ททท. เปิดตัวงาน DNA Travel & Fair 2025 รวบรวม Subculture ให้ทุกคนค้นหาสไตล์การท่องเที่ยวตัวเอง

ททท. เปิดตัวงาน DNA Travel & Fair 2025 รวบรวม Subculture ให้ทุกคนค้นหาสไตล์การท่องเที่ยวตัวเอง

ททท. เปิดตัวงาน DNA Travel & Fair 2025 รวบรวม Subculture ให้ทุกคนค้นหาสไตล์การท่องเที่ยวตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.52 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวงาน DNA Travel & Fair 2025 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ชวนนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวตามไลฟ์สไตล์ของตนเองกับ 5 โซนกิจกรรมที่รวบรวมความหลากหลายทางวัฒนธรรมย่อย (Subculture) ของประเทศไทยไว้แบบจัดเต็ม ระหว่างวันที่ 9 – 12 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น G ฮอลล์ 3 – 4

นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า รัฐบาลพร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการท่องเที่ยว ตั้งเป้าหมายชัดเจนในการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว  หรือ Tourism Hub ของโลก ซึ่งไม่ใช่เพียงจุดหมายปลายทางแต่เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงการเดินทาง วัฒนธรรม และประสบการณ์อย่างไร้รอยต่อ การจัดงาน DNA Travel & Fair 2025 ในครั้งนี้ จึงถือเป็นอีเวนต์สำคัญที่ได้นำแนวคิด Subculture หรือ วัฒนธรรมย่อย มาผนวกกับการท่องเที่ยวตามความสนใจ เพื่อสร้างประสบการณ์  ที่แตกต่างให้แก่นักท่องเที่ยวได้ค้นหาสไตล์การท่องเที่ยวที่เข้ากับตนเอง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางท่องเที่ยวในเส้นทาง ที่ตรงใจมากขึ้น นอกจากนี้ ยังเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้นำเสนอสินค้าบริการและกิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่หลากหลาย อันนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน  

นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่าพฤติกรรมการเดินทาง   ของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงแค่การเยี่ยมชมสถานที่สวยงาม แต่มุ่งค้นหาประสบการณ์ที่มีความหมาย เน้นความเป็นส่วนตัว และตอบสนองต่อความสนใจเฉพาะด้านของตนเองอย่างแท้จริง (Personalized Experience)    ทำให้การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ททท. จึงได้จัดงาน DNA Travel & Fair 2025 ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ภายใต้โครงการ “DNA 2025 (Destination Navigator Assessment)” นำเสนอผ่านแนวคิด “Thailand’s Subculture: Decode Your Journey” เพื่อเป็นหนึ่งในอีเวนต์ที่ตอบโจทย์การสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวผ่านความชอบส่วนบุคคล พร้อมทั้งนำเสนอเส้นทางและประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งผจญภัย วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ จัดเต็มผ่าน 5 โซนกิจกรรม ทั้งนี้ ททท. คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานตลอด 4 วันกว่า 100,000 คน และสร้างรายได้ตลอดการจัดงานกว่า 400 ล้านบาท

ภายในงาน DNA Travel & Fair 2025 ททท. ได้จัดแบ่งเป็น 5 โซนหลักที่รวบรวมความสนใจของนักเดินทางไว้ด้วยกัน ดังต่อไปนี้

โซน THAI POP: รวบรวมวัฒนธรรมสมัยนิยม ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และดนตรี ที่จะกลายเป็นแรงบันดาลใจในการเดินทาง โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ อาทิ การจัดแสดง Art Toy จาก Trendy Gallery พบกับกองทัพศิลปินจาก GMMTV อาทิ มิลค์-เลิฟ, จิมมี่-ซี และ fandom characters อาทิ Polcasan, Demier และ Muv muv และ บูท Official Merchandise จาก GMMTV

โซน SIAM STYLE:  พาทุกท่านย้อนมนต์เสน่ห์ของไทยในอดีตผ่านกิจกรรมและนิทรรศการต่าง ๆ โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจ คือ นิทรรศการชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ กิจกรรมดูดวงกับอาจารย์แห้ว ศาลเจ้าพ่อนาคราช และการออกร้านขายสินค้าของศิลปินหมอลำลูกทุ่งชื่อดัง

โซน WORK & PLAY: คอมมูนิตี้สำหรับนักเดินทางยุคใหม่ที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ ศิลปะ และเทคโนโลยี ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่และวิถีการทำงานแบบ Workation โดยมีไฮไลต์สำคัญ อาทิ นิทรรศการภาพถ่ายจาก “Fotoclub BKK” บูทกิจกรรมจาก Fastwork รวมโอกาสสร้างรายได้และไอเดียสุดครีเอทีฟในที่เดียว และ TikTok Live Studio

โซน LIFESTYLE & FAMILY: ตอบโจทย์ทุกความชอบที่หลากหลาย เพิ่มพลังชีวิต เติมเต็มความสุข สำหรับครอบครัว พบกับ Jurassic World Experience  การแสดงสัตว์เลี้ยงแสนรู้ และกิจกรรมนวดผ่อนคลาย

โซน THAI TASTE: สวรรค์ของนักชิมรวบรวมสุดยอดร้านอาหารชื่อดังในกระแส เพื่อสร้างสุดยอดประสบการณ์ด้านอาหารมาให้ผู้ร่วมงานได้สัมผัส พร้อมกิจกรรม Chef Workshop จากเชฟภูมิ เชฟชื่อดังของเมืองไทย

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานห้ามพลาดชมการแสดงจากศิลปินชื่อดังได้ทุกวัน ได้แก่ 9 ตุลาคม 2568 : เก่ง หฤษฎ์ และ น้ำปิง นภัสกร นักแสดงนำจากซีรีส์ “เขมจิราต้องรอด”เวลา 19.30 น. 10 ตุลาคม 2568 : การแสดงจากคณะลิเกสองเทพบุตรสุดที่รัก เวลา 13.00 น. และ คอนเสิร์ตจาก PALMY เวลา 18.00 น. 11 ตุลาคม 2568 : ยูกิ ไหทองคำ เวลา 13.00 น. และ 12 ตุลาคม 2568 : ปิดท้ายความม่วน ด้วย ลำไย ไหทองคำ เวลา 13.00 น. การแสดงจากศิลปิน FELIZZ เวลา 14.00 น. และ วงหมอลำแห่งยุค ระเบียบวาทะศิลป์ เวลา 15.00 น.

พิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงาน ร่วมสะสมแต้มจากการซื้อสินค้าและบริการภายในงาน โดยทุก ๆ 100 บาท จะได้รับ 10 แต้ม สำหรับนำไปแลกและลุ้นรับสิทธิพิเศษจากบูทต่าง ๆ ภายในงาน

ทั้งนี้ งาน DNA Travel & Fair 2025 จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ –  12 ตุลาคม 2568 เวลา 10.00 – 21.00 น.

ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น G ฮอลล์ 3 – 4  ผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ฟรีตลอดทั้งงาน โดยติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook page: Thailand Festival หรือ โทร. 1672 Travel Buddy

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

บทความพิเศษ : กับดักของ ‘ความปรารถนา’ : ปัจจัยเร่งหนี้ครัวเรือนและการใช้จ่ายที่ย้อนแย้งของไทย โดย จอห์น วากเนอร์-ปราศานต์ เชาดารี

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

ผู้บริโภคชาวไทยกำลังสะท้อนภาพความย้อนแย้งที่น่าสนใจ กล่าวคือ แม้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะอยู่ในระดับต่ำ แต่ยังคงมีการใช้จ่ายในสินค้าที่ไม่จำเป็น (discretionary spending) อย่างยืดหยุ่น ปรากฏการณ์นี้คล้ายกับพลวัตที่พบในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งสะท้อนถึงภูมิทัศน์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ซับซ้อนและเป็นโจทย์สำคัญที่ธุรกิจสมัยใหม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมรับมือ

แม้กำลังซื้อจะตึงตัว แต่ผู้บริโภคในทุกระดับฐานะทางการเงินต่างหาทางประนีประนอมเพื่อตอบสนองความต้องการ ตัวอย่างเช่น พนักงานหนุ่มสาวในกรุงเทพฯ เลือกซื้อสมาร์ตโฟนรุ่นล่าสุดด้วยการผ่อนชำระเป็นงวด ขณะที่แรงงานก่อสร้างพาครอบครัวออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน แต่รอช่วงโปรโมชันสิ้นเดือนเพื่อซื้อของใช้จำเป็น ในบางกรณี ผู้บริโภคถึงขั้นกู้ยืมเพื่อรักษามาตรฐานการครองชีพ เหล่านี้สะท้อนถึงวงจรหนี้และการใช้จ่ายที่น่ากังวล ซึ่งทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจควรให้ความสนใจอย่างจริงจัง

พฤติกรรมดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกันในภาพรวม แต่ก็แตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างกลุ่มรายได้ โดยสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีการที่ผู้บริโภคทั่วประเทศจัดการการเงินส่วนบุคคล และการเลือกประนีประนอมตามเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกันไป

บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (BCG) ได้ทำการวิจัยล่าสุดเพื่อประเมินภูมิทัศน์ผู้บริโภคไทยที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การวิจัยนี้มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 3,000 คนทั่วประเทศ ครอบคลุมการสำรวจสถานะทางการเงินของครัวเรือน มุมมองต่อรายได้ หนี้สิน การใช้จ่าย การออม รวมถึงปัจจัยขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย

ความเชื่อมั่นโดยรวมและผลต่อการใช้จ่าย

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยต่อเศรษฐกิจยังอยู่ในระดับต่ำ โดยกว่าร้อยละ 60 มองว่าสถานการณ์ปัจจุบัน “แย่” หรือ “แย่มาก” อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ (Mass Affluent Consumer: MAC) ซึ่งหมายถึงครัวเรือนที่มีรายได้ต่อเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป ยังคงแสดงมุมมองเชิงบวกมากที่สุด ตรงกันข้ามกับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยซึ่งมีความเชื่อมั่นในระดับต่ำอย่างมากเมื่อเทียบกับทั้งค่าเฉลี่ยประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

[ข้อมูลเพื่อการอ้างอิง: ระดับความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเงินส่วนบุคคลของคนไทยอยู่ที่ 39% ใกล้เคียงกับฟิลิปปินส์ (35%) และอินโดนีเซีย (47%) แต่ต่ำกว่าประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในภูมิภาคอย่างจีน (59%) และอินเดีย (61%) อย่างมีนัยสำคัญ]

ความเชื่อมั่นที่ลดต่ำนี้สะท้อนสภาวการณ์ภาพใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ ตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ความสามารถในการปรับเพิ่มรายได้ที่จำกัดในกลุ่มครัวเรือนรายได้น้อย ตลอดจนระดับหนี้สินครัวเรือนที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในตลาดเกิดใหม่ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนบั่นทอนความเชื่อมั่นและจำกัดศักยภาพการใช้จ่ายของผู้บริโภค

เมื่อมองไปที่โครงสร้างการใช้จ่าย รายจ่ายจำเป็นยังคงครองสัดส่วนหลักของกระเป๋าเงินที่ตึงตัวอยู่แล้ว แต่ความแตกต่างระหว่าง MAC และผู้บริโภครายได้น้อยกลับชัดเจนอย่างยิ่ง ครัวเรือน MAC ยังสามารถกันเงินส่วนเกินเพื่อยกระดับไลฟ์สไตล์และลงทุนได้ ขณะที่ครอบครัวรายได้น้อยต้องยึดติดกับรายจ่ายพื้นฐานและความต้องการเล็กน้อย ๆ ซึ่งมักทำให้ต้องดึงเงินออมมาใช้ ความเหลื่อมล้ำนี้ยิ่งตอกย้ำช่องว่างระหว่างกลุ่มผู้ที่ ‘มี’ และผู้ที่ ‘ไม่มี’ ในสังคมไทย

เส้นบาง ๆ ระหว่าง “ความต้องการ” และ “ความจำเป็น”

แม้ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจจะถดถอย แต่ผู้บริโภคชาวไทยกลับโดดเด่นในความสามารถที่จะ “จัดสมดุล” ระหว่างความต้องการกับความจำเป็น

สวนทางกับความเชื่อทั่วไป—และแม้แต่กับสิ่งที่ผู้บริโภคกล่าวอ้างเอง—สัดส่วนการใช้จ่ายในหมวดสินค้าฟุ่มเฟือย (discretionary) ของคนไทยกลับทรงตัวหรือเพิ่มขึ้น ตามรายงาน Global Consumer Radar ของ BCG ผู้บริโภคมักประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคไม่สอดคล้องกับความจริง ส่งผลให้การคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเองก็คลาดเคลื่อนไปด้วย

สำหรับผู้บริโภคชาวไทย แนวโน้มเศรษฐกิจในภาพรวมจึงแทบไม่กระทบต่อความตั้งใจที่จะใช้จ่ายเพื่อตอบสนองความต้องการ แม้รายได้จะลดลง ค่าใช้จ่ายในหมวดฟุ่มเฟือยก็ยังคงอยู่ที่ประมาณหนึ่งในสี่ของรายจ่ายทั้งหมด (22%–25%)

สิ่งนี้สะท้อนแรงผลักที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง—ความปรารถนาต่อความมั่งคั่งและไลฟ์สไตล์ที่ใฝ่หา ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว “คู่ควรกับอินสตาแกรม” การซื้อสินค้าราคาแพง การรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือการแสวงหาสถานะทางสังคมรูปแบบต่าง ๆ

เพื่อเปิดพื้นที่ให้กับประสบการณ์และสินค้าที่ตนให้คุณค่ามากที่สุด ผู้บริโภคจึงมักเลือกปรับลดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รายการ “ความจำเป็น” อย่างของใช้พื้นฐานคือสิ่งแรกที่ถูกหั่นงบประมาณ การปรับนี้ไม่ได้หมายถึงการซื้อในปริมาณที่น้อยลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการหาสินค้าลดราคา หรือการเลือกแบรนด์ที่มีราคาย่อมเยามากขึ้น

การยอมสละสิ่งจำเป็นเพื่อเติมเต็มความปรารถนาส่วนตัวของผู้บริโภคไทยนี้ นำมาซึ่งข้อคิดสำคัญสองประการสำหรับนักการตลาดยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงผู้บริโภค:

ข้อแรก คือการช่วงชิงสัดส่วนรายจ่ายด้าน “ความต้องการ” ให้ได้มากขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าหรูเสมอไป แต่ควรเป็นสินค้าที่ให้ความรู้สึกว่าได้อัปเกรดไลฟ์สไตล์ เช่น Sephora ที่นำเสนอสินค้าภายใต้แบรนด์ของตนเองในฐานะ “หรูหราในราคาที่เอื้อมถึง” (affordable luxuries) ควบคู่ไปกับการจำหน่ายแบรนด์ระดับโลกในร้านเดียวกัน ทำให้ผู้บริโภครู้สึกถึงความพิเศษ ในขณะเดียวกันก็สามารถควบคุมงบประมาณได้

ข้อที่สอง คือการนำเสนอสินค้าจำเป็นที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่า (value-tier offerings) เช่น ของชำหรือผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ซึ่งผู้บริโภคจำนวนมากมองว่าเป็นหนทางประหยัดที่เป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น Muji ที่วางกลยุทธ์ครอบคลุมทั้งสเปกตรัม ตั้งแต่สินค้าพื้นฐานราคาไม่แพงอย่างผ้าฝ้ายและอุปกรณ์จัดเก็บ ไปจนถึงสินค้าพรีเมียม เช่น สิ่งทอพิเศษ เฟอร์นิเจอร์โมดูลาร์ขนาดกะทัดรัด และสินค้าไลฟ์สไตล์อื่น ๆ ที่คัดสรรมา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถเลือกและควบคุมการใช้จ่ายได้ แม้แต่ในสินค้าจำเป็นก็ตาม

ภูมิทัศน์สินเชื่อ

การใช้จ่ายและการกู้ยืมมักเดินควบคู่กันเสมอ หากต้องการเข้าใจผู้บริโภคไทยอย่างครบถ้วน จึงจำเป็นต้องพิจารณาสถานการณ์หนี้ในปัจจุบันควบคู่ไปด้วย ปัจจุบันราวหนึ่งในสามของครัวเรือนไทย แบกรับหนี้เพื่อการอุปโภคบริโภคมากถึง 80% ของประเทศ (ไม่รวมสินเชื่อที่อยู่อาศัยและการศึกษา) ภาพนี้สะท้อน “ภูเขาหนี้” ขนาดใหญ่ที่กดทับคนกลุ่มน้อยแต่มีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจโดยรวม

ที่น่าสนใจคือ “กลุ่มลูกหนี้อันดับต้น ๆ” (top-debtors) มีการกระจุกตัวอยู่ชัดเจน โดยเกือบสองในสามของพวกเขาเป็นครัวเรือนชนชั้นกลางที่มีรายได้ต่อเดือน 15,000–49,000 บาท และมียอดหนี้เฉลี่ยสูงกว่าผู้บริโภคไทยโดยรวมถึงราวสามเท่า การทำความเข้าใจภูมิทัศน์ที่ซับซ้อนของกลุ่มนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจ

โซนอันตรายของผู้มีหนี้สูง

ความสมดุลที่เปราะบางระหว่าง “ความทะยานอยาก” และ “ศักยภาพทางการเงิน” กำลังก่อให้เกิดกับดักสำหรับกลุ่มผู้มีหนี้สูงสุด พวกเขามักเข้าสู่วัฏจักร “กู้เพิ่มเพื่อใช้เพิ่ม” เริ่มจากการยอมรับ “ไลฟ์สไตล์ที่พึ่งพาการกู้ยืม” และปล่อยให้ความฝันเกินเลยความจริงของฐานะครัวเรือน

ในปีที่ผ่านมา มูลค่าสินเชื่อของกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเร็วกว่าผู้บริโภคทั่วไปถึงหกเท่า อีกทั้งยังมีอัตราส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (debt-to-service ratio) สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า ที่น่ากังวลคือ สามในสี่ของกลุ่มนี้ไม่ได้เพิ่มการชำระหนี้ในช่วงเวลาเดียวกัน ปัจจัยเหล่านี้รวมกันเป็นสัญญาณชัดเจนของการเร่งตัวเข้าสู่วงจรหนี้ (debt spiral)

พลวัตนี้สะท้อนเรื่องราวสำคัญของเศรษฐกิจไทย ด้านหนึ่งคือการบ่งชี้ถึง “ความพร้อมที่จะกู้” ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในครัวเรือนชนชั้นกลางที่กลายเป็นผู้กู้รายใหญ่ แต่อีกด้านหนึ่งกลับเผยให้เห็น “ความเปราะบาง” ของครัวเรือนรายได้น้อยที่จำนวนไม่น้อยกำลังแบก “หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ”

การยกระดับ “การประเมินความเสี่ยง” ของสถาบันการเงินจึงเป็นกุญแจสำคัญเพื่อลดโอกาสผิดนัด ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้ออกเกณฑ์ใหม่ว่าด้วย “การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ” (Responsible Lending) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2568 โดยครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการโอนหนี้ เพื่อยกระดับการปฏิบัติต่อผู้บริโภคและแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ

ท้ายที่สุด ความย้อนแย้งของไทย—ที่ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นแต่ยังคงใช้จ่ายได้อย่างยืดหยุ่น—สะท้อนให้เห็นทั้ง “ความเสี่ยง” และ “โอกาส” ผู้บริโภคยังคงเข้าถึงการยกระดับคุณภาพชีวิต แม้หนี้จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสร้างทั้งศักยภาพการเติบโตสำหรับธุรกิจ และความรับผิดชอบมหาศาลสำหรับผู้ปล่อยสินเชื่อ

ในภาพรวม แม้กลุ่มผู้บริโภคมีกำลังซื้อ (MAC) จะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่แข็งแกร่งในระยะยาว โดยคาดว่าจำนวนประชากรกลุ่มนี้จะเติบโต 14% ในอีก 10 ปีข้างหน้า แต่ในระยะสั้นถึงกลาง ประเทศไทยจำเป็นต้องหาทาง “ประสานความปรารถนากับวินัยทางการเงิน” เพื่อสร้างการบริโภคที่ยั่งยืนโดยไม่ผลักภาระหนี้ไปสู่อนาคต

ขอขอบคุณ อาทิตยา บาเทีย (Aditi Bathia, Expert Project Lead, Center for Customer Insight [CCI], BCG) ที่ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองอันทรงคุณค่าแก่บทความนี้

‘เมื่อเด็กๆ เรียนรู้จากไข่’ ซีพีเอฟส่งต่อความมั่นคงทางอาหาร จากรั้วโรงเรียนสู่รั้วชุมชน

'เมื่อเด็กๆ เรียนรู้จากไข่' ซีพีเอฟส่งต่อความมั่นคงทางอาหาร จากรั้วโรงเรียนสู่รั้วชุมชน

‘เมื่อเด็กๆ เรียนรู้จากไข่’ ซีพีเอฟส่งต่อความมั่นคงทางอาหาร จากรั้วโรงเรียนสู่รั้วชุมชน

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.37 น.

วันศุกร์ที่สองของเดือนตุลาคมของทุกปี คือ “วันไข่โลก” (World Egg Day) วันที่ทั่วโลกพร้อมใจกันยกย่องไข่เป็นพระเอก และกลายเป็น “ซูเปอร์ฟู้ด” ของดีที่กินได้ทุกวัน ทุกวัย ราคาเข้าถึงง่าย และอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

สำหรับใครหลายคน “ไข่ไก่” อาจเป็นเพียงเมนูง่ายๆ บนจานอาหาร แต่สำหรับเด็กๆ ในโรงเรียนต่างจังหวัดทั่วไทย ไข่ไก่คือ “แหล่งโปรตีนแห่งโอกาส” ที่หล่อเลี้ยงร่างกาย สมอง และยังต่อยอดเป็นบทเรียนชีวิตและอาชีพในอนาคต

 โรงเรียนวัดบางปิดล่าง (ราษฎร์สงเคราะห์) ต.บางปิด อ.แหลมงอบ จ.ตราด เข้าร่วม “โครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน” ตั้งแต่ปี 2559 ปัจจุบันเป็นโรงเรียนขยายโอกาส ชั้น ม.1- ม.3 เป็นปีแรก มีนักเรียน 274 คน เลี้ยงไก่ไข่กว่า 150 ตัว เด็กได้ทานเมนูไข่ไก่สัปดาห์ละ 3 วัน ได้ทั้งโปรตีนดีและความรู้จากการเลี้ยงไก่ ผลผลิตดีต่อเนื่องจนสามารถต่อยอดสู่อาชีพในครัวเรือน

เมื่อแม่ไก่ครบอายุเลี้ยง โรงเรียนจะมอบแม่ไก่ปลดระวางที่ยังให้ผลผลิตดี ให้นักเรียนที่เป็นสมาชิกในชุมนุมเกษตร-เลี้ยงไก่ไข่ทั้ง10 คน นำไปเลี้ยงต่อที่บ้าน และมอบให้ผู้ปกครองอีก 20 ครอบครัว ที่ร่วมโครงการ “โคกหนองนา” รวมถึงจำหน่ายให้ชาวชุมชนที่สนใจ เพื่อให้ทุกครัวเรือนมีแหล่งอาหารของตัวเอง

ด.ญ.ชญานนท์ บุญมี – น้องอิง ชั้น ม.1 เล่าว่า “เริ่มเลี้ยงไก่ตั้งแต่ ป.3 ตอนนั้นตื่นเต้นมาก พอได้ไก่ไข่ไปเลี้ยงต่อที่บ้าน ทำให้มีไข่กินทุกวัน ช่วยลดรายจ่ายให้ที่บ้านได้มากๆเลย”

ส่วน ด.ญ.กรวรรณ โพธิวรรณา – น้องพอใจ ชั้น ป.4 เสริมว่า “เราแบ่งเวรดูแลไก่ทุกวัน เช้าให้อาหาร ทำความสะอาด ตอนบ่ายเก็บไข่ แล้วส่งขายผ่านสหกรณ์ โรงเรียนก็นำไปทำอาหารกลางวัน ส่วนที่เหลือขายให้ผู้ปกครอง ขายดีมากค่ะ เพราะเป็นไข่ที่พวกเราเลี้ยงเอง สดและปลอดภัยแน่นอน”

อีกหนึ่งโรงเรียนต้นแบบคือ โรงเรียนบ้านห้วยจรเข้ อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ที่นำองค์ความรู้จากโครงการ CONNEXT ED มาต่อยอดสู่นวัตกรรมเกษตรยุคใหม่ โรงเรียนแห่งนี้เลี้ยงไก่ไข่ 200 ตัว ภายใต้ระบบ IoT ที่ควบคุมพัดลม แสง และอุณหภูมิในโรงเรือนอัตโนมัติ กลายเป็น “ศูนย์การเรียนรู้เทคโนโลยี เกษตร และนวัตกรรม” ที่เด็กๆ ภูมิใจ โดยแบ่งการเรียนรู้เป็น 9 ฐาน เช่น การแปรรูป การตลาด และเบเกอรี่ ปัจจุบันมีผู้เข้ามาฝึกทักษะแล้วกว่า 2,000 คน ทั้งจากโรงเรียนใกล้เคียง ชุมชน และสถาบันอุดมศึกษา

ด.ช.ธันวา เทียนขุนทด – น้องวา ชั้น ม.3 เล่าว่า “ไข่ไก่ของเราขายดีมาก เรามีระบบขายออนไลน์ด้วย พอเห็นไข่ที่ได้ดูแลเองกลายเป็นอาหารให้เพื่อนๆ และครอบครัว รู้สึกดีใจสุดๆ อยากให้โครงการนี้อยู่กับโรงเรียนไปนานๆ”

ด.ญ.ฐิติรัตน์ แสงสง่า – น้องเกรซ ม.2 เล่าด้วยรอยยิ้ม “เรานำไข่ที่ได้มาทำเบเกอรี่ขายคู่กับกาแฟ เป็นฐานหนึ่งในศูนย์เรียนรู้ ภูมิใจมาก ได้เรียน ได้ขาย ได้ใช้จริงๆ”

ส่วน โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนค็อกนิสไทยฯ ต.แมดนาท่ม อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ที่ดำเนินโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ต่อเนื่องมากว่า 20 ปี ตั้งแต่ปี 2548 ซีพีเอฟและมูลนิธิฯ มอบแม่ไก่ 200 ตัว เพื่อสนับสนุนอาหารกลางวันเด็กๆ 244 คน การเลี้ยงไก่ไข่ยังสอดคล้องกับ โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่มุ่งให้เด็กมีอาหารครบถ้วน และได้เรียนรู้ทักษะชีวิตควบคู่ไปด้วย

ผลลัพธ์คือ เด็กๆ ไม่เพียงมีสุขภาพดี จากการทานเมนูไข่ไม่น้อยกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ แต่ยังได้ฝึกอาชีพ ทั้งการเลี้ยงไก่ การแปรรูปไข่ เป็นวิชาชีพติดตัว และยังรู้จักการทำงานเป็นทีม รวมทั้งเรียนรู้ระบบสหกรณ์จากการจำหน่ายไข่จริงในโรงเรียน และโรงเรียนแห่งนี้ยังได้เป็นต้นแบบศูนย์เรียนรู้ LEARNING CENTER ในพื้นที่อีกด้วย

สำหรับ โรงเรียนบ้านห้วยไม้หก อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ที่อยู่ห่างตัวเมืองเชียงใหม่กว่า 300 กิโลเมตร การเข้าถึงอาหารไม่ง่ายนัก โรงเรียนจึงเข้าร่วมโครงการเลี้ยงไก่ไข่ฯ ตั้งแต่ต้นปี 2568 และมูลนิธิซีพียังช่วยสนับสนุนโครงการเกษตรพอเพียง สร้างโรงเรือนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ภาคเรียนหน้าโรงเรียนจะเลี้ยงปลา หมู และกบ เสริมอาหารให้เด็กๆ และชุมชนรอบข้าง ผลผลิตไข่ไก่ เป็นทั้งอาหารกลางวันของนักเรียนทั้ง 192 คน และสำหรับนักเรียนพักนอน 93 คน ส่วนที่เหลือจำหน่ายให้ชุมชน และยังมีผู้บริจาคเงินจัดซื้อไข่ไก่ เพื่อให้ทางโรงเรียนมอบแก่กลุ่มเปราะบาง 100 ราย ทั้งผู้สูงวัย ผู้พิการ และผู้ยากไร้ ใน ต.ม่อนจอง ต.แม่ตื่ “ไข่ไก่” จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งปันอย่างแท้จริง

ด.ญ.วารี ชีวีอิสระ-น้องน้ำ และ ด.ญ.มณฑิตา ไพรบุญพำนัก-น้องสาวิกา ชั้น ม.2 ที่กำลังช่วยดูแลแม่ไก่ไข่ บอกตรงกันว่า “ดีใจที่ได้เรียนรู้การเลี้ยงไก่ ไข่ที่ได้ทั้งกินเอง และแจกให้ชุมชน ทำให้เราอยากสืบต่ออาชีพนี้ในอนาคต”

ส่วน น.ส.นลิน เลาย้าง – น้องหยี ชั้น ม.3 กล่าวขอบคุณโครงการที่มอบโอกาสให้โรงเรียนมีไข่ไก่สดใหม่และมีคุณค่าทางโภชนาการไว้ดูแลเพื่อนๆ ทุกคน

“ไข่ไก่” ในโครงการซีพีเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียน ไม่ได้เป็นแค่เมนูบนโต๊ะอาหาร แต่คือเครื่องมือสร้างชีวิต สร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างทักษะอาชีพ และสร้างความภูมิใจในสิ่งที่เด็กๆ ทำด้วยสองมือของตนเอง … เพราะ เมื่อเด็กๆ เรียนรู้จากไข่ พวกเขาไม่ได้แค่ได้โปรตีน แต่ได้ ‘พลังชีวิต’ ที่จะเติบโตอย่างมั่นคง ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และชุมชนรอบข้าง

คลิกชมคลิป >> https://youtube.com/shorts/p_NKjyQ1UJk?si=n1WLABhCxmnzaAgu

เพราะผู้หญิงยุคใหม่ไม่เคยหยุดทำงาน ‘ฝากไข่’ อีกทางเลือกสำคัญของการมีครอบครัว

เพราะผู้หญิงยุคใหม่ไม่เคยหยุดทำงาน ‘ฝากไข่’ อีกทางเลือกสำคัญของการมีครอบครัว

เพราะผู้หญิงยุคใหม่ไม่เคยหยุดทำงาน ‘ฝากไข่’ อีกทางเลือกสำคัญของการมีครอบครัว

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.38 น.

เพราะชีวิตผู้หญิงยุคใหม่ไม่ได้หยุดแค่การทำงานหรือความฝัน “GFC” เข้าใจทุกไลฟ์สไตล์ จึงเปิดโอกาสให้คุณวางแผนมีลูกล่วงหน้าได้อย่างมั่นใจ ด้วยกระบวนการ “ฝากไข่” ที่ปลอดภัย มีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่ดูแลอย่างใกล้ชิด

ในยุคที่ผู้หญิงหลายคนต้องโฟกัสทั้งเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว การวางแผนมีลูกจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญที่  “GFC (Genesis Fertility Clinic)” บริการทางการแพทย์ด้านภาวะเจริญพันธุ์ เปิดโปรแกรม “ฝากไข่” เพื่อช่วยเก็บรักษาคุณภาพของไข่ในช่วงอายุที่ดีที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการวางแผนมีลูกในอนาคต

ฝากวันนี้ อยู่ได้ยาว 5–10 ปี และเมื่อพร้อม ก็สามารถใช้ไข่ที่ฝากไว้เพื่อเข้าสู่กระบวนการมีบุตรได้ทันที (ขึ้นอยู่กับคุณภาพของไข่ของแต่ละบุคคล) โดยมีทีมแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ที่คอยให้คำปรึกษาอย่างละเอียดทุกขั้นตอน เพราะเวลาไม่สามารถย้อนกลับได้ แต่ “ไข่” สามารถฝากไว้ได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายได้ที่  GFC (Genesis Fertility Center) http://www.gfcclinic.com  | Tel.  02 108 6413 ถึง 14 หรือ (+66) 097 484 5335 | LINE: @GFCclinic

โรงแรมระดับโลก เดินหน้าตามคำมั่น ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ทั่วเครือในเอเชีย

โรงแรมระดับโลก เดินหน้าตามคำมั่น ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ทั่วเครือในเอเชีย

โรงแรมระดับโลก เดินหน้าตามคำมั่น ‘ไข่ไก่ปลอดกรง’ ทั่วเครือในเอเชีย

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

นักรณรงค์จากซิเนอร์เจีย แอนนิมอล (Sinergia Animal) ตั้งแต่กรุงเทพฯ จนถึงรีโอเดจาเนโร จัดกิจกรรมร่วมกันทั่วโลกเรียกร้องและผลักดันให้เครือโรงแรมแมริออทเร่งดำเนินงานตามคำมั่นสัญญาในการใช้ไข่ไก่ปลอดกรง (Cage-Free) 100% ภายในปี 2568 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านความยั่งยืนที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปี 2561 แม้ความก้าวหน้าในระดับโลกเป็นที่น่าชื่นชม แต่ยังต้องมุ่งเน้นการดำเนินงานอย่างเต็มที่ในภูมิภาคเอเชียซึ่งเหลือเวลาเพียง 3 เดือนสุดท้าย 

เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ องค์กรซิเนอร์เจีย แอนิมอลใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย บราซิล และอินโดนีเซีย ได้จัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อเน้นย้ำถึงบทบาทของแมริออทในการส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ โดยกิจกรรมในกรุงเทพฯ จัดขึ้นที่ โรงแรมแมริออทสุรวงศ์ และ โรงแรมแมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เครือโรงแรมแมริออททั่วโลกผนึกกำลังและสนับสนุนนโยบายการใช้ไข่ไก่ปลอดกรงในเอเชีย
แมริออทได้ประกาศไว้อย่างเป็นทางการในปี 2561 ในการเปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ปลอดกรง 100% ภายในปี 2568 แม้มีความก้าวหน้าอย่างน่าชื่นชมในระดับโลก แต่การทำงานในภูมิภาคเอเชียยังคงต้องเร่งดำเนินการเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ 

ปัจจุบันในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการใช้ไข่ไก่ปลอดกรงอยู่ที่ 42.65% ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นแต่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเป้าหมาย การเร่งดำเนินการในส่วนที่เหลือนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของแมริออทในฐานะผู้นำด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสวัสดิภาพสัตว์ในอุตสาหกรรมโรงแรม

ทุกวันนี้มีแม่ไก่กว่า 54 ล้านตัวในประเทศไทยที่ถูกขังในฟาร์มกรงตับ ซึ่งถือเป็นวิธีการเลี้ยงที่โหดร้ายที่สุดวิธีหนึ่ง กรงตับมีพื้นที่เล็กกว่ากระดาษ A4 ทำให้แม่ไก่ไม่สามารถแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น กางปีกหรืออาบฝุ่นได้เต็มที่ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่าการเลี้ยงแบบนี้ก่อให้เกิดความทุกข์ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เช่น กระดูกหัก ขนร่วง และ ความเครียดเรื้อรัง

กิจกรรมรณรงค์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นการถือป้ายเรียกร้องเพื่อสะท้อนความเป็นจริงเบื้องหลังฟาร์มอุตสาหกรรม แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้ความรู้และสร้างบทสนทนากับผู้คนที่ผ่านไปมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนของสาธารณชนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ที่ดีขึ้นในอุตสาหกรรมอาหาร 

“เราชื่นชมความก้าวหน้าของแมริออทสู่เป้าหมายไข่ไก่ปลอดกรง แต่เมื่อเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่เดือน ความเร่งด่วนจึงสำคัญอย่างยิ่ง แมริออทได้แสดงบทบาทความเป็นผู้นำในภูมิภาคอื่น ๆ แล้ว และเราเชื่อว่าแมริออทสามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จในเอเชียได้เช่นกัน เพื่อให้มั่นใจว่าแม่ไก่ทุกตัวจะไม่ถูกขังอยู่ในกรงที่โหดร้ายอีกต่อไป แมริออทมีศักยภาพที่จะพลิกโฉมสถานการณ์และสร้างการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับโรงแรมอื่นๆ ในอุตสาหกรรมได้” ศนีกานต์ รศมนตรี ผู้อำนวยการ ซิเนอร์เจีย แอนิมอล ประเทศไทย กล่าว

“การมุ่งสู่การใช้ไข่ปลอดกรงไม่เพียงตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังช่วยสร้างระบบอาหารที่มีความเมตตา สุขภาพดี และยั่งยืนมากขึ้นในอนาคต” วนัชพร ดวงนิล ผู้นำโครงการ กล่าวเสริม 
ขบวนการใช้ไข่ไก่ปลอดกรง กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก บริษัทชั้นนำด้านอาหารและการบริการหลายแห่งในประเทศไทย เช่น Onyx Hospitality Group, Zen Group, Sukishi, Minor Food, และ Minor Hotels ต่างประกาศนโยบายใช้ไข่ปลอดกรง ที่สอดคล้องกับความตระหนักด้านสวัสดิภาพสัตว์และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ความเคลื่อนไหวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในไทยเท่านั้น แต่ในภูมิภาคเอเชียมีมากกว่า 300 บริษัท ที่ได้ประกาศคำมั่นสัญญาใช้ไข่ไก่ปลอดกรงแล้ว ตอกย้ำถึงแนวโน้มความยั่งยืนที่ธุรกิจต่าง ๆ ทั่วทั้งภูมิภาคให้ความสำคัญ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและกระตุ้นการดำเนินงาน ซิเนอร์เจีย แอนิมอล มีการใช้ Cage-Free Tracker ซึ่งเป็นเครื่องมือสาธารณะสำหรับตรวจสอบความคืบหน้าของบริษัทต่าง ๆ ในการเปลี่ยนไปใช้ไข่ไก่ปลอดกรงอย่างเป็นระบบ 

“ความสำเร็จของแมริออทในสหรัฐอเมริกาและลาตินอเมริกาได้พิสูจน์แล้วว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นไปได้จริง การขยายผลนโยบายนี้ในเอเชียจะช่วยให้แมริออทเป็นต้นแบบด้านความเมตตาและความรับผิดชอบในอุตสาหกรรมการบริการระดับโลกได้อย่างสมบูรณ์แบบ” แคโรลิน่า กาลวานี ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการ ซิเนอร์เจีย แอนิมอล กล่าว

‘ปลาตะเพียนโซโห’ ร้านอาหารไทยน้องใหม่ในเครือภัทรา ชวน ‘เชฟหวาย’ จาก ‘รสิก’ เสิร์ฟเสน่ห์อาหารไทยกลางลอนดอน

‘ปลาตะเพียนโซโห’ ร้านอาหารไทยน้องใหม่ในเครือภัทรา ชวน ‘เชฟหวาย’ จาก ‘รสิก’ เสิร์ฟเสน่ห์อาหารไทยกลางลอนดอน

‘ปลาตะเพียนโซโห’ ร้านอาหารไทยน้องใหม่ในเครือภัทรา ชวน ‘เชฟหวาย’ จาก ‘รสิก’ เสิร์ฟเสน่ห์อาหารไทยกลางลอนดอน

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปรมา ไรวา ทายาทรุ่นที่ 2 ของร้านอาหารไทยภัทรา (Patara) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Platapian (ปลาตะเพียน) ร้านอาหารไทยคอนเซปต์ใหม่ใจกลางโซโห ซึ่งเป็นร้านน้องใหม่ในเครือ Patara (ภัทรา) ร้านอาหารไทยที่ถือกำเนิดในกรุงลอนดอนมากว่า 30 ปี จับมือกับ เชฟหวาย จากร้าน รสิก เชียงใหม่ เจ้าของรางวัลบิบ กูร์มองด์  มิชลินไกด์ 2 ปีซ้อน หนึ่งในร้านอาหารที่จองยากที่สุดในประเทศไทย จัดมื้ออาหารสุดเอ็กซ์คลูซีฟเพียง 8 วัน ระหว่างวันที่ 23–30 ตุลาคม นี้

ปรมา ไรวา

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำเสนอ “อาหารไทยพื้นถิ่น” ที่หยิบวัตถุดิบคุณภาพจากอังกฤษ มาร้อยเรียงเข้ากับสมุนไพรและวัตถุดิบท้องถิ่นจากประเทศไทย ถ่ายทอดรสชาติที่ร่วมสมัย แต่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมของอาหารไทยเอาไว้อย่างครบถ้วน

เชฟหวาย จากร้าน รสิก เชียงใหม่

ปรมา ไรวา ผู้ก่อตั้ง Platapian กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของอาหาร แต่คือการถ่ายทอดรสชาติที่มีชีวิตชีวาของประเทศไทย” ภายใต้แนวคิดเดียวกันกับเชฟหวาย ที่อยากส่งต่อความทรงจำดี ๆ และรสชาติแบบไทยๆ ที่เราภูมิใจ อยากให้ลูกค้าได้สัมผัสอาหารไทยที่ทำจากวัตถุดิบสดใหม่ในอังกฤษ ผสมผสานกับสมุนไพรและผักพื้นถิ่นจากบ้านเรา เพื่อให้ได้รสชาติที่ทั้งแปลกใหม่และยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิม และที่พิเศษคือค็อกเทลสมุนไพรไทยสูตรเฉพาะของ Platapian ที่การันตีความอร่อยและไม่เหมือนใคร

เชฟหวาย กล่าวว่า “อาหารไม่ใช่เพียงเรื่องของรสชาติ หากแต่คือเรื่องราวของผู้คน” พร้อมอธิบายถึงแนวคิดที่เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการหล่อหลอมเส้นทางสู่การเป็นเชฟมืออาชีพ ด้วยประสบการณ์มากกว่าสิบปีในวงการอาหาร เชฟหวายเติบโตท่ามกลางวัตถุดิบสดใหม่จากท้องถิ่นในเชียงใหม่ รวมถึงความพิถีพิถันในทุกขั้นตอนของการปรุงอาหาร “การใช้ชีวิตอยู่ในครัวมายาวนาน ทำให้ผมเข้าใจว่าทุกองค์ประกอบล้วนมีความหมายไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยพื้นบ้านหรือเมนูยุโรปคลาสสิก”

งานนี้ผู้ร่วมงานจะได้ลิ้มลองเมนูซิกเนเจอร์ที่เชฟหวายโชว์ฝีมือปรุงสดในครัวเปิดด้วยการโขลกน้ำพริกสด ๆ และปรุงเมนูซิกเนเจอร์จากร้านรสิกให้ได้ลิ้มลองกันแบบสดใหม่อาทิ เนื้อตุ๋นผัดน้ำพริกข่า, ยำผลไม้เบอรี่น้ำปู๋, ฮังเลเนื้อซอสสาระแหน่, ไขกระดูกวัวย่างกับน้ำพริกนรก และอีกหลายเมนูที่พร้อมสร้างประสบการณ์รสชาติแบบต้นตำรับตั้งแต่คำแรก

พิเศษสุด ผู้เข้าร่วมยังมีสิทธิ์ลุ้นรับตั๋วเครื่องบินไป–กลับ ลอนดอน–กรุงเทพ พร้อมที่พักหรูจาก EVA Air และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำรองที่นั่งด่วนได้ที่ http://www.pataralondon.com หรือโทร. +44 203822 0329  สำรองที่นั่งจากประเทศไทย +66 820054677

คุณแหน : 10 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 10 ตุลาคม 2568

คุณแหน : 10 ตุลาคม 2568

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เชิญเงินพระราชทาน 42 ล้านบาท ไปมอบให้ พญ.วรวรรณ กอปรกิจงาม ผอ.รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จ.สุรินทร์ เพื่อเป็นค่าดำเนินการก่อสร้างอาคารของรพ. จำนวน 2 อาคาร ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา..
  • เปิดตัววันแรกก็ไม่ธรรมดา บมจ. เรียล สมาร์ท (REAL25) ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Data Technology แบบครบวงจร เขย่าวงการลงทุนด้วยการเปิดซื้อขายในตลาด LiVEx งานนี้ผู้ร่วมก่อตั้ง ภูกิจ ดิศธรานนท์, ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ โชคงามวงศ์ และ อุกฤษฎ์ ตั้งสืบสกุล สุดปลื้มที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล นำขบวนรัฐมนตรีสายเศรษฐกิจทั้ง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, ศุภจี สุธรรมพันธ์, อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์, วรภัค ธันยาวงษ์ ได้แวะมาให้กำลังใจและยินดีกับบริษัทเทคโนโลยีน้องใหม่ที่เข้ามาระดมทุน ก่อนนำคณะไปร่วมประชุมกับทางผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์และสภาธุรกิจตลาดทุนไทย..
  • ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ซีอีโอ บมจ.บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) เปิดตัวโครงการ “ทรัพย์มหาชน” เพื่อบ้านของคนสู้ชีวิต เหมาะสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้น้อยหรือรายได้ไม่แน่นอน จัดเต็มที่อยู่อาศัยตอบโจทย์คนรายได้น้อย..
  • ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบเงินบริจาค จาก กมล ธนนิธาพร บมจ.ธนาคารกรุงไทย เพื่อสนับสนุนโครงการ Charity Kids Club การออมเพื่อการให้ ณ Donation HUB สภากาชาดไทย..
  • ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ซีอีโอ บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ล่าสุดจับมือ เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางฯ (กยท.) ลงนาม MOU เพื่อบริหารจัดการผลผลิตยางพาราให้สมดุลกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตั้งเป้ารวบรวมผลผลิต 200,000 ตันต่อปี ภายใต้สัญญา 5 ปี เพื่อช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงแก่เกษตรกร หนุนอุตสาหกรรมยางพาราไทยอย่างยั่งยืน และยกระดับศักยภาพยางพาราไทยบนเวทีโลกอีกด้วย..
  • ยามนี้ พิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา ควงลูกสาว น้องศลิษา ไปเยอรมันเที่ยวงาน Oktoberfest แล้วไปต่อเนื่อง งานแฟร์  ANUGA 2025 รวมทริปนี้ 8วัน..
  • อนุโมทนาบุญกับ ดุสิต เต็งไตรรัตน์ พร้อมลูกหลาน ได้บริจาคเงินให้แก่ รพ.น่าน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับคุณพ่อสิทธิพงษ์ เต็งไตรรัตน์..
  • ภก.คงเกียรติ ฉัตรหิรัญทรัพย์ วันเกิดเดินสายทำบุญ ไปกราบหลวงปู่ลี ที่นครสวรรค์ ถวายรองเท้า ถวายปัจจัยปล่อยปลาร่วมกับหลวงปู่ แล้วไปไหว้หลวงพ่อฤาษีลิงดำที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ปิดท้ายด้วยไปถวายดอกบัวและนั่งสมาธิที่วัดพระแก้ว..
  • ใครมีลูกหลานเป็นเด็กเล็กๆลองฟังคำแนะนำเรื่อง เด็กปฐมวัย : เริ่มต้นให้ดี จาก นพ.ธีรวีร์ วีรวรรณ รอง ผอ.สำนักพัฒนาสังคม กทม. ได้ที่ https://youtu.be/EUHf4nIDEiQ?si=TrR7fiNHz2lSMmQT..

น้องใหม่

Versace ร่วมสนับสนุนงาน The Albies ยกย่องผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก

Versace ร่วมสนับสนุนงาน The Albies ยกย่องผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก

Versace ร่วมสนับสนุนงาน The Albies ยกย่องผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Versace  ร่วมมือมาอย่างต่อเนื่องกับมูลนิธิ Clooney Foundation for Justice ซึ่งได้ทำงานเคียงข้างกันมาตั้งแต่ปี 2023 และยังคงดำเนินต่อไปด้วยค่ำคืนสุดพิเศษในกรุงลอนดอน  เป็นค่ำคืนที่อุทิศให้กับความพยายามและการลงมือทำที่ขับเคลื่อนโดยชุมชน เพื่อร่วมกันให้เกียรติแก่ผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงทั่วโลก ผู้ซึ่งสนับสนุนความเสมอภาค ความเท่าเทียม และสิทธิมนุษยชน

The Albies ซึ่งเป็นงานประจำปีที่จัดโดย Amal และ George Clooney ร่วมกับ Versace เป็นเวทีที่บุคคลระดับนานาชาติจากแวดวงสิทธิมนุษยชน ธุรกิจ บันเทิง แฟชั่น และเทคโนโลยี มารวมตัวกัน เพื่อเฉลิมฉลองพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี และในฐานะพันธมิตรหลัก Versace มีความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับคุณค่าของแบรนด์ และใช้พลังของแพลตฟอร์มและชุมชนของตนเพื่อส่องแสงให้กับผู้ที่อุทิศชีวิตเพื่อความยุติธรรมทางสังคม 

Fatou Baldeh 

ผู้ได้รับเกียรติในปีนี้ ได้แก่ Fatou Baldeh นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของสตรีและเด็กหญิงชาวแกมเบีย ผู้เป็นกระบอกเสียงชั้นนำในการตระหนักถึงอันตรายของการขลิบอวัยวะเพศหญิง และผู้ก่อตั้งองค์กร Women in Liberation and Leadership (WILL), Jose Rubén Zamora นักข่าวชาวกัวเตมาลา ผู้มีชื่อเสียงจากการรายงานเชิงสืบสวนอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับการทุจริตในระบบการเมือง, Marty Baron บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ชาวอเมริกัน ผู้เป็นที่รู้จักจาก Spotlight และเป็นผู้สนับสนุนเสรีภาพของสื่อผ่านการรายงานข่าวอย่างไม่เกรงกลัว และ Melinda French Gates ผู้มุ่งมั่นผลักดันด้านสุขภาพของผู้หญิงและความเท่าเทียมทางเพศมากว่า 25 ปี ขณะเดียวกัน Darren Walker ประธานมูลนิธิ Ford Foundation ได้รับรางวัลเกียรติยศตลอดชีวิตจาก The Albies เพื่อยกย่องการอุทิศตนในการทำงานด้านการกุศลมายาวนานหลายทศวรรษ ทั่วโลก

Fatou Baldeh เธอเป็นกระบอกเสียงในการตระหนักถึงอันตรายของการขลิบอวัยวะเพศหญิง/การตัดอวัยวะเพศหญิง (FGM/C) ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้หญิงทั่วโลกกว่า 230 ล้านคน ในฐานะผู้รอดชีวิตจากการปฏิบัติดังกล่าวด้วยตนเอง Baldeh ได้ก่อตั้งองค์กร Women in Liberation and Leadership (WILL) และมีบทบาทสำคัญในการรณรงค์คัดค้านความพยายามในปี 2024 ที่จะยกเลิกกฎหมายห้ามการปฏิบัติดังกล่าวในประเทศแกมเบีย

Dario Vitale and Donatella Versace

Jose Rubén Zamora หนึ่งในนักข่าวที่ได้รับความเคารพมากที่สุดของกัวเตมาลา Zamora เป็นที่รู้จักจากการสืบสวนคดีทุจริตมานานกว่า 30 ปี หลังจากหนังสือพิมพ์ของเขาเผยแพร่รายงานเชิงวิพากษ์ต่อประธานาธิบดีของกัวเตมาลา เขาถูกจับกุม ตั้งข้อหา และถูกตัดสินว่ามีความผิดในคดีฟอกเงิน องค์กร TrialWatch ของมูลนิธิ CFJ ได้ติดตามการพิจารณาคดีของเขาและให้เกรด “F” เนื่องจากมีการละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรงหลายครั้ง คำตัดสินของเขาถูกเพิกถอนในปี 2023 แต่เขายังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำระหว่างรอการพิจารณาคดีใหม่ ทั้งองค์การสหประชาชาติและองค์การรัฐอเมริกันได้ประกาศว่าการคุมขังของ Zamora ในปัจจุบันนั้นเป็นการคุมขังโดยพลการ

Marty Baron  เป็นตัวอย่างของคุณค่าของสื่อเสรีภาพ ด้วยผลงานอันยาวนานในฐานะบรรณาธิการบริหารของ The Boston Globe และ The Washington Post ภายใต้การนำของเขา The Boston Globe เปิดโปงการปกปิดคดีล่วงละเมิดทางเพศของศาสนจักรคาทอลิก ขณะที่ The Washington Post รายงานเกี่ยวกับการสอดแนมทางดิจิทัลในวงกว้างต่อพลเมืองอเมริกัน

Melinda French Gates เป็นผู้สนับสนุนความพยายามระดับโลกด้านสุขภาพของผู้หญิงและความเท่าเทียมทางเพศมานานกว่า 25 ปี ด้วยแรงผลักดันจากความตั้งใจที่จะเปิดโอกาสให้ผู้หญิงและเด็กหญิงทั่วโลกมีอนาคตที่เท่าเทียมกัน หลังจากกำหนดทิศทางของมูลนิธิ Gates Foundation มานานกว่าสองทศวรรษ ปัจจุบันเธอเป็นผู้นำองค์กร Pivotal ซึ่งทำงานเพื่อเร่งให้เกิดความก้าวหน้าและยกระดับอำนาจและอิทธิพลของผู้หญิงทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก นอกจากนี้เธอยังได้ช่วยเปิดตัวแคมเปญเพื่อยุติการแต่งงานในวัยเด็ก โดยร่วมมือกับมูลนิธิ CFJ และมูลนิธิ Obama ในปี 2023

George and Amal Clooney

Darren Walker สร้างแรงบันดาลใจให้กับชุมชนต่างๆ ด้วยความเอื้อเฟื้อและความมุ่งมั่นของเขาในฐานะประธานมูลนิธิ Ford Foundation ตลอดอาชีพอันยาวนานหลายทศวรรษ ตั้งแต่การสร้างที่อยู่อาศัยราคาย่อมเยาในย่าน Harlem ไปจนถึงการสนับสนุนโครงการริเริ่มด้านความยุติธรรมทางสังคมระดับโลก เขาเป็นผู้นำที่มีนวัตกรรม โดยได้สร้างพันธบัตรทางสังคมมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฉบับแรกในตลาดทุนของสหรัฐฯ เพื่อช่วยพยุงองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในช่วงการระบาดของโควิด-19 และยังเป็นผู้นำความพยายามในการมอบทุนสนับสนุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงให้กับสถาบันต่างๆ และขยายผลกระทบของพวกเขา

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน The Albies และผู้ได้รับเกียรติในปีนี้ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ www.cfj.org/the-albies

บิ๊กซี จัดประกวด‘บิ๊กซี ดนตรีไทย’รอบชิง 12 ถ้วยพระราชทาน เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ

บิ๊กซี จัดประกวด‘บิ๊กซี ดนตรีไทย’รอบชิง 12 ถ้วยพระราชทาน เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ

บิ๊กซี จัดประกวด‘บิ๊กซี ดนตรีไทย’รอบชิง 12 ถ้วยพระราชทาน เฉลิมพระเกียรติ 70 พรรษา กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ในเครือกลุ่มบีเจซี จัดการประกวดโครงการ “บิ๊กซี ดนตรีไทย” ปีที่ 4 รอบชิงชนะเลิศชิง ๑๒ ถ้วยพระราชทาน เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมายุ 70 พรรษา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมี ฐาปณี เตชะเจริญวิกุล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดและมอบรางวัล ณ บิ๊กซี สาขาราชดำริ

เวทีนี้เปิดโอกาสให้เยาวชนไทยอายุ 6-25 ปี ได้แสดงความสามารถด้านดนตรีไทยและการผสมผสานไทย–สากล (Trio) ภายใต้แนวคิด “โสตศิลป์สืบสานดนตรีไทย เพราะดนตรีไทยคือสมบัติของแผ่นดิน” เพื่อปลูกฝังความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมไทย และสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นคุณค่าและร่วมสืบทอดศิลปะดนตรีไทย

โครงการ “บิ๊กซี ดนตรีไทย” ไม่เพียงเป็นกิจกรรมเพื่อเยาวชน แต่ยังสะท้อนถึง กลยุทธ์ CSR ของบีเจซี บิ๊กซี ที่ให้ความสำคัญกับการศึกษา การพัฒนาเยาวชน และการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อให้สังคมและธุรกิจเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของบิ๊กซีในฐานะ “ห้างคนไทย หัวใจคือลูกค้า” ที่พร้อมมอบพื้นที่สร้างคุณค่าและความสุขให้แก่ชุมชนไทย

ถอดรหัสโมเดลประจวบฯ พลิกป่าสู่เมือง พลิกมูลช้างสู่ทองคำ เมื่อการอนุรักษ์สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ถอดรหัสโมเดลประจวบฯ พลิกป่าสู่เมือง พลิกมูลช้างสู่ทองคำ เมื่อการอนุรักษ์สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

ถอดรหัสโมเดลประจวบฯ พลิกป่าสู่เมือง พลิกมูลช้างสู่ทองคำ เมื่อการอนุรักษ์สร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์นำเที่ยวค่อยๆ ดับลงเบื้องหน้าทุ่งหญ้ากว้างไกลสุดลูกหูลูกตาในเขตอุทยานแห่งชาติกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภาพโขลงช้างป่ากำลังหากินอย่างสงบ โดยมีฝูงกระทิงเล็มหญ้าอยู่ไม่ไกล คือภาพที่สร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวจนยากจะลืมเลือน แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า เบื้องหลังภาพอันงดงามนี้ คือผลลัพธ์ของความพยายามพลิก “สมรภูมิความขัดแย้ง” ระหว่างคนกับช้างในอดีต ให้กลายเป็น “ต้นแบบ” ของการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล ที่ซึ่งการอนุรักษ์ไม่ได้เป็นเพียงภาระ แต่คือหัวใจของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นี่คือบทสรุปที่เป็นรูปธรรมของ “โครงการบูรณาการการท่องเที่ยวบนพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพ” ความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO และ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย (UNDP) โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF) ที่ได้เลือกจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เป็นพื้นที่ต้นแบบ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอันประเมินค่ามิได้ สามารถแปรเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงชุมชนได้อย่างแท้จริง

นีฟ คอลิเออร์-สมิธ และ ดร. ธนิต ชังถาวร

เปลี่ยนกระบวนทัศน์: จาก “ภาระ” สู่ “การลงทุนที่ชาญฉลาด”

แนวคิดดั้งเดิมมักมองว่าการอนุรักษ์เป็นเรื่องของต้นทุนและข้อจำกัดที่ชุมชนต้องแบกรับ แต่โครงการนี้ได้เข้ามาทลายกำแพงความคิดนั้นลงอย่างสิ้นเชิง

ดร. ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการ BEDO ได้ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจว่า “หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือการเปลี่ยนมุมมองว่าการอนุรักษ์คือต้นทุน ให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เราเชื่อว่าเมื่อชุมชนมีรายได้ที่มั่นคงจากการดูแลรักษาธรรมชาติ พวกเขาก็จะกลายเป็นผู้พิทักษ์ทรัพยากรที่ดีที่สุด โครงการนี้จึงเป็นต้นแบบที่แข็งแกร่งในการสร้างรายได้ที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการรักษาระบบนิเวศให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นหลัง”

โมเดลนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างเลื่อนลอย แต่คือการลงลึกไปในพื้นที่ ทำงานร่วมกับชุมชน เพื่อค้นหาศักยภาพและแก้ไขปัญหาไปพร้อมกัน จนเกิดเป็นนวัตกรรมและรูปแบบการท่องเที่ยวที่โดดเด่นในสองพื้นที่หลัก คืออุทยานแห่งชาติกุยบุรี และอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด

กรณีศึกษาที่ 1: กุยบุรี – จากสมรภูมิสู่ซาฟารีเมืองไทย

ในอดีต พื้นที่รอบอุทยานแห่งชาติกุยบุรีคือพื้นที่แห่งความขัดแย้ง ช้างป่าบุกรุกพื้นที่เกษตรกรรมสร้างความเสียหาย นำไปสู่ความสูญเสียทั้งของคนและสัตว์ป่า โครงการได้เข้าไปทำงานร่วมกับชุมชน เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ผ่านการจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชน Kuiburi Ecotourism Club” ที่เปลี่ยนชาวบ้านให้กลายเป็นผู้ประกอบการนำเที่ยวเชิงนิเวศระดับพรีเมียม กิจกรรม “นั่งรถซาฟารีชมช้างป่าและกระทิง” ไม่เพียงสร้างรายได้ที่กระจายสู่สมาชิกอย่างเป็นธรรม แต่ยังสร้างกฎระเบียบที่ทำให้นักท่องเที่ยวได้ชมสัตว์ป่าอย่างเคารพในธรรมชาติ

แต่ความมหัศจรรย์ของกุยบุรีไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ชุมชนยังได้ต่อยอดไปสู่นวัตกรรมที่น่าทึ่งจากภูมิปัญญาท้องถิ่น:กระดาษมูลช้าง: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มกระดาษจากใบสับปะรดและขี้ช้างป่ากุยบุรี ได้เปลี่ยน “มูลช้าง” ที่ดูไร้ค่า ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์กระดาษสาที่มีเอกลักษณ์สวยงาม เป็นของที่ระลึกที่บอกเล่าเรื่องราวของการอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ผึ้งพิทักษ์ไพร: วิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงชันโรงและผึ้งโพรงไทย ได้นำองค์ความรู้มาใช้แก้ปัญหาช้างบุกรุกพื้นที่เกษตร โดยใช้ “ผึ้ง” และ “ชันโรง” เป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงลดความเสียหาย แต่ยังสร้างอาชีพเสริมจากการเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งคุณภาพสูง เป็นการตอกย้ำว่าธรรมชาติสามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้

กรณีศึกษาที่ 2: เขาสามร้อยยอด – ปลุกหัวใจแห่งพื้นที่ชุ่มน้ำ

อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด คือที่ตั้งของ “ทุ่งสามร้อยยอด” พื้นที่ชุ่มน้ำอันเป็นหัวใจของความหลากหลายทางชีวภาพ โครงการได้เข้ามาส่งเสริมให้ชุมชนเห็นคุณค่าของระบบนิเวศแห่งนี้ จนเกิดเป็น “วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยชุมชนบ้านหน้าทุ่งสามร้อยยอด” ที่เปลี่ยนความงามของทิวทัศน์ให้กลายเป็นกิจกรรม “ล่องเรือถ่อ” อันเป็นเอกลักษณ์ สร้างรายได้และชื่อเสียงให้กับพื้นที่

สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่า คือการสร้างผู้สืบทอดเจตนารมณ์ในการอนุรักษ์ ผ่าน “วิสาหกิจชุมชนเด็กรักษ์ทุ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์” กลุ่มเยาวชนที่ลุกขึ้นมาทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์น้อย บอกเล่าเรื่องราวของพืชพรรณและสัตว์นานาชนิดในบ้านเกิดของตนเองด้วยความภาคภูมิใจ นี่คือผลลัพธ์ระยะยาวที่สำคัญที่สุด คือการสร้างผู้พิทักษ์รุ่นต่อไปที่เข้าใจและหวงแหนมรดกทางธรรมชาติของตนเอง

บทพิสูจน์ความสำเร็จ ณ “BioMart Hua Hin 2025”

เพื่อเป็นการรวบรวมและเฉลิมฉลองความสำเร็จทั้งหมดนี้ BEDO และ UNDP ได้จัดงาน “BioMart Hua Hin 2025” มหกรรมแสดงและจำหน่ายสินค้าชีวภาพและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนขึ้น ระหว่างวันที่ 1-5 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้า Market Village Hua Hin ซึ่งงานดังกล่าวเปรียบเสมือนบทสรุปที่มีชีวิตของโครงการ

ภายในงานได้รวบรวมผู้ประกอบการจากชุมชนต้นแบบกว่า 40 ราย ที่นำผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงมาจัดแสดงและจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็นอาหารท้องถิ่น สินค้าหัตถกรรมจากเส้นใยธรรมชาติ สมุนไพรแปรรูป กาแฟจากไร่ ไปจนถึงกระดาษมูลช้างและน้ำผึ้งชันโรง นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเวิร์คชอปที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และการนำเสนอแพ็คเกจท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยตรงจากผู้ประกอบการในพื้นที่

นีฟ คอลิเออร์-สมิธ ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย ได้กล่าวถึงความสำเร็จนี้ว่า “การท่องเที่ยวเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย UNDP ทำงานร่วมกับประเทศไทยเพื่อให้แน่ใจว่าการลงทุนในภาคส่วนนี้จะควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น ประสบการณ์จากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์สามารถเป็นแรงบันดาลใจให้กับจังหวัดอื่นๆ รวมถึงเมืองท่องเที่ยวทั่วโลก ให้เห็นแนวทางการท่องเที่ยวที่สามารถสร้างประโยชน์ทั้งต่อผู้คนและธรรมชาติไปพร้อมกันได้”

โมเดลความสำเร็จของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์นี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องราวของการท่องเที่ยว แต่คือบทพิสูจน์ว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้นเกิดขึ้นได้จริง เมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันเปลี่ยน “ทุนทางธรรมชาติ” ให้กลายเป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ที่ไม่ได้ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และนี่คือพิมพ์เขียวสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนานโยบายการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบและยั่งยืนของประเทศไทยต่อไปในอนาคต