยิบกรรไกรในใจขึ้นมาแล้วตัดปมผ้าที่เขียนว่า “กลัวพรุ่งนี้ฝนตก” ฉับ! ทันใดนั้น ผ้าส่วนนั้นก็กลายเป็นควันสีเทาแล้วจางหายไปในอากาศ คุณป้าเริ่มรู้สึกว่าไหล่เบาลง

              คุณป้าตัด… ตัด… และตัด ความกังวลออกจากใจ    จนผ้าห่มยักษ์แห่งความกังวลหายไปหมดสิ้น คุณป้ากลับมายืดตัวตรงและมองเห็นท้องฟ้าที่แจ่มใสอีกครั้ง

              คุณป้าได้เรียนรู้บทเรียนใหม่ว่า “การวิตกกังวลเรื่องในอดีตและเรื่องล่วงหน้าในอนาคต  ไม่ได้ช่วยให้เรื่องดีขึ้น แต่มันทำให้หมดแรงที่จะทำวันนี้ให้ดีที่สุด”

              ตั้งแต่นั้นมา เมื่อคุณป้าเห็นใครวิตกกังวล คุณป้าจะไม่เก็บมาสะสมไว้ในตัวอีกต่อไป แต่คุณป้าจะสอนให้ทุกคน “หายใจเข้าลึกๆ และยิ้มกว้างๆ” เพื่อให้ความกังวลเหล่านั้นปลิวหายไปเองตามสายลม

              ความพยายามของคุณป้า ในการสละความวิตกกังวลออกจากใจของตน เป็นการทำความดีตามบุญกิริยา 10 ข้อ 3  ความเพียรพยายาม  ตั้งใจมั่น แน่วแน่ (ภาวนามัย)  ไม่ต้องนั่งสมาธิหรือสวดมนต์   โดยตัดความกังวลในเรื่องในอดีตที่ผ่านไปแล้วและเรื่องในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น   เพราะทำให้เสียสมาธิในการทำสิ่งปัจจุบัน 

              นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “ความวิตกกังวลนั้นมีได้ แต่อย่าเก็บไว้นาน ความกังวลเหมือนฝุ่นที่ลอยมาเข้าตา ถ้าเรารีบล้างออก ด้วยการไปทำอย่างอื่นที่สนุกๆ หรือเล่าให้คนอื่นฟัง  ความกังวลก็อาจจะลดลงหรือหายไปได้”

               เรียบเรียงจากนิทานอังกฤษและเปอร์เชียโบราณ  เรื่องความกังวลของช่างทอผ้า “The Weaver of Worries”   ที่ใช้ในการฝึกสมาธิ   โดยสะท้อนให้เห็นว่า   บางที… ความทุกข์ที่หนักอึ้งนั้น ไม่ได้เกิดจากใครอื่น แต่เกิดจากการที่ชอบเก็บความกังวลเล็กน้อย มาสะสมจนกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่ทับถมใจตัวเอง

อาทร  จันทวิมล    

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ภูเขาซากุระ

วันอาทิตย์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                 กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ที่ประเทศญี่ปุ่น สมัยเฮอัน  มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งอยู่เชิงภูเขาไฟฟูจิ  ในสมัยนั้น ภูเขาฟูจิที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่น  เคยเขียวขจี มีต้นไม้มากมาย     เด็กๆ วิ่งเล่นใต้ร่มไม้ และนกก็ร้องเพลงอย่างมีความสุข

                 แต่ต่อมา เกิดสงครามและความอดหยาก     ต้นไม้บนภูเขาถูกตัดจนเกือบหมดเพื่อใช้เป็นฟืนจุดไฟให้ความอบอุ่น และหุงหาอาหาร   ภูเขากลายเป็นสีน้ำตาล แห้งแล้ง และเงียบเหงา  เวลาฝนตก ภูเขาก็ถล่ม ดินหินและต้นไม้ก็ไหลลงมา  

                 ในหมู่บ้านนั้น มีชายคนหนึ่งชื่อ คิสุเกะ  ทุกวันเขาจะยืนมองภูเขา แล้วพูดเบาๆ ว่า“ถ้าภูเขาฟูจิกลับมาสวยอีกครั้งก็คงดีนะ…”

                 วันหนึ่ง คิสุเกะนำเงินส่วนตัว   ไปซื้อต้นกล้าซากุระ    

                 ชาวบ้านบางคนหัวเราะเยาะ และพูดว่า   “ดอกซากุระกินไม่ได้หรอกคุณตา กว่าจะต้นชากุระนี้จะโตออกดอก   คุณตาคงแก่ หรือตายไปแล้ว”

                 คุณตาคิสุกะ เพียงยิ้ม ไม่โกรธ  แล้วพูดว่า  “ไม่เป็นไร ปลูกไว้ให้เด็กๆดูดอกซากุระ ในอนาคต”

                 ทุกเช้า คุณตาจะแบกจอบกับถังน้ำ   เดินขึ้นภูเขาช้าๆ  ขุดดินแข็งๆ และปลูกต้นซากุระทีละต้น    แม้จะเหนื่อย แต่คุณตาก็ไม่ยอมแพ้     บางวันฝนตกหนัก  ต้นกล้าเล็กๆ ก็ล้มลง   บางวันแดดร้อนจัด ต้นไม้ก็แห้งตาย

                 คุณตาเหนื่อยจนต้องนั่งพัก แล้วคุณตาก็ลุกขึ้นดูแลต้นซากุระต่อไป

                 ต่อมาก็มี หน่วยราชการ  องค์กรและประชาชนญี่ปุ่นจำนวนมาก พากันทำตามคุณตาโดยร่วมกันปลูกต้นซากุระหลายล้านต้นทั่วประเทศญี่ปุ่น

                 เวลาผ่านไป20ปี  คุณตาคิสุเกะอายุมากขึ้น   และต้นซากุระก็ค่อยๆ โตขึ้นเช่นกัน   จนถึงวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ  ดอกซากุระทั่วประเทศญี่ปุ่นบานพร้อมกัน    ภูเขาไฟฟูจิกลายเป็นสีชมพู สวยงามราวกับความฝัน      เด็กๆ วิ่งเล่นอย่างมีความสุข  ผู้คนมายิ้มและถ่ายรูป    หมู่บ้านกลับมาสดใสอีกครั้ง

                นักท่องเที่ยวทั่วโลกหลายล้านคนเดินทางข้ามทะเล  มาดูดอกซากุระที่ญี่ปุ่น  และนำเงินมาใช้จ่ายที่ญี่ปุ่นจำนวนมาก

                คุณตาคิสุเกะนั่งมองดอกซากุระที่ปลูกไว้  อย่างมีความสุขเพราะรู้ว่าเขาไม่ได้ปลูกแค่ต้นไม้   แต่ปลูก ความหวังและความรัก ไว้ในหัวใจของทุกคน

                การกระทำของคุณตาคิสุเกะ เป็นการทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ข้อ 3   การเพียรพยายาม ตั้งใจมั่น  แน่วแน่ (ภาวนามัย)  ทำให้เกิดผลสำเร็จโดยไม่ต้องนั่งสมาธิ หรือสวดมนต์

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  “ควรทำความดีไว้ แม้ไม่มีใครเห็น    ความพยายามเล็กๆ อาจเติบโตเป็นสิ่งยิ่งใหญ่   และ การคิดถึงผู้อื่น คือหัวใจของความดี”

                เรียบเรียงจากนิทานญี่ปุ่น เรื่อง ผู้มีวิสัยทัศน์แห่งซากุระ The Sakura Visionary  (桜の先見者 Sakura no Senken-sha)

อาทร จันทวิมล