จบแล้ว! ‘คิมเบอร์ลี่’โพสต์ภาพชุดครุย-ว่าที่บัณฑิตคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/339882

จบแล้ว! 'คิมเบอร์ลี่'โพสต์ภาพชุดครุย-ว่าที่บัณฑิตคนใหม่

จบแล้ว! ‘คิมเบอร์ลี่’โพสต์ภาพชุดครุย-ว่าที่บัณฑิตคนใหม่

วันเสาร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 18.48 น.

19 พ.ค.61 ขอแสดงความยินดีกับนางเอกสาว “คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส เทียมศิริ” ที่ได้สำเร็จการซึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสยาม ในคณะศิลปกรรมศาสตร์ วิทยาลัยซูเปอร์สตาร์คอลเลจออฟเอเชีย

โดยสาวคิมก็ได้โพสต์ภาพใส่ชุดครุย ซึ่งเผยให้เห็นความสวยเป๊ะสมเป็นนางเอก แม้จะแต่งหน้าและทำผมแบบเรียบร้อยพร้อมข้อความว่า “Finally.. ความภูมิใจอีกก้าวในชีวิต.. #foryoupapa” ซึ่งได้มีบรรดาแฟนคลับเข้ามาแสดงความยินดีมากมายเลยทีเดียว

https://www.instagram.com/p/BhqNFx9Fz7T/

‘ตุลย์’โพสต์อวยพรวันเกิด’หญิง รฐา’สุดหวาน ‘ขอบคุณทุกๆสิ่งที่ทำให้ได้เจอกัน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/339843

'ตุลย์'โพสต์อวยพรวันเกิด'หญิง รฐา'สุดหวาน 'ขอบคุณทุกๆสิ่งที่ทำให้ได้เจอกัน'

‘ตุลย์’โพสต์อวยพรวันเกิด’หญิง รฐา’สุดหวาน ‘ขอบคุณทุกๆสิ่งที่ทำให้ได้เจอกัน’

วันเสาร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 15.22 น.

19 พ.ค.61 หลังจากเปิดตัวว่าคบหาดูใจกันได้ 1 ปีแล้ว สำหรับคู่รักนักกีฬา “ตุลย์ ตุลยเทพ” หนุ่มหล่อนักธุรกิจ กับนักนักแสดงสาวสวย “หญิง รฐา โพธิ์งาม” เรียกว่านับวันความหวานจะยิ่งทวีมากขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดในวันนี้ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของฝ่ายหญิง หนุ่มตุลย์ก็ไม่พลาดที่จะมีโมเมนต์หวานๆ โพสต์อวยพรวันเกิดว่า

“เค้าว่า 30 ยังแจ๋ว สำหรับน้องหญิงก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นมาสักพักใหญ่ๆแล้วว่าจริง ขอบคุณทุกๆสิ่งที่ทำให้เราได้เจอกัน ปีนึงที่ผ่านมามีหลายๆอย่างเกิดขึ้น แต่สิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้าน่าจะตื่นเต้นกว่า อยากจะรีบก้าวไปด้วยกันละ สุขสันต์วันเกิดเบบี้ #Lifebeginsat30 #ชีวิตเริ่มมา5ปีแล้วนะ”

สงสาร! ‘น้องเป่าเปา’ร้องจ๊ากกลางงาน เห็นจะจะแฟนคลับงัดคลิปแฉ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/339794

สงสาร! 'น้องเป่าเปา'ร้องจ๊ากกลางงาน เห็นจะจะแฟนคลับงัดคลิปแฉ

สงสาร! ‘น้องเป่าเปา’ร้องจ๊ากกลางงาน เห็นจะจะแฟนคลับงัดคลิปแฉ

วันเสาร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 12.14 น.

อีก 1 หนูน้อยทายาทคนดังที่กลายเป็นขวัญใจมหาชนอีกคน ‘น้องเป่าเปา’ ลูกสาว กุ๊บกิ๊บ สุมณทิพย์ และ บี้-ธรรศภาคย์ ชี หรือ บี้ เคพีเอ็น ที่ล่าสุดได้ไปออกงานอีเวนท์ ณ ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง โดย กุ๊บกิ๊บ ได้โพสต์คลิปบนอินสตาแกรมส่วนตัว พร้อมข้อความว่า “มาฟังนางเล่าเหตุการณ์ที่ทำให้นางร้องไห้จ๊ากวันนี้ #อยู่นางบอกมี๊ว่าเจ็บให้ทายา #นางเล่าเรื่องจริง ป้าๆเพิ่งเจอคลิป #นางเข้าใจว่ามีคนตี #แต่จริงๆมีคนหยิก #รักน้องได้หมั่นเขี้ยวน้องได้แต่อย่าทำน้องเจ็บ #กับเด็กต้องเบาๆนะคะ #ป๊าดุแล้วจะไม่ให้ออกงานแล้วอ่า #เลื่อนดูแผลนาง #ggbbpp #งดฝากร้านเจ๊เปาบางพลีค่ะ”

ขณะเดียวกัน ได้มีแฟนคลับนำคลิปที่บันทึกไว้ในงานเกิดเหตุ ขณะมีผู้หญิงคนหนึ่งแอบเดินไปด้านหลังและหยิกที่หลังของน้องเป่าเปาจนร้องไห้ ซึ่งระบุข้อความว่า “ทำไมถึงทำกับเป่าเปาแบบนี้ล่ะ ทีแรกก็เอะใจทำไมแตะหลังแล้วน้องร้อง คิดว่ามาหยอก ที่ไหนได้ หยิกซะงั้น!!! #คนใจร้าย #สงสารเป่าเปา #รักอย่างมีสตินะคะ”

https://www.instagram.com/p/Bi7bgv7B7wC/

เดินหน้าแบบอังกฤษ คิดแบบรอบด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 02 ธ.ค. 2560 เวลา 10:55 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528342

เดินหน้าแบบอังกฤษ คิดแบบรอบด้าน

โดย…ทีมงาน โลก 360 องศา

ประเทศอังกฤษเป็นชาติที่ได้ขึ้นชื่อว่าสร้างการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างให้กับโลกนี้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าย้อนไปในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เราจะค้นพบว่าอังกฤษเคยคิดค้นและพัฒนาเทคโนโลยีหลายสิ่งหลายอย่างที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโลกในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรไอน้ำ ระบบรางรถไฟ อุตสาหกรรมสิ่งทอ ระบบการค้าเสรี เป็นต้น และหลายๆ อย่างก็ยังอยู่จนกระทั่งปัจจุบันนี้ แถมพัฒนาไปไกลกว่าเดิมอีกด้วย

สิ่งที่ทำให้เราสามารถเรียนรู้เรื่องราวการพัฒนาแบบอังกฤษในอดีตที่ประสบความสำเร็จได้ ก็เพราะเขามีนักคิดและนักประดิษฐ์เก่งๆ นั่นเอง ประกอบกับการมีแร่เหล็กและถ่านหินปริมาณมาก จึงสามารถพัฒนาเครื่องจักรใหม่ๆ โดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงได้ ตัวอย่างเช่น รถจักรไอน้ำ เครื่องจักรไอน้ำในโรงงานทอผ้า เป็นต้น นอกจากนั้นยังสามารถพัฒนาระบบรางมาตั้งแต่ปี 1800 เป็นต้นมา ทำให้ทุกวันนี้การเดินทางด้วยรถไฟทั้งในลอนดอน อังกฤษ หรือแม้แต่เดินทางไปยังประเทศอื่นๆ ก็แสนจะสะดวกสบาย

 

หากเราเดินทางออกจากลอนดอนขึ้นมาทางเหนือสักประมาณ 250 กิโลเมตร จะพบเมืองเล็กๆ ชื่อว่า Selby เป็นเมืองเงียบๆ บรรยากาศดี ผู้คนใช้ชีวิตกันสบายๆ แต่เป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญคอยอยู่เบื้องหลังการพัฒนาของประเทศนี้มากมาย โดยย้อนไปในช่วงทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา Selby เคยเป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ขนาดใหญ่ ซึ่งแร่ที่สำคัญที่สุดคือถ่านหินเพราะเป็นเชื้อเพลิงหลักในสมัยนั้น ดังนั้นถ่านหินที่ผลิตได้จากที่นี่จะถูกขนส่งผ่านระบบรางเพื่อส่งต่อไปยังโรงไฟฟ้าอีกหลายโรง แม้ว่าทุกวันนี้เหมืองถ่านหินใน Selby ปิดไปแล้ว แต่โรงไฟฟ้าถ่านหินก็ยังอยู่ โดยนำเข้าถ่านหินมาจากต่างประเทศ

ถึงแม้ว่า Selby จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็มีข้าวของขายทุกอย่าง รวมทั้งร้านอาหารไทยด้วย รายได้หลักของ Selby ในปัจจุบันมาจากเกษตรกรรมเป็นหลัก เพราะว่าดินดี อากาศดี และน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ หากเราสังเกตเศรษฐกิจจากคุณภาพชีวิตของผู้คนจากจำนวนร้านค้าและธนาคารที่มีอยู่แล้ว ก็พอจะเดาได้เลยว่าเศรษฐกิจของ Selby ดีพอสมควรเลยทีเดียว

 

ที่ Selby มีสถานที่หนึ่งซึ่งเป็นเสมือนแลนมาร์คของเมืองนี้ ดังนั้นใครที่มาจะต้องไปแวะชมคือโบสถ์ Selby Abbey สำหรับคนที่นี่แล้ว Selby Abbey เป็นมากกว่าศาสนสถานและเป็นมากกว่าสิ่งปลูกสร้าง เพราะว่านี่คือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนที่นี่ที่ผูกพันกันมารุ่นต่อรุ่นกว่า 900 ปีแล้ว สถาปัตยกรรมด้านในมีความงดงาม และให้ความรู้สึกสุขสงบเมื่อได้เข้ามาเยือน ประกอบกับการได้พบเห็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรของคนพื้นเมืองผู้สูงวัยหลายๆ ท่าน ก็ทำให้เข้าใจได้เลยว่าทำไมคนที่นี่เขาถึงเข้าโบสถ์กันแทบทุกวัน

จากโบสถ์ Selby Abbey หากทอดสายตาออกไปไม่ไกลมากนัก จะมองเห็นแม่น้ำสายหนึ่งซึ่งเคยเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญและทำให้เมืองนี้เคยมีอุตสาหกรรมต่อเรือ นอกจากการทำเหมืองแร่ในอดีตแล้ว เมืองเล็กๆ แห่งนี้จึงเคยมีรายได้จากอุตสาหกรรมการต่อเรืออีกด้วย แม่น้ำสายนี้ เรียกว่า River Ouse ไหลตรงไปยังชุมชนเล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง ที่ชื่อว่า Drax เป็นเมืองที่อยู่ร่วมกับประวัติศาสตร์การพัฒนาที่เกิดขึ้นในประเทศนี้มาโดยตลอด ปัจจุบันคือโฉมหน้าใหม่ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าให้ประเทศ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นเมืองใหญ่ มีคนอาศัยอยู่ประมาณ 500 คน แต่คนที่นี่ก็มีคุณภาพชีวิตที่ค่อนข้างดี เพราะมีงาน มีรายได้จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนชื่อว่า Drax Power Station ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่มีบทบาท สำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของอังกฤษ

 

จากการค้นพบเหมืองถ่านหินที่ Selby ในปี 1967 นั่นเอง จึงทำให้รัฐบาลสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินขึ้นที่ Drax และบริเวณใกล้เคียงอีกหลายแห่ง โรงไฟฟ้าโรงแรกเริ่มส่งไฟฟ้าได้ในปี 1974 ซึ่งในยุคนั้นถือว่าเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีประสิทธิภาพและทันสมัยที่สุดในประเทศเลยทีเดียว จากนั้นก็พัฒนาและเพิ่มจำนวนโรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรงไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในปี 1986 เมื่อเทคโนโลยีในยุคนั้นพัฒนามากขึ้น ทางโรงไฟฟ้าก็ติดตั้งระบบดักจับมลพิษที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้ในปี 1995 โรงไฟฟ้า Drax ได้ชื่อว่าเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่สะอาดที่สุดในอังกฤษ ยิ่งปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีก้าวไกลยิ่งกว่าเดิมมาก คนที่นี่จึงไม่ค่อยกังวลใจเรื่องมลภาวะกันเพราะภาพของท้องฟ้าใส ใบไม้เขียวชอุ่ม ภาพผู้คนทำการเกษตรและใช้ชีวิตอย่างสุขสงบในชุมชนที่ห่างจากรั้วของโรงไฟฟ้าเพียงไม่กี่สิบเมตร ก็บอกใบ้เรื่องราวได้เป็นอย่างดีแล้ว

ความเชื่อมั่นที่เกิดขึ้นของคนในชุมชน อาจจะมาจากความรู้เท่าทันเทคโนโลยี หรืออาจมาจากความเชื่อถือในกลไกการตรวจสอบและควบคุมคุณภาพสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลก็ตามที แต่ที่แน่ๆ คือเราได้เห็นว่าคนที่นี่เขาอยู่ร่วมกับโรงไฟฟ้าได้โดยปราศจากความขัดแย้ง ทุกวันนี้โรงไฟฟ้า Drax Power Station ไม่ได้ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าที่จะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แล้วหันไปสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ดังนั้น โรงไฟฟ้า Drax จึงต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถใช้เชื้อเพลิงอื่นในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ด้วย

 

อังกฤษมักแสดงบทบาทความเป็นผู้นำโลกอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ยิ่งถ้าเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อมประเทศนี้ให้ความสำคัญเรื่องของการลดโลกร้อนอย่างมาก โดยนโยบายที่ออกมาก็จะเป็นเรื่องของพลังงานเป็นส่วนใหญ่ พ.ร.บ.ลดโลกร้อนปี 2008 ของอังกฤษตั้งเป้าว่าต้องลดคาร์บอนให้ได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ ภายในปี 2020 เมื่อเทียบกับปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุดของอังกฤษเมื่อปี 1990 คือประมาณ 592 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือถ้าจะเปรียบเทียบขนาดของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบชัดๆ แล้วละก็ ขอให้นึกถึงรถเมล์ 2 ชั้นของอังกฤษวางเรียงกัน 592 คัน โดยรัฐบาลใช้มาตรการหลายๆ กลไกลควบคู่กันไป เช่น กำหนดให้บริษัทผู้บริการไฟฟ้าจะต้องใช้ไฟฟ้าโดยสัดส่วนหนึ่งต้องได้มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน อีกทั้งยังมีการการันตีรายได้ให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าจากแหล่งผลิตไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดคาร์บอนต่ำ กลไกเหล่านี้จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่อังกฤษไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพิ่มแต่กลับหันไปสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แทน

ผลจากนโยบายดังกล่าว ทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินเดิมต้องปรับตัวรวมถึงโรงไฟฟ้า Drax ซึ่งมีแนวคิดจะนำเชื้อเพลิงชีวมวลมาใช้ผลิตไฟฟ้าแทน เพราะเชื้อเพลิงชีวมวลจัดอยู่ในกลุ่มพลังงานหมุนเวียนที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ แต่การที่จะทำให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนได้นั้น สิ่งสำคัญที่สุด คือ ต้องมีเชื้อเพลิงชีวมวลที่มากพอ ซึ่งไม่สามารถหาได้ในประเทศนี้ เขาจึงค้นหาแหล่งผลิตในต่างประเทศจนพบว่าในอเมริกาเหนือมีของเหลือจากอุตสาหกรรมป่าไม้มากพอที่จะใช้ผลิตเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่งได้ บริษัทจึงไปตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงอัดแท่งที่โน่น แล้วขนส่งกลับมายังโรงไฟฟ้าที่นี่ และกลายเป็นโรงไฟฟ้าแห่งเดียวที่มีการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลได้อย่างแท้จริง

 

ทุกวันนี้แม้ว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินอื่นๆ จะพยายามปรับตัวให้ได้เหมือน Drax แต่ก็เป็นเรื่องยาก เพราะต้องใช้เงินทุนมหาศาลและที่สำคัญคือต้องมีแหล่งผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลปริมาณมหาศาลเป็นของตนเอง เรื่องของพลังงานนี้บางทีก็ซับซ้อนเหมือนกัน แต่ถ้าหากเราอยากมีการพัฒนาก็เป็นเรื่องที่เราควรรู้เพราะอังกฤษประสบความสำเร็จมาได้ถึงทุกวันนี้ก็เนื่องมาจากพลังงานตั้งแต่พลังงานจากไอน้ำในอดีตพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงพลังงานไฟฟ้าในปัจจุบัน สมดังคำที่ว่า “ไร้ซึ่งพลังงาน การพัฒนาไม่เกิด” หรือ “ไร้ซึ่งพลังงานที่มั่นคง การพัฒนาก็ไม่ราบรื่นเช่นกัน” นั่นเอง

สัปดาห์นี้ท่านสามารถติดตามชม เรื่องราวของเดินหน้าแบบอังกฤษ คิดแบบรอบด้านนี้ได้ผ่านรายการโลก 360 องศา คืนวันเสาร์นี้ เวลา 20.55 น. ทาง ททบ.5

 

4 คุณประโยชน์ของวิตามินดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 พ.ย. 2560 เวลา 14:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528093

4 คุณประโยชน์ของวิตามินดี

วิตามินดีที่มีอยู่ในแสงแดดที่เราเผชิญกันทุกวัน มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมายหลายประการ

หลายๆ คนมักจะหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะกลัวผิวเสีย จริงอยู่ที่ว่าแสงแดดมีส่วนทำร้ายผิวของเราให้หมองคล้ำ แต่อีกมุมหนึ่ง แสงแดดก็มีส่วนช่วยในการสังเคราะห์วิตามินดี เนื่องจากวิตามินดีเป็นวิตามินที่ร่างกายสังเคราะห์ได้เองเมื่อผิวหนังสัมผัสกับแสงอาทิตย์ที่มีรังสีอัลตราไวโอเลตบี (UVB) แต่ปัจจุบันพฤติกรรมคนเมือง หรือคนวัยทำงาน มักจะหลีกเลี่ยงแสงแดด นิยมออกกำลังกายในที่ร่ม จึงลดการดูดซึมวิตามินดีลงไปมาก ทั้งที่จริงแล้ววิตามินดีนั้นก็มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

1. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูก ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ

2. ชะลอการเกิดริ้วรอย เสริมสร้างความแข็งแรงให้ผิวหนังและกล้ามเนื้อ

3. ลดความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษ หรือภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์

4. ระดับวิตามินดีสัมพันธ์กับการเกิดโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้ รวมถึงมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยเช่นกัน

4 วิธีนั่งให้ห่างไกลโรคกระดูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 พ.ย. 2560 เวลา 11:43 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528071

4 วิธีนั่งให้ห่างไกลโรคกระดูก

ท่านั่งที่ถูกต้องจะช่วยให้ห่างไกลโรคกระดูกได้

เรื่องสุขภาพถือเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรใส่ใจดูแล ไม่ว่าจะเป็นใคร อายุเท่าไหร่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย ยิ่งโรคเกี่ยวกับกระดูก สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกคน ซึ่งพฤติกรรมการใช้ชีวิต อย่าง การนั่งนานๆ หรือท่านั่ง ก็มีส่วนต่อโรคกระดูกเช่นเดียวกัน

1. ปรับท่านั่งให้ถูกต้องด้วยการนั่งพิงพนัก โดยเฉพาะเก้าอี้ที่มีรูปทรงตามกระดูกสันหลัง ต้องนั่งให้ชิด หลังสัมผัสพนัก คอตั้งตรง ทิ้งไหล่ให้สบาย งอศอกและเข่าพอประมาณ ไม่เหยียดตรงเกินไป

2. การวางเท้า ควรให้เท้าสัมผัสพื้นทั้งฝ่าเท้า ถ้าเท้าลอยควรหาที่รองเท้าขณะนั่งให้พอดี

3. ลุกขึ้นยืดหรือผ่อนคลายกล้ามเนื้อ กระดูก และร่างกาย ทุกๆ ครึ่งชั่วโมง หรืออย่างน้อยทุกสองชั่วโมง

4. ควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการนั่ง เช่น การนั่งไม่เต็มเก้าอี้ การนั่งไขว้ห้าง เพราะส่งผลต่อปัญหาสุขภาพกระดูกที่จะมีตามมา

เมื่อวัดบันดาลใจ ใครๆ ก็อยากเข้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 30 พ.ย. 2560 เวลา 11:00 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/528051

เมื่อวัดบันดาลใจ ใครๆ ก็อยากเข้า

วัดในประเทศไทยเรามีประมาณ 4 หมื่นวัด แต่สังเกตหรือไม่ว่า ทุกวันนี้คนไม่ค่อยเข้าวัดกัน หรือเข้าวัดน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย แบบว่านานๆ เข้าที จนหลายวัดดูสภาพเหมือนวัดร้างเข้าไปทุกวันๆ แล้วการที่คนเข้าวัดนั้น ส่วนใหญ่ถ้าไม่ไปงานบวชก็งานศพ หรือไปในเวลามีเทศกาลสำคัญๆ เช่น วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันสำคัญเกี่ยวกับวัฒนธรรมประเพณีไทยที่วัดจัดงานขึ้นมา เป็นต้น

ทำไมคนไม่ค่อยเข้าวัด?

บางคนอาจบอกว่า ก็วัดไม่มีอะไรให้ทำนี่ เช่น กิจกรรมปฏิบัติธรรมที่ทุกวัดควรต้องมี แต่มีเฉพาะบางวัดและมีจำนวนน้อยมากที่จัดกิจกรรมนี้เป็นหลัก ซึ่งประชาชนไปวัดตอนไหนก็สามารถเข้าไปปฏิบัติได้ ทำให้หลายคนไม่เข้าวัดแต่เลือกไปสถานปฏิบัติธรรมต่างๆ ของเอกชน หรือมูลนิธิต่างๆ แทน เพราะคิดว่าเอื้อต่อการปฏิบัติธรรมของตัวเอง

บางคนอาจมองว่า พื้นที่วัดกลายเป็นลานจอดรถไปแล้ว ทั้งไม่สะอาด ไม่มีต้นไม้ ไม่มีพื้นที่สีเขียว เข้าไปก็ร้อน สู้ไปห้างดีกว่าเย็นสบาย บางวัดสิ่งปลูกสร้างก็ใช้วัสดุไม่เข้ากับความเป็นวัด ซ้ำไปทำลายคุณค่าและสร้างทัศนะอุจาดให้วัด บางวัดก็เป็นพุทธพาณิชย์จนแทบหาคุณค่าของวัดที่แท้จริง คือ เป็นที่พึ่งและพัฒนาจิตใจประชาชนไม่มี เห็นมีแต่ส่วนใหญ่ทำหน้าที่ทางสังคม เช่น เป็นที่เผาศพสวดศพแค่นั้น แต่หน้าที่ที่เป็นแก่นแท้ของวัดแทบไม่มีให้เห็น

วัดบันดาลใจ

ประมาณ 3 ปีมานี้ได้เกิดโครงการหนึ่งชื่อ “วัดบันดาลใจ” ขึ้นมา แล้วโครงการที่ว่านี้ก็กำลังช่วยพลิกฟื้นความเป็นวัดที่แท้จริงกลับมา ด้วยการออกแบบวัดใหม่ ให้เป็นรมณียสถานด้วยการปรับพื้นที่กายภาพของวัดให้เอื้อต่อการเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจ และสร้างกิจกรรมในวัดให้เอื้อต่อการพัฒนาสติปัญญาและจิตใจของประชาชน

โครงการวัดบันดาลใจเกิดจากมุมมองและความคิดริเริ่มของ “ธีรพล นิยม” ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สถาปัตยกรรม) และผู้ก่อตั้งสถาบันอาศรมศิลป์ ที่มองเห็นความเปลี่ยนไปของวัดที่เมื่อก่อนวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวบ้านเวลามีงานบุญ งานหลวง งานราษฎร์ วัดคือที่พบปะหารือ ส่วนเจ้าอาวาสและพระสงฆ์ในวัดก็เป็นขวัญกำลังใจและชี้นำทางสติปัญญา แต่ปัจจุบันบทบาทของวัดเริ่มถดถอยลงมาก บางวัดแทบไม่มีเลย ทำให้คนไม่ค่อยเข้าวัด ที่น่าห่วงหลายวัดกลายเป็นพุทธพาณิชย์ไป

“ความที่ผมเป็นสถาปนิก ทำยังไงจะพลิกฟื้นความเป็นวัดที่แท้จริงกลับคืนมา ก็เชื่อว่าการปรับพื้นที่กายภาพของวัดให้เอื้อต่อการเรียนรู้และพักผ่อนหย่อนใจด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และสร้างกิจกรรมต่างๆ ในวัดให้เอื้อต่อการพัฒนาสติปัญญาและจิตวิญญาณ ซึ่งในด้านกายภาพต้องอาศัยสถาปนิกมาช่วยในการออกแบบวัด ผมจึงชักชวนสถาปนิก วิศวกร สมาคมสถาปนิกสยามฯ สมาคมภูมิสถาปนิกฯ วิศวกรรมสถาน และบริษัทสถาปนิกต่างๆ มาเป็นอาสาสมัครเครือข่ายช่วยกันออกแบบให้กับวัดต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการ ขณะที่ในด้านจิตวิญญาณก็เชิญมูลนิธิหอจดหมายเหตุท่านพุทธทาสฯ ที่เก่งในเรื่องกิจกรรมเข้ามาช่วยในการจัดกิจกรรมต่างๆ ในวัด และได้ กสทช.มาช่วยในด้านไอที ซึ่งโครงการนี้ได้ทุนสนับสนุนโครงการจาก สสส.”

9 วัดนำร่อง

หลักในการทำงานของโครงการคือ เริ่มต้นด้วยการทำวัดนำร่องที่มีความพร้อมที่ต้องการให้ไปออกจริงๆ 9 วัดในปีแรก ประกอบด้วย วัดพระธาตุพนม จ.นครพนม วัดพระสิงห์ จ.เชียงใหม่ วัดนางชี กรุงเทพฯ ฝั่งธน วัดชลประทานรังสฤษดิ์ จ.นนทบุรี วัดภูเขาทอง จ.พระนครศรีอยุธยา วัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ วัดศรีทวี จ.นครศรีธรรมราช วัดป่าโนนกุดหล่ม จ.ศรีสะเกษ และวัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ไม่น่าเชื่อว่าปีแรกจะมีวัดสนใจเข้าร่วมจำนวนมาก

“ย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้วอันเป็นปีแรกของโครงการ เราต้องการแค่ 9 วัดนำร่องเท่านั้น แต่พอจัดสัมมนาแนะนำโครงการครั้งแรกเพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้กันในระหว่างอาสาสมัคร สถาปนิก ผู้ทำกิจกรรมและวัดต่างๆ ปรากฏมีวัดเข้าร่วมสัมมนา 200 วัดรวมวัดในต่างประเทศด้วย และมี 100 กว่าวัดที่ต้องการให้เราออกแบบให้ แต่รับทั้งหมดไม่ไหวจึงเลือกมา 31 วัด เนื่องจากมีสถาปนิกประมาณ 40 คนก็แบ่งกันไปออกแบบแต่ละวัด ทำควบคู่ไปกับวัดนำร่องของโครงการ 9 วัด รวม 40 วัด”

ธีรพล กล่าวว่า สามปีที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากอาสาสมัครที่เป็นสถาปนิก ภูมิสถาปนิก วิศวกร นักออกแบบมืออาชีพ และคนจัดกิจกรรมมาช่วยพัฒนาวัด และจากการทำงานอย่างต่อเนื่องนี้โครงการได้รวบรวมความรู้มาจัดตั้งเป็น Knowledge Center เพื่อให้คำแนะนำกับวัดอื่นๆ ที่สนใจพัฒนาตามแนวทางวัดบันดาลใจสามารถเริ่มได้ด้วยตัวเอง และหวังว่าองค์กรสงฆ์จะเห็นคุณค่าและประโยชน์ของโครงการ และสนับสนุนให้วัดต่างๆ มีทิศทางการพัฒนาที่เกื้อกูลชีวิตของผู้คน

“ผมอยากให้ผู้คนลองจินตนาการดูว่า วัดในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีอยู่ 1,300 แห่ง ถ้าแต่ละวัดมีพื้นที่สัก 5 ไร่ หากปรับเปลี่ยนพื้นที่เหล่านั้นให้ร่มรื่น เราจะได้ปอดของกรุงเทพฯ ถึง 6,500 ไร่ เหมือนมีสวนลุมพินีเพิ่มมา 20 แห่ง ส่วนการเป็นที่พึ่งทางสติปัญญาและจิตใจนั้นก็คงขึ้นกับคุณภาพของพระสงฆ์ในแต่ละวัดซึ่งเป็นสิ่งที่ค่อยเป็นค่อยไปตามเหตุปัจจัย” ผู้ริเริ่มโครงการชวนคิด

วัดสุทธิวราราม โฉมใหม่ได้ใจทุกคน

หากใครไปวัดสุทธิวราราม กรุงเทพฯ (1 ใน 9 วัดนำร่องโครงการวัดบันดาลใจ) ในเวลานี้จะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายในทางที่สร้างสรรค์เป็นที่จรรโลงจิต วัดมีความร่มรื่น น่าเข้าไปอย่างยิ่ง แต่ถ้าให้นึกย้อนภาพวัดสุทธิฯ ที่ผ่านมา คนจะมองเลยว่าไม่มีอะไรนอกจากงานศพ สวดศพทุกวัน และไม่ค่อยมีกิจกรรมอะไรที่ประชาชนเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ลานวัดก็เป็นลานจอดรถ ไม่มีพื้นที่สีเขียว มีแต่ลานปูน กำแพงโบสถ์ก็กินพื้นที่วัดจากวัดที่แคบอยู่แล้วยิ่งแคบหนักเข้าไปอีก

ทว่า พอได้เจ้าอาวาสที่มีวิสัยทัศน์และมองการณ์ไกลอย่าง พระสุธีรัตนบัณฑิต (สุทิตย์ อาภากโร) เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันและยังเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) วัดสุทธิฯ จึงเปลี่ยนไปและมีความโดดเด่นในหลายๆ ด้าน ทั้งในด้านกายภาพ เนื่องจากมีการปรับพื้นที่วัดให้มีพื้นที่สีเขียว และในด้านกิจกรรมก็มีกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ให้นักเรียน ชุมชน และประชาชนทั่วไปเข้ามาร่วมได้ตลอด

พระสุธีรัตนบัณฑิต กล่าวว่า วัดในเมืองส่วนใหญ่ก็จะเห็นสภาพอันหนาแน่นของตึก อาคาร ร้านค้า ลานจอดรถ วัดสุทธิวรารามก็เช่นกันในช่วงแรกมีพื้นที่สาธารณะน้อย ทางวัดจึงคิดว่าน่าจะสร้างวัดให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ของสังคมขึ้นมาใหม่ โดยอาศัยโบสถ์ ศาลาการเปรียญที่มีอยู่มาปรับผังภูมิทัศน์ขึ้นใหม่ โดยหลักคิดในการพัฒนาวัดเพื่อสร้างพื้นที่ทางกายภาพให้สะอาดร่มรื่น สวยงาม เป็นสถานที่สัปปายะเหมาะกับการเรียนรู้ และการเข้ามาพัฒนาจิตใจของประชาชนทุกเพศทุกวัย

กิรินทร์ ตั้งเลิศปัญญา ภูมิสถาปนิกอาสาวัดสุทธิวราราม จากบริษัท ฉมา โซเอ็น เล่าถึงการออกแบบว่า จากการที่พูดคุยกับเจ้าอาวาส ท่านต้องการพัฒนาพื้นที่วัดให้เป็นสวนกลางเมืองและพื้นที่การเรียนรู้ เนื่องจากเห็นว่าผู้คนในละแวกถนนเจริญกรุงไม่มีพื้นที่สาธารณะ ถ้าได้เข้ามาใช้ในวัดที่ร่มรื่นก็เป็นเรื่องดี แต่การที่จะทำอย่างนั้นได้ต้องปรับพื้นที่รอบอุโบสถ

“โบสถ์วัดสุทธิฯ จะอยู่ตั้งตรงกลางวัด มีพื้นที่โล่งทั้งซ้ายและขวา แต่เมื่อก่อนจะมีศาลาสวดศพ และกุฏิ 1 หลังขวางพื้นที่ท่านก็ให้รื้อออก แล้วทุบกำแพงแก้ว (กำแพงรอบโบสถ์) ออกเพื่อให้ออกแบบพื้นที่สวนโดยรอบอุโบสถได้ ในการออกแบบเราได้เสนอท่านเป็น 3 เฟส เพราะความตั้งใจของท่านต้องการเปลี่ยนเป็นพื้นที่สีเขียวทั้งหมด แต่เนื่องจากพื้นที่วัดปัจจุบันเป็นที่จอดรถทั้งหมด ถ้าจะเปลี่ยนทันทีไม่มีพื้นที่จอดรถเลยคนคงจะไม่เห็นด้วย ก็เลยออกแบบเป็นที่สีเขียวและเป็นที่จอดรถด้วย

ท่านบอกอีกว่าเฟสต่อไปจะทำพื้นที่อีกฝั่งของวัดเป็นพื้นที่สวน และในอนาคตถ้าสามารถทำพื้นที่วัดฝั่งตรงข้ามเป็นโรงพยาบาลสงฆ์ได้ก็จะทำพื้นที่ในวัดทั้งหมดเป็นพื้นที่สีเขียว ขณะเดียวกันก็จะเอาที่จอดรถย้ายไปอยู่อีกฝั่งด้วย ดังนั้นจึงพยายามเสนอท่านเป็น 3 เฟสโดยไม่ให้กระเทือนคนในชุมชน และให้ชุมชนค่อยๆ เรียนรู้กับการเปลี่ยนแปลง ตอนนี้วัดก็ได้สวนสีเขียว”

ศูนย์การเรียนรู้ในวัด

นอกจากสร้างสวนสีเขียวในวัดแล้ว ยังได้ทำศูนย์เรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม เพื่อให้นักเรียน ประชาชนทั่วไป หน่วยงาน องค์กรต่างๆ รวมทั้งชุมชนได้เข้ามาใช้ร่วมกันอีกด้วย ในการนี้ก็ได้อาสาสมัครด้านกิจกรรมของโครงการมาร่วมด้วยช่วยกันในเรื่องของการออกแบบกิจกรรม เช่น กิจกรรมดูหนังตามหาแก่นธรรม เป็นต้น

พระมหาพร้อมพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้พระพุทธศาสนาและการพัฒนาสังคม วัดสุทธิวรารามเล่าว่า อย่างกิจกรรมตักบาตรคนเมืองที่จัดทุกวันเสาร์แรกของเดือนนั้น ในเย็นวันศุกร์จิตอาสาที่เป็นนักเรียนจะมาช่วยเตรียมของ วันรุ่งขึ้นก็ชวนผู้ปกครองมาตักบาตร เสร็จงานนั่งกินข้าวร่วมกัน เป็นภาพที่น่ารัก จากคนเข้าร่วมหลักสิบปัจจุบันหลักร้อย ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง ผู้สูงอายุรอบๆ วัด คนมาก็หลากหลาย บางคนรู้ข่าวจากโซเชียลมีเดีย วัดไม่ได้มองคำว่าชุมชนต้องเป็นคนรอบๆ วัดเท่านั้น และหลังจากเปิดให้บริการ แต่ละวันมีเด็กๆ จำนวนหนึ่งมาใช้ศูนย์การเรียนรู้ ทำการบ้าน อ่านหนังสือ รอพ่อแม่มารับ

“บางครั้งเกิดบทสนทนากับพระอาจารย์ สงสัยอะไรก็ไม่ได้ตอบด้วยธรรมะจ๋า ตั้งแต่เจ้าอาวาสรูปปัจจุบันรับตำแหน่ง ท่านพูดชัดว่าจะขับเคลื่อนวัดไปในทิศทาง 3 ด้าน คือ เน้นกายภาพให้มีความสะอาดร่มรื่น พัฒนาวัดให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ของคนและชุมชน และพัฒนาด้านจิตปัญญา ตอนนี้เราทำด้านกายภาพแล้ว ทำศูนย์การเรียนรู้แล้ว

ต่อไปด้านจิตตปัญญาเรากำลังทำอยู่ โดยเจ้าอาวาสท่านให้ความสำคัญกับงานศิลปะและต้องการให้งานพุทธศิลป์เป็นเครื่องสื่อสารธรรมะให้กับประชาชน จะเห็นว่า ในโบสถ์ทั้งชั้น 1 ชั้น 2 ท่านได้ให้ศิลปินชื่อดังมาวาดภาพปริศนาธรรมต่างๆ เพื่อให้คนได้มาศึกษาเรียนรู้ อย่าลืมว่า ภาพหนึ่งภาพอธิบายได้ร้อยพันความหมาย” พระมหาพร้อมพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

ถ้าทุกวัดโดยเจ้าอาวาสมีวิสัยทัศน์ พร้อมที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงเชื่อเหลือเกินว่าบทบาทและบรรยากาศของวัดจริงๆ จะกลับมา พระได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ชาวบ้านก็จะเข้าวัดด้วยความศรัทธา มิใช่สักแต่เข้าไป เหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

4 วิธีที่ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 17:12 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527922

4 วิธีที่ช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุข

การปรับความคิดและทัศนคติเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยให้ทำงานอย่างมีความสุขมากขึ้น

หนุ่มสาวพนักงานออฟฟิศบางส่วน พอทำงานไปเรื่อยๆ เข้า ก็เริ่มไม่อยากตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อไปทำงาน ต้องมาทนกับรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน รู้สึกเหนื่อย หงุดหงิด สุขภาพจิตเสีย เพื่อนร่วมงานบางคนไม่ให้ความร่วมมือ ทำอะไรก็ผิดไปหมด ถ้าใครมีความรู้สึกแบบนี้แสดงว่ากำลังเริ่มเบื่องานเข้าแล้ว ดังนั้นควรหาทางแก้ไขก่อนที่จะสายเกินไป

1. ปรับทัศนคติให้ดีขึ้น เช่น การมองข้อดีของงานที่ทำอยู่ หรือโปรเจกต์ที่ได้รับมอบหมายว่าสำคัญอย่างไร เพราะอะไรหัวหน้าถึงไว้วางใจให้เราทำงานนี้ และคิดว่าถ้าเราทำงานเสร็จทุกคนหรือหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะมีความสุขด้วย งานก็จะเดินหน้าไม่สะดุดเพราะคนๆ เดียว และจะมีกำลังใจในการทำงานต่อไป

2. ความเบื่องานย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยเฉพาะคนที่ทำงานมานานหลายปีจะรู้สึกเบื่อและคิดว่าที่ทำงานอยู่ตอนนี้ก็ทำไปวันๆ ไร้ซึ่งชีวิตชีวาความสนุกสนาน ไม่ตื่นเต้นเหมือนตอนเข้าทำงานใหม่ๆ ควรหาสาเหตุให้เจอว่าทำไมถึงเป็นเช่นนี้ งานที่ทำเยอะไปหรือเปล่า หรือทำงานหนักเกินไปจนไม่มีเวลาพัก

3. เชื่อมั่นว่าต้องทำได้ ไม่ควรบ่นในเรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะยิ่งทำให้รู้สึกท้อ รู้สึกแย่กว่าเดิม ดังนั้นเวลาคุยกับเพื่อนหรือใครก็เปลี่ยนเป็นการขอคำแนะนำ ควรฝึกความมั่นใจให้กับตนเองว่าสิ่งที่ทำนั้นเราทำได้ ไม่มีอะไรที่เกินความสามารถ

4. ถ้ามีงานเยอะล้นมือก็ไม่ควรปล่อยให้งานรวน เพราะอาจไปกระทบกับงานส่วนอื่นๆ ได้ และยิ่งสร้างความปวดหัว หรือไม่อยากทำงานยิ่งกว่าเดิม เมื่อจัดงานได้บางส่วน หรืองานที่ค้างทำเสร็จหมดแล้วก็ถึงเวลาพักผ่อน ถ้ามีวันพักร้อนและไม่เคยใช้ก็นำมาใช้บ้าง

4 วิธีถนอมดวงตาจากแสงแดด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 16:27 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527915

4 วิธีถนอมดวงตาจากแสงแดด

แสงแดดจ้านอกจากจะทำร้ายผิวแล้ว อาจมีส่วนทำร้ายดวงตาของเราได้ด้วยเช่นกัน

อย่างที่เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าประเทศไทยมี 3 ฤดู ร้อน ร้อนมาก และร้อนที่สุด ไม่ว่าจะฤดูไหนๆ แสงแดดเมืองไทยก็ไม่มีวี่แววว่าจะลดลง ยังคงร้อนเสมอต้นเสมอปลาย และแสงแดดจ้านี้เอง นอกจากจะทำร้ายให้ผิวคล้ำเสียแล้ว ยังอาจมีส่วนทำร้ายดวงตาของเราได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงควรหมั่นใส่ใจดูแล และป้องกันดวงตาจากความเสี่ยงเหล่านั้น

1. เลี่ยงแสงแดดจ้า – ความร้อนจากแสงแดด ส่งผลให้หลายๆ คนเกิดอาการตาแห้ง โดยเฉพาะผู้ที่สวมคอนแทคเลนส์ มักเกิดอาการระคายเคืองได้ง่าย ควรใส่ใจดูแลดวงตาให้มากขึ้น โดยหมั่นกะพริบตาบ่อยๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นให้ดวงตา ใช้น้ำตาเทียมหรือยาหยอดตาเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น หลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีแสงแดดจ้า และเลี่ยงการใช้สายตาเพ่งหน้าจอเป็นเวลานานๆ จนทำให้เกิดอาการตาล้า

2. สวมแว่นกันแดด – แสงแดดจ้าสามารถส่งผลต่อดวงตา ทำให้เกิดอาการเยื่อบุตาเสื่อม จึงควรสวมแว่นตากันแดดเพื่อถนอมดวงตา ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงแดดจ้า ฝุ่นควันและลม ควรเลือกแว่นกันแดดที่มีประสิทธิภาพและมีค่าการปกป้องยูวี

3. บำรุงสายตา – การใช้สายตาอย่างหนักส่งผลให้ดวงตาเกิดอาการอ่อนล้า กระจกตาไม่แข็งแรง จึงควรดูแลสายตาด้วยการเลือกกินอาหารที่อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ อย่างวิตามินเอ ที่มีส่วนช่วยในการบำรุงสายตา เช่น ผักบุ้ง แครอท ตำลึง ฟักทอง ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่

4. พบจักษุแพทย์ – สำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาทั้งหลาย ควรหมั่นพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาความผิดปกติของสายตาอย่างสม่ำเสมอทุกปี และผู้ที่ใช้สายตาในการทำงานเป็นเวลานานๆ จนเกิดอาการผิดปกติกับดวงตาอย่านิ่งนอนใจ หมั่นพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจดวงตา ขอรับคำแนะนำ และดูแลสุขภาพดวงตาให้แข็งแรงอยู่เสมอ

4 ผลไม้ช่วยเรียกความสดชื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 29 พ.ย. 2560 เวลา 15:19 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/527902

4 ผลไม้ช่วยเรียกความสดชื่น

ผลไม้ไทยหลายชนิดสามารถช่วยดับร้อน และทำให้รู้สึกสดชื่นผ่อนคลายได้

ช่วงกลางสัปดาห์แบบนี้ หลายคนอาจจะง่วงๆ เหนื่อยๆ รู้สึกล้า ไม่สดชื่น บางคนอาจจะเลือกไปจิบกาแฟ เอาคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกาย แต่แท้จริงแล้วยังมีอีกทางเรื่องอย่าง น้ำผลไม้ ที่จะช่วยดับร้อน และทำให้เรารู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย นอกจากนั้นยังได้ประโยชน์ต่างๆ จากวิตามินและแร่ธาตุในผลไม้อีกด้วย

1. มะพร้าว – มะพร้าวน้ำหอม ช่วยเรียกความสดชื่น ทั้งยังให้ประโยชน์จากแร่ธาตุทั้งหลาย มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวพรรณ พร้อมด้วยไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จะเลือกดื่มแบบสดๆ หรือเป็นเมนูน้ำมะพร้าวปั่น ก็จะช่วยลดดีกรีความร้อนแรงได้

2. แตงโม – ด้วยความที่แตงโมเป็นผลไม้ให้น้ำมาก หากได้กินแตงโมหรือดื่มน้ำแตงโมแช่เย็น สามารถช่วยเรียกคืนความสดชื่นได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังสามารถช่วยลดอาการไอ เพิ่มความชุ่มคอ บรรเทาอาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบ และที่สำคัญสีแดงที่อยู่ในแตงโมยังมีสารเบต้าแคโรทีนอีกด้วย

3. ส้ม – จะเลือกดื่มน้ำส้มคั้นสดๆ สักแก้ว หรือกินทั้งผล ก็อร่อยสดชื่นได้ประโยชน์ไม่แพ้กัน ที่สำคัญส้มไม่ได้มีดีแค่วิตามินซีสูงเท่านั้น แต่ยังอุดมไปด้วยแคลเซียม วิตามินเอ บี ดี โพแทสเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ พร้อมกากใยที่ช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย

4. มะม่วง – น้ำมะม่วงปั่นสดๆ หวานฉ่ำ ชื่นใจ นอกจากจะช่วยให้สดชื่นแล้ว ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งยังช่วยดับกระหาย ละลายเสมหะ แก้อาการไอ แล้วยิ่งเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้ ก็เป็นผลไม้อีกชนิดที่มีเบต้าแคโรทีนและวิตามินอีที่สูงมาก