TTAA ดันการท่องเที่ยวต้นปี จัดงาน ‘เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลกครั้งที่ 31’

TTAA ดันการท่องเที่ยวต้นปี จัดงาน ‘เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลกครั้งที่ 31’

TTAA ดันการท่องเที่ยวต้นปี จัดงาน ‘เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลกครั้งที่ 31’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.26 น.

สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) เตรียมจัดงานมหกรรมท่องเที่ยวครั้งยิ่งใหญ่ “เที่ยวทั่วไทย ไปทั่วโลก” ครั้งที่ 31 (Thai International Travel Fair 2026: TITF#31) ระหว่างวันที่ 22–25 มกราคม 2569 เวลา 10.00–20.00 . ณ Exhibition Hall 5–6 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และกระตุ้นการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวจากผู้ประกอบการโดยตรง พร้อมโปรโมชั่นและส่วนลดพิเศษภายมากมาย

ภายในงานรวบรวมแพ็กเกจทัวร์ ตั๋วเครื่องบิน โรงแรม รถเช่า ประกันการเดินทาง สินค้า OTOP และบริการด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร จากผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 600 บูธ บนพื้นที่จัดงานกว่า 10,000 ตารางเมตร พร้อมกิจกรรมและการจับรางวัลตลอดการจัดงาน 4 วัน

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 300,000 คน และสร้างเม็ดเงินสะพัดไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท

ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เยี่ยมชมการฝึกอาชีพนวดแผนไทย สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้คนพิการ

ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เยี่ยมชมการฝึกอาชีพนวดแผนไทย สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้คนพิการ

ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ เยี่ยมชมการฝึกอาชีพนวดแผนไทย สร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้คนพิการ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.38 น.

ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมการฝึกอาชีพสาขานวดแผนไทยสำหรับคนพิการทางการได้ยิน ภายใต้โครงการฝึกอาชีพเพื่อสร้างรายได้และความมั่นคงในชีวิตให้แก่คนพิการ ซึ่งดำเนินการโดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ เพื่อเปิดโอกาสให้คนพิการได้แสดงศักยภาพ พึ่งพาตนเอง และมีอาชีพที่ยั่งยืน

ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส เปิดเผยว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงการฝึกอาชีพเพื่อให้มีรายได้ แต่คือการสร้าง “ความยั่งยืนทางอาชีพ” ให้คนพิการสามารถเลี้ยงดูตนเองได้ในระยะยาว โดยเฉพาะคนพิการทางการได้ยิน ซึ่งการนวดเป็นอาชีพที่เหมาะสม สามารถทำได้จริง และต่อยอดเป็นอาชีพหลักในอนาคต

ทั้งนี้ โครงการฝึกอาชีพนวดแผนไทยสำหรับคนพิการ ได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานภาครัฐในการสนับสนุนและขับเคลื่อน อาทิ กระทรวงแรงงาน กรุงเทพมหานคร กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงมหาดไทย สะท้อนถึงการบูรณาการความร่วมมือเพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม

ประธานสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ยังได้ฝากถึงรัฐบาล ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากคนพิการในปัจจุบันมีศักยภาพและความสามารถที่หลากหลาย หากได้รับการส่งเสริม สนับสนุนด้านอาชีพ เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะอย่างเหมาะสม จะสามารถเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจได้

สำหรับโครงการดังกล่าว เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 2 โดยมุ่งเน้นการฝึกทักษะนวดแผนไทย นวดหน้า และสปาหน้า เพื่อเพิ่มทางเลือกในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ให้แก่คนพิการอย่างยั่งยืน

ผู้ที่สนใจสมัครเข้ารับการฝึก หรือใช้บริการนวด สามารถติดต่อได้ผ่าน Facebook และ LINE OA ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยเปิดให้บริการ ณ สำนักส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคนพิการ วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.30–16.30 น. อัตราค่าบริการ 30 นาที 150 บาท และ 60 นาที 300 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดจะนำกลับคืนสู่คนพิการ เพื่อส่งเสริมอาชีพอย่างแท้จริง

-(016)

ททท.ชวนรู้จักเมืองไทยในอีกมุมมอง กับ 9 เส้นทางเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์

ททท.ชวนรู้จักเมืองไทยในอีกมุมมอง กับ 9 เส้นทางเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์

ททท.ชวนรู้จักเมืองไทยในอีกมุมมอง กับ 9 เส้นทางเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.49 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางค้นหาความหมายของธรรมชาติและภูมิปัญญาพร้อมเติมความสุขในเส้นทาง “UNESCO Creative Cities Thailand” 9 เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของไทย และอีก 1 ว่าที่เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ เตรียมจัดกิจกรรมพิเศษนำร่อง 3 จังหวัด เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการเดินทาง ประเดิมจังหวัดแรกที่ “สุโขทัย” เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตกรรมและศิลปะพื้นบ้าน

นายอภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า การกระตุ้นให้เกิดการเดินทางตามเส้นทาง UNESCO Creative Cities หรือเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักในการส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดในประเทศ ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในปี 2569 ที่จะเชิญชวนนักท่องเที่ยวออกเดินทางค้นหาความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและภูมิปัญญา (Moment of Miracle) สร้างความสุขแห่งความทรงจำ (Moment of Memories) และการเดินทางที่คืนคุณค่าให้ตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม (Moment of Giving)

เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก เป็นการนำทุนทางวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีความหมาย ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการดำเนินงานของ ททท. ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สามารถต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงคุณค่า สอดคล้องกับแนวคิด “Value is the New Volume” ที่เน้นดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการส่งเสริมการขาย ใน 9 พื้นที่เมืองสร้างสรรค์ เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว โดยใช้แนวคิด “ค้นพบความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติและภูมิปัญญา” เพื่อสร้างคุณค่าร่วมระหว่างนักท่องเที่ยวและชุมชน

“การส่งเสริมการท่องเที่ยวในเส้นทาง UNESCO Creative Cities Thailand จะช่วยสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับพื้นที่ สร้างการรับรู้ระดับสากล ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านวัฒนธรรมและความคิดสร้างสรรค์ และเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมืองอย่างสมดุลและยั่งยืนในระยะยาว มีการจัดกิจกรรมใน 3 เมืองนำร่องเพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวและสร้างประสบการณ์ตรงตามอัตลักษณ์เมืองสร้างสรรค์ คือ สุโขทัย สุพรรณบุรี และเพชรบุรี เพื่อให้คนไทยภาคภูมิใจว่าแหล่งท่องเที่ยวของเรามีมาตรฐานระดับโลกที่สัมผัสได้จริง”

 สำหรับกิจกรรมในพื้นที่นำร่อง 3 จังหวัด มีรายละเอียดดังนี้

1. สุโขทัย (หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน) นำเสนออัตลักษณ์งานหัตถกรรม อาทิ เครื่องสังคโลก ทองสุโขทัย เครื่องเงิน และผ้าทอสุโขทัย พร้อมกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ ได้แก่ เวิร์กช็อปทำพวงกุญแจจากเศษผ้าทอ การวาดหน้าคุกกี้ลายสังคโลก การเดินแบบผ้าและทองสุโขทัย
การชิมอาหารท้องถิ่น และการนำเสนออาหารถิ่นในรูปแบบ Chef’s Table กำหนดจัดวันที่ 30 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หน้าวัดมหาธาตุ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

        2. สุพรรณบุรี (ดนตรี) นำเสนอเรื่องราวและความหลากหลายทางดนตรี ตั้งแต่ศิลปินพื้นบ้านจนถึงศิลปินรุ่นใหม่ที่ต่อยอดสู่ดนตรีร่วมสมัย ควบคู่กิจกรรมชิมอาหารท้องถิ่นและเวิร์กช็อป กำหนดจัดวันที่ 1 – 3 พฤษภาคม 2569

        3. เพชรบุรี (อาหาร) ถ่ายทอดเรื่องราวอาหารพื้นถิ่นที่มีรากฐานจาก 3 รสหลัก ได้แก่ รสเค็มจากเกลือสมุทร รสหวานจากน้ำตาลโตนด และรสเปรี้ยวจากมะนาวแป้น ผสมผสานกันจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของจังหวัด พร้อมกิจกรรมชิมอาหารท้องถิ่นและเวิร์กช็อป กำหนดจัดวันที่ 22 – 24 พฤษภาคม 2569

นอกจากนี้ยังมีการสร้างการรับรู้เกี่ยวกับเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของประเทศไทยทั้ง 9 พื้นที่ และอีก 1 พื้นที่ที่อยู่ระหว่างการประกาศรับรอง โดยเผยแพร่ข้อมูลและเนื้อหาบนช่องทางออนไลน์ ประกอบด้วย Facebook : UNESCO Creative Cities Thailand ซึ่งจะมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวร่วมแชร์ภาพและเล่าประสบการณ์ การเดินทางในเมืองสร้างสรรค์ 9 พื้นที่ ผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นการเดินทางอย่างต่อเนื่อง พร้อมรับของรางวัลจากโครงการ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เส้นทางผ่านช่องทางออนไลน์ Facebook และ TikTok ของ Influencer

 โดยประเทศไทยได้รับการประกาศรับรองเมืองสร้างสรรค์จาก UNESCO แล้วถึง 9 พื้นที่ ได้แก่ ภูเก็ต (อาหาร, 2558) เชียงใหม่ (หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน, 2560) สุโขทัย (หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน, 2562) กรุงเทพมหานคร (การออกแบบ, 2562) เพชรบุรี (อาหาร, 2564) เชียงราย (การออกแบบ, 2566) สุพรรณบุรี (ดนตรี, 2566) สงขลา (อาหาร, 2568) และน่าน (หัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน, 2568) รวมถึงพัทยาที่อยู่ระหว่างการผลักดันเข้าร่วมเครือข่ายเมืองท่องเที่ยวสร้างสรรค์ สาขาภาพยนตร์ในปี 2570

ทั้งนี้ UNESCO Creative Cities Network ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2547 เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างเมืองต่าง ๆ ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน มีสมาชิกทั้งหมด 408 เมืองจากกว่า 100 ประเทศ

JPS CLUB (เจพีเอส คลับ) โดย ยัสปาล กรุ๊ป มอบเงินบริจาค จำนวน 100,000 บาท แก่มูลนิธิรามาธิบดี โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้

JPS CLUB (เจพีเอส คลับ) โดย ยัสปาล กรุ๊ป มอบเงินบริจาค จำนวน 100,000 บาท แก่มูลนิธิรามาธิบดี โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้

JPS CLUB (เจพีเอส คลับ) โดย ยัสปาล กรุ๊ป มอบเงินบริจาค จำนวน 100,000 บาท แก่มูลนิธิรามาธิบดี โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.47 น.

JPS CLUB (เจพีเอส คลับ) โปรแกรมสมาชิกจากยัสปาล กรุ๊ป นำโดย พีรศักดิ์ กลั่นหอม ผู้อำนวยการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ยัสปาล กรุ๊ป หรือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นลินี เรืองวิทยานุกูล ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ยัสปาล กรุ๊ป มอบเงินบริจาค จำนวน 100,000 บาท ให้แก่มูลนิธิรามาธิบดี โครงการเพื่อผู้ป่วยยากไร้ โดยได้รับเกียรติจาก พรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ เป็นผู้รับมอบ โดยกิจกรรมในครั้งนี้ ทาง JPS CLUB ได้จัดขึ้นในโอกาสฉลองครบรอบ 3 ปี พร้อมได้เชิญชวนสมาชิกให้มีส่วนร่วมในการนำคะแนนมาแลก เป็นเงินบริจาค เพื่อสมทบทุนร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการทำบุญในครั้งนี้อีกด้วย

จากเศษอาหารสู่เหรียญทอง เด็กประถมราชินีบน รังสรรค์นวัตกรรมสีรักษ์โลก คว้ารางวัลระดับประเทศ

จากเศษอาหารสู่เหรียญทอง เด็กประถมราชินีบน  รังสรรค์นวัตกรรมสีรักษ์โลก คว้ารางวัลระดับประเทศ

จากเศษอาหารสู่เหรียญทอง เด็กประถมราชินีบน รังสรรค์นวัตกรรมสีรักษ์โลก คว้ารางวัลระดับประเทศ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.03 น.

เวทีนักประดิษฐ์ระดับประเทศต้องจับตา เมื่อผลงานนวัตกรรมของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย สร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการด้วยการพลิก “เศษอาหารไร้ค่า” ให้กลายเป็นผลงานสร้างสรรค์ด้านศิลปะ จนคว้ารางวัลเหรียญทองจากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชน Thailand New Gen Inventors Award 2026 : I-New Gen Junior Award 2026 ภายในงาน “วันนักประดิษฐ์” ประจำปี 2569 จัดโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

ผลงานที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ คือ “สีโปสเตอร์จากขยะอาหาร (Food Waste Poster Paints)” ผลงานนวัตกรรมของนักเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะระดับประถมศึกษา โรงเรียนราชินีบน โดยมี ด.ญ.ณฤดี ศรีอมรกิจกุล และ ด.ญ.ชณาภา สุภารัตนสิทธิ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 เป็นผู้ประดิษฐ์คิดค้น ภายใต้การให้คำปรึกษาและดูแลอย่างใกล้ชิดจาก สุมิตรา อุ่นเปีย ครูที่ปรึกษา

ดร.เย็นฤทัย จงถนอม พร้อมด้วย ดร.เพลินพักตร์ เทศน้อย ผู้บริหารโรงเรียนราชินีบน และ สุมิตรา อุ่นเปีย ครูที่ปรึกษาร่วมแสดงความยินดีกับสองนักเรียนคนเก่ง ด.ญ.ณฤดี ศรีอมรกิจกุล และ ด.ญ.ชณาภา สุภารัตนสิทธิ์

แนวคิดของผลงานเกิดจากการนำขยะอินทรีย์ในชีวิตประจำวัน อาทิ เปลือกผลไม้ เปลือกไข่ ใบไม้แห้ง และเศษอาหารที่หมดอายุ ซึ่งมักถูกทิ้งโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ มาพัฒนาเป็นสีโปสเตอร์สำหรับงานศิลปะ ผ่านกระบวนการทางธรรมชาติที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สีที่ได้มีความหลากหลาย สามารถปรับระดับความเข้มอ่อน และนำไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้บนวัสดุพื้นผิวที่หลากหลาย

ด.ญ.ณฤดี ศรีอมรกิจกุล นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 เปิดเผยความรู้สึกว่า “หนูรู้สึกดีใจและภูมิใจมากค่ะ ไม่คิดเลยว่าเศษอาหารใกล้ตัวจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นสีสำหรับงานศิลปะ และพาผลงานไปคว้ารางวัลในเวทีระดับประเทศ โครงงานนี้ทำให้หนูได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม การทดลอง และการเห็นคุณค่าของทรัพยากร รวมถึงความสำคัญของการดูแลสิ่งแวดล้อม ขอขอบคุณคุณครูที่ปรึกษา โรงเรียน และทุกกำลังใจที่สนับสนุนพวกเรามาโดยตลอดค่ะ”

ผลงาน “สีโปสเตอร์จากขยะอาหาร” สะท้อนการบูรณาการองค์ความรู้แบบ STEAM Education ผสานศิลปะ วิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับแนวคิด Zero Waste และ BCG Economy (Bio–Circular–Green Economy) ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลงานชิ้นนี้ได้รับการพิจารณาให้คว้ารางวัล เหรียญทอง จากเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์ระดับเยาวชนในครั้งนี้

ความสำเร็จดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ถึงศักยภาพของเยาวชนไทย ที่สามารถนำองค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมและสิ่งแวดล้อม พร้อมก้าวสู่การเป็นนักคิด นักสร้างสรรค์ และนักประดิษฐ์รุ่นใหม่ของประเทศในอนาคตอย่างมั่นคง

กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ  Green Transportation  ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

กลุ่มเซ็นทรัล ตอกย้ำผู้นำด้าน ESG ยกระดับ Green Transportation ขับเคลื่อนนวัตกรรมและเทคโนโลยี สู่เป้าหมาย Net Zero 2050

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.52 น.

 การขนส่งและโลจิสติกส์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบเศรษฐกิจ และเปรียบเสมือน “เส้นเลือดหลัก” ของธุรกิจค้าปลีกและบริการ ขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านระบบการขนส่งจึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโจทย์เชิงโครงสร้างที่ภาคธุรกิจต้องร่วมรับผิดชอบอย่างจริงจัง

ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกและบริการที่มีเครือข่ายการดำเนินงานครอบคลุมทั่วประเทศ กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา ตระหนักดีว่ากระบวนการขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่มีการใช้พลังงานและการปล่อยคาร์บอนในสัดส่วนสูงของภาคธุรกิจ การยกระดับระบบโลจิสติกส์จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน แต่เป็นการลงทุนเชิงโครงสร้างที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างคุณค่าร่วมให้กับสังคม และสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

จากแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัลจึงกำหนดให้การขับเคลื่อน Green Transportation เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญขององค์กร ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม การใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีที่เป็นมิตรและรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในการบริหารจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

ขณะเดียวกัน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือยังมุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนสอดคล้องกัน พร้อมส่งเสริมมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเหมาะสม และการพัฒนาทักษะพนักงานขับรถให้ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน

พิชัย  จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “สำหรับกลุ่มเซ็นทรัล ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกรอบความคิดในการดำเนินธุรกิจระยะยาว เราเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่อาจแยกออกจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ และบทบาทขององค์กรขนาดใหญ่ คือการใช้ขนาดและเครือข่ายที่เรามี เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่เกิดขึ้นได้จริง และการขับเคลื่อน Green Transportation สะท้อนแนวคิดดังกล่าวอย่างชัดเจน เพราะเป็นเรื่องที่สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน เรามุ่งเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรเติบโตควบคู่กับสังคมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

บริษัทในเครือกับการขับเคลื่อนด้าน Green Transportation

เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์ (CRL) เดินหน้าปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและโลจิสติกส์สู่การใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยได้เริ่มนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่ปี 2565 และมีแผนขยายการใช้งานครอบคลุมรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุกขนาด 4 ล้อ 6 ล้อ และ 14 ล้อ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่งในระยะยาว

Tops ธุรกิจกลุ่ม Food ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าสู่อนาคตแห่งความยั่งยืน ผนึกกำลัง FLS Group ผู้นำด้านโซลูชันซัพพลายเชนระดับโลก เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ขนาด 10 ล้อควบคุมอุณหภูมิ และ 18 ล้ออุณหภูมิปกติ เพื่อใช้กระจายสินค้าสู่ร้าน Tops ในพื้นที่ต่างจังหวัด ภายใต้ภารกิจ “12 Missions to Sustainable Retail” และแนวคิด “Small Acts Together” พร้อมตอกย้ำบทบาทผู้นำ Food Retail ในการยกระดับกรีนโลจิสติกส์ของไทย โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 13,335 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใน 5 ปี

ไทวัสดุ  ให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อม โดยริเริ่มนำรถบรรทุกพลังงานสะอาด (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งสินค้าจากคลังไปยังสาขาทั่วประเทศ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับโลจิสติกส์สีเขียวของไทย การปรับตัวดังกล่าวสะท้อนความมุ่งมั่นในการเป็นธุรกิจค้าปลีกสีเขียว และการรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ

ในปี 2568 ไทวัสดุได้เพิ่มรถบรรทุกพลังงานสะอาดอีก 10 คัน ส่งผลให้ปัจจุบันมีรถ EV Truck ประเภทรถพ่วงแม่ลูก รวมทั้งสิ้น 22 คัน พร้อมขยายเส้นทางการขนส่งจาก 21 สาขา เป็น 60 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง โดยสามารถลดการใช้น้ำมันได้ 588,157 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,611,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีเดียว

นอกจากนี้ ไทวัสดุมีแผนขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ภายในปี 2569 เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดครอบคลุมทุกภูมิภาค และสนับสนุนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

GO Wholesale ดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยนำยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า มาใช้ในการขนส่งสินค้าแบบ Last Mile Delivery เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ

ปัจจุบัน GO Wholesale ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 86 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1 คัน พร้อมมีแผนขยายการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาการนำยานพาหนะไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและยกระดับการให้บริการในอนาคต

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืน มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในการตรวจการณ์ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมกำหนดเป็นมาตรฐานการจัดซื้อทดแทนในทุกสาขา

ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (รถกอล์ฟ EV) เพื่อให้บริการลูกค้าในลานจอดรถ โดยปัจจุบันมีการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 5 คัน ใน 5 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต (ฉลอง) ฉะเชิงเทรา สระบุรี ราชบุรี และท็อปส์พลาซ่าพะเยา และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 2 คัน ใน 2 สาขา ได้แก่ ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี

เซ็นทรัลพัฒนา จัดงานกรีนเอ็กซ์โปแห่งปี “The Better Futures Project 2025 RE-lifestyle Roadshow” ผนึกกำลัง RIDDARA เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าพุ่มพวงในรูปแบบ “อีเวนต์เคลื่อนที่ รักโลก รักชุมชน” เดินทางจากเหนือจรดใต้ เพื่อส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ

แนวคิดการจัดอีเวนต์เคลื่อนที่ด้วยรถกระบะไฟฟ้าถือเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 355 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 16 ต้น เมื่อเทียบกับการใช้รถบรรทุก 6 ล้อ โดยรถ 1 คัน เดินทางรวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร พร้อมแวะชาร์จไฟฟ้าที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกว่า 40 สาขา และจุดชาร์จมากกว่า 600 จุดทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงผู้คนในหลากหลายพื้นที่

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา  ให้บริการรถรับส่งภายในพื้นที่ด้วยรถบั๊กกี้พลังงานไฟฟ้า (Buggy) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และไม่ก่อมลพิษในบริเวณที่พักลูกค้า ปัจจุบันมีการใช้งานรถบั๊กกี้ไฟฟ้ามากกว่า 60 คัน ครอบคลุมหลายแห่ง อาทิ เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ท ภูเก็ต, เซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา, เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด, เซ็นทาราพัทยา รวมถึงรีสอร์ทในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และมัลดีฟส์

นอกจากนี้ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร ยังให้บริการรถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางในเส้นทางถนนข้าวสารและรอบเขตพระนคร พร้อมทั้งมีบริการจักรยานสำหรับลูกค้าในหลายสาขาและจัดสรรพื้นที่สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตร เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

การขับเคลื่อน Green Transportation ของกลุ่มเซ็นทรัลสะท้อนการปรับเปลี่ยนเชิงโครงสร้างของระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ในทุกมิติของธุรกิจ ตั้งแต่การบริหารจัดการคลังสินค้า ระบบกระจายสินค้า ไปจนถึงการขนส่งปลายทาง โดยอาศัยการนำนวัตกรรมด้านข้อมูล (Data) และเทคโนโลยีอัจฉริยะมาเพิ่มความแม่นยำในการคาดการณ์ความต้องการ เพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการจัดส่ง ลดของเสียจากกระบวนการโลจิสติกส์ ควบคู่กับการส่งเสริมการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลวัสดุจากการดำเนินงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ Green Transportation เกิดขึ้นจากความร่วมมือของบริษัทในเครือและพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่าเดียวกัน เพื่อยกระดับมาตรฐานการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กรในมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) โดยมุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชน เมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมมีส่วนร่วมในการยกระดับมาตรฐานของภาคธุรกิจไทยในการปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ในอนาคต กลุ่มเซ็นทรัล มีแผนเดินหน้าขยายการใช้ยานยนต์พลังงานสะอาด เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในศูนย์กระจายสินค้า และพัฒนาโซลูชันโลจิสติกส์สีเขียวรูปแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและโลกอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ศิริราชผนึกกำลังศิลปินศิลปากร จัดนิทรรศการ “ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” ระดมทุนผ่าน 93 ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งด้อยโอกาส

ศิริราชผนึกกำลังศิลปินศิลปากร จัดนิทรรศการ “ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” ระดมทุนผ่าน 93 ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งด้อยโอกาส

ศิริราชผนึกกำลังศิลปินศิลปากร จัดนิทรรศการ “ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” ระดมทุนผ่าน 93 ผลงานศิลปะอันทรงคุณค่า เพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็งด้อยโอกาส

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.27 น.

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ มูลนิธิโรคมะเร็ง โรงพยาบาลศิริราช และสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เตรียมจัดนิทรรศการศิลปะน้อมถวายอาลัย “ศิริราช – ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง” (In Loving Remembrance of the Queen Mother) เพื่อร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งด้อยโอกาส

ศาสตราจารย์ นายแพทย์ อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของความร่วมมือจัดนิทรรศการดังกล่าวนี้ว่า “คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ในฐานะโรงพยาบาลของแผ่นดิน เรามีพันธกิจสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเต็มกำลังตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระบรมราชชนก
แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่พบผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และส่วนใหญ่กว่าร้อยละ ๙๐ เป็นผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ดังนั้น การจัดนิทรรศการครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อระดมทุนผ่านพลังแห่งศิลปะ มาช่วยเติมเต็มโอกาสในการรักษาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช”

ความร่วมมือกับสมาคมนักศึกษาเก่าคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากรในครั้งนี้ ถือเป็นการหลอมรวมศาสตร์แห่งการรักษาและศาสตร์แห่งศิลปะเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมน้อมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย โดยรายได้ทั้งหมดจากการบริจาคจะถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิโรคมะเร็งฯ ทั้งในด้านค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วย และการสนับสนุนงานวิจัยเพื่อให้เกิดความอย่างยั่งยืนในอนาคต

ด้านนาย ธราธิป นัทธีศรี นายกสมาคมนักศึกษาเก่า คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวถึงรายละเอียดของงานศิลปะเพื่อจัดแสดงในนิทรรศการฯ นี้ว่า นิทรรศการฯ ดังกล่าวเป็นการรวบรวมผลงานภาพพระสาทิสลักษณ์และภาพสะท้อนพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง จำนวนทั้งสิ้น 93 ภาพ ซึ่งสร้างสรรค์โดยเครือข่ายศิลปิน ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชั้นครู ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันจากคณะจิตรกรรมฯ มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมถึงศิลปินจากหลากหลายสถาบันที่ร่วมใจกันส่งต่อแรงบันดาลใจผ่านปลายพู่กัน โดยแบ่งเป็นผลงานขนาดใหญ่ (240 x 240 ซม.) จำนวน 13 ภาพ และขนาดมาตรฐาน (150 x 150 ซม.) จำนวน 80 ภาพ นอกจากเป้าหมายเพื่อน้อมถวายความอาลัยแล้ว ผลงานศิลปะเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นสะพานบุญที่ยิ่งใหญ่ สำหรับผู้ที่สนใจและผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมบริจาคเพื่อรับภาพวาดดังกล่าวไปครอบครองอีกด้วย

สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าชมนิทรรศการ ศิริราช-ศิลปิน รวมใจภักดีพระพันปีหลวง และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งโรงพยาบาลศิริราช เพื่อสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชนก ในการดูแลสุขภาวะของพสกนิกรไทยอย่างเต็มกำลัง ได้ในวันที่ 14 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 น. – 20.00 น. ที่บริเวณโถงบริการผู้ป่วยนอก ชั้น 2 โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ทุกการบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 02 – 419 – 9117  – 8  (02 – 419 9117 -8) หรือ LINE ID: CA_SIRIRAJ หรือ EMAIL: CA.SIRIRAJ@GMAIL.COM

เริ่มแล้ว “เชียงใหม่ Night Market” แต่งแต้มเชียงใหม่ยามค่ำคืนเนรมิตถนนคนเดินท่าแพ ด้วย Light Installation – Mapping สุดอลังการ

เริ่มแล้ว “เชียงใหม่ Night Market” แต่งแต้มเชียงใหม่ยามค่ำคืนเนรมิตถนนคนเดินท่าแพ ด้วย Light Installation – Mapping สุดอลังการ

เริ่มแล้ว “เชียงใหม่ Night Market” แต่งแต้มเชียงใหม่ยามค่ำคืนเนรมิตถนนคนเดินท่าแพ ด้วย Light Installation – Mapping สุดอลังการ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.21 น.

จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และเทศบาลนครเชียงใหม่ จัดพิธีเปิดงาน “Chiang Mai Night Market” อย่างเป็นทางการ ณ ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ) โดยได้รับเกียรติจาก อภิชัย ฉัตรเฉลิมกิจ รองผู้ว่าการด้านตลาดในประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย พจนา ศรีศิลปนันท์ รองนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ ร่วมกล่าวเปิดงาน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักจากประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก

การจัดงาน Chiang Mai Night Market มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในพื้นที่ ส่งเสริมผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่น ตลอดจนยกระดับถนนคนเดินให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Tha Phae Remix : Chiang Mai Remake” ที่ผสมผสานศิลปะ แสง สี ดิจิทัล และเทคนิคการแสดงร่วมสมัยเข้ากับบรรยากาศเมืองเก่า งานศิลปวัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

เพื่อยกระดับมิติใหม่ของถนนคนเดินท่าแพในช่วงเวลากลางคืน โดยได้เพิ่มความโดดเด่นให้พื้นที่ในมิติใหม่ ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดความร่วมสมัย และมอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายและน่าประทับใจแก่ผู้มาเยือน พร้อมกันนี้ยังเป็นโอกาสดีให้นักท่องเที่ยวที่มาเยือนจังหวัดเชียงใหม่ได้เดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียง เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศจากเมืองหลักสู่เมืองน่าเที่ยว และพื้นที่รองในเมืองหลัก พร้อมสร้างกระแสให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2569

Chiang Mai Night Market : ถนนคนเดินท่าแพ สถานที่จัดงาน : ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ) ทุกวันอาทิตย์ ระหว่างวันที่ 18 มกราคม – 1 มีนาคม 2569 : วันอาทิตย์ที่ 18, 25 ม.ค. 69 และ 1, 15, 22 ก.พ. 69 และ 1 มี.ค. 69ตั้งแต่ 16:00 – 22:00 น.

กิจกรรม High light “ห้ามพลาด” 

  • Landmark & Art Installation
  •  Interactive Light 
  •  Main Stage & Mini Stage
  •  Creative Space ลานสืบศิลป์
  •  โซน Workshop
  •  จุด Informationtallation

 ชมการแสดงจากศิลปินชื่อดังได้ทุกวันอาทิตย์ 6 ครั้ง ได้แก่ 

  • 18 มกราคม 2569 : Proxie 
  • 25 มกราคม 2569 : No One Else 
  • 1 กุมภาพันธ์ 2569 : Atom 
  • 15 กุมภาพันธ์ 2569 : ATLAS, Sarah Salola 
  • 22 กุมภาพันธ์ 2569 : Serious Bacon 
  • 1 มีนาคม 2569 ด้วย Season Five

บริการรถรับ-ส่ง ฟรี! ตลอดงาน  2 เส้นทาง  
1. One Nimman – ตลาดช้างเผือก – อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ – วัดพระสิงห์มหาวรวิหาร 
2. ข่วงประตูท่าแพ – วัดศรีดอนไชย – ตลาดประตูเชียงใหม่ – วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร

พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน

  • ร่วมจับจ่ายซื้อสินค้าและบริการภายในงาน ครบทุก 200 บาท จะได้รับคูปองใช้เป็นส่วนลดสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยว อาทิ ที่พัก ร้านอาหาร สปา เป็นต้น ณ จุดประชาสัมพันธ์ภายในงาน
  • ร่วมสนุกกับกิจกรรม Passport Check In ประทับตราที่จุด Landmark และ Installation ครบ 11 จุดภายในงาน “รับทันที” ของที่ระลึก ณ จุดประชาสัมพันธ์ภายในงาน
  • ร่วมกิจกรรม Workshop งานคราฟต์ ของที่ระลึกสุดเก๋ที่มีชิ้นเดียวในโลก!  #ฟรี จำกัดวันละ 8 รอบ (รอบละ 15 คน / 40 นาที) เริ่ม 16:00 น. เป็นต้นไป

หมายเหตุ

  • 8 ก.พ. 69 : งดทุกกิจกรรม/การแสดง ณ ถนนคนเดินเชียงใหม่ (ท่าแพ)

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ไดโนเสาร์กับเต่า บทเรียนในการปรับตัว

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคโลกล้านปี  เหล่าไดโนเสาร์ครองแผ่นดินบนบกของทั้งโลก  พวกมันมีขนาดใหญ่โตมโหฬารและแข็งแรง  กินพืชหรือสัตว์เป็นอาหารในยุคนั้นมีเต่า ที่อาศัยอยู่ในป่าเดียวกับไดโนเสาร์ เต่าเป็นสัตว์ไม่แข็งแรงนักแต่อยู่ได้ทั้งบนบกและในน้ำ  กินผักบุ้งและใบไม้เป็นอาหาร

วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ภูเขาไฟเกิดระเบิดอย่างรุนแรง เถ้าถ่านและหินละลายลาวาพวยพุ่งออกมาปกคลุมทั่วท้องฟ้า แสงแดดถูกบดบัง อากาศหายใจยาก แผ่นดินร้อนเป็นไฟ  พืชและสัตว์ที่เป็นอาหารขาดแคลน   ทำให้ไดโนเสาร์ล้มตายลงจำนวนมาก เพราะไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้

เต่าและไดโนเสาร์เป็นสัตว์ร่วมสมัย ของโลกล้านปี 

แต่เต่าผู้ชาญฉลาดได้เตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์นี้แล้ว มันรู้ว่าการอยู่ในป่าบนบกต่อไปนั้นมีอันตรายมาก  มันจึงมุ่งหน้าไปยังแหล่งน้ำที่อยู่ใกล้เคียง และดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้ด้วยการอาศัยหลบภัยอยู่ใต้น้ำ

เมื่อเวลาผ่านไป เหตุการณ์ร้ายแรงสงบลง โลกกลับสู่สภาวะปกติ ไดโนเสาร์ได้สูญพันธุ์ไปแล้ว เหลือไว้เพียงแต่ซากฟอสซิลเป็นเครื่องเตือนใจถึงความไม่แน่นอนของชีวิต แต่เต่ายังสืบพันธุ์ต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน                  

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถรับประกันความอยู่รอดได้ แต่การปรับตัวอ่อนตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปต่างหาก คือกุญแจสำคัญของการอยู่รอด”

ข้อคิด   :  เต่าล้านปีไม่สูญพันธุ์เหมือนไดโนเสาร์เพราะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม  เมื่อหาอาหารบนบกกินไม่ได้ ก็หนีไปกินอาหารเช่นสาหร่ายในน้ำ

อาทร  จันทวิมล

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. จัดกิจกรรม “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุ

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. จัดกิจกรรม “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุ

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และ สสส. จัดกิจกรรม “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.46 น.

มูลนิธิฟอร์เวิร์ด โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดกิจกรรม ปิดโครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ ภายใต้แนวคิด “ความสุขไม่ใช่แค่คิดต้องลงมือทำ”

นางสาวแสงระวี จงศิริกุล ประธานมูลนิธิฟอร์เวิร์ด เปิดเผยว่า “สถานการณ์ความเหงาในผู้สูงอายุเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก สาเหตุหลักมาจากการสูญเสียคู่ครอง เพื่อน บทบาททางสังคมจากการเกษียณ การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น เมื่อย้ายไปอยู่บ้านพักคนชรา ลูกหลานไปทำงานไกล และข้อจำกัดทางกายภาพ เศรษฐกิจ เช่น การเดินทาง สุขภาพไม่ดี ปัญหาการเงิน ซึ่งส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพทั้งกาย อาทิ โรคหัวใจ สมองเสื่อม ภูมิคุ้มกันต่ำ และทางด้านจิตใจ ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล การแยกตัวทางสังคม และความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งประเทศไทยก็เผชิญปัญหานี้เช่นกัน โดยเฉพาะในสังคมครอบครัวเดี่ยวและชนบท ที่คนหนุ่มสาวอพยพเข้าเมือง ทั้งนี้ ความเหงาสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกกลุ่มอายุ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะประสบกับความเหงามากกว่า ทั้งนี้มีการศึกษาในบางชิ้นรายงานว่า 25 ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีประสบกับความเหงา (Holt-Lunstad et al. 2015) ในขณะที่งานวิจัยอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่าอัตราการเกิดความเหงาอาจสูงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบางสภาวะ (Molas-Tuneu et al. 2023) ซึ่งอาจ เป็นผลมาจากภาวะสุขภาพเรื้อรังหรือเฉียบพลันหลายประการในผู้สูงอายุ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นอยู่และที่อยู่อาศัย เช่น การอยู่บ้านพักคนชรา สถานดูแลผู้สูงอายุ ชุมชน ผู้เกษียณอายุ การอาศัยอยู่ที่บ้านในฐานะสมาชิกชุมชน เป็นต้น

ทางมูลนิธิฟอร์เวิร์ด จึงได้ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดโครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดีทั้งทางด้านร่างกายและด้านจิตใจให้แก่ผู้สูงอายุ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะมีการจัดอบรม 1 วัน ผู้ร่วมกิจกรรมจาก 4 เขต ของกรุงเทพมหานคร คือ เขตบางกะปิ เขตวังทองหลาง เขตดินแดง เขตราชเทวี โดยมีเนื้อหาในการให้ความรู้ในการดูแลสมองด้วยการออกกำลังกายง่าย ๆ การจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุ ได้ระลึกถึงความภาคภูมิใจในชีวิตผ่านงานศิลปะ ด้วยการวาดภาพที่เกี่ยวเนื่องกับความภาคภูมิใจ ในชีวิต และนำกระเป๋าผ้า กลับไปเป็นของที่ระลึกถึงความภาคภูมิใจ อันเป็นการสะท้อนถึงคุณค่าในชีวิตของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ให้ผู้สูงอายุ ในแต่ละชุมชนได้ออกแบบสร้างสรรค์กิจกรรมขึ้นมา และถ่ายทำคลิปวิดีโอ ซึ่งเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน ด้วยกันเอง และเป็นการสร้างสรรค์ผลงาน ซึ่งผู้สูงอายุสามารถรับชมและมีความสุขเมื่อได้ระลึกถึงช่วงเวลาของการจัดกิจกรรมร่วมกัน นอกจากนี้ มูลนิธิฟอร์เวิร์ดยังได้จัดทำคู่มือการจัดกิจกรรมรุ่นใหญ่ไฟกะพริบ เพื่อให้สามารถขยายผลไปยังกลุ่มผู้สูงอายุ ในพื้นที่ต่าง ๆ ในการจัดกิจกรรมสร้างความสุข ลดความเหงา และความเครียดได้อีกด้วย” นางสาวแสงระวี กล่าว

งานนี้ ยังมีเวทีทอล์ก โดย รศ.ดร.ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล รองคณบดี ฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมพูดคุยกับคนดังสามท่าน อาม่าแต๋ว – อุษา เสมคำ, ป้าเนาว์ – เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ และ อังเคิลอั๊ต – อัษฎา พานิชกุล ที่มา ร่วมพูดคุยในหัวข้อ “เตรียมความพร้อมก่อนวันนั้นจะมาถึง” ถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตจริง มุมมองการใช้ชีวิตอย่างเข้าใจตัวเอง และการยอมรับความเปลี่ยนแปลงของวัยอย่างงดงาม

โครงการ “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ มีผู้สูงอายุเข้าร่วมจาก ชุมชนดินแดง ชุมชนราชเทวี ชุมชนวังทองหลาง ชุมชนบางกะปิ และผู้สมัครทางออนไลน์ ไม่น้อยกว่า 130 คน โดยได้รับผลตอบรับจากผู้สูงอายุ และผู้รับชมผ่านสื่อต่าง ๆ เป็นอย่างดี