เหินฟ้ากู้ ‘หัวใจ’ เสี่ยงชีวิตเพื่อต่อชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ย. 2560 เวลา 14:17 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526098

เหินฟ้ากู้ ‘หัวใจ’ เสี่ยงชีวิตเพื่อต่อชีวิต

โดย ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์

การทำความดีนั้นเป็นสิ่งที่ใครๆ ต่างถวิลหา แต่เมื่อโอกาสและความพร้อมมาบรรจบกัน แน่นอนว่า “อนุทิน ชาญวีรกูล” ผู้กุมบังเหียนใหญ่แห่ง บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยไม่ขอปล่อยผ่านไป

ด้วยฐานะหน้าที่การงานจัดอยู่ในระดับนักธุรกิจการเมืองแถวหน้าเมืองไทย เขาสามารถแสวงหาสิ่งของมีมูลค่ามาประดับบารมี และ “เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว” TBM 930 ภายใต้ทะเบียนไทย HS -SST เป็นทรัพย์สินอันมีค่าของ “เสี่ยหนู” ซื้อหามาฝึกบินตามใจรัก

ทว่าเครื่องบินมูลค่าหลายร้อยล้านมิได้เป็นเครื่องบ่งบอกความมีฐานะเท่านั้น หากแต่ได้ถูกนำมาทำประโยชน์ให้กับสังคมส่วนรวมโดยไม่จำเป็นต้องบอกใคร ประหนึ่งการ “ปิดทองหลังพระ”

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อนุทินขับเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวเดินทางไปสร้างสะพานบุญครั้งใหญ่ภายใต้จิตสำนึกส่วนรวม ด้วยการนำ “หัวใจ” และอวัยวะ มาปลูกถ่ายต่อชีวิตให้กับหลายชีวิตที่รอคอย ณ สภากาชาดไทย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

“ผมไม่ใช่จิตอาสา มันเป็นจิตสำนึก เหมือนผมขับรถแล้วเห็นคนถูกรถชน ก็ต้องหยุดเพื่อช่วยเหลือ และเรื่องนี้ผมไม่เอามาเกี่ยวกับเรื่องการเมือง เพราะผมแฮปปี้” เสียงยืนยันหนักแน่นพร้อมรอยยิ้ม

จุดเริ่มหน้าที่กัปตันเครื่องบินเพื่อนำพาหัวใจมายืดชีวิตผู้คน มาจากที่เขารู้จักเพื่อนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนายแพทย์ผ่าตัดหัวใจผ่านทางเฟซบุ๊ก ซึ่งไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน วันหนึ่งหมอคนดังกล่าวเขียนข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า มีเหตุต้องการเปลี่ยนหัวใจและทราบว่าอนุทินมีเครื่องบินส่วนตัว จึงได้สอบถามว่ายินดีไปรับหัวใจหรือไม่ ซึ่งเจ้าตัวตอบตกลงและตัดสินใจไปทันที

“ในแต่ละวันมีคนต้องการหัวใจค่อนข้างเยอะ แต่ต้องได้จากคนเสียชีวิตกะทันหันและแข็งแรง ตัวอย่างเช่น บางกรณีเกิดเหตุต่างจังหวัด ไม่มีเที่ยวบิน แต่คนไข้ที่รอหัวใจอยู่ได้ไม่ถึง 6 โมงเช้า และมีเวลาไม่กี่ชั่วโมง เพื่อนที่เป็นหมอจะโทรหาผม ผมก็บินไปให้”

“หน้าที่สำคัญของผม คือ ประจำรอบนเครื่อง เมื่อหมอได้หัวใจมาแล้ว ผมสตาร์ทเครื่องออกทันที ถ้าผมขับกลับมาไม่ทัน คนไข้มีสิทธิเสียชีวิต ซึ่งหัวใจมีเวลา 4 ชั่วโมงเมื่อออกจากผู้เสียชีวิต และทุกนาทีเซลล์จะตายไปเรื่อยๆ ดังนั้น ผมต้องไปอยู่ตรงนั้น”

ภารกิจเหินฟ้ากู้หัวใจทำมานานกว่า 2 ปี บินมาแล้วตั้งแต่เหนือ อีสาน ใต้ เขาช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ไปได้ประมาณ 20 ราย ขณะเดียวกัน การเดินทางแต่ละครั้งมิใช่ได้เฉพาะแค่หัวใจ หากแต่ยังมีอวัยวะอื่นๆ มาช่วยผู้คนด้วย เช่น ไต ปอด ดวงตา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะมีการพูดคุยกับทางญาติผู้เสียชีวิตก่อนมีความประสงค์บริจาคอวัยวะเหล่านั้นหรือไม่

แน่นอนภารกิจพิเศษแบบนี้ ไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆ ไหนต้องแข่งกับเวลา ไหนต้องเสี่ยงกับสภาพดินฟ้าอากาศ ซึ่งอนุทินก็ผ่านประสบการณ์ความเสี่ยงเหล่านั้น

“หากถามว่าเสี่ยงและกลัวกับภารกิจแบบนี้ไหม คำตอบ คือ กลัว แต่ต้องเชื่อว่ามันปลอดภัย” เสี่ยหนู บอก

“เพราะเครื่องบินถ้าเท้าพ้นจากพื้นเมื่อไหร่เกิดความเสี่ยงหมด เมื่อทำไปได้ 2 ครั้ง ก็เกิดความชิน และคิดว่า เท่เป็นบ้า ไม่มีใครทำได้อย่างเรา จะไปกลัวทำไม ทำแบบนี้จะซวยได้ไง เอาชีวิตมาต่อชีวิต ต้องบอกตัวเองแบบนี้ เพราะบางรายต้องออกจากบ้านไปตอนตีหนึ่ง ตีสอง หรือห้าทุ่ม ออกไปตอนดึกๆ แล้วเอาเครื่องบินขึ้น มันก็ไม่มีอะไร”

สำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้น เจ้าตัว บอกว่า ส่วนตัวเป็นคนออกทั้งหมดเพราะขับเอง เครื่องตัวเอง ไม่ต้องจ้างนักบินหรือเช่าเครื่องบินใคร คิดอย่างเดียว คือ น้ำมัน ซึ่งน้ำมันไปกลับ เชียงใหม่-กรุงเทพฯ ไม่เกิน 3 หมื่นบาท แต่ละภารกิจ ซึ่งเป็นต้นทุนส่วนตัว เหมือนมีรถ ขับรถไปบริการเพื่อน ดังนั้น จึงไม่มีปัญหา

ณ ปัจจุบัน เขาน่าจะเป็นเพียงคนเดียวในประเทศที่ทำภารกิจดังกล่าว แม้จะมีคนขับเครื่องบินได้จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นนักบินสมัครเล่น หรือมีเครื่องบินแต่ความเร็วเครื่องไม่ถึง เรดาร์บินกลางคืนไม่มี ทว่า เครื่องบินส่วนตัวมีระบบการเดินอากาศเทียบเท่ากับเครื่องบินพาณิชย์ที่ใช้โดยสาร

“ผมลงทุนซื้อเครื่องบิน เพราะมันเร็ว ไม่ได้มีวัตถุประสงค์อะไรเลย แต่เครื่องบินผมทำความเร็วได้ 600 กม./ชม. มันเข้าสเปกพอดี และเครื่องที่มีถ้าเอากรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง มันตีรัศมีใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง ยกเว้นที่ไกลสุด คือ นราธิวาส 1.30 ชั่วโมง ฉะนั้น เครื่องบินผมกับภารกิจมันลงตัว ซึ่งอธิบายยากแต่มันสนุก”

อนุทิน บอกด้วยว่า การทำภารกิจแบบนี้จะต้องแจ้งกับทางศูนย์ควบคุมการบิน เพื่อบอกว่ามีภารกิจในการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะเร่งด่วน และขออนุญาตใช้เส้นทางบินตรง ซึ่งปกติต้องบินตามเส้นทางที่กำหนด เพราะถือเป็นเส้นทางจราจรทางอากาศ โดยการบินบางครั้งก็เจออุปสรรคบ้าง แต่ส่วนตัวมีเที่ยวบินสูง 2,000-3,000 ชั่วโมง และทำตามเช็กลิสต์ ก็แก้สถานการณ์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

“ผมคิดเสมอเวลาออกไปทำภารกิจ ถ้าเราถอดใจ คนที่รอความหวังจะเป็นอย่างไร หรือไม่ก็ต้องเสียชีวิต ฉะนั้นเราต้องพยายามหาทางออกนำหัวใจมาให้เขาให้ได้”

นั่นเป็นคำบอกเล่าของนักบินหัวใจใหญ่ที่ชื่อ “อนุทิน ชาญวีรกูล”

เงียบ…ฟังเสียงจากภายในตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ย. 2560 เวลา 10:31 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526065

เงียบ...ฟังเสียงจากภายในตัวเอง

โดย มัลลิกา นามสง่า

Back to Noiseless นิทรรศการเดี่ยวครั้งที่ 2 ของ พีระ โภคทวี ที่เป็นการก้าวข้ามความคาดหวังของคนอื่น และหลุดพ้นจากกับดักความคิดของตัวเอง ซึ่งลุ่มหลงอยู่กับเสียงของสรรพสิ่งรอบข้าง

ยังคงใช้เทคนิคสีน้ำ ซึ่งเป็นทักษะที่ถนัดที่สุดในการสร้างงานจิตรกรรม แต่ในครั้งนี้ได้สร้างเรื่องราว รูปทรงขึ้นมาใหม่ จากเดิมที่วาดแนวพอร์เทรตสีน้ำ และมีผู้คนชอบในผลงานจำนวนมาก หากเขาต้องการที่จะสื่อสารกับงานมากกว่าความสวย

“งานชุดนี้ผมเริ่มจากถ่ายทอดบรรยากาศของความเงียบ เพราะตั้งแต่ได้รับอนุมัติให้แสดงงาน ผมก็มาย้อนคิดว่าเมื่อ 3 ปีก่อน เราแสดงพอร์เทรตสีน้ำแล้วมีคนชื่นชอบยอมรับด้านนี้ มันเหมือนกับเราก็หลงไปกับคำชื่นชมในระดับหนึ่ง ก็สร้างแต่งานแบบนี้มา พอมาครั้งนี้รู้สึกเราทำเพราะเราอยากทำจากตัวเราจริงๆ ไม่ใช่ทำงานที่คนอื่นชอบ”

นั่นจึงเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ความเงียบและได้ทบทวนฟังเสียงจากภายในตัวเอง ที่มันค่อยๆ ดัง แสดงความต้องการออกมาเรื่อยๆ จนกลบเสียงจากภายนอก

“ภาพหุ่นนิ่ง พอร์เทรต วิว เราอาจจะวาดได้ดี แต่เนื้อหาไม่ได้ลึกซึ้ง ผมอยากสร้างอะไรที่มันสื่อความต้องการข้างในของเรา ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นแบบงานชุดนี้

เกิดจากการนั่งทบทวน อยู่เงียบๆ ก่อนหน้านี้ผมได้รับเสียงรอบข้างมาเยอะ และยอมรับว่าผมอ่อนไหวปล่อยให้เสียงจากภายนอกมามีอิทธิพลกับตัวเอง และบางทีก็เผลอทำตามเสียงพวกนั้น สุดท้ายมันมีข้อเสียกับเราเยอะนะ เราไม่ได้เป็นตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร

การรับสื่อเยอะๆ ทำให้เราวุ่นวายใจ หรืออย่างดูงานคนอื่นก็เอาไปเปรียบเทียบ มันอาจทำให้เราพัฒนา แต่ในที่สุดศิลปะไม่ใช่การสร้างเพื่อแข่งขัน ผมเลิกเล่นเฟซบุ๊กมาปีกว่า เพราะเสียงเหล่านี้มันรบกวนใจเราหลายๆ ด้าน ทั้งวิธีการทำงานและเป้าหมายที่บิดเบือน

พอเรากลับมาเงียบๆ มาฟังเสียงตัวเองคนเดียว มาสำรวจว่าจริงๆ แล้วเราต้องการอะไร เราเริ่มทำงานจากความรักทำงานศิลปะ ไม่ได้หวังชื่อเสียง เราอยากสร้างงานศิลปะให้มากกว่าภาพสวยๆ”

Back to Noiseless เป็นการพาตัวเองย้อนกลับไปสู่ภาวะจิตใจที่อยู่ท่ามกลางความเงียบและความว่างเปล่าอีกครั้ง “ความเงียบทำให้เราได้คิด เลยทำให้ประทับใจความเงียบ ทำให้ผมตัดตัวเองจากเสียงต่างๆ ทำให้เราตกผลึกในงานรอบนี้มากขึ้น งานมาจากตัวเราเองจริงๆ ไม่ได้มีอิทธิพลของคนอื่นมาครอบงำความคิด

เวลาเงียบเรานึกถึงอะไร มันไม่ใช่แค่ไหนว่างเปล่า แต่มันกลายเป็นภาพต่างๆ ผุดขึ้นมาแล้วผมนึกถึงทะเล อาจเป็นเพราะจิตใต้สำนึกเราชอบทะเล พอเห็นภาพทะเลก็นึกว่ามันสัมพันธ์กับความเงียบ ยิ่งเวลาเราดำน้ำอาจจะมีเสียงของสัตว์ แต่มันก็เป็นเสียงในความเงียบ ซึ่งมันสะท้อนภาพความเงียบที่เราคิดไว้ออกมาได้ระดับหนึ่ง

ต่อมานึกภาพเด็กหาปลาดำน้ำในทะเลไปค้นหาโอปอล เหมือนเรามีสตอรี่ขึ้นมา ไม่ได้มีเหตุผลที่ชัดเจนแต่เป็นเหมือนคนเราเดินทางออกตามหาความฝัน เด็กคนนี้เหมือนตัวแทนของเราที่เราทำงานศิลปะแล้วเราค้นพบความฝันของเรา

งานชุดนี้ส่วนใหญ่เป็นภาพแนวนอน เพื่อต้องการให้เห็นความราบเรียบ เส้นแนวนอนเป็นเส้นที่สื่อถึงความสงบได้มากกว่าแนวตั้ง และปล่อยให้พื้นที่ว่างเยอะเป็นความเงียบที่แผ่กว้าง ถ้าใส่รายละเอียดลงในงานเยอะภาพยิ่งดูวุ่นวาย งานชุดนี้ผมต้องการสร้างบรรยากาศของความเงียบขึ้นมา”

ความเงียบและความว่างเปล่าอาจเป็นจุดเริ่มต้น หากแต่เรื่องราวของเด็กหาปลายังเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการค้นหาและไล่ตามความฝันของคนเรา ที่แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะบรรลุผลหรือไม่ก็ตาม แต่สิ่งต่างๆ ที่ได้พบเจอในระหว่างทางนั้นก็ล้วนมีคุณค่าเสมอนิทรรศการ  Back to Noiseless จัดแสดงวันที่ 23 พ.ย.-12 ธ.ค. ณ ห้องนิทรรศการชั้น 1 ห้อง 1 หอศิลป์จามจุรี

แอนนิสซา ฟลินน์ สุขและอิสระบนกระดานโต้คลื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 19 พ.ย. 2560 เวลา 10:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : https://www.posttoday.com/life/life/526062

แอนนิสซา ฟลินน์ สุขและอิสระบนกระดานโต้คลื่น

โดย สมแขก

ข่าวดีรับปลายปีของนักเซิร์ฟสาวไทย แอนนี่-แอนนิสซา ฐิตา ฟลินน์ นักโต้คลื่นลูกครึ่ง วัย 20 ปี จากภูเก็ต คือการคว้ารางวัลชนะเลิศจาก World Flowboarding Championships ทัวร์นาเมนต์ประจำปี 2017 ที่ Aqua Water Park ในเมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก เมื่อไม่นานมานี้ ภายหลังการแข่งขันแอนนี่โพสต์บนเฟซบุ๊กประกาศถึงความสำเร็จว่า “ฉันจะจำวันนี้ไม่มีวันลืม วันที่เด็กตัวเล็กๆ อย่างฉันกลายเป็นแชมป์โลก! อยากขอบคุณพ่อกับแม่มาก เพราะพ่อกับแม่เจ๋งที่สุดแล้ว และขอบคุณทีม Mak Flowboards และทีม Roxy Thailand ที่ทำให้ฉันมีวันนี้ สถานีต่อไปคือยูทาห์” ชัยชนะของสาวน้อยคนนี้ทำให้นึกถึงบทสนทนากับแอนนี่ก่อนที่เธอจะบินไปแข่งขันรายการระดับโลกนี้

สาวน้อยลูกครึ่งไทย-ออสเตรเลียเป็นนักกีฬาหญิงคนเดียวของทีม Roxy Thailand ที่ไปแข่งในระดับโลก เธอเพิ่งก้าวสู่วัย 20 ปี เกิดที่ออสเตรเลียดินแดนที่โด่งดังเรื่องเซิร์ฟ หลังจากย้ายมาอยู่ที่ภูเก็ตเมืองที่คลื่นดีเช่นกัน เธอจึงเริ่มเล่นเซิร์ฟตั้งแต่อายุ 7 ขวบ “ตอนเริ่มเล่นไม่มีใครเป็นคนสอน เราเล่นกันเองกับเพื่อนวัยเดียวกัน ทำให้ชอบตั้งแต่เริ่มเลย แอนนี่แข่งครั้งแรกใน จ.ภูเก็ต ตอนอายุประมาณ 10 ขวบ พอชนะก็มีสปอนเซอร์สนับสนุนเลยทันที จากนั้นก็เล่นเซิร์ฟมาเรื่อยๆ ไปทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฮ่องกง ไปเซิร์ฟมาหมดทุกที่เลยของเอเชีย และในปี ค.ศ. 2012 ก็คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งเซิร์ฟ Asian Surfing Championship Women’s Division ตอนอายุ 15 ปี”

สำหรับทะเลในภาคใต้ของไทยไม่ได้มีคลื่นดีทั้งปีอย่างในบาหลี ทำให้หน้าท่องเที่ยวที่มีคลื่นน้อย ทำให้แอนนี่เพิ่มโฟลว์บอร์ดเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ชื่นชอบจนกลายเป็นนักกีฬาที่สร้างความสำเร็จให้เธอ “ที่มาเล่นโฟลว์มาเล่นสลับกัน แต่มาเล่นทีหลังเซิร์ฟ แอนนี่เริ่มเล่นโฟลว์บอร์ดมา 4 ปีแล้ว แต่เรื่องชื่อเสียงก็ได้มากกว่าเซิร์ฟ สำหรับเซิร์ฟแอนนี่เดินสายแข่งในเอเชีย แต่สำหรับโฟลว์บอร์ดแอนนี่ไปถึงระดับโลก

จุดร่วมของสองกีฬานี้ก็คือ น้ำ แอนนี่ชอบน้ำมาตั้งแต่เด็ก ชอบว่ายน้ำ กีฬาทางน้ำที่ใช้เท้าแอนนี่เล่นหมด สำหรับเซิร์ฟเป็นกีฬาที่ต้องใช้กำลังทั้งตัว ขณะที่โฟลว์บอร์ดใช้การทรงตัวบนขาและควบคุมทิศทางด้วยเท้า เสน่ห์ของโฟลว์ที่แอนนี่รู้สึกคือ ความดีของมันคือทุกอย่างจะเหมือนเดิม ถ้าเป็นเซิร์ฟคลื่นทุกคลื่นที่เข้ามาจะไม่เหมือนกันเลย แต่โฟลว์เรารู้ว่าคลื่นจะมาแบบไหน เรากำหนดทิศทางของตัวเองล่วงหน้าได้ รู้ว่าต่อไปเราจะทำอะไร ซึ่งเหมาะที่แอนนี่จะแข่งขัน”

เมื่อถามความรู้สึกบนกระดานของสาวน้อยลูกครึ่งคนนี้เป็นอย่างไร เธอบอกว่า “ถ้าเป็นเซิร์ฟ แอนนี่จะไม่กดดันเลยแม้จะเป็นการแข่งขันจริงๆ แอนนี่ชอบการแข่งขันตรงที่เขาจะปิดส่วนหนึ่งของทะเลให้เราเล่น เหมือนเรามีความสุขที่ได้เล่นกับเพื่อนมันจะดีกว่าฟรีเซิร์ฟ เพราะคลื่นลูกหนึ่งจะอยู่ได้คนเดียว ดังนั้นเวลาคนน้อยๆ ก็จะสนุกเพราะเราจับคลื่นได้เยอะหน่อย เซิร์ฟในเมืองไทยที่แอนนี่รู้สึกว่าดีที่สุดก็ต้องยกให้หาดกะตะ ภูเก็ต เราเล่นตั้งแต่เด็กและรู้สึกว่าที่นี่ดีสุดแล้ว เสน่ห์ของเซิร์ฟคือ เราเป็นอิสระ เวลาเราเล่นเซิร์ฟเราได้ออกไปในทะเล เราไม่ต้องอยู่กับใคร เราอยู่กับตัวเอง จะรู้สึกว่าอะไรที่แย่ๆ ที่ผ่านมาในหนึ่งวันเราลืมได้หมดเลย แล้วเวลาเล่นคลื่นจะสนุก เหมือนเราได้เป็นเด็กตลอดเวลา

ตอนที่เราศึกษาเรื่องคลื่นก็เรียนรู้ด้วยความเจ็บปวดค่ะ (หัวเราะ) เหมือนเวลาเราทำอะไรผิดพลาดตอนเด็กๆ เราก็จะรู้ว่าเราจะไม่ทำท่านี้อีกแล้วนะ ดูว่าเราจะออกไปหาคลื่นได้ยังไง ถามครู ถามคนในพื้นที่ เรียนรู้และฝึกไปเรื่อยๆ ความเจ็บปวดที่ว่าก็คือเราตกกระดาน หรือเราเห็นว่าหัวคลื่นใกล้แตกใส่เราแล้ว แอนนี่ว่าเซิร์ฟยากเพราะมีทั้งพายออก มุดคลื่น จับคลื่น และพายออกไปใหม่ มันจะเหนื่อยกว่า การทรงตัวจะไม่เหมือนโฟลว์ที่จะง่ายกว่านิดหนึ่งเพราะมีคนคอยช่วยเราอยู่ตลอดเวลา มีเชือกจับอยู่ตลอดเวลาสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มใหม่”

ดังนั้น ความสุขของการเล่นกีฬาทางน้ำของแอนนี่ก็คือการที่ไม่ต้องคิดอะไรตอนที่เล่น การพาตัวเองไปจับคลื่นในทะเลหรือตอนที่ได้แสดงศักยภาพบนโฟลว์บอร์ดคือความรู้สึกที่อิสระอย่างแท้จริง “แอนนี่รู้สึกแต่ว่าเวลาอยู่บนคลื่นมันสวย เลยไม่ได้คิดอะไร เราคิดมากกว่านี้ไม่ได้ เราจะอยู่กับปัจจุบัน มันเป็นการฝึกสมาธิได้ดีมาก และทำให้เราแข็งแรง ทั้งเซิร์ฟและโฟลว์ทำให้เราออกกำลังกายตลอดเวลา เราไม่ต้องวิ่งหรือเวตก็ได้ เพราะเราได้ออกกำลังกายทั้งตัว” นักกีฬาโฟลว์บอร์ดดีกรีแชมป์โลก บอกอย่างมีความสุข

‘กระเต็น-วราภรณ์’ชวนมาวิ่งเพื่อสุขภาพดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/339601

‘กระเต็น-วราภรณ์’ชวนมาวิ่งเพื่อสุขภาพดี

‘กระเต็น-วราภรณ์’ชวนมาวิ่งเพื่อสุขภาพดี

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 11.46 น.

นายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นำทัพรวมพลคนข่าววิทยุและโทรทัศน์จัดงานวิ่งการกุศล “NEWS RUN THAILAND 2018” สานสัมพันธ์คนข่าวและประชาชน ชวนกันมาวิ่งเพื่อสุขภาพดี สนุกสนานและชมสวนสวยด้วยกัน ครั้งแรกในประเทศไทย ที่สวนนงนุช พัทยา 22 กรกฎาคม 2561 นี้ ในธีม Healthy & Happy Run in Tropical Garden

โดยงานนี้ นอกจากนักวิ่งจะได้ร่วมวิ่งไปพร้อมกับชมสวนสวยและไดโนเสาร์หลากสายพันธ์จากทั่วโลกกว่าสี่ร้อยตัวแล้ว ยังได้ร่วมวิ่งกระทบไหล่กับผู้ประกาศข่าววิทยุโทรทัศน์คนดังที่ตอบรับมาร่วมงานอีกมากมาย อาทิ บ๊อบ-ณัฐธีร์ และน้องณัชชา-ณัชชาวีณ์ โกศลพิศิษฐ์, กิตติ สิงหาปัด, สายสวรรค์ ขยันยิ่ง, เดียร์-ลิลลี่ แม็คกร๊าธ และ กระเต็น-วราภรณ์ สมพงษ์เป็นต้น ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์ www.berving.com

โดยกระเต็น-วราภรณ์ สมพงษ์ผู้ดำเนินรายการ เรื่องเด่นเย็นนี้ กล่าวว่า“ก็อยากจะเชิญชวนทุกคนไปงาน NEWS RUN THAILAND 2018 ที่สวนนงนุช พัทยา วันที่ 22 กรกฎาคม นี้ ซึ่งทางสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย มีการจัดงานวิ่งกันนะค่ะ มีทั้ง 3 กม., 10 กม. และ 21 กม. ของเต็นเนี่ยขาเพิ่งหาย ก็เลยคงจะลงแข่งแบบเล็กๆ ก่อน สัก 3 กม. พอ และอาจจะเป็นคนที่เข้าเส้นชัยช้าหน่อย แต่มั่นใจว่าถึงแน่นอน ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงหัดเดินอยู่ แต่ก็จะพยายามเต็มที่ ก็ขอเชิญชวนทุกท่านเลยค่ะ งานนี้ทุกคนจะพบกับสื่อมวลชนเยอะแยะมากมาย แล้วยังมีดารานักแสดงจากช่อง 3 และ ทีมเรื่องเด่นเย็นนี้ ก็จะไปด้วย ไปเจอกันที่สวนนงนุช พัทยาค่ะ

สำหรับผู้สมัครทุกคนจะได้รับ เสื้อ สำหรับทุกท่านที่สมัครลงทะเบียน ท่านละ 1 ตัว และหมายเลขวิ่ง, เหรียญรางวัล สำหรับทุกท่านที่เข้าเส้นชัยท่านละ 1 เหรียญ พร้อมบริการอาหารและเครื่องดื่มหลังเข้าเส้นชัย สำหรับค่าสมัครเข้าร่วมการแข่งขัน บัตร VIP ราคา 1,000 บาท / บัตรทั่วไป ระยะทาง 3 กิโลเมตรและ 10 กิโลเมตร ราคา 550 บาท / บัตรทั่วไป ระยะทาง 21 กิโลเมตร ราคา 650 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป ทางเว็บไซต์www.berving.com หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line ID: berving2017

บิ๊ก แอส VS 25Hours ร็อกหนักมาก!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/339419

บิ๊ก แอส VS 25Hours  ร็อกหนักมาก!

บิ๊ก แอส VS 25Hours ร็อกหนักมาก!

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ถือเป็นคัฟเวอร์ไนท์ ไลฟ์ที่ปลุกอะดรีนาลีนชาวร็อกในตัวทุกคนกันได้แบบขีดสุดจริงๆ เมื่อคลื่น กรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม ชวน 2 วงดนตรีร็อกแถวหน้าของประเทศ อย่าง 25Hours และ Bigass มาเจอกันครั้งแรก! โดยประเดิมการเจอกันครั้งนี้บนเวที Cover Night Live 25Hours Bigass Rock In Love ความมันส์จึงบังเกิดทำเอาแฟนๆกรีนเวฟทุกที่นั่งพร้อมใจกันลุกขึ้นกระโดดโยกตามกันแบบสุดเหวี่ยงใครที่พลาดไปสามารถชมย้อนหลังได้ที่ http://www.greenwave.fm/covernightliveส่วนครั้งหน้าศิลปินวงไหนจะได้เป็นเจ้าของเวทีคัฟเวอร์ไนท์ ไลฟ์ ต้องติดตามกรีนเวฟ 106.5 เอฟเอ็ม ไว้ให้ดี รับรองเด็ดไม่แพ้กันแน่นอน

Fungjai Lab คอนเสิร์ตซีรี่ส์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/339409

Fungjai Lab คอนเสิร์ตซีรี่ส์

Fungjai Lab คอนเสิร์ตซีรี่ส์

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.
กลับมาอีกครั้งหลังจากห่างหายกันไปกว่า 2 เดือนกับคอนเสิร์ตจากฟังใจ ที่พร้อมส่งต่อความสนุกให้กับทุกท่าน ใน “Tiger presents Fungjai Lab” คอนเสิร์ตซีรี่ส์ที่คุณจะได้รับความสนุกและความแปลกใหม่กันไปแบบเต็มๆ 3 งาน โดยร่วมค้นคว้าวงดนตรี ตั้งสมมุติฐาน และหาผลลัพธ์ความสนุกจากห้องทดลองนอกหลักสูตรทั้งสามวิชา ที่จะเปิดโลกทางดนตรี ณ Glow Fish สาทร วิชาแรกพบกับ “Psychedelic101” วิชาที่จะพาผู้ชมทุกท่านไปเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ในการเสพดนตรีผ่านจิตใต้สำนึกไปพร้อมๆ กับวง Diaries, Cloud Behind, Chladni Chandi และ Buddhist Holidayในวันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน 2561, วิชาที่สองพบกับ“Electronic 101” วิชาที่ดนตรี จังหวะ แสง สี จะถูกผสานรวมกันเป็นหนึ่ง และทำให้ผู้ชมได้มีประสบการณ์ร่วมจนกลายเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของโชว์ ร่วมสนุกไปกับ Telex Telexs, DCNXTR, S.O.L.E. และ Cyndi Seui ในวันศุกร์ที่15 มิถุนายน 2561 และวิชาสุดท้าย “Thai Fusion 101” วิชาที่จะทำให้คุณลืมกฎเกณฑ์หรือคําจํากัดความของ “ความเป็นไทย” ในวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน 2561 อยากร่วมลงทะเบียนวิชาไหน เลือกได้ตามความถนัด เพียงทําแบบทดสอบตามลิงก์ของแต่ละวิชา โดยทีมงานจะแจ้งผลสอบผ่านทางอีเมล์ เมื่อคะแนนผ่านเกณฑ์ สามารถมารับบัตรได้ที่หน้าห้องทดลอง Glow Fish ส่วนเด็กเส้น ขี้เกียจสอบไม่เป็นไร เพราะมีวิธีใช้เงินแก้ปัญหา! ซื้อบัตรได้ทาง Ticketmelon แล้วพบกันในวันที่ 9, 15 และ 23 มิถุนายน 2561 ที่ Glow Fish สาทร รับประกันความสนุกโดย ฟังใจ

‘ญาญ่า’ หัวใจจะวาย กับทริปถ่ายแบบที่นิวยอร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/339475

‘ญาญ่า’ หัวใจจะวาย  กับทริปถ่ายแบบที่นิวยอร์ก

‘ญาญ่า’ หัวใจจะวาย กับทริปถ่ายแบบที่นิวยอร์ก

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

“ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้โอกาสพิเศษเข้าพบ เจ้าหญิงอลิซ อุ๊ปส์!! สาว ญาญ่า-อุรัสยา ระหว่างไปร่วมงานเปิดนิทรรศการสตรีทอาร์ทระดับโลก “Combination platter” งานแสดงเดี่ยวครั้งแรกในประเทศไทย โดยศิลปินชื่อดังชาวญี่ปุ่น MADSAKI (จัดแสดงถึงวันที่ 3 มิถุนายนนี้) ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี บอกเลยว่าแบรนด์แอมบาสซาเดอร์สาวคนนี้ ทำหน้าที่ไม่มีขาดตกบกพร่องค่ะ พอมีจังหวะจึงได้ย่องเข้าไปถามถึงทริป นิวยอร์ก ที่เจ้าตัวยกให้เป็นหนึ่งในดวงใจ!!

เดินทางสู่มหานครนิวยอร์ก “นิวยอร์กครั้งนี้สำหรับหนู เป็นเหมือนการเปิดหูเปิดตามากเลยค่ะ เพราะว่าเป็นครั้งแรกที่เราไปทำงานที่นิวยอร์ก ส่วนใหญ่ที่ไปอเมริกาก็จะไปกับลูกค้าหรือมีคนพาไป แต่ครั้งนี้คือเราไปกันเอง ญ่าไปกับคุณแม่ 2 คน แล้วก็ได้ทำงานกับ VOQUE (นิตยสารแฟชั่นชื่อดังของโลก)”

ประสบการณ์เปลี่ยนชีวิต “เรียกว่าเป็นประสบการณ์ที่เปลี่ยนชีวิตค่ะ เพิ่งเข้าใจประโยคนี้ (หัวเราะ) เป็นการทำงานที่เปลี่ยนชีวิต เพราะก่อนหน้านี้ไปทำงานที่ไหนมาก็ตาม เขาก็จะอำนวยความสะดวกให้หมด แต่ที่ VOQUE คือครั้งแรกที่ไปทำงานแล้วไม่มีกฎใดๆ เลยค่ะ ไม่มีกรอบด้วย ทุกอย่างเป็นตัวตนของเรา”

สัมผัสความมืออาชีพ “คือเข้าไปถ่าย ทั้งกรุ๊ปมีแต่ผู้หญิงค่ะ แล้วเขาก็บอกว่า OK Let’s Go! ญ่าก็แบบ ห๊ะ? What are we doing? เราจะทำอะไรกัน? เขาก็บอกว่าไม่ต้องทำอะไรเลย แค่คุณเป็นตัวของตัวเองแค่นั้น จบ แล้วเขา Super Professional คือมืออาชีพมากๆ ค่ะเขารู้แล้วว่าเขาต้องทำอะไร แล้วทุกอย่างมันออกมาดีหมดเลย ทั้งๆ ที่หนูแค่นั่งดื่มน้ำแก้วหนึ่ง แต่ภาพที่ออกมาเป็นตัวตนที่ใช่เรามากๆ”

โอกาสสำคัญ ที่มีแค่ครั้งเดียว “การทำงานครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบตัวเองด้วยค่ะ เพราะการเป็นนักแสดง จะมีอะไรที่วางมาให้แล้ว ว่านี่ 1 2 3 คุณทำตามนั้น แต่ตรงนั้น เราเข้าไปทำงาน แล้วเขาบอกให้เราเป็นตัวของตัวเอง แล้วคือไม่มีใครบอกว่าต้องทำอะไร กล้องอยู่ตรงหน้าเรา เราจะทำอะไรดีมันยากมากเลยค่ะ ตอนแรกที่รู้คือ “หัวใจจะวายค่ะ”แต่สุดท้ายคุณมีโอกาสเดียว แล้วโอกาสนี้มันใหญ่มากๆ เพราะฉะนั้นต้องทำอะไรก็ได้ให้ไม่เจ๊งกะบ้งค่ะเราก็ผลักกำแพงที่อยู่รอบตัวเรา แล้วก็ปลดปล่อยทุกอย่าง เพื่อที่จะโชว์ความเป็นตัวเราออกมา เป็นอะไรที่แข็งแกร่งมากเลยค่ะ คือหนูกลับมาที่นี่ กลับมาทำงานอะไรก็ตาม หนูรู้สึกว่าเรารู้แล้วว่าเราเป็นใคร ในตัวเรามีอะไรบ้าง เราพร้อมที่จะข้ามอะไรก็ตามที่กำลังกั้นเราอยู่ค่ะ ซึ่งถ้าเราอยู่ที่นี่ทุกอย่างมันง่าย แล้วเป็นบ้านเรา เรารู้สึกปลอดภัยมากๆ แต่ที่นั่นคือเราไม่รู้จักใครเลย นี่คือสิ่งที่เราได้พยายามอย่างหนัก เพื่อทำให้งานออกมาดีแล้วพอเราผ่านมาได้ งานออกมาดี ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เราภูมิใจมากค่ะ”

กำลังใจข้างกาย “ ปกติเวลาญ่าทำอะไร คุณแม่จะเป็นกำลังใจให้อยู่แล้วในทุกๆ ด้าน แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ ปกติเราจะมีคุณแม่เป็นรากฐานในทุกๆ ครั้งที่เราออกไปทำงาน หันไปมองแม่
เมื่อไหร่ แม่ก็จะ OK Go! ทำแบบนี้สิ บางทีก็จะให้คำปรึกษา แต่ว่าเมื่อถึงจุดจุดหนึ่งที่ทุกคนบอกว่าแล้วแต่คุณ คุณทำอะไรก็ได้ที่เป็นตัวตนของคุณ เพราะฉะนั้นไม่สามารถหันไปถามแม่ได้เลยค่ะ ว่าทำอะไรดี เขาก็จะตอบมาว่า แล้วคุณจะทำอะไรล่ะ”

ของฝากจากนิวยอร์ก “การไปนิวยอร์กครั้งนี้เป็นจุดจุดหนึ่งที่ทำให้ญ่ารู้สึกว่าเราโตขึ้น และพร้อมที่จะลุยทุกอย่าง เพราะว่าเราทำด้วยตัวเองได้ จึงเป็นเหมือนการเปลี่ยนชีวิตในระดับหนึ่งเลยค่ะ”

…อยากให้ทุกคนลองเปิดโลกการเดินทาง… ไม่แน่ว่า “นิวยอร์ก” อาจเป็นจุดหมายปลายทางที่เปลี่ยนชีวิตคุณ เช่นเดียวกับสาว ญาญ่าก็เป็นได้ !!

 

‘ขวัญ’ คอนเฟิร์มธุรกิจปลอดภัยได้มาตรฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/339415

‘ขวัญ’ คอนเฟิร์มธุรกิจปลอดภัยได้มาตรฐาน

‘ขวัญ’ คอนเฟิร์มธุรกิจปลอดภัยได้มาตรฐาน

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

นางเอกสาว “ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์” ในฐานะซีอีโอเจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง Uzi Cosmetic  (ยูซี่ คอสเมติก)ได้ให้คำแนะนำแก่สาวๆ ว่า “หากผู้บริโภคมีความสนใจอยากซื้อผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่ไม่แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์จะปลอดภัย หรือมีการจดทะเบียน อย. อย่างถูกต้องหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้ง่ายๆ ด้วยตัวเอง โดยเข้าไปที่เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และค้นหาข้อมูลต่างๆ หากผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้รับการจดทะเบียนอย่างถูกต้องจะปรากฏข้อมูลมาให้ชัดเจนค่ะ สำหรับผลิตภัณฑ์ของ Uzi Cosmetic (ยูซี่ คอสเมติก) นั้นได้ผ่านการตรวจสอบความมั่นใจในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเรื่องของตัวผลิตภัณฑ์ และความปลอดภัย ที่นอกจากจะผ่านการจดทะเบียน อย. อย่างถูกต้อง มั่นใจในความปลอดภัยได้ 100% แน่นอนค่ะ”

GOT7 ทำออเจ้าเคลิ้มทั้งฮอลล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/339422

GOT7 ทำออเจ้าเคลิ้มทั้งฮอลล์

GOT7 ทำออเจ้าเคลิ้มทั้งฮอลล์

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ระเบิดความมันส์ 3 วันเต็ม เมื่อ 4NOLOGUE จับมือกับ JYP Entertainment ส่ง 7 หนุ่ม “GOT7”ประกอบด้วย “เจบี (JB), มาร์ค (Mark), จินยอง (Jin Young), แบมแบม (BamBam), ยองแจ (Young Jae), แจ็คสัน (Jackson)”และ“ยูคยอม (Yugyeom)” มาสร้างความสนุกใน GOT7 2018 WORLD TOUR ‹EYES ON YOU› IN BANGKOK World Tour ครั้งที่สองของ 7 หนุ่ม ด้วยความเป็น “ที่สุด”ทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นโปรดักชั่น“จัดเต็มที่สุด”ฮอลล์ขนาด “ใหญ่ที่สุด” ใน World Tour ครั้งนี้อัดแน่นด้วยผู้ชมกว่า 40,000 คน พร้อมแคทวอล์กรอบฮอลล์ “ยาวที่สุด” ซึ่งรูปแบบเวทีนี้พิเศษมีเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น ณ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานีเมื่อวันที่ 11-13 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา

บรรยากาศในคอนเสิร์ตเต็มไปด้วยพลังของเหล่านกน้อยอากาเซ ที่กรี๊ดสนั่นกันตั้งแต่คอนเสิร์ตยังไม่เริ่ม จนได้เวลาระเบิดความมันส์ที่เปิดเวทีด้วยพลุ และกองทัพเลเซอร์ใน “HARD CARRY” เพลงแดนซ์ที่ร้อนแรงจนทำเอาเวทีแทบลุกเป็นไฟ โดยมีไฮไลท์ที่เพลง “ออเจ้าเอย” เพลงภาษาไทยที่หนุ่มๆ ตั้งใจฝึกร้องเพื่อมอบเป็นของขวัญให้อากาเซชาวไทยโดยเฉพาะ ซึ่งเพลงนี้เรียกเสียงกรี๊ดได้แบบถล่มทลาย เพราะเป็นเพลงที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของทั้ง 7 หนุ่ม ที่ทุ่มเทเพื่อแฟนๆ ของพวกเขาเป็นอย่างมาก และในเพลง “Dreamin” เหล่านกน้อยได้เซอร์ไพรส์กลับหนุ่มๆ ด้วยโปรเจกท์ “Lucky For The 7 Day” ด้วยการปิดแท่งไฟและเปิดแหวนไฟซึ่งแต่ละโซนจะมีสีแตกต่างกันออกไป 7 โซน 7 สี โดย 7 หนุ่มเองก็ปล่อยพลังความสามารถมาโชว์อย่างเต็มที่ งานนี้บอกได้คำเดียวว่า ฟินตลอด 3 ชั่วโมงเต็ม

‘เป็กกี้’ น้ำตาคลอ ทอล์กโชว์สร้างแรงบันดาลใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/339408

‘เป็กกี้’ น้ำตาคลอ  ทอล์กโชว์สร้างแรงบันดาลใจ

‘เป็กกี้’ น้ำตาคลอ ทอล์กโชว์สร้างแรงบันดาลใจ

วันศุกร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กว่าจะกลายเป็นนักร้อง นักแสดง และศิลปินตลกหญิงแห่งยุคที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศ “เป็กกี้-ศรีธัญญา” ต้องเจอดราม่าหนักยิ่งกว่านิยาย!! จากที่เกือบจะยอมแพ้กลับฮึดสู้ต่อเพราะถือคติ เลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้ หัวใจเข้มแข็งดั่งหินผาขนาดนี้ อมรรัตน์ ชาญปรีชญา หัวหน้างานประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์องค์กร เอไอเอส จึงชวน เป็กกี้ ไปร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต สร้างแรงบันดาลใจแก่น้องๆ ผ่านกิจกรรมทอล์กโชว์ใน “แคมป์สานรัก คนเก่งหัวใจแกร่ง” ที่จะช่วยเปิดโลกการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับเยาวชนจากโครงการสานรักฯ เพื่อร่วมทำกิจกรรมเสริมสร้างทักษะชีวิตอย่างสร้างสรรค์ตลอดระยะเวลา 4 วัน 3 คืน โดยมี พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต ร่วมบรรยายหัวข้อ ‘ธรรมะยุคดิจิทัล’  ณ อาคารเอไอเอส 1 … เป็กกี้ เผยว่า “ดีใจมากที่เอไอเอสให้โอกาสทางการศึกษาและจัดแคมป์ดีๆ แก่น้องๆ เยาวชนโครงการสานรักฯ เพราะการศึกษาจะนำพาเราไปสู่อนาคตและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และวันนี้รู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มาทอล์กโชว์ เราเคยผ่านจุดที่ดาร์กสุดของชีวิต เลยรู้ว่ากำลังใจคือสิ่งที่สำคัญที่สุด หวังว่าประสบการณ์ชีวิตของเราจะเป็นหนึ่งในแรงผลักดันให้น้องๆ สู้ต่อ ถึงจะล้มก็ขอให้พร้อมที่จะลุกขึ้นเดินต่อไป เป็นกำลังใจให้น้องๆ ทุกคนค่ะ”